ความรับผิดชอบพึงบังเกิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความรับผิดชอบพึงบังเกิด

17 กรกฎาคม 2562 – 12:05 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,จี้จุดตายคลายจุดเป็น
เปิดอ่าน 1,223 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

“ครม.ลุงตุ่ 2” เริ่มทำงานตามกติกาแล้ว !

ห้าปีเศษกับการบริหารราชการแผ่นดินในยุค คสช.ปิดฉากไปแล้ว และวันนี้รัฐบาลที่มาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งได้มาทำหน้าที่แทน…

ช่วงหนึ่งของการแถลงปิดฉากนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เมื่อเย็นวันจันทร์นั้น น่าพินิจว่าลุงตู่ได้บอกสังคมให้ทราบทั่วกันแล้วว่า จากนี้ไปเมืองไทยจะไปอีกขั้นหนึ่ง “บัดนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากความเห็นชอบของรัฐสภา สิทธิเสรีภาพต่างๆ ได้รับหลักประกันคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญตามแบบอย่างนานาอารยประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขตามกฎเกณฑ์ปกติโดยไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ อีกต่อไป…”

ดังนั้นดีๆ ชั่วๆ ในวันวานคือบทเรียนของวันนี้และวันหน้าว่า “สิ่งใดควร สิ่งใดมิควร”

สามสิบห้าชีวิตเสนาบดีที่ต้องช่วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขับเคลื่อนเรือเหล็กออกจากปากอ่าวเพื่อเผชิญมรสุมและเกลียวคลื่นที่รออยู่เบื้องหน้า

ภารกิจนี้ต้องสอดรับกับการทำหน้าที่ ส.ส.สิบเก้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องยืนบนหลักการทำงานที่ถูกต้องเพราะเงินเดือนของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมาจากภาษีประชาชนต้องทำให้คุ้มค่า

ดังนั้นการร่วมแรงร่วมใจคือสิ่งสำคัญสุด ความหมางใจในการชิงเก้าอี้ควรยุติลง แล้วปักหมุดเดินหน้าลุยทันทีเพราะเวลาไม่คอยท่าแล้ว

ภารกิจรับผิดชอบกับการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนคือการบ้านที่ ครม.ชุดนี้ต้องทำทันที หลายนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงแล้วนำมาปรับให้เป็นเนื้อหาเดียวกันที่ต้องแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นไปนั้น คือคำมั่นของครม.ลุงตู่ 2 ที่มิอาจละเลยได้แม้แต่ข้อเดียว

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและไร้มาตรา 44 อาจจะไม่สะดวกในการทำงานนัก แต่ลุงตู่ต้องรับสภาพพร้อมทั้งเตรียมตัวที่จะถูกขั้วตรงข้ามทั้งในและนอกสภาจัดหนักในทุกชั่วขณะ

ล่าสุดในโลกออนไลน์ ติดตามมิวสิกวิดีโอ “เอาไงดีครับพี่ตู่” ของวงคาราบาวกันพอควร มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ที่ปล่อยออกมานั้น เนื้อหาของเพลงสะท้อนปัญหาอันเกิดมาจากภาครัฐที่ไม่ยอมยกเลิกการใช้สารพิษอันตราย “แอ๊ด คาราบาว” ตั้งคำถามตรงๆ ต่อผู้นำประเทศที่เปรียบเสมือนพี่ชายของตนให้หันมาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อยุติการเทสารพิษลงบนผืนแผ่นดินไทย หยุดอันตรายจากการปนเปื้อน

ตรงนี้คือส่วนหนึ่งของภาคสังคมที่ตั้งคำถามต่อ ครม.ลุงตู่ 2 ว่าจะแก้ไขอย่างไร? และขั้วตรงข้ามจะงัดทุกมุมที่สามารถทำได้ออกมา แม้บางเรื่องจะไม่ใช่เรื่องก็ตาม แต่อย่าลืมว่ามันคือเทคนิคของคนการเมืองที่จะตอดเล็กตอดน้อยให้หงุดหงิดใจ นัยว่าเพื่อยั่วอารมณ์ให้ฟิวส์ขาด

แว่วมาจากเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าการแถลงนโยบายรัฐบาล จะมีการชำแหละหลากวาระ แม้บางวาระจะคล้ายว่าไม่เกี่ยวกัน แต่อย่าลืมว่ามันคือแท็กติกในการเก็บแต้มของฝ้ายค้านที่จะนำสิ่งละอันพันละน้อยมารวบรวมไว้แล้วรอทุบ !

เพราะเจ็ดพรรคฝ่ายค้านจะผลัดกันออกมาเปิดประเด็นต่างๆ ให้สังคมรับรู้และเตรียมถามกลับว่า มันจริงดั่งคำที่พวกเขาว่าไว้หรือ ?

งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นักที่ลุงตู่จะรับมือได้ดั่งที่ผ่านมา เพราะขั้วตรงข้ามรู้ว่าลุงตู่ฉุนง่าย…ดังนั้นสตาฟฟ์หลังบ้านลุงตู่อย่าตกหลุมที่ขั้วตรงข้ามขุดดักรอไว้ และเสนาบดีรวมทั้งองครักษ์ก็ต้องแสดงบทให้ดีอย่ามั่วจนเกินงาม

ขอย้ำอีกครั้งว่าความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นของทุกฝ่าย สิ่งใดดีควรส่งเสริมกันและกัน สิ่งใดไม่ดีควรแนะนำเพื่อหาทางแก้ไข

การเมืองคือความรับผิดชอบร่วมกันของคนการเมือง เกมการเมืองก็ต้องอยู่ในกติกา

ดังนั้นความรับผิดชอบพึงบังเกิดกับทุกฝ่ายแล้ว…ขอให้โชคดีกับทุกชีวิตเพราะเกมการเมืองเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว !

ใครอุ้ม “ปวิน” หายตัวไปไม่ร่ำลา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครอุ้ม “ปวิน” หายตัวไปไม่ร่ำลา

17 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
ปวิน,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,แดงลี้ภัย,ผู้หนีคดี 112,คดี 112,มาตรา 112,ผู้ต้องหาคดีมาตรา,จอม เพชรประดับ,วัฒน์ วรรลยางกูร,แยม ไฟเย็น,ลี้ภัยต่างแดน
เปิดอ่าน 20,059 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 17 ก.ค.62

*****************

ข่าวสารจากกลุ่มผู้ลี้ภัย ผู้หนีคดี 112 ในต่างแดน หนีไม่พ้นเรื่องถูกขู่ฆ่า ถูกไล่ล่า ซึ่งข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลของฝ่ายผู้ลี้ภัย ก็มิอาจยืนยันได้ว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวลวง

ล่าสุด “วัฒน์ วรรลยางกูร” ผู้ลี้ภัยคดี 112 ที่เพิ่งเดินทางออกจากลาวไปถึงนครปารีส ได้เปิดเผยถึงชีวิตผู้ลี้ภัยในลาวเป็นครั้งแรกผ่านเฟซบุ๊กและช่องยูทูบของ จอม เพชรประดับ

ปวิน” หายไปไหน?

ระหว่างที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช พรรคอนาคตใหม่ เดินสายไปแถวยุโรปและข้ามฝั่งไปสหรัฐอเมริกา 

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

บรรดาขาเชียร์ขาแช่งเฝ้าเกาะติดหน้าเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun เพราะอยากจะได้อ่านคำวิจารณ์แสบๆ คันๆ จาก “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ต่อกรณีของ “ธนาธรช่อ” ทัวร์ต่างแดนเที่ยวนี้ จู่ๆ เหล่าสาวกก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อ “ปวิน” หายไปจากหน้าเฟซตั้งแต่วันที่ กรกฎาคม 2562

มีสื่อบางสำนักเสนอข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัด

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เนื่องจากภาพ “คนหาย” ในสายน้ำโขงยังตามหลอนผู้ลี้ภัยอยู่

จอม”แจ้งเบาะแส

เมื่อ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “จอม เพชรประดับ” สื่ออิสระในสหรัฐ ได้แจ้งเบาะแสของปวินผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ว่า หลังจากพยายามติดต่อ สืบหาข้อมูล ถึงการเงียบหายไปของ อ.ปวิน ทั้งคนใกล้ชิด สนิทสนมทั้งในและต่างประเทศ อยู่หลายคน ทุกคน ทุกแหล่ง ต่างก็อ้างข้อมูลของ Andrew MacGregor Marshall ที่บอกว่า อ.ปวิน สบายดี เพียงแต่อยากจะดึงตัวเองจากโลกโซเชียลไปสักพักเท่านั้นเอง (แหล่งข่าวจากขอบเตียงแอบกระซิบมาว่า ก็คงไม่พ้นเรื่องผู้ชง ผู้ชายนั่นแหละค้าที่เป็นเหตุหลัก)

จอม เพชรประดับ

ตอนท้าย “จอม” ยังยืนยันว่า “การเงียบหายไปครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการมาทัวร์ต่างประเทศของหัวหน้าพรรคสีส้มนะครับ เพราะ อ.ปวิน ไม่กินน้ำส้มมานานแล้ว”

จอมเชื่อว่าปวินเยียวยาหัวใจตัวเองเรียบร้อยและพร้อมเมื่อไหร่ก็คงจะมาพบกับแฟนๆ

ไฟเย็น”รอแต่ไร้หวัง

สำหรับกลุ่มวงดนตรีไฟเย็นที่ยังรอความหวังเรื่องการลี้ภัยอยู่ในลาว ยิ่งเนิ่นนานวันไป ยิ่งเหว่ว้าวังเวง “แยม ไฟเย็น” เสมือนโฆษกกลุ่มไฟเย็น ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ถ้าหากว่ากระบวนการช่วยเหลือไปประเทศที่สามนั้นล่าช้า หรือสุดท้ายมองในแง่ร้ายสุดคืออาจจะไม่ประสบผลสำเร็จอะไรแบบนี้ แยมควรต้องดำเนินแนวทางอย่างไรต่อไป..”

แยม ไฟเย็น

ที่เธอต้องออกตัวไว้ก่อนเพราะสัญญาณการช่วยเหลือจากต่างประเทศนั้นดูเลื่อนลอย แถมยังมีคนแอบส่งข้อความขู่ฆ่ามาเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันทางการลาวได้ออกมาตรการเด็ดขาดห้ามผู้หลบภัยทุกกลุ่มจัดรายการวิทยุใต้ดินหรือวิเคราะห์การเมืองบนยูทูบ ซึ่งกลุ่มไฟเย็นต้องหากิจกรรมอย่างอื่นทำ เช่นการทำเพลงใหม่ๆ ออกมาเผยแพร่

จอม เพชรประดับ ก็ได้แสดงความเห็นต่อกรณีกลุ่มไฟเย็นว่า ที่ประชุมกลุ่ม Red USA รับทราบด้วยความเห็นใจ และเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง และเฝ้ารอผลกระบวนการการช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากลาวได้อย่างปลอดภัย

 สำหรับบริบทของการเมืองและสังคมอเมริกาในยุคนี้ การช่วยเหลือเบื้องต้นจึงทำได้เพียงระดมเงินช่วยเหลือไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังน้องๆ ที่ลาวเรียบร้อยแล้วครับ” 

อธิบายความตามนี้ หมายถึงว่าประธานาธิบดีทรัมป์ พรรครีพับรีกัน ไม่ได้ชูประชาธิปไตยและสิทธิมนษยชนเหมือนพรรคเดโมแครต

ระหว่างรอการลี้ภัย วงไฟเย็นทำเพลงชุดใหม่

แม้แต่ จรรยา ยิ้มประเสริฐ หัวเรี่ยวหัวแรงในยุโรปก็ออกอาการถอดใจ ฉะนั้นโอกาสที่กลุ่มไฟเย็นจะต้องอยู่ในลาวตลอดไป มีความไปได้สูง

จะว่าไปแล้วการที่ผู้หลบภัยในลาวเปิดปฏิบัติการข่าวสารข้ามโขงนั่นแหละ ที่นำมาสู่ความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ต้องมาทำเรื่องลี้ภัยกันวุ่นวาย

การประเมินกำลังตนเองสูงเกินจริง จึงทำให้ “โกตี๋” สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ต้องพานพบความปราชัยในที่สุด

“อนุดิษฐ์”กับการเข็นฝันพท.ยุคใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนุดิษฐ์”กับการเข็นฝันพท.ยุคใหม่

17 กรกฎาคม 2562 – 10:10 น.
นตฐิติ นาครทรรพ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,927 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

ตำแหน่งเลขาธิการพรรคในบริบทของการเมืองไทยนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหัวหน้าพรรคเลยเพราะบางครั้งในหน้าประวัติศาสตร์จะพบว่าพ่อบ้านพรรคมีบทบาทสูงยิ่งกับความเป็นความตายของพรรคการเมืองนั้นๆ ด้วยซ้ำไป

“น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวกับเครือเนชั่นหลังรับหน้าที่เลขาธิการพรรคคนใหม่ในการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางหลากข้อกังขาว่าการปรับโครงสร้างพรรคคราวนี้มาจากใครบางคนที่ต้องการขจัดบางขั้วในพรรคออกจากเส้นทางการบริหารพรรค…

ชายผู้นี้คือบุตรของ น.ต.ฐิติ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคสามัคคีธรรมที่โด่งดังในอดีต ผ่านมา 28 ปี สองชีวิตนี้ยืนบนตำแหน่งพ่อบ้านพรรคอย่างไม่น่าเชื่อ แม้บริบททางการเมืองในยุคบิดาจะแตกต่างกับยุคของบุตรอย่างสิ้นเชิง แต่เป้าหมายหลักของเลขาธิการพรรคนั้นย่อมหนีไม่พ้นการช่วยหัวหน้าพรรคนำต้นสังกัดไปให้ถึงฝั่ง

พ่อบ้านพรรคเพื่อไทยคนใหม่กล่าวว่า “ตอนนี้พรรคมีกรรมการบริหารพรรคที่จะมาทำหน้าที่หลายด้านจากคนหลายรุ่น และยังมีสองคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของกรรมการบริหารพรรคในภาพรวมคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธาน มีหน้าที่เสนอยุทธศาสตร์พรรคด้านต่างๆ เพื่อให้พรรคนำไปขับเคลื่อนในรัฐสภา และสะท้อนปัญหาต่างๆ ของประชาชนให้ฝ่ายบริหารรับทราบ เพื่อวางแนวทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป

คณะกรรมการที่ปรึกษาพรรค ที่มี นายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธาน โดยรวบรวมผู้อาวุโสของพรรคที่มีประสบการณ์ทางการเมืองในรัฐสภาและรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเพื่อให้คำแนะนำด้านต่างๆ ต่อพรรค และกรรมการยุทธศาสตร์พรรคให้เกิดความรอบคอบ รัดกุม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

 0 มีกระแสข่าวว่าการปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้มีการงัดข้อกัน
“ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้ง ทุกคนทำงานร่วมกันด้วยดี แต่การทำงานย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่สรุปอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะทุกคนย่อมหวังดีและอยากให้พรรคเดินหน้า”

    0 เป้าหมายการปรับโครงสร้างพรรคคืออะไร
“ทำให้เดินหน้าพรรคได้ราบรื่นและสอดคล้องกับบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป บุคลากรของพรรคยังอยู่ครบ แต่ปรับปรุงการทำงานให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกในพรรคในแต่ละรุ่นมากขึ้น เชื่อว่าการปรับปรุงครั้งนี้จะตอบโจทย์ประชาชน และสมาชิกพรรคสามารถมีส่วนร่วมกับการบริหารพรรคได้มากขึ้น หากทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ เชื่อว่าประชาชนจะเห็นผลงานและคะแนนนิยมจะกลับมา ผู้สมัครของพรรคในระดับต่างๆ ก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น”

 0 ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าการปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้มาจากผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่พรรคอนาคตใหม่เอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ โดยเฉพาะการเก็บแต้มจากคนรุ่นใหม่
“ขอเรียนว่าพรรคเพื่อไทยมีคนหลายรุ่นร่วมทำงาน เรามีผู้อาวุโสหลายคนเป็นอดีตรัฐมนตรี และหลายคนเป็น ส.ส.หลายสมัย มีชั่วโมงบินทางการเมืองสูง เรามีผู้บริหารระดับกลางที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพที่ทำงานมากับหลายองค์กรชั้นนำ มีคนรุ่นใหม่ที่เติบโตกับโลกในปัจจุบันและเข้าใจกระแสในวันนี้และจะเชื่อมโยงพรรคเข้ากับสังคมวันนี้ได้ ดังนั้นการขับเคลื่อนพรรควันนี้จะผสมผสานคนทั้งสามรุ่นในพรรคเข้าด้วยกัน

ผลเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาปรับปรุงพรรคเพื่อพร้อมรับมือกับ 3 ความท้าทายคือ ความท้าทายทางการเมือง ที่พรรคและผู้สนับสนุนต้องอยู่กับกติกาของประเทศ ที่หลายคนบอกว่าเขียนไว้แบบไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นกลไกที่บิดเบี้ยว ส่งผลลบกับหลายฝ่าย

ความท้าทายทางเศรษฐกิจ ที่วันนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมากว่า 5 ปี และมีท่าทีที่จะเจอปัญหานี้ต่อไป คำว่ารวยกระจุก จนกระจายยังมีอยู่ทุกพื้นที่ มันสะท้อนความล้มเหลวของการทำงานใน 5 ปีเศษที่ผ่านมา และปีนี้ความเดือดร้อนนี้ยังอยู่ และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ความท้าทายของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบไอทีและกระแสโลกที่ทุกประเทศต้องเจอและรับมือให้ทัน พรรคนำคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความท้าทายนี้มาทำงานและบูรณาการให้สอดรับกันเพื่อไม่ให้ตกยุค”

0 หากกติกาบิดเบี้ยวดั่งที่ระบุ การแก้รัฐธรรมนูญนั้น รมว.มหาดไทยบอกว่า ต้องทำประชามติก่อน
“การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ควรสอบถามประชาชน และต้องดำเนินการหากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย เพื่อกำจัดกติกาที่บิดเบี้ยว และคืนความเป็นธรรมให้แก่สังคม เพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองที่แท้จริง และทำให้เกิดความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายยอมรับ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจำเป็นที่จะดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองหมดไป”

0 ครม.ชุดใหม่เกิดขึ้นแล้วและจะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลในไม่กี่วันนี้ ประเมินรัฐบาลใหม่ไว้อย่างไร
“ประชาชนรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 5 ปีเศษ และยังมีความเดือดร้อนหลายเรื่อง วันนี้มี ครม.ใหม่แล้ว หวังว่าจะยึดการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อว่าหาก ครม.ยึดหลักการนี้ก็จะมีความสามารถแก้ไขปัญหาและนำความสุขกลับมาให้สังคมได้ แต่อดกังวลไม่ได้ว่ารัฐบาลนี้มีพรรคร่วมมากถึง 19 พรรค และยังมีเสียงปริ่มน้ำอีกด้วย ปัญหาก็คือจะทำงานร่วมกันได้อย่างไรโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เพราะแต่ละพรรคต่างมีนโยบายของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ

เชื่อว่าความสำเร็จของรัฐบาลจะเกิดได้ต้องมาจากนายกรัฐมนตรีที่สามารถนำพา ครม.ทั้งชุด ทำงานขับเคลื่อนนโยบายให้เดินไปในแนวทางเดียวกัน หากรัฐมนตรีแต่ละคน แต่ละพรรค ต่างมีเงื่อนไขของตัวเอง หรือทำงานแบบตัวใครตัวมัน ก็น่าห่วงว่าการทำงานแต่ละกระทรวงจะขาดการบูรณาการ และทำให้การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว”

   0 กระแสข่าวว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจองกฐินครม.ชุดใหม่ไว้แล้ว
“การแถลงนโยบายรัฐบาลในเร็วๆ นี้คือจุดเริ่มต้นการบริหารราชการแผ่นดิน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐมนตรีทุกคนที่ได้รับมอบหมายมาทำงานข้างต้น ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน อย่าลืมว่า ครม.ชุดนี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมหลายเรื่อง โดยเฉพาะคุณสมบัติของรัฐมนตรี ที่มา ประวัติในอดีต รวมทั้งความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกับความเชื่อมั่นหลายด้าน ฝ่ายค้านต้องสอบถามเพื่อขจัดข้อข้องใจของประชาชน เพราะ ครม.ทุกท่านต้องทำหน้าที่แทนคนไทยทุกคน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาก็มีโอกาสชี้แจงต่อรัฐสภาด้วยเช่นกัน”

 0 พรรคเพื่อไทยจะใช้ศูนย์ปราบโกงติดตาม ครม.ชุดนี้อย่างไร และมองว่ารัฐบาลนี้อายุยืนแค่ไหน
“อายุของรัฐบาลอยู่ที่ผลงานหากตอบโจทย์แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ สังคมจะยอมรับ แต่หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ตรงนี้จะชี้ว่าอายุรัฐบาลยืนแค่ไหน ส่วนการตรวจสอบการทุจริตของพรรคนั้นยังมีทีมติดตามอยู่ เวลานี้เรามี ส.ส. เรามีสภาแล้ว ผลงานของทีมนี้จะส่งให้ ส.ส.ของพรรคนำไปใช้ในสภาผู้แทนฯเพื่อให้การทำงานของฝ่ายค้านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ประชาธิปไตยคืนสู่ท้องถิ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379879?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปไตยคืนสู่ท้องถิ่น

17 กรกฎาคม 2562 – 07:18 น.
ประชาธิปไตยคืนสู่ท้องถิ่น,ประชาธิปไตย,ท้องถิ่น,เลือกตั้งระดับท้องถิ่น,สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร,สมาชิกสภาเขต
เปิดอ่าน 1,481 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562

ตามคาดการณ์ที่ว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ตั้งแต่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สมาชิกสภาเขต(ส.ข.) สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) จะมีขึ้นหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมปีนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นคืนอำนาจการปกครองตนเองให้แก่ท้องถิ่นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ทั่วประเทศ ก็ถูกคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และออกคำสั่งคืนตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ว่างเว้นการเลือกตั้งมานานหลายปี

กล่าวสำหรับ กทม. มีกระแสข่าวว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐกำลังทาบทามบุคคลผู้มีผลงานด้านการบริหารจัดการเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตยฺ์ ซึ่งต่างก็หวังจะให้มีตัวแทนของพรรคเข้ามาบริหารมหานครซึ่งนอกจากจะเป็นหัวใจของการพัฒนาในแทบทุกด้านแล้ว การกุมอำนาจบริหาร กทม. ยังหมายถึงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การบริหารงาน กทม.ในโครงสร้างปัจจุบันมีความสลับซับซ้อน ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ อย่างเช่น ปัญหาจราจรติดขัด ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งกลายเป็นเรื่องซ้ำซากจำเจของคนเมือง กรณีระบายน้ำไม่ทัน เพราะไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ดับเครื่องสูบใช้การไม่ได้ หรือวิกฤติจราจรเพราะการก่อสร้างรถไฟฟ้าในความดูแลของกระทรวงคมนาคม เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องยึดโยงกับรัฐบาลและการเลือกตั้ง

สำหรับระดับท้องถิ่น ทั้ง อบจ. อบต. ในความเป็นจริงแล้ว ที่ผ่านมา จะเรียกว่าการบริหารงานเดินไปได้ด้วยระบบราชการก็คงไม่ผิด สภาพเช่นนี้ ทำให้ขาดการจัดการจากฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้ภารกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุข อย่างเข้าถึงประชาชนขาดหายไปเป็นเวลานาน นโยบายเกี่ยวกับท้องถิ่นหลายด้านขับเคลื่อนด้วยข้าราชการประจำที่ขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน งบประมาณจำนวนมหาศาลที่จัดสรรจากส่วนกลางลงไป ไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างงานหรืออาชีพใหม่ๆ กลายเป็นมหกรรมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขณะที่รัฐบาลซึ่งก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ก็ขาดการตรวจสอบว่า “รัฐราชการ” นั้น ทำให้การบริหารงานในส่วนท้องถิ่นง่อยเปลี้ยเสียขาไปอย่างไร เหมือนพาประเทศกลับไปสู่ยุค “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” ใช่หรือไม่

ปลายปีนี้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า มีสัญญาณที่ประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่ท้องถิ่่น การบริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นจะได้สนองตอบความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่นที่ หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากหน้าที่เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ แต่เมื่ออำนาจนี้สิ้นสุดลงพร้อมคสช. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็น่าคิดว่า องค์กรท้องถิ่นจะหวนกลับไปสู่วังวนเดิมๆ หรือไม่ ในทางหนึ่งนั้นก็ต้องอาศัยภาคประชาชน สื่อมวลชน องค์กรอิสระ ร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยในระดับฐานรากเดินหน้าต่อไปได้ และผู้บริหารได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่อิงแอบกับการเมืองมากเกินไปจนกลายเป็นระบบอุปถัมภ์เหมือนที่ผ่านมา

“สิงห์โตทอง” ชักธงอนาคตใหม่ ล้ม “บ้านใหญ่แสนสุข”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สิงห์โตทอง” ชักธงอนาคตใหม่ ล้ม “บ้านใหญ่แสนสุข”

16 กรกฎาคม 2562 – 11:40 น.
ชลบุุรี,นายกฯ อบจ,เลือกตั้งท้องถิ่น,เรารักชลบุรี,นายก อบจชลบุรี,สติล คุณปลื้ม,จิรวุฒิ สิงห์โตทอง,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,บ้านใหญ่แสนสุข
เปิดอ่าน 49,821 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 16 ก.ค.2562

*******************

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เมืองชลบุรี ดูท่าทางจะดุเดือดเลือดพล่านกว่าครั้งใด เมื่อตระกูล “สิงห์โตทอง” สวมเสื้อ “อนาคตใหม่”  ประกาศขอล้มแชมป์เก่า เรารักชลบุรี”

หากวันใดวันหนึ่งมีการเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี เชื่อว่าคนเมืองชลก็อยากรู้เหมือนกันว่า สิ้นกำนันเป๊าะ กลุ่มเรารักชลบุรี ยังจะเหนียวแน่นกันอยู่หรือไม่?

นายกเป้า”ลาเพื่อไทย

แฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ได้เล่นเกมแจกเสื้อพรรคอนาคตใหม่ โดยกติกาง่ายๆ คนชลบุรี​ช่วยกันแสดงความคิดเห็น​ คำถามคือ​ “อยากให้จังหวัดชลบุรี ​มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้าง”

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรี

นี่คือการเปิดตัวของ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง” ที่เตรียมตัวลงสมัครชิงตำแหน่ง “นายก อบจ.ชลบุรี”

“ผมว่าชลบุรี​ควรล้มล้างระบอบศักดินา​ ลด​ ละ​ เลิก​ การผูกขาดทุนนิยมภายในจังหวัดครับ​” สัญญาณแรกที่ “นายกเป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ส่งตรงถึงบ้านใหญ่แสนสุข

เมื่อ 2 กรกฎาคม 2562 “นายกเป้า” ได้แถลงการณ์ส่วนตัวผ่านแฟนเพจตัวเองว่า “ผมได้ย้ายพรรคมาอยู่พรรคอนาคตใหม่อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ”

ตอนท้ายนายกเป้า อดีต ส.ส.ชลบุรี ได้ขอบคุณพรรคเพื่อไทย ที่ให้โอกาสได้ทำงานทางการเมือง “เราเปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมกันทำงาน หลังจากนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพราะเรามีอุดมการณ์การทางการเมืองเหมือนกันเช่นเดิม”

สถานการณ์การเมืองชลบุรีในนาทีนี้ยังฝุ่นตลบ แม้ว่าอนาคตใหม่มีความนิ่งในระดับหนึ่ง

ปักธงอนาคตใหม่

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ลูกชาย “เฮียซุ้ย” ดรงค์ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรีหลายสมัย ฐานเสียงของตระกูลสิงห์โตทอง คือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ปาล์ม และยางพารา

เฮียซุ้ย ดำรงแหน่งนายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรีมายาวนาน ก่อนจะส่งต่อให้ลูกชาย-จิรวุฒิ คนแถวบ้านบึงจึงเรียกทายาทเฮียซุ้ยว่า “นายกเป้า”

ลาเพื่อไทยสู่อนาคตใหม่

เมื่อการเลืือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขตเลือกตั้งที่ 4 (บ้านบึง บ่อทอง และหนองใหญ่) จิรวุฒิ สิงห์โตทอง สวมเสื้อเพื่อไทยพรรค ต้องเจอคู่แข่งจากตระกูลเนื่องจำนงค์อย่าง พายุ เนื่องจำนงค์ ประชาธิปัตย์ และสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ พลังประชารัฐ สุดท้ายนายกเป้าพ่ายแพ้แก่ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อีกครั้ง

จิรวุฒิ คนจริง ขวัญใจคนบ้านบึง พนัสนิคม

หลังเลือกตั้งใหม่ๆ มีข่าวว่าเพื่อไทย อนาคตใหม่ และประชาธิปัตย์ จะรวมตัวกันเฉพาะกิจส่งคนลงสมัครนายก อบจ. และส.อบจ.

ยังไม่มีใครทราบว่าการตัดสินใจย้ายจากเพื่อไทยมาอนาคตใหม่ของนายกเป้า เป็นเกมรวมพลังโค่นกำนันเป๊าะหรือไม่

เรารักชลบุรี

พรรคอนาคตใหม่ได้สร้างปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในเมืองน้ำเค็ม เมื่อการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา กระแสธนาธรไม่ต่างจากกระแสมาร์คในการเลือกตั้ง 2550

ฉะนั้นการเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี นายกเมืองพัทยา และการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เคยอยู่ภายใต้การดูของบ้านใหญ่แสนสุข กำลังถูกท้าทายจากพรรคอนาคตใหม่

สำหรับบ้านแสนสุข เมื่อไม่มีกำนันเป๊าะ ก็ยังมี สติล คุณปลื้ม” คู่ทุกข์คู่ยากของกำนันเป๊าะ เป็นเสาหลักของตระกูลอยู่

สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม

สมัยที่กำนันเป๊าะยังนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านใหญ่ซุ้มเฟื่องฟ้า หรือซุ้มแสนสุข ได้วางเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นไว้ทุกระดับ โดยใช้ชื่อ กลุ่มเรารักชลบุรี” ที่มี วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี เป็นแม่ทัพใหญ่

นอกจากนี้ สนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยา และ ณรงค์ชัย คุณปลื้ม เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข

แน่นอน “วิทยา” ก็ยังต้องลงสนามป้องกันแชมป์ในนามเรารักชลบุรี  แต่บังเอิญ สุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี ทีี่พลาดนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแรงงาน กลับให้สัมภาษณ์สื่อว่า นักการเมืองท้องถิ่นใน 3 อำเภอ ขอแยกตัวออกจากกลุ่มเรารักชลบุรีไปตั้งกลุ่มชลบุรีโฉมใหม่

บทบาทของ “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ดูเหมือนโดดเด่น เหมือนดาวอีกดวงหนึ่งเหนือฟ้าเมืองชล

“แม้ว”วางมือ…? เจ๊หน่อยกุมพท. คนตึกชินเร้นกาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แม้ว”วางมือ…? เจ๊หน่อยกุมพท. คนตึกชินเร้นกาย

16 กรกฎาคม 2562 – 10:55 น.
ทักษิณ ชินวัตร,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,เสนาะ เทียนทอง,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
เปิดอ่าน 8,540 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

   กระแสข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เปิดบ้านในนครดูไบเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 70 ปีในไม่กี่วันข้างหน้านี้ หลายคนตีความว่าคนแดนไกลจะไม่ใส่ใจการเมืองไทยแล้ว…

          แต่นัยไม่ใช่แบบนั้น..เพราะคนที่ชื่อทักษิณยังคงติดตามจังหวะการเมืองทุกระยะและรู้ว่า “เวลาใดควรถอย ยามใดควรขยับ”

การถอยคราวนี้ที่ส่งข้อความมาถึงมิตรสหายว่าปีนี้งดร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ร่วมกันนั้น มันคือการหมอบชั่วขณะ?

การหมอบชั่วขณะนั้น แว่วเหตุผลมาว่าหลังการเปิดซูเปอร์ดีลจากฮ่องกงในช่วงต้นปีกับบทบาทของพรรคไทยรักษาชาตินั่นเอง ที่ตอนนั้นคนแดนไกลกล้าเล่นไพ่เสี่ยงใบสุดท้ายและโยนออกมา จากนั้นไม่นานคนแดนไกลมารู้ตัวว่า “โยนพลาด”

แปลความการโยนไพ่ใบสุดท้ายได้ไม่ยากสำหรับนักวิเคราะห์การเมืองไทยว่า “ทักษิณพลาดในหมากครั้งสุดท้ายและหมดเวลาแก้ตัว”

เห็นง่ายๆ หลังจากนั้นไม่นาน “รายการ Good Monday” ที่คนแดนไกลจัดรายการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ก็ม้วนเก็บฉาก มินับรวมการโพสต์หลากเรื่องราวของเจ้าตัวในหลากช่องทางก็ค่อยๆ จางไป ส่วนลูกโอ๊คก็เช่นกันเพราะนิ่งไปพักใหญ่แล้วกับการแสดงความเห็นทางสังคมออนไลน์ เหลือแค่น้องปูที่พอจะยังมีจังหวะขยับตัวมาโพสต์บ้างบางคราว

         ดังนั้นการวางมือทางการเมืองคือละครบทหนึ่งที่วางโครงเรื่องไว้ว่าลีลาของคนแดนไกลนั้น เสมือนว่าจากนี้ไปจะอยู่นิ่งๆ แต่จริงๆ แล้วคนแดนไดลเล่นบท “แกล้งตาย” มากกว่า

การแกล้งตายที่น่าจะยาวนานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าตัวน่าจะรู้อะไรบางอย่างมาแล้ว…เกี่ยวกับวิถีในกาลหน้า

แต่หลังฉากแล้วคนแดนไกลยังดูแลลูกชายคนเล็กที่ชื่อเพื่อไทย เพราะมันคือพรรคอันดับหนึ่งที่เป็นหมากตัวหลักของคนแดนไกลและคนแวดล้อม วันนี้เพื่อไทยแปรสภาพจากพลังประชาชนและไทยรักไทยในวันวาน

คะแนนนิยมของเพื่อไทยยังคงเป็นจุดขายที่คนในภูมิภาค (ยกเว้นปักษ์ใต้รวมทั้งกทม.ชั้นใน) ที่ชาวบ้านยอมรับสูงและยากที่พรรคอื่นๆ จะเจาะได้ง่ายๆ

ดังนั้นยากยิ่งที่คนแดนไกลจะดูดายและนิ่งเฉยกับจังหวะของเพื่อไทย แม้วันนี้พรรคสีส้มจะมาแรงและกำลังทาบรัศมีก็ตาม

ที่ผ่านมาคนการเมืองขั้วหัวก้าวหน้าในพรรคเพื่อไทยอยากให้ภาพตระกูลชินวัตรพ้นไปจากพท. เพราะต้องการสร้างพรรคให้โตได้เอง แต่ความพยายามนี้โดนล้มโต๊ะไป จนขั้วหัวก้าวหน้าและคนเสื้อแดงบางส่วนเตรียมแผนตั้งพรรคเองแล้ว

ดังนั้นการแกล้งตายดังกล่าวของคนแดนไกลมิเกี่ยวกับการวางแผนเดินหมากให้พรรคเพื่อแม้วทั้งหลายเพราะคนวงในบอกว่าคนแดนไกลยังร่วมวิเคราะห์และเคาะโต๊ะอยู่และไม่กี่วันข้างหน้านี้จะรู้ว่าพรรคอะไหล่พรรคใหม่ของเพื่อไทยนั้นใครจะไปนั่งทำงานบ้าง…เนื่องจากคนแดนไกลรู้ว่าหากกติกาหลักของประเทศฉบับนี้ยังบังคับใช้…การแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อยต้องนำมาใช้อีก แม้ตอนนี้เจ็ดพรรคต้านลุงตู่จะวางโปรแกรมรณรงค์ให้สังคมตื่นตัวและร่วมหนุนการแก้รัฐธรรมนูญก็ตาม

แต่ความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จนั้นน่าจะเหนื่อยยิ่งกว่าเหนื่อย….

ดังนั้นยามนี้คนแดนไกลคิดเกมแตกเซลล์แยกคนที่ไม่ลงรอยกันออกมาแล้วเตรียมไปขึ้นโครงสร้างพรรคใหม่รวมทั้งวางกลยุทธ์กุมสภาพการเมืองท้องถิ่นให้มาอยู่ในสาแหรกเพื่อไทยให้ได้มากที่สุดก่อนจะเป็นสิ่งสมควรทำในยามนี้และยามหน้า

เนื่องจากภาวะครม.ลุงตู่ 2 แม้ลุงตู่จะมีผนังทองแดง-กำแพงเหล็กไว้ประคอง “เรือเหล็ก” ยามลงไปเผชิญแผ่นน้ำและคลื่นลม แต่ภาวะเสียงปริ่มน้ำและความสามัคคีคนละทางที่สังคมแลเห็นกับรัฐนาวาประยุทธ์ 2 คือการบ้านที่ขั้วต้านลุงตู่ต้องทลายและมันมีโอกาสเป็นไปได้ไม่น้อยเพราะเรื่องเรือล่มปากอ่าวแบบนี้เกิดได้ทุกขณะกับการเมืองไทย

การวางบุคคล พรรค แคมเปญ ไว้รองรับจึงต้องเร่งเคลื่อนโดยน่าจะเห็นผลเบื้องต้นในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ความจริงแล้วสาแหรกของพรรคเพื่อแม้วนั้นแม้วันนี้ไม่มี ทษช.ในสารบบ แต่ประชาชาติ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย ยังมีช่ื่อความเป็นพรรคการเมืองปรากฏอยู่ แต่พรรคเหล่านี้มันก็มิใช่แบรนด์ที่จะใช้เพื่อบอกสังคมว่าพรรคเหล่านี้คือพรรคสาขาของเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ

และอย่าลืม “เพื่อธรรม” ที่เคยฮือฮามาช่วงหนึ่งว่าเป็นพรรคสาขาเบอร์ต้นๆ ของพท. แต่ยามนั้นเพื่อธรรมต้องหมอบให้ทษช.รับบทพรรคสาขาอันดับสองของเพื่อไทยไปแทน

ยามนี้พรรคเพื่อธรรมจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาปัดฝุ่นแล้วผนวกบางส่วนที่ทษช.ขึ้นโครงไว้แล้วเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็นแบรนด์เบอร์สองของเพื่อไทย

ส่วนเกมปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยเพลานี้ชัดแล้วว่าการประสานสิบทิศของขั้วเมืองหลวงที่นำโดย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” กุมสภาพบริหารพรรคเพื่อไทยได้เกือบเต็มตัว ส่วน “คนตึกชิน” คือ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ยอมถอยตัวจากเก้าอี้พ่อบ้านพรรค ทั้งๆ ที่อยู่มาร่วมสองทศวรรษ รวมทั้ง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” ก็ประกาศวางมือทางการเมืองและไปลุยธุรกิจเต็มตัว

ใครต่อใครรู้กันทั่วว่า “พี่อ้วนและเฮียเพ้ง” นั้น อยู่ในขั้นสายตรงคนแดนไกลมิน้อยหน้าเจ๊หน่อย แต่อาการที่เจ๊หน่อยปล่อยให้คนในขั้วออกมาตำหนิการทำงานของใครบางคนในพรรคแบบเย้ยฟ้าท้าดินนั้น รวมทั้งการแสดงพลังในหลากวาระ วันนี้ใครหลายคนยอมถอยให้เจ๊หน่อยแสดงบทนำแบบมิค่อยยินยอม…

เมื่อเจ๊หน่อยสวมบทประธานยุทธศาสตร์พรรคที่อยู่จุดบนสุดเหนือกว่า “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค และเว้นทางให้นักเลงวังน้ำเย็นคือ “เสนาะ เทียนทอง” รับหน้าที่ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอีกทางหนึ่งเพื่อรักษาหน้าและบารมีของป๋าเหนาะไว้

ส่วนองคาพยพที่จะเป็นแขนขาในการปฏิรูปพรรคให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีสัดส่วนมากขึ้นในสังคมไทยและเป็นสิ่งที่พรรคสีส้มตีจุดนี้แตกก่อนพรรคอื่นๆ นั้น ยามนี้คนในเครือเจ๊หน่อยเข้ามาดูแลงานนี้ อาทิ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รับหน้าที่เลขาธิการพรรค น.อ.ศิธา ทิวารี จะสวมบทกุนซือประจำกายเจ๊หน่อย รวมทั้งว่านเครือการเมืองที่เจ๊หน่อยนำมาแทรกในทุกอณูของการกุมสภาพพรรค

          แม้ขั้วเมืองหลวงจะสวมบทนำได้ในพรรคเพื่อไทยราวร้อยละ 70 และแบ่งให้แกนนำภาคอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงวัยเก๋ามารับหน้าที่ด้วยนั้น เพราะคนแดนไกลไม่ปล่อยให้เจ๊หน่อยลุยเดี่ยว ดังนั้นคนแดนไกลจึงส่งตัวแทนภาคต่างๆ มาไว้ในโครงสร้างพรรคคละเคล้าไปเพื่อคานอำนาจ

และใครหลายคนบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่รอดูบทของเจ๊หน่อยวันนี้ว่าจะพาเพื่อไทยถึงฝั่งตามที่แจ้งเจตจำนงไว้และรอยลว่าจะเดินย้ำรอยเดิมเมื่อครั้งเป็นแม่บ้านพรรคพลังผักหรือไม่

   เกมนี้น่าติดตามยิ่ง…

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ?

16 กรกฎาคม 2562 – 10:45 น.
ตู้คีบตุ๊กตา,เครื่องฝึกทักษะ,เกมพนันคิขุ
เปิดอ่าน 2,677 ครั้ง

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ? รายงาน…

catch me if you can “แน่จริงจับให้ได้สิ!”

เด็กน้อยแววตามุ่งมั่น ยืนจ้องเจ้าตุ๊กตาผ้าหลากสีในตู้อะคริลิกใสประดับไฟสว่างนวล พลางกระซิบตอบ

“แน่นอน! ฉันรับคำท้าแก”

พลันที่เหรียญกษาปณ์มูลค่า 10 บาท ถูกส่งผ่านเครื่องหยอดเหรียญ เด็กน้อยวางมือบนคันบังคับแล้วค่อยๆ บรรจงควบคุมแขนกลที่ห้อยอยู่ในตู้ให้เลื่อนลงไปคีบเจ้าตุ๊กตาหมีตัวที่หมายมั่นไว้ขึ้นมาช้าๆ

สีหน้าของเด็กน้อยตอนนี้มีอาการเกร็งให้เห็น เพราะกำลังตื่นเต้นและลุ้นว่าจะสามารถพิชิตเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก่อนที่มันจะหลุดมือไปได้หรือไม่

เด็กน้อยตอแยอยู่กับตู้ตุ๊กตาเจ้าเล่ห์นี้สองรอบ แม้ว่าทุกรอบที่หยอดเหรียญเข้าไปไม่เคยคีบตุ๊กตาติดมือออกมาได้เลยสักครั้งเดียว

วันนี้เงินที่แม่ซึ่งเปิดบูธขายของอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ให้มาหมดแล้ว 20 บาท ตามโควตาแต่ละวัน เจ้าหนูจึงตัดใจเดินผละออกจากตู้เกมแสนกลนั่น ปล่อยให้วัยรุ่นชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งมาถึงและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเข้ามาสนุกกับมันแทน

วัยรุ่นกลุ่มนี้คุยกันถึงวิธีการเล่นเกมคีบตุ๊กตาของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องการแข่งขัน แบบว่า “ใครเจ๋งกว่ากัน” แต่ไม่มีเดิมพันหรือการพนันเกี่ยวข้อง

พนักงานร้านค้าที่อยู่ติดกับตู้ตุ๊กตา บอกว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้ชอบมาแข่งกันคีบตุ๊กตาตอนเลิกเรียน แต่ไม่ได้มาทุกวัน ถ้าวันหยุดคนจะเยอะกว่านี้ บางคนคีบได้ บางคนคีบไม่ได้ บางคนมากับแฟนถ้าคีบไม่ได้ก็จะพยายามคีบให้ได้แม้ต้องหยอดตังค์เพิ่มนับสิบเหรียญ

ประวัติตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามีผู้นำเข้ามาให้บริการตั้งแต่เมื่อใด แต่นับจากประเทศเข้าสู่ยุคพัฒนาก็เห็นตู้คีบตุ๊กตาตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนคีบเล่นกันอย่างสนุกสนานหลายสิบปีมาแล้ว

เดิมทีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญมีให้บริการเฉพาะในห้างสรรพสินค้า และหน้าโรงภาพยนตร์ชั้นนำในเมือง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มแพร่หลายไปตามชุมชน

ที่หน้าร้านสะดวกซื้อจะพบว่ามีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญตั้งอยู่ทั่วไป บางช่วงเวลาจะเห็นแม่ค้าแผงลอยบริเวณนั้นทิ้งร้านมาจับกลุ่มคีบตุ๊กตาส่งเสียงดังเหมือนเชียร์มวย เพราะมีเดิมพันติดปลายนวมเล็กๆ น้อยๆ พอแก้เซ็งยามลูกค้าทิ้งช่วง

ทว่าหลายวันมานี้หน้าร้านสะดวกซื้อที่เดิมกลับดูโล่งตาผิดปกติ ตู้คีบตุ๊กตาที่เคยเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาสาวกนักคีบถูกยกออกไปหลังมีข่าวสะพัดว่าถูกตำรวจกวาดล้าง

ความจริงตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญเป็นธุรกิจผิดกฎหมายมานานแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ เพราะปกติเห็นตั้งให้เล่นกันโจ่งแจ้งตั้งแต่บนห้างยันข้างถนน ไม่ต้องหลบซ่อนเหมือนตู้เกมพนันชนิดอื่น

กระทั่งวันหนึ่งฝ่ายปกครองนำโดยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.เมือง จ.อุดรธานี นำกำลังไปจับตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญหน้าร้านขายของชำ ย่านถนนหลังเรือนจำกลาง เพราะได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กว่า ลูกหลานของพวกเขาถูกมอมเมาจากตู้เกมเหล่านี้จนไม่เหลือเงินกินข้าว จึงได้รู้ว่าเจ้าตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญที่ติดป้ายแสร้งว่าเป็น “ตู้ฝึกทักษะ” พวกนี้ ที่แท้คือตู้เกมต้องห้าม ถูกจัดอยู่ในประเภทเครื่องเล่นสำหรับการพนัน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 พ.ศ.2530 ออกตามพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ตามบัญชี ข ลำดับที่ 28 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งต่อมาศาลแขวงอุดรธานี  มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิภุนายน 2562 สั่งลงโทษปรับผู้ดูแลตู้ 800 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา และให้ริบของกลางทั้งหมด

การจับกุมตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญที่ จ.อุดรธานี ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณกวาดล้างธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาทั่วประเทศอย่างจริงจังครั้งแรก หลังจากเคยมีข่าวการจับกุมสุดท้ายเมื่อปี 2547 และมีการดำเนินคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547 เป็นคดีตัวอย่างมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทำให้ธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญยังคงเฟื่องฟูมาจนถึงทุกวันนี้

“ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยสั่งห้ามอนุมัติหรือออกใบอนุญาต การตั้งตู้คีบตุ๊กตาในศูนย์การค้าต่างๆ ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน มิให้ลุ่มหลงอยู่กับอบายมุขอันส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและปัญหาอื่นๆ ตามมา จึงมีหนังสือกำชับแต่ละจังหวัดให้ควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิด”

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ย้ำว่าตามพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 แม้ว่าตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญจะถูกจัดไว้ในบัญชี ข ที่เปิดช่องให้ขออุนุญาตต่อเจ้าพนักงานเปิดให้เล่นถูกต้องตามกฎหมายได้ แต่ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่อนุญาตให้เปิดเล่นอีกต่อไป

เช่นเดียวกับ สกลธี ภัทธิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าได้มอบหมายให้สำนักงานเขตตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาในกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแม้จะมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

กระนั้นแม้ว่ากรมการปกครอง กระทรวงมหาไทย รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะแสดงท่าทีจริงจัง แต่ความจริงนั้น ธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาที่เฟื่องฟูอยู่ทุกวันนี้กลับเป็นแหล่งรายได้เสริมของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นกอบเป็นกำมาโดยตลอด

เจ้าของธุรกิจตู้คีบตุ๊กตานับร้อยตู้ให้ข้อมูลว่าเริ่มจับธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาเพียงแค่ 2 ปี ตู้ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน สนนราคาเครื่องละ 40,000-60,000 บาท เสียค่าเช่าพื้นที่ตามห้างตกเครื่องละไม่กี่พันบาท ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็คืนทุน

เจ้าของตู้คีบตุ๊กตารู้ดีว่าการทำธุรกิจพวกนี้ต้องขออนุญาต แต่เขาไม่ได้ขอ เพียงแค่ยอมจ่ายเงินที่เรียกว่าส่วยรายเดือนให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหลายส่วนหลายฝ่ายมาก ถ้าเป็นท้องที่ก็เหมาไปเดือนละ 1 หมื่น ส่วนพวกขอแบ่งกิน ทั้งขาจร ขาประจำ ก็เฉลี่ยกันไป รวมๆ แล้วหลายหมื่นบาท แต่ก็คุ้มค่ากับรายได้ที่เข้ามาอย่างมหาศาล

ปัจจุบันหลังจากกรมการปกครองและตำรวจเริ่มแสดงท่าทีจริงจัง ตู้คีบตุ๊กตาของเจ้าของธุรกิจรายนี้จึงต้องถูกยกออกจากห้างไปเก็บซ่อนไว้ในโกดังเป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับเจ้าของรายอื่นที่บางรายแม้ยังกล้าท้าทาย เพราะมั่นใจในเส้นสายที่หนุนหลัง แต่สุดท้ายต้องจำนนไปตามกระแส

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562  ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย รณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ส่วนกำกับสืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ ร่วมกับ นิติชัย วิริยานนท์ นายอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี ตร.สภ.คลองหลวง นำกำลังไปจับตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญได้อีกที่ตลาดข้างห้างบิ๊กซี นวนคร และตลาดยูสแควร์ ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ได้ของกลางมาเกือบ 30 ตู้

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพหลายแห่ง พบว่ายังมีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญเปิดให้บริการ ราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกที่กำลังมีการกวาดล้างกันอยู่

หาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่รีบทำการบ้านให้เสร็จในตอนนี้ อีกไม่นานธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญทีี่ทางการตีความว่าเป็นเครื่องเล่นการพนันก็คงได้ฟื้นกลับมาสูบเงินค่าขนมเด็กและสาวกนักคีบอีกแน่นอน

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547
เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติซึ่งผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา หากคีบได้ถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะ ได้ตุ๊กตามีมูลค่ามากกว่าเงินที่ต้องเสียไป เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้จะได้เพียงคูปองไปใช้แลกสิ่งของซึ่งมีมูลค่าไม่เกินราคาเหรียญที่หยอด ดังนั้นถึงแม้จะเล่นคนเดียวก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง เพราะหากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพเครื่องเล่นจึงมิใช่เป็นการให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นเท่านั้น จึงเข้าลักษณะเป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข ลำดับ 28

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่นและได้ประโยชน์จากเงินที่ผู้เล่นใช้หยอดใส่ลงในเครื่องเล่นของกลางก่อนลงมือเล่น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าวขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน

จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าเล่นจะมีความผิดต่อเมื่อทราบว่าเครื่องเล่นของกลางไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นขึ้น เครื่องเล่นของกลางตั้งอยู่ในห้าสรรพสินค้าโดยเปิดเผย บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าสามารถเข้าเล่นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นของกลาง จำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิด

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ?

16 กรกฎาคม 2562 – 08:52 น.
มีชัย ฤชุพันธุ์,รัฐธรรมนูญ,รธน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,487 ครั้ง

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ? รายงาน…

    หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าการไม่บรรจุประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าไปในนโยบายรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ทั้งๆ ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ทั้งในพรรคร่วมรัฐบาลเองและสถานการณ์การเมืองทั้งในและนอกสภาหรือไม่

เมื่อวันอาทิตย์มีโพลของนิด้า หรือสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่สำรวจความเห็นประชาชน และพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนมากกว่ากลุ่มที่ให้ทดลองใช้รัฐธรรมนูญไปก่อนสัก 1 ปีแล้วค่อยแก้ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมที่ดูจะไม่ค่อยดีอยู่แล้วให้แย่ลงอีกหรือไม่ ขณะที่ท่าทีของฝ่ายค้าน ชัดเจนมานานแล้วว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญแบบด่วนที่สุด (อาจจะเพราะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอายุสั้นเลยต้องรีบแก้ ไม่อย่างนั้นเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาเดิมพรรคพลังประชารัฐก็ได้เปรียบเหมือนเดิม)

ต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องวัดใจพรรคพลังประชารัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีข่าวจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในเร็ววันนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะแก้มาตราไหน แก้กันอย่างไร ก็ต้องอาศัยเสียงของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. จำนวน 250 คนที่ตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี “นายกฯ ลุงตู่” เป็นหัวหน้าด้วยทั้งสิ้น โดยทั้งวาระ 1 และวาระ 3 ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือราวๆ 84 คน จาก 250 คน

ฉะนั้นแม้ล่าสุดเมื่อวาน “บิ๊กตู่” จะออกมาพูดให้ตีความในทำนองเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่การจะแก้ให้สำเร็จก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

เหตุนี้เองประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคอนาคตใหม่ ชูธงแก้ 2 มาตรา คือมาตรา 272 ว่าด้วยอำนาจของ ส.ว.ในการร่วมโหวตนายกฯ และมาตรา 279 ว่าด้วยการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคสช.และมรดกของคสช.นั้น ประเด็นแก้ไขแบบนี้บอกได้เลยว่าไม่มีทางสำเร็จ เพราะเป็นการลิดรอนอำนาจของส.ว.อย่างชัดเจน แล้ว ส.ว.คนไหนจะยกมือเห็นด้วย

ส่วนข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า เพราะเบื้องต้นจะแก้เพื่อเปิดทางให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้นก่อน จากนั้นจึงค่อยไปตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

สูตรการแก้แบบนี้เป็นสูตรเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่เนื้อหาบางส่วนในรัฐธรรมนูญทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองถึงขั้นนองเลือด กระทั่งได้ผลผลิตออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่หลายคนมองว่า “ดีที่สุด” และเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่แก้ไขยากมาก กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่แก้ไขยากไม่แพ้กัน ล้วนเป็นฝีมือการยกร่างของคนคนเดียวกันคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้น หลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้ยังคล้ายคลึงกันมากอีกด้วย

เช่นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ยกร่างขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 34 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยกร่างขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 57 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 กลายเป็นชนวนเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 35 เพราะไปเขียนเปิดทางเอาไว้ให้นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (กลายเป็น 1 ใน 4 ประเด็นสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกร้องให้แก้ไขในขณะนั้น) ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เขียนเปิดทางให้นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงด้วยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับให้มีส.ว.จากการแต่งตั้ง ทำให้บทบาทของส.ว.กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล โดยในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 มีเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มีอำนาจร่วมลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มีอำนาจร่วมโหวตนายกฯ ได้เป็นเวลา 5 ปี

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่นำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ริเริ่มโดยพรรคการเมืองในฐานะตัวแทนประชาชน ซึ่งก็คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต้องรอดูว่าพรรคการเมืองไหนจะเสนอตัวเป็นผู้นำ นอกเหนือจากพรรคอนาคตใหม่ แน่นอนว่าตอนนี้สปอตไลท์ฉายจับไปที่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะนอกจากจะมีนโยบายเรื่องนี้ชัดเจนแล้ว ยังมีปูชนียบุคคลของพรรคอย่าง นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภา และประธานรัฐสภาด้วย

แต่หากสุดท้ายไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องรอดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเดินไปสู่จุดใด จะเกิดวิกฤติการณ์การเมืองเหมือนเมื่อปี 35 หรือรัฐบาลประยุทธ์ 2 จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และอยู่กันไปแบบชิลๆ สบายๆ…อีกไม่นานก็คงได้รู้กัน

คารวะ ศ ยรรยง จิระนคร : รำลึกความสำคัญของยูนนาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คารวะ ศ ยรรยง จิระนคร : รำลึกความสำคัญของยูนนาน

16 กรกฎาคม 2562 – 08:47 น.
กระดานความคิด,ยูนาน,ศ ยรรยง จิระนคร
เปิดอ่าน 2,343 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… เอนก เหล่าธรรมทัศน์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ศ ยรรยง จิระนคร หรือ “อาจารย์เจี่ย” ในวัย 89 ปีได้จากพวกเราไปอย่างสงบ ท่านเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนจากหาดใหญ่ที่ไปศึกษาในจีนช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และในที่สุดปักหลักปักฐานอยู่ที่คุนหมิง มณฑลยูนนาน ท่านเป็นนักวิชาการที่สนใจค้นคว้าเรื่องชาติพันธุ์ไท-ไต-ลาว ในยูนนานและจีนมากที่สุดผู้หนึ่งในโลกก็ว่าได้ ผมเคยไปเยี่ยมคารวะที่บ้านท่าน และได้ความรู้หรือแง่คิดจากท่านมากมายเรื่องยูนนาน และเคยเชิญท่านมาพูดถึงความเชื่อมโยงลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ไทกับจีน จัดที่กรุงเทพฯ

ในวันนี้จึงขอคารวะท่านด้วยการพินิจและรำลึกถึงความสำคัญของยูนนานที่ท่านรัก ศึกษา และเป็นบ้านแห่งสุดท้ายในชีวิตท่าน

ยูนนานเป็นมณฑลใต้สุดมณฑลหนึ่งของจีน พื้นที่เป็นเขตภูเขาส่วนใหญ่สูง 2-4 พันเมตร ยอดเขาสูงสุดสูงเกือบ 7 พันเมตร มีที่ราบบ้าง แต่ไม่มาก มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด และด้วยเหตุที่อยู่ติดกับหิมาลัยและทิเบต

จึงมีความสำคัญยิ่งต่อระบบแม่น้ำของจีน แม่น้ำแยงซี ที่ใหญ่และยาวที่สุดในจีน แม่น้ำล้านช้าง (เรียกเช่นนี้ในจีน ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง) ซึ่งครึ่งหนึ่งของความยาวอยู่ในจีนเองก็อยู่ในมณฑลนี้ แม่น้ำจูเจียง (Pearl River) เส้นชีวิตของมณฑลกวางตุ้ง ในตอนต้นก็ไหลออกจากยูนนาน นี่เอง

ที่น่าสนใจสำหรับเอเชียอาคเนย์ คือยูนนานยังเป็นต้นธารของแม่น้ำแดง ที่ไหลส่งน้ำไปให้เวียดนามในตอนเหนือและลงทะเลที่อ่าวตังเกี๋ย ยังมีแม่น้ำโขงที่กล่าวมาแล้ว เมื่อไหลออกจากยูนนานแล้วก็เข้าสู่พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และไปลงทะเลที่เวียดนามใต้ใกล้เมืองโฮจิมินห์ ยังมีแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอิระวดี มหานทีของพม่าเองก็ไหลลงมาจากทิเบตผ่านยูนนานก่อนเช่นกัน

          พูดง่ายๆ ยูนนานนั้นเป็น “หัวน้ำ” หรือ “ต้นน้า” ของแม่น้ำใหญ่ทั้งในจีน ทั้งในเอเชียอาคเนย์ภาคพื้นทวีป หรือไทยกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีทั้งหมดก็ว่าได้ หากไม่มียูนนาน จีนและเอเชียอาคเนย์ก็แทบจะขาดน้ำ แทบจะขาดชีวิต

ยูนนานมีแนวเขตแดนยาวสี่พันกว่ากิโลเมตร ติดกับพม่า ลาว เวียดนาม สามประเทศ และตอนใต้มีระยะห่างจากไทยวัดเป็นเส้นตรงอยู่ในระดับร้อยกิโลเมตรเท่านั้นเอง สมมุติเล่นครับ หากมหาอำนาจตะวันตกไม่เข้ามาแบ่งรัฐฉาน สิบสองปันนา และสิบสองจุไทออกไป ไทยทุกวันนี้น่าจะมีดินแดนติดยูนนานแล้ว คิดไปแล้วพม่ากับลาวทุกวันนี้ก็เป็นรัฐกันชนกั้นเรากับมหาอำนาจอันดับสองของโลก ไทยกับจีนนั้นแม้จะไม่มีดินติดกัน แต่เรามีน้ำติดกัน ครับ คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินที่ผ่านเรานั้นไหลมาจากจีน มาจากยูนนาน และเรายังต่อหรือติดกับจีนโดยผ่านน้ำทะเล ด้วย กล่าวคือทะเลจีนใต้นั้นต่อติดกับอ่าวไทยของเราครับ

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าในยูนนานเคยมีอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งแม้ชนชั้นนำและผู้ปกครองจะไม่ใช่ไทย แต่ก็มีคนไท-ไต-ลาว อาศัยอยู่ในนั้นน่าจะไม่น้อย และยังมีเมืองสิบสองปันนาที่อยู่ของไทลื้อ ซึ่งพูดจาสำเนียงใกล้เคียงกับคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสาน มีเมืองใต้คง (เต้อหง) ซึ่งผู้คนพูดภาษาไต หรือไทใหญ่ ใกล้เคียงมากกับคนไทยหมู่มากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ยูนนานในความเห็นของหลายท่านจึงไม่ใช่เอเชียตะวันออกเท่าไร จะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตกอยู่ในแดนจีนเสียมากกว่า ก็ว่าได้ รวมทั้งภูมิอากาศก็ใกล้เคียงกัน แต่ก็พูดไม่เต็มปาก เพราะยูนนานก็มีลักษณะทิเบตปนอยู่ด้วย และยังต่อเชื่อมกับอินเดีย หรือเอเชียใต้ ผ่านพม่าได้ด้วย และทั้งหมดนี้ก็คือความอลังการของยูนนาน

รัฐมนตรีรัฐบาลเรือเหล็ก ‘ประยุทธ์ 2’นักเลงเรียกพี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรีรัฐบาลเรือเหล็ก ‘ประยุทธ์ 2’นักเลงเรียกพี่

16 กรกฎาคม 2562 – 07:55 น.
ประยุทธ์ 2,รัฐบาล,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 4,814 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในที่สุด ครม.รัฐบาล ‘ประยุทธ์ 2’ ก็เปิดโฉมหน้าออกมาแล้วหลังจากสลับสับเปลี่ยนกันอยู่หลายโผกว่าจะลงล็อกลงตัว

แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดามีทั้งอิทธิพลบารมีเงินตรา เหมือนคนในวงการเรียกว่า ‘นักเลงเรียกพี่-รัฐมนตรีเรียกพ่อ’ และต้องให้เวลาทำงานเพื่อความยุติธรรมเพราะคนที่ก้าวมาถึงระดับนี้ต้องครบถ้วนครบวงจรไม่ว่าจะเป็นบู๊หรือบุ๋น

หลังจากนี้ไปนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ จะต้องรับบทหนักเป็นกัปตันเรือเหล็ก! ฝ่าคลื่นลมไปสู่เป้าหมาย

รัฐบาลชุดนี้มีตัวช่วยชั้นดีระดับผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก เพราะ ‘บิ๊กตู่’ นายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีกลาโหมคุมทหารทุกเหล่าทัพ

‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ พี่ใหญ่ เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคงและคุมตำรวจที่เป็นกำลังสำคัญทั่วทุกหัวระแหง

ด้านการปกครองมีรัฐมนตรีมหาดไทย ‘พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ รับบทหนักเป็นเสือยิ้มยากรับหน้าที่สมัยที่ 2 แถมด้วยทีมงานด้านเศรษฐกิจครบครัน

รัฐบาล ‘เรือเหล็ก’ จึงมีสรรพกำลังพร้อมสรรพเป็นตัวช่วยตัวขับเคลื่อน

รัฐมนตรีพรรคอื่นๆ เป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ อดทน-เท่านั้นเอง!!

อ๊อด เทอร์โบ


 ส.ว.โดดร่ม 200 คน
 ขาดความรับผิดชอบ

ปกติผมจะไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่คราวนี้ทนไม่ได้จึงต้องขอแจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่เป็นข่าวในโลกออนไลน์ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งไลน์มาให้ดูแล้วเกิดความรู้สึกเศร้าสลดและมองไม่เห็นอนาคตประเทศไทยเลยจริงๆ

จากการประชุม ส.ว.หรือวุฒิสภา วันก่อน มีภาพที่ประชุมในช่วงบ่ายว่างมากนับได้ 50 คน แสดงว่าโดดร่มหรือหายไปด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ราวๆ 200 คน แสดงให้เห็นว่า ส.ว.ทั้งหลายขาดความรับผิดชอบไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่

บรรดา ส.ว.ผู้ทรงเกียรตินั้นมีวาระ 5 ปี แต่ละท่านมีเงินเดือนและมีทีมงาน ได้เงินที่เอาไปจากประชาชนตาดำๆ รวมแล้ว 260,000 บาท ผมจึงเสียดายเงินภาษีของพวกผมมาก

ส่วน ส.ส.ที่ผ่านมามีแต่ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น การแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกกาลเทศะ หรือการพูดจาหรือการแสดงออกที่ไม่เป็นเรื่อง น้ำเน่าที่สุด

ส.ส.บางคนเคยเข้าสภาหลายหนหลายสมัยแล้ว แต่ไม่พัฒนาตัวเอง ชาวบ้านเห็นแล้วเบื่อหน่าย

ผมคอยดูว่า เวลาอภิปรายอาจจะมีการทุ่มเก้าอี้ใส่กันหรือทะเลาะกันแบบที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เด็กๆ เยาวชนเลย
ไมตรี (กทม.)


เรียน คุณ ‘ไมตรี’ กทม.
ผมเองก็ได้รับข่าว-ภาพ เรื่อง ส.ว.ขาดประชุมนี้เช่นกันและไม่อยากฟังความข้างเดียวจึงอยากให้ทาง ส.ว.ช่วยแจ้งข้อเท็จจริงมาด้วยเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องปล่อยไว้จะเสียหาย

จากการประชุม ส.ว.ที่ผ่านมา ประชาชนมองว่าบรรดา ส.ว.เป็นหางเครื่องจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอันที่จริงแล้วมีบทบาทมากมาย ถ้าทำตัวให้ดี-ทำงานให้เป็น

ส่วนบรรดา ส.ส.นั้นในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งมองว่ายังหาสาระมาตรฐานไม่ดี เห็นยุ่งแต่เรื่องการแต่งตัว ทั้งๆ ที่ส.ส.จะต้องรู้จักเคารพสถานที่ รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม สิ่งใดควรไม่ควรย่อมรู้อยู่แก่ใจและอย่าให้สภาเป็นเวทีเดินแฟชั่น!

อนาคตการเมืองข้างหน้ายังยาวไกลจะต้องมีการประชุม-อภิปราย ซึ่งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านจะต้องถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทุกฝ่าย-ทุกคนจะต้องมีเหตุผล ยึดถือกฎระเบียบการใช้สำบัดสำนวน-การตีรวน ล้วนแต่จะทำลายศรัทธา กลายเป็นการเมืองน้ำเน่า

อย่าให้มีการตบตีกันทะเลาะวิวาทกันกลางสภาเลย-จะอับอายขายหน้าไปทั่วโลก
อ๊อด เทอร์โบ
