‘ฟิชชิ่ง’..ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟิชชิ่ง’..ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส!

12 กรกฎาคม 2562 – 14:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ฟิชชิ่ง ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส
เปิดอ่าน 3,884 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในยุคที่มีความทันสมัยของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนลียีการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ทำให้การเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนซื้อขายเป็น “ธุรกิจออนไลน์” ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์ สะดวกรวดเร็ว เหมาะกับคนในยุคสมัยนี้

ทว่าประโยชน์ที่มากล้นของเทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังมีโทษภัยตามมาเหมือนเงาตามตัว เพราะเหล่ามิจฉาชีพก็มีพัฒนาการตามเทคโนโลยี อาศัยช่องทางนี้หากินสร้างความเสียหายเดือดร้อนไปไม่น้อย ที่ผ่านมามีคนตกเป็นเหยื่อจาก “โจรไซเบอร์” ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะ อาทิ แฮ็กเฟซบุ๊ก ไลน์ นำข้อมูลไปสร้างเฟซบุ๊กปลอม ไลน์ปลอม เพื่อหลอกยืมเงินเพื่อน การแฮ็กอีเมลเพื่อเอาข้อมูลส่วนตัวไปทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ โดยตำรวจมีการจับกุมไปแล้วหลายคดี ที่ยังล่องหนจับไม่ได้ก็อีกเพียบ และที่สำคัญยังมีทั้งหน้าเก่าที่เคยถูกจับหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ สลับกับมี “โจรหน้าใหม่” ที่พร้อมจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ทุกคนในสังคมได้ตลอดเวลา

ล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานการจับกุมของตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  จับกุม นายจักรพงศ์ กระแจะจันทร์ และ น.ส.ปนัดดา จิตรากร โจรไซเบอร์ผัวเมีย เนื่องจากมีผู้เสียหายร้องเรียนว่าถูกคนร้ายแฮ็กเว็บไซต์สาธารณะทั่วไป โดยจะเลือกเว็บไซต์ที่ต้องมีการสมัครสมาชิก เมื่อแฮ็กเว็บไซต์เป้าหมายได้แล้วจะนำเอาข้อมูลของสมาชิกของเว็บไซต์ทดลองเข้าอีเมล พอเข้าได้แล้วก็จะสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเข้าสู่เฟซบุ๊ก รวมถึงการเข้าถึงการทำธุรกรรมธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ตำรวจไซเบอร์” ฝากถึงผู้ประกอบการเว็บไซต์ต่างๆ ให้มีการตรวจสอบช่องโหว่ตลอดเวลา ต้องมีการเข้ารหัสพาสเวิร์ดฐานข้อมูลเพื่อป้องกันการโจรกรรมจาก “แฮ็กเกอร์” และพึงตระหนักให้ความสำคัญในความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้า ส่วนประชาชนทั่วไปหากต้องการตั้งค่าการทำธุรกรรมทางการเงิน ควรระวังตัวและให้ใช้ otp ทุกครั้ง ซึ่งจะมีข้อความแจ้งเตือน และควรมีการกำหนดวงเงินไม่ให้สูงเกินจำเป็น รวมทั้งการตั้งรหัสผ่านให้ยาก ไม่ควรใช้สิ่งรอบตัวที่เดาได้ง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ และที่สำคัญห้ามตั้งรหัสผ่านเหมือนกันในทุกเว็บไซต์ โดยไม่ควรเก็บรหัสไว้ในอีเมล สำหรับอีเมลให้ตั้งยืนยันตัว 2 ชั้น รวมทั้งต้องใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส “มัลแวร์” ที่ถูกกฎหมาย เพื่อจะได้มีการอัพเดทตลอดเวลา และหากต้องการใช้ “ไวไฟฟรี” ตามที่สาธารณะต่างๆ ให้พึงระวังอาจถูกแฮ็กได้ตลอดเวลาอีกด้วย

เช่นเดียวกับตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่ออกมาให้ข้อมูลเตือนประชาชนผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” โดยโพสต์จั่วหัว “เตือน ‘Phishing’ ภัยหลอกลวง ดักเอารหัส” ก่อนจะอธิบายว่า “ฟิชชิ่ง (phishing)” คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเพื่อขอข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิต โดยการส่งข้อความผ่านทางอีเมล หรือแมสเซนเจอร์ อาทิ การบอกแก่ผู้รับปลายทางว่าเป็นธนาคารหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ และแจ้งว่ามีสาเหตุทำให้คุณต้องเข้าสู่ระบบ ให้ใส่ข้อมูลที่สำคัญใหม่ โดยเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปมักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเว็บที่กล่าวถึง (หน้าเว็บไซต์ปลอม) โดย phishing แผลงมาจากคำว่า Fishing แปลว่า การตกปลา ซึ่งมีความหมายถึงการปล่อยให้ปลามากินเหยื่อที่ล่อไว้

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับอีเมลเพื่อกรอกข้อมูลยืนยันและคลิกลิงก์ โดยเฉพาะมีธนาคารที่เราไม่เคยเปิดบัญชีส่งข้อมูลแจ้งเตือนมาให้ทำรายการ อย่าตกใจ หรือกังวล ให้ตั้งสติ และอย่าไปคลิกลิงก์กรอกข้อมูลสำคัญ มิเช่นนั้นท่านอาจตกเป็นปลาตัวใหญ่ที่ติดเหยื่อจากโจรแฮ็กเกอร์รายต่อไป..!!

ตัวจริง รัฐมนตรี “โกเกี๊ยะ” เริ่มต้นที่ “อัศวเหม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวจริง รัฐมนตรี “โกเกี๊ยะ” เริ่มต้นที่ “อัศวเหม”

12 กรกฎาคม 2562 – 11:06 น.
โกเกี๊ยะ,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,นาที รัชกิจประการ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รมวกระทรวงท่องเที่ยว,ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม,วัฒนา อัศวเหม,เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,รัฐบาลลุงตู่,PTG Energy,ปั๊มน้ำมันพีที,พีที,พีที ประจวบ เอฟซี,บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด มหาชน
เปิดอ่าน 9,629 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 ก.ค.62

***********************

          รัฐมนตรีป้ายแดงรายหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจ เพราะภรรยาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่กรณีจงใจปกปิดทรัพย์สิน และอาจมองว่า เป็นนอมินี จะรู้เรื่องการเมืองหรือไม่ 

          ถ้าใครได้คลุกคลีกับตระกูล “รัชกิจประการ” จะรู้ได้ทันทีว่า “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่แพ้การทำธุรกิจน้ำมัน

แนบแน่น “อัศวเหม” 

          สองปีก่อน เนวิน ชิดชอบ ยกทีมบุรีรัมย์ไปเมืองพัทลุง มีทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยพิพัฒน์นาที รัชกิจประการ ต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ที่น่าสนใจคือ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ร่วมขบวนไปด้วย

          “เจ๊เปี๊ยะ นาที” เคยให้สัมภาษณ์สื่อองค์กรปกครองท้องถิ่น เกี่ยวกับแรงบันดาลใจให้มาเล่นการเมืองนั้นมาจากสามี “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” ที่เคยทำงานการเมืองในพรรคราษฎร ของ “วัฒนา อัศวเหม”

นาที เนวิน-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

          เลือกตั้ง 2544 วัฒนา อัศวเหม ตัดสินใจเดินหน้าสู้ทักษิณ ชินวัตร ส่งผู้สมัคร ส..ทั่วประเทศ ด้วยหวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เฉพาะภาคใต้ “วัฒนา” ได้ร้องขอให้ “โกเกี๊ยะ” ช่วยคัดสรรผู้สมัคร ส..ลงสนาม ในนามพรรคราษฎร

พิพัฒน์ แม่ทัพตัวจริง

          การเลือกตั้งหนนั้น พรรคราษฎรพ่ายแพ้ยับเยิน ได้ ส.. 3 คน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนากับโกเกี๊ยะ ก็ไม่ห่างหาย

          ปลายรัฐบาลทักษิณ เนวิน ชิดชอบ ถูกส่งลงไปทำงานที่ จังหวัดภาคใต้ “วัฒนา” จึงบอกเพื่อนรัก “ชัย ชิดชอบ” ฝากให้เนวินดูแลโกเกี๊ยะ และเครือข่ายเรือประมงที่สตูลด้วย

          โกเกี๊ยะจึงผลักดันให้เจ๊เปี๊ยะเล่นการเมือง และได้เป็น ส..พัทลุง ปี 2549 

น้ำมันการเมือง

          ก่อนลุยการเมือง มังกรปากน้ำ “วัฒนา อัศวเหม” ทำธุรกิจประมง และตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจน้ำมัน เพราะส่วนใหญ่ของต้นทุนในการทำประมง คือต้นทุนเรื่องน้ำมัน เพื่อเป็นการลดต้นทุน วัฒนาและเพื่อนๆ จึงลงทุนในธุรกิจน้ำมัน

          ยุคแรก วัฒนาเริ่มจากเปิดปั๊มน้ำมันสามทหาร แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ตอนหลังได้จัดตั้งบริษัท เอ็มพีปิโตรเลียม จำกัด พร้อมกับเปิดสถานีบริการน้ำมันเอ็มพีทั่วประเทศ

วัฒนา อัศวเหม

          เมื่อทำประมงและค้าน้ำมัน จึงทำให้วัฒนาได้รู้จักตระกูล “รัชกิจประการ” แห่งบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ มาจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นเรือประมง และอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้

          เอ็มพีปิโตรเลียมกับภาคใต้เชื้อเพลิง เป็นพันธมิตรธุรกิจน้ำมัน และพัฒนาเป็นคอนเนกชั่นการเมืองอันลึกซึ้ง

ยุคทองของปั๊มพีที

          เมื่อเอ่ยถึงปั๊มพีทีในวันนี้ ผู้คนก็จะเห็นหน้า “พิทักษ์ รัชกิจประการ” นักบริหารคนเก่งที่พลิกธุรกิจใกล้เจ๊งให้คืนกลับมาโดดเด่นในยุทธจักรค้าปลีกน้ำมัน

          จริงๆ แล้ว ตระกูล “รัชกิจประการ” มีผู้ชายสามคนที่ช่วยกันดูแลธุรกิจของบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด

          คนแรกคือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนหน้านั้น โกเกี๊ยะรับบทกุนซือการเมืองให้ภรรยา “นาที รัชกิจประการ”

          คนที่สองคือ “โกโต พิบูลย์” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล สมัย และปัจจุบัน โกโตเป็น ส..สตูล เขต พรรคภูมิใจไทย

นาทีช่วย “โกโต” หาเสียงที่สตูล

          คนที่สามคือ “โกนั้ง พิทักษ์” ผู้บริหารบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชนหรือ PTG Energy มีสื่อหลายสำนักลงรูปผิด โดยนำภาพของโกนั้ง ไปแทนโกเกี๊ยะ 

          ปี 2535 เริ่มทำธุรกิจสถานีให้บริการน้ำมัน โดยตั้งบริษัทลูกคือ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด จากนั้นในปี 2538 เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเปลี่ยนจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด เป็นบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชน)

          ปี 2554 ได้เปลี่ยนชื่อจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชนเป็นบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชนเพราะเกรงว่า คนจะเข้าใจว่าเป็นปั๊มน้ำมันของคนภาคใต้ จริงๆ แล้ว ปั๊มพีทีมีมากที่สุดในภาคอีสาน รองลงมาคือ ภาคเหนือ

          ที่แน่ๆ PTG Energy เป็นสปอนเซอร์หลักให้แก่ทีม “พีที ประจวบ เอฟซี” ซึ่งเป็นทีมพี่ทีมน้องกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สถานีต่อไป….โปรดติดตามหกเดือนกับภารกิจบิ๊กตู่และคนการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานีต่อไป….โปรดติดตามหกเดือนกับภารกิจบิ๊กตู่และคนการเมือง

12 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
ครมประยุทธ์2
เปิดอ่าน 2,235 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

เห็นหน้าค่าตากันแล้วสำหรับ “ครม.ประยุทธ์2”

ใครเป็นใครมีผลงานเมื่อวันวานเป็นเช่นไรและวันข้างหน้าจะมาบริหารราชการแผ่นดินด้านใดบ้างนั้น…สังคมคงรับรู้กันทั่วแล้ว

“ใจเย็น เหตุผล ค่อยๆ เจรจา” คือคัมภีร์แรกที่ลุงตู่ควรยึดไว้กับการบริหารคนหมู่มากและยามที่สิ้นมาตรา 44 เสียงบ่น…เสียงตำหนิ…เสียงชื่นชม มีมากหลายปะปน…

ท้ายสุดนั้นสังคมต้องเคารพการตัดสินใจของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับภารกิจ สร.1 และ รมว.กลาโหม ในการบริหารราชการแผ่นดินกับการนำเรือเหล็กพร้อมคนการเมืองหลากพรรค ซึ่งลุงตู่ในฐานะกัปตันได้คัดเลือกลูกเรือให้มาทำหน้าที่อันแตกต่างกันไปตามหน้างาน

ย้ำอีกครั้งเพื่อกันเลือนลืมว่าเสนาบดีในกำกับดูแลของลุงตู่ 2 มีใครบ้าง แปะไว้กันจางจากความจำ

• พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
• นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข
• นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
• พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม
• นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.คลัง
• นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมช.คลัง
• นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ
• นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
• นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
• นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
• นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์
• ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• นายประภัตร โพธสุธน เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม
• นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็น รมช.คมนาคม
• นายถาวร เสนเนียม เป็น รมช.คมนาคม
• นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
• นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พลังงาน
• นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมช.พาณิชย์
• พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย
• นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็น รมช.มหาดไทย
• นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทย
• นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.ยุติธรรม
• ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น รมว.แรงงาน
• นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็น รมว.วัฒนธรรม
• นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็น รมว.ศึกษาธิการ
• คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็น รมช.ศึกษาธิการ
• นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ
• นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็น รมช.สาธารณสุข
• นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.อุตสาหกรรม

แปลว่า ครม.ประยุทธ์ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน รวม 39 ตำแหน่ง ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค คือ พลังประชารัฐ 18 คน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี 3 คน, รมว. 11 คน, รมช. 4 คน (นายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม บวกกับโควตา 3ป.) ประชาธิปัตย์ 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน, รมช. 4 คน (รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์)

ภูมิใจไทย 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน และ รมช. 4 (รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว. สาธารณสุข) ชาติไทยพัฒนา 2 คน 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 1 คน และ รมช. 1 คน

รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมว.แรงงาน ชาติพัฒนา 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ห้าปีที่แล้วกับวันข้างหน้า สภาวะแตกต่างยิ่งกับสิ่งที่ลุงตู่จะเจอ เพราะคำสั่งขวาหัน ซ้ายหัน กลับหลังหัน หน้าเดิน ตามระเบียบพัก คงจะใช้ไม่ได้ดั่งใจ

การเลือกคนการเมืองตามสัดส่วนที่มีการเจรจากันไว้ก่อนที่จะลงเรือลำเดียวกันนั้นโดยมารยาททางการเมือง พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลจะเคารพการเสนอรายชื่อบุคคลที่แต่ละพรรคไปคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี เว้นแต่บางรายหากตรวจสอบแล้วพบลักษณะต้องห้ามก็ต้องตีกลับไป

แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวชิงเก้าอี้กันวุ่นจนน่าเอือมระอา แต่ท้ายสุดนั้น คนการเมืองเหล่านี้มาจากพรรคต่างๆ ต้องส่งรายชื่อมาตามสัดส่วนที่แบ่งงานกันเบื้องต้น และลุงตู่เคาะรายชื่ออีกครั้ง เมื่อเวลานี้กับรายชื่อแจ้งประจักษ์แล้วทุกฝ่ายต้องยอมรับและทำงานต่อ เพราะบ้านเมืองมีหลากปัญหาที่รอการสะสาง

หากมองลึกๆ แล้วการจัดเก้าอี้เสนาบดีคราวนี้ ลุงตู่สวมบท “นักการเมืองเต็มตัว” แล้วที่ต้องบริหาร ”ความขัดแย้งอันท้าทายกับเจตนาของคนการเมืองหลากพรรคหลายมุ้ง” เพราะมองเห็นชัดจากการ “จัดคนให้ตรงกับงานในเพลานี้กับเงื่อนไขที่วางไว้ตรงหน้า” โดยต้องมิมองข้ามว่าวันนี้ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ นานา ย่อมแตกต่างกับเมื่อห้าปีที่แล้วไปพอควร

แว่วว่า “ลุงตู่” เคารพคนที่แต่ละพรรคที่ผ่านสนามหย่อนบัตรมาเป็นตัวแทนชาวบ้านในการเป็นปากเป็นเสียง รวมทั้งเป็นตัวแทนดูแลทุกข์สุขให้มาร่วมงานกัน…บางคนถามว่าการที่ลุงตู่เลือกคนให้เหมาะสมกับงานในคราวนี้ ตรงนี้คือคำตอบแล้วหรือ? แน่นอนว่าบางรายชื่ออาจไม่โดนใจสังคมและลุงตู่เท่าใดนัก…แต่เมื่อพรรคนั้นๆ เสนอมาแล้วก็ต้องให้โอกาสพิสูจน์ฝีมือ…

โดยต้องรอดูว่าเสนาบดีเหล่านี้จะเดินตาม “โรดแม็พ, ไทม์ไลน์ รวมทั้งกติกา” ที่ลุงตู่ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารแจ้งให้ 35 ชีวิตรับรู้แนวทางการทำงานไว้อย่างไรบ้าง ?

เวลากับภารกิจที่มอบหมาย…หาก รมต.คนใดทำดีก็ได้ไปต่อ ถ้าใครทำงานไม่ถึงเกณฑ์หรือมีสิ่งด่างพร้อย รับรองว่า “ป้ายหน้า” คงหมดสิทธิ และลุงตู่จะขยับ “คนอื่นๆ” ที่รอคิวในสถานีต่อไปมาทำแทน

แว่วว่า “หกเดือน” คือเวลาที่ลุงตู่จะให้สิทธิรมต.เหล่านี้ทดลองงานและประเมินผล เพราะ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งการปฏิรูปประเทศบางด้าน” ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เมื่อได้ ครม.ชุดใหม่ที่ผ่านการลงมติจาก ส.ส.และส.ว.เรียบร้อยแล้ว การจับมือทุกภาคส่วนทำงานเดินหน้าเมืองไทยบนกติกาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องปฏิบัติโดยพลัน

เพลาจากนี้ต้องดูว่าหลากพรรคล้วนมีนโยบายที่ใช้หาเสียงไม่ตรงกัน การผสานทุกพรรคให้ตกผลึกนโยบายรัฐบาลผสมให้ไปในทิศทางเดียวกันนั้นไม่ง่าย…แต่ก็ไม่ยาก และรอดูว่าผลจะออกมาเช่นใด

จากนั้นคือการบริหารงานในรัฐสภาเพราะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนั้นความสามัคคีคือสิ่งเดียวที่เรือเหล็กจะฝ่าอุปสรรคไปได้เพราะขั้วต้านลุงตู่จองกฐินกันมาแล้วเพียบ บวกกับการเมืองนอกสภาที่คนการเมืองและภาคสังคมรอวิพากษ์กันแบบไม่เว้นจังหวะให้หายใจ

งานนอกและงานในมันหินมากสำหรับลุงตู่ยามนี้
ความอดทนแเละชี้แจงสิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดของครม.และรัฐบาลผสมชุดนี้จะดำเนินการดับไฟความขัดแย้งในใจผู้คน การไม่เปิดประเด็นหรือยั่วยุขั้วตรงข้ามแบบไม่สมควรนั้น ทีมหลังบ้านของครม.ชุดนี้ต้องประเมินและตามติดทุกสภาวะ เพราะบางครั้งน้ำผึ้งหยดเดียวจะปลุกกระแสทางสังคมออนไลน์ออกไปแบบไร้การทำนาย

ลุงตู่จะคัดท้ายเรือเหล็กอย่างไร…เชื่อว่าลุงตู่พินิจได้เอง

รถไฟความเร็วสูงไทยตกรางหรือไปต่อ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไฟความเร็วสูงไทยตกรางหรือไปต่อ!

12 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
รถไฟความเร็วสูง,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,522 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขณะนี้กำลังมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่แต่ยังมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ และมีความสงสัยว่านโยบายต่างๆ และโครงการรัฐบาลเก่าจะทำต่อหรือไม่

โดยเฉพาะ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ที่เงียบหายไปและไม่มีความคืบหน้าจนประชาชนคาดว่าอาจจะล้มเลิกโครงการเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีคมนาคมใหม่ เรียกว่ารถไฟความเร็วสูงตกรางก็ว่าได้ !

ขณะที่รถไฟความเร็วสูงของหลายๆ ประเทศก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะจีนซึ่งมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเครือข่ายมากที่สุดในโลก

ระบบรถไฟจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วจนขณะนี้รถไฟจีนวิ่งได้กว่า 300 กม./ชม. และกำลังมีรถไฟระบบใหม่วิ่งได้ 600 กม./ชม. ซึ่งไม่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ความฝันแต่เป็นไปแล้วและอีกไม่เกิน 10 ปี จะมีแน่ๆ

หันไปดู ‘ชินคันเซ็น’ หรือ รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นกำลังเปิดตัวรุ่นใหม่ ‘อัลฟา-เอ็กซ์’ ทำความเร็วสูงสุด 400 กม./ชม. ‘อัลฟา-เอ็กซ์’ ของญี่ปุ่นจะวิ่งความเร็วปกติ 360 กม./ชม. เร็วกว่าของจีน ‘ฟูซิงห่าว’ ที่วิ่ง 350 กม./ชม.

ทั้งหมดนี้คือความก้าวหน้าของรถไฟความเร็วสูงจีนและญี่ปุ่นไม่ขอเปรียบเทียบกับไทย

‘ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง’ ต้องทำใจให้สบายอยากขี่รถไฟความเร็วสูงไปจีน-ญี่ปุ่นดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


 ข่าวดีจากกรมบัญชีกลาง
 จ่ายบำเหน็จดำรงชีพ

มีจดหมายจากผู้ได้รับบำนาญส่งมามากมายเพราะได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตยามสูงวัย

ล่าสุดได้รับข่าวดีจากอธิบดีกรมบัญชีกลางว่าเตรียมพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแล้ว โปรดติดต่อและสอบถามรายละเอียดได้

โปรดรีบดำเนินการเพื่อสิทธิของตัวท่านเอง
อ๊อด เทอร์โบ


 ตรวจสอบสิทธิ์ด้วยตนเอง
กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2562

หากผู้รับบำนาญที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ได้รับในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปี ไปแล้ว และยังไม่ครบ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ให้ขอรับเพิ่มได้ในจำนวนที่ยังไม่ครบตามสิทธิ์

ขอรับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญฯ ดังกล่าว ทั้งแบบไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน และแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเองหรือโทรศัพท์สอบถามกรมบัญชีกลางได้ที่หมายเลข 0-2127-7000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212

ส่วนภูมิภาคสอบถามได้ที่สำนักงานคลังเขต 1-9 หรือสำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด!
นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ
(อธิบดีกรมบัญชีกลาง)


 ลอตเตอรี่ขายเกินราคา
 ต้องแก้ที่กองสลาก

ผมเป็นคนขายลอตเตอรี่มาจาก อ.วังสะพุง เมืองเลย ได้อ่านเรื่องราวและมีคำถามว่าทำไมถึงขายลอตเตอรี่หรือหวยรัฐบาลเกินราคาและมีเพื่อนๆ ถูกจับ เดือดร้อน ลำบากมาก

ใครที่ไม่รู้เรื่องราวความจริงก็จะต่อว่าพวกผมคนถือแผงขายหวยว่าทำผิดกฎหมายและเอาเปรียบบางคนก็ขู่ว่าจะไปฟ้องตำรวจ

ผมขอเปิดหัวใจเล่าความจริงแบบตรงไปตรงมาดังนี้ครับว่า เวลานี้คนไทยมีคนจนมากกว่าคนรวยเลยฝากความหวังไว้ที่ซื้อหวยทั้งหวยรัฐบาลและหวยเถื่อน

คนเรานั้นมีความโลภครับอยากถูกหวยรางวัลที่ 1 แบบเป็นสิบๆ ล้านดังที่เป็นข่าวเลยต้องซื้อหวยชุดและนี่เองก็ทำให้หวยชุดราคาแพงและยิ่งชุดใหญ่ยิ่งแพง

หวยชุดต้องแก้ที่กองสลากครับ ผมขายหวยเลยรู้ดีว่าถ้าทางกองสลากไม่ล็อกเล่มให้ยี่ปั๊วก็ไม่มีทางทำได้เพราะผลประโยชน์ล้วนๆ เงินล้วนๆ เลยทำได้

อย่ามาจับคนขายลอตเตอรี่อย่างพวกผมเลยครับ ซื้อมาแพงก็ต้องขายแพง-นี่คือความจริง ใครๆ ก็รู้อย่ามาแกล้งโง่เลย
บุญโชค (เมืองเลย)

 เรียน คุณ ‘บุญโชค’ เมืองเลย
จดหมายของคุณตรงประเด็นแบบไม่ต้องตีความและเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในแวดวงการขายลอตเตอรี่และบางข้อความอาจจะสร้างความเจ็บปวดให้บางคนแต่เราเอามาตีแผ่ให้รู้กัน

ผมเห็นด้วยว่าจะแก้หวยแพงต้องแก้ที่กองสลากก่อนเพราะมีผู้มีอิทธิพลระดับไม่มีใครกล้าแตะต้องเข้าไปจัดระบบหวยชุดและแบ่งผลประโยชน์แบบรวยด้วยกันทุกคน

ว่ากันว่าคนที่ถูกรางวัลที่ 1 ไม่ใช่ผู้โชคดีหรอกครับแต่เป็น ‘เจ้าพ่อ-เจ้าแม่’ กองสลาก

ถูกรางวัลที่ 1 ทุกงวดเลย
อ๊อด เทอร์โบ


“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู

12 กรกฎาคม 2562 – 09:35 น.
สมเด็จฮุน เซน,พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,อลิน สมิธ,อียู,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ณัฏฐา มหัทธนา,โบว์
เปิดอ่าน 6,243 ครั้ง

“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู คอลัมน์…   ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ไม่แปลกหรอกที่พรรคอนาคตใหม่ จะต้องบินไปยุโรป และเดินทางต่อไปสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นเกมบังคับของฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตย จะต้องใช้กลยุทธ์ “โลกล้อมลุงตู่ 2”

เหมือน สม รังสี อดีตหัวหน้าพรรคซีเอ็นอาร์พี กัมพูชา ที่พ่ายเกมการเมืองในประเทศต่อสมเด็จฮุน เซน ก็ต้องลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส และใช้เวลาเดินสายไปอียู ไปยูเอ็น เรียกร้องให้นานาชาติกดดันรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน

เมื่อสองเดือนที่แล้ว สมเด็จฮุน เซน ประกาศว่า จีนซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของกัมพูชา ได้ให้คำมั่นว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือ หากสหภาพยุโรป(อียู)ตัดสินใจถอนสิทธิพิเศษทางการค้า

สัปดาห์นี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ ยังอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมืองหลวงของสหภาพยุโรป เพื่อพบปะกับนักการเมืองและข้าราชการของสหภาพยุโรป

เป้าหมายการเดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ครั้งนี้ ธนาธรก็หวังยืมปาก อลิน สมิธ สมาชิกรัฐสภายุโรป และหนึ่งในคณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของรัฐสภายุโรป ประจานผลการเลือกตั้งในไทยและรายงานความผิดปกติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง

อลิน สมิธ สมาชิกรัฐสภายุโรป ยืนยันว่า สหภาพยุโรปจะนำเรื่องความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยหลังเลือกตั้ง รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาพิจารณาก่อนที่จะเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างอียูกับไทย ซึ่งหยุดชะงักมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557

ออกจากเบลเยียม คณะพรรคอนาคตใหม่ ก็ไปลอนดอน เพื่อให้บีบีซีไทยพูดคุยกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ “ช่อ” พรรณิการ์ ผ่าน Facebook Live

ก่อนหน้านั้น “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา เดินทางไปปารีส ฝรั่งเศส ตามคำเชิญของสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน โดยมี จรัญ ดิษฐาอภิชัย เป็นผู้จัดงานประชุมสมัชชาประชาธิปไตย และให้ “โบว์” มาพูดเรื่องสถานการณ์การเมืองไทย

เนื้อหาสำคัญที่โบว์พูดถึงนั้น ประกอบด้วยการพูดถึงระบอบประยุทธ์ หรือระบอบ คสช.ภาคสอง และการนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เพื่อปิดฉากอวสานให้แก่อำนาจเผด็จการ

นักกิจกรรมสาวไม่วายยกกรณี “จ่านิว” มาขยายความว่า หลังจากจ่านิวถูกทำร้ายแล้ว มีผู้คนเกิดความสะใจนั้น คงเป็นความโกรธแค้นต่อตัวจ่านิว เกิดจากการสร้างเรื่องปั่นกระแสใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกล้มเจ้า ซึ่งสงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นนี้ไม่เป็นผลดีต่อสังคม สร้างความเข้าใจผิดโกรธแค้นและจะนำสู่ความรุนแรง

เมื่อจบงานที่ปารีส วันรุ่งขึ้น “โบว์” ก็นั่งรถไฟจากฝรั่งเศสไปเบลเยียม เพื่อพบเจ้าหน้าที่อียู ก็คงหนีไม่พ้นการรายงานเรื่องระบอบมาเฟียทำร้ายจ่านิว

การทำงานของโบว์ กับพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ฟ้องโลกด้วยเรื่องเดียวกันคือ ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แปลงรูปผ่านการเลือกจากรัฐสภา

5-6 ปีก่อน ทักษิณ ชินวัตร กับพลพรรคองค์กรเสรีไทย ส่งคนไปร้องเรียนและรายงานให้องค์การระหว่างประเทศรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ คสช. แต่พวกเสรีไทยเคลื่อนไหวไปสักระยะ ก็เงียบหาย เพราะไม่มีเสียงตอบรับจากต่างชาติ

การเมืองโลกไม่ต่างจากการเมืองภายในประเทศ นักการเมืองล้วนว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ มากกว่าเรื่องสิทธิประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้น อองซาน ซูจี คงไม่มีแผ่นดินอยู่แล้วกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

เดือนก่อน อองซาน ซูจี ไปเยี่ยมเยือนยุโรปตะวันออก ถ่วงดุลพวกยุโรปตะวันตก ที่พยายามกดดันเล่นงานรัฐบาลของเธอ

ชั่วโมงนี้ ทักษิณถอยฉาก ปล่อยให้ “พ่อฟ้า” และ “น้องช่อ” ออกมาเป็นเป้าล่อทางการเมือง จับตาดูโลกล้อมไทย ภาคใหม่ จะไปได้สักกี่น้ำ

เรือเหล็กแห่งความหวัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กแห่งความหวัง

12 กรกฎาคม 2562 – 07:19 น.
เรือเหล็กแห่งความหวัง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,069 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562

 “สุจริต เสียสละ สามัคคี” คือข้อความที่เขียนไว้ใต้สัญลักษณ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ณ ตึกแดง สำนักนายกรัฐมนตรี มานานแสนนาน…เป็น 3 คำที่ย้ำเตือนให้รัฐมนตรีภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีสถานะประมุขฝ่ายบริหาร หนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ…แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ว่ากี่ยุคสมัยก็ยังไม่มีรัฐบาลชุดใดปฏิบัติได้ตรงตามเป๊ะทุกตัวอักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลจากพรรคการเมืองต่างๆ ยังห่างไกล 3 คำดังกล่าวชนิดไม่เห็นฝุ่น

เป็นความห่างไกล และเป็นความจริงที่ไม่มีรัฐบาลใดปฏิเสธได้…ถึงวันนี้รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศ ได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศวาระที่สองหลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่จริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ ภายหลัง ครม.ประยุทธ์ 2/1 เผยโฉมเป็นรูปร่างสมบูรณ์แบบตามอัตภาพที่มีอยู่ แม้ในวันนี้จะมีเสียงยี้ไปกับรัฐมนตรีบางคนในพรรคร่วมรัฐบาล แต่สังคมรับรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปฐมนิเทศคณะรัฐมนตรีในทันที เพราะถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อประชาชน

หมดเวลาแล้วสำหรับปัญหาความขัดแย้งต่างๆ คนไทยไม่อยากจดจำภาพการแก่งแย่งที่เกิดขึ้นมากว่า 3 เดือนอีกแล้ว ดังนั้นเรือแป๊ะในวันวานที่กลายสภาพเป็นเรือเหล็กในวันนี้จะต้องฝ่าคลื่นลมและกระแสน้ำที่มาจากหลากทิศทาง เพื่อให้รัฐนาวาลำนี้พาผู้โดยสารคือ “คนไทย” ไปถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ให้ได้ เพราะความหวังของคนไทยที่มีต่อ ครม.ลุงตู่ 2 นั้นสูงยิ่ง…และสิ่งสำคัญที่ถือเป็นภารกิจแรกของบิ๊กตู่ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ การนำพาเสนาบดีอีก 35 ชีวิตบนเรือเหล็กไม่ให้แตกความสามัคคี และพร้อมใจกันเดินตามโรดแม็พเพื่อนำพาประเทศไปสู่จุดสูงสุดอย่างยั่งยืน

 มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์บนเรือเหล็ก ที่ต้องเผชิญภยันตรายในวันข้างหน้านั้นไม่ใช่เวลาที่ยาวนาน เพราะหลากภาคส่วนในสังคมมองว่า ภาวะเรือปริ่มน้ำแบบนี้ “รัฐบาล” น่าจะมีอายุไม่ยืนยาวนัก แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์สามารถนำพาเรือเหล็กลำนี้แล่นต่อไปได้อย่างสุจริต เสียสละ และสามัคคี สังคมก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่หากเกิดเหตุอับปางก่อนเวลาอันควรด้วยปัญหาต่างๆ นั้น คำตำหนิเหยียดหยามจะค้างคา และติดตัวหัวหน้ารัฐบาลไปชั่วกาล…ดังนั้นหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ทำให้คนไทยผิดหวังซ้ำซากอีกต่อไป…อย่าทำให้สังคมผิดหวังกับการนำพาเรือเหล็กที่เต็มไปด้วยความหวังที่คนไทยมอบให้ท่านด้วยใจ…

“ระยะเวลาตามสมควร”ของเจ้าพนักงานที่ดินกรณีออกโฉนดผิดพลาด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ระยะเวลาตามสมควร”ของเจ้าพนักงานที่ดินกรณีออกโฉนดผิดพลาด!

12 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
เจ้าพนักงานที่ดิน,ออกโฉนดผิด,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 8,836 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง มีคำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายกรณีเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง 3 คำถามด้วยกัน คือ

1.เมื่อเจ้าของที่ดินร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ทางเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด

2.การฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวจะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาเท่าใด

และ 3.หากวันสุดท้ายของระยะเวลาการฟ้องคดีเป็นวันหยุดทำการจะต้องยื่นฟ้องภายในเมื่อใด

นายปกครองมีคำตอบสำหรับคำถามต่างๆ เหล่านี้จากข้อพิพาทในคดีปกครองครับ…

มูลเหตุของคดีนี้เกิดจากนางส้มได้จดทะเบียนให้ที่ดินแปลง ก. แก่นายหนึ่งซึ่งเป็นบุตร โดยที่ดินแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดให้ตามที่นางส้มได้ยื่นคำขอ โดยอาศัยหลักฐานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 2 ฉบับ ต่อมา นายหนึ่งได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีเนื้อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และยังทับซ้อนกับที่ดินแปลงอื่น โดย น.ส. 3 ก. ทั้ง 2 ฉบับ ไม่ได้มีเนื้อที่ติดกัน

นายหนึ่งจึงมีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ถึงเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อน โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 แต่จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานที่ดินไม่มีหนังสือแจ้งความคืบหน้า หรือมีการดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินดังกล่าว นางส้มและนายหนึ่ง (ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ) จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่พิพาท และให้ น.ส. 3 ก. ทั้ง 2 ฉบับ กลับคืนสถานะเดิม และให้เจ้าพนักงานที่ดินนำที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ที่เป็นประเด็นปัญหาดังกล่าว มาออกเป็นโฉนดที่ดินให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

กรณีพิพาทข้างต้นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่เห็นว่าไม่มีเหตุผล ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาสำหรับการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดิน กรณีมีการออกโฉนดที่ดินโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าต้องแล้วเสร็จเมื่อใด “ระยะเวลาอันสมควร” ที่เจ้าพนักงานที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต้องใช้ในการพิจารณาตรวจสอบเรื่องการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้เสร็จสิ้นและแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ จึงควรมีกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี (ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2560) เมื่อพ้นระยะเวลาอันสมควรดังกล่าวแล้ว หากยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา และประสงค์จะฟ้องคดี จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดดังกล่าว คือ ต้องยื่นฟ้องคดีภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

แต่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ตรงกับวันอาทิตย์ และวันที่ 11 ธันวาคม 2560 เป็นวันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงเป็นกรณีที่วันสุดท้ายของระยะเวลา เป็นวันหยุดทำการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลได้ในวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้น คือ ภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ตามมาตรา 193/8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา ตามมาตรา 49 ดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 392/2561)

คำพิพากษาของศาลในคดีนี้ นอกจากจะเป็นการวางหลักเกี่ยวกับ “กำหนดระยะเวลาตามสมควร” สำหรับการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ยังเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานของรัฐอีกหลายแห่ง ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะอันเป็นแหล่งที่มาของอำนาจไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้พิจารณาคำขอของประชาชนหรือคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเพื่อให้ดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร คือ 90 วันเช่นกัน และหากไม่ดำเนินการภายในเวลาดังกล่าว คู่กรณีก็มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ โดยฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้รับคำขอ ครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหดหิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหดหิน

11 กรกฎาคม 2562 – 14:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,ครม,คณะรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,289 ครั้ง

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหด รายงาน…

1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลับมารับหน้าที่สร.1 ควบสนามไชย 1 คราวนี้ลุงตู่จะไม่มีมาตรา 44 ไว้ในมือเหมือนห้าปีที่แล้วและต้องทำงานกับ 18 พรรคการเมืองที่มาหนุนขั้วพลังประชารัฐและยกมือให้ลุงตู่คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้าวาระที่สอง เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้ลุล่วง งานนี้รอดูว่าลุงตู่จะนำเรือเหล็กฝ่ามรสุมได้หรือไม่…

2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ค่าย 3 ป. คราวนี้ถอยมาเป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคงโดยสังคมรับรู้หลายวันแล้วว่าบิ๊กป้อมเปรยปัญหาสุขภาพมาเป็นระยะๆ และเป็นรมว.กลาโหมมาหลายปีแล้ว แต่บทบาทของผู้จัดการรัฐบาลเงานั้น บิ๊กป้อมยังรับหน้าที่นี้อยู่

3.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายาซาร์เศรษฐกิจวันนี้ยังทำงานกับบิ๊กตู่อีกสมัยในการดูแลฝ่ายเศรษฐกิจของประเทศ เคยผ่านงาน รมว.คลัง, รมว.พาณิชย์ และรองนายกฯ มาแล้วกับบางรัฐบาล และงานจากนี้ไปนายสมคิดต้องร่วมผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตให้ได้อีกครั้ง

 4.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายาเนติกร อยู่ฝ่ายกฎหมายมาหลายรัฐบาลตั้งแต่เป็นข้าราชการและขยับมาเป็นเลขาธิการ ครม. จากนั้นเลื่อนเป็นรองนายกฯ ของบางรัฐบาล มีความรอบรู้ประวัติศาสตร์ กฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติอย่างดี เชี่ยวชาญการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ดังนั้นบิ๊กตู่จึงต้องขอให้ผู้ชายคนนี้ทำงานกับรัฐนาวาลุงตู่ 2 ต่อไป

 5.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยทำหน้าที่เสนาบดีมาหลายกระทรวง และหลายสิบปีก่อนก็เคยเป็น รมช.พาณิชย์มาแล้ว คราวนี้อู๊ดด้าควบสองเก้าอี้เพื่อผลักดันนโยบายช่วยเกษตรกรและราคาสินค้าเกษตรที่เคยรับปากชาวบ้านไว้ให้ลุล่วง แต่ต้องดูว่าการร่วมงานกับรัฐบาลชุดนั้นั้น ปชป.จะทำได้ดั่งที่เคยบอกสังคมไว้หรือไม่

 6.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นรมช.สาธารณสุข และรมช.พาณิชย์มาแล้ว เลือกตั้งคราวนี้ได้เป็นส.ส.สมัยแรกและขึ้นชั้นรองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข เสี่ยหนูจะผลักดันนโยบายของพรรคสีน้ำเงินเรื่องกัญชาเสรีให้ได้อย่างไรแม้กระแสโลกเอนเอียงมาหนุนสายเขียวว่าช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายก็ตาม

7.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่รองค่าย 3 ป. และเคยครองตำแหน่ง มท.1 มาห้าปี นักเรียนเก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์และเตรียมทหารรุ่น 10 เคยทำหน้าที่ผบ.ทบ. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง วันนี้บิ๊กตู่ยังคงให้บิ๊กป๊อกคุมกระทรวงคลองหลอดต่ออีกวาระเพราะกระทรวงนี้ดูแลความมั่นคงภายในของชาติ

 8.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ตัวแทนพรรคสีฟ้า เคยเป็นส.ส.สงขลา และนายก อบจ.สงขลามาแล้ว เจ้าตัวเคยบอกว่าจะเร่งงานกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและเจ้าของรหัสมท.1 เคยบอกแล้วว่า สองรมช.จากพรรคร่วมรัฐบาลนั้นจะได้รับภารกิจต่างๆ ไปดำเนินการร่วมกัน

9.นายทรงศักดิ์ ทองศรี  รมช.มหาดไทย ผู้แทนฯ เมืองบุรีรัมย์หลายสมัย วันนี้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เคยเป็นรมช.คมนาคมมาแล้วครั้งหนึ่ง ตัวแทนคนโตแดนอีสานใต้ที่ได้รับสิทธิ์ในการทำหน้าที่สิงห์คลองหลอดมาสานภารกิจของภูมิใจไทยที่หาเสียงไว้ให้ลุล่วง

10.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม สายตรงบิ๊กป้อม เคยเป็นปลัดกระทรวงนี้มาก่อนและเมื่อสะสางหลายภารกิจจนแล้วเสร็จได้เลื่อนเป็นรมช.กลาโหมกับรัฐบาลลุงตู่ 1 และเมื่อบิ๊กตู่ได้รับความไว้วางใจจากสองสภาในการทำหน้าที่ สร.1 อีกคราวนั้น บิ๊กตู่นั่งควบ รมว.กลาโหม แล้วให้บิ๊กช้างมาเป็นรมช.กระทรวงนี้ต่อไป

11.นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง สี่กุมารของพปชร.ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและชูลุงตู่เป็นแคนดิเดตนายกฯ เคยทำหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรี, รมว.ไอซีที และรมว.อุตสาหกรรม คราวนี้ได้ทำหน้าที่ขุนคลังให้ครม.ลุงตู่ 2 เพื่อผลักดันนโยบายพปชร. ในการฟื้นเศรษฐกิจและสร้างสังคมเข้มแข็ง

12.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง อดีตรมต.หลายสมัย และเป็นส.ส.เพชรบูรณ์หลายครั้ง และเลือกตั้งครั้งนี้พาผู้แทนฯค่ายพปชร.เมืองมะขามหวาน เข้าสภายกจังหวัด คราวนี้ได้ทำหน้าที่รมช.คลังเป็นการปูนบำเหน็จ

13.หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน มีชื่อเข้ามาเป็นครม.ตั้งแต่ต้นๆ อดีตปลัดกระทรวงการคลังและอดีตผู้ว่าฯธปท. วันนี้สวมเสื้อส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ลุงกำนันเป็นโต้โผและเชียร์ลุงตู่เต็มหัวใจ เมื่อห้าเสียงของพรรคนี้โหวตลุงตู่ คุณชายเต่าจึงได้ทำหน้าที่เสนาบดีครั้งนี้เป็นครั้งแรก

14.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   อดีตส.ส.หลายสมัย วันนี้สวมบทหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาที่มีสามส.ส.ไว้ทำหน้าที่ในรัฐสภา ชายคนนี้คือน้องชายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คนการเมืองที่ผ่านประสบการณ์มามาก เทวัญจะสานนโยบายของชพน.ได้สำเร็จในการ่วมรัฐนาวาลุงตู่ 2 หรือไม่ รอติดตาม

15.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ อดีตส.ส.กทม.พรรคปชป.และร่วมขบวนกปปส.มาก่อนที่จะย้ายมาพลังประชารัฐและดูแลสนามกทม. ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรคที่คราวนี้จะเป็นตัวแทนพปชร.จะเข้าไปทำหน้าที่เสมา 1 ดูแลระบบการศึกษาของไทย เสี่ยตั้นเคยมีชื่อติดโผรมว.พลังงานมาก่อนแต่สุดท้ายมาลงตัวในกระทรวงนี้

16.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ตัวแทนพรรคปชป.และเป็นหนึ่งในขุนพลภาคอีสาน เคยเป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ มาแล้ว ดังนั้นการมาครั้งนี้คุณหญิงกัลยาสวมบทคุณครูที่ต้องรอว่าเสนาบดีจะมอบการบ้านข้อใดให้ไปดูแล

17.น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลูกสาวของสุนทร วิลาวัลย์ นักการเมืองชื่อดังจากปราจีนบุรี รมช.จากค่ายสีน้ำเงินคนนี้มีรายชื่อแปะไว้แบบนอนมาตั้งแต่ต้นเพราะกนกวรรณ เป็นรองเลขาธิการพรรคภท.และพาสามผู้แทนฯ ปราจีนเข้าวิน เสี่ยหนูจึงวางใจให้สวมหน้าที่ครูโอ๊ะผลักดันนโยบายการศึกษาและปลดหนี้กยศ.

18.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม อดีตหนึ่งในแคนดิเดต รมว.คมนาคม และรมว.พลังงาน แต่ลุงตู่ให้ไปทำงานในกระทรวงที่เคยบริหารเพราะลุงตู่มีการบ้านเยอะจึงมอบให้ชายคนนี้ไปดำเนินการ แกนนำกลุ่มสามมิตรคนหนึ่งที่มีดีกรีรมช.อุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คมนาคมและรองนายกฯ มาแล้ว เคยทำหน้าที่เลขาธิการพรรคทรท.และเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง แต่การคืนสังเวียนคราวนี้สุริยะย้ายมาช่วยลุงตู่

 19.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รองหัวหน้าพรรคพปชร.เคยเป็นอดีตรมว.วิทยาศาสตร์ฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ชั่วโมงบินไม่ใช่ย่อยในการทำงาน หลายด้าน และวันนี้ลุงตู่ให้ดูแลการสร้างคนเพื่อมารองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

 20.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีตประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยวันนี้เป็นพ่อบ้านพรรคพปชร.เคยเป็นที่ปรึกษารมต.แล้วขยับเป็นรมช.และรมว.พาณิชย์ ลาออกจากครม.ประยุทธ์ 1 มากรุยทางสร้างพรรคพลังประชารัฐจนลุงตู่คัมแบ็ก งานนี้ไปดูแลงานพลังงานของชาติ

 21.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม อดีตส.ส.หลายสมัย เคยทำหน้าที่เสนาบดีหลายกระทรวง ที่ผ่านมาปั้นกลุ่มสามมิตรเป็นหัวหอกทะลวงแต้มให้ลุงตู่และพปชร.แต่เมื่อตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้แล้ว ชายจากลุ่มน้ำยมคนนี้กลับออกอาการงอแงหลายคราวในการเคาะเก้าอี้รมต. สุดท้ายงานนี้ได้ไปคุมกระทรวงยุติธรรม

22.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อดีตส.ส.กทม.ย้ายจากปชป.มาหนุนพปชร.เพื่อเก็บคะแนนเมืองหลวงให้ได้ ทายาทของตระกูลดังการเมืองไทยตระกูลหนึ่ง วันนี้เสี่ยบีได้เป็นรมต.กระทรวงไฮเทค ที่ต้องนำเมืองไทยก้าวทันโลกดิจิทัล

23.นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ตัวแทนจากเมืองชลที่แม้คราวนี้เสี่ยติ๊กจะอดเป็นส.ส.ในนามพปชร. แต่การถอดเสื้อพรรคพลังชลมาใส่เสื้อพลังประชารัฐตั้งแต่หัววันนั้น เสี่ยติ๊กได้ดูแลกระทรวงนี้สืบต่อจากสนธยาและกุสุมล คุณปลื้ม

 24.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคสีฟ้า อดีต รมว.ไอซีที และอดีตเลขาธิการพรรคปชป. บุตรชายของโกศล ไกรฤกษ์ อดีตรมว.พาณิชย์ วันนี้เสี่ยไก่จะใช้นโยบายสร้างคนสร้างชาติที่หาเสียงไว้มาดูแลคุณภาพชีวิตคนไทย

 25.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคสีน้ำเงิน ตีตราจองราชรถ 1 มาตั้งแต่ไก่โห่ แม้ใครบางคนอยากทวงกระทรวงหูกวางคืนกลับแต่สัญญาใจในการร่วมรัฐบาลเจรจาจบไปนานแล้ว บุตรชายของชัย ชิดชอบ ส.ส.ผูกขาดเมืองบุรีรัมย์ และยังเป็นน้องชายของเนวิน ชิดชอบ คนการเมืองหลากดีกรี คราวนี้เสี่ยโอ๋ได้เป็นรมว.ครั้งแรกในชีวิตและจะผลักดันนโยบายที่ภท.หาแต้มไว้สำเร็จหรือไม่ รอชม

26.นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ตัวแทนจากปชป.มานั่งเก้าอี้รมช.เป็นครั้งที่สอง เพราะคราวแรกเคยไปอยู่กระทรวงคลองหลอดมาแล้ว ครั้งนี้ต้องดูว่าผู้แทนฯ สงขลาหลายสมัยคนนี้จะแก้ไขระบบคมนาคมของไทยและภาคใต้ได้แค่ไหน

27.นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม หนุ่มน้อยจากพปชร. มาในโควตาวิรัช รัตนเศรษฐ ผู้เป็นบิดาเพราะปักป้ายคะแนนในแดนอีสานได้พอสมควร ต้องดูว่านโยบายของพลังประชารัฐด้านคมนาคมที่อธิรัฐจะผลักดันนั้นจะเกิดผลเพียงใด

 28.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อดีตรมว.แรงงานและอดีตผู้แทนฯ เมืองประจวบ วันนี้เสี่ยต่อคัมแบ็กเป็นพ่อบ้านปชป.รอบสองและไปดีลกับคีย์แมนหลักเจรจาจนประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้พญานาค 1 มาดูแล รอติดตามว่าเสี่ยต่อที่มีสาม รมช.จากสามพรรคจะแบ่งงานในกระทรวงนี้อย่างไร

29.ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  ตัวแทนของพปชร.ที่ตอนแรกจะมอบภารกิจให้น้องชายเป็นเสนาบดี จากนั้นก็ขอสละสิทธิ์ ต่อมามีชื่อลุ้นรมว.แรงงาน แต่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเปรยว่าอยากดูแลชาวบ้านแบบถึงตัว และคราวนี้ลูกชาวนาคนนี้ได้มาช่วยเกษตรกรดั่งปรารถนาแล้ว

  30.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โควตาของชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี จากภท. ผู้หญิงคนนี้เคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีมาแล้ว วันนี้จะต้องทำหน้าที่และความรับผิดชอบที่มากขึ้นกว่าที่เคยรับผิดชอบ

 31.นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ อดีตส.ส.สุพรรณบุรี และรมต.หลายสมัย จากชาติไทยพัฒนา มาทำงานที่กระทรวงนี้อีกครั้งและคราวนี้หลบให้หลานชายนั่งรมว.แทน

32.นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ตัวแทนจากปชป. เคยเป็นส.ส.ระยองหลายวาระ คราวนี้ได้ขึ้นแท่นรมต.ครั้งแรก และจะไปทำหน้าที่เทเวศร์ 2 ด้วยบทบาทใดนั้น รอเสี่ยหนูแบ่งภารกิจในการสร้างชื่อ

 33.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา  โควตาของพรรคสีน้ำเงิน จะมาเคลื่อนนโยบายบุรีรัมย์โมเดลในการสร้างเมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬาให้ทั่วไทย รัชกิจประการปักธงส.ส.ภาคใต้ได้หลายเขตให้ภูมิใจไทย ดังนั้นการมอบหมายสร้างแต้มจากกระทรวงนี้ให้บังเกิดขึ้นจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าสัวน้ำมันคนนี้

 34.นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ หนึ่งในโควตาพรรคสีน้ำเงินที่ลุ้นยันป้ายสุดท้ายว่าจะเข้าวินไหม? เสี่ยป้อจากเมืองโคราชที่ชำนาญการค้าแป้งมันสำปะหลังมานาน วันนี้ไปปักหลักในกระทรวงสำเภาก็ควรติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด

35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชาติไทยพัฒนาที่มีสิบส.ส.แต่คว้าได้สองรมต.นั้น วราวุธ มาดูแลกระทรวงนี้ ทายาทมังกรเติ้ง เคยป็นรมช.คมนาคมครั้งหนึ่ง คราวนี้ขึ้นแท่นรมว.ต้องดูว่าเสี่ยท็อปจากเมืองสุพรรณจะใช้นโยบายใดดูแลทรัพยากรของชาติมิให้หมดไปอย่างไร

36.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ อดีตนักการทูตและปลัดบัวแก้ว เคยเป็นรมว.กระทรวงนี้ในยุคลุงตู่ 1 แต่ภารกิจยังไม่ลุล่วงจึงต้องมาสานงานต่อด้วยความไว้วางใจของนายกฯ คนปัจจุบัน

โยก”ดีเอสไอ”ขึ้นนายกฯ สกัด”สามมิตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379060?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยก”ดีเอสไอ”ขึ้นนายกฯ สกัด”สามมิตร”

11 กรกฎาคม 2562 – 12:40 น.
กระดานความคิด,กลุ่มสามมิตร,ดีเอสไอ,นายกฯ
เปิดอ่าน 7,997 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น

หลังจากชัดเจนแล้วว่า “กลุ่มสามมิตร” ได้โควตากระทรวงยุติธรรม โดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นั่งเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม  ก็มีข่าวตามมาทันควันจากทีมในทำเนียบรัฐบาล เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งโอนย้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งปัจจุบันสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า การที่ดีเอสไอย้ายมาสังกัดสำนักนายกฯ จะสามารถสนองตอบนโยบายรัฐบาลได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากสายการบังคับบัญชาสั้นลง นายกฯ สั่งการได้โดยตรงไม่ต้องสั่งการผ่านรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง แล้วค่อยมาถึงระดับกรม ซึ่งจะทำให้ดีเอสไอ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปราบปรามอาชญากรรม

อีกทั้งปัจจุบันหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่บังคับใช้กฎหมายคดีแพ่ง, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่บังคับใช้กฎหมายกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ  แต่ที่ขาดอยู่คือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายคดีอาญา ดังนั้นถ้าย้ายดีเอสไอซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายคดีอาญามาสังกัดสำนักนายกฯ อีกหน่วยงานหนึ่ง ก็จะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์

แต่ในทางการเมืองกลับมองว่าเป็นการกระชับอำนาจ “กลุ่มสามมิตร” ไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป การย้ายดีเอสไอมาขึ้นกับสำนักนายกฯ ก็เพื่อรักษาอำนาจควบคุมงานสอบสวนคดีพิเศษไว้กับนายกฯ ต่อไป และไม่ให้ตกอยู่ในมือ “กลุ่มสามมิตร”

เนื่องจาก ดีเอสไอ เป็นกรมใหญ่ เรียกได้ว่าเป็น “กรมตำรวจ 2″ เลยก็ว่าได้ มีอำนาจในการทำคดีสำคัญระดับประเทศ  คดีผู้มีอิทธิพล  คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม รวมทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง คดีเกี่ยวกับความมั่นคง

บางยุคบางสมัย ดีเอสไอถูกมองว่า ขาดความเป็นอิสระ นักการเมืองใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ข่าวย้ายดีเอสไอจากกระทรวงยุติธรรมไปอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโผล่มาในตอนนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่าจริงเท็จประการใด

เมื่อสอบถามเรื่องนี้ไปยังนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่ทราบเรื่อง

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม บอกว่า เรื่องการโอนย้ายดีเอสไอที่ผ่านมาไม่เคยมีการศึกษาข้อดีและข้อเสียอย่างจริงจัง  เคยมีแนวคิดในการยกสถานะดีเอสไอจากหน่วยงานระดับกรม ขึ้นเป็น “ซูเปอร์กรม” เทียบเท่ากระทรวง ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ และเกือบทำสำเร็จแต่ถูกรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อน

จากนั้นมีการเสนอความเห็นจากฝ่ายข้าราชการประจำไปยัง “รัฐบาล คสช.” ว่าเพื่อยกสถานะสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จึงขอให้ย้ายหน่วยงานทั้งสี่จากกระทรวงยุติธรรม ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ทำงานได้อย่างคล่องตัวมากกว่า

แต่ในที่สุด “รัฐบาล คสช.” ตัดสินใจโอนย้ายไปเพียง ป.ป.ท.และ ปปง.เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการเห็นผลงานในภารกิจปราบปรามและยึดอายัดทรัพย์คดีทุจริต จึงต้องการใช้อำนาจพิเศษของนายกฯ เป็นข้อสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ในช่วงที่มี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรรมนูญ คสช. (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ก็มีแนวคิดที่จะปฏิรูปดีเอสไอเช่นกัน โดยมีรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ สปช. สรุปออกมาว่า ให้ “ยุบ” ดีเอสไอ และ “โอน” ไปเป็น “แผนก” ชื่อว่า “สำนักงานการสอบสวนคดีพิเศษ” โดยให้ไปขึ้นกับสำนักงานอัยการสูงสุด และยังเสนอให้มี “คณะกรรมการการสอบสวนคดีพิเศษ” ชื่อย่อว่า ก.พ.ศ. โดยมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. โดยมีอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธาน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ “ปลอดจากการเมือง” เพราะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างจาก คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในปัจจุบัน ที่มีนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็น “ฝ่ายการเมือง” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

ตลอด 17  ปี นับตั้งแต่ดีเอสไอก่อตั้งเมื่อปี 2545 ใน “สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ก็มีข่าวทำนองว่าจะมีการ “สังคายนา” หรือ “ปฏิรูป” อยู่เนืืองๆ แต่ก็เป็นแค่ข่าว ส่วนแนวคิดย้ายดีเอสไอไปขึ้นกับสำนักนายกฯ ที่ผ่านมาก็มีคนค้านว่า ทำให้การแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

มาคราวนี้ก็เป็นข่าวอีกว่าจะย้ายไปอยู่กับสำนักนายกฯ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะเป็นจริงหรือไม่ หรือลงเอยเป็นแค่ข่าวเหมือนทีี่ผ่านๆ มา

เมื่อ”สมศักดิ์-สุริยะ” เป็นรมต.”ตีนลอย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ”สมศักดิ์-สุริยะ”  เป็นรมต.”ตีนลอย”

11 กรกฎาคม 2562 – 11:25 น.
รักแผ่นดิน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สามมิตร
เปิดอ่าน 9,104 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท   ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ไม่ใช่แค่ภาพ “หวานใส่กัน” ระหว่าง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่สร้างภาพโชว์สื่อว่า ยุติความขัดแย้ง หลังแย่งเก้าอี้พลังงาน ถึงขนาดสามมิตร ขุนพลพรรคในกลุ่มออกมาไล่ สนธิรัตน์ ออกจากเลขาธิการพรรค แต่แล้วถอยกันง่ายๆ ด้วยประกาศิตของ “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดภาพ แทบจะจูบปากกัน หลังสนธิรัตน์ ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาจากสหรัฐอเมริกา

แต่ที่น่าสนใจต่อจากนี้ คือ ข้อตกลงภายในของผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีอยู่ประการหนึ่ง ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการแก้ปัญหา “การข่มขู่-ต่อรอง” ในเสียงโหวตในสภา ที่หมายถึงความมั่นคงของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อคนใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลจะต้อง “ลาออก” จากการเป็น ส.ส. เพื่อเลื่อนลำดับให้ ส.ส. ลำดับถัดไป คือ ตั้งแต่ลำดับที่ 20 เป็นต้นไป

ดังนั้น 5 ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรี อันได้แก่ ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 2 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3 สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 4 และ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 8 ต้องลาออกจากสถานะ ส.ส. และจะเลื่อนลำดับผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มาเป็น ส.ส.แทนได้แก่ พรชัย ตระกูลวรานนท์ ลำดับที่ 20 ยุทธนา โพธสุธน ลำดับที่ 21 ต่อศักดิ์ อัศวเหม ลำดับที่ 22  ชวน ชูจันทร์ ลำดับที่ 23 และภิรมย์ พลวิเศษ ลำดับที่ 24

โดยธรรมชาติและอำนาจการต่อรองทางการเมืองของ “สามมิตร” ที่เคยปั่นป่วนพรรคจะเบาลง เพราะหัวขบวนอย่าง “สมศักดิ์-สุริยะ” หมดสภาพความเป็น ส.ส. อำนาจการต่อรองที่สุ่มเสี่ยงของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จะดังแทน เพราะหากวันใดที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ปรับ ครม.และใน ครม.ใหม่ ไม่มีชื่อ “สมศักดิ์-สุริยะ” สถานะของทั้งสองหายไปจากคณะรัฐมนตรี และกลับไปเป็น ส.ส.ไม่ได้ ต้อง “ตีนลอย” อยู่ข้างสนาม จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่

ในเมื่อหัวขบวน “ตีนลอย” มีหรือที่ “ซานตาคลอสสีเขียว” ที่เพิ่งกวาดต้อน ส.ส.เข้าคอก เพื่อสลายกลุ่มต่าง ๆ ในพรรคด้วยการ สนับสนุน “ปัจจัย” เป็นรายเดือน จะไม่รุกต่อ เพื่อสร้างความมั่นคงในเสียงพรรครัฐบาลที่อันตรายที่สุด