‘คสช.’แปลงร่างเข้า ‘กลาโหม’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘คสช.’แปลงร่างเข้า ‘กลาโหม’

11 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กลาโหม,บิ๊กตู่,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เปิดอ่าน 8,816 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

หากต้องเผชิญทั้งศึกนอก-ศึกใน อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การเข้ามาควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาเป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

เหตุจากปัญหาสุขภาพ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ต้องรับบทหนักดูแลด้านความมั่นคงและงานการเมืองมาตลอด 5 ปี เริ่มส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 หลังเข้ารับการผ่าตัดทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจและต้องไปตรวจเช็กสุขภาพตามวงรอบ รวมทั้งอุบัติเหตุจักรยานล้ม ยังส่งผลต่อกำลังขาไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ

การลดบทบาท “บิ๊กป้อม” เหลือเพียงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ยังช่วยลดการตกเป็นเป้าโจมตีจากขั้วการเมืองตรงข้าม แม้ปัญหาสุขภาพไม่ได้ส่งผลต่อสติปัญญา ความจำ และการตัดสินใจ แต่หากต้องเจอสภาวะความกดดัน ความเครียดที่เกิดจากการตรวจสอบแบบเข้มข้นในเวทีสภาของฝ่ายค้าน หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต ย่อมไม่ส่งผลดี

การเฟ้นหาบุคคลจะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากต้องทำงานสอดผสานกันแล้ว จะต้องเข้าใจกองทัพ ซึ่งในอดีตมี “นายกรัฐมนตรี” ที่เป็นทั้งทหารและพลเรือนควบตำแหน่งนี้มาแล้ว เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, นายชวน หลีกภัย, นายสมัคร สุนทรเวช, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่อง “การันตี” ว่า “นายกรัฐมนตรี” ควบ รมว.กลาโหม จะไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง หรือ คลื่นใต้น้ำในกองทัพ ดังที่เคยเกิดกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการททหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีหญิง และ รมว.กลาโหมหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่เชื่อกันว่า ความอ่อนโยนจะสามารถง้างความแข็งกร้าวทหารในกองทัพให้โอนอ่อนผ่อนตามเหมือนต้นไผ่ที่ลู่ไปตามลม แต่สุดท้ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ถูกรัฐประหาร โดย คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น

การเข้ามารับไม้ต่อ ดูแลงานกระทรวงกลาโหม ของ “พล.อ.ประยุทธ์” จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ในฐานะเคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวด, ผู้บังคับกองร้อย, ผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับการกรม, ผู้บัญชาการกองพล, แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก ย่อมคุ้นเคยและเข้าใจกองทัพเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน

อีกทั้งยังส่งผลดีในการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมืองและกองทัพ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ราบรื่น โดยเฉพาะบทบาทของ คสช. ที่ต้องสิ้นสุดลงและไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเครื่องมือพิเศษ

ต่อสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเห็นเค้าลางความวุ่นวายและการเดินเกมทั้งในและนอกสภา รวมถึงปัญหาความไม่เป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาลที่เกิดจากความไม่ลงตัวในการจัดสรรตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) อาจส่งผลกระทบในระยะยาว การเข้ามาของ “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะ รมว.กลาโหม นอกจากเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” แล้ว ยังพยุงเสถียรภาพของรัฐบาลให้มั่นคงยิ่งขึ้น

เปรียบเสมือนการถ่ายโอนอำนาจ จากเก้าอี้หัวหน้า คสช. มาสู่เก้าอี้ รมว.กลาโหม  และใช้กลไกภายใต้การประชุมสภากลาโหม แทนการประชุม คสช. โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมเช่นเดิม

p41

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379067?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง

11 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
ธง แจ่มศรี,นักสู้อินโดจีน,พรรคคอมมิวนิสต์
เปิดอ่าน 5,302 ครั้ง

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง รายงาน…

เช้าวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ชมรมมิตรสัมพันธ์ แจ้งข่าวเศร้า “ลุงธง” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนสุดท้าย ได้จากมิตรสหายไปแล้ว เมื่อเวลา 00.30 น. หลังจากมีอาการประสาทหูเสื่อมถอยไม่ได้ยินเสียง ร่างกายจึงพลอยเสื่อมถอย เพราะไม่ได้ขยับมือและร่างกายโต้ตอบกับมิตรสหาย

“ป้าน้ำ” ภรรยาลุงธง และญาติมิตรได้นำศพลุงธงมาตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม ที่วัดพระประโทนเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม

ลุงธงจากไปในวัย 98 ปี ทิ้งอุดมการณ์และภารกิจเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ให้มิตรสหายรุ่นหลัง ตั้งแต่วัยหนุ่มจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต ลุงธงไม่เคยคิดคดทรยศต่อ “อุดมการณ์คอมมิวนิสต์” แม้แต่วินาทีเดียว

++

   นักสู้อินโดจีน
“ธง แจ่มศรี” เป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนาม เกิดวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2464 ที่บ้านดง หมู่ 8 ต.ป่ามะคาบ อ.เมือง จ.พิจิตร บิดาชื่อ หวอตุ่ง มารดาชื่อ ดังกวิ่งแอ็ง สมาชิกขบวนการเอกราชเวียดนาม ที่เดินทางมาเคลื่อนไหวกู้ชาติ โดยใช้บ้านดงเป็นที่พักพิง ซึ่ง “ลุงโฮ” ได้แวะมาอาศัยอยู่ที่บ้านดงระยะหนึ่ง

ช่วงวัยเรียน ธงเข้ารับการศึกษาภาษาไทย และภาษาเวียดนามที่โรงเรียนหนองบัว จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนของสมาคมรักชาติชาวเวียดนาม ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

วิถีของลูกชายนักสู้เวียดนาม ก็เคลื่อนมาที่บางกอก เข้ารับการศึกษาภาษาจีนขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนหัวเฉียว ซึ่งเป็นโรงเรียนในจัดตั้งของคณะกรรมการคอมมิวนิสต์จีน ธงถูกจับกุมในคดีคอมมิวนิสต์ในปี 2479 และเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สยามในปี 2481

เมื่อบิดามารดากลับไปต่อสู้กู้ชาติที่บ้านเกิดเมืองนอน ธงเข้ามาเรียนหนังสือกับหน่วยพรรคและครูชาวจีนที่เป็นผู้สอน จึงตัดสินใจเข้าร่วม พคท.ก่อการปฏิวัติไทย

เดือนมีนาคม 2485 ธงเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใต้ดินภาษาไทยฉบับแรกของพรรคชื่อ “มหาชน” ก่อนจะมีการประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ธงได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกลางชุดที่ 1 และได้รับมอบหมายจากพรรค ให้ดูแลงานกรรมกรในโรงงานยาสูบสะพานเหลือง

ช่วงที่ พคท.ยังไม่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ธงบุกเบิกงานชาวนาภาคอีสาน และเดินทางไปเขตจรยุทธ์ประเทศลาว ในช่วงปี 2492–2494

หลังการประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 2 ในปี 2495 ธงได้รับเลือกเป็นหนึ่งในกรมการเมือง เดินทางไปศึกษาที่สถาบันลัทธิมาร์กซ–เลนิน สาขากรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

กลับจากปักกิ่ง ธงยังเคลื่อนไหวงานด้านกรรมกร และทำหนังสือพิมพ์มหาชน ในปี 2504 ธงได้สมรสกับกรรมกรหญิงโรงงานทอผ้ากรุงเทพฯ

++

      สู่ดงพระเจ้า
ปี 2504 มีการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 ธงยังได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกลางและกรมการเมือง ระหว่างนั้น ประเทศไทยตกอยู่ในอำนาจการปกครองแบบเผด็จการ และสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้ามาสร้างฐานทัพในไทย พคท.จึงวางยุทธศาสตร์ “สู่ชนบท” และเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ

พคท.ประเมินสถานการณ์ภายหลัง จอมพล ส.ธนะรัชต์ สั่งประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์ เกรงประชาชนจะสิ้นขวัญกำลัง จึงมีมติส่ง “สหายระดับนำ” ธง แจ่มศรี เข้าไปที่ดงพระเจ้า โดยปักหลักอยู่ที่บ้านเหล่าใหญ่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

ช่วงการเดินทางจากกรุงเทพฯ-ดงพระเจ้า ธงถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่การประชุมคณะกรรมการกลางชุดที่ 3 ครั้งที่ 3 ที่ปักกิ่ง ในปี 2515 ธงยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกรมการเมืองประจำ โดยที่เจ้าตัวยังอยู่ในคุก จนถึงปลายปี 2516 จึงได้รับการปล่อยตัว และหวนกลับเข้าป่าอีกในช่วงต้นปี 2517

++

    กลางวิกฤติ พคท.
ช่วงปี 2521-2523 เป็นช่วงวิกฤติภายใน “พรรคพี่น้อง” เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามส่งกำลังทหารเข้ายึดกรุงพนมเปญ และพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดสงครามสั่งสอนกับเวียดนาม

พคท.ได้รับผลกระทบ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน เสนอให้สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เมืองคุนหมิง งดการโจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ เพราะจีนต้องพึ่งรัฐบาลไทยส่งอาวุธไปช่วยเขมรแดงรบเวียดนาม

ธงและสหายนำบางส่วนเห็นว่า หากจะให้ลดการโจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ก็ปิดสถานีไปเลยดีกว่า จึงนำมาซึ่งการปิดสถานีวิทยุที่คุนหมิง

อีกกรณีหนึ่ง “สหพันธรัฐอินโดจีน” ธงไม่เห็นด้วยในข้อเสนอเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่พรรคเวียดนามจะเข้ามาช่วยปลดปล่อยภาคอีสานของไทย ในปี 2520

เนื่องจากการนำกองกำลังติดอาวุธพรรคเวียดนามเข้ามาช่วยปลดปล่อยประเทศไทยนั้น หากประชาชนไม่ยอมรับพรรคเวียดนามก็จะกลายเป็นผู้รุกราน พคท.ก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนทหารต่างชาติให้เข้ามารุกรานประเทศตัวเอง

ปี 2525 ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 4 เจริญ วรรณงาม หรือ “สหายมิตร สมานันท์” เลขาธิการ พคท. เสียชีิวิต ในปีเดียวกันนั้น ได้ย้ายศูนย์การนำจากน่าน ไปที่สุราษฎร์ธานี เพื่อเปิดประชุมสมัชชาพรรคและธงได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ พคท. มีนามจัดตั้งว่า “สหายประชา ธัญญไพบูลย์”

ช่วงปลายปีเดียวกัน ธงย้ายมาประจำอยู่ที่เขตงานภาคตะวันตก-ภาคใต้ เนื่องจากที่มั่นทางการทหารในภาคใต้ถูกล้อมปราบอย่างหนัก

++

   ผู้ไม่ยอมจำนน
ระหว่างปี 2526-2533 คณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ชุดสมัชชา 4 ถูกจับกุมเกือบหมดในปี 2527 แต่องค์การนำบางส่วนได้ไปยอมรับมาตรา 17 สัตตะ บางส่วนก็ไปอยู่ต่างประเทศกว่า 10 ปี

ธงไม่ได้มอบตัว แต่ใช้ชีวิตอยู่แถวป่าตะนาวศรี จนถึงปี 2536 จึงมาใช้ชีวิตเงียบๆ ที่นครปฐม กระทั่ง พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ ถูกยกเลิกในปี 2542 ธงจึงเริิ่มพบปะผู้คนมากขึ้น และเปิดใจให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกผ่านทีมงานนิตยสารสารคดี

ปี 2551 ธงได้ออกคำแถลงในนามส่วนตัว เนื่องในวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ว่าองค์การนำของพรรคชุดสมัชชา 4 สิ้นสภาพไปแล้ว เมื่อไม่ได้ชี้นำการเมืองใดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดองค์การนำก็สิ้นสภาพ ไม่สามารถนำการปฏิวัติต่อไปได้

ลุงธง สมัยติดคุกลาดยาว

ปี 2553 ธงได้ลาออกจากเลขาธิการพรรค คณะกรรมการกลาง พคท.ที่เหลืออยู่ ได้มีการเลือกสหายวิชัย ชูธรรม เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสหายนำที่ยังศรัทธาเลขาธิการคนเดิม

ด้วยเหตุนี้ มิตรสหายจึงขนานนามให้ ธง แจ่มศรี เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนสุดท้าย เพราะเป็นสหายผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ลัทธิมาร์ซ-เลนิน และไม่เคยคิดจะเปลี่ยนสีธงเหมือนสหายนำกลุ่มอื่น

“คอมมิวนิสต์ไทย”ไม่ถอย ลุ้นศาลชี้ขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คอมมิวนิสต์ไทย”ไม่ถอย ลุ้นศาลชี้ขาด

11 กรกฎาคม 2562 – 09:23 น.
ท่องยุทธภพ,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย,พคท,เลขาธิการ พคท,ธง แจ่มศรี,ธง แจ่มศรีเสียชีวิต,ขุนน้ำหมึก,อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท,พรรคการเมือง,จดทะเบียนพรรค,กกต
เปิดอ่าน 7,586 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ก.ค.62

***********************

          แม้จะมีข่าว “ธง แจ่มศรี” อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จากไกลไปตามวัยและสังขาร แต่ชาวคอมมิวนิสต์ไทยกลุ่มหนึ่ง ยังไม่หยุดไฟฝัน

          ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา “ปฐม ตันธิติ” ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกับ กกตแต่ กกต.ไม่รับจดทะเบียน พวกเขาได้ยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองกลาง โดยมีรายงานข่าวว่า 23 กรกฎาคมนี้ ศาลจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว 

คอมฯถูกกฎหมาย

         นับแต่ปี 2542 ที่กฎหมายคอมมิวนิสต์ยกเลิกไป สิ่งหลายคนไม่คาดคิด ก็บังเกิดขึ้น เมื่อ “ปฐม ตันธิติ” ได้ขอยื่นจดแจ้งชื่อ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) ต่อ กกตและไม่มีการรับจดแจ้ง อ้างขัดรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมายพรรคการเมืองชัดเจน

ปฐม วันที่เดินทางไปพึ่งศาลปกครอง

          หลังจากนั้น แฟนเพจ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย – 2485” ได้เผยแพร่คำชี้แจงถึงเหตุผลของ พคทที่ยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองต่อ กกต.ดังนี้

          1.พคทเป็นพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทางสังคมนิยม จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2485 เพื่อร่วมกับประชาชนกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการยึดครองของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น

เอกสารที่ยื่นต่อศาลปกครอง

          2.หลังสงครามโลกครั้งที่ พคท.เป็นพรรคถูกกฎหมาย และมีผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคในรัฐสภาปี 2489 แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร และการจับกุมคุกคาม เข่นฆ่าจากเผด็จการในยุคต่อมา พรรคต้องลงสู่ใต้ดิน สมาชิกพรรคแยกย้ายไปต่อสู้ตามอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งในเมือง ชนบท กระทั่งในเขตป่าเขา

          3.ในปี 2523 รัฐบาลไทยได้มีคำสั่งที่ 66/2523 เปิดโอกาสให้กองกำลังของ พคทยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ดำเนินอยู่ในขอบเขตทั่วประเทศและเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทย ร่วมมือกับทางราชการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองกับประชาชนไทยทุกภาค

          ที่แน่ๆ กลุ่มของปฐม ไม่ได้อยู่ในสายของ ธง แจ่มศรี จึงถูกวิจารณ์จากอีกฝ่ายว่าหลงทิศผิดทาง

คอมฯสองแนวทาง

          นับแต่รัฐประหาร 2549 ชาวคอมมิวนิสต์ไทย ก็แยกเป็น สายคือ สายลุงดิน (ธง แจ่มศรีกับสายลุงชิต (วินัย เพิ่มพูนทรัพย์)

          ปี 2553 ลุงธงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากเลขาธิการพรรค องค์การนำเสียงข้างมากได้ตั้งคณะกรรมการกลางชุดเฉพาะกิจ และแต่งตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ แทน ธง แจ่มศรี

ลุงชิต  ผู้อยู่เบื้องหลังการจดทะเบียนพรรค

          ปรากฏว่า กลุ่มธง แจ่มศรี ที่ไม่ยอมรับองค์การนำชุดวิชัย ชูธรรม โดยมองว่า กลุ่มลุงชิต ไม่มีจุดยืน ไปเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส.

          ฉะนั้น คณะบุคคลที่ก้าวออกมาขอจดแจ้งชื่อ พคทให้เป็นพรรคถูกต้องตามกฎหมายนั้น เป็นองค์การนำชุดปัจจุบัน ที่ตัดสินใจก้าวเดินไปบนหนทาง “รัฐสภา”

          ฝ่ายปีกลุงธง ก็มักจะเหน็บแนมว่า กลุ่มลุงชิต เป็น “คอมมิวนิสต์ รอ.”

ปฐมคือใคร?

          ปฐม ตันธิติ วัย 76 ปี เป็นใคร มาจากไหนจึงมุ่งมั่นที่สานฝันวันเก่า โดยเขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ตอนหนึ่งว่า ช่วงหลัง 14 ตุลา ปฐมเป็นกรรมกร และเป็นผู้ก่อตั้ง “สหภาพแรงงานโลหะและจักรกล” หนุ่มนราธิวาสคนนี้ ก็เริ่มหันไปทางปีกซ้าย

          หลัง ตุลา ปฐมหนีการล้อมปราบในเมือง ไปเข้าร่วมกับ พคท.ในเขตสงขลา ได้รับมอบหมายให้อยู่ในหน่วยผลิต เขาไปทำการเกษตร ไปปลูกผักอยู่บนภูเขาแถวสงขลา แต่อยู่ประมาณปีกว่าๆ ก็กลับออกมา ก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบาย 66/23

วันที่ไปยื่นจดทะเบียนพรรค ที่ กกต.

          เมื่อกลับคืนเมือง ปฐมเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และหางานทำในสายอาชีพเดิมคือเป็นช่างกล ปฐมก็ยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เสมอ และเคลื่อนไหวมวลชนตามสภาพในเมือง

          ปฐมกล่าวว่า กกต.ตีความคำว่า “คอมมิวนิสต์” ตามความหมายในพจนานุกรม ขณะเดียวกันคนเขียนพจนานุกรมเองก็ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจหรือลึกซึ้งกับคำว่าคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้วในทางสากลทั่วโลกให้การยอมรับผู้ที่ศรัทธาในอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์มากขึ้น

          เมื่อยื่นหนังสือขอให้ทาง กกตทบทวนการพิจารณาดังกล่าว กกต.ก็ยังไม่อนุญาตให้จดทะเบียนพรรคการเมืองในนามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 

           ด้วยเหตุนี้ ปฐมและชาวพรรค จึงเดินหน้าพึ่งกระบวนการของศาลยุติธรรม

ไปเที่ยวเขาใหญ่ระวัง! ช้างป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปเที่ยวเขาใหญ่ระวัง! ช้างป่า

11 กรกฎาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เขาใหญ่,ช้างป่า
เปิดอ่าน 1,301 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอแจ้งข่าวมาให้ทราบสำหรับท่านที่ชอบไปเที่ยวเขาใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงโปรดระวัง ‘ช้างป่า’ ออกมาหากินและที่ผ่านมาได้เกิดช้างป่าชนกับรถยนต์ หรือตื่นตระหนกทั้งคนทั้งช้างจนเกิดอุบัติเหตุ

‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ แจ้งสถิติว่า เดือนพฤษภาคมมีช้างป่าออกมากินพืชผลและบางทีก็อาละวาดทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือนราษฎรและชาวไร่เสียหาย ที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคมมี 66 ครั้ง

ด้วยความหวังดี จึงเตือนมายังผู้ใช้รถใช้ถนนขับรถด้วยความระมัดระวัง ถ้าพบเห็นช้างป่าของอุทยานฯ ออกหากินนอกอุทยานฯ โทร.08-6092-6537 หรือที่ว่าการอำเภอปากช่อง 0-4431-1916 จะได้จัดเจ้าหน้าผลักดันกลับอุทยานต่อไป

กรณี ‘ช้างป่า’ นี้ มองด้านดีแสดงให้เห็นว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์คงสภาพธรรมชาติจึงมีช้างและสัตว์อื่นชุกชุม

ขอให้ทาง ‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลสัตว์ป่าและมีหน่วยช่วยเหลือพร้อมมีคำแนะนำข้อปฏิบัติเมื่อเจอช้างป่าหรือสัตว์อื่นๆ

ไม่เฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงอุทยานแห่งชาติทุกแห่งทั่วประเทศด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ชื่นชม ‘ไทเกอร์ วูดส์’
 คงความเป็นคนไทย

ผมเห็น คุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ นำเรื่องการเมืองวุ่นวายไม่สบายใจมาหลายวันมาแล้วรู้สึกปวดหัวเบื่อหน่ายมากๆ เพราะบอกตามตรงว่าเห็นนักการเมืองไทยหลายๆ คนไม่พัฒนาตัวเองแล้วแบบนี้จะไปทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างไร

จึงได้เขียนจดหมายนี่มาให้รู้เรื่องราวดีๆ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นักกอล์ฟดังสุดของโลก ‘ไทเกอร์ วูดส์’ พาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนประเทศไทย ซึ่งในโลกออนไลน์เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลกและเกิดผลดีแก่ประเทศไทยมากๆ

ไทเกอร์ พาครอบครัวลูกเมียมาไทยถึง 13 วัน ไปหัวหิน, เชียงใหม่, ภูเก็ต ซึ่งคุณแม่ของไทเกอร์ ‘กุลธิดา วูดส์’ อยากให้ลูกหลานมีความทรงจำดีๆ

ผมจึงอยากจะบอกว่า ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ไม่ใช่แค่มีคุณแม่เป็นคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีจิตใจเป็นคนไทยและเป็นคนใจบุญ นับถือศาสนาพุทธ ขนาดเมื่อตอนไปถวายสังฆทานที่วัดฉลอง จ.ภูเก็ต ยังนำลูกๆ สวดมนต์ และนำท่องนะโม 3 จบได้ด้วย

กลับไปแข่งกอล์ฟต่อคราวนี้ ไทเกอร์ คงโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้นเพราะจิตใจสบายหลังมาเที่ยวและทำบุญทำทานที่เมืองไทย
จักรพันธ์ (ภูเก็ต)


เรียน คุณ ‘จักรพันธ์’ ภูเก็ต
ผมเองก็เป็นกองเชียร์ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ซึ่งรู้สึกดีใจมากๆ ที่ปีนี้ได้โชว์ฟอร์มดีสุดยอดกลับมาคว้าแชมป์ เดอะมาสเตอร์ส 2019 ซึ่งเป็นรายการใหญ่

จดหมายของคุณผมทราบมาจากทางไลน์ที่เพื่อนส่งมา ซึ่งผมอ่านแล้วสบายใจและชื่นชมที่เขาไม่ลืมความเป็นคนไทยและการมาเที่ยว มาไหว้พระทำบุญทำทานแบบคนธรรมดา แม้จะมาแบบเงียบๆ แต่คนระดับนี้ไปไหนก็เป็นข่าว

นอกจากความเคลื่อนไหวที่แจ้งมาแล้ว ไทเกอร์ ยังนำสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมากไปบริจาคให้ ร.ร.ธรรมจารินีวิทยา และสถาบันคุ้มครองคนพิการ ราชบุรี อีกด้วย

ไทเกอร์ ‘ทำบุญ’ ทำทานแบบคนจิตใจดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และทำแบบเงียบๆ

ขอร่วมอนุโมทนาสาธุด้วยครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 ข้อเท็จจริงเรื่อง ‘แรงทะลุนรก 9’
 เพื่อความเข้าใจถูกต้อง

หลังจากมีข่าวว่าภาพยนตร์เรื่อง ‘แรงทะลุนรก 9’ จะยกกองถ่ายทำมาที่ประเทศไทย ที่กระบี่, ภูเก็ต, พังงา และได้มีสื่อต่างๆ ได้กระจายข่าวอย่างครึกโครม

วันนี้ขออนุญาตนำข้อเท็จจริงจากประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่จะมาถ่ายทำในไทย ‘นริศโรจน์ เฟื่องระบิล’ มาแจ้งให้ทราบ

ขอขอบคุณและมีเบื้องหลังการถ่ายทำอย่างไร โปรดนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะ ‘FF9’ มีแฟนคลับภาพยนตร์รออยู่มากมายทั่วประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับการถ่ายทำ FF9 ในไทย ค่อนข้างสับสน และมีสื่อต่างๆ จับเอาข่าวเก่า ข่าวจากแหล่งอื่นมาจับแพะชนแกะจนมั่วไปหมด

ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย (คณะที่ 2) ของ ก.ท่องเที่ยวฯ ซึ่งเป็นคนพิจารณาอนุญาตให้ FF9 เข้ามาถ่ายทำในไทยได้ ขอสรุปชี้แจงอีกทีนะครับว่า

1.ยูนิตในส่วนของ FF9 ที่ถ่ายทำในไทย มีเพียงประมาณไม่เกิน 20% ของยูนิตทั้งหมดที่ตอนนี้ถ่ายทำอยู่ในหลายประเทศ มีงบค่าใช้จ่ายในส่วนที่ถ่ายทำในไทยประมาณ 304 ล้านบาท

2.จากคำขออนุญาตถ่ายทำทางคณะผู้ถ่ายทำยืนยันว่า ไม่มีดารานำแสดง อย่าง วิน ดีเซล, เจสัน สเตธัม รวมทั้งนางเอกของเรื่องมาเข้าฉากการถ่ายทำในไทย ดารานำทั้งหมดถ่ายทำในยูนิตใหญ่ที่อังกฤษ และสหรัฐ ฉากที่มีบทพูดทั้งหมดในรถถ่ายในสตูดิโอ โดยใช้ CG ช่วย

3.ฉากในส่วนของยูนิตในไทยเป็นฉากการไล่ล่า โดยใช้สตันท์แมนทั้งหมด ทั้งต่างชาติและไทย

4.ที่มีการเอาคลิปจากไอจีของวิน ดีเซล มาอ้างอิงว่าเป็นฉากในไทยนั้น จริงๆ แล้วเป็นฉากที่ วิน ดีเซล ถ่ายในต่างประเทศ ไม่ใช่ที่ไทย

5.ข่าวที่ เจสัน สเตธัม ไปเยี่ยมศูนย์สงเคราะห์สุนัขจรจัดที่พังงานั้น เป็นข่าวเก่าของปีที่แล้ว ตอนที่ เจสัน มาถ่ายทำในไทยของหนังเรื่องนึง ซึ่งไม่ใช่ FF9 สำหรับ FF9 เจสันไม่ได้มาที่ไทย

6.หลังจากที่สื่อต่างๆ นำเสนอข่าวเรื่อง วิน ดีเซล กับ เจสัน สเตธัม ในไทย ผมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางบริษัทผู้ประสานงานในพื้นที่จริง รวมทั้งกับเจ้าหน้าที่ที่ทางคณะกรรมการมีคำสั่งให้ลงไปดูแลควบคุมการถ่ายทำ ทั้งหมดก็ยืนยันว่าไม่มี วิน ดีเซล หรือ เจสัน สเตธัม มาเข้าฉากในไทยแน่นอน

7.สตันท์แมนคนที่แสดงแทนเป็น วิน ดีเซล นั้น ตัวจริงอายุเกือบ 80 ปีแล้ว แต่เป็นคนที่เชี่ยวชาญการขับรถผาดโผนอย่างหาตัวจับยาก ดังภาพในรูปประกอบ

8.ผมเองมีกำหนดที่จะลงไปควบคุมดูแลการถ่ายทำ FF9 ด้วยตัวผมเองในระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคมนี้ แล้วจะเอาเบื้องหลังการถ่ายทำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีครับ
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล


แก้รุนแรง-เกลียดชังในโซเชียล?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379053?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รุนแรง-เกลียดชังในโซเชียล?

11 กรกฎาคม 2562 – 07:31 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รุนแรง,เกลียดชัง,โซเชียล
เปิดอ่าน 1,099 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลในเชิงการใช้ความรุนแรงอย่างมากในโลกออนไลน์ว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากแม้แต่ตัวเองก็ได้รับผลกระทบจากสังคมโซเชียลมีเดียที่ไม่สามารถจะควบคุมได้มากนัก เพราะจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นคนทั่วไปที่เสพโซเชียลจึงต้องเลือกวิธีการเสพข่าวผ่านสังคมโซเชียลเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และยอมรับว่าไม่สบายใจทั้งสองทางเนื่องจากทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรงจนเกิดความเกลียดชังโดยไม่ใช่เรื่องของตัวเองทั้งสิ้น ถือเป็นการแบ่งข้างประชาชนออกเป็นสองขั้ว ทำให้มีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายในอนาคต จึงฝากทุกคนให้มีภูมิต้านทานที่ดีและอยู่ที่จิตสำนึก แต่สังคมโซเชียลก็ใช่แต่จะมีแต่ด้านลบอย่างเดียวเพราะสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็มีอยูมาก อยู่ที่ว่าใช้อย่างสร้างสรรค์แบบใดเท่านั้น

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมสภากลาโหม ได้สั่งการติดตามข้อมูลอันเป็นเท็จนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในสังคม โดยให้หน่วยงานติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จซึ่งปัจจุบันมีการตัดต่อเชื่อมโยงข้อมูลรวมทั้งมีการยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง โดยนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งอาจจะสร้างความเข้าใจผิดนำไปสู่การสร้างความรุนแรงในสังคมเหมือนเช่นในอดีต จึงกำชับให้ทุกหน่วยร่วมกันตรวจสอบและหากพบข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรก็ให้เร่งทำความเข้าใจกับสังคม รวมทั้งรณรงค์ใช้วิจารณญาณรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ของโซเชียลมีเดียที่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเครื่องมือโดยมีเป้าหมายทางการเมือง

การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังในออนไลน์เป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ยากเพราะสามารถปกปิดตัวตนของผู้ส่งสารโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ส่งสาร อีกทั้งไม่ต้องเผชิญหน้ากันเมื่อผนวกกับความเปิดกว้างและรวดเร็วของสื่อออนไลน์ยิ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดการยุยงปลุกปั่นได้ง่ายและกว้างขึ้น ซึ่งเป้าหมายหลักก็เพื่อให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมและขจัดกลุ่มตรงข้ามออกไป โดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ เช่น รณรงค์คุกคามใช้ความรุนแรงอย่างเช่นสร้างประเด็น “ดักตบ” หรือยุยงขับไล่ไม่ให้มีที่ยืนในสังคม ชูปมเรื่องปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายต่างใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือการเมืองทั้งนั้น ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามไซเบอร์ที่ชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมกันชนิดที่พลเมืองไซเบอร์ทั่วไปคิดกันไม่ถึงแน่นอน

การแก้ปัญหาคงต้องพึ่งพิงการสร้างพลเมืองไซเบอร์ที่มีคุณภาพมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและเคารพต่อกฎหมายตลอดจนสิทธิของบุคคลอื่นและน่าจะเป็นหนึ่งในภารกิจของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ออกมาให้เป็นผลรูปธรรมมากกว่าพูดๆ กันในที่ประชุม หรือเป็นแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษจนผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่เห็นความคืบหน้าเพราะสถานการณ์ในโลกออนไลน์ยังไม่มีท่าทีลดความรุนแรงลง แต่กลับก่อเกิดแรงกระเพื่อมดึงเอาชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาในวังวนปลุกปั่นไปหมดทุกอาชีพทุกเพศทุกวัย และโลกเสมือนจริงนี้จะลุกลามไปสู่โลกแห่งความจริงก็เป็นเรื่องไม่ยากเลยเมื่อถึงภาวะสุกงอมเพียงพอ ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังป้องปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งให้ความรู้ต่อสังคมชี้แจงข้อเท็จจริงสร้างเกราะภูมิคุ้มกันเพื่อยับยั้งความรุนแรงในโซเชียล

รธน.60ทำการเมืองไทยล้มเหลวแต่มีบันไดหนีไฟให้รบ.เสียงปริ่มน้ำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รธน.60ทำการเมืองไทยล้มเหลวแต่มีบันไดหนีไฟให้รบ.เสียงปริ่มน้ำ

10 กรกฎาคม 2562 – 10:03 น.
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ,รัฐธรรมนูญ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 3,654 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร 

ภายหลังการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 เวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี ด้วยเงื่อนไขที่วางกลไกไว้ในเป็นพื้นฐานต่อการสร้างประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน จากมือของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเป็น “สภาผู้แทนราษฎร-ตัวแทนปวงชนชาวไทย” ที่มาจากการเลือกตั้ง

แน่นอนว่าภายใต้เวลา 2 ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมีทั้งสิ่งตรงกับความคาดหวังของสังคมและไม่ตรงกับสิ่งที่ทุกคนวาดฝันเอาไว้ เนื่องจากกลไกที่เขียนไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในเชิงปฏิบัติการนั้น เหมือนถูกวางทางเพื่อให้ “อำนาจ” อยู่กับฝ่ายผู้ครองอำนาจเดิมตั้งแต่ปี 2557

ในงานครบรอบ 60 ปี ของ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จัดงานมุทิตาจิตขึ้นพร้อมจัดเวทีปาฐกถาและเสวนาวิชาการ เรื่อง “การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เดินหน้าหรือถอยหลัง” โดยมีนักวิชาการและฝ่ายการเมืองที่มีประสบการณ์ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสะท้อนมุมมอง

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะอดีต กรธ. ยอมรับกับจุดเริ่มต้นของการทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คือสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อนักการเมือง พบการคอร์รัปชั่น ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ฐานะกติกาของบ้านเมือง ต้องวางกรอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง โดยวางเป้าหมายสำคัญให้ได้คนดีเข้าสู่การปกครองบ้านเมืองและทำให้นักการเมืองที่เข้าสู่ระบบแล้วไม่สามารถทำสิ่งไม่ดีได้

          “ช่วงต้นของการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นผ่านจดหมายจากคุณชวน หลีกภัย ระบุว่า ทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือต้องใจกว้าง ไม่คิดร้ายกับฝ่ายใด ดังนั้นเป็นสิ่งที่ผมยึดถือผ่านความเข้าใจ คือนักการเมืองมีดีและไม่ดี สำหรับนักการเมืองที่มีปัญหาจะต้องควบคุม และการเข้าสู่อำนาจ ผ่านการเขียนไว้ในคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญ ก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงสร้างกระบวนการตรวจสอบและสำคัญคือเขียนให้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ปฏิบัติตามได้ อย่างไรก็ตามต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญได้ดี แต่ปัจจัยของความสำเร็จคือขึ้นอยู่กับจริยธรรม จรรยาบรรณและสำนึกของผู้นำกฎหมายไปปฏิบัติใช้”

อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญย้ำด้วยว่า สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 คือสิ่งที่สร้างมิติใหม่ ว่าด้วยการปฏิรูป เพราะที่ผ่านการการเมืองพาประเทศไปในทิศทางต่างๆ จนทำให้เกิดการปฏิวัติหลายครั้ง แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นเผด็จการ หรือประชาธิปไตย สิ่งสำคัญคือการพาประเทศไปสู่เป้าหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงให้นักการเมืองนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาในที่สุด

อย่างไรก็ตามกับประเด็นที่เป็นมิติใหม่ของรัฐธรรมนูญตาม “อดีตกรธ.” ยกตัวอย่างนั้น ถูกโต้แย้งภายใต้หลักการของแนวคิด โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เพราะตามหลักคิดของการปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญที่สำเร็จได้คือ กระบวนการที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

          “ผมฟันธงว่ารัฐธรรมนูญทำการเมืองถอยหลัง เมื่อเทียบลำดับการพัฒนาและความสำเร็จของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แม้ไม่ถูกเรียกว่าเป็นการปฏิรูป แต่บางบทบัญญัติเล็กๆ เช่นการกระจายอำนาจ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พบการใช้อำนาจที่ไม่เคารพกติกาในบทบัญญัติ ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เคยกำหนดแนวทางเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ที่ชัดเจนว่า อย่างไร และเพื่ออะไร ส่วนที่เขียนว่าด้วยการปฏิรูปจำนวนมาก ไม่ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปอย่างที่คนคาดหวัง และเมื่อนำไปรวมกับแผนยุทธศาสตร์ชาติคือการสร้างความเข้มแข็งให้รัฐราชการ ทั้งที่แนวทางการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องใช้ความยืดหยุ่น ไม่ใช่ไม่พอใจในประเด็นใด จึงเขียนไว้ในหมวดปฏิรูป ทั้งนี้การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากความขัดแย้งของรัฐประหารแต่ขาดวิสัยทัศน์ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน”

นอกจากนั้น “อภิสิทธิ์” ยังมองต่อความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ เมื่อถูกพูดถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีปัจจัยที่ซ่อนอยู่อย่างสำคัญ คือ “ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการกำหนดอนาคตการเมืองไทย” และ “ผู้ถือและผู้ใช้อำนาจต้องใช้อำนาจตามหลักธรรมาภิบาล ยึดนิติรัฐ นิติธรรม และต้องตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”

“ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ คือความขัดแย้งยังมีสูง แม้ผมไม่เห็นด้วยกับที่เขามา แต่พร้อมจะยอมรับได้ หากเขามาสร้างบรรทัดฐานที่ดีเพื่อปูทางไปสู่ประชาธิปไตย แม้ที่มาจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากสามารถพาประเทศเดินหน้าผ่านการใช้อำนาจที่เป็นธรรมผมยอมรับได้ อย่างไรก็ตามกติกาที่ออกแบบต่อการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่า ส.ส.ในสภารู้ว่าใช้เงินซื้อเสียงที่รุนแรง โจ่งแจ้ง และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบขาดการดูแล เหมือนจะเป็นพฤติกรรมที่เกื้อหนุนกัน กับประเด็นที่เกิดขึ้นผมเชื่อว่าหากไม่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 จะไม่ใช่ฉบับสุดท้ายของประเทศ และอาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่”

ทั้งนี้ “อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ทิ้งท้ายในความเห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนพาการเมืองไต่บนเส้นลวด และสร้างความกดดันให้สังคม รวมถึงฝืนเจตนารมณ์ประชาชน ฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย หากไม่ทำเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเชื่อว่าความขัดแย้งในสังคมจะถูกยกระดับเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ต่อประเด็นจากมุมมองของ “นักการเมือง” ถูกเห็นพ้องและตอกย้ำผ่านมุมมองของ “ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย” ฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกันที่ว่า รัฐธรรมนูญแม้จะผ่านการทำประชามติ แต่ขาดการยอมรับร่วมกันของประชาชน เนื่องจากมีประเด็นที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่สามารถใช้งานได้ หากนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เทียบกับฉบับอื่นๆ อาจถือว่าถอยหลัง แต่สิ่งที่สังคมต้องพิจารณาลงลึกไปกว่านั้นคือเป้าหมายและทิศทางของประเทศ

“หากใช้รัฐธรรมนูญเป็นกติกา และเปรียบเหมือนเป็นการเล่นกีฬาที่มุ่งไปข้างหน้า เช่น วิ่งแข่ง มุ่งไปทิศทางเดียว และต้องเข้าเส้นชัยเพื่อชนะแบบนั้นรัฐธรรมนูญถือว่าถอยหลัง แต่หากเปรียบเป็นกีฬาฟุตบอล ที่มีคำพูดว่าเกมรับที่ดีที่สุดคือเกมรุก แต่ไม่จำเป็นต้องรุกตลอด ดังนั้นการเมืองต้องมีทั้งรุกและรับ ดังนั้นการสร้างกลไกของรัฐธรรมนูญ คือการสร้างกลไกให้ทุกคนรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมเห็นด้วยว่าผู้เล่นเป็นผู้เล่น รัฐธรรมนูญ 2560 มีสิ่งที่เป็นปัญหาคือกรรมการ โค้ช ผู้จัดการ เจ้าของทีม กรรมการ ลงเล่นเกมในสนามด้วย”

กับประเด็นนี้ “ดร.เจษฎ์” ทิ้งท้ายไว้เป็นมุมมองสำคัญว่า “เมื่อกติกาทำให้ทุกอย่างกลืนกันหมดกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นหนทางที่จะแก้ไขได้คือ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยระบบรัฐสภา ไม่ใช่การฉีกทิ้ง หรือใช้วงจรรัฐประหารเพื่อยกร่างกันใหม่”

สำหรับประเด็นสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หลังจากที่ลองใช้กว่า 2 ปี “ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”  ชำแหละจุดอ่อนของเนื้อหา คือ ระบบเลือกตั้งที่ล้มเหลว ที่ทำให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.จำนวนมาก และกำหนดให้ใช้ผู้สมัครของแต่ละพรรคในต่างเขตได้หมายเลขสมัครเบอร์ ทำให้ประชาชนสับสน จนกลายเป็นปัจจัยทำให้เกิดบัตรเสียจำนวนมาก และด้วยกลไกที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งการประกาศผลเลือกตั้ง คำนวณคะแนน ทำให้หลังเลือกตั้งกว่า 100 วันยังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้

นอกจากนั้นคือกลไกของ “วุฒิสภา” จำนวน 250 คน ที่มาจากการเลือกของ “คสช.” ดร.ปริญญา มองว่า นี่คือกลไกที่ทำให้ “รัฐบาล” สามารถอยู่ได้ ภายใต้ระบบรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ มีหลายพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่จะช่วยให้ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” เป็นเสียงข้างมาก เพราะมี 250 คนส่วนวุฒิสภาเข้าร่วมผ่านการตีความของร่างกฎหมายที่เข้าข่ายเป็นกฎหมายว่าด้วยปฏิรูป ที่มาของนายกฯ ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ “นายกฯ” ต้องเป็นส.ส. ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” กลายเป็นนายกฯภายใต้กติกาไม่หมือนกับสมัยของผู้นำทหารที่อยากกลับสู่สังเวียนการเมือง และที่มาขององค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่ให้มาจากการ “วุฒิสภา” ดังนั้นปัญหาที่จะถูกตั้งคำถามมากคือ กระบวนการตรวจสอบจะปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ปิดท้ายของเวทีปาฐกถาและเสวนา “ดร.สมคิด” นำเสนอมุมมองฐานะนักวิชาการ และอดีตผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540-2550 ในประเด็น “รัฐธรรมนูญไทย ร่างอย่างไรให้ได้ดี” โดยย้ำความสำคัญตอนหนึ่งว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ยาก แต่ปัญหาที่ยาก คือทำเนื้อหาให้สอดคล้องสังคมไทย หากทำให้สมบูรณ์แบบ คือ นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องเป็นส.ส. แต่สิ่งที่ตั้งคำถาม คือรัฐธรรมนูญจะไปได้ไกล หรือใช้ยาวหรือไม่ โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้รัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือผู้ที่บังคับใช้และเนื้อหา

          “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 บังคับใช้ยาวนานที่สุด 13 ปี แต่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญหมาเมิน เพราะให้ส.ว.มีอำนาจมาก ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2521 เหมือนหรือต่างกับ 2560 ซึ่งปัจจัยของการใช้รัฐธรรมนูญสั้นหรือยาวนั้น ผมมองว่าเงื่อนไขสำคัญคือการนำรัฐธรรมนูญบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยยุคนั้นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิไตยกลายเป็นประชาธิปไตยได้ ขณะที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้นพบการเขียนเนื้อหาที่แก้ไขข้อบกพร่อง อาทิ รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยกย่องว่าดีและมาจากการมีส่วนร่วมให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง ที่หลังการบังคับใช้พบว่ามีปัญหารัฐบาลตรวจสอบไม่ได้ ส.ว.ปกป้องรัฐบาลมากเกินไป รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เป็นที่พอใจของทุกคน”

ดร.สมคิด ยังพยากรณ์ทิ้งท้ายภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสัมพันธ์กับการวางโครงสร้างอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ว่า ภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพมากที่สุด เพราะมีเสียงปริ่มน้ำ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายใต้ภาวะปริ่มน้ำจะพบความพยายามเอาตัวรอด ดังนั้นการยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นเร็วเหมือนที่หลายฝ่ายมองว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้นรัฐบาลจะอยู่ยาวพอสมควร โดยใช้กลไกสำคัญไม่เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา

“จากประสบการณ์ของผมก่อนปี 2557 ประเทศไทยมีกฎหมาย 1,000 ฉบับ ช่วงปี 2557-2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกกฎหมายมากถึง 500 ฉบับ และโดยภาวะปกติ สภาจะออกกฎหมายไม่เกิน 30 ฉบับเท่านั้น ดังนั้นวันนี้หากรัฐบาลไม่ออกกฎหมายเลยจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้แม้จะลอยคอเพราะเสียงปริ่มน้ำ แต่หากเขาลอยคออยู่เพื่อให้ประเทศเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เขาจะทำแบบนั้น ส่วนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผมเชื่อว่าจะไม่ใช่ฉบับสุดท้ายแม้จะแก้ไขได้ยาก” ดร.สมคิด กล่าวทิ้งท้าย

แม้วมีแต่ให้ “บิ๊กแจ๊ส” ท้าชิง “เสี่ยชาญ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้วมีแต่ให้ “บิ๊กแจ๊ส” ท้าชิง “เสี่ยชาญ”

10 กรกฎาคม 2562 – 09:51 น.
บิีกแจ๊ส,คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,ชูชาติ หาญสวัสดิ์,พลตทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล,มีวันนี้เพราะพี่ให้,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายกฯ อบจ,ชิงนายกฯอบจ,พรรคเพื่อไทย,ปทุมธานี
เปิดอ่าน 13,062 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 ก.ค.62

*****************

          สนามเลือกตั้ง ส..ปทุมธานี ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมิอาจกวาด ส..ยกจังหวัด ต้องสูญเสีย ที่นั่ง ให้พรรคภูมิใจไทยและน้องใหม่มาแรงอย่างพรรคอนาคตใหม่

          เพื่อไทย มีผู้แทนฯ คนคือ สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไลศุภชัย นพขำชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ และพรพิมล ธรรมสาร ส่วนภูมิใจไทย พิษณุ พลธี และ อนาวิล รัตนสถาพร จากอนาคตใหม่

ลุงชาญ”หืดจับแน่

         ผ่านไปแถวขอบกรุงด้านทิศเหนือ จะเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ มีรูป “ลุงชาญ” พนมมือแต้ เป็นอันรู้กันว่า ได้เดินทางเข้าเขตจังหวัดปทุมธานีเรียบร้อยแล้ว

ชาญ พวงเพ็ชร์

          “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี เพิ่งได้รับข่าวเมื่อ มิถุนายน 2562 เมื่อ คสช.มีคำสั่ง คืนตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ให้

          หลังจากถูกพักงานมานานเกือบ ปี “นายกชาญ” ก็ตั้งใจทำงานในตำแหน่งไปจนมีการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยยืนยันว่า จะลงป้องกันแชมป์แน่นอน “คนปทุมธานีไม่ทิ้งกัน ยืนยันไม่ไปไหน ทั้งหัวใจรับใช้ประชาชน”

          ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ส.. “ลุงชาญ” เป็นแม่ทัพภาคกลางของพรรคภูมิใจไทย แม้จะได้เก้าอี้ ส..ปทุมธานี เป็นครั้งแรก แต่โดยภาพรวมคะแนนของพรรคสีน้ำเงิน ไม่สู้ดีเท่าไร

งานบวชชุกหน่อย ลุงชาญเดินสายทุกวัน

          คงรู้ตัวว่า เจอคู่แข่งที่ใหม่สดจากพรรคส้มหวาน ลุงชาญจึงวิ่งรอกงานบวช ช่วงก่อนเข้าพรรษา วันละหลายๆงาน มินับงานแต่ง งานศพ

          รู้ดีว่า แบรนด์ภูมิใจไทยไม่โดนใจคนปทุมฯ จึงต้องขายความเป็นลุงชาญ “ตัวดำ ทำจริง” 

บิ๊กแจ๊ส” เพื่อไทย

          เปิดตัวมาเป็นปีแล้ว สำหรับ “บิ๊กแจ๊ส” พล...คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าของสโลแกน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ที่จะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี

          “บิ๊กแจ๊ส” เปิดคลินิกการแพทย์แผนไทย อยู่ที่อาคารมูลนิธิมงคล จงกล ธูปกระจ่าง ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยรักษาผู้ป่วย ด้วยการคิดค่าครูเพียง 19 บาท เพื่อนำไปทำบุญ

บิ๊กแจ๊ส เปิดตัว

          จู่ๆ “บิ๊กแจ๊ส” ได้ประกาศปิดคลินิก หยุดการรักษาผู้ป่วย เมื่อ พฤษภาคม 2562 อ้างว่า เพื่อความสบายใจของกระทรวงสาธารณสุข เพราะก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขบุกเข้าตรวจคลินิกรักษาคนไข้แพทย์แผนไทยหลายครั้ง แต่ไม่เคยแจ้งว่า ผิดเรื่องใด

บิ๊กแจ๊สไปงานวันเกิดชูชาติ หาญสวัสดิ์

          บิ๊กแจ๊สเดินสายออกงานกิจกรรมเพื่อสังคมถี่ขึ้น ดูเหมือนว่า ส..เพื่อไทยทุกคนจะให้การสนับสนุน รวมถึงตระกูล “หาญสวัสดิ์” 

แนวร่วมอนาคตใหม่

          ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อ 21 เมษายน 2555 ผลปรากฏว่า ชาญ พวงเพ็ชร์ ชนะ ร..สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส..ปทุมฯ พรรคเพื่อไทย โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันเป็นแสน

          คราวนั้น เพื่อไทยปทุมธานี ไม่มีเอกภาพ เพราะไม่พอใจ ร..สุเมธ ฤทธาคนี ที่ตัดสินใจแบบไม่บอกกล่าว ลาออกจาก ส.มาสมัคร นายก อบจนัยว่า “นายใหญ่” ไม่แฮปปี้

พี่เหลิมของน้องแจ๊ส

          ตรงข้ามกับ “บิ๊กแจ๊ส” ที่ได้ไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ให้ลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย แถมได้ ร...เฉลิม อยู่บำรุง คอยเป็นพี่เลี้ยง

          ที่น่าสนใจ “บิ๊กแจ๊ส” พยายามแตะมือกับพรรคอนาคตใหม่ อย่างเมื่อ มิถุนายน ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่จังหวัดปทุมธานี จัดกิจกรรมฟุตบอลกระชับมิตร ครั้งที่ โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมแข่งขันฟุตซอล ระหว่างทีมปทุมธานีกับทีมอนาคตใหม่

ส.ส.อนาวิล อนาคตใหม่ และ บิ๊กแจ๊ส

          ทีมปทุมธานีก็คือ ทีมเพื่อนบิ๊กแจ๊สนั่นเอง ซึ่งนายตำรวจคนดัง ได้ใช้กิจกรรมฟุตบอลปูทางสร้างฐานเสียงมาหลายปีแล้ว

          ต้องคอยลุ้นว่า พรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมฯ หรือไม่เพราะแกนนำพรรคส้มหวานแถลงชัดเล่นการเมืองท้องถิ่นแน่

กรรมออนไลน์ภาคสอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมออนไลน์ภาคสอง

10 กรกฎาคม 2562 – 09:48 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,กรรมออนไลน์ภาคสอง,เสนาะ เทียนทอง
เปิดอ่าน 15,460 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ยามนี้การไล่ตรวจและสืบสาวเรื่องราวของคนการเมืองหลากวาระที่เคยแสดงออกบนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังผุด…

หลากความเห็นของคนทั่วไป นักแสดง นักร้อง คนดังในสังคมถูกนำมาแพร่ต่อและเป็นประเด็นข่าวขึ้นมา

แน่นอนว่า “คนการเมือง” ย่อมเป็นเป้าสายตาของสังคมเพราะเป็นบุคคลสาธารณะ หากดำรงสถานะ ส.ส.-ส.ว. หรือตำแหน่งทางการเมืองแล้วนั้น ไม่ว่าเรื่องใดที่คนการเมืองคนนั้นเคยไปกระทำหากมีการยกขึ้นมาแล้วกระจายข่าวออกไป ไม่ว่าด้านลบหรือด้านบวกบุคคลนั้นต้องรับผลให้ได้

          การขุดเรื่องในวันวานออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ในต่างประเทศก็มีมานานแล้ว และยิ่งข่าวลือ ข่าวลับ ข่าวเชิงลบ รวมทั้งภาพหลุดหลากอิริยาบถของเหล่าคนดัง สังคมยิ่งนิยมเสพและติดตาม

หลายหนที่เรื่องราวเหล่าคนดังในต่างประเทศโดนตีแผ่ บางกรณีคนดังเหล่านี้ต้องยุติบทบาทไปถาวร บางคนยังออกมาแถลงสู้ บางคนฟ้องร้องและชนะคดีกับการละเมิดสิทธิ

แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น “แต้มติดลบ” ตามมาทันทีที่ภาพข่าวเหล่านี้หลุดสู่สายตาสังคม และกว่าจะกู้ภาพบวกกลับมาก็นานอักโข

เมื่อหันมามองคนการเมืองหน้าใหม่บางคนในเมืองไทย ที่ใช้โซเชียลมีเดียแสดงความเห็นและภาพการกระทำอันมิบังควรในหลากวาระที่ผ่านมา และคล้ายว่าจะต้องรับผลในไม่กี่เพลาข้างหน้านั้น การที่จะสู้ให้หลุดบ่วงกรรมที่ตัวเองก่อไว้ จับยามสามตาแล้วพบว่าเหนื่อยและยากยิ่งที่จะทำให้ตัวเองพ้นข้อครหา

          เพราะนัยที่คนการเมืองบางชีวิตก่อไว้เมื่อวันวานนั้น ถามว่าสติสัมปชัญญะ-วุฒิภาวะ พร้อมหรือไม่ก่อนที่จะลงมือกระทำการดังกล่าว…

และเมื่อมาถึงวันนี้ บ่วงกรรมจะมาสนองคืนให้รูปใดนั้น เจ้าตัวน่าจะทราบดีที่สุด

 “เสนาะ เทียนทอง” คนโตแห่งวังน้ำเย็น เคยกล่าวไว้น่าฟังเกี่ยวกับการกระทำของ “คนแดนไกล” ที่คิดใหม่ทำใหม่กับบางสิ่งบางอย่างที่ลงมือเดินเครื่องในยามเรืองอำนาจและหมิ่นเหม่กับการก้าวพลาดแบบไม่ควรจะเกิด

เสนาะเคยตักเตือนคนแดนไกลไว้หลายครั้งเมื่อหลายปีก่อน และสิ่งที่เสนาะได้รับมาคืออาการไม่แยแสคำเตือนดังกล่าว

ความย่ามใจของคนแดนไกลในครั้งนั้น บางเรื่องจริง บางเรื่องโดนใส่ไข่…ก็ว่ากันไป แต่ท้ายสุดแล้วหลากการกระทำของคนแดนไกลนั้น…

          “กรรมออนไลน์” คือวรรคทองของคนโตแห่งวังน้ำเย็น สรุปรวมเกี่ยวกับสิ่งที่คนแดนไกลได้รับผลในวันนั้นและวันนี้

ดังนั้นคนการเมืองบางคนในยามนี้ควรพินิจตัวเองว่า “กรรมในวันวาน สะท้อนการกระทำวันนี้ มีผลในวันหน้า”

“กรรมออนไลน์ภาคสอง” ที่บางชีวิตของคนการเมืองใกล้จะพบพานนั้น ณ ที่นี้ขอเจริญสติเตือนไว้ล่วงหน้าว่า อย่าโทษสิ่งใดๆ เพราะทั้งมวลที่บังเกิด พึงถามตัวเองว่า ได้กระทำจริงหรือไม่…และกระทำไปเพื่อสิ่งใด

การอ้างวัยวุฒิครั้งวันวานว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งที่รู้กติกาจารีตประเพณีของบ้านเมืองเป็นอย่างดีนั้น คงมิอาจบรรเทาโทษได้

          ฉะนั้น…พึงรับผลของกรรมออนไลน์ที่ตัวเองก่อไว้ และอย่าโทษสิ่งอื่นใดเลย บ่วงกรรมจะได้ไม่เกิดขึ้นรอบใหม่กับชีวิตอื่นๆ

โกงข้าวเด็กต้องจัดการเฉียบขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โกงข้าวเด็กต้องจัดการเฉียบขาด

10 กรกฎาคม 2562 – 09:22 น.
อาหารกลางวัน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นักเรียน,โกงข้าวเด็ก
เปิดอ่าน 2,377 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ประเทศไทยของเรานี้มีการทุจริตแทรกอยู่ทุกวงการไม่เว้นแม้กระทั่งการโกงกินอาหารกลางวันเด็กๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘โกงข้าวเด็ก’ เป็นเรื่องเลวร้ายสุดๆ ซึ่งต้องได้รับการลงโทษให้หนักสุดๆ

เรื่องนี้เปิดโปงขึ้นมาจาก ‘ป.ป.ช.’ หรือ “สำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ” ตรวจพบว่ามีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันนักเรียน 4 แห่ง ใน จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโครงการอาหารกลางวันเด็กนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของรัฐบาลจัดงบประมาณเลี้ยงดูเด็กโรงเรียนรัฐบาลทั่วประเทศ

หลายปีก่อนมีเรื่องการนำอาหารและนมหมดอายุไปเลี้ยงเด็กและปรากฏว่าท้องเสียยกโรงเรียนเพราะนักเรียนกิน ‘นมบูด’ และ อาหารก็ไร้คุณภาพไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สอบสวนเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งขอสนับสนุนเต็มที่และอย่าให้เป็นมวยล้มหรือจับได้แต่ระดับล่างเพราะต้องขยายผลไปถึงตัวการระดับบิ๊กระดับผู้บริหารของกระทรวงเพราะทำกันเป็นกระบวนการ

แล้วที่ผ่านมาโกงกินกันไปขนาดไหนยังไม่มีใครรู้และคงเป็นเงินไม่ใช่น้อยเพราะโครงการอาหารกลางวันเด็กมีมานานและไม่ค่อยมีใครติดตาม เด็กๆ ของเราก็เลยรับกรรมกินอาหารไร้คุณภาพ

ถ้าปล่อยให้มีการทุจริตแบบนนี้ ป.ป.ช.ต้องเอาผิดตั้งแต่รัฐมนตรีในข้อหา ‘ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่’

สงสารเด็กไทยจริงๆ จะมีข้าวกิน-มีนมดื่ม ยังเจอผู้ใหญ่ใจร้ายคดโกง

ต้องจัดการลงโทษให้เด็ดขาดให้ได้
อ๊อด เทอร์โบ


 มองหาสาเหตุให้ได้
 ‘แก่งกระจาน’ วืดมรดกโลก

ผมเฝ้าติดตามเรื่องการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมาหลายวันและผลออกมาแล้วว่าอุทยานแห่งชาติ ‘ป่าแก่งกระจาน’ เพชรบุรี ของเราไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องน่าเสียใจแต่เรายังต้องสู้ต่อไปและมองหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร?

ทีมงานของไทยบอกว่าเราโดนเรื่องชี้แจงสิทธิมนุษยชนไม่กระจ่างชัดเจนเพราะแก่งกระจานมีผู้คนและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่และโดนมองว่าเราเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาแม้ไม่ใช่คนเมืองเพชรแท้ เป็นคนไทยคนหนึ่งและมองว่าแก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติ เป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ของคนไทยทุกคน จึงต้องช่วยกันดูแลให้ดี เรื่องนี้ไม่มีใครผิดเพราะผู้แทนของไทยทำงานเต็มที่แล้ว ขอให้พวกเราให้กำลังใจและปีหน้าฟ้าใหม่ยังมีและเราต้องแก้ไขประเด็นข้อสงสัยและหาข้อมูลมาชี้แจงอย่างเดียว คือ

1.ให้ดำเนินการเรื่องขอบเขตระหว่างไทยและเมียนมาร์ 2.ให้ไปทำข้อศึกษาเปรียบเทียบเรื่องขอบเขตพื้นที่ลดลงว่ายังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดตามระเบียบข้องที่ 10 ของการขึ้นแหล่งมรดกทางธรรมชาติ 3.ให้ไปทำข้อห่วงกังวลเรื่องชุมชนในพื้นที่

ผมขอสรุปเรื่องราวของแก่งกระจานมาให้ทราบและตราบใดที่มีชีวิตเราก็ต้องมีความหวัง ปีหน้าคงได้ดีใจและเตรียมข้อมูลไปเสนอแก้ตัวอีกที
สมหวัง (ราชบุรี)


เรียนคุณ ‘สมหวัง’ ราชบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณที่แจ้งข่าวมา ซึ่งคนทั้งประเทศคงทราบแล้วและเป็นจดหมายที่ทรงคุณค่าเพราะให้กำลังใจให้คณะทำงานเพราะผมเองก็หวังลึกๆ ว่าปีหน้าเราคงมีข้อมูลชี้แจงเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือชุมชนที่อาศัยอยู่ในแก่งกระจาน

ท่านที่เคยไปแก่งกระจานเช่นเดียวกับผมย่อมรู้ซึ้งแก่ใจว่าแก่งกระจานของเราเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ แบบไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ขนาดนี้ จึงขอเชิญชวนว่าท่านใดที่ยังไม่เคยไปต้องหาโอกาสไปให้ได้แล้วจะภาคภูมิในความโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีสิ่งดีๆ ทางธรรมชาติและก็ขนบธรรมเนียมประเพณีมากมาย

ในฐานะของคนไทยที่เฝ้าติดตามลุ้น ‘แก่งกระจาน’ ให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกคนหนึ่ง ก็ขอให้กำลังใจคณะผู้แทนทีมงานที่ได้ทุ่มเทแม้จะพลาด

แต่เหมือนคนล้มแล้วต้องลุกมาสู้ต่อ! อย่ายอมแพ้
อ๊อด เทอร์โบ


 รับน้องโหด-ทารุณ
 ซ้อมทำร้ายร่างกาย
(เจตนาฆ่าคน?)

หลายวันก่อนผมได้อ่านจดหมายที่ส่งมาแสดงความห่วงใยเรื่องการรับน้องใหม่ที่เกิดความรุนแรงทุกปีจนกลายเป็นคดีทำร้ายร่างกายและเรียกร้องให้ป้องกันไว้ก่อนโดยครูอาจารย์รุ่นพี่ต้องร่วมมือกัน

แต่ขณะนี้น่าเสียใจว่าไม่ทันการแล้วเพราะโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่นครปฐม มีรุ่นพี่รับน้องโหดเตะต่อยจนหามส่งโรงพยาบาลอาการวิกฤติ

ผมไม่ต้องการคำตอบทางจดหมายแต่ขอเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีเป็นตัวอย่างในข้อหาทำร้ายร่างกายหรือพยายามฆ่าไม่ให้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายต่อไป และขอให้ทุกโรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องหาทางป้องกันไว้โดยด่วน!
วันชัย (มหาชัย)


“ตี ต่อย ตบ”..ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตี ต่อย ตบ”..ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป

10 กรกฎาคม 2562 – 09:10 น.
สายตรวจระวังภัย,จ่าวนิว,ตะลุมบอล,อุดมสุข,วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
เปิดอ่าน 11,633 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนลากมาจนถึงช่วงสิ้นเดือน มีข่าวความรุนแรงที่ทุกสื่อนำมาเผยแพร่ และผู้คนในสังคมต่างให้ความสนใจ เพราะถ้าดูจากภาพเหตุการณ์ดูเหมือนกับผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่ยำเกรงอำนาจรัฐ เนื่องจากยกพวกเข้าต่อยตีทำร้ายกัน เริ่มจากเหตุวินรถจักรยานยนต์รับจ้างยกพวก “ตะลุมบอน” ย่านอุดมสุข และเหตุการณ์คนร้ายชายฉกรรจ์ 4 คม รุมทำร้าย “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง ที่ย่านพระยาสุเรนทร์

นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีการทำร้ายร่างกายของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการวิวาทบนท้องถนนเวลาขับรถเบียดปาดหน้ากัน หรือพฤติการณ์ต่างๆ นานา รวมถึงเมาสุราทะเลาะวิวาทกัน ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว โดยมีหลายคดีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายจบด้วยการยอมความ จ่ายค่าสินไหม และเสียค่าปรับ

ทว่า “การทำร้ายร่างกาย” ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป แต่ยังมีโทษถึงขั้นติดคุกเนื่องจากเป็นคดีอาญาที่ยอมความกันไม่ได้ ซึ่งต้องพิจารณาดูว่าการทำร้ายร่างกายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายถึงขั้นไหน โทษเท่าไร?

อาทิ 1.หากตบตีธรรมดาโดยเป็นแผลรอยถลอก ขีดข่วน รอยช้ำบวม แดง “ไม่เป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ก็อาจเป็นความผิดลหุโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (โทษจากเดิมคือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัจจุบันได้แก้ไขใหม่ โดยเพิ่มโทษปรับเป็นไม่เกิน 1 หมื่นบาท)  2.หากตบตีถึงขั้นเลือดตกยางออก แผลแตก ถือเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กรณีนี้จะเป็นการทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.หากได้รับอันตรายถึงสาหัส ต้องใส่เฝือก แขน ขาหัก และนอนโรงพยาบาลกว่า 20 วัน จะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยจะมีโทษสูงกว่าบาดเจ็บธรรมดา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท

ขณะเดียวกันทนายความอย่าง นายรัชพล ศิริสาคร เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกายไว้ก่อนหน้านี้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สายตรงกฎหมาย” ว่า เวลาเกิดคดีพวกทำร้ายร่างกายที่ไม่เป็นอันตรายสาหัส หรือพวกคดีที่มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 1 เดืิอน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ตำรวจมักจะปรับคู่กรณี ซึ่งบางครั้งเราอาจจะคิดว่าปรับน้อยไป โดยจริงๆ แล้ว ถ้าเราเห็นว่าตำรวจปรับน้อยไปสามารถโต้แย้งได้ โดยแจ้งตำรวจว่าเราไม่ยินยอม เพราะตำรวจปรับน้อยไป เมื่อเราแจ้งไปแล้วตำรวจจะต้องกำหนดค่าปรับใหม่จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะยินยอม และเมื่อผู้ต้องหาจ่ายเงินแล้ว คดีก็จะถือว่าเสร็จเด็ดขาด ส่วนกรณีที่ตกลงค่าปรับไม่ได้จริงๆ ตำรวจจะต้องส่งฟ้องศาล เพื่อให้ศาลกำหนดค่าปรับต่อไป

การใช้อารมณ์และความรุนแรงตัดสินปัญหาไม่ใช่ทางออกที่ดี ฉะนั้นควรมีสติในการใช้ชีวิต เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงชั่ววูบอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายทั้งครอบครัว..!!