“อยากจะขอวิงวอน…” จากใจผู้สูญเสีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อยากจะขอวิงวอน…” จากใจผู้สูญเสีย

20 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
คดีแพรวา,ญาติผู้ตาย,ครอบครัวผู้ตาย,สิตาพัชญ์ พงศ์รัตน์ถาวร,แม่หนิง,แม่ ดรเป็ด
เปิดอ่าน 8,090 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 20-21 ก.ค.52 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***************

เสียใจไม่พอ ยังเหนื่อยทั้งกายและใจอีกด้วยกับ ครอบครัวของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะ 9 รายที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นการลาจากโดยไม่คาดคิดและตั้งตัว

วันนี้แม้ในทางคดี พวกเขาเหลือแค่รอให้ฝ่ายจำเลยดำเนินการตามศาลสั่ง โดยมี ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประกาศจะอยู่ช่วยต่อไปให้รู้เรื่อง

แต่ในความรู้สึกแล้ว พวกเขาแทบจะมอดไหม้ไปทั้งใจตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ผู้เสียชีวิตทั้ง 9 รายคือ ภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี (อาจารย์),  ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง อายุ 33 ปี (นักวิจัย), อุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี อายุ 30 ปี (ผู้ช่วยนักวิจัย), ตรอง สุดธนกิจ อายุ 24 ปี (บัณฑิต),  นฤมล ปิดตาทะนัง อายุ 38 ปี (คนขับรถตู้), สุดาวดี นิลวรรณ อายุ 20 ปี (นักศึกษา), เกียรติมันต์ รอดอารีย์ อายุ 23 ปี (นักศึกษา), ปรัชญา คันธา อายุ 23 ปี (นักศึกษา) และ จันจิรา ซิมกระโทก อายุ 22 ปี (เสียชีวิตภายหลัง)

ทุกวันนี้ญาติๆ และครอบครัวของพวกเขาที่อยู่ข้างหลัง เป็นอย่างไรกันบ้าง น่าสนใจยิ่ง

แม่ผู้ชรา

จากหน้าข่าวสาร เราเห็นแล้วว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ล่าสุดเราเห็นได้ชัดเจนว่า พวกเขายังคงทนทุกข์

โดยเฉพาะที่คนไทยให้ความสนใจมากคือ ถวิล เช้าเที่ยง แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ “ดร.เป็ด” ที่นอกจากอายุมากแล้วถึง 71 ปี ยังต้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการร้อยมาลัยขายอยู่ที่บ้านใน จ.ราชบุรี

ถวิล เช้าเที่ยง แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง

แม้แม่หนิงระบุว่าด้วยวัยที่แก่มากแล้ว เรื่องจะเดินหน้าทางกฎหมายเห็นจะสู้ไม่ไหว แต่สิ่งที่ปวดใจคือท่าทีของอีกฝ่าย

ในรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ เธอยังเล่าว่า จริงอยู่ที่ช่วงวันที่ 1 มกราคม 2554 แม่ของแพรวาเคยโผล่ไปขอขมาศพลูกชาย โดยมีการกราบเท้าพร้อมมอบเงิน 30,000 บาทเป็นค่าปลงศพให้แก่ทุกชีวิตที่สูญเสีย

กับอีกครั้ง คือก่อนเปิดคำพิพากษาคดีอาญา แพรวาเคยแวะไปขอขมาตนที่ตัก โดยมาพร้อมพ่อแม่ แต่วันนั้นนางถวิลกล่าวว่ามาทำไมป่านนี้ตั้ง 2 ปีมาแล้ว

“ช่วงที่ลูกเรียนจบมาก็อยากให้แม่เลิกร้อยพวงมาลัย แต่แม่ยังทำไหวก็ขอทำไปก่อน ถ้าเลิกร้อยพวงมาลัยในวันที่ลูกขอให้เลิก วันนี้คงลำบากกว่านี้ เพราะวันนี้ไม่มีลูกมาคอยเลี้ยงดูแล้ว และพี่น้องก็ตายหมดแล้ว เหลือเพียงแค่หลานสาวคนเดียวที่มาช่วยกันร้อยพวงมาลัยขายแบ่งข้าวกินกันไป ก็อยากให้แพรวาได้เห็นใจบ้างเพราะเวลาก็เนิ่นนานมาแล้ว”

ทุกวันนี้ แม่ถวิลขายพวงมาลัยดอกไม้อยู่ที่ตลาดทรัพย์สิน หน้าธนาคารกรุงเทพ อ.เมืองราชบุรี แวะเวียนไปอุดหนุนได้

หัวอกแม่คนขับ

ทองพูน พานทอง แม่ของ นฤมล ปิดตาทะนัง คนขับรถตู้ผู้เสียชีวิต เธอกล่าวเสมอว่า ทุกวันนี้ยังต้องคอยบอกกล่าวไปยังลูกสาวเล่าเรื่องคดีให้ฟัง เผื่อว่าวิญญาณจะได้รับรู้ว่า ผลทางกฎหมายออกมาว่าลูกสาวของเธอไม่ผิด

ทองพูน พานทอง แม่คนขับรถตู้

ส่วนกับครอบครัวจำเลย ก็อยากจะให้เขามองพวกเราให้เป็นเหมือนมนุษย์กับเขาบ้าง ให้คิดว่าเราเป็นคนเหมือนเขา แน่นอนเรื่องเงินสำคัญ แต่ไม่เท่าจิตใจของคน

เธอกล่าวในรายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี 22 ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ไม่ได้โกรธแค้นอีกต่อไปแล้ว แต่ยังคงเหนื่อยล้า ทั้งต้องสู้ในแต่ละวันกับภาระการทำมาหาเลี้ยงชีพในชีวิต

“ถ้าจะวิงวอนได้ก็ให้เขาเมตตาเราบ้าง” เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้รับการติดต่อมาเลย

สำหรับชีวิตความเป็นหลังเสียลูกสาวไป เธอยังคงดูแลหลาน ขายขนม และรับจ้างทำงานกับเจ้านายเก่าต่อไป โดยแผงขนมของเธออยู่ที่ตลาดสยามนารา ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ปักหลักตรงเสาไฟฟ้าหน้าเซเว่นฯ

แก้วตาดวงใจ

สำหรับ สุชาดา ปาละกูล แม่ของ ตรอง สุดธนกิจ บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นอีกคนที่นับว่าเจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะน้องตรองเป็นบุตรสาวคนเดียวของเธอ เป็นความหวังของครอบครัว

แต่ที่หนักหนาตามมา คือผ่านมาปีเดียว สามีหรือพ่อของน้องตรอง ที่กลายเป็นคนนิ่งเงียบหลังลูกสาวจากไป ก็มาตรอมใจเสียชีวิตตามไปอีกคน จากอาการหัวใจล้มเหลวทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว

สุชาดา ปาละกูล แม่ของ ตรอง สุดธนกิจ

ส่วนตนเอง ทุกวันนี้เหมือนอยู่ไปวันๆ ถ้าคิดถึงลูก ก็หยิบอัลบั้มตอนรับปริญญามาดู และยังคงร้องไห้คิดถึงทุกครั้ง

คนที่เป็นเมีย

สำหรับ สิตาพัชญ์ พงศ์รัตน์ถาวร ภรรยาของ อุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี ผู้ช่วยนักวิจัย รายนี้หลังเกิดเรื่อง ก็เหมือนชีวิตหยุดลง เพราะต้องลาออกจากงานไปอยู่ต่างจังหวัด เพื่อดูแลลูก และพ่อแม่ของสามีด้วย

มุมหนึ่งที่น่าสลดใจคือ สามีหรือพ่อของลูกจากไปตอนที่ลูกมีอายุแค่ 3 ขวบ เธอจึงต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ และยังต้องคอยปลอบประโลมฝ่ายพ่อแม่สามี เพราะดูเหมือนว่าพวกเขายังคงทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากจริงๆ แล้ว ในกลุ่มผู้สูญเสีย คงไม่มีใครเจ็บไปมากกว่าใคร เพราะทุกคนคือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

จริงหรือนักข่าวจะตกงาน เพราะปัญญาประดิษฐ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จริงหรือนักข่าวจะตกงาน เพราะปัญญาประดิษฐ์

19 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
ปัญญาประดิษฐ์,นักข่าว,AI
เปิดอ่าน 2,292 ครั้ง

โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร นักเทคโนโลยีสื่อสาร

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ในวงการสื่อสร้างความหวั่นไหวต่อการสูญเสียตำแหน่งงานของบรรดานักข่าวอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนข่าวที่เคยเป็นงานของมนุษย์ แต่ AI สามารถทำงานได้ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

พัฒนาการอย่างก้าวกระโดดนี้อาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรในวงการสื่อทั้งทางบวกและทางลบควบคู่กันไป

     1.จริงหรือที่นักข่าวจะตกงานเพราะปัญญาประดิษฐ์?
ไม่จริงเสมอไป-แม้ว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเสนอข่าวจะทำให้การรายงานข่าวจะมีความรวดเร็ว กว้างขวาง ปริมาณข่าวเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้ตำแหน่งงานเขียนข่าวส่วนหนึ่งหายไป แต่การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานจะถูกชดเชยด้วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ และปัญญาประดิษฐ์จะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์เฉพาะงานบางประเภทเท่านั้น

ดังนั้นการใช้โปรแกรมอัตโนมัติในงานข่าวจึงเป็นเพียงการลดภาระของนักข่าวสำหรับงานบางชิ้น ซึ่งนักข่าวอาจได้รับมอบหมายให้ทำงานอื่นที่ปัญญาประดิษฐ์ยังทำไม่ได้ หรืองานอื่นที่สร้างสรรค์กว่างานเขียนข่าวที่ซ้ำซากจำเจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสืบสวนในเชิงลึก ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยให้การขุดค้นข่าวเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันนักข่าวเองจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเพื่อทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ด้วย

          2.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์รายงานข่าวด้วยความแม่นยำและไม่ผิดพลาด?
ไม่จริงเสมอไป – ปัญญาประดิษฐ์ก็เหมือนกับเทคโนโลยีประเภทอื่นๆ ที่อาจเกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ เป็นต้นว่าสำนักข่าวที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เคยรายงานข่าวเมื่อปี 2017 ว่าเกิดแผ่นดินไหวในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ความแรง 6.8 แต่พบว่าเป็นการรายงานผิดพลาดเพราะโปรแกรมอัตโนมัติไปนำข้อมูลแผ่นดินไหวเมื่อปี 1925 มารายงาน

  3.จริงหรือข่าวจากปัญญาประดิษฐ์ไม่มีความลำเอียง ?
ไม่จริงเสมอไป – ปัญญาประดิษฐ์เป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ทำงานด้วยข้อมูล จริงอยู่แม้ว่าตัวข้อมูลเองอาจไม่มีความลำเอียง แต่ข้อมูลคือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งได้ และกระบวนการซึ่งได้มาของข้อมูลบางประเภทอยู่ภายใต้การสั่งการของมนุษย์ ข้อมูลจึงอาจถูกบิดเบือนให้เกิดผลลัพธ์ไปในทางใดทางหนึ่งได้เสมอ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะอัลกอริทึมที่ประมวลผลข้อมูล คือสมการที่เต็มไปด้วยความจริง ความเท็จ ความเห็น ความชอบ และความไม่ชอบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น

  4.จริงหรือที่ทักษะในการเขียนข่าวที่สั่งสมมาจากอดีตจะหายไปหรือด้อยค่าลง ?
จริงบางส่วน–เมื่อปัญญาประดิษฐ์สามารถเขียนข่าวโดยนำข่าวจากแหล่งต่างๆ มารายงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทักษะในการเขียนข่าวที่เรียนรู้มาตั้งแต่อดีตอาจหายไป และอาจมีผลต่อคุณค่างานหรือค่าจ้างของนักข่าวได้ แต่การเขียนข่าวของปัญญาประดิษฐ์เป็นการเขียนเฉพาะเนื้อข่าวล้วนๆ ซึ่งไม่น่าจะถูกจริตของผู้บริโภคสื่อที่ต้องการความมีสีสัน รวมทั้งผู้บริโภคสื่อยังต้องการความน่าสนใจทางอารมณ์อื่นๆ เพิ่มเติมจากเนื้อหาข่าว ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกันหากปัญญาประดิษฐ์เสนอข่าวที่มากเกินความจำเป็นจนกลายเป็นข่าวขยะ ผู้บริโภคสื่ออาจต้องไขว่คว้าหาข่าวคุณภาพจากนักข่าวในที่สุด

          5.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นจากเดิม ?
จริง–ปัญญาประดิษฐ์คือผลผลิตของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งสามารถสร้างสินค้าและบริการที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้ ผู้ผลิตสื่อจึงมีช่องทางที่จะสร้างสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสื่อได้อย่างมากมายมหาศาล นับตั้งแต่การรับจ้างผลิตสื่อไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมทั้งใช้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนหรือขายข้อมูล ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตและขยายโอกาสทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับนักข่าวและบุคลากรในวงการสื่อในการใช้ศักยภาพของตัวเองรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่จากปัญญาประดิษฐ์

          6.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถคัดกรองข่าวปลอม (Fake news) ได้ ?
จริง–แม้ว่าผู้ประกอบการสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์จะมีมาตรการหลายต่อหลายอย่างในการรับมือกับข่าวปลอม แต่ดูเหมือนว่ามาตรการต่างๆ มักไม่ได้ผล และข่าวปลอมต่างๆ ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นผู้สร้างข่าวปลอมเสียเองหากมีการทำงานผิดพลาด จากการสำรวจของสถาบันรอยเตอร์เมื่อปี 2018 พบว่าประชาชนมากถึง 58 เปอร์เซ็นต์ มีความกังวลต่อการรับข่าวปลอมจากแหล่งข่าว

   7.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สร้างปัญหาทางจริยธรรมและปัญหากฎหมาย ?
ไม่จริง – ปัญญาประดิษฐ์เป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ทำงานด้วยข้อมูลซึ่งมาจากแหล่งข่าวหลากหลาย รวมทั้งข้อมูลจากมนุษย์เองด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจรายงานข่าวที่มีความล่อแหลมต่อความรู้สึกของบุคคลทั่วไป หรือการทำลายชื่อเสียงของบุคคลบางคน ซึ่งสำนักข่าวผู้นำเสนอข่าวต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

สรุป-เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาในวงการสื่อ ผู้ผลิตสื่อจำเป็นต้องสร้างงานใหม่หรือปรับเปลี่ยนงานเพื่อรองรับผลผลิตจากปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งงานบางประเภทอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการสื่อ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นในเวลาชั่วข้ามคืน แต่การสร้างความสมดุลระหว่างตำแหน่งงานที่จะหายไปกับการมอบหมายงานใหม่มีความจำเป็นและจะต้องทันต่อสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการถูกเลิกจ้าง ลดเงินเดือน หรือสถานการณ์อื่นที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน…ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชม.เป้าหมายทลายความจนก่อนเล่นการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380195?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชม.เป้าหมายทลายความจนก่อนเล่นการเมือง

19 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
รัฐบาลลุงตู่ 2,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อนุทิน ชาญวีรกุล,ยากจน
เปิดอ่าน 1,926 ครั้ง

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชั่วโมงเป้าหมาย”ทลายความจนก่อนเล่นการเมือง” โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

รัฐบาลลุงตู่ 2 นั้นเรียกว่าไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หลังประชาชนเบื่อหน่ายข่าวความขัดแย้งของนักการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาร่วม 3 เดือน ผนวกกับปัญหาเดิมๆ ที่รอการแก้ไขตลอด 5 ปีเศษเช่น เศรษฐกิจแย่, เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาพืชผลตกต่ำ, คนชั้นกลางตกงาน สวนทางกับนายทุนบางรายที่แจ้งผลประกอบการเชิงบวกมาตลอด

เมื่อมองขั้วต้านลุงตู่ที่ยามนี้กำลังปั่นกระแสปัญหาการเมือง เรียกร้องอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ โดยชี้ไปยังการแก้รัฐธรรมนูญ, การล้างมรดกบาป คสช., ปฏิรูปกองทัพ  ซึ่งเป็นแผลที่รอวันราดน้ำเกลือ และขั้วต้านลุงตู่หวังจุดไฟให้ติดนั้น…

แต่คนการเมืองหลายคนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้อาจยังไม่แก้ไขกติกาหลักในตอนนี้

เพราะจากการถอดรหัสจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ขอเริ่มต้นทำงานแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเสียก่อน โดยเดินตามผลโพลล์ที่ชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลทลายความยากจนเป็นอันดับต้นๆ

ส่วนเรื่องการแก้กฎกติกาการเมืองนั้น ทราบกันดีว่าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรธ. ได้ซ้อนเงื่อนไขเอาไว้ให้อดีต คสช. สามารถครองอำนาจในช่วงนี้ และยังมองกติกาฉบับนี้ได้ว่า  เป็นยันต์กันผีสะกดคนแดนไกล รวมทั้ง ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้พ้นเส้นทาง…

ดังนั้นการแก้กติกาหลักจึงมิใช่ภารกิจอันดับต้นๆ ของลุงตู่ในยามนี้และยามหน้า

คนการเมืองหลายค่ายมองว่า ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ในการบรรจุการแก้รัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายรัฐบาลนั้น เป็นการอ้างเหตุผลแบบ “ข้าหล่อคนเดียว” เพราะหากลุงตู่เร่งทำตามสิ่งที่ ปชป.ร้องขอ มีหวัง “เรือเหล็ก” ลำนี้จะจมลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้คือ บรรจุเอาไว้ในนโยบายรัฐบาล แต่จะแก้ตอนไหนบนเงื่อนไขเวลากำหนดหนึ่งปีนั้น ความจริงอาจชะลอไว้ได้หากปัจจัยอื่นเร่งรัดกว่า…เกมนี้คนในค่ายสีฟ้าก็รู้และคงใช้เป็นข้ออ้างไปขายฝันแฟนคลับว่า “เราดำเนินการแล้วแต่อยู่กับเสียงส่วนใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร?” และ ปชป.คงไม่กล้าหาญแตกหักออกจากวงโคจรรัฐบาล แยกไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ เพราะตอนนี้ได้โอกาสกอบกู้พรรค ด้วยการนั่งบริหารกระทรวงหัวใจเก็บแต้มการเมือง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง รมช.เกรดเออีกหลายเก้าอี้

หลังจากนี้คงได้เห็น “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหา กอบกู้ภาพลักษณ์  และความเชื่อมั่นจากประชาชน เพื่อต่อยอดอนาคตทางการเมืองตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของลุงตู่ ผ่านการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นไป

เพราะล่าสุดมีนโยบาย 12 เรื่องเร่งด่วน อาทิ แก้ปัญหาความยากจน เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ รอแถลง

หนึ่งไฮไลท์สำคัญของนโยบายรัฐบาลนี้คือ “กัญชาเสรีเพื่อทางการแพทย์” ที่ประชาชนหลายคนอยากเห็นเป็นรูปธรรมเพราะมีความคาดหวังสูงจากค่ายสีน้ำเงิน

อย่าลืมว่าการเมืองวันวานและวันนี้วุ่นหลายยก จนสังคมเบื่อ แต่สตาฟฟ์ค่ายสีน้ำเงินและอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข อ่านเกมว่า ยามนี้ชาวบ้านหน่ายข่าวขัดแย้ง เมื่อ ภท.อ่านอาการนี้ออก…จึงพลิกจังหวะแจ้งสังคมให้รู้ว่า ยามนี้ ภท.คือพรรคที่ทำงาน 24 ชั่วโมง มิใช่พรรคที่เอาแต่เล่นการเมือง

แหล่งข่าวจากค่ายสีน้ำเงินแจ้งว่า “เสี่ยหนูในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเร่งที่จะฉายภาพว่าสิ่งที่พรรคหาแต้มไว้กับสังคม วันนี้จะแสดงบทบาท “พรรคปฏิบัติการ” ให้บังเกิดผลเพราะภท.คือเจ้าของเรื่องกัญชาเสรีและหลากไอเดียที่ขายให้สังคมเชื่อใจ”

แหล่งข่าวจากค่ายสีน้ำเงินขยายความว่า “นโยบายกัญชาเสรีเพื่อทางการแพทย์” เกิดขึ้นภายหลังที่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผลักดันช่วงหาเสียง และได้รับความไว้วางใจมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเสี่ยหนูขอทำงานเรื่องนี้โดยตรงผ่านตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.สาธารณสุข

ทราบมาว่าค่ายสีน้ำเงินเดินหน้าลุยเต็มสูบ เพราะ”โพลล์ลับ” ของ ภท.ที่ไปเจาะความเห็นสังคมมานั้นพบว่า “สังคมคาดหวังให้เสี่ยหนูผลักดันเรื่องนี้โดยเร็ว” เพราะเชื่อว่าจะช่วยเหลือประชาชนจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกทั้งยังเป็นความหวังที่จะเห็นกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่โดยมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ร่ำรวยจากการปลูกกัญชา อาทิ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, ประเทศอิสราเอล ฯลฯ

นอกจากเรื่องกัญชาแล้ว โพลล์ลับที่สตาฟฟ์ของ ภท.วิเคราะห์มา และเชื่อว่ายามนี้สังคมมองว่า “ภท.คือพรรคปฏิบัติการที่พูดจริง ทำจริง” โดยคีย์แมนพรรคจะจี้นโยบายอื่นๆ ตามที่หาเสียงไว้ให้มีผลออกมาเร็ววันอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค เจ้ากระทรวงหูกวาง เคยประกาศไว้ช่วงเลือกตั้งว่า “หากพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาล หากผลักดันนโยบายต่างๆ ไม่สำเร็จ จะขอลาออกทันที เพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”

จุดนี้ทำให้ “อนุทิน” กำชับรัฐมนตรี และ ส.ส.ของพรรค 51 คน ให้ทำงานทันที ทำงาน 7 วันและตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีนโยบายที่ต้องเร่งเดินเครื่อง อาทิ ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขและสุขภาพประชาชน, แก้ปัญหาลูกหนี้ กยศ., ขับรถแกร็บถูกกฎหมาย,  ยกระดับถนนหนทางให้มีมาตรฐานเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น สร้างถนนเชื่อมโยงมาเลเซีย (ถนนสตูล-เปอร์ลิส)ให้สำเร็จ, การพัฒนาจังหวัดอื่นๆ ด้วยการหาจุดเด่น สร้างกิจกรรม สร้างงาน และรายได้ ตามรูปแบบบุรีรัมย์โมเดล   ร่วมกับนโยบายกัญชา

ส่วนการทำงานฝ่ายนิติบัญญัตินั้น แกนนำค่ายสีน้ำเงินสั่งการให้ ส.ส.ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านให้ครบถ้วน และอย่าทำให้ ภท.โดนกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุสภาล่ม !

เมื่อจังหวะของ ภท.วางไว้แบบนี้…มุมมองของนักวิชาการที่ให้ความเห็นกับจังหวะก้าวของ ภท.นั้นเป็นอย่างไร? “สุขุม นวลสกุล” นักวิชาการรัฐศาสตร์ ถอดรหัสอัตลักษณ์พรรคนี้ว่า “เป็นพรรคที่ฉายภาพของคนทำงาน ที่ทำได้เร็วทำได้จริง และไม่ยุ่งการเมือง พรรคภูมิใจไทยสามารถทำงานที่ตั้งใจไว้ทันทีเพราะมีความได้เปรียบและคล่องตัวกว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่ต้องบริหารอารมณ์สังคม ทั้งโจทย์เศรษฐกิจปากท้องและเรื่องการเมืองไปควบคู่กัน”

“พรรคการเมืองมีทั้งพรรคอุดมการณ์ และพรรคปฏิบัติการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เป็นแบบหลัง ประชาชนก็รู้ พวกเขาไม่ได้มาต่อสู้ทางการเมืองแบบเข้มข้น ความอยู่รอดของพรรคนี้ ขึ้นกับความสำเร็จของนโยบาย ผมเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยอาจเป็น “ความหวังของรัฐบาลบิ๊กตู่” ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ชนิดไม่มีเวลาฮันนีมูน” อ.สุขุม ระบุ

“ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์วิทยาลัยรัฐกิจมหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์และจับตาพรรคภูมิใจไทยว่า “เป็นพรรคเดียวที่ยังพูดเรื่องนโยบาย พูดจนคนจำ ทั้งกัญชาเสรี, ขับรถแกร็บถูกกฎหมาย ที่คนจำเพราะเขารู้สึกว่ามันไม่เพ้อฝัน จับต้องได้ พรรคมีนักคิด แต่ก็ต้องเป็นพรรคปฏิบัตินิยมด้วย พรรคต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้ไว้ได้ และเชื่อว่าหากทำสำเร็จ จะเติบโตเป็นทางสายหลักในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ตรงนี้น่าจะสรุปได้ว่า คือความชัดเจนของ “พรรคปฏิบัติการภูมิใจไทย” ที่กำลังฉายภาพว่าเป็นตัวเลือกใหม่ ในสนามการเมืองไทย พร้อมความคาดหวังของคนไทย ตามที่อนุทินต้องการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ประกาศเอาไว้ให้สำเร็จ สอดรับกับผลโพลล์ต่างๆ ที่ชาวบ้านอยากเห็น “การแก้ปากท้อง ก่อนปัญหาการเมือง”

รอชมว่า”ภท.”จะทำได้ดั่งฝันหรือไม่เมื่อร่วมเรือเหล็กลำนี้แล้ว…

‘กรมการปกครอง’..ภารกิจที่ไม่ใช่แค่งานทะเบียน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรมการปกครอง’..ภารกิจที่ไม่ใช่แค่งานทะเบียน!

19 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
กรมการปกครอง,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 7,060 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการเปิดตัวหนังสั้นเรื่อง “Soulmate จิตวิญญาณนักปกครอง” ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริง เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจหน้าที่ของ “กรมการปกครอง” ได้ง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่และภารกิจของเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง อาจรู้เพียงว่าปฏิบัติหน้าที่แค่งานทะเบียน ทั้งที่ภารกิจของกรมการปกครอง คือ การปกครองดูแลให้บริการประชาชน รวมไปถึงการบำบัดทุกข์บำรุงสุขในเรื่องที่ประชาชนต้องการ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจที่มีขอบเขตกว้างและครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป

ทว่า กรมการปกครอง เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การบริหารการปกครองท้องที่ในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน การอาสารักษาดินแดนการดำเนินการและพัฒนาระบบงานทะเบียนราษฎร และการขออนุญาตต่างๆ ตามกฎหมายให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัย ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และให้เกิดความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะให้ห้วง 5 ปี ที่ผ่านมี สามารถสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ อาทิ ปราบค้ามนุษย์ ทลายบ่อน ตรวจผับบาร์ จับยาเสพติด เอาผิดโรงแรมเถื่อน ฯลฯ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายวชิรวิทย์ ทองธวัช ปลัดอําเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงภารกิจงานของ ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบสถานบันเทิงที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ทั้งเรื่องของการปล่อยปละละเลย ให้เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ไปใช้บริการ และมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงการเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังมีภารกิจเกี่ยวกับเรื่องของการปราบปรามการค้ามนุษย์ ร้านคาราโอเกะ อาบอบนวด ที่นำเยาวชนมาค้าบริการ รวมไปถึงการปราบปรามบ่อนการพนัน ด้วย

“ที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการปราบปรามสถานบันเทิง การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนัน อย่างต่อเนื่อง แต่ในบางครั้ง หน้างานของกรมการปกครอง ประชาชนทั่วไปอาจจะมองว่า จะต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องของงานทะเบียน รับทำบัตรประชาชน โดยที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ภารกิจของกรมการปกครองมีหลากหลาย ที่สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้” นายวชิรวิทย์ ​ระบุ

เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภารกิจงานของกรมการปกครอง อธิบายให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจและรับทราบ จึงเป็นที่มาของหนังสั้นเรื่อง “Soulmate จิตวิญญาณนักปกครอง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นายอิศรา ทองธวัช อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา บิดาของ นายวชิรวิทย์ ทองธวัช ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้บุตรชายได้นำไปปรับใช้ในการทำงานให้แก่ประชาชนจำนวนมาก และหนังสั้นเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ และเข้าใจการทำงานของกรมการปกครองมากยิ่งขึ้น

ช่วงหลังมานี้หากติดตามข่าวตามสื่อต่างๆ อาจเรียกได้ว่า เมื่อไรที่ฝ่ายปกครองขยับ ตำรวจอาจต้องขยาด เพราะการเข้าจับบ่อนการพนัน ทลายคาราโอเกะแฝงค้าประเวณี บุกผับมีนักเที่ยวฉี่ม่วงหลายท้องที่ทั่วประเทศ ก็เล่นเอา 5 เสือโรงพักแต่ละแห่งต้องถูกเด้ง แสดงให้เห็นว่า กรมการปกครอง ภารกิจที่มีไม่ใช่เพียงแค่งานทะเบียนราษฎร์..!!

“เหวง” รื้อบาดแผลประวัติศาสตร์ พคท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เหวง” รื้อบาดแผลประวัติศาสตร์ พคท.

19 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
ธง แจ่มศรี,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย,เหวง โตจิราการ,ลุงขาบ,ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์
เปิดอ่าน 2,494 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เก็บตกจากงานฌาปนกิจ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ณ วัดพระประโทณเจดีย์ นครปฐม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 โดยมีสหายเก่ามาร่วมงานกันมากมาย และมีบรรยากาศแห่งความปรองดอง

ดังที่รู้กัน นับแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน เหล่าสหายไทยแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง จนมีคำกล่าวว่า “คอมฯ แดง-คอมฯ เหลือง”

          ภาพของ “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ คณะกรรมการบริหารพรรค ในฐานะตัวแทนอีกฝ่ายหนึ่ง มาร่วมทอดผ้าบังสุกุล เป็นการส่งสัญญาณแห่งความสามัคคีภายในหมู่ผู้อาวุโส

คล้อยหลังงานศพ “เหวง โตจิราการ” ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าประวัติลุงธงเสียยาว และตอนหนึ่ง ได้พูดถึงความขัดแย้งภายใน “อดีตผู้นำ พคท.”

“…เมื่อมีการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อกรุยทางเปิดประตูไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจของพวกเผด็จการขวาจัดอำนาจนิยม

ลุงธงยืนอย่างสง่างาม “ปฏิเสธและคัดค้าน” การเคลื่อนไหวของพวกเผด็จการขวาจัดอำนาจนิยม และได้อธิบายให้กรรมการกลางกรมการเมืองอีกกลุ่ม ให้เข้าใจเพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้กลับมาอยู่บนหนทางที่ถูกต้องของลัทธิมาร์กซ์

แต่กลุ่มตรงข้ามลุงธง กลับโจมตีลุงธง และกระโจนเข้าไปให้ความร่วมมือสนับสนุน “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) อย่างเต็มที่ เท่าที่ผมทราบ พวก “ตรงข้ามลุงธง” ถึงกับนำพาสหายจำนวนหนึ่งเข้าไปเป็นกองกำลังให้แก่ “พธม.” เสียด้วยซ้ำไป

ทั้งที่ลุงธงและคณะได้คัดค้านและให้ความช่วยเหลือทางความคิดพวกเขาอย่างเต็มที่ กลุ่มดังกล่าวพยายามต่อสู้ทำลายการนำของลุงมาโดยตลอด แต่ลุงก็อดทนไม่ตอบโต้ จนพวกเขาไม่ยอมเปิดประชุมเพื่อแก้ปัญหาหลายครั้งหลายหน ลุงจึงจำเป็นต้องออกแถลงการณ์การยุติสภาพของอดีตคณะนำพร้อมทั้งลุงธง แต่พวกเขาพยายามจัดตั้งเลขาธิการพคท.คนใหม่ด้วยซ้ำ”

ทั้งหมดเป็นความเห็นของ เหวง โตจิราการ ผู้ที่ดูแลลุงธงในช่วงหลัง โดยพุ่งเป้าไปที่ “คณะกรรมการกรมการเมืองพรรคสมัชชาฯ 4” อีกฝ่ายหนึ่ง

          จริงอยู่ มีกรรมการกลาง พคท.บางคน ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่สหายอาวุโสเหล่านั้น ก็อธิบายให้เห็นว่า “ทุนสามานย์” เป็นศัตรูของประชาชน จึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขับไล่รัฐบาลตัวแทนทุนสามานย์

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ชาวคอมมิวนิสต์ไทย แตกแยกกันหนัก ถึงขั้นประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ฝ่ายหนึ่งมี “ลุงธง” เป็นหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว อีกฝ่ายหนึ่ง ก็มีลุงชิต ลุงขาบ และอีกหลายลุง ถือว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในองค์กร พคท.ชุดสมัชชาฯ 4

ปี 2553 ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคท. ออกแถลงการณ์ “ยุบองค์การนำ แต่ไม่ยุบพรรค” ทำให้คณะกรรมการกลางชุดสมัชชา 4 ไม่พอใจ และกดดันให้ลุงธงลาออกจากเลขาธิการพรรค

เมื่อลุงธงลาออก คณะกรรมการกลางฯ ฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดยลุงขาบหรือ ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และลุงชิต หรือวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้ตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรค คนใหม่

          วิชัย ชูธรรม(นามแฝง) นิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เดินทางเข้าสู่ชนบทปี 2504 โดย พคท. ส่งเขาไปทำงานมวลชนที่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชนเผ่าม้ง จนสามารถสร้างเขตงานปฏิวัติในนาม “เขตภูหินร่องกล้า” สหายชาวม้งเรียกชื่อจัดตั้งเขาว่า “สหายเล่าเซ้ง”

เมื่อต้นปีที่แล้ว สหายวิชัย ชูธรรม เลขาธิการพรรค คนที่ 5 ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร “เอเชียวีค” (ภาษาจีน) เกี่ยวกับบทบาทของพรรคในสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน บทสัมภาษณ์ดังกล่าวนิตยสารเอเชียวีค ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ 14 มกราคม 2561

          ในวันฌาปนกิจเลขาธิการ พคท.คนที่ 4 “วิชัย ชูธรรม” ไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน เพียงแต่ส่งลุงขาบมาเป็นตัวแทนองค์การนำ เพื่อแสดงความเคารพต่ออดีตสหายนำเป็นครั้งสุดท้าย 

“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

19 กรกฎาคม 2562 – 09:35 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สุนทร วิลาวัลย์,ดรโอ๊ะ กรกวรรณ วิลาวัลย์,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐมนตรีเกษตร,ชาดา ไทยเศรษฐ์,มนัญญา ไทยเศรษฐ์,ปราจีนบุรี,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,392 ครั้ง

“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

************************

เช้าวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพสื่อแห่ไปทำข่าว “เสนาบดี พรรค” เข้ากระทรวงวันแรก

ที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจคือ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียว ที่มาพร้อมลูกชาย ลูกสาวทั้ง คน พ่วงด้วยลูกของชาดา ที่จะมาเป็นทีมงาน

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ วันเข้ากระทรวงเกษตรฯ

เหลือสองพี่น้อง

ถ้าเข้าไปส่องในเฟซบุ๊กของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” และ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” จะเห็นภาพพี่น้องคู่นี้แสดงความรักความผูกพันกันอยู่บ่อยครั้ง 

เนื่องจากครอบครัวของชาดา มีพี่น้อง คน พี่ชายคนโตชื่อชัยยศ ตัวเขาเป็นคนกลางและน้องสาวมนัญญา ในวัยเด็กพ่อและแม่ถูกยิงเสียชีวิต พี่ชายชัยยศ ที่มารับช่วงค้าเนื้อก็ถูกยิงเสียชีวิตอีกคน จึงเหลือแค่ชาดากับมนัญญา

ลูกชาย ลูกสาว และหลานๆ (ลูกชาดา) มาส่งแม่แหม่ม ถึงกระทรวง

ปี 2550 ชาดาลาออกจากนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ไปเล่นการเมืองระดับชาติ “เบแหม่ม” หรือ มนัญญา จึงเป็นนายกเล็กเมืองอุทัย สานงานต่อ และนำกลุ่มคุณธรรมชนะเลือกตั้งในปี 2554

เลือกตั้งทั่วไป 2562 ชาดาดันหลานชาย “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ลูกชายมนัญญาเป็นส..เขต อุทัยธานีสำเร็จ แต่ก็ไม่คาดคิดหรอกว่าจะต้องให้น้องสาวลาออกจากตำแหน่งนายกเล็กสะแกกรังมาเป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

ประสบการณ์การทำงานการเมืองท้องถิ่นมาเกือบสิบปี “เบแหม่ม” จึงไม่ใช่รัฐมนตรีนอมินีอย่างแน่นอน

พี่โอ๊ะ” ขวัญใจคนปราจีนฯ

บนถนนสายหลักช่วงปราจีนบุรีศรีมหาโพธิ มีป้ายแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีหญิงของปราจีนบุรี รวมถึงมีข้าราชการสายมัธยม ประถมและกศนเข้าไปแสดงความยินดีกับ “รัฐมนตรีพี่โอ๊ะ” ยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในเมืองปราจีนฯ

ป้ายแสดงความยินดี รัฐมนตรีใหม่

ว่ากันตามจริง “กนกวรรณ วิลาวัลย์” น่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ถูกฝาถูกตัว หลายคนอาจคิดว่าเธอไม่มีประสบการณ์ด้านการศึกษา แต่จริงๆ แล้ว “ดร.โอ๊ะ” มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนทุกระดับ รวมทั้งในด้านอาชีวศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียนมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นผู้แทนฯ ปราจีนบุรี เมื่อสิบปีก่อน

ประวัติการศึกษาส่วนตัวของ “ดร.โอ๊ะ” ถือเป็นลูกพ่อขุนตัวจริง เพราะจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี นิติศาสตร์ และปริญญาโท รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนปริญญาเอกนั้น เธอจบคณะสื่อสารการเมืองที่มหาวิทยาลัยเกริก 

ดร.โอ๊ะ” เพิ่งเข้ารับปริญญาเอกเมื่อต้นปี 2562 และได้รับดุษฎีนิพนธ์ดีเด่น เรื่องบทบาทและการสื่อสารทางการเมืองของ ส..สตรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เชื่อว่ารัฐมนตรีพี่โอ๊ะคงเป็นขวัญใจคนกระทรวงเสมาอย่างแน่นอน 

ชัยชนะของ “โกทร” 

ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ นักการเมืองรุ่นใหญ่วัย 81 ปี เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปทีมภูมิใจไทย ก็ชนะยกจังหวัด และลูกสาวคนสวย “กนกวรรณ” ได้เป็น รมช.ศึกษาธิการ

สมัยที่สระแก้วยังไม่ได้แยกออกเป็นจังหวัดสระแก้ว “สุนทร” ก็ร่วมทีมกับ “เสนาะ เทียนทอง” ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคชาติไทย 

สุนทร และ ดร.โอ๊ะ กรกวรรณ วิลาวัลย์ 

ช่วงหลังสุนทรย้ายไปอยู่หลายพรรค กระทั่งปี 2552 “โกทร” เจอใบแดง ต้องเว้นวรรคการเมือง โกทรเลยส่งหลานชาย อำนาจ วิลาวัลย์ ลงสนามในสีเสื้อภูมิใจไทย เอาชนะผู้สมัครจากเพื่อไทยได้เป็นส..สมัยแรก 

เลือกตั้ง 2554 โกทรนำทัพภูมิใจไทยกวาดเก้าอี้ ส..ปราจีนฯ มา ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ นักการเมืองท้องถิ่นแถว อ.นาดี

เลือกตั้ง 2562 โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส..ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมภูมิใจไทยสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส..ปราจีนบุรี ลงเขต แทนเพชรินทร์ พร้อมกับวางตัวลูกสาว กนกวรรณ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ในส..บัญชีรายชื่อ

เลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ยังไงก็หนีไม่พ้น “บังอร วิลาวัลย์” ที่เป็นนายก อบจ.มาแล้ว สมัย

สร้างทำนบดินไม่แจ้งเจ้าของที่-น้ำท่วมนาต้องรับผิดทางละเมิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380176?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างทำนบดินไม่แจ้งเจ้าของที่-น้ำท่วมนาต้องรับผิดทางละเมิด

19 กรกฎาคม 2562 – 07:09 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,สร้างทำนบ,เจ้าของที่,ผิดทางละเมิด,เกษตรกร
เปิดอ่าน 1,362 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ไม่ว่าน้ำท่วมหรือฝนแล้ง…ก็นับว่าเป็นความทุกข์ของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะปริมาณน้ำที่พอดีเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำเกษตรกรรม โดยกรมชลประทานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีบทบาทและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนส่วนรวมได้ใช้สอยอย่างเพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งการจัดหามาตรการป้องกันและบรรเทาเหตุอุทกภัย เช่น สร้างฝาย สร้างเขื่อน สร้างทำนบกั้นน้ำ เป็นต้น

          หากในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จนพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย กรมชลประทานจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือไม่ เพียงใด ? มาดูกรณีที่เกิดขึ้นจริงกันครับ!

เรื่องราวของคดีมีว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนในพื้นที่ และเก็บน้ำไว้ทำนาภายหลังน้ำลด โดยดำเนินการขุดลอกคลอง เพื่อช่วยระบายน้ำ ซึ่งในระหว่างการดำเนินการดังกล่าวได้มีการก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นทางน้ำไหลบริเวณเหนือจุดขุดลอกคลอง ต่อมาในช่วงฤดูฝนได้เกิดฝนตกหนักมีน้ำหลากในพื้นที่ดังกล่าว และจังหวัดมีประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ทำให้น้ำท่วมที่นาเกษตรกรเสียหายหลายราย

สำนักงานเกษตรจังหวัดได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามระเบียบกระทรวงการคลัง แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากน้ำท่วมดังกล่าว รวมถึงผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวบนพื้นที่จำนวน 57 ไร่ ซึ่งน้ำได้ท่วมต้นข้าวที่ใกล้เวลาเก็บเกี่ยวเสียหายทั้งหมด โดยได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 34,542 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า น้ำในคลองที่เอ่อล้นเข้าท่วมนาของตนเอง จนทำให้ต้นข้าวเสียหายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกิดจากการก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นทางน้ำเพื่อขุดลอกคลองของกรมชลประทาน จึงได้ร้องทุกข์ไปยังกรมชลประทานแต่ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องกรมชลประทานต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้กรมชลประทานชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามราคาที่คาดว่าจะขายผลผลิตได้

กรมชลประทานชี้แจงต่อศาลว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นฤดูฝน มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน เหตุน้ำท่วมนาข้าวของผู้ฟ้องคดีเป็นผลจากอุทกภัยอันเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงถือเป็นเหตุสุดวิสัย และสภาพพื้นที่นาของผู้ฟ้องคดีเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ อันเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดความเสียหายดังกล่าว

เรื่องนี้… กรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดี) จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ฟ้องคดีหรือไม่ มาดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองกันครับ

โดยที่ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 กำหนดให้ “นายช่างชลประทานมีอำนาจใช้พื้นที่ดินที่ปราศจากสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในเขตการชลประทานได้เป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่จำเป็นแก่การชลประทาน โดยแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน”

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ว่าขณะเกิดเหตุจะมีฝนตกหนักจนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ก็ตาม แต่ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มขุดลอกคลองจนถึงเวลาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีประกาศดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน การดำเนินโครงการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีเวลามากเพียงพอที่จะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีทราบได้ แต่มิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีย่อมเล็งเห็นได้ว่าการสร้างทำนบในฤดูน้ำหลากอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกร ทั้งที่อยู่บริเวณเหนือน้ำและท้ายน้ำได้ เนื่องจากปกติน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การสร้างทำนบย่อมส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมได้

          ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผลโดยตรงจากการดำเนินโครงการของผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีมิได้แจ้งให้เจ้าของที่ทราบถึงการดำเนินการดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ ทั้งที่มีเวลาที่สามารถกระทำได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี 

ส่วนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัย โดยนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆ มาประกอบการพิจารณา เช่น การมีฝนตกติดต่อกันหลายวันในพื้นที่พิพาท สภาพพื้นที่นาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งน้ำท่วมได้ง่าย จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าต้นทุนการผลิตให้แก่ผู้ฟ้องคดี (ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.750/2561)

คดีดังกล่าว…ศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม เช่นคดีพิพาทนี้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการบริหารจัดการน้ำที่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเฉพาะขั้นตอนที่เป็นการป้องกันบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เช่น ขั้นตอนการแจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายการชลประทานหลวงกำหนด และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

(ปรึกษาคดีปกครอง ได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380173?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร?

19 กรกฎาคม 2562 – 06:59 น.
แก้ รธน,รัฐธรรมนูญ,นักการเมือง,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,083 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2562

นโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้แถลงด้วยตัวเองท่ามกลางการจับตาของสังคมว่า “นโยบายครม.ลุงตู่ 2” จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่มีหลากหลายได้ครบถ้วนหรือไม่…แน่นอนว่านโยบายรัฐบาลผสม 19 พรรคนั้นต้องรวมกับสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอต่อสังคมไว้ด้วย เพราะทุกพรรคคือตัวแทนประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.ออกกติกาอื่นๆ ของบ้านเมือง รวมทั้งบริหารภารกิจให้ทุกคนในประเทศเดินไปสู่จุดหมายร่วมกัน

มาถึงตรงนี้้เราพอจะได้เห็นหน้าตานโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่บรรจุลงในร่างนโยบายของรัฐบาลกันบ้างแล้ว แต่ที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นนโยบายการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่ากันว่าได้ถูกบรรจุลงในพิมพ์เขียวนโยบายรัฐบาลเป็น 12 เรื่องด่วนที่ต้องทำใน 1 ปีแรก เนื่องจากเป็นปมร้อนที่บรรดานักการเมืองเห็นตรงกันว่า กลไกและกติกาหลักของรัฐธรรมนูญปัจจุุบันบิดเบี้ยวไม่สมเจตนารมณ์ของคนไทย

ความจริงแล้วประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมี 2 มุมให้พิจารณา มุมแรก คือ กติกาดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหามากมายจนทำให้หลายฝ่ายเกิดความแคลงใจไปทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์การนับคะแนน ส.ส. การคำนวณสูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงมีประเด็นที่มาของ ส.ว. 250 คน ซึ่งบางฝ่ายมองว่า บุคคลเหล่านี้คือร่างทรงชั้นดีของ คสช.ที่เพิ่งหมดอำนาจไปไม่กี่วันมานี้ และ ส.ว.เหล่านี้จะเข้ามาทำหน้าที่สืบทอดอำนาจผ่านกติกาของประเทศไปอีก 5 ปีเต็ม นอกจากนี้ยังอีกหลายวาระซ่อนเร้นที่แฝงอยู่ในบทบัญญัติต่างๆ เพียงแต่รอวันแสดงอิทธิฤทธิ์ และอภินิหารทางกฎหมาย โดยสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ต้องสังคายนากติกา เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่าสิ่งที่นักการเมืองกำลังดิ้นรนอยู่นั้น ต้องการทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อตนเองกันแน่…ตรงนี้สิน่าคิด ตลอดเวลานักการเมืองพยายามจะบอกว่ารัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันมีปัญหา ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ประเทศชาติไม่สามารถเดินต่อไปได้ แต่กลับกันในสายตาของประชาชนพบว่าหลายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีที่ทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “สิทธิของประชาชน” หรือแม้กระทั่งบทบัญญัติในเรื่อง “การปราบคนโกงชาติบ้านเมือง” สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง แต่ทำไมกลับไม่มีนักการเมืองคนใดหยิบยกมาอ้างถึง

ขณะเดียวกันความต้องการของ “ประชาชน” มุ่งหวังจะเห็นนักการเมืองทำอะไร โดยสะท้อนผ่านโพลล์หลายสำนักว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง การทำมาหากิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คือสิ่งแรกๆที่คนไทยต้องการเร่งด่วนจาก ครม.ชุดนี้ ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องรองลงไปในสายตาประชาชน แต่ถ้าจะอกแตกตายต้องแก้ไขให้ได้ เห็นว่า การฟังความรอบด้านถึงผลบวกและผลลบในกติกาของบ้านเมือง ต้องทำด้วยความถี่ถ้วนรอบด้าน เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย “รัฐบาลและรัฐสภา” ควรรับหน้าที่เจ้าภาพหลักที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ ในบ้านเมือง เพื่อให้เดินหน้าข้ามความขัดแย้งที่สะสมมาหลายปีหมดไป นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรเปิดใจกว้าง ลดอัตตา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ร่วมกันหาทางออกแบบสันติ และที่สำคัญการจะทำสิ่งใดๆ เกี่ยวกับกติกาบ้านเมืองนั้น ขอให้ประชาชนได้รับสิทธิอันชอบธรรมนั้นอย่างแท้จริง….?

ภัยแล้ง! มาแล้วสัญญาณอันตราย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยแล้ง! มาแล้วสัญญาณอันตราย

19 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,สัญญาณอันตราย,อุตุนิยมวิทยา,อ๊อดเทอร์ โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,167 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์ภัยแล้งให้ดีเพราะเริ่มมีสัญญาณอันตรายน่าเป็นห่วงสุดโดยเฉพาะท้องที่ภาคอีสานซึ่งจะมีฝนทิ้งช่วงนาน จนเขื่อนพิมายและแม่น้ำชีแล้งแห้งขอด

กรมอุตุนิยมวิทยาแถลงว่าจะแล้งที่สุดในรอบ 10 ปี ในบริเวณมหาสารคาม, เลย และนครราชสีมา ซึ่งสถานการณ์ภัยแล้งนี้จะต้องเป็นวาระแห่งชาติ เพราะนอกจากสะเทือนถึงชีวิตความเป็นอยู่แล้วเกษตรกรต้องเดือดร้อนหนัก

เวลานี้ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าปรากฏการณ์เอลนีโญหรืออะไรๆ ก็ตามจะส่งผลอย่างไร หวังแต่เทวดาฟ้าดินให้ช่วยส่งพายุฝนเข้ามาดลบันดาลให้เกิดฝนตกด้วยเถิด

ครม.ในรัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาเลี้ยงฉลองกันอีกต่อไปแล้ว ขอให้ช่วยเหลือประชาชนด่วน

ถึงเวลาที่ต้องแสดงฝีมือแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ขบวนการค้ายาเสพติด
 เจ้าหน้าที่ต้องไหวตัวทัน

ผมเป็นชาวบ้านเดินดินธรรมดาๆ มีเรื่องที่ค้างคาใจอยู่เกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งขบวนการยานรกพวกนี้ปรับเปลี่ยนไปรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อและขอชมเชยว่ามีตำรวจและทุกฝ่ายรู้จนจับกุมได้จำนวนมาก

ข่าวที่ผมติดตามมานั้น เช่น มีการขนส่งทางไปรษณีย์หรือพัสดุภัณฑ์ การดัดแปลงสภาพรถยนต์-จักรยานยนต์ ฯลฯ ส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งหากรู้ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถจัดการได้ตามกฎหมาย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและอยากให้เจ้าหน้าที่ต้องหูตาไว ปล่อยไว้จะเสียรู้-เสียค่าโง่ แล้วขบวนการค้ายาเสพติดต่อไปก็คงหาวิธีการแบบที่เรานึกไม่ถึง พวกนี้เลวร้ายทำลายชาติมากครับ-ขนาดดาราดังๆ ยังเข้าแก๊งค้ายาเลย ไว้ใจไม่ได้จริงๆ
ชัยวัฒน์ (หัวหิน)


 เรียน คุณ ‘ชัยวัฒน์’ หัวหิน
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับ อย่างน้อยก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเวลานี้แก๊งค้ายาปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกวัน และวิธีการส่งยาเสพติดด้วยวิธีการต่างๆ ดังปรากฏเป็นข่าว

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ด้วยคนนะครับเพราะเดี๋ยวนี้แก๊งค้ายาเหมือนว่าจะไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือตำรวจสักเท่าไร พอจับกุมก็ต่อสู้กันถึงชีวิตและพอจับได้เข้าคุกก็มีแก๊งในคุกช่วยดูแล

ดังนั้นเราจึงต้องใช้ระบบการข่าวจัดการพวกแก๊งนรกนี้ก่อนเพื่อให้มีหลักฐานหรือความชัดเจน

พวกแก๊งค้ายานี่เครือข่ายกว้างขวางมีอิทธิพล-บารมีมากมาย ปล่อยไว้อันตรายต่อประเทศชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 ลูกจ้างประจำขอความเห็นใจ
 ค่ารักษาพยาบาลถูกตัดออก
(เรียนนายกรัฐมนตรี)

พวกกระผมเป็นลูกจ้างประจำ ซึ่งรับใช้บ้านเมืองและประเทศชาติทุกหน่วยงานมาจนเกษียณอายุราชการ ซึ่งรัฐได้กำหนดให้รับเงินบำเหน็จรายเดือนหรือเงินก้อนทีเดียว

แต่สำหรับผู้รับบำเหน็จรายเดือนก็ยังพอมีเงินหมุนเวียนใช้ต่อได้อีกทุกเดือนในยามแก่ ซึ่งเสียชีวิตยังได้อีก 15 เท่าของเงินเดือนรายเดือน ซึ่งมีประโยชน์ต่อครอบครัวของแต่ละครอบครัวมาก แต่ยังขาดอยู่อีกอย่างคือ ค่ารักษาพยาบาลซึ่งหลังเกษียณแล้วตัดออก เพราะตอนที่ยังไม่เกษียณลูกจ้างประจำก็ใช้สิทธิ์รพ.ของรัฐได้ หรือแผนกแพทย์ของหน่วยงานได้ แต่ละคนก็จะมียาประจำตัวแต่ละโรคไป แต่เกษียณแล้วถูกตัดไป

ลูกจ้างประจำทั้งหมดก็มีไม่มาก หรือจะกำหนดให้เบิกได้เท่าไรต่อปี ซึ่งพวกเขาจะได้ใช้ยาประจำต่อไปอีกได้ ทั้งเป็นขวัญกำลังใจ เกียรติ ศักดิ์ศรี ของพวกลูกจ้างประจำทั้งหมด

จึงขอความเห็นใจจากท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของพวกลูกจ้างประจำของรัฐทั้งหมด บางคนลูกของเขารับราชการเขาก็เลิกต่อได้เลย แต่บางคนลูกเขาไม่ได้รับราชการก็ต้องเดือดร้อน
ลูกจ้างประจำ (ผู้เดือดร้อน)


จับตาอะไร..”เลือกตั้งท้องถิ่น”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตาอะไร..”เลือกตั้งท้องถิ่น”

18 กรกฎาคม 2562 – 13:40 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น,กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร
เปิดอ่าน 18,832 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

 เลือกตั้งระดับชาติ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณผ่านไปเรียบร้อยแล้ว  รอแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 25 กรกฎาคมนี้  และเมื่อเสร็จสิ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีก็สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วน “รัฐบาลผสม” ที่ผ่านมา ไม่เคยมีที่อยู่ได้ครบเทอม 4 ปี อายุเฉลี่ยแค่ปีครึ่ง-2 ปีเท่านั้น

จบจากการเลือกตั้งระดับชาติก็มาถึง “เลือกตั้งท้องถิ่น” กันบ้าง  ซึ่งตอนนี้เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ  ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีหนังสือส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมพร้อมในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้พร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป เพราะพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2562 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2562 และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ทั้งหมดแล้ว
ดังนั้น กกต.จึงต้องเตรียมการ ทั้งการเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งมีการยกร่างระเบียบเพื่อรองรับ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละฉบับ และต้องมีการปรับแก้ระเบียบเดิม โดยมีการนำเอาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา มาปรับแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมในการเลือกตั้งท้องถิ่น
          ส่วนจะมีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงใดนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะกำหนดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับ “ไทม์ไลน์เลือกตั้งท้องถิ่น” คาดว่าจะมีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในรูปแบบพิเศษก่อนทั้ง กทม.และเมืองพัทยาภายในปีนี้ (2562) จากนั้นจึงจะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)   ซึ่งก็คงต้องมีการเลือกตั้งเป็นช่วงๆ มีการเว้นระยะเวลาเพื่อรอผลประกาศการเลือกตั้งในแต่ละช่วงไว้ด้วย

ในส่วนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตอนนี้เริ่มมีข่าวว่า  พรรคการเมืองต่างๆ จะส่งคนนั้นคนนี้ลงชิงเก้าอี้

อย่าง พรรคพลังประชารัฐ “นายอุดร ออลสัน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาเปิดเผยว่า พรรคได้แต่งตั้งนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นประธานคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดสรรตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

และสำหรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชารัฐได้ทาบทาม นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หรือผู้ว่าฯ หมูป่า มาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะผลงานเด่นชัดเจนในการบริหารจัดการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอคาเดมี แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำ  ทางพรรคจึงไปทาบทามให้มาลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. กับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  จากพรรคเพื่อไทย  เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากเลยทีเดียว

แต่เมื่อนักข่าวไปถามเรื่องนี้กับนายณรงค์ศักดิ์  เจ้าตัวกลับบอกว่าไม่ทราบเรื่อง สื่อมวลชนไปเขียนเอง
และเมื่อฟังน้ำเสียงจากผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐคนอื่นๆ ก็ได้ความทำนองว่านายณรงค์ศักดิ์เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้น โดยยังมีคนอื่นๆ อีกที่น่าสนใจเช่นกัน
สรุปว่าในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่แน่ว่าจะส่งนายณรงค์ศักดิ์  ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่
แต่ในส่วนของ พรรคเพื่อไทยนั้น คงเป็นนายชัชชาติ แน่
ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์  อาจส่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  โดยกำลังรอลุ้นว่านายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็หวังที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของพรรคจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียวในสนามกทม.  แต่แม้นายอภิสิทธิ์ ไม่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ  กทม.  พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีคนอื่นอีกที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ตอนแรกก็มีข่าวว่าทางพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่จะแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกัน สนับสนุนคนที่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวกัน

โดยพรรคอนาคตใหม่จะไม่ส่งผู้สมัครหลีกทางให้พรรคเพื่อไทยส่งนายชัชชาติ

แต่มาถึงตอนนี้มีการปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวจากพรรคอนาคตใหม่ โดยบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งคนลงสมัครเอง เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่เป็นแชมป์ป๊อปปูลาร์โหวตใน กทม.
ในส่วนของอบจ. ก็เริ่มคึกคักเช่นกัน เช่น อบจ.โคราช   “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และประธานวิปรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยว่า มีโอกาสคุยกับหัวหน้าทีมจากพรรคภูมิใจไทยในการที่จะทำการเมืองท้องถิ่นร่วมกัน  จะมีการแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกันสนับสนุนคนที่จะเป็นนายกอบจ.คนเดียวกัน ชนกับพรรคอนาคตใหม่ที่เตรียมเจาะพื้นที่นครราชสีมาในการเลือกตั้งท้องถิ่นเช่นกัน โดยมีข่าวว่าจะไปดึง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ มาลงสมัคร นายกฯ อบจ.โคราช
เพราะว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นการเมืองฐานรากที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเมืองระดับชาติ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างก็ต้องการยึดครองพื้นที่การเมืองท้องถิ่นกันทั้งนั้น หลังจากการเลือกตั้งท้องถิ่นห่างหายไปนานมาก  องค์กรปกครองท้องถิ่นบางแห่งตั้งแต่ปี 2555