เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่

18 กรกฎาคม 2562 – 12:55 น.
เสื้อประชาธิปไตย,คสช
เปิดอ่าน 1,434 ครั้ง

โดย…  ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

“เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มานับแต่ปฏิวัติปี 2475 นั้น ไม่พอเหมาะกับเราคนไทยเลย ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้พสกนิกรอยู่แล้ว แต่นายทหารคนหนึ่งได้ทำการปฏิวัติช่วงชิงอำนาจไปเสียก่อน ด้วยฝันว่า เมื่อนำวัฒนธรรมฝรั่งอย่างระบอบการปกครอง/การแต่งกาย/อาหารของฝรั่งเมืองหนาวมาใช้ในเมืองร้อนอย่างไทยแล้ว เราปวงชนก็จะมี “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” เหมือนฝรั่งได้อย่างง่ายดาย

87 ปีต่อมา “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” ดั่งฝัน ก็ยังหาปรากฏมีไม่ เรากลับพบแต่ความป่าเถื่อนน่าสลดใจยิ่ง ด้านสังคม เราหันหน้าเข้าทุบตีเข่นฆ่ากันทุกวันแทบทุกหย่อมหญ้า น้ำเมาขายดีอย่างกับ “เทน้ำเทท่า” ยาเสพติดเริ่มมองหาได้ง่ายไม่แพ้ยุง/แมลงวัน ด้านเศรษฐกิจ เรา “รวยกระจุก จนกระจาย” ยิ่งขึ้น ชีวิตเรามีค่าแค่ผักปลา ด้านการเมือง เราก็ยัง “น้ำเน่า” อยู่อย่างน่าสลดใจ

กระนั้นก็ตาม เรายังโชคดีที่มีนักการเมืองดีๆ และผู้ห่วงใยชาติบ้านเมืองออกมากอบกู้วิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ตลอดมา ครั้งล่าสุด เมื่อ 26 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) ได้ตัดสินใจยึดอำนาจจาก “รัฐบาลผีหัวขาด” โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองดินปืนเลย เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ราว 4 ปีต่อมา หลังจากที่ คสช.ได้ทำการเยียวยาไทยให้ฟื้นฟูจากความบอบช้ำเรื้อรังได้บ้างแล้ว ลุงตู่ก็ตัดสินใจส่งผ่านอำนาจปกครองคืนให้เราปวงชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองทั้งปวงได้พิสูจน์ “ธาตุแท้” ของตนต่อไป

ถึงอย่างนั้น นักการเมืองหุ่นเชิดของผู้เสียผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ยังออกมาโจมตี คสช.ว่า ปฏิรูปไม่สำเร็จ โดยที่ตัวเองก็ปฏิรูปตัวเองไม่สำเร็จหรือไม่ได้ปฏิรูปตัวเองด้วยซ้ำไป ทั้งที่ลุงตู่ก็ได้ประกาศเชิญชวนให้เราทุกคนทำการปฏิรูปตัวเองพร้อมกันไปกับ คสช. มาแต่แรกเริ่มแล้ว นอกจากนี้ ยังกล่าวหา คสช.ด้วยว่าได้จัดวางหมากการเมืองไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ แทนที่จะมองว่าเพื่อสอบวัด “ธาตุแท้” ของตนต่างหาก

หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ปรากฏมีนักการเมืองบางกลุ่มได้แสดงอาการร้อนวิชารัฐศาสตร์ต่างชาติ พร้อมที่จะฉีกรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ ซึ่งก็ได้ผ่านประชามติมาเป็นอย่างดี และแสดงเจตนารมณ์ที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ดังเช่นที่ชนต่างชาติได้ล้มล้างของตัวเองไปนานแล้ว แถมยังดูหมิ่น “ยิ้มสยาม” ว่าเป็นยิ้มของ “คนจนปัญญา” ทั้งๆ ที่มีวิจัยมาตลอด 50 ปี สรุปได้ว่า “การยิ้ม” คือ “ยาวิเศษ” จริงๆ สมดังพระธรรมที่เตือนใจทุกคนไว้ว่า “จงทำดี งดทำชั่ว ทำใจให้ผ่องใส(เบิกบานใจ)” (เชิญเปิดอ่านสรุปรายงานวิจัยได้ที่ลิงค์นี้: https://saveourbones.com/study-proves-smiling-leads-to-happiness-and-healthier-bones/?ck_subscriber_id=154894726)

ตกลงไทยต้องเป็น “เมืองขึ้นทางวัฒนธรรมชนชาติอื่น” เสียก่อน จึงจะ “ศิวิไลซ์” ได้งั้นหรือ ?

“เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มาตลอด 87 ปีนั้น สร้างสรรค์โดยทุนสามานย์ส่วนหนึ่งและโดยทุนคุณธรรมอีกส่วนหนึ่ง รูปทรงเสื้อจึงเป็นไปตาม “ค่านิยม” ของ “นักการเมือง” ที่มาจากทุนสามานย์บ้าง ทุนคุณธรรมบ้าง อย่าลืมว่า ทุนส่วนตัวมิใช่ทุนประชาสงเคราะห์ และเงินทองก็มิได้งอกเงยตามใบไม้ใบหญ้า ดังนั้น เมื่อมี “การลงทุน” ตั้ง “พรรคการเมือง” เพื่อชิงเก้าอี้ใน “ขุมคลังอำนาจ” อย่างในรัฐสภา/รัฐบาล “การใช้อำนาจในมือถอนทุน” คือเงาที่เกาะติดตัวนักการเมืองทุนนิยมไปทุกแห่งหน แบบ “มดใฝ่หาน้ำตาล”

อย่าลืมว่า “เสือมังสวิรัติ” นั้น หายากยิ่งกว่า “หนวดเต่า” เสียอีก

“วัฒนธรรมลงทุนถอนทุน” หรือ “ธนาธิปไตย” นี้ มีสิทธิ์ก่อให้เกิดการโกงกินเงินแผ่นดินระดับพระมหากาฬได้อีก ดังกรณีรับเหมาก่อสร้างโฮปเวลล์ที่ทำร้ายเราอย่างสาหัสสากรรจ์อยู่ และกรณีนโยบายจำนำข้าวที่ทำให้ชาวนาสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องฆ่าตัวตายไปอย่างน่าสลดใจ อีกทั้งมีสิทธิ์อำนวยให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระทั้งใน/นอกรัฐสภาระดับมาราธอน เพื่อปกป้องเกาะกินผลประโยชน์ตน ส่วนเราปวงชนเห็นจะต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” ที่นักการเมืองเหล่านี้จะจัดไว้ให้อย่างดีเช่นเคย

ภายใต้สถานการณ์อันน่ารังเกียจยิ่งนี้ กลุ่มทุนคุณธรรมที่เป็นเพียงกลุ่มย่อย ย่อมรู้สึกอึดอัดใจและตื่นจากภวังค์มารับรู้ว่า การเมืองไทยยัง “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมหรือนี่ ? แต่ก็อาจต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน เพื่อหาทางออกที่จะทำให้ชื่อเสียงตนเสื่อมเสียน้อยที่สุด

แม้ว่าเราโชคดีที่มีลุงตู่เป็นกัปตันรัฐนาวา 2562 ลำใหม่เอี่ยมที่สร้างด้วยเงินร่วมหมื่นล้านบาท แต่กัปตันลุงตู่มิใช่ผู้วิเศษมีไม้กายสิทธิ์ที่ “ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้” ยิ่งกว่านั้น ท่านกัปตันก็จะยังต้องบริหารจัดการกับนักการเมืองสามานย์ที่ขยัน “จับผิด” และ “ต่อสู้” กับฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ด้วยมุ่งหมาย “ยกตนข่มท่าน” “หาเสียงล่วงหน้า” และ “นำการเมืองลงสู่ท้องถนน” เพื่อปูทางสู่ “วินาทีวิกฤติทางการเมือง” ที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

โดยที่ไทยรับความบอบช้ำทางการเมืองมานับแต่ปี 2475 ยกเว้นเพียงระหว่างสี่ปีภายใต้รัฐบาล คสช. จึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อเราปวงชนที่จะต้องเสี่ยงตกเเป็นเหยื่อของ “ธนาธิปไตย” ต่อไปอีกเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อพิจารณาเห็นสมควร รัฐนาวา 2562 น่าจะกลับลำหันมาพิจารณาเชิงนวัตกรรม ทำการพลิกคว่ำกระดานการเมืองน้ำเน่าอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง เพื่อเปิดทางให้รัฐนาวา 2562 เป็น “เจ้าภาพ” ทำการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใหม่หมด แบบไม่มีพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก และนำรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ออกรับการหยั่งเสียงประชามติ ซึ่งเราปวงชนน่าจะพร้อมใจกันออกเสียงเห็นด้วยอย่างถล่มทลาย เพื่อจะได้ไม่ต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” อีกต่อไป

ผู้สมัครับเลือกตั้งที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง พึงมาจากทั่วแผ่นดินไทย โดยไม่จำต้องร่ำรวยหรือมีปริญญาบัตร คนยากจนก็มีสติปัญญาล้ำเลิศได้ เพียงแต่ขาดทุนทรัพย์เล่าเรียนต่อเท่านั้น น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจอิทธิพลจำนวนมากยังหลงใหลอยู่กับการใช้ “ความร่ำรวย” เป็นบันทัดฐานสำคัญในการสรรหาคัดเลือก “ผู้นำ/หัวหน้า” 1 ใน 14 ประธานาธิบดีสหรัฐที่ใช้ชีวิตแบบ “ตีนถีบปากกัด” มาก่อน ได้แก่ อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ได้รับการกล่าวขวัญกันมากที่สุด (https://www.cheatsheet.com/culture/presidents-who-came-from-poverty.html/)

ข้อสำคัญ ผู้สมัครฯ จำต้องมีบุคลิกภาพที่บรรลุ “วัยวุฒิ” คือ มีอารมณ์ที่สามารถหยั่งรู้ใน “ความทุกข์ยาก” ของผู้อื่นเป็น แสดง “เมตตาจิตแท้จริง” ต่อผู้อื่นเป็น มีความคิดอ่านที่ใช้ “เหตุผล” เป็น สามารถมองเห็น “แก่นของความเป็นจริง” ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีทัศนคติความรู้ทักษะอันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง มีวิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชน มี “ภาวะผู้นำ” กับ “ภาวะผู้ตาม” ที่มีผลดี มี “วิญญาณจิต” ในการทำงานอย่างมี “ความเป็นหมู่คณะ” ไม่ยึดติดในตัวเอง/ปัจจัยอันไม่เที่ยงแท้ ปล่อยวางเป็น มี “วิญญาณจิตที่มุ่งปรับปรุงสมรรถภาพเสริมสร้างทางเศรษฐกิจส่วนรวม” ประสบความสำเร็จทางอาชีพและครอบครัว ตลอดจนไม่ติดสารเสพติด/การพนัน/คดีความ เพราะผู้สมัครฯ จะต้องสอบผ่านการเลือกตั้งจากเราปวงชนอีกโสดหนึ่ง เมื่อสอบผ่าน ก็จะยังต้องแสดงบทบาทเยี่ยงวีรชนทำการเสริมสร้างผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน มิใช่ให้พรรคการเมืองหนึ่งใดหรือตัวเองอีกต่อไป

ตราบใดที่ “เสื้อประชาธิปไตย” ของเรายังเป็น “เสื้อของทุนนิยม โดยทุนนิยม และเพื่อทุนนิยม” เราย่อมได้รับแต่กลิ่นอายของ “ระบอบเผด็จการ” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของทุนนิยม” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองทุนนิยม” ที่มุ่งใช้ “อำนาจเผด็จการ” ตาม “วัฒนธรรมทุนนิยม” ทำการโกงกินแผ่นดินและถอนทุนเพิ่มทุนให้แก่ตัวเองมากกว่ารับใช้ทำผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน

ตรงกันข้าม เมื่อเราได้สวม “เสื้อประชาธิปไตย” ที่เป็น “เสื้อของปวงชน โดยปวงชน และเพื่อปวงชน” เราย่อมประจักษ์ในสีสันของ “ระบอบประชาธิปไตย” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองอิสระ” ที่มุ่งใช้ “อำนาจประชาธิปไตย” ตาม “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ทำการบริหารงานแผ่นดินอย่างชอบธรรมและสัมพันธ์กับ “ทศพิธราชธรรม” ทั้งนี้ ส่งผลให้เราปวงชนและทุนนิยมทั่วแดนไทยได้รับผลประโยชน์พร้อมหน้ากันหมด

ดร.อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ ยอดอัจฉริยะวิชาฟิสิกส์ กล่าวไว้ว่า “เรามิอาจแก้ปัญหาหนึ่งใดด้วยแนวความคิดเดียวกับที่เราใช้ก่อปัญหานั้นขึ้นมา” พูดง่ายๆ เรามิอาจใช้น้ำเน่าแก้น้ำเน่า แต่เราต้องใช้น้ำดีแก้น้ำเน่า คือ เราต้องสวมใส่เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่เพื่อป้องกันแก้ไขความป่าเถื่อนทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ท่านพุทธทาสภิกขุสั่งสอนไว้ว่า “ประชาธิปไตยมิได้หมายถึงปวงชนเป็นใหญ่ แต่หมายถึงผลประโยชน์ของปวงชนเป็นใหญ่”

ถึงเวลาหรือยังที่เราปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะประกาศอิสรภาพสวมใส่ “เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่” ที่เป็นของปวงชน โดยปวงชน เพื่อปวงชน และเริ่มเรียกร้องผลประโยชน์ของปวงชนอย่างจริงจังเสียที ?

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”

18 กรกฎาคม 2562 – 12:55 น.
เอ็มเอช370,รัฐบาลมาเลเซีย,ทะเลจีนใต้,กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์
เปิดอ่าน 1,669 ครั้ง

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”   โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” Good night Malaysian three seven zero

ถ้อยคำปริศนาสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาหมัด ชาห์” เที่ยวบิน MH370 ผู้ทำให้คนทั่วโลกถกเถียงกันว่า “เครื่องบินโบอิ้ง 777” หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ได้อย่างไร แม้เวลาผ่านไป 5 ปี มนุษย์ยุคไฮเทคสุดยอดก็ยังหาไม่เจอ!

ย้อนไปค่ำคืนวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบินเอ็มเอช 370  สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บรรทุกผู้โดยสาร 239 คนเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เวลา 00.40 น. ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้อีกเลย…

ภารกิจค้นหาเครื่องบินลำนี้ในช่วงวันแรกๆ เริ่มแถว ‘ทะเลจีนใต้’ โดยอ้างอิงเส้นทางบินปกติของเที่ยวบินดังกล่าวที่ต้องผ่านน่านฟ้าเวียดนาม หน่วยงานค้นหาซากเครื่องบินจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงประเทศไทยระดมเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ฯลฯ ออกช่วยกันค้นหาอย่างเร่งด่วน 24 ชั่วโมง ทั้งทางบก ทางทะเลและตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ผ่านไปเกือบ 1 อาทิตย์ไม่พบเศษซากใดๆ ทั้งสิ้น

จนกระทั่งหลายฝ่ายช่วยกันกดดัน “รัฐบาลมาเลเซีย” ให้เปิดเผยข้อมูลจากจอเรดาร์ เนื่องจากมีบริษัทอินมาแซท (Inmarsat) ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของอังกฤษตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของเอ็มเอช 370 ว่ามีการกลับลำหันหัวเครื่องบินย้อนกลับไปทางคาบสมุทรมลายูก่อนบินเข้าสู่ทะเลอันดามันและหายไปช่วงถึง “มหาสมุทรอินเดีย” 

ในที่สุดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียออกมาแถลงข่าวยอมรับว่ามีการหันหัวเครื่องบินไปอีกทางจริง สร้างความไม่พอใจให้ทีมค้นหานานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้ามาเลเซียให้ข้อมูลถูกต้องแต่แรกคงไม่ต้องเสียพลังกายและงบประมาณในการค้นหาอย่างสูญเปล่าญาติผู้สูญหายรวมตัวกันก่นด่าประท้วงประณามรัฐบาลมาเลเซียทันที

คำถามสำคัญคือ “มาเลเซียกำลังปิดบังอะไร?
คนทั่วโลกติดตามข่าวการสืบสวนหาเครื่องบินลำนี้อย่างใกล้ชิด ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องส่งผู้เชี่ยวชาญและนักข่าวมาสืบหาข้อเท็จจริงที่มาเลเซีย

เริ่มจากหลักฐานแปลกประหลาดว่า ทำไมเครื่องบินโบอิ้งรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารไฮเทคระดับนี้หายไปจากโลกได้ แถมสภาพภูมิอากาศสุดแสนจะดี ท้องฟ้าโปร่งไม่มีพายุหรือลมมรสุมใดๆ หลายคนตั้งสมมุติฐานอธิบายปริศนาที่เกิดขึ้น เช่น เป็นการวางแผนของกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับมือพระกาฬ บางคนโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือกองทัพทหารลึกลับฉกเครื่องบินลำนี้ไปท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน…

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่โยงใยมาจบที่ “กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์” กับนักบินผู้ช่วย เนื่องมาจากหลักฐาน “การจงใจปิดเครื่องมือสื่อสาร” ซึ่งปกติไม่มีกัปตันคนไหนกล้าทำเด็ดขาด
การขุดคุ้ยประวัติ กัปตันซาฮารี วัย 53 ปี ผู้มีประสบการณ์ขับเครื่องบินมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เต็มไปด้วยความเข้มข้น ขณะที่ฝ่ายครอบครัวออกมาปกป้องว่าทุกอย่างปกติดี เขาเป็นเพียงเหยื่อของคนบางกลุ่ม

ล่าสุด “วิลเลียม แลงวีช” นักข่าวอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบินออกมาเปิดเผยสมมุติฐานและหลักฐานที่วิจัยค้นคว้ามานานกว่า 5 ปี ว่า กัปตันคนนี้น่าจะบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไประดับความสูง 4 หมื่นฟุต เพื่อทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ โดยตัวเองสวมใส่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินที่อยู่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่หน้ากากในห้องผู้โดยสารอยู่ได้สิบกว่านาที เมื่อผู้โดยสารหมดสติก็บังคับให้เครื่องบินลอยต่อไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงจนกระทั่งน้ำมันหมดก็ปลดล็อกให้ดิ่งลงสู่ท้องทะเลลึกแถว….จึงไม่มีใครค้นพบซากศพหรือซากเครื่องบินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาคัดค้านสมมุติฐานนี้ เนื่องจากมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.หากกัปตันต้องการฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารทำไมต้องหันหัวเครื่องบินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อผ่านน่านฟ้าใกล้มาเลเซีย 2.ทำไมรัฐบาลมาเลเซียต้องปกปิดข้อมูลจากเรดาร์ที่โชว์ชัดเจนว่าเครื่องบินย้อนกลับมา และ 3.ทำไมไม่มีใครพบเห็นเศษซากอุปกรณ์สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของผู้โดยสาร 239 คน?

          ปริศนา 3 ข้อข้างบนเกิดเป็นข้อสังเกตว่ากัปตันได้หันหัวเครื่องบินกลับมาทางมาเลเซียเพื่อ “ขอต่อรอง” อะไรบางอย่าง แต่รัฐบาลไม่ยอม พร้อมส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบแล้วสอยจนร่วงลงมา จากนั้นรีบส่งกองทัพเรือเข้าไปเก็บหลักฐานเศษซากทั้งหมด เพราะกว่าทีมค้นหานานาชาติจะไปบริเวณพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ รัฐบาลมาเลเซียมีเวลากู้ซากเครื่องบินและเก็บเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลอยกลางทะเลได้เกือบหมด!?!

หลักฐานที่นำมาอ้างคือกล่องเก็บข้อมูลพิกัดเดินเรือของ “รุสลี คุสมิน” ชาวประมงอินโดนีเซีย ที่เล่าว่าเห็นเครื่องบิน ลำใหญ่ตกลงบริเวณช่องแคบมะละกาห่างจากเรือประมงไปแค่ 2 กม. ไม่ใช่แค่นายรุสลีเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวประมงบริเวณนั้นอีกหลายคนให้ข้อมูลคล้ายๆ กัน

แม้ไม่มีใครตอบได้ว่าสมมุติฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้วคือ งบประมาณค้นหา “เที่ยวบินเอ็มเอช 370” ทำลายสถิติทุกการค้นหาด้วยตัวเลข 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อกันว่าในอนาคตคงไม่มีการทุ่มเงินและเครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการค้นหาเครื่องบินพาณิชย์แบบนี้อีกต่อไป

พื้นที่ค้นหาหลักอยู่บริเวณใต้ท้องมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ รวมแล้วกว่า 1.2 แสนตารางกิโลเมตร เป็นปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินหายครั้งใหญ่สุดและสำคัญสุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายคว้าน้ำเหลว ไม่เจอเศษซากเครื่องบินหรืออุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณนั้นแม้แต่ชิ้นเดียวตัวแทนทีมค้นหาจากรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้ายก่อนยุติปฏิบัติการครั้งนี้ว่า

“เป็นเรื่องเหลือเชื่อและยอมรับไม่ได้ที่มนุษย์จะหาเครื่องบินลำนี้ไม่พบ”

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้พยายามโชว์เศษซากชิ้นส่วนต่างๆ ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้หลายร้อยชิ้น แต่มีเพียง 32 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ “น่าจะใช่” 3 ชิ้น “เกือบใช่” 7 ชิ้น “เหมือนมาก” 8 ชิ้น “เหมือน” 3 ชิ้น และ “ไม่แน่ใจ” 11 ชิ้น ส่วนใหญ่พบจากคลื่นซัดเข้ามาทิ้งไว้บนชายหาดแถวหมู่เกาะเล็กๆ แถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น เกาะเรอูนิยง หาดมาดากัสการ์ โมซัมบิก ฯลฯ

ชิ้นที่ระบุว่า คอนเฟิร์ม 3 ชิ้นนั้น มีเพียง 1 ชิ้น ส่วนปีกเรียกกันว่า “แฟล็ปเพอรอน” ที่ค่อนข้างน่าสนใจ แต่การคอนเฟิร์มนั้น คงแปลเป็นภาษาไทยได้แค่เพียงว่า “น่าจะใช่” เท่านั้น เพราะหน่วยงานที่ยืนยันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศส

          ส่วน “บริษัทโบอิ้ง” ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำนี้ขอเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการยืนยันหลักฐานชิ้นส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลักฐานที่รัฐบาลมาเลเซียมีเอกสารยืนยันมาแล้วก็ตาม

ทำให้ “เอ็มเอช 370” ยังคงเป็นสุดยอดปริศนาลึกลับของโลกต่อไป…

“ส.ส.เฮ้ง” ชื่อนี้ “ธนาธร” มีหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส.ส.เฮ้ง” ชื่อนี้ “ธนาธร” มีหนาว

18 กรกฎาคม 2562 – 12:14 น.
"ส.ส.เฮ้ง" ชื่อนี้ "ธนาธร" มีหนาว
เปิดอ่าน 35,647 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 18 ก.ค.62

************************

..หนุ่มใหญ่ไฟแรงจากเมืองชล กลายเป็นตำบลกระสุนตกในโลกโซเชียล เมื่อโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดประเด็น “ส..เฮ้ง” บินข้ามน้ำข้ามฟ้ามาตามหา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ ที่ บีบีซี ลอนดอน

จริงๆ แล้ว “สุชาติ ชมกลิ่น” ..ชลบุรี และภรรยาเดินทางไปอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 เพื่อส่งลูกชาย คน เข้าแคมป์ฟุตบอล อะคาเดมี แมนเชสเตอร์ซิตี้

จากใจ ส..เฮ้ง

เป็น ส..สมัยที่ แต่ชื่อของ “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังประชารัฐ ติดตลาดเร็วเหลือเกิน นับแต่มีชื่อติดโผ “รัฐมนตรีแรงงาน” คนแรกๆ ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของนักข่าวสายการเมือง

ส.ส.เฮ้ง

สาเหตุที่ “ส..เฮ้ง” จะได้คั่ว รมว.แรงงาน เพราะได้รวบรวม ส..ภาคกลางตะวันออก 16 ชีวิต เป็นกลุ่มก้อนเพื่อดูแลกันเอง “ผู้ใหญ่” เห็นในศักยภาพ จึงจะมอบตำแหน่งให้ แต่เกิดปัญหาเก้าอี้ รมต.ไม่พอ เลยทำให้ ส..เฮ้งต้องชวดเป็นรัฐมนตรีไป

..เฮ้งนักเลงพอ จึงให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะไม่โวยวาย ไม่ต่อรองอะไร ยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค

หลังเกิดกรณีดราม่าข้ามพรรค “ส..เฮ้ง” ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า “สิ่งที่ผมออกมาพูดถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอนาคตใหม่ เพราะว่า กระผมรักชาติบ้านเมือง รักสถาบันการเมือง รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์…”

กระผมอยากให้ทุกคนที่คิดดีต่อชาติบ้านเมือง ควรจะใช้เวทีในสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวพูดจาหารือกันภาย ในระบบสภา”

มวยหนุ่ม มวยสด อาจขาดความเก๋าแต่มีความจริงใจต่อชาวเมืองชลเป็นต้นทุน

ขาใหญ่อสังหาฯบูรพา

..เฮ้ง” เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดเรารักชลบุรี และลงสนามเลือกตั้ง ส..ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส..สมัยแรก

เมื่อ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชนหรือ ARIN ได้นำพาอรินสิริแลนด์ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นความสำเร็จของธุรกิจและความมั่นคงของเขาและครอบครัว

ส.ส.เฮ้ง กับภรรยา ในลอนดอน

ARIN ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ ภายใต้ตราสินค้าอรินสิริ มีจุดแข็งจากการเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออก

อรินสิริแลนด์  ธุรกิจของ ส.ส. เฮ้ง

นอกจากนี้ “วิมลจิต อรินทมะพงษ์” ภรรยาสุชาติ ชมกลิ่น ทายาทเจ้าของร้านทอง “99 กะรัต” บริเวณหน้าตลาดหนองมน จ.ชลบุรี ได้ช่วยเป็นแม่ทัพอีกคนหนึ่ง ดูแลบริษัท 99 กะรัตแลนด์มาร์ค จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.ชลบุรี มากว่า ปี

..เฮ้ง จัดว่าเป็นดาวรุ่งวงการอสังหาฯ ที่มาแรงมากใน พ..นี้

พลังชลนอกซุ้ม

ดูจากภายนอก “ส..เฮ้ง” เจ้าของสโลแกน “กตัญญู รู้คุณ” น่าจะเป็นนักการเมืองในสังกัดซุ้มแสนสุข แต่พิจารณาจากบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง ช่วงหลังเลือกตั้ง ส..เฮ้งน่าจะเป็น “พลังชลนอกซุ้ม” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ชมกลิ่น ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” ร่วมถึงลูกๆ ของกำนัน ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้มวิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม

อิทธิพล คุณปลื้ม และ ส.ส.เฮ้ง

ว่ากันว่า พี่เลี้ยงหรือครูการเมืองของ ส..เฮ้ง คือ “..นิ่ม” สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ อดีตแกนนำพรรคพลังชล และ ส..บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา มอบหมายให้ “ส..เฮ้ง” เป็นกัปตันทีม ดูแลเขตเลือกตั้งที่ 1-3 พร้อมคำสัญญา ถ้าชนะทั้ง เขต ก็เอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเลย

อากำนันที่รักและเคารพของ ส.ส.เฮ้ง

ปรากฏว่า เขตที่ ส..เฮ้ง รับผิดชอบชนะหมด ต่างจาก อิทธิพล คุณปลื้มปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ ลูกชาย “เสี่ยกุ๊ย” สันตศักย์ งามพิเชษฐ์ และพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สายตรงบ้านใหญ่แสนสุข สอบตกเกลี้ยง

ยังไง พลังชลก็ได้โควตา เก้าอี้ รมต.คือ “อิทธิพล คุณปลื้ม” ได้นั่งรัฐมนตรีวัฒนธรรม ตามข้อตกลงเดิมตั้งแต่สละพลังชลมาอยู่พลังประชารัฐ

..เฮ้ง จึงรวบรวม ส..ภาคกลางตะวันออก ได้สิบกว่าชีวิต และเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ จนได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีแรงงาน 

เกิดปัญหาขัดแย้งในพรรค ส..เฮ้งก็ต้องถอย ให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างรวมพลังประชาชาติไทย ได้ตำแหน่ง “จับกัง 1” ไปแทน

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!

18 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
หนี้,เกษตรกร,นโยบายพักหนี้
เปิดอ่าน 9,548 ครั้ง

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!  โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

แผนการตั้ง “รัฐบาล 2562” ล่มไปหลายครั้ง เพราะ “พรรคการเมือง” แบ่งเค้กกระทรวงเกรดเอกันไม่ลงตัว โดยเฉพาะ กระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นตัวสะสมฐานคะแนนเสียงสำคัญของ ส.ส.ทุกพื้นทั่วประเทศไทย แถมมีงบประมาณมหาศาล โดยหารู้ไม่ว่า ปัญหาสะสมรอการแก้ไขของเจ้ากระทรวงเกษตรฯ คนใหม่นั้น อาจกลายเป็นได้ทั้ง “จุดพลิกล็อก” สร้างฮีโร่คนใหม่ หรือ “จุดพิฆาต” ของรัฐบาลชุดใหม่ !

ย้อนไปช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรหลายพื้นที่ระดมพลยกขบวนบุกเข้าเมืองกรุงเรียกร้องให้ “รัฐบาล คสช.” เร่งแก้ไขหนี้สินที่ทับถมมาหลายสิบปี รวมเป็นเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาท พูดง่ายๆ คือ มาทวงสัญญาที่ “บิ๊กตู่” เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะคืนความสุขเกษตรกรทุกคน แต่รอมานานกว่า 5 ปี ยังไม่มีความสุขจากการหมดหนี้หมดสินสักที…
การกดดันเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 สหพันธ์เครือข่ายเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สกท.) พร้อมสมาชิกเกษตรกรกว่า 500 คน ไปประท้วงหน้าธนาคารขอลดภาระหนี้สิน ถัดมาเดือนกันยายน กลุ่มเกษตรกรนครสวรรค์และกำแพงเพชรไม่ต่ำกว่าพันคนนัดกันขนเสบียงข้าวปลาอาหารแห้งขึ้นรถเป็นร้อยคัน ขับเป็นขบวนยาวเข้ามาปักหลักหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เรียกร้องให้ปรับโครงสร้างหนี้อย่างเร่งด่วน เพราะเดือดร้อนจากดอกเบี้ยและเงินต้นที่ผ่อนเท่าไรก็ไม่ลดลงสักที จึงยื่นเงื่อนไขขอลดเงินต้นครึ่งหนึ่ง และหยุดพักดอกเบี้ยไว้อย่างน้อย 15 ปี ต่อลมหายใจไม่ให้ถูกฟ้องล้มละลายโดนยึดที่ไร่ที่นา

เกษตรกรผู้กำลังเดือดร้อนจากหนี้สินท่วมหัว ไม่ได้มุ่งหน้าเดินขบวนเข้าเมืองหลวงกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่มีจำนวนมากเดินทางไปอ้อนวอนหน้าธนาคารหรือศาลากลางจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค

พลังกดดันปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะตัวเลขเกษตรกร 5.2 แสนคนกำลังเป็นหนี้สินทั่วไทยนั้น คิดเป็นยอดรวมหนี้สะสมถึง 8.9 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ของธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ “ธ.ก.ส.” “ธอส.” “ธ.กรุงไทย” และ “ธ.ออมสิน” แม้รัฐบาลบิ๊กตู่เคยใช้ ม.44 สั่งปลดฟ้าผ่าหัวหน้าใหญ่ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลปัญหาหนี้สินตรงนี้โดยตรง คือ “เลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 และแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจขึ้นทำหน้าที่แทน พร้อมคำสั่งให้ปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเร่งด่วน

          แต่ผ่านมา 2 ปี ยังไม่เห็นผลงานชัดเจน ทั้งที่ “กฟก.” หรือ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นหน่วยงานที่ควรเข้าใจและรู้ดีถึงภาระหนี้สินของเกษตรกรมากสุด

ถ้า กฟก.ทำงานดูแลเจรจาหนี้สินให้เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่คงปลดหนี้หมดแล้ว ไม่ต้องเจอดอกเบี้ยทบต้นซ้ำแล้วซ้ำเพราะสถิติที่ผ่านมา “กฟก.” แก้ปัญหาหนี้เกษตรกรไปได้แค่ 3 หมื่นรายเท่านั้น ยอดหนี้ 6 พันล้านบาท

เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2562 คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ แถลงข่าวโชว์ผลงานช่วยเจรจาชำระหนี้แทนเกษตรหลายครั้ง ทำให้ทุเลาความเดือดร้อนได้ประมาณ 140 ราย มูลหนี้รวม 120 กว่าล้านบาท และยังช่วยชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี เพื่อลดปัญหาการบังคับคดีขายทอดตลาด

แต่ถ้าดูจากสมาชิก 3.6 แสนรายที่กำลังรอความช่วยเหลือจากหนี้สถาบันการเงินรวมไม่ต่ำกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท

สรุปยกแรกว่า “ผลงานไม่ผ่าน” แม้รัฐบาลทหารช่วยใช้ “ดาบอาญาสิทธิ์ ม.44” ก็ยังไม่เห็นผลมากนัก เครือข่ายเกษตรกรกลุ่มต่างๆ จึงยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องถือป้ายประท้วงไปเรื่อยๆ

“อุบล อยู่หว้า” ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน วิเคราะห์ว่า กองทุนช่วยเกษตรใหญ่ๆ ในเมืองไทยมีไม่ต่ำกว่า 5–6 กองทุน แต่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่นายอำเภอ ซึ่งย้ายไปย้ายมาไม่เคยรู้ปัญหาแท้จริงของชาวบ้านในชุมชน ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ออกไปถือป้ายประท้วง แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับรู้ข่าวสารของเครือข่ายหรือไม่มีใครชวนไปร่วมประท้วงด้วย

“กลุ่มที่น่าสงสารคือชาวนาที่กู้เงินมาปลูกบ้านไม่กี่แสนบาท หรือกู้มาส่งลูกเรียนหนังสือ แต่จ่ายหนี้ธนาคารไม่หมดเสียที โดนยึดบ้านยึดที่นาง่ายๆ แต่คนได้รับความช่วยเหลือก่อนคนอื่น คือ กลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด กลุ่มนี้ค่อนข้างมีเส้นสายหรือมีประสบการณ์ในการประท้วงลดหนี้ อยากให้ กฟก.ทำงานเชิงรุกเข้าไปดูคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ช่วยแค่คนออกมาประท้วง”

อุบล กล่าวต่อว่า วิธีแก้หนี้เกษตรกรที่ดีสุดคือ ให้กองทุนฯ เข้ามาจับมือร่วมกับสภาเกษตรหรือกลุ่มชาวบ้านในชุมชนทุกแห่ง เน้นปลดหนี้หรือเจรจาช่วยรายย่อย ตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบายพรรคการเมืองไหนโดดเด่น คงต้องรอดูว่าใครจะอาสามาเป็นคนดูแลเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเจอพวก เกษตรกรที่ไม่มีวินัย กับเจ้าหนี้รวมหัวข้าราชการจอมฉ้อฉล

ล่าสุด กฟก.เสนอ “ร่าง พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ….” เพื่อแก้ไขข้อกฎหมายอันเป็นอุปสรรคหลายมาตรา หวังประกาศใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงแก้ไขหนี้สินคั่งค้างให้หมดสิ้นในรัฐบาลชุดใหม่ที่ “บิ๊กตู่” ยังคงเป็นนายกฯ เหมือนเดิม

          วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายข้างต้นแล้ว โดยสรุปเนื้อหาสาระสำคัญที่เปลี่ยนไป 4 ประการ ดังนี้

1.เปลี่ยนวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกรทั้งที่เป็นกลุ่มที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และกลุ่มที่มีบุคคลค้ำประกัน เพื่อให้กองทุนฯ เข้าไปช่วยชำระหนี้แทนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.เปลี่ยนขอบเขตชำระหนี้ให้ครอบคลุมเกษตรกรที่มีปัญหามากขึ้น 3.เปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเกษตรกรจากคราวละ 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อให้การทำงานตามนโยบายมีความต่อเนื่องและประหยัดงบประมาณในการจัดเลือกตั้ง และ 4.เพิ่มจำนวนสาขาของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ให้มีจำนวนมากขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน

หลักการข้างต้นจะช่วยปลดหนี้ได้หรือไม่ คงต้องรอ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ล่าสุด ที่ต้องมาทำตามนโยบาย ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะประกันราคาข้าวตันละไม่ต่ำกว่า 10,000-15,000 บาท แถมให้ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาทขึ้นไป โดยเฉพาะการทำตามคำสัญญาเรื่องนโยบายพักหนี้เกษตรกรของพรรคพลังประชารัฐ

รัฐมนตรีคนใดอยากเป็น “ฮีโร่” ต้องทำแต้มพลิกล็อกด้วยการช่วยเกษตรกรให้ได้จริงๆ โดยเริ่มจากปลดหนี้ 5 แสนรายนี้เสียก่อน จากนั้นก็ลดต้นเงินกู้เหลือครึ่งหนึ่ง และพักชำระหนี้ดอกเบี้ย 15 ปี หรือถ้าอยากเป็น “ซูเปอร์ฮีโร่” ก็สั่งปลดหนี้ให้เกษตรกรทั้งหมดไปเลย

          หากเปรียบเทียบกับงบประมาณสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หนองคาย 5 แสนล้านบาท หรืองบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ “คสช.” อนุมัติไปแล้วอย่างรวดเร็ว 4.4 หมื่นล้าน

ถือว่าตัวเงินปลดหนี้เกษตรกร 5.2 แสนคน แค่ 9 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขจิ๊บๆ

ปราบเด็กแว้น!ต้องถอนราก–ถอนโคน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปราบเด็กแว้น!ต้องถอนราก–ถอนโคน

18 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 2,446 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้เด็กแว้นหลายแห่งจับกลุ่มกวนเมืองอีกแล้ว และมีคำถามตามมาว่าทำไมตำรวจจับไม่หมดเสียที เหมือนแมวไล่จับหนู

ยกตัวอย่างล่าสุดตำรวจมหาชัยจับได้เกือบ 200 คัน ยึดจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพติดท่อไอเสียเสียงดังและจูนเครื่องให้วิ่งเร็วเอาไว้แข่งชิงเดิมพันบนถนนหลวง

ก่อนหน้านี้มีที่โคราชและอีกหลายจังหวัด หลายอำเภอ และเกรงว่าต่อไปจะทลายพันธุ์ไปตามตำบลหรือชุมนุมต่างๆ หรือที่ศรีราชาก็ยึดได้เกือบ 300 คัน

ขอแยกประเด็นให้ตรงตามเป้าหมายแบบ ‘ดับเครื่องชน’ ว่าจะทำอย่างไรจะปราบปรามเด็กแว้นให้หมดไป

คำตอบคือต้องจัดการแบบเฉียบขาดคือ ‘ถอนราก ถอนโคน’ ให้หมดไป โดยเริ่มที่ร้านปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่ทั่วไปและแอบแฝงตามแก๊งแว้นนัดหมายกันไปจูนเครื่อง-ทะลวงท่อไอเสีย

ร้านแต่งรถแว้นพวกนี้ต้องสั่งของนอกเข้ามาและบางทีก็ทำเองด้วย เป็นช่างระดับเทพ จะเอาเสียงดัง-เอาให้เร็วแหกนรกเกินกำลังเครื่องยนต์ก็ทำได้

แล้วตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปล่อยไว้ได้อย่างไร ทำไมไม่รู้ไม่เห็นทั้งๆ ที่แก๊งแว้นไปใช้บริการแน่น

จึงขอให้จัดการร้านแต่งรถก่อนและตรวจสอบเรื่องภาษีการนำเข้าและเครือข่าย

ต่อมาคือพฤติกรรมเด็กแว้นซึ่งมีเดิมพัน ทั้งเรื่องเงินพนันและเลวร้ายสุดคือใครชนะจะได้เด็กสาว ‘สก๊อย’ เป็นรางวัลเดิมพัน

ยิ่งไปกว่านั้นใครจะเข้าแก๊งแว้น นอกจากมีรถแรงๆ ดังๆ แล้วต้องพิสูจน์กันที่ ‘หัวใจ’ ด้วย

หัวหน้าแก๊งจะให้สมาชิกใหม่พิสูจน์ตัวเอง เช่น สั่งให้ไปทำร้ายแก๊งอื่นๆ หรือก่อกวนในรูปแบบต่างๆ

จึงขอให้ปราบแบบ ‘ถอนราก ถอนโคน’ เด็กหัวขบวนหัวหน้าแก๊งและปิดร้านปรับแต่งเครื่องมอเตอร์ไซค์แว้น!
อ๊อด เทอร์โบ


 คำขอร้องถึงรัฐบาลใหม่
จดหมายจากคุณ ‘วิโรจน์’ บางแสน ต่อไปนี้เป็นการเรียกร้องในฐานะคนเมืองชลบุรี ซึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต่อเติมเส้นทาง ‘บูรพาวิถี’ ให้ออกบายพาสและเมืองชลบุรี

ขอร่วมสนับสนุนด้วย เพราะจะบรรเทาการจราจรติดขัดได้อย่างมาก และอำนวยความสะดวกสบาย ความปลอดภัยด้านการจราจร ไม่เฉพาะชาวเมืองชลเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทุกคน

อนาคตการเดินทางของประชาชนจะดีขึ้น ปี 2563 จะเปิดใช้มอเตอร์เวย์จากบางปะอินไปโคราช ซึ่งว่ากันว่าเป็นทางหลวงที่สวยที่สุดของไทยและเป็นประตูสู่อีสานที่สมบูรณ์แบบ

ต่อไปถนนมิตรภาพที่รถติดทุกฤดูกาลจะสะดวกขึ้นและประชาชนมีทางเลือกตามต้องการ

โครงการทางด่วน-มอเตอร์เวย์-รถไฟความเร็วสูงที่ทำกันมาสมัยรัฐบาล คสช. อย่าล้มเลิกหรือหายไปพร้อมกับรัฐมนตรีคนเก่า

ต้องเห็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ-ประชาชน-ไม่ใช่พรรคการเมืองละตัวเอง!
อ๊อด เทอรโบ


 ต่อยอด ‘บูรพาวิถี’
 ต้องดำเนินการด่วน

ผมเป็นคนเมืองชล วันก่อนได้อ่านข่าวเรื่องกระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้การทางพิเศษหรือทางด่วนศึกษาโครงการต่อเติมหรือขยายเส้นทางบูรพาวิถีแล้ว ดีใจมากๆ

จึงขอสนับสนุนเต็มที่ เพราะเวลานี้รถติดเหลือเกิน คือลงจากบูรพาวิถีที่หน้าอมตะซิตี้แล้วจะไปเข้าเมืองชลหรือออกทางบายพาสก็เจอปัญหารถติด ยิ่งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวเทศกาลต่างๆ แล้วไม่ต้องพูดถึง

เห็นว่าจะมี 2 ระบบคือต่อจากบูรพาวิถีเข้าเมืองชลหรือออกทางบายพาส ซึ่งควรจะต่อไปถึงมอเตอร์เวย์จะดีมาก ผมจึงรอคอยโครงการนี้เพราะเป็นการรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปถึงอีสานด้วย

ยังลุ้นอยู่ว่าเปลี่ยนรัฐมนตรีคมนาคมใหม่จะล้มเลิกโครงการนี้หรือไม่ จึงขอร้องให้ช่วยดำเนินการต่อครับ
วิโรจน์ (เมืองชล)


ซักฟอกนโยบายรัฐ ภารกิจทดสอบ”ฝ่ายค้าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซักฟอกนโยบายรัฐ ภารกิจทดสอบ”ฝ่ายค้าน”

18 กรกฎาคม 2562 – 09:15 น.
ซักฟอก,รัฐบาล,ดาวสภา,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,450 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…   ฅนไท  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในสภาครั้งแรก อย่างเป็นทางการของฝ่ายค้าน ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะมีขึ้นวันที่ 24-26 ก.ค.นี้

ขุนพลฝ่ายค้านรอบนี้ ล้วนแต่เป็น “หน้าใหม่” เพราะ “ดาวสภา” เดิมของฝ่ายค้าน กลายเป็น ส.ส.สอบตกไปเสียแทบหมดสิ้น จึงต้องติดตามดูว่า

“ดาวดวงใหม่” ของฝ่ายค้าน จะเกิดขึ้นได้อย่าง “เข้าตา” ประชาชนหรือไม่

การเป็น “ดาวสภา”ของฝ่ายค้าน หาใช่การเก่งแค่สร้าง “วาทะกรรม” หรือ

”หลอกด่ารัฐบาล” หากแต่คนที่ก้าวขึ้นเป็นระดับขุนพลในการอภิปรายจะต้องเป็นผู้ที่ “ทำการบ้าน” มีข้อมูล -หลักฐาน สามารถอภิปรายเรื่องยากให้ประชาชนเข้าใจง่าย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การอภิปรายของ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ทั้งสองเป็นตัวอย่างของ “ดาวสภาค้างฟ้า” ที่เวลาอภิปราย

ทั้งนโยบายรัฐ หรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล คอการเมืองจะรอชมทางหน้าจอโทรทัศน์อย่างเนืองแน่น

แต่สภารอบนี้ ไม่มี “ดาวสภาทั้งสอง” จึงอาจจะเป็นโอกาส กำเนิดดาวดวงใหม่ ที่เริ่มฉายแววขึ้นมา เช่น ชลน่าน ศรีแก้ว จิรายุ ห่วงทรัพย์ แต่ต้องดูการทำการบ้านในการอภิปรายครั้งนี้ว่า จะเป็น “ดาวดวงใหม่” หรือ ดาวดับ!

เพราะสภา ถึงแม้จะเป็นที่พูด ที่สามารถ “สร้างคนได้” แต่ก็สามารถ “ฆ่า”คนได้ หากการพูดนั้นมาจากการไม่รู้จริง หรือการเอาข้อมูลเท็จ มากล่าวหาผู้อื่น จนจับได้ไล่ทัน ซึ่งเคยมีบทเรียนมาแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายยุคหลายสมัย

ไมโครโฟนในสภา จึงไม่ใช่แค่อาวุธ “ทิ่มแทง” ศัตรูทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ไมโครโฟนในสภา อาจกลายเป็นอาวุธ “ประหัตประหาร”ตัวเอง

ดังนั้นการจะลุกขึ้นอภิปรายใดๆ จำเป็นจะต้องมีความรู้ และหลักฐานอย่างชัดเจน ใช่สักแต่ “พล่าม” ในสภาเท่านั้น

ยกแรกของสภาในระบอบประชาธิปไตยชุดนี้ หลังจากเราห่างหายบรรยากาศ แห่งการ “พูด”ในสภา จึงมิใช่แค่บททดสอบความพร้อมของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น หากแต่เป็นบททดสอบฝ่ายค้านไปด้วยเช่นกัน

“งาน-เงิน-สุขภาพ”ผู้สูงวัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“งาน-เงิน-สุขภาพ”ผู้สูงวัย

18 กรกฎาคม 2562 – 07:30 น.
งาน-เงิน-สุขภาพผู้สูงวัย,ผู้สูงอายุ,สุขภาพ,โรงพยาบาล
เปิดอ่าน 1,297 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองต่างผลักดันนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุเกือบทุกพรรคการเมือง ซึ่งนโยบายหลากหลายนั้นครอบคลุมเกือบทุกด้าน หากนำมาปฏิบัติได้จริงคงสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่ของนโยบายก็มุ่งในเรื่องการสร้างรายได้วัยเกษียณทั้งการเปิดกว้างให้สามารถทำงานต่อได้ในส่วนภาครัฐที่เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว และการจูงใจให้เอกชนจ้างงานผู้เกษียณที่ยังแข็งแรงและมีประสบการณ์ นอกจากนั้นเป็นการเน้นมาตรการเรื่องการสร้างเงินออมเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ ตลอดจนมาตรการเรื่องรัฐสวัสดิการที่พรรคต่างๆ แย่งชิงเสนอเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จนตัวเลขพุ่งสูง ทำให้อดคิดคำนวณไม่ได้ว่าในอีกประมาณไม่เกิน 10 ปีประเทศไทยจะมีผู้สูงวัยประมาณ 18 ล้านคน จะส่งผลให้งบประมาณเบี้ยยังชีพก้าวกระโดดขึ้นไปขนาดไหนและไหวไหม

สำหรับผู้สูงวัยในเรื่องหลักที่ต้องบริหารจัดการน่าจะเป็นเรื่อง “งาน-เงิน-สุขภาพ” โดยในส่วนผู้สูงวัยหรือวัยเกษียณที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงนอกจากการเปิดช่องของภาครัฐให้ยังสามารถจ้างงานต่อไปอีกได้และดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการนี้ถือเป็นเรื่องดี ขณะเดียวกันควรจะส่งเสริมให้ผู้สูงวัยใช้ประสบการณ์และทักษะทำงานในการสร้างอาชีพอิสระหรือรวมกลุ่มเหมือนกับรัฐวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างอาชีพรายได้ รวมไปถึงหากสามารถพัฒนาต่อยอดโดยมีภาครัฐสนับสนุนก็อาจจะไต่ระดับขึ้นไปได้อีก ซึ่งในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีรายได้เพียงพอทั้งจากเงินออม รายได้จากบุตร หรือจากบำนาญ เป็นกลุ่มที่ไม่น่าต้องวิตกมากนัก ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดด้านรายได้แต่มีทักษะเชี่ยวชาญตามสายอาชีพหากมีแนวทางที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงวัยกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายธุรกิจที่สำคัญได้เช่นกัน

คุณภาพชีวิตและสุขภาพเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจัดการบริหารให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย ซึ่งภาครัฐได้มีนโยบายและทิศทางการทำงานมาแล้วเมื่อประกอบกับนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอกันมาจึงน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า อย่างเช่น ข้อเสนอตั้งกองทุนประชารัฐกตัญญูเพื่อปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ข้อเสนอเรื่องคอนโดสำหรับผู้สูงอายุสำหรับกลุ่มผู้สูงวัยที่ไม่มีครอบครัวดูแล รวมไปทั้งการส่งเสริมสภาพแวดล้อม ทั้งด้านระบบขนส่งสาธารณะและที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การจัดการในเรื่องผู้ดูแลสำหรับผู้สูงอายุติดเตียง และอีกประการคือมาตรการส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุเติบโตขึ้นตามจำนวนกลุ่มผู้สูงวัยในขณะที่ภาครัฐต้องส่งเสริมเปิดให้เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งสนับสนุนด้านภาษีและงบประมาณด้วย

สุขภาพผู้สูงวัยย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลโดยเฉพาะปัจจุบันในหลายประเทศได้แยกโรงพยาบาลเฉพาะผู้สูงอายุออกมาแล้วส่วนในเมืองไทยก็กำลังเริ่มเดินเครื่องแม้จะยังไม่เต็มที่เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบศูนย์การดูแลผู้สูงอายุโดยเป็นส่วนหนึ่งภายในโรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้ทางกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ได้แจ้งความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนที่รุดหน้าเกือบเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ ขนาด 300 เตียง รองรับผู้ป่วยนอกได้ประมาณ 1,000 คนต่อวัน ซึ่งดูแล้วคงสามารถรองรับได้ในพื้นที่เขตฝั่งธนบุรี แต่ในระยะยาวคงไม่อาจรองรับได้เพียงพอ ดังนั้นภาครัฐควรต้องพิจารณาเพิ่มโรงพยาบาลเฉพาะผู้สูงอายุให้สมดุลกับภาวะสังคมผู้สูงอายุด้วย ซึ่งในนโยบายพรรคการเมืองก็เสนอสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางผู้สูงอายุทุกอำเภอไว้เช่นกัน

‘ป.ป.ส.’เตือน!..ระวังถูกอ้างชื่อส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ป.ป.ส.’เตือน!..ระวังถูกอ้างชื่อส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์

17 กรกฎาคม 2562 – 12:55 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 1,900 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…   กรกมล อักษรเดช

ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหายาเสพติดมาอย่างยาวนาน ซึ่งสภาพปัญหาได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการณ์ของโลกในยุคปัจจุบัน เด็กและเยาวชนเริ่มใช้ยาเสพติดมีอายุน้อยลง ขณะที่กลุ่มแก๊งเครือข่ายยาเสพติดมักเลือกใช้วิธีการส่งยาเสพติดให้แก่ผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยด้วยการฝากส่งทางไปรษณีย์ หลังจากเจรจาตกลงผ่าน “โซเชียลมีเดีย”​ ที่เข้าถึงง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส

จากปัญหาที่กำลังระบาดเรื่องยาเสพติดที่จัดส่งทางไปรษณีย์ นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) บอกว่า ขณะนี้ขบวนการค้ายาเสพติดได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ และบริการจัดส่งสินค้าพัสดุภัณฑ์ในการกระทำผิด โดยที่ผ่านมาพบว่ามีการใช้ในการซื้อขายและจัดส่งยาเสพติดประเภท ยาบ้า ไอซ์ กัญชา กระท่อม เอ็กซ์ตาซี และโคเคน ในระดับขายส่งรายย่อยและขายปลีกให้ผู้เสพ จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ดูแลบุตรหลานในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ที่สำคัญต้องระมัดระวังการถูกใช้ชื่อเป็นผู้ส่ง หรือผู้รับพัสดุภัณฑ์ โดยหลีกเลี่ยงให้บุคคลอื่นยืมบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารแสดงตนใดๆ หากพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอันดับแรก

นายนิยม อธิบายว่า การส่งยาเสพติดให้ผู้ซื้อในประเทศมีความผิดฐาน “จำหน่าย” มีโทษสูงสุด คือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1-5 ล้านบาท หรือประหารชีวิต ถ้าเป็นการส่งยาเสพติดไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศจะมีความผิดฐาน “ส่งออก” ในขณะที่ผู้รับยาเสพติดมีความผิดฐาน “ครอบครอง” การส่งสิ่งผิดกฎหมายทางไปรษณีย์ กรณีพบว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการรายใดที่มีพฤติการณ์ในการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศข้างต้นในลักษณะที่เป็นการปล่อยปละละเลย ให้ความร่วมมือ หรือสนับสนุนการกระทำความผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท จึงขอเน้นย้ำผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยผลิตสื่ออินโฟกราฟฟิกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชนไม่ให้กระทำความผิด และไม่ตกเป็นเหยื่อในการรับฝากส่งพัสดุไปรษณีย์ และหากพบเห็นว่า มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย หรือกรณีผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการรายใดมีพฤติการณ์ฝ่าฝืน สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

เช่นเดียวกับ นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ระบุว่า ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการส่งยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย และวัตถุอันตรายผ่านเส้นทางไปรษณีย์มาโดยตลอด โดยมีมาตรการป้องกันการฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมายในทุกขั้นตอนการฝากส่ง อาทิ การให้ผู้ใช้บริการแสดงบัตรประจำตัวประชาชนทุกครั้งก่อนการฝากส่ง ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของ ป.ป.ส. เพื่อให้สามารถตรวจสอบไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่พบการฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย จะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี

นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องวงจรปิด ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ ที่สามารถบันทึกภาพขณะที่ผู้ใช้บริการทำการฝากส่งสิ่งของ เพื่อตรวจสอบหาผู้กระทำผิดที่ทำการฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย การเอกซเรย์สิ่งของ ณ ศูนย์ไปรษณีย์ 19 แห่งทั่วประเทศ หากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยพบความผิดปกติของสิ่งของฝากส่ง จะสอบถามและตรวจสอบสิ่งของดังกล่าว

“การฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมายทางไปรษณีย์ที่รวมถึงยาเสพติด เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากผู้ใช้บริการฝ่าฝืนส่งยาเสพติด หรือสิ่งของผิดกฎหมายอื่นๆ ผ่านเส้นทางไปรษณีย์ ไปรษณีย์ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบ และสืบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน” นางสมร กล่าวย้ำ

บัตรประจำตัวประชาชนกับเอกสารแสดงตนอื่นๆ ไม่ใช่ของเล่น อย่าให้ยืม ลืม หล่น สูญหาย ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะไม่เช่นนั้นชื่อคุณอาจปรากฏเป็นผู้รับหรือคนส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์..!!

แฉพฤติการณ์ “สิบล้อมาเฟีย”ยิงขู่-พุ่งชน ไม่สน จนท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แฉพฤติการณ์ “สิบล้อมาเฟีย”ยิงขู่-พุ่งชน ไม่สน จนท.

17 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
ล่าความจริงพิกัดข่าว,สิบล้อมาเฟีย
เปิดอ่าน 1,737 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์

“มีการขัดขืนระหว่างเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบน้ำหนัก ทั้งจอดรถไว้แล้ววิ่งหนี หรือมีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ขับรถติดตามมาข่มขู่แย่งชิงรถไปจากเจ้าหน้าที่ ล่าสุดมีการยิงปืนขึ้นฟ้าข่มขู่ถึง 4 นัดที่หนองบัวลำภู และก่อนหน้านั้นมีการขว้างระเบิดปิงปองใส่ด่านตรวจที่สระบุรีด้วย”

นี่คือคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงเกี่ยวกับอันตรายที่ต้องเผชิญจากการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุก โดยเฉพาะรถสิบล้อที่บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดที่กฎหมายกำหนด อ่านเผินๆ นึกว่าเป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จริงๆ แล้วสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ ยิ่งเส้นทางไหนเป็นเส้นทางชุมนุมสิบล้อ ปัญหายิ่งวิกฤติ

พฤติการณ์ขัดขืน ตอบโต้ กลั่นแกล้ง และคุกคามเจ้าหน้าที่ ถึงขั้นขับรถสิบล้อไล่ชนก็ยังมี เป็นเหตุการณ์ร้ายที่เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว กรมทางหลวง ต้องประสบพบเจอแทบทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจตั้งด่านตรวจสอบน้ำหนัก ไม่ว่าจะช่วงกลางวันแสกๆ หรือยามค่ำคืนก็ตาม สะท้อนถึงความอุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายของแก๊งอิทธิพล

“ล่าความจริง” ขยายประเด็นตรวจสอบเรื่องนี้มาจากเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านหนองบัวลำภู โดยเฉพาะ อ.ศรีบุญเรือง ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหารถสิบล้อหลบด่านตรวจและด่านชั่งน้ำหนักที่มักไปดักบนถนนสายหลัก เลี่ยงมาใช้ถนนสายรองที่ชาวบ้านร้านตลาดใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นถนนที่ตัดผ่านชุมชน วัด โรงเรียน และย่านการค้า ทำให้เกิดอันตรายและถนนพังเสียหายใช้การไม่ได้

เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงหลายสิบชีวิตได้รับคำสั่งลับให้ลงพื้นที่ไปทำภารกิจปราบปรามแก๊งรถบรรทุกที่สร้างความเดือดร้อน พบรถบรรทุกหลบด่านวันละนับร้อยคัน แต่เส้นทางการทำงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะพวกเขาต้องเจอพฤติกรรมการข่มขู่คุกคามสารพัดรูปแบบจนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ซ้ำร้ายกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนยังเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดย่านนั้นอีกด้วย

แก๊งสิบล้อแก๊งนี้โดยมากรับบรรทุกหินจากโรงโม่หินในจังหวัดเลย หนองบัวลำภู และใกล้เคียง มีรถยนต์เครื่องแรงทำหน้าที่ “ม้าเร็ว” เหมือนหน่วยล่วงหน้า คอยขับสอดส่องดูตามทางหลวงสายต่างๆ ว่ามีด่านตั้งอยู่หรือไม่ เมื่อเจอด่านก็พาขับหลบเลี่ยงเข้าไปตามถนนสายรอง จนกลายเป็นปัญหาค้างคาใจชาวบ้าน

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปทำงานด้วยการใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วคอยดักทางแก๊งสิบล้อ ปรากฏว่าเมื่อสกัดจับรถที่กระทำผิดกฎหมายได้ ก็โดนแก๊งรถปิกอัพอีก 4-5 คันมาปิดล้อม จากนั้นก็มีการยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า เปิดทางให้รถบรรทุกพุ่งชนแท่งแบริเออร์แล้วหลบหนีไป

ปราบพล โล่ห์วีระ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ กรมทางหลวง เปิดใจกับ “ล่าความจริง” ต้นตอของปัญหานี้เกิดจากการที่กลุ่มรถบรรทุกพยายามขนวัสดุและสินค้าให้เกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้ 2 เท่าตัว เพื่อหวังฟันกำไรเพิ่ม โดยไม่แคร์ว่ารัฐต้องสิ้นเปลืองเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศมาซ่อมผิวถนนปีละหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่เจ้าของสินค้าหรือผู้ที่สั่งสินค้าก็ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม พยายามสั่งวัสดุและกดราคาให้ถูกที่สุด ทำให้ต้องมีการขนใส่รถบรรทุกแล้วบรรทุกน้ำหนักเกิน เพื่อลดต้นทุนจากการขนส่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทางหลวงเข้มงวดกับการบรรทุกน้ำหนักเกินมากขึ้น สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ถึงกว่า 12,000 ราย ทำให้สิงห์รถบรรทุกบางส่วนที่มีพฤติกรรมละเมิดกฎหมายและมีอิทธิพลหนุนหลัง ล้างแค้นด้วยการข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่ในหลายรูปแบบ ทำให้หน่วยต้นสังกัดต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกในค่ายทหารเพื่อรับมือกับภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“เวลาเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจะลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องสนธิกำลังหลายสิบคนและต้องส่งไปเรียนศิลปะป้องกันตัวกับหน่วยงานของทหารกันเลย” ปราบพล กล่าว

สำหรับแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้าที่จังหวัดหนองบัวลำภูดำเนินการแล้ว นำร่องเป็น “หนองบัวลำภูโมเดล” ก็คือประสานท้องถิ่นทุกแห่งร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมาย สนธิกำลังทุกหน่วยทุกฝ่ายให้ช่วยกันกวาดล้างจับกุม ส่วนในระยะกลางคือการสร้างด่านตรวจน้ำหนักถาวรในพื้นที่ และระยะยาวคือแก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ เอาผิดถึงบริษัทที่รับจ้างสิบล้อมาขนวัสดุ

ทุกมาตรการล้วนดีและไม่มีใครค้าน แต่ต้องไม่ลืมดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการเจ้าหน้าที่ทางหลวงน้ำดีทุกคนด้วย!

ตู้พนัน-ตู้สล็อตทำลายอนาคตเด็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตู้พนัน-ตู้สล็อตทำลายอนาคตเด็ก

17 กรกฎาคม 2562 – 12:05 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตู้พนัน,ตู้สล็อต
เปิดอ่าน 1,148 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับการร้องเรียนจากพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กนักเรียนจากร้อยเอ็ดว่าเวลานี้เกือบทุกหมู่บ้านมี ‘ตู้การพนัน-ตู้สล็อต’ ซึ่งเป็นต้นน้ำของความเลวร้ายต่างๆ ตามมาเป็นลูกโซ่

ตู้พนันเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เจ้าของซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลมีเงินและเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับตำรวจและผู้นำชุมชน ซึ่งจะต้องถอนรากถอนโคนโดยด่วน

ปล่อยไว้จะเป็นตัวการทำลายเด็กนักเรียนและเยาวชนไทยให้หมดอนาคต

ที่บอกว่า ‘ตู้พนัน’ สารพัดรูปแบบเหล่านี้จะล่อใจให้เด็กหนีโรงเรียนมาเล่นและมีการพนัน โดยเด็กๆ เอาเงินค่าข้าวค่าขนมที่พ่อแม่ให้มาโรงเรียนมาเล่น

พอเงินหมดก็ต้องขโมยมาเล่น แล้วพอมั่วสุมกันหนักเข้าก็ลามปามไปถึงยาเสพติด ต่อด้วยการตั้งแก๊งก่ออาชญากรรม

อย่าถามว่าแล้วตำรวจไม่จับกุมจัดการตามกฎหมาย เพราะใครๆ ก็รู้ว่า ‘เงิน’ เก็บส่วยตู้สล็อต-ตู้พนัน เป็นรายได้หลัก ส่วน ‘เงินเดือน’ เป็นรายได้เสริม !

นี่คือประเทศไทยที่สังคมกำลังดิ่งนรกและอนาคตมืดมนหากไม่จัดระเบียบและทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์นับแต่บัดนี้

อ๊อด เทอร์โบ


 ข้อแนะนำทำ ‘สมาธิ’
ขอเป็นสื่อกลางการแนะนำวิธีการฝึกสมาธิจาก ‘พญ.อรภา เข็มทอง’ จิตแพทย์ รถ.จิตเวชนครราชสีมา ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก

ขอขอบคุณ ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผอ.รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ที่ให้ข้อเท็จจริงว่า

สภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ล้วนก่อความเครียดให้ประชาชนได้ง่าย การคลายเครียดมีหลายวิธีที่ได้ผล เช่น การออกกำลังกาย แต่ประชาชนบางคนอาจไม่สะดวก หรือมีข้อจำกัดต่างๆ รพ.จิตเวชนคราชสีมาฯ

จึงมีข้อแนะนำให้ใช้วิธีการฝึกทำสมาธิ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด มีรูปแบบที่ง่าย สามารถปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด สามารถทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่มีข้อจำกัดด้านอายุ ผู้ที่กำลังนอนป่วยก็ทำได้

หลักสำคัญของการทำสมาธิคือการเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว คือการนับลมหายใจของตัวเองเป็นหลัก และยุติการคิดเรื่องอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบ ปลอดความคิดฟุ้งซ่าน ความกังวล เศร้า โกรธ ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียด


 ‘สมาธิ’ คลายเครียด
 ฝึกเป็นประจำป้องกันโรค

วิธีการฝึกสมาธิโดยการนับลมหายใจมีเพียง 3 ขั้นง่ายๆ ดังนี้

ขั้นที่ 1 ให้นั่งหรือนอนแล้วหลับตาเพื่อตัดสิ่งรบกวนทั้งหมดและหายใจเข้า-ออกช้าๆ จากนั้นให้เริ่มนับลมหายใจเข้า-ออก คือลมหายใจเข้านับ 1 หายใจออกก็นับ 1, หายใจเข้านับ 2 หายใจออกก็นับ 2 นับไปเรื่อยๆ ลักษณะเดียวกันจนถึง 5 แล้วให้เริ่มนับ 1 ใหม่ นับไปจนถึง 6 แล้วกลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่จนถึง 7 และเพิ่มจำนวนเป็น 8, 9, 10 เมื่อครบ 10 ถือเป็น 1 รอบแล้วจึงเริ่มนับ 1 ใหม่ไปจนถึง 10 และทำซ้ำๆ กันจนใจสงบและนิ่งขึ้น โดยผู้ที่เริ่มฝึกครั้งแรกอาจจะนับเลขผิดพลาดได้ เนื่องจากอาจยังไม่มีสมาธิพอหรืออาจจะมีความคิดอื่นๆ ผุดขึ้นมาระหว่างนับลมหายใจ ไม่ต้องกังวลใจ ขอให้พยายามตั้งสติใหม่ ประการสำคัญเมื่อมีความคิดแทรกขึ้นมาขอให้รับรู้และปล่อยไป ไม่เก็บมาคิดต่อสมาธิจะดีขึ้น

ขั้นที่ 2 เมื่อใจสงบมากขึ้นแล้วให้เริ่มนับลมหายใจเข้า-ออกเร็วขึ้นไปอีก และต่อเนื่องกันคือหายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 ไปจนถึง 10 และขั้นที่ 3 หากนับลมหายใจเข้า-ออกได้เร็ว และไม่ผิดพลาดแสดงว่าจิตใจสงบมากแล้ว คราวนี้ให้ใช้สติมารับรู้รับลมหายใจเข้า-ออกเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องนับเลขและไม่คิดเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นมีแต่เรื่องสงบเท่านั้น

หากเราฝึกสมาธิเป็นประจำโดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น หรือก่อนนอนจะทำให้จิตใจเราสงบ เบิกบานอารมณ์เย็น สมองแจ่มใส หายเครียด จนตัวเองและคนใกล้ชิดรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

การฝึกสมาธินี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก มีงานวิจัยยืนยันตรงกันว่ามีผลดีต่อร่างกายและจิตใจช่วยทำให้จิตสงบ โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินส์ หรือสารแห่งความสุขออกมาช่วยให้ระบบประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบ การทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพดีขึ้น

สามารถป้องกันการเกิดโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดได้อย่างน้อย 6 โรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ


 เครื่องหมายจราจรที่ชัดเจน
 ช่วยลดอุบัติเหตุ

ผมเป็นคนขับรับจ้างอยู่อ่างทอง และขอแจ้งผ่านคุณอ๊อดสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องเส้นแบ่งเลนบนถนนปัจจุบันนี้ทำไมไม่สะท้อนแสงในเวลากลางคืน เครื่องหมายจราจรตามถนนที่สะท้อนแสงสำหรับเตือนผู้ใช้เส้นทางก็หายาก

ผมขอฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรื่องนี้ไปพิจารณาสักนิดนะครับ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะถนนสายเอเชียและถนนที่แยกออกไปเข้าตัวจังหวัดและอำเภอต่างๆ มีปัญหามากๆ ยิ่งเวลานี้เข้าหน้าฝนขับรถไม่เห็นเส้นแบ่งถนนหรือแบ่งเลนเลยครับ ไม่เฉพาะตัวผมแต่รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย

ผมไม่รู้ว่าถนนเส้นไหนอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท หรือหน่วยงานอื่นๆ แต่ขอให้ช่วยกันปรับปรุงเส้นแบ่งเลน โดยเฉพาะให้มีเส้นสะท้อนแสงในตอนกลางคืน

โปรดเห็นใจและช่วยเหลือประชาชนผู้ต้องขับรถเวลากลางคืนด้วยเถิดครับ
ช้าง (อ่างทอง)


ตอบ คุณ ‘ช้าง’ อ่างทอง
จดหมายของคุณเข้าใจง่ายๆ และตรงไปตรงมาดี เพราะเวลานี้มีการแบ่งความรับผิดชอบในการซ่อมสร้างถนนจนประชาชนเข้าใจผิดและไม่รู้ว่าจะร้องเรียนไปที่ไหน แต่สรุปประมาณว่าให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือปรับปรุงแก้ไขด้วย

ท่านที่ขับรถไปต่างจังหวัดหรือแม้กระทั่งในเขต กทม. ย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของเส้นแบ่งเลนถนนได้ดีเพราะคนขับรถจะได้รักษาเส้นทางของตนและเรื่องเส้นสะท้อนแสงยิ่งต้องให้มีสภาพดีเวลากลางคืนจะได้เห็นชัดเจน

ขณะนี้เข้าสู่หน้าฝน เวลาฝนตกหนักทัศนวิสัยไม่ดีก็ได้อาศัยเส้นสะท้อนแสงนี่แหละเป็นหลักในการขับรถ และทางที่ดีหากมีปัญหาเรื่องการมองเห็นขอแนะนำให้เข้าปั๊มน้ำมันพักก่อนดีกว่าปลอดภัยกว่า

ด้วยความปรารถนาดีและขอให้ทุกท่านเดินทางโดยปลอดภัยทุกประการ อย่าเมาแล้วขับ เวลาง่วงหรือเพลีย ต้องหยุดพัก อย่าขับรถเร็วเกินอัตรากฎหมายกำหนด !!!
อ๊อด เทอร์โบ
