ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น

16 กรกฎาคม 2562 – 07:03 น.
ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 1,452 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562

กิจกรรมของพรรคฝ่ายค้าน ที่สังคมสามารถสัมผัสได้ขณะนี้ เน้นหนักไปทางเรื่องการสร้างกระแสด้วยการแสดงออกให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เหมือนใครจะทำอะไรอย่างไรก็ได้โดยอิสระ เช่น การแต่งกายไปร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร การใช้ภาษาในการอภิปราย อันนับเป็นสีสันที่สามารถสร้างวิวาทะทางการเมืองขึ้นมาได้ในระดับที่พวกเขาอาจจะพึงพอใจกับปฏิกิริยา ซึ่งก็เป็นผลสะท้อนจากการทำงานการเมืองในรูปแบบของพวกเขา เหมือนกับการสร้างกระแสในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งยากจะปฏิเสธได้ว่า การใช้สื่อโซเชียลที่เจนจัดนั้น ช่วยเรียกคะแนนนิยมได้ไม่น้อย แต่ถ้าหากจะถามถึงสาระหรือประโยชน์จากกิจกรรมจำพวกนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าห่วงยิ่ง สำหรับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ยิ่งคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ถูกปรามาสในเรื่องภาพลักษณ์อยู่ไม่น้อย ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น จริงจัง

มีข่าวว่า มีรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างน้อย 6 คนที่ถูกขึ้นบัญชีตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ ตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีเอาไว้ มีบางข้อที่ฝ่ายค้านคงจะนำมาใช้ในการตรวจสอบ อย่างเช่น มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 คือคุณสมบัติของ ส.ส. ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับถึงวันแต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นแต่เพียงการชิมลาง เขย่ารัฐบาลเท่านั้น เพราะจริงๆแล้ว นับจากก้าวแรกที่รัฐมนตรีทุกคนเข้าทำงาน ฝ่ายค้านก็ต้องเฝ้าระวังและติดตามการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เรื่องใดที่เห็นเป็นพิรุธ ไม่น่าไว้วางใจ ก็ต้องสอบถามในสภาผ่านการยื่นญัตติ หรือถ้ามีหลักฐานเพียงพอว่า เกิดการทุจริตคดโกงขึ้น พรรคฝ่ายค้านก็สามารถยื่นอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจได้ ยิ่งในยามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ การดูแลสอดส่องก็ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น พรรคการเมืองบางพรรคได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลในโลกโซเชียล ก็น่าจะใช้ประโยชน์ และความเชี่ยวชาญด้านนั้นเป็นเครื่องมือได้อย่างเป็นระบบ ประสานกับภาคประชาชน และองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ ใบเสร็จเอาผิด ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ

พรรคฝ่ายค้านที่พูดเสมอๆ ว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็น่าจะทราบดีกว่า ในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเผด็จการและมีอำนาจพิเศษนั้น นอกจากภาคประชาสังคม สังคมและสื่อมวลชนแล้ว ก็ไม่มีเวทีสภา ที่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยได้ แม้แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก็ยังถูกครหาว่า การตัดสินในบางเรื่องสังคมยังคาใจในความเที่ยงธรรม นับจากนี้จึงเป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้านจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ร่วมสร้างความใสสะอาดให้แก่การเมือง โดยลด ละ เลิก กิจกรรมที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ กับสังคมเสีย พร้อมกันนั้น ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า เป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ ไม่ใช่ฝ่ายแค้น ดิสเครดิตกันทุกเรื่อง หรือมีวาระซ่อนเร้นอย่างที่มีข้อสังเกตกันว่า จะช่วยฟอกคนในวงศ์วานว่านเครือของผู้มีอิทธิพลเหนือบางพรรค

เปิดตัว “จ่านิว” ผู้สืบทอด “ธง แจ่มศรี”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379617?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดตัว “จ่านิว” ผู้สืบทอด “ธง แจ่มศรี”

15 กรกฎาคม 2562 – 13:55 น.
จ่านิว,ธง แจ่มศรี,พรรคคอมมิวนิสต์,เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพคท,พคท,กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยทปท,ประสงค์ อรุณสันติโรจน์,จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,จ่านิว สิรวิชญ์,เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล,พรรคโดมปฏิวัติ,งานศพ ธง แจ่มศรี,พรรอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 9,312 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15 ก.ค.62

********************

     ผ่านไปแล้ว สำหรับงานฌาปนกิจ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) คนที่ ที่วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม โดยวันฌาปนกิจ มีกิจกรรมรำลึกวางพวงมาลาร้องเพลงสดุดีอ่านบทกวี และรำวงสามัคคี

     ภาพแห่งความประทับใจ ก็เห็นจะเป็นภาพสหายผู้อาวุโส ระดับกรมการเมือง ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันในสถานการณ์เหลืองแดง ก็พยุงสังขารวัย 80-90 ปี มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่คนสุดท้าย

     พิธีกรรมรำลึกสหายอาวุโส “ธง แจ่มศรี” อาจเป็นเรื่องแปลกตาสำหรับชาวบ้านแถววัดพระประโทณฯ นับแต่มีชายและหญิงแต่งกายในชุดทหารปลดแอกฯ เดินถือธงพรรค (ธงค้อนเคียวและธงกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.) เดินนำหน้ารถแห่ศพรอบเมรุ ซึ่งมีผ้าสีแดง ประดับด้วยค้อนเคียวห่มคลุมโลงศพ

ประสงค์ อรุณสันติโรจน์

     เดิมที “ป้าน้ำ” ภรรยาลุงธง ตั้งใจจะจัดงานศพลุงธงแบบเรียบง่าย แต่ภายหลัง “ประสงค์ อรุณสันติโรจน์” อดีตกรรมการกลางพรรคฯ ทราบข่าว ได้สั่งการให้จัดงานศพอย่างสมเกียรตินักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่

     ไม่แปลกที่ ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ จะเป็นผู้อ่านประวัติลุงธงโดยสังเขป และบางเรื่องราวเพิ่งได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกที่หน้าเมรุ

     พิธีการทอดผ้าบังสุกุลนั้น มีตัวแทนสหายจากสถานีวิทยุ สปท., พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาสำนัก 708 .น่านชมรมมิตรสัมพันธ์นพ.เหวงธิดา โตจิราการ และ “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และทอดผ้ามหาบังสุกุล โดยสัมผัส พึ่งประดิษฐ์

     การที่ลุงธง เป็นเลขาธิการพรรคฯ คนที่ ไม่ใช่คนสุดท้าย เพราะ พคท.ในวันนี้ ยังอยู่ในการบริหารงานของฝ่ายลุงขาบ 

เลขาธิการ พคท.คนที่ 5

หลังรัฐประหาร 2549 เกิดความแตกแยกทางความคิดภายในหมู่สหาย ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับผู้นำ ฝ่ายหนึ่งเห็นดีเห็นงามกับการโค่นระบอบทักษิณ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับการยึดอำนาจของทหาร

เนื่องจากมีกรรมการกลาง พคท.บางคน ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ พคท.อีกปีกหนึ่ง โดยเฉพาะลุงธง แสดงจุดยืนชัดเจน สนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชน

บรรดาชาวคอมมิวนิสต์ไทย แตกแยกกันหนัก ถึงขั้นประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ด้วยมีแตกแยกกันหนัก ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคทจึงออกแถลงการณ์ “ยุบองค์การนำ แต่ไม่ยุบพรรค” ทำให้คณะกรรมการกลาง ชุดสมัชชาพรรค ครั้งที่ ไม่พอใจ และกดดันให้ธงลาออกจากเลขาธิการพรรค

ปี 2553 คณะกรรมการกลางฯฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดยลุงขาบ ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และลุงชิต หรือวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้เข้ายึดพรรคฯ พร้อมตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคฯ คนใหม่

วันส่งลุงธงสู่ภพภูมิใหม่ ลุงขาบมาทอดผ้าบังสุกุล แต่ “วิชัย ชูธรรม” เลขาธิการพรรคคนที่ ไม่ได้มาปรากฏตัวที่หน้าเมรุ

คนรุ่นใหม่ในงานศพลุงธง

     คืนวันเสาร์ ในการสวดพระอภิธรรมคืนสุดท้าย เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในนามพรรคโดมปฏิวัติ ได้เข้าเคารพศพลุงธง

จ่านิวอ่านบทกวีสดุดี ธง แจ่มศรี

      ถัดมา บ่ายวันอาทิตย์ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” ก็เดินทางมาร่วมงานฌาปนกิจ โดยจ่านิว ได้ขึ้นอ่านบทกวีหน้าเมรุ

เนติวิทย์ก็มาร่วมคารวะลุงธง

     “แม้ธงไม่ใช่นักปฏิวัติที่ประสบชัยชนะ แม้ธงจะจากไปโดยไม่มีงานศพยิ่งใหญ่ แต่ธงคือนักปฏิวัติคนจริงและเที่ยงตรง..” 

เยาวชนพรรคอนาคตใหม่ อ่านบทกวี

     ผู้อ่านบทกวีอีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาว สวมเสื้อพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานของสหาย ดังที่ทราบกัน อดีตสหายในภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

พี่เจี๊ยบ นครปฐม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

     กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็มากันคึกคัก รวมถึง “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ..บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำพีที สวนตะไคร้ นครปฐม

    แอ็กชั่นสุดท้าย ก่อนควันไฟเหนือปล่องเมรุจะมอดดับ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งร่วมกันชู นิ้วแสดงลักษณ์ต่อต้านเผด็จการทหาร

ดนตรีโลก ข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379572?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดนตรีโลก ข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและการเมือง

15 กรกฎาคม 2562 – 13:25 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ดนตรี,วัฒนธรรม
เปิดอ่าน 1,823 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและครั้งแรกของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการเป็นเจ้าภาพงานประชุมทางวิชาการสภาดนตรีโลกครั้งที่ 45 (The 45th International Council Traditional Music World Conference หรือ ICTM) ที่จัดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.บุษกร บิณฑสันต์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าภาพหลักในการจัดงานนี้ อธิบายว่า องค์กร ICTM เป็นองค์กรเก่าแก่ก่อตั้งมากว่า 70 ปีแล้วและเลือกมาจัดงานดนตรีนานาชาติที่ประเทศไทยเพราะเห็นว่าเป็นประเทศที่มีความรุ่มรวยวัฒนธรรมด้านดนตรี มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ซึ่งมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางดนตรีที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น สะล้อซอซึง กลองปู่จาของคนเหนือ หนังตะลุง รำมโนราห์ ลิเกฮูลูของคนใต้

“ดนตรีไม่ได้มีไว้แค่การฟังเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น ดนตรีสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น การโฆษณา การตอบสนองความต้องการของตนในด้านการเมือง ความเชื่อทางศาสนา การติดต่อเทพเจ้าอย่าลืมว่าดนตรีถูกสร้างโดยมนุษย์ ดังนั้นดนตรีจึงมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างชัดเจน กินอยู่ หลับนอน เกิดแก่เจ็บตายชัดเจน”

ธีมหลักในการจัดงานครั้งนี้คือการแสดงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เช่น ดนตรีกับการข้ามพรมแดนและข้ามวัฒนธรรม ร้องเล่นเต้นรำและการพัฒนาที่ยั่งยืน โลกาภิวัตน์กับดนตรีชาติพันธุ์ ดนตรีและนาฏศิลป์กับแนวทางจิตบำบัด เป็นต้น “ดนตรีกับการข้ามพรมแดนเป็นหัวข้อที่นักมานุษยวิทยาทางดนตรีหรือนักดนตรีชาติพันธุ์วิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษว่า บริบทของดนตรี เช่น เนื้อหา ทำนอง และองค์ประกอบอื่นๆ นั้นมีบทบาทอย่างไรในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือการจูงใจคน” ศ.ดร.บุษกร กล่าว

การนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดนตรีกว่า 600 เรื่องครั้งนี้ มีความเป็นสหวิทยาการ คือเชื่อมโยงทั้งด้านรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ และมีการจัดการนำเสนอรูปแบบฝึกอบรมให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีของชาติต่างๆ กว่า 80 ประเทศ รวมทั้งการแสดงจากชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะจากผู้เข้าร่วมนานาประเทศ อาทิ African Dance และคอนเสิร์ตจากวงดนตรีจาก ญี่ปุ่น ไต้หวัน ภูฏาน รวมถึงแสดงการแสดงจากไทย เช่น โขนจากกระทรวงวัฒนธรรม และ การแสดงจากราชินีหมอลำซิ่ง “ราตรี ศรีวิไล”

ประเด็นทางวิชาการที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการสื่อสารเพื่อส่งผ่านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ บทเพลงที่ถูกใช้เพื่อนำเสนออุดมการณ์ทางการเมือง ในประเทศไทย ดนตรีการเมืองมีบทบาทปรากฏเด่นชัดตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน เช่น รัฐบาลหลังรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ใช้เพลงสะท้อนแนวคิดทางการเมือง

“เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย ไม่ได้สร้างความฮึกเหิม แต่มีลักษณะปลอบประโลมจิตใจคนที่ผิดหวัง คนที่เคยเคียดแค้นชิงชังแตกแยกกันว่าให้ออกมารักกัน ออกมาปรองดองกันนะ บริบทตรงนี้ไม่เหมือนเพลงสมัยปราบคอมมิวนิสต์เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่สร้างความฮึกเหิม สร้างความรู้สึกแบบหนึ่ง ถ้าเอาเพลงในอดีตมาเปิดให้คนสมัยนี้ฟัง เขาก็ไม่ฟัง มันไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้ว” อาจารย์บุษกรกล่าว

เพลงทางการเมืองมีพลวัตและมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ปัจจุบันดนตรีการเมืองจากภาคประชาชนก็มีส่วนร่วมสร้างสีสัน และแสดงแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย เช่น การแต่งเพลงของกลุ่มการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดงในสมัยความขัดแย้งของสีเสื้อ ก็มีการใช้เพลงเร็วเพลงช้าสลับกันไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น สร้างความฮึกเหิมขณะที่ทำการชุมนุม การใช้เพลงช้าเพื่อสร้างบรรยากาศสงบจิตใจ มาจนถึงเพลง “ประเทศกูมี” ก็สะท้อนให้เห็นว่า เป็นเพลงการเมืองที่ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์สังคม “องค์ประกอบสำคัญของดนตรีการเมือง คือต้องสร้างอารมณ์สะเทือนใจ จับใจผู้ฟัง จะพูดถึงสถานการณ์เหตุการณ์ทางการเมืองที่ตนกำลังคิดอยู่ จะเปลี่ยนพลังเชิงลบให้เป็นบวก หรือบวกให้เป็นลบก็ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายกระตุ้นจิตสำนึกที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองนั้นๆ อย่างไรก็ดี กระบวนการศึกษาเรื่องดนตรีในการเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วย” อาจารย์บุษกรกล่าว

งานประชุมทางวิชาการดนตรีโลกครั้งนี้ จะมีจนถึง 17 กรกฎาคม ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากมีการแสดงดนตรีของนานาประเทศที่หาดูได้ยากแล้ว ยังจะได้รับความรู้ทางวิชาการ การลงพื้นที่เพื่อค้นคว้าวิจัยดนตรีในมิติต่างๆ เพื่อเห็นบทบาทของเสียงเพลงและการฟ้อนรำที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในสังคมพหุลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต่างๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล

15 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
ทีมโฆษกตำรวจนครบาล,พีอาร์,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 1,297 ครั้ง

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล คอลัมน์…  โดย…ทีมข่าวอาชญากรรม

การประชาสัมพันธ์ (Public relation) หรือ พีอาร์ (PR) คือ การทำงานในการจัดการการสื่อสารระหว่างองค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทำให้องค์กรหรือบุคคลได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เรื่องที่สาธารณะสนใจของสาธารณะ และใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง ยิ่งแล้วกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร

ทว่ามีบางหน่วยงานราชการของประเทศไทยที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับงานประชาสัมพันธ์ หรือยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการประชาสัมพันธ์คืออะไร บางรายถึงขั้นเข้าใจผิดว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น พอมีหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์ก็จะวางแผนแต่เรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือคอยทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวกับหน่วยงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ เพราะแท้ที่จริงแล้วการประชาสัมพันธ์เป็น “การบริหารจัดการภาพลักษณ์และชื่อเสียง” ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการทำกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ การบริการของเจ้าหน้าที่ การดูแลอาคารสถานที่ การจัดกิจกรรมต่างๆ

เช่นเดียวกับองค์กรตำรวจที่งานประชาสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปราบปราม เพราะนอกจากจะเผยแพร่ผลงานการจับกุมคดีต่างๆ แล้ว ยังต้องมีการให้ข้อมูลแจ้งเตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ ตลอดจนจัดกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำความเข้าใจเพื่อลดการกระทบกระทั่งระหว่างตำรวจกับประชาชน เปลี่ยนจากความหวาดระแวงมาเป็นความร่วมมือ แจ้งเบาะแส แต่งานพีอาร์ของตำรวจก็ต้องพึ่ง “นักข่าว” ซึ่งจะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด เหมือนสุภาษิตที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) โดย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. จึงเป็นประธานจัดสัมมนาในหัวข้อ “สื่อมวลชนกับการประชาสัมพันธ์ของบช.น.” ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ตามโครงการอบรมด้านการประชาสัมพันธ์แก่ทีมโฆษก รองโฆษก ผู้ช่วยโฆษก และคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในสังกัด บช.น. เพื่อเพิ่มความรู้ รวมถึงสร้างความเข้าใจทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหน้าโฆษก รวมทั้งการเป็นผู้แทนหน่วยงานที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีผู้แทนคณะทำงานทีมโฆษก บก.น.1-9 บก.สปพ. บก.สส.บช.น. บก.จร. และกก.ดส.บช.น. รวมกว่า 241 คน เข้าร่วม

สำหรับการสัมมนาดังกล่าว มี ดร.อรรจน์ สีหะอำไพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประชาสัมพันธ์ มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเป็นนักประชาสัมพันธ์ เช่น นักประชาสัมพันธ์ที่ดีควรมีทักษะในการเขียน การพูดและเล่าเรื่อง มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม คุณธรรม มีความกระตือรือร้น ใฝ่รู้ อดทน และมีจิตสาธารณะ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมและสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ เข้าร่วมรับฟัง นอกจากนี้ยังมีตัวแทนผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ข่าวสด สำนักข่าวเนชั่น และข่าวฮอตนิวส์ ไทยแลนด์ ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ และถามตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสื่อมวลชนกับตำรวจอีกด้วย

ที่บอกว่านักข่าวกับตำรวจเปรียบเหมือนสุภาษิต “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ก็เพราะ “นักข่าวอาชีพ” กับ “ตำรวจอาชีพ” มีภารกิจหน้าที่เหมือนกันบางเรื่อง แตกต่างกันบางภารกิจ แต่สุดท้ายต้องปฏิบัติงานเป็นคู่ขนานกันไป ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือนักข่าวต่างต้องแสวงหาความจริง นักข่าวเสาะแสวงหาข้อมูลข้อ เท็จจริง ทำความจริงให้ปรากฏมานำเสนอประชาชน เฉกเช่นเดียวกันกับตำรวจที่ต้องสืบสวน สอบสวน แสวงหาความจริงจากคู่กรณีที่เกิดคดีขึ้น หาพยานหลักฐานเพื่อนำผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมาย

หากตำรวจมีความรู้ความเข้าใจในทักษะการประชาสัมพันธ์ ก็จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบมืออาชีพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มากกว่าใช้เป็นแค่เครื่องมือให้เจ้านายมาแถลงโชว์ผลงาน..!!

ไทย!อันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทย!อันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน

15 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไทยอันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน,ผู้ร้ายข้ามแดน
เปิดอ่าน 2,375 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ไม่ใช่ ‘เขียนเสือให้วัวกลัว’ หรือหวาดวิตกเกินเหตุ แต่เวลานี้ประเทศไทยของเรามีอันตรายแอบแฝงอยู่และต้องระวังให้หนัก นั่นคือมีโจรผู้ร้ายข้ามประเทศหลบหนีมาอยู่หลายเผ่าพันธุ์-หลายเชื้อชาติ

พูดตามตรงคือไทยเป็นสวรรค์ของผู้ร้ายข้ามแดน บ้างหลบหนีคดีมาและมีอีกมากที่เข้ามาขยายเครือข่ายทำมาหากินอย่างผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างเมื่อวันก่อน ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมแก๊งยากูซ่าของญี่ปุ่นที่มีประวัติอาชญากรรมโหด-ร้ายแรงมาก มีคดีติดตัว 12 คดี ทั้งข่มขืน, วางเพลิง, ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ

‘ยากูซ่า’ ของญี่ปุ่นไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีอิทธิพลและมีสมาชิกหลายแก๊งทั่วญี่ปุ่นแพร่ไปอีกหลายประเทศทั่วโลก-คิดดูว่าพวกโจรร้ายที่เข้ามาอยู่บ้านเราจะอันตรายขนาดไหน !

นอกจาก ‘ยากูซ่า’ แล้วยังมีแก๊งมาเฟียจีนที่เข้ามาขยายกิจการธุรกิจเถื่อนและขู่กรรโชกทรัพย์

พวกโจรแขกปากีสถานที่ลักลอบเข้าเมืองมาตั้งแก๊งธุรกิจเถื่อนและยังไม่นับพวกมาเฟียรัสเซียที่โหดร้ายและฝังรกรากอยู่ตามพัทยาและอีกหลายๆ แห่งมานานแล้ว

พวกโจรผู้ร้ายข้ามแดนเหล่านี้ นอกจากเป็นอันตรายต่อชีวิต-ทรัพย์สินคนไทยแล้ว ยังมาแย่งอาชีพและใครคิดจะเป็นคู่แข่งก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต !

ตำรวจไทยมีหลายหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ โดยเฉพาะ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” หรือ ‘สตม.’ ซึ่งจะต้องปฏิบัติงานโดยเข้มข้นและเข้มแข็งกว่านี้

ถึงเวลาที่จะต้องกวาดล้างมาเฟีย-ยากูซ่า-โจรข้ามชาติให้หมดสิ้นไป ปล่อยไว้จะกลายพันธุ์ขยายตัวเต็มประเทศ

ที่ต้องจัดการด่วนคือ ตำรวจและเจ้าหน้าที่บางคนที่เห็นแก่เงิน-ผลประโยชน์เข้าไปรับ ‘ส่วย’ ร่ำรวยมหาศาล

นี่แหละประเทศไทย! แตะตรงไหนก็เน่าไปหมด
อ๊อด เทอร์โบ


 น้ำท่วม – ภัยแล้ง
 ปัญหาโลกแตกแก้ไม่ได้

จดหมายจากคุณ “บุญช่วย” สารคาม ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นที่มหาสารคามนั่นคือ ‘แม่น้ำชี’ เริ่มขาดน้ำเพราะฝนทิ้งช่วง และนี่คือสัญญาณว่าเมื่อถึงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงจะเกิด ‘ภัยแล้ง’ อย่างแน่นอน

ขณะที่หลายจังหวัดรวมทั้งใน กทม.และใกล้เคียงเจอปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนัก สร้างความเดือดร้อน เสียหาย การดำเนินชีวิตยากลำบาก

ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำมากมาย บ้างก็ได้ทุนไปเรียนจบเมืองนอกมา แต่ก็แก้ไขทำอะไรไม่ได้ จึงสรุปได้ว่าวงจรชีวิตของคนไทย จึงต้องเจอ ‘น้ำท่วม’ กับ ‘ภัยแล้ง’ สลับกันไปเป็นปัญหาโลกแตกแก้ไขไม่ได้

ดังจดหมายต่อไปนี้เป็นความรู้สึกของชาวอีสานที่ไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็ได้แต่เขียนจดหมายระบายความทุกข์ยาก เดือดร้อนมาแล้วต้องทนรับสภาพไปตามยถากรรม

ทุกปีประเทศชาติต้องเสียหาย ทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและทุกรัฐบาลก็ทุ่มเทงบประมาณ มีโครงการมากมายแต่ไม่บรรลุผล

หรือเงินหลวง ‘ลอยหายไปตามกระแสน้ำ’
อ๊อด เทอร์โบ


 สัญญาณ “ภัยแล้ง” มาแล้ว
 “แม่น้ำชี” เริ่มแห้งขาดน้ำ

ผมเป็นคนสารคามหรือเรียกให้เต็มๆ ว่าคนจังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นดินแดนที่กันดารมากที่สุดแห่งหนึ่งในอีสาน และบอกให้ทราบตามตรงว่าผมไม่สนใจหรอกว่าใครมาเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรี เพราะพวกเราก็ยังยากจนเหมือนเดิม-นี่คือความจริง

ส่งจดหมายมาอยากจะบอกว่าแม่น้ำชีบ้านผมเริ่มส่งสัญญาณภัยแล้งแล้วละครับ เพราะปีนี้ฝนน้อยเห็นใน กทม.น้ำท่วม ฝนตกหนักจึงแปลกใจว่าทำไมไม่มาตกแถวสารคาม

แม่น้ำชีนี่เป็นเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตชาวสารคาม แต่เมื่อไม่มีน้ำในเวลานี้ แล้วพอเข้าฤดูร้อน หน้าแล้งจะแห้งขอดแค่ไหน?

จึงอยากจะบอกให้รัฐบาลรู้ว่า ภัยแล้งภาคอีสานจะหนักหนาสาหัสมากที่สุดเลยครับ อ่านข่าวดูบอกว่าจะหนักที่สุดในรอบ 10 ปี แล้วพวกเราจะต้องทำอย่างไร

จะให้แห่นางแมวขอฝนก็จะถูกหาว่าเป็นคนหัวโบราณแต่เราไม่รู้จะไปพึ่งพาขอฝนจากไหนหรือจะให้รอทางรัฐบาลช่วยก็คงชาติหน้า เพราะไม่รู้จะอยู่ถึงฤดูร้อนหรือเปล่า?
บุญช่วย (สารคาม)


ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379567?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2

15 กรกฎาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล,ลุงตู่
เปิดอ่าน 2,078 ครั้ง

ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2 คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

หากสภาวะการเมืองปกติ หลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีบรรยากาศที่ทางการเมืองเรียกว่า “ฮันนีมูนพีเรียด” หรือช่วงเวลาดื่มด่ำน้ำผึ้ง ที่สังคมและฝ่ายค้านจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานห้วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะเพิ่มความเข้มข้นการตรวจสอบจากเบาไปหาหนัก จนถึงกระบวนท่า “ไล่รัฐบาล”

แต่เริ่มต้นของรัฐบาล “ลุงตู่ 2” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกไล่จากฝ่ายค้านและคนในสังคมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จึงมีกระแสการตรวจสอบเข้มข้นแบบไม่ให้โอกาส “ทำงาน” แก่รัฐบาลชุดที่ 62 แม้แต่นาทีแรก

ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นรัฐบาลที่มีผู้นำ คือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องมากว่า 5 ปี แม้ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็ตาม แต่เพราะการต่อสู้ที่รุนแรงเพื่อช่วงชิง “อำนาจ” ทั้งก่อนและหลัง ทำให้การเมืองต่อไปนี้ไม่มีบรรยากาศ “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้น รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพรรคพวกก็พึงระวัง เพราะจะถูกทั้งฝ่ายค้าน และคนในสังคมขึงพืด เผลอๆ คนในฝั่งรัฐบาลจะ “ลากไส้” กันเองในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำเช่นนี้

ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ฝ่ายค้านขึ้นบัญชีดำซักฟอกคุณสมบัติ 6 รัฐมนตรี ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 160 หรือไม่ โดยเฉพาะ ในบทบัญญัติ มาตรา 160 (4) ที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า รัฐมนตรีต้อง “(4) มีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์”

โดย 6 รัฐมนตรีที่ถูกขึ้นบัญชีจะถูกขึงพืดในวันแถลงนโยบาย ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ด้วยข้อกล่าวหาในพฤติกรรมแห่งอดีต ที่ยังต้องรอการพิสูจน์ จากทั้งองค์กรอิสระ และศาล แต่กรณีบางคนแม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ว่าเขาพ้นความผิดแล้ว ฝ่ายค้านยังลากมาเป็นประเด็น

แม้ว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นราว 24-25 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการอภิปรายที่ไม่ลงมติ และไม่กระทบกระเทือนต่อ “เสียง” ซึ่งเป็นเสถียรภาพหลักของรัฐบาล แต่การ “หลอกด่า” โดยจับเรื่องนโยบายกับตัวบุคคลที่มีพฤติกรรมอันอาจจะไม่เหมาะสม และรัฐมนตรีคนนั้นไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลและหลักฐานความบริสุทธิ์ของตัวเอง ก็จะบั่นทอน “เครดิต” ทั้งต่อตัวรัฐมนตรีผู้นั้น และต่อตัวนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล

ตรงกันข้ามหากรัฐมนตรีในบัญชีซักฟอกของฝ่ายค้าน เตรียมตัวมาดี สามารถอธิบายเหตุผล แสดงหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ลบล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเป็นที่ยอมรับของสังคม รัฐมนตรีคนนั้นและรัฐบาลก็จะสอบผ่านด่านแรก ฝ่ายค้านต้องกลับไป “เลียแผลใหม่” เพราะถือว่า “ทำการบ้านได้ไม่ดีพอ”

ดังนั้นวาระแรกของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่การตรวจสอบรัฐมนตรีและรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการทดสอบฝ่ายค้านด้วยว่า “ทำได้ดีหรือแค่ราคาคุย” เท่านั่น ที่สำคัญ อย่าเอาหลักฐานปลอมมาใช้ในการอภิปราย เพราะหากถูกจับได้ ความน่าเชื่อถือของผู้กระทำ จะหมดไปทั้งชีวิตทางการเมือง และต้องพิสูจน์ฝีมือขุนพลหน้าใหม่ของฝ่ายค้านว่าจะทำได้ดีเท่ากับ “แกนนำ” พรรคที่ไม่ได้เข้าสภาเพราะกลายเป็นส.ส.สอบตกไปหรือไม่ หากทำได้ดี เราก็เกิด “ดาวสภาดวงใหม่” แต่ถ้าไม่ได้เรื่อง นั่นก็ทำให้ “คนรุ่นใหม่เสียรังวัด” ไปเช่นกัน.

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม”

15 กรกฎาคม 2562 – 08:50 น.
ปฏิบัติการสลายสามมิตรกับกฐินซักฟอกอุตตม,อุตตม สาวนายน,กรุงไทย
เปิดอ่าน 2,588 ครั้ง

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม” 

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดย “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น, ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจและ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ปฏิบัติการสลายสามมิตรกับกฐินซักฟอกอุตตม”

สมชาย กล่าวว่า หลังโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ พรรคฝ่ายค้านจองกฐินหกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคุณสมบัติ เพราะมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี โดยพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการเรื่องนี้หลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้หกรัฐมนตรีคือ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมว.คลัง, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์, นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ตอนนี้สองคนที่โดนวิจารณ์มากคือ อุตตม และ ร.อ.ธรรมนัส

“รมว.คลังโดนวิจารณ์เรื่องธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานคร 9.9 พันล้านบาทในปี 2546 โดยเครือกฤษดามหานครกู้เงินธนาคารกรุงเทพสี่พันกว่าล้านบาท เมื่อกู้ธนาคารกรุงไทยได้ก็รีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงเทพ เงินที่เหลือห้าพันล้านบาทเศษก็ซื้อที่ดินและทำโครงการใหม่ รวมทั้งซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ตอนนั้น รมว.คลังคนนี้เป็นกรรมการของธนาคารกรุงไทย และโดนกันเป็นพยานในคดีนี้ เพราะตอนนั้นเขาค้านว่าทำแบบนี้ไม่ได้ และศาลตัดสินแล้วโดยอุตตมไม่ผิด”

 วีระศักดิ์ ให้ความเห็นว่า “บอร์ดธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้ก้อนนี้ โดยอ้างว่าบิ๊กบอสสั่งการ จากนั้น ธปท.ไปตรวจสอบโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการ ธปท. พบว่าบริษัทลูกของเครือกฤษดามหานครไม่ได้ถูกวิเคราะห์ฐานะและความน่าเชื่อของบริษัท และต่อมามีการประเมินว่าหนี้สงสัยจะสูญและตั้งวงเงินสำรองเต็มจำนวน และ ธปท.พบว่าหลักทรัพย์ที่เครือกฤษดามหานครนำมากู้คือที่ดินสี่พันกว่าไร่ โดยธปท.ประเมินไว้เจ็ดพันกว่าล้านบาท แต่สิ่งที่เครือกฤษดามหานครขอวงเงินกู้ไว้เก้าพันกว่าล้านบาทโดยอ้างว่าที่ดินมีมูลค่าหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท ทั้งนี้เครือกฤษดามหานครใช้บริษัทในเครือของตัวเองประเมินราคาที่ดิน ขั้นตอนการปล่อยกู้นั้นรวบรัด อุตตมและชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลังที่ไปเป็นกรรมการอิสระของบอร์ดธนาคารกรุงไทยค้านในเรื่องนี้

ผู้ว่าการ ธปท.ไปบอกนายกรัฐมนตรีในตอนนั้นและส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ จากนั้นมีการยึดอำนาจ โดยสำนวนคดีนี้ คตส.นำไปตรวจสอบต่อ และกันอุตตมกับชัยณรงค์ไปเป็นพยาน และไม่ใช่ผู้กระทำความผิด เพราะตอนนั้นสองคนนี้แจ้งธปท.ว่าค้านเรี่องนี้แล้ว ต่อมาคตส.ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปยี่สิบกว่าคน และมีการตัดสินคดีแล้ว”

บากบั่น สรุปว่า “ธปท.ไปพบว่าที่ดินแปลงนั้นน้ำท่วมและตาบอด ประธานกรรมการในตอนนั้น(สุชาย เชาว์วิศิษฐ)ให้เร่งอนุมัติเพราะบิ๊กบอสสั่ง ตอนนั้นหลายคนในบอร์ดที่ประชุมเรื่องนี้ไม่มีความผิดเพราะค้านเรื่องนี้และไม่ได้ประชุมในวันนั้น และเรื่องนี้บิ๊กบอสเป็นจำเลยที่หนึ่งในคดีนี้ เพราะศาลมองว่าเงินจากกรณีนี้มีเช็คสิบเอ็ดฉบับไปอยู่กับลูกชายรวมทั้งคนรับใช้ของบิ๊กบอส และแตกหน่อในคดีฟอกเงินมาพ่วงออกมาด้วย โดยวันที่ 25 พฤศจิกายน จะตัดสินคดีเช็คนี้”

ส่วน “ปฏิบัติการสลายสามมิตร” นั้น ”วีรศักดิ์” ตั้งคำถามว่า กลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐเคยบอกว่ามี ส.ส.สามสิบเอ็ดคน แต่ตรวจสอบแล้วมีสิบเจ็ดคน กลุ่มนี้จะดำเนินการทางการเมืองอย่างไรต่อไปหลังครม.ชุดใหม่จะต้องทำงานแล้ว

“บากบั่น” มองว่า กลุ่มสามมิตรตอนนี้ได้ รมว.ยุติธรรม และ รมว.อุตสาหกรรม วิธีการสลายหรือคุมกลุ่มสามมิตรให้ลดบทบาทลงนั้นจะทำเช่นใด เพราะมีข้อมูลว่าซานตาคลอสสีเขียวกำลังดำเนินการด้วยการใช้ปัจจัยเข้าไปจัดการ

 “สมชาย” กล่าวว่า กลุ่มสามมิตรคือปมปัญหาของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ แม้กลุ่มสามมิตรบอกว่ายุติเรื่องขัดแย้งแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อว่าสงบ เพราะ ส.ส.กลุ่มนี้เคยไล่เลขาธิการพรรค กลุ่มสามมิตรดึง ส.ส.ในพรรคมาลงชื่อด้วยการตกปลาในบ่อคือ ใช้ปัจจัย วิธีสลายกลุ่มนี้นั้นคือ พรรคมีมาตรการว่า ส.ส.คนใดได้เป็นรัฐมนตรีต้องลาออก พรรคนี้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ห้าคนที่ร่วมครม.ชุดปัจจุบัน ดังนั้นต้องลาออก กลุ่มสามมิตรจะไม่มีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่เป็นแกนนำกลุ่ม คือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม หากสองคนนี้ต้องลาออกจาก ส.ส.เพราะต้องไปทำหน้าที่รัฐมนตรี ภาษาการเมืองเรียกว่า “ขาลอย” เพราะหากปรับครม.รอบใหม่สองคนนี้ไม่ได้ร่วมครม.ก็ไม่มีสถานะส.ส. ตรงนี้จะจัดการสลายกลุ่มสามมิตรได้ง่าย

เมื่อกลุ่มสามมิตรตกปลาในบ่อเพื่อนได้ กลุ่มอื่นในพรรคก็ตกปลาจากกลุ่มสามมิตรได้เช่นกัน เพราะกลุ่มสามมิตรใช้ปัจจัยดูแล ส.ส.เป็นรายเหตุการณ์ ไม่ได้ดูแลรายเดือน ทราบว่ามีซานตาคลอสสีเขียวให้ปัจจัย ส.ส.กลุ่มสามมิตรดูแลรายเดือน เดือนละสองปึก

และช่วงลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลมี 254 ส.ส. หักหนึ่งเสียงของ ชัย ชิดชอบ ที่เป็นประธานการประชุมออกไปหนึ่งเสียง จะเหลือ 253 ส.ส. แต่ชวน หลีกภัย ได้คะแนน 258 เสียง เกินมาห้าเสียงที่เป็นงูเห่า โดยห้าเสียงนั้นลงมติว่า “ชวน” ทั้งที่คนอื่นลงมติว่า “ชวน หลีกภัย” ดังนั้นห้าเสียงที่ลงมติว่า “ชวน” คือใบเสร็จให้ไปรับปัจจัย และสี่เสียงของฝ่ายค้านที่งดออกเสียง รวมแล้วเก้าส.ส.ที่พร้อมเป็นงูเห่า หากซานตาคลอสสีเขียวใช้ปัจจัยไปดูแลเก้าส.ส.เหล่านี้ จะมีจำนวนส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น และมั่นใจในการลดพลังกลุ่มสามมิตรลงได้

กลุ่มสามมิตรคงไม่หายไปจากการอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ แต่กำลังต่อรองจะลดลง รัฐบาลชุดนี้ก็มีความมั่นคงมากขึ้น

“เสถียรภาพรัฐบาลคือ 270-275 ส.ส. แต่วันนี้ซานตาคลอสสีเขียวจะไปดึงงูเห่าให้ได้จำนวนนี้นั้น ทำได้ยากมาก ตอนนี้ทำได้เพียงประคองสถานการณ์” สมชายสรุป

แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์

15 กรกฎาคม 2562 – 07:05 น.
แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์,รัฐบาลประยุทธ์ 2,ความยากจน
เปิดอ่าน 1,279 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2562

รัฐบาลประยุทธ์ 2 เดินหน้าร่างนโยบายเพื่อแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคม หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 16 กรกฎาคม นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทำหน้าที่บริหารประเทศได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสะสางปัญหาของชาติในหลายๆ ด้านทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ที่สะสมคาราคาซังมากว่า 3 เดือนจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล และด้วยความที่เป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ดังนั้นเนื้อหานโยบายของรัฐบาลจึงเป็นที่น่าจับตาของทุกฝ่ายว่าจะเป็นการตอกย้ำให้ความสำคัญถึงเสถียรภาพและความร่วมมือกันของพรรคร่วมในภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล และจะสร้างความมั่นใจให้แก่ภาพรวมทางเศรษฐกิจและนักลงทุน และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศให้สำเร็จตามความต้องการของพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน

หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงการทำงานในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มาจากหลายพรรคการเมือง แต่ก็ยังให้ความคาดหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายทำงานเพื่อชาติและเชื่ออีกว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ปกติ เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจทุกพรรคใกล้เคียงกันที่จะช่วยเหลือประชาชนฐานรากท่ามกลางอุปสรรคทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงคามการค้าสหรัฐและจีน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งบัญชาการเป็นคำรบ 2 บนหัวเรือเหล็กที่ลูกเรือออกมาประกาศเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ใช้ได้ และการที่ได้นายกรัฐมนตรีคนเดิม นโยบายด้านเศรษฐกิจคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพราะถือเป็นเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยไปแล้ว

 ขณะเดียวกันปัญหาปากท้องประชาชนก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งโพลล์ทุกสำนักก็ว่าได้สะท้อนออกมาทุกครั้งของการสำรวจ โดยล่าสุดสำนักวิจัยซูเปอร์โพลนำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ หรือ แก้ปากท้องก่อน ปรากฏผลโพลล์นี้มีนัยสำคัญว่า ปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาตกงาน งานไม่มั่นคง ปัญหาสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และการขาดแคลนทุนการศึกษาของคนในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองทุกพรรคเอาความจริงของความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นโจทย์ตั้งไว้และแก้ไขให้ตรงโจทย์มากกว่าการตั้งเป้าโจมตีโค่นล้มกัน ถ้าสาธารณชนได้เห็นภาพของการจับมือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และแกนนำฝ่ายค้าน น่าจะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองและกำลังใจสุขภาพจิตของประชาชนทั่วไปดีขึ้นได้บ้าง

เห็นได้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องรีบเร่งคือการแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนเพราะเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า เศรษฐกิจภายในประเทศถดถอย คนไทยส่วนใหญ่ขาดกำลังซื้อ เศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาโดยเฉพาะอาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้น ถือเป็นงานหนักที่รออยู่ข้างหน้า จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักถึงความสำคัญเมื่ออาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งมีคำกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ความสำเร็จของนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่ว่าได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาด้วยความยากลำบากเพียงไร แต่อยู่ตรงที่ว่าต่อจากนี้ไปจะสามารถทนรับการโจมตีจากฝ่ายต่างๆ ด้วยความยากลำบากไปได้นานแค่ไหน ถ้าทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศแท้จริง รัฐบาลควรจะนิ่งๆ หนักแน่นมั่นคงไว้ ไม่ลงไปเล่นกับเกมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือให้เปลี่ยนเกมและเข้าควบคุมเกมนั้น

“คนแดนไกล” ตั้งพรรคใหม่ ยก “เพื่อไทย” ให้ “สุดารัตน์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คนแดนไกล” ตั้งพรรคใหม่  ยก “เพื่อไทย” ให้ “สุดารัตน์”

14 กรกฎาคม 2562 – 10:36 น.
พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,ทักษิณ ชินวัตร,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อย สุดารัต,พรรคไทยรักไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อธรรม,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 98,746 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 13-14 ก.ค.62 หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************

14 กรกฎาคม 2541 เป็นวันก่อตั้งพรรคไทยรักไทย โดย ทักษิณ ชินวัตร และคณะ ได้ยื่นขอจดแจ้งชื่อพรรค แม้ในทางกฎหมายไม่มีพรรคนี้อยู่แล้ว แต่ในทางพฤตินัย พรรคไทยรักไทยก็คือพรรคเพื่อไทย ในวันนี้

12 กรกฎาคม 2562 มีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดูจากหน้าตาแล้วก็เป็นไปตามความคาดหมายที่มีข่าวช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ว่า “คนแดนไกล” ยกให้ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เข้ามาบริหารจัดการพรรคเพื่อไทย

สาย“หญิงหน่อย”ปึ้ก!

รายชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค และ “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เป็น เลขาธิการพรรค ยังผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ อย่างรองหัวหน้าพรรคประกอบด้วย ปลอดประสพ สุรัสวดี, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ชูศักดิ์ ศิรินิล, ไพจิต ศรีวรขาน, เกรียง กัลป์ตินันท์, วิทยา บุรณศิริ, สามารถ แก้วมีชัย, วิชาญ มีนชัยนันท์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, ชวลิต วิชยสุทธิ์, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, ประเสริฐ จันทรรวงทอง, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, นคร มาฉิม และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ด้านรองเลขาธิการพรรรคประกอบด้วย ละออง ติยะไพรัช, จตุพร เจริญเชื้อ, จิรายุ ห่วงทรัพย์, ศราวุธ เพชรพนมพร, สุรชาติ เทียนทอง, ขัตติยา สวัสดิผล และเผ่าภูมิ โรจนสกุล

คลี่รายชื่อออกมาดูปรากฏว่า “สายแข็ง” ยังอยู่หลายคน อาทิ เกรียง กัลป์ตินันท์ และ วิทยา บุรณศิริ ส่วนเลขาธิการพรรค อาจจะโชคดีที่มี “เด็กเจ๊ใหญ่เมืองหลวง” อยู่เพียบ

กลัว“อนาคตใหม่”

ส่วนตำแหน่งประธานพรรคเพื่อไทยที่จะเสนอชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เพื่อเข้ามามีบทบาทในการบริหารพรรคยังไม่สามารถเสนอชื่อได้ เพราะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่

ฉะนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ยังคงนั่งประธานยุทธศาสตร์พรรค และเสนาะ เทียนทอง ยังนั่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

เหตุที่ “คุณหญิงหน่อย” ต้องการเข้ามาเป็นประธานพรรค เพราะจะเข้ามาปรับเปลี่ยนการทำงานในพรรคใหม่เนื่องจากสัดส่วนกรรมการบริหารพรรคชุดนี้มีลักษณะประนีประนอมของคนสองรุ่น เกรงผู้อาวุโสจะไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ คุณหญิงหน่อยจึงขอ “ดาบ” เข้ามาแก้ไขปัญหา

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย เผชิญหน้า 3 ความท้าทาย คือ 1.ความท้าทายทางการเมือง ต่อสู้กับรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยว  2.ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำหนักมาก กำลังซื้อภายในประเทศ 3.ความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ความท้าทายข้อที่ 3 เป็นเรื่องภายในพรรค “ถ้าเราปรับตัวไม่ได้ เราจะถูกดิสรัปชั่น ตกยุคทันที”

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยยกทฤษฎี 2 โลกคือ โลกใบแรกคือ ส.ส.ภูธร ไม่ชำนาญเทคโนโลยี ไม่ทันสมัย ใช้ไลน์แค่สวัสดีตอนเช้า ส่วนอีกโลกหนึ่งคือ ส.ส.กทม. และนักเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงชาวบ้านได้มากกว่า

ความกังวลเรื่องดังกล่าว ย่อมมีผลมาจากพรรคอนาคตใหม่ ที่เบียดแทรกเข้าไปถึงส.ส.ได้ในพื้นที่ภาคกลางและบางเขตในเหนือ-อีสาน

คนแดนไกล”รอเวลา

เดิมทีมีรายงานข่าวว่า อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ที่เคยอยู่ในกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.เขต จะคืนสู่เหย้าพรรคเพื่อไทย บางรายอาจได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีใครแสดงตัวว่ากลับเพื่อไทยแล้ว

มีรายงานข่าวว่า “คนแดนไกล” ที่ส่งสัญญาณคล้ายจะวางมือในวันเกิดครบรอบ 70 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ล่าสุดนายใหญ่ยังมีการพูดคุยและให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการพรรคอยู่

“หากอดีตนายกฯ ทักษิณ ประกาศวางมือจริงอาจจะทำให้พรรคระส่ำถึงขั้นแตกได้ เพราะเวลานี้ ส.ส.หลายคนรู้สึกเคว้งคว้าง” แหล่งข่าวกล่าว

          ว่ากันว่า นายใหญ่ประเมินว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังจะไม่มีการแก้ไขในเร็ววัน หากมีการยุบสภา ก็ยังใช้กติกา การที่จะมีแค่เพื่อไทยพรรคเดียวคงเป็นไปไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยรีโนเวตยาก มีปัญหาเยอะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งพรรคใหม่ เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา

นัยว่าพรรคใหม่อาจเป็น “พรรคเพื่อธรรม” ที่สำรองไว้อยู่แล้ว ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

          อดีตสมาชิกไทยรักษาชาติบางส่วนจึงยังไม่กลับเข้าเพื่อไทย คงรอคอยดูท่าทีนายใหญ่อยู่ด้วยใจระทึก

“4 สิงห์เกษตร” แชร์ขุมทรัพย์..กุมรากหญ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“4 สิงห์เกษตร” แชร์ขุมทรัพย์..กุมรากหญ้า

13 กรกฎาคม 2562 – 08:35 น.
กระทรวงเกษตรฯ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,พรรคประชาธิปัตย์,แบ่งเค้ก,เก้าอี้ รมต,ครมบิ๊กตู่ 21,ชาดา ไทยเศรษฐ์,ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,IUU,ลุงตู่,รัฐบาลบิ๊กตู่,รมชเกษตรฯ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 6,255 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพืคมชัดลึก 13-14 ก.ค.62

********************

ร้องกันลั่นประเทศพลันได้ยลโฉมหน้า “4 เสนาบดี” กระทรวงพระพิรุณทรงนาค ปรบมือสิพี่น้อง “เฮียต่อ บ้านใหญ่ปราณบุรี” “เฮียเม้ง โรงสีบ้านไร่” “มนัญญา ดอนหมื่นแสน” และ “ผู้กองมนัส เมืองกว๊าน” ทุกพรรคต่างหวังยึดกุมฐานเสียงรากหญ้า

แต่ไม่ต้องตกใจว่าทำไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงได้รัฐมนตรีรวมแล้ว “4 คน” เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก อย่างยุคชวน 2 ก่อนสิ้นสุดรัฐบาลเดือนกุมภาพันธ์ 2544 คนไทยเคยมีรมต.เกษตรฯ รวม 4 คนมาก่อน และยังมาจากหลายพรรคเหมือนกัน

          สำหรับครั้งนี้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน นั่งเจ้ากระทรวง พรรคประชาธิปัตย์ส่วนรัฐมนตรีช่วยคือ ประภัตร โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนามนัญญา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคพลังประชารัฐ

งานนี้นอกจากเป็นผลดีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการต้อนรับ จัดเตรียมห้องหับมากนัก (ฮา) เพราะเคยทำมาแล้ว

แต่อีกทางหนึ่งก็มองได้ว่า “ครม.บิ๊กตู่ 2/1” ที่กระทรวงนี้จัดแน่นมา 4 คน แบบนี้ คงไม่มีใครงอนและน้อยใจน้อยหน้ากันอีก

ที่สำคัญแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งที่จะช่วยกันดูแลเกษตรกรได้จบทั่วทุกภาคแถมยังผ่านการสวมหมวกคัดสรรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างดีทั้งสิ้น

เกษตรมั่งคั่ง

ก่อนจะไปดูหน้าตารัฐมนตรี ถามว่ากระทรวงนี้สำคัญตรงไหน ตอบเลยขึ้นชื่อว่า “เกษตร” ยังไงก็คืออาชีพหลักส่วนใหญ่ของคนในประเทศอยู่แล้ว

          ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ประชารัฐ’ ในการอุ้มสินค้าเกษตรหลายอย่างไม่ว่าจะข้าว ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา มีการอัดฉีดงบชนิดทุ่มสุดๆ เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

หากแต่เอาเข้าจริงๆ ในส่วนงบประมาณที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรร ตรวจสอบแล้วที่ผ่านมากระทรวงนี้ไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ ของกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรให้มากที่สุด

ดังนั้นการที่คนไทยรู้สึกว่าใครๆ ต่างไขว่คว้า รีบจองโควตาไว้ตั้งแต่ไก่โห่ที่จะได้คุมกระทรวงนี้ คงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณเป็นหลัก แต่อาจมองได้ว่าเมื่อเมืองไทยน้ำท่วม น้ำแล้ง  พืชผลราคาตกต่ำ ใครคุมกระทรวงนี้ก็ใช้อำนาจไปดูแลช่วยเหลือชาวบ้านได้มาก แถมยังตุนคะแนนเสียงไว้ล่วงหน้าเผื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อีก

          พูดง่ายๆ ว่าช่วงเดือดร้อน พรรคไหน คนไหน จะเอาหน้ากับชาวบ้านได้ดีเท่าคนที่คุมกระทรวงเกษตรฯ เป็นไม่มี!

สำหรับปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรฯ ได้มา 108,539.324 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของงบประมาณรายจ่ายรวม งบในจำนวนนี้ได้ถูกกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ ในกำกับดูแล

ตอนนั้นหน่วยงานสำคัญนอกจาก 1.สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่จะได้รับงบ 1,756.01 ล้านบาทแล้ว ยังมี 2.กรมการข้าว 3,138.44 ล้านบาท 3.กรมชลประทาน 65,643.27 ล้านบาท 4.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1,354.42 ล้านบาท 5.กรมประมง 4,096.94 ล้านบาท 6.กรมปศุสัตว์ 6,225.69 ล้านบาท

7.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 2,302.03 ล้านบาท 8.กรมพัฒนาที่ดิน 5,723.70 ล้านบาท 9.กรมวิชาการเกษตร 4,136.47 ล้านบาท 10.กรมส่งเสริมการเกษตร 6,340.56 ล้านบาท 11.กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3,101.68 ล้านบาท 12.กรมหม่อนไหม 710.14 ล้านบาท

ที่เหลือยังมีองค์การมหาชนอีก 3 แห่ง รัฐวิสาหกิจอีก 4 แห่ง อยู่ในการกำกับดูแล

         มาปี 2563 มีข้อมูลว่ามีการเสนอของบประมาณไว้ในวงเงิน 246,998 ล้านบาท เพิ่มมาอีกกว่าเท่าตัว ก็คงจะเฉลี่ยจัดสรรไปตามสัดส่วนที่เคยเป็นมา

เฉลิมชัยตัวจริง

แน่นอนงานหลักคือเรื่องปากท้องของประชาชนคนไทย รัฐมนตรีที่คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีกึ๋นและพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนกลไกของกระทรวงเกษตรฯ นำนโยบายลงสู่ระดับล่างได้ทันทีและทั่วถึง

ถามว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ถึงเป็น เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลาขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบเลยว่าอาจเป็นไปตามการขอโควตาของ พรรค 53 เสียง” ที่ชัดเจนมาแต่ต้นว่าพรรคเราต้องได้กระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯ

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

          และเมื่อกระทรวงพาณิชย์มีหัวหน้าพรรคอย่าง “อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่งควบเจ้ากระทรวง พร้อมเก้าอี้รองนายกฯ แล้วทำไมที่กระทรวงเกษตรฯ จะไม่ใช่เก้าอี้ของผู้มากบารมีอย่าง “เสี่ยต่อ”!

ในทางหนึ่ง เฉลิมชัยเคยกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ สามารถทำงานควบคู่กันไปได้ในด้านการตลาดและการผลิต เพื่อช่วยเหลือปากท้องเกษตรกรไทย

แต่ทางหนึ่งวิเคราะห์ว่างานนี้ลุงตู่เล็งไกล ให้เสี่ยต่อดูแลแก้ปัญหาราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน ให้กระเตื้องขึ้นมา หลังจากตกต่ำมาหลายปี แถมยังอาจช่วยสกัดม็อบเกษตรที่จะขึ้นมาจากภาคใต้ได้ด้วย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุ เฉลิมชัยในฐานะเจ้ากระทรวงจะดูแล 4 หน่วยงานหลัก คือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทำได้เพื่อพรรค

สำหรับ ประภัตร โพธสุทน หรือ เฮียเม้ง” เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องบอกว่าเซอร์ไพรส์เล็กน้อย

ถ้าใครจำได้เขาเคยนั่งเป็นถึงเจ้ากระทรวงเกษตรฯ มาก่อนช่วงปี 2543-2544 ยุค “ชวน 2” (โควตาพรรคชาติไทย) แทนที่ ปองพล อดิเรกสาร ที่ลาออกจากเก้าอี้ไป

 ประภัตร โพธสุทน

          คนทั่วไปอาจมองว่าการกลับมานั่ง รมช. ในกระทรวงเดิมที่เคยว่าการ อาจไม่สมศักดิ์ศรี แต่ประภัตรน่าจะมีวาระที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือนอกจากการทำงานในสายที่เชี่ยวชาญแล้ว แต่สำหรับคนพรรคชาติไทย เรื่องดูแลพี่น้องเกษตรกรเรียกว่าเป็นงานหลักของพรรคมาตลอด

ดังที่รู้ว่านโยบายเด่นของพรรคนี้คือเรื่องการเกษตร อย่าง “ใช้ตลาดนำเกษตร” ส่งเสริมการปลูกพืชรายได้ดี ลดต้นทุนและจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย ฯลฯ

ไม่เช่นนั้น “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา จะไม่พูดมาแต่ต้นว่าพรรคเราชัดเจนที่กระทรวงทรัพย์ฯ และกระทรวงเกษตรฯ

ดังนั้นเพื่อให้ อุดมการณ์และสัญญาใจ” กับชาวบ้านไม่เลือนหาย วันนี้ท็อปนอกจากจะได้เก้าอี้กระทรวงทรัพย์ฯ ตามหวัง ส่วนเฮียเม้งก็ได้เข้าไปนั่งในฐานะรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

ก็ถือว่าภารกิจด่านแรกสำเร็จแล้วคือจะได้ทำงานเพื่อชาวบ้านเหมือนกัน ไม่มีอะไรให้คาใจอีก

น้องนั่งพี่คุม?

ไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ” เพราะตกรุ่นไปแล้ว วันนี้หมายถึง มนัญญา-ชาดา” สองพี่น้องแห่งตระกูลไทยเศรษฐ์ คนใหญ่แห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

          “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” หรือ เบแหม่ม” ได้มานั่งเก้าอี้รมช.อีกคน เป็นดอกไม้งามท่ามกลางหมู่ชายแห่งกระทรวงเกษตรฯ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอก็คือตัวแทนของ ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

เบแหม่มหรือมนัญญา กับ พี่ชายที่แสนดี

ชาดานั้น นอกจากจะเป็นพี่ชายผู้กว้างขวางและคลุกคลีอยู่กับกลุ่มเกษตรกรอย่างเหนียวหนึบ ด้วยความเป็นประธานสมาคมชาวไร่อ้อยไทยเศรษฐ์ จ.อุทัยธานีแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่อง “ม็อบเกษตร” ผลงานเคยนำม็อบชาวนาเดินทางจะมาลุยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557

เบแหม่มคนงาม

          เดิมทีกระแสข่าวว่า ชาดา อาจได้นั่งช่วยว่าการที่กระทรวงมหาดไทย จากนั้นขยับมาที่เก้าอี้ รมช.เกษตรฯ แต่สุดท้ายไม่ถึงฝันเพราะลุงตู่ไม่ปลื้มจากเรื่องภาพลักษณ์ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพล หรือบางคนเรียก “เจ้าพ่อ”

แต่หากถามชาวอุทัยธานี กลับมองว่าชาดานี่แหละคนจริง ใจถึง พลังถึง และพึ่งได้ ดูแลคนทั้งจังหวัด

ที่สุดเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของพรรคภูมิใจไทย การที่ผู้ใหญ่จัดแจงให้ชาดาส่งน้องสาวคนสวยลงไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยที่กระทรวงเกษตรฯ แทน ก็ถือว่าโอเคมากแล้วสำหรับ “พี่ใหญ่อุทัยธานี” คนนี้

แซบสุดธรรมนัส

จะว่าไปการเมืองไทยนาทีนี้ระดับปี้ใหญ่เมืองเหนืออย่างผู้กองมนัส “เหมาะแต๊เหมาะว่า” กับเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอยู่แล้ว

ไม่ใช่แค่ผลงานที่ผู้กองมนัสทำไว้อย่างดีเลิศ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ทะลวงฐานเสียงพรรคสีแดงของนายใหญ่ได้หลายพื้นที่

หรือเพราะผลงานมือประสานสิบทิศที่สามารถสยบคลื่นลมจากการต่อรองเก้าอี้รมต.ของพรรคกลาง-เล็ก-จิ๋ว แบบจบสวย ด้วยความเป็นเจ้าพ่อคอนเนกชั่น ที่เรื่องการเจรจาต่อรองติดมือวางอันดับ 1

หรือแม้เดิมทีผู้กองมนัสจะถูกวางตัวไว้ที่กระทรวงแรงงาน แต่การรับหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ของคนใหญ่เมืองพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ย่อมมีเหตุผลสำคัญ

อย่าเพิ่งคิดในมุมที่เจ้าตัวแถลงไปวันก่อน ตอนที่เคลียร์ข่าวสีเทาๆ ในอดีตทำนองที่ตีความได้ว่า ตนนั้นเป็นกำลังหลักในการจัดตั้งรัฐบาลและหลายเรื่องที่ได้ประสานงานไว้นั้นเป็นความลับที่รู้เพียงคนเดียว

 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

แต่ในทางลึกวิเคราะห์กันว่าการที่ลุงตู่ไว้วางใจให้เป็น รมช.เกษตรฯ ไม่น่าจะแค่ให้ผู้กองมนัสมาดูเรื่องอ้อย ปาลม์ ยาง ข้าว เท่านั้น

        คนไทยคงพอรู้ว่ายังมีเรื่องใหญ่อย่างการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ “ไอยูยู” ที่ต้นปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศปลดธงเหลืองของไทยเราออก ซึ่งนับเป็นงานโบแดงของรัฐบาลลุงตู่ที่คว้าธงเขียวมาได้

แต่เรื่องนี้ยังไงก็ยังไม่จบครบสมบูรณ์ เพราะทุกอย่างยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานที่ชาวประมงไทยไม่ขานรับด้วยเสียประโยชน์มหาศาล ดังนั้นที่ผ่านมาช่วงหาเสียงพรรคอื่นต่างขายเรื่องรื้อกฎหมายคุมประมงผิดกฎหมายเพื่อเอื้อฐานเสียงประมงไทยทั้งนั้น

ปรากฏว่าก็เป็นพรรคใหญ่ๆ ที่ร่วมรัฐบาลนั่นแหละ งานนี้ลุงตู่คงเกรงว่าถ้าเป็นเช่นนั้น อาจทำให้ไทยกลับมาโดนใบแดงถาวรกันคราวนี้ ที่ทำไว้ก็เรือหายหมด!

          ทีนี้ถ้าคนอย่างผู้กองธรรมนัส การันตีผลงานเคลียร์จบครบทุกค่ายมาเป็นที่ประจักษ์แล้ว เรื่องปัญหาประมงทั้งมิติไอยูยูมิติพรรคร่วมมิติกลุ่มชาวประมง หรือมิติอื่นๆ ก็น่าจะดูแลจัดการได้ไม่ยาก

วันนี้ผู้คนเม้าท์สิบทิศว่ากระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่เป็น กระทรวงผู้กว้างขวาง” ก็พูดเกินไป ให้เรียกว่าเป็นกระทรวงเกรดเอของคนระดับ เอทีม” ก็แล้วกัน