ดาราโพสต์การเมืองโดนรุมถล่มสังคมป่วย…หมกมุ่นโซเชียล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดาราโพสต์การเมืองโดนรุมถล่มสังคมป่วย…หมกมุ่นโซเชียล

10 กรกฎาคม 2562 – 09:01 น.
ดารา,การเมือง,ช่อ
เปิดอ่าน 1,696 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  สลิตา พรรณลึก, อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์

เรื่องราวการโพสต์ในโซเชียลมีเดียของผู้ใช้ “ไอจี” ที่มีชื่อว่า a_adisorn กับข้อความแฮชแท็กสั้นๆ “#ดักตบอีช่อช่อง Arrival” จากนั้นก็มีคนในวงการบันเทิงพากันไปกดไลค์และคอมเมนต์จนกระแสตีกลับไปยังตัวของดาราศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปต่อว่า พร้อมประกาศเลิกอุดหนุนผลงาน

สองวันมาแล้วที่กระแสนี้ถูกพูดถึง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์ออกไป พร้อมติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์จนติดเทรนด์ตลอดทั้งวัน จนในที่สุดผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่มีรายชื่อก็ออกมาชี้แจงและขอโทษกันจ้าละหวั่น ไม่ว่าจะเป็น “พีท พล”, “อีฟ” พุทธธิดา ศิระฉายา และทาทา ยัง

หลังพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์ข้อความแนะนำคนในแวดวงบันเทิงเกี่ยวกับการวิจารณ์การเมืองว่า “ไม่คุ้ม” โดยเฉพาะวิจารณ์ในเชิงแตกแยก ทำให้แตกความสามัคคี มีแต่จะเกิดความเสียหายสะท้อนกลับ

แต่ก็ยังไม่วายที่ศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง “อุ๊ หฤทัย” ออกมาแสดงความคิดเห็นโต้กลับผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวในเชิงตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยแบบไหนหรือ? ถึงมาห้ามศิลปิน ดารา นักร้อง แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ต้องนักการเมืองเท่านั้นหรือถึงจะพูดเรื่องการเมืองได้ ไม่จำเป็นหรอก! เรื่องที่ทำท่าจะจบ ก็เลยยังไม่จบ…

จะว่าไปกระแสการเมืองบนโลกโซเชียลมีเดียบ้านเราต้องบอกว่ารุนแรงสุดๆ ไม่ใช่แค่วิจารณ์ตอบโต้ด่าทอกันไปมาเท่านั้น แต่ข่าวลือข่าวลวง fake news หรือแม้แต่ไอโอ หรือปฏิบัติการข่าวสาร ยังทะลักล้นเต็มไปหมด ความเห็นของสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน และก้าวข้ามเรื่องเหตุผลกันไปหมดแล้ว

เหตุนี้เองเมื่อเหล่าคนดัง ศิลปิน ดารา นักร้อง ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นตามช่องทางออนไลน์จึงกลายเป็นข่าวฮือฮา และถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ หลายคนแสดงความเห็นตามหลักการธรรมดาๆ แต่ก็ถูกสร้างกระแสเกลียดชัง กระทบกับงานแสดงหรืออีเวนท์ต่างๆ อยางกรณีของ “ปั้นจั่น” ปรมะ อิ่มอโณทัย ที่เชื่อกันว่าโพสต์การเมืองของเขาเป็นต้นเหตุทำให้ภาพยนตร์ที่เขาแสดงนำอยู่ในภาวะ “เงียบสงัด”

ที่น่าสนใจก็คือดารา นักร้อง นักแสดง มักตกเป็น “จำเลย” ของสถานการณ์และต้องรับผลร้าย ซึ่งบางครั้งก็เกินกว่าการกระทำของเขาเองเสียอีก

แน่นอนว่าประเด็นนี้ต้องแยกเป็น 2 มุม มุมหนึ่งคือการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ตอกลิ่มให้แตกแยกมากขึ้น แบบนี้ก็ต้องถูกกระแสสังคมพิพากษา แต่สำหรับบางคนที่เสนอความเห็น หรือแสดงจุดยืนทางใดทางหนึ่งแบบธรรมดา ไม่ซับซ้อน และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เขาจำเป็นต้องรับผลที่เกิดขึ้นขนาดนั้นหรือไม่

ประเด็นที่หลายคนไม่เคยถามเลยก็คือ จริงๆ แล้วสังคมไทยกับการใช้โซเชียลมีเดียอยู่ในบรรยากาศที่เคารพกติกา มีมารยาทมากพอหรือไม่ สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ “ป่วย” หรือเปล่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสาร พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร บอกกับ “ล่าความจริง” ว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังตกอยู่ในภาวะผิดปกติ เรียกง่ายๆ ก็คือสังคมอยู่ในภาวะป่วยจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างหมกมุ่น เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าคนไทยใช้เวลาไปกับการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะการใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งมักใช้เพียงแค่ตอบสนองความบันเทิงและตอบโต้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าจะใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต จนกลายเป็นช่องทางที่มีไว้เพื่อแสดงคิดเห็นส่วนตัวจนเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นไปตามบริบทสังคม

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องราวดราม่าในวงการบันเทิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหล่าคนมีชื่อเสียงได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความเห็นส่วนตัวจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตซึ่งหลายเหตุการณ์ทำให้คนดังหลายคนได้รับผลกระทบจากการโพสต์ข้อความ บางรายออกมาขอโทษสังคมแล้วก็อาจจะได้รับการอภัย แต่บางรายกลับกลายเป็นคดีความ

อย่างเช่น กรณีของดาราชายคนหนึ่งที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเมืองจนทำให้ได้รับผลกระทบทั้งงานแสดง การขุดคุ้ยประวัติ ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ มีการเข้าไปแก้ประวัติของดาราชายคนนั้นในวิกิพิเดีย เนื่องจากเกิดจากความไม่พอใจ

“ผมมองว่ามารยาทในการใช้โซเชียลของคนไทยยังไม่ได้มาตรฐาน พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยในตอนนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะป่วยจากการใช้โซเชียล” พันธ์ศักดิ์ กล่าว พร้อมคำเตือนทิ้งท้าย ทุกคนต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลที่มีอยู่ในโลกออนไลน์จะไม่มีวันหายไปเพราะโลกอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือน “เครื่องถ่ายเอกสาร” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

นโยบายในโลกจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378888?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายในโลกจริง

10 กรกฎาคม 2562 – 08:26 น.
นโยบายในโลกจริง,รัฐบาล
เปิดอ่าน 877 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2562

ช่วงนี้อยู่ระหว่างการประชุมและประสานงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนำนโยบายของแต่ละพรรคที่หาเสียงเอาไว้ในช่วงรณรงค์เลือกตั้งมาปรับเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภา และเป็นแนวทางในการบริหารงานต่อไป จึงเป็นที่จับตากันว่า นโยบายของรัฐบาลจะออกมาสอดคล้องกับที่หาเสียงเอาไว้หรือไม่ จะสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างไร แม้ว่า นโยบายของแต่ละพรรคจะเน้นหนักไปที่เรื่องปากท้องของประชาชน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาคุณภาพชีวิต ประกันราคาสินค้าเกษตร ผลิตสินค้าตัวใหม่ เช่น กัญชาเสรี ทั้งนี้ก็เพื่อลดช่องว่างที่เรียกกันว่า ความเหลื่อมล้ำ อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอีกหลายด้านด้วยกัน นอกจากนั้นก็จะเป็นนโยบายด้านการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้านการศึกษาที่จะต้องเร่งปฏิรูปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุค 4.0 เรียนฟรี สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการหาเสียงนั้น ทุกพรรคก็ต้องพยายามสร้างจุดขาย ประกาศแนวนโยบายที่เข้าถึงประชาชน ยุคสมัยหนึ่งเคยมีคำกล่าวว่า ประชาธิปไตยกินได้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแนวทางประชานิยมจึงเป็นเสมือนเรือธงของทุกพรรค ที่ผ่านมา มีเสียงท้วงติงกันว่า หากทำตามที่แต่ละพรรคบอกกับประชาชนทั้งหมด จะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งมากกว่างบประมาณประจำปีเสียด้วยซ้ำ และกระทรวงการคลังเองก็ได้ออกมาท้วงติงว่า นโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมดนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ต้องขึ้นกับวินัยทางการคลังด้วย ดังนั้นการปรับแนวนโยบายของแต่ละพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องยืนอยู่บนโลกของความจริง เพราะขณะนี้บางพรรคการเมืองมีแผนจะต้องใช้งบประมาณมากถึงเกือบ 5 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับนโยบายด้านสังคม การเมือง ก็ต้องอยู่ในกรอบด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี การปัญหาความเหลื่อมล้่ำ อาจจะเป็นแค่วาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น หากว่าไม่สามารถทำนโยบายและบริหารงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” ได้ อย่างเช่น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องคำนึงว่า จะสร้างมูลค่าหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างไร เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนอีกชนชั้นหนึ่งหรือไม่ก็น่าคิด เช่นที่เคยมีข้อท้วงติงว่า งบประมาณขนาดนั้นควรนำไปทำถนนให้ดีเสียก่อนจะดีกว่า ขณะที่ในด้านการศึกษาก็ต้องลงทุนอย่างมีแบบแผนและเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่านานาประเทศ ไม่ใช่เบียดบังแม้แต่ค่าอาหารของเด็กอย่างทุกวันนี้

ยังมีแนวนโยบายอีกหลายด้านที่พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมกันผลักดัน แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ภายใต้แนวทางที่ถูกวางเอาไว้ครอบคลุมทุกนโยบายคือ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการบริหาร ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ประชาชนไทยมีความเป็นอยู่มั่นคงตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ต้องมีความชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ในนโยบายต่างๆ ด้วย และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การบริหารอย่างโปร่งใส อย่าให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นโกงกินกับโครงการที่กำลังจะเกิดตามมาอีกมากมาย

นี่คือนักการเมืองเพื่อประเทศชาติหรือตัวเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นี่คือนักการเมืองเพื่อประเทศชาติหรือตัวเอง

9 กรกฎาคม 2562 – 14:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สังคมไทยไร้คุณธรรม,การเมือง,ประเทศชาติ
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ เป็นคำกล่าวที่ยังอมตะนิรันดร์กาลสำหรับการเมืองไทยที่ใช้ได้อยู่เสมอตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันกาล

หลังจากจัดฉากเหมือนละครน้ำเน่าฮึ่มฮึ่มตาขวางเข้าใส่กัน ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปเรียบร้อยด้วยฤทธิ์เดชของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีที่ทุบโต๊ะตาขวางจัดโผรัฐมนตรีเองแบบไม่มีใครกล้าหือเป็นเด็กดีอยู่ในแถว

สรุปว่าในเดือนนี้แจ้งเกิดรัฐบาลพันธุ์ผสมอย่างแน่นอน ส่วนจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็โปรดติดตามผลงาน

มองกราดดูรายชื่อแล้วยังข้องใจว่ารัฐมนตรีหลายๆ คนจะทำงานได้ดีขนาดไหนเพราะส้มหล่น เพราะเป็นไปตามโควตาพรรคและบารมีทางการเมืองของผู้สนับสนุนแรงดันสำคัญ

นักการเมืองบางคนเข้าประเภทอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เพราะมุ่งหวังผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประเทศชาติและมองอนาคตแล้วรัฐบาลที่มี ‘บิ๊กตู่’ เป็นกัปตันจะต้องมีปัญหาแทรกซ้อน

เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วการเมืองเหมือนทะเลที่ปั่นป่วนจะให้ราบเรียบเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐบาลจะต้องเจอฝ่ายค้านเจาะยาง

ถ้าถูกโจมตีในสภากลัวกันว่า ‘บิ๊กตู่’ จะหัวร้อนฟิวส์เหมือนระเบิดลง

นาทีนี้ไม่มีใครกลัวกันแล้วเพราะไม่มี ‘ม.44’ เป็นอาวุธพิฆาต!
อ๊อด เทอร์โบ


 จัดระเบียบสังคมไทย
 งานหนักรัฐบาลใหม่

จดหมายจากคุณ ‘อมรพล’ แม่กลอง ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงมีข้อมูลชัดเจนจากการศึกษาวิจัย ซึ่งเราต้องยอมรับความจริง

แม้ว่าความจริงจะทำให้เจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทนและปรับเปลี่ยนชีวิตแนวความคิด

โดยเริ่มที่ตัวเองก่อนให้มีความรับผิดชอบโดยมิต้องรับคำสั่งหรือถูกบังคับ!
อ๊อด เทอร์โบ


 สังคมไทยไร้คุณธรรม
 ชี้โกงไม่รู้จักพอ !

ผมมีเรื่องที่อยากแจ้งให้ทราบถึงการศึกษาเกี่ยวกับสังคมไทย-คนไทย ในพ.ศ.2562 ที่กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี จากการศึกษาติดตามของอาจารย์ท่านหนึ่งของ ม.มหิดล แล้วอยากนำมาแจ้งให้ทราบครับ

จากผลศึกษาสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทยปี 2562 พบว่า คนในสังคมไทยมีคุณธรรมระดับปานกลาง และคิดว่าอนาคตคนจะมีคุณธรรมลดลง สาเหตุของการขาดคุณธรรมมาจากความไม่มีวินัย รองลงมาคือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่รู้จักพอ

ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ขาดความรับผิดชอบ ขาดความสามัคคีนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม อีกทั้งการเข้ามาของสื่อโซเชียลก่อให้เกิดปัญหา 5 อันดับคือ การใช้วาจาหยาบคาย หลอกลวงกัน มีความขัดแย้งทางความคิด ความสัมพันธ์เสื่อมถอย และเกิดการเลียนแบบที่ไม่เหมาะสม

ที่น่ากลัวคือพบข้อมูลเกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของประทศ คือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นในระบบราชการไทยมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน

จึงเห็นว่าเวลานี้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ยี่ห้อดังๆ ย้ายฐานการผลิตไปพม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ และนักลงทุนหนีไปตั้งสำนักงานที่สิงคโปร์ ที่มีความสงบเรียบร้อยปลอดภัย ผู้คนข้าราชการทำงานดีไม่โกงไม่เก็บส่วย

นี่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่รัฐบาลใหม่ป้ายแดงจะต้องจัดระเบียบหรือสร้างคนไทยให้มีวินัยเป็นคนดีมีคุณธรรมและมีคุณภาพโดยด่วนปล่อยไว้เราจะกลายเป็นประเทศที่เหมือนกับคนเป็นโรครุมเร้า
อมรพล (แม่กลอง)


 ห้องแบ่งเช่า-โรงแรมเถื่อน
 ผิดกฎหมาย-อันตราย

จดหมายของผมไม่ต้องการคำตอบจากคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ แต่อยากให้ตรวจสอบห้องแบ่งเช่าและโรงแรมเถื่อนที่เป็นห้องแถวหรืออาคารบ้านเรือน

มีแค่คำถามว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่? แล้วปล่อยไว้ได้อย่างไรถ้าหากเกิดไฟไหม้หรืออุบัติเหตุต่างๆ ขึ้นมาจะช่วยเหลืออย่างไร

เวลานี้มีการดัดแปลงอาคารบ้านเรือนหรืออาคารพาณิชย์เป็นโรงแรม อาจเป็นห้องเช่าเถื่อนมากกว่าเพราะไม่มีบริการอะไรเหมือนโรงแรม ที่เคยเจอมาคิดว่าอันตราย ไม่มีสปริงเกอร์สำหรับพ่นน้ำดับไฟ หากเกิดเพลิงไหม้ไม่มีทางออกฉุกเฉินไม่มีถังดับเพลิง ปล่อยให้แขกสูบบุหรี่ในห้องพักได้ บางแห่งเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าอยู่กันอย่างแออัด ไม่จำกัดจำนวน ขอให้มีเงินจ่ายค่าเช่าก็พอ

บางแห่งก็เหมาเช่าเป็นบ่อนวิ่งแต่ละห้องก็เล่นพนันต่างกัน เจ้าของดูเหมือนจะมีหุ้นกับเจ้ามือด้วย พอลูกค้ามาครบขึ้นป้ายห้องเต็ม

พวกนี้ราคาถูกแต่เสี่ยงอันตรายก็น่ากลัว จะทำอย่างไรให้อาคารพาณิชย์ หรือห้องแถว ที่ดัดแปลงเป็นห้องพักหรือโรงแรมบริการลูกค้ามีความปลอดภัยทุกด้าน

จึงต้องให้ทุกหน่วยงานที่มีมากมายช่วยจัดการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
วิเชียร (บางลำพู)


“เต้น” กลับเพื่อไทย “ตู่” ไปดาบหน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เต้น” กลับเพื่อไทย “ตู่” ไปดาบหน้า

9 กรกฎาคม 2562 – 13:15 น.
เต้น ณัฐวุฒิ,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,พีซทีวี,ตู่ จตุพร,นปช,คนเสื้อแดง,ช่องแดง,สถานีพีซทีวี,ยงยุทธ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อไทย,แกนนำนปช,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 66,483 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 9 ก.ค.62

************************

          แรงกระเพื่อมในพรรคเพื่อไทย ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง เพราะกระแสข่าว “คุณหญิงหน่อย” จะขึ้นแท่นประธานเพื่อไทย ก็สร้างความอลหม่านประมาณหนึ่ง

          สำหรับปีก นปชมีความชัดเจนขึ้น เมื่อ “จตุพร พรหมพันธุ์” เตรียมการอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่ นั่นหมายถึงการหันหลังให้พรรคเพื่อชาติโดยสิ้นเชิง ส่วน “อารี ไกรนรา” ก็ยังเป็น ส..บัญชีรายชื่อ เพื่อชาติ 

บ้านหลังใหม่

          เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา “จตุพร” พร้อมด้วย อารี ไกรนราเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิกสุริยา ชินพันธ์วิโชติ วัณโณ และ ศักดิ์รพี พรหมชาติ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยรามอินทรา 40 (ซอยวัดนวลจันทร์

จตุพร พรหมพันธุ์ และ อารี ไกรนรา

          ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของจตุพร ที่จะอำลาบ้านเก่าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปอยู่ในเนื้อที่ ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว มีลักษณะคล้ายสตูดิโอขนาดใหญ่

          พร ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล แต่ด้วยความเกรงใจ ที่ได้อาศัยอยู่ในชั้น มานานเกือบสิบปี จึงสมควรแก่เวลา

สถานที่ก่อสร้างสถานีช่องพีซทีวี

          อีกอย่างหนึ่ง พรรคเพื่อชาติก็ตกไปอยู่ในมือ ยงยุทธ ติยะไพรัช เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บ้านของหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ

          เหนืออื่นใด รอยร้าวระหว่าง ตู่ จตุพร กับยงยุทธนั้น ยากจะคืนดีดังเดิมได้

ไม่ยอมทิ้งจอแดง 

          หลังรัฐประหาร 2557 เหลือ “จอแดง” อยู่ ช่องคือ “ทะเว็นตี้โฟร์ทีวี” (TV 24) ที่แปลงร่างมาจาก “เอเชียอัพเดท” ดำเนินการโดยบริษัท เดโมเครซี นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ที่มี วรุธ ทัฬหสุคนธ์ อดีตคนข่าวค่ายวัฏจักร เป็นผู้บริหาร

          ปีที่แล้ว “นายใหญ่แดนไกล” สั่งเลิกกิจการ เพราะดันทุรังทำไป ก็ไม่มีความหมาย เพราะปัจจุบัน คนเสื้อแดงไม่ดูทีวีแล้ว ส่วนใหญ่หันไปดูข่าวทางยูทูบ และเฟซบุ๊ก

          ตรงกันข้าม “ตู่ จตุพร” กลับไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากประธาน นปช.ต้องแบกเพื่อนร่วมงานไว้จำนวนหนึ่ง และช่องพีซทีวี (PEACE TV) เป็นธุรกิจที่ตู่ปั้นมากับมือ ไม่เกี่ยวกับคนแดนไกล

4 สาว พิธีกรช่องพีซทีวี

          เริ่มจากปลายปี 2556 “เดอะตู่” ไม่พอใจค่ายเพื่อไทย จึงทำช่องทีวีของ นปช.เอง ใช้ชื่อ “ยูดีดี ทีวี” ในนามบริษัท รวยทันที จำกัด โดยความเมตตาของอดีตพระอาจารย์เพชร ต่อมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพีซทีวี ดำเนินการโดยบริษัท พีซเทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งไม่เกี่ยวกับอดีตพระอาจารย์เพชรแล้ว

          เพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนเตือน “เดอะตู่” จะแบกจอแดงไปอีกนานแค่ไหน โลกเปลี่ยนเร็วมาก 

กลับเพื่อไทยดีกว่า

          เวลานี้คนเสื้อแดง ก็เลือกเสพข่าวจาก ค่าย ถ้ารักตู่ จตุพร ก็ติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก PEACE TV หรือหากรักเต้น ณัฐวุฒิ ก็ตามที่เพจยูดีดีนิวส์-UDD news 

          ดังเคยเขียนไว้เมื่อเดือนก่อน “ยูดีดีนิวส์” กระบอกเสียงใหม่ของแกนนำ นปช.สายคนแดนไกล นำทีมโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อวีระกานต์ มุสิกพงศ์ธิดา ถาวรเศรษฐเหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง 

          ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แกนนำ นปช.ปีกนายใหญ่ ได้เปิดสำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” (UDD News) ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์(นิวเวิลด์เดิม.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

เต้น ณัฐวุฒิ

          ถ้ายังจำได้ มีข่าวลอยลมเรื่อง “เสี่ยเต้น” จะตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ มาแทนพรรคไทยรักษาชาติ แต่สืบสาวหาต้นตอของข่าวชิ้นนี้ จึงรู้ว่าจับแพะชนแกะ

          มีการพูดคุยเรื่องตั้งพรรคการเมืองใหม่จริง โดย จาตุรนต์ ฉายแสงตู่ จตุพร และเต้น ณัฐวุฒิ แต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ เพียงแต่ปรึกษาหารือกัน

          มาถึงวันนี้ มีข่าวเสี่ยเต้นเตรียมกลับพรรคเพื่อไทย เพื่อรอรับงานใหม่จากการปรับโครงสร้างพรรค ส่วนเสี่ยอ๋อย และเสี่ยตู่นั้น ไม่กลับแน่นอน

          เสี่ยเต้นไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ จึงมีสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้ ตามแผนผสมผสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่

          นัยว่า เสี่ยเต้นจองตำแหน่งโฆษกพรรคไว้แล้ว..จริงไม่จริง อีกไม่นานก็รู้กัน

นักเลือกตั้งแห่ซบ “ส้มหวาน” สัญญาณอนาคตดับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักเลือกตั้งแห่ซบ “ส้มหวาน” สัญญาณอนาคตดับ

9 กรกฎาคม 2562 – 11:05 น.
ส้มหวาน,พรคคอนาคตใหม่,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคพลังธรรม
เปิดอ่าน 52,991 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง

เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ กรณีนักการเมืองเจนสังเวียนตบเท้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่กันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่พรรคส้มหวานเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจการเมืองท้องถิ่นเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ., ส.อบจ., นายกเทศมนตรี,  ส.ท., นายก อบต. และ ส.อบต.

ล่าสุด มีข่าว พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ อดีต ส.ส.นครราชสีมา หลายสมัย เตรียมเสนอตัวลงชิงนายก อบจ.นครราชสีมา  ในสังกัดพรรคอนาคตใหม่

          เชื่อว่า จะไม่มีแค่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ คนเดียว บรรดาอดีต ส.ส.แถวอีสาน และเหนือ ที่สอบตกซ้ำซาก เพราะสู้กระแสทักษิณไม่ได้ ก็แอบหวังที่จะโหนกระแสธนาธรเข้าสภาเหมือนกัน

ชัยชนะแบบว่ายิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้นักเลือกตั้งอาชีพ เฝ้ามองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ใครเลยจะคิดว่า คนหนุ่มสาวโนเนมจะเอาชนะอดีต ส.ส. ที่ผูกขาดการเป็นผู้แทนมานับสิบสมัย

พรรคส้มหวานจึงเนื้อหอม ชวนให้เหล่านักเลือกตั้งอยากเข้ามาสวมเสื้อสีส้มลงสนาม ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

          พรรคอนาคตใหม่ กำลังเดินทับรอย “พรรคพลังธรรม” ซึ่งพรรคคนดีมีคุณธรรมเริ่มต้นด้วยการขายอุดมการณ์ “คุณธรรมนำการเมือง” และอวสานด้วยเกมอำนาจ เมื่อหัวหน้าพรรค “ดี เด่น ดัง” สลายอุดมการณ์ของพรรค

การเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 พรรคพลังธรรม ภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค ได้แปรสภาพเป็น “พรรคนักเลือกตั้ง” เต็มตัว บทบาทของชาวพลังธรรม “สายวัด” ผู้ก่อร่างสร้างพรรคถอยหลบไปอยู่หลังฉาก

หลังเลือกตั้ง พรรคพลังธรรม ได้ 23 เสียง จึงเข้าร่วมกับพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคนำไทย พรรคความหวังใหม่ และพรรคมวลชน สนับสนุนบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อ ส.ส.กลุ่ม 16 และกลุ่ม ส.ส.ปีกเทิดไท(พรรคสามัคคีธรรม) ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ตั้งวงปรึกษาหารือเตรียมการจัดตั้ง “พรรคไทยก้าวหน้า” ปรากฏว่า ทักษิณก็เดินเข้าไปพูดคุยด้วย เพื่อแสวงหามิตรต่างพรรค

“ทักษิณ” ประสบความสำเร็จในการแสวงหามิตรที่เป็นนักเลือกตั้งได้ไม่ยาก อย่างที่ทราบกันดี ก่อนหน้าที่ทักษิณจะกระโดดเข้าสู่วงการการเมืองนั้น ส.ส.จำนวนไม่น้อยถือหุ้นราคาพาร์ของบริษัทชินวัตรอยู่

          เนื่องจากทักษิณ ไม่ใช่สายวัด จึงไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ วาทกรรม “พรรคเทพ-พรรคมาร” ซึ่งเปรียบได้กับคำว่า “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” ที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ท่องเช้าท่องเย็น นอนหลับก็ยังละเมอท่อง 

ในสายตาของนักเลือกตั้ง ย่อมคุยกับทักษิณ ชินวัตร ได้ง่ายกว่าพูดจากับพวกสายวัด หรือพวกใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่ผ่านไปถึงการเลือกตั้งปลายปี 2539 พรรคพลังธรรมยุคดาวเทียมไทยคม ก็ถึงกาลอวสาน เมื่อพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นับจากนั้นมา ทักษิณก็ไม่คิดจะสร้างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แข็งตัว เหมือนพลังธรรมสายวัด ฉะนั้นการก่อเกิดพรรคไทยรักไทย จึงผสมผสานทั้งคนหน้าใหม่และคนหน้าเก่า

อาการตั้งตัวไม่ทันของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ย่อมส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมเล็กๆ ในพรรค เชื่อว่า กรณีนักเลือกตั้งอาชีพเมืองโคราช พยายามจะสร้างเครือข่าย 4 จังหวัดอีสานใต้ อาจทำให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่บางกลุ่ม เกิดความระแวง ด้วยเกรงอุดมการณ์บริสุทธิ์ของพรรคจะแปดเปื้อน

พรรคอนาคตใหม่ในภาคอีสาน มีองค์ประกอบมาจากเอ็นจีโอปีกซ้าย และนักเคลื่อนไหวมวลชนสายเสืื้อแดง แม้จะมีอดีต ส.ส.บึงกาฬ พรรคไทยรักไทย อยู่ในรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคส้มหวาน แต่ก็ยังไม่มีบทบาทอะไรมากนัก

จุดอ่อนของอนาคตใหม่ จึงอยู่ที่ภาคอีสาน เพราะมี “อดีต ส.ส.” หรือ “พวกสอบตก” รอคิวมาล่าฝันกับพรรคส้มหวาน รวมทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนจอมกะล่อนที่พร้อมจะลอกคราบ โดยอาศัยกระแสธนาธรฟอกตัวเอง

          อนาคตใหม่จะกลายเป็นอนาคตดับ เพราะการเข้ามาของเสือ สิงห์ กระทิง แรด เหมือนการล่มสลายของพรรคพลังธรรมในอดีตนั่นแล

De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร คืนอำนาจประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร คืนอำนาจประชาชน

9 กรกฎาคม 2562 – 08:11 น.
De-Talk,รัฐประหาร,คืนอำนาจประชาชน
เปิดอ่าน 1,163 ครั้ง

โดย…   เกศินี แตงเขียว

จากผลของการรัฐประหาร โดย คสช. เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ต่างๆ ตามมา ทั้งการอ้างถึงการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ทั้งภาคการเมือง กระบวนการยุติธรรม สังคม สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนและความพยายามทำให้ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง แต่ระหว่างทางช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบันกว่า 5 ปีแล้ว สังคมยังไม่ได้เห็นภาพการปฏิรูป ประชาธิปไตยที่ชัดเจน โดยประชาชนยังคงมีความสงสัยกับผลพวงรัฐประหารคสช. และตั้งคำถามมาตลอดว่าปฏิรูปนี้เพื่อใคร..?เพื่อสืบทอดอำนาจต่อ?? หรือคืนอำนาจอธิปไตยแท้จริงให้ประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตยต่างๆ อย่างที่ควรมี ซึ่งระหว่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นประชาชนยังต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางความคิด การกระทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยภาคประชาชน

ในเวที “De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร ทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน” ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “สุณัย ผาสุข” จากฮิวแมนไรท์ วอทช์  ได้สะท้อนถึงข้อกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างทางการเมืองกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยและลี้ภัยออกนอกประเทศอย่างเต็มตัวหลังการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หนักหนากว่าเมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพราะครั้งนั้นในที่สุดยังมีทางออกที่ทำให้คนไทยที่เคยเป็นผู้ลี้ภัยกลับบ้านได้ แต่ครั้งนี้หลังรัฐประหาร คสช.มา 5 ปีแล้ว ก็มีข้อกังวลว่า..

1.เรายังไม่เห็นทางออกเลยว่าประเทศจะกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้อีกครั้งเมื่อไร
2.เรื่องของการกดขี่บั่นทอนสิทธิเสรีภาพ คิดได้แต่พูดไม่ได้ หรือคิดได้ พูดแล้ว ทำแล้ว กลายเป็นอาชญากรรมถูกดำเนินคดี ซึ่งยังไม่มีวี่แววจะสิ้นสุดเมื่อใด คำสั่งต่างๆ ที่ออกภายใต้มาตรา 44 จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะมีคำสั่งใดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถูกถอนบ้าง แล้วถ้าจะถอน จะถอนในลักษณะไหน สิ่งที่เรียกว่า ‘เผด็จการต่อยอด’–‘เผด็จการแปลงร่าง’ ยังสืบทอดต่อไป โดยฮิวแมนไรท์วอทช์ มองว่านี่คือสถานการณ์วิกฤติของสิทธิมนุษยชนที่หาทางออกไม่เจอ เราจึงไม่รู้คนไทยที่เป็นผู้ลี้ภัยจะกลับบ้านได้อีกเมื่อไร

3.เมื่อออกไปนอกประเทศแล้วก็ยังไม่ปลอดภัย นี่เป็นความแตกต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ครั้งนี้ออกนอกประเทศแล้วยังถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ในลาว 5 กรณี ในเวียดนามอีก 3 กรณี ทั้งหมดไม่มีคำตอบว่าใครเป็นผู้กระทำ เมื่อไม่มีคำตอบเราจึงไม่สามารถหาทางป้องกันได้ ตอนนี้เป็นว่าถ้าหนีลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ รอบบ้านไทย ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เหมือนกับว่าตอนนี้มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการที่จะทำให้คนเห็นต่างทางการเมืองไม่สามารถลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันว่าถ้ามีฝ่ายต่อต้านของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้าในไทย ไทยก็จะส่งกลับให้

และในทางกลับกันหากคนไทยลี้ภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่สามารถหาความคุ้มครองในประเทศเหล่านั้นได้ต้องลี้ภัยไปในประเทศที่ไกลกว่านั้น เช่น ประเทศตะวันตกซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา นี่ก็จะเป็นโจทย์ที่ท้าทายต่อไปว่าสิ่งที่บอกว่าไทยเป็นประธานอาเซียนในวาระหมุนเวียนปีนี้ กลายเป็นว่าไทยเป็นประธานอาเซียนในยุคที่อาเซียนไม่ให้ความคุ้มครองกับคนเห็นต่างทางการเมือง คนที่เป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลแต่ละประเทศในอาเซียนอีกต่อไป จึงเป็นสภาวะของการเป็นผู้นำอาเซียนที่ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจในเชิงสิทธิมนุษยชนในเชิงการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศเลย แล้วนานาชาติจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ซึ่งนานาชาติรวมทั้งประเทศไทยมีพันธกรณีในการห้ามไม่ให้ส่งตัวบุคคลกลับไปเผชิญอันตราย แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าไทยกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ไม่ได้เคารพกติกาข้อนี้เลยมีการกักตัวแลกเปลี่ยนคนเห็นต่างที่มาลี้ภัยโดยตลอด

“ดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่เราหวังว่ามิตรประเทศที่เขาเคารพกติกาสิทธิมนุษยชนจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนไทยที่พยายามจะขอลี้ภัยให้เขาสามารถออกจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยไปยังประเทศอื่นที่ไกลกว่า มีความปลอดภัยมากกว่าได้ กลไกของสหประชาชาติไม่ว่าจะเป็นสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ UNOHCHR จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการนำพาคนไทยให้รอดพ้นการประหัตประหาร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคนไทยซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยเราอยากให้เขาสามารถกลับเมืองไทยได้ นี่จึงเป็นที่มาของ De-Talk ถอนพิษ ล้างพิษจากปกครองที่ริดลอดสิทธิเสรีภาพ การปกครองที่ใช้อำนาจเผด็จการไล่ล่าคนเห็นต่างเราต้องล้างพิษนี้ให้ได้เพื่อจะนำพาผู้ลี้ภัยกลับมาประเทศไทย และทำให้คนไทยแสดงออกซึ่งสิ่งที่เขาคิด ออกมาเป็นการกระทำได้โดยที่ไม่ถูกหาว่าเป็นอาชญากรรมอีกต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการเกิดผู้ลี้ภัยซ้ำแล้วซ้ำอีก”
ขณะที่ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้พูดถึงนายสยาม ธีรวุฒิ อดีตนักกิจกรรมการเมืองที่ลี้ภัยไปใช้ชีวิตประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2557 หลังรัฐประหาร จนปัจจุบันสูญหายยังไม่ทราบชะตากรรม ว่าทราบว่านายสยามหนีไปแบบที่หลายคนหนีไปช่วงหลังการรัฐประหาร และมารู้เรื่องราวอีกทีก็เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า เขาถูกจับระหว่างเดินทางเข้าประเทศเวียดนาม และถูกส่งกลับไทยในวันที่ 8 พฤษภาคม แต่จนบัดนี้เราทุกคนก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน

“แน่นอนว่า สยามไม่ได้อยากจะหายไป ไม่ได้อยากจะหนี แต่เพราะผู้มีอำนาจในประเทศนี้ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นภัย ผมนึกสงสัยมากๆ ว่าเพราะเหตุใดลูกชายของช่างแอร์ที่มีความตลก มีความรักมีความฝันต้องจบชีวิตลงแบบนี้ หรือสังคมนี้ไม่ต้องการคนที่มีความฝันและคนที่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับผมสังคมที่ดี คือสังคมที่ทำให้เรามีความฝันได้ แต่สังคมที่จะทำให้เรามีความฝันได้ก็ต้องเป็นสังคมที่อยู่บนเสรีภาพ โดยการมีชีวิตอยู่กับการมีเสรีภาพ ในทางรัฐศาสตร์หากสังคมหรือระบอบการเมืองใดไม่สามารถอดทนหรือปรับตัว ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้อเรียกร้องของสมาชิกในสังคมได้ก็สะท้อนว่าสังคมการเมืองนั้นเจ็บป่วย ผู้ลี้ภัย การอุ้มหาย และการจับกุมด้วยคดีทางการเมือง รวมถึงการทำร้ายร่างกายของ “จ่านิว” ช่วงที่ผ่านมา คืออาการป่วยไข้ของสังคม ก็ต้องหาความจริงกันว่า “สยาม” อยู่ที่ไหนและใครทำให้เขาหายไป แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องทำให้ “สยาม” หายไป ก็คือจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งของการแก้อาการป่วยไข้ของสังคมที่มีพิษ”

“ยิ่งชีพ อัฌชานนท์” ผู้จัดการ iLaw กล่าวว่า เรื่องคนหายมีเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมี 8 คนที่ยังไม่ทราบชะตากรรม คือ เบียร์ ดีเจนักจัดรายการวิทยุ, โกตี๋, สุรชัย แซ่ด่าน, สหายพงษ์ชนะ, สหายกาสลอง ซึ่งสหาย 2 คนสุดท้ายพบศพที่แม่น้ำโขงยืนยันเป็นทางการแล้ว, ชูชีพ ลุงสนามหลวง, สหายบังบลัด และสยาม ทั้ง 3 คนนี้ก็ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากประเทศไหนเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็ยังต้องเรียกร้องต่อไป ขั้นต่ำที่สุด คือให้รู้ก่อนว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ด้าน “อนุสรณ์ อุณโณ” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยหรือค่ายทหารว่า ทางทฤษฎีสังคมศาสตร์ ลักษณะความเป็นระเบียบมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอาจคล้ายกัน ส่วนสังคมไทยในความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยกับค่ายทหาร มีความสัมพันธ์เรื่องที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต มากกว่านั้น เพราะหากย้อนไปดูหลังรัฐประหารปี 2557 จะเห็นสภาวะการสิ้นสุดลงของการเคลื่อนไหวบนท้องถนน สิ้นสุดขบวนการมวลชนจัดตั้ง บรรดาแกนนำทั้งหลายก็ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ บางส่วนก็ถอยร่น บางส่วนก็อพยพลี้ภัยไปต่างประเทศ ในแง่นี้มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นพื้นที่สุดท้ายในสังคมที่ผู้คนสามารถมารวมตัวกันแสดงถึงสภาวะใดที่คับข้อง ขุ่นเคือง การแสดงออกทางความคิดที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงเป็นที่ถูกจับตาของฝ่ายทหารพยายามจะเข้ามาจัดการคล้ายๆ กับค่ายทหารมากขึ้น เมื่อตกเป็นเป้าสายตาของทหาร หรือ คสช. ในการกดปราบ ไม่ให้กระด้างกระเดื่อง จนนักวิชาการจำนวนหนึ่งถูกเรียกไปปรับทัศนคติ และการแทรกแซงการสัมมนาทางวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยในภูมิภาคจะถูกส่งสัญญาณมาจนสุดท้ายต้องยกเลิกสัมมนาไป
“ใน ม.ธรรมศาสตร์เอง ก็ต้องมีขออนุญาต สกรีนตั้งแต่หัวข้อ เราถูกขีดเส้นภายใต้กองทัพจนเราผ่าทางตันในการตั้งหัวข้อ กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่รัฐประหาร แต่แม้มหาวิทยาลัยจะถูกมองเป็นเหมือนหอกข้างแคร่แต่ก็ไม่สามารถปิดสถานบันการศึกษาได้ แต่ก็มีความพยายามแทรกหลักสูตรการศึกษากดดัน หรือการขอความร่วมมือแกมบังคับในการจัดกิจกรรม และเขายังพยายามจะกำกับ ควบคุมการผลิตความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย”
ขณะที่ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักเขียนอิสระ ก็ร่วมพูดถึงอำนาจนิยม รัฐราชการกับการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการทำวิจัยเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่าประเทศไทยพบความท้าทายหลายด้าน โดยความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนจะรับมือได้ต้องเป็นสังคมที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และในสังคมไทยที่เป็นพหุนิยม ก็ต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความกังวล
ด้านภาคประชาชน “สุภาภรณ์ มาลัยลอย” มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้พูดถึงสิทธิชุมชนกับการแย่งชิงทรัพยากร ประเด็นสิทธิในทรัพยากรถ้าประชาชนสามารถกำหนดเองได้คงจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือทุกสิ่งล้วนกำหนดโดยรัฐบาลส่วนกลาง และเราอยู่ในรัฐบาลที่มองเห็นเม็ดเงินที่เพิ่มพูนของประเทศนี้สำคัญกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นทรัพยากรส่วนใหญ่จึงมักถูกจัดสรรให้เกิดการลงทุนและเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งอุตสาหกรรม หรือเกษตรก็จะเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้น้ำ-ที่ดินจำนวนมากและอาจเสี่ยงต่อการก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เสมือน คสช. แย่งชิงที่ดินประชาชนไปให้นายทุน ที่มีนโยบายให้รัฐนำที่ดินให้เอกชนลงทุนเช่าได้ถึง 99 ปี

ส่วน ณัชปกร นามเมือง จาก iLaw ยังมองเห็นถึงพิษกลายพันธุ์ในประเด็นการสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งและสิทธิเสรีภาพที่ถูกลิดรอนด้วย
ขณะที่ “พูนสุข พูนสุขเจริญ” ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบคดีการเมือง ได้กล่าวถึงประเด็นทำไมต้องจัดการกับผลพวงรัฐประหาร ฟื้นฟูศักดิ์ศรีประชาชนว่า 5 ปีที่แล้วเมื่อประกาศยึดอำนาจ แล้วมีคนออกมาชุมนุมหน้าหอศิลป์ มีคนถูกจับ 5 คน เราได้ช่วยเหลือเป็นทนายความ แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการควบคุมตัวได้ในช่วงแรก ที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ ขณะที่ช่วงที่มี สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคสช. ก็มีการออกกฎหมาย 444 ฉบับทั้งผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ในเวลา 5 ปี เทียบเฉลี่ยเวลา 1 ปีออกกว่า 100 ฉบับ แล้วเวลาเฉลี่ยพิจารณาออกกฎหมายก็ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ถึงแม้จะอ้างความหวังดีแต่การออกกฎหมายควรต้องพิจารณารอบคอบใช้เวลาที่มากกว่าส่วนเฉลี่ยนี้ เพราะกฎหมายที่ออกมายังอาจต้องใช้กันไปอีกยาวนานกว่า 10, 20 ปี หรือเหมือนพ.ร.บ.กฎอัยการศึกที่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2457 ใช้นานสูงถึง 105 ปี มาแล้ว ดังนั้นถ้าเราไม่จัดการกับกฎหมายที่ออกมาโดยไม่รอบคอบก็จะฝังอยู่ในสังคมต่อไป โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเรามีข้อเสนอ 5 ประเด็นในการจัดผลพวงการรัฐประหาร 5 ประเด็น คือ เรื่องการจำกัดอำนาจกองทัพ, เสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การลบล้างผลพวงคำพิพากษาที่ละเมิดสิทธิประชาชน, การจัดการกฎหมายและประกาศคำสั่ง คสช., การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิ 5 ปีที่ผ่านมา

สนิมเรือเหล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนิมเรือเหล็ก

9 กรกฎาคม 2562 – 07:37 น.
สนิมเรือเหล็ก,ฉายาเรือเหล็ก,รัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,688 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562

   ประชาชนชาวไทยรออีกไม่กี่วัน ก็จะได้ยลโฉมรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่ได้รับฉายาเรือเหล็ก อันหมายถึงความแข็งแรงคงทน แต่จะมีปัญหา

ขึ้นมาได้ก็เพราะเกิดสนิม อันเป็นการเปรียบเปรยว่า รัฐบาลชุดนี้จะบริหารงานได้อย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาลที่จะทำตัวเป็นสนิมเกิดแต่เนื้อในหรือไม่ โดยเฉพาะกับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 253 เสียงมากกว่าฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงไม่มากนัก การบริหารจัดการในสภาผู้แทนราษฎรสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนอกจากต้องอาศัยการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ยังต้องพึ่งพิงความสมัครสมานของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนอีกด้วย แต่ก็เป็นที่หวาดหวั่นกันว่า เมื่ออยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ก็อาจจะทำให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลสร้างเงื่อนไขต่อรองและเรียกร้องต่างๆ นานาไม่มีที่สิ้นสุด

มีความจริงอยู่ว่า ถ้าหากคิดตามตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ ฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงก็ไม่มีทางชนะมติฝ่ายรัฐบาลไปได้ ไม่ว่าจะพิจารณาญัตติหรือร่างกฎหมายใดก็ตาม เว้นเสียแต่ว่า จำนวน 253 เสียงของฝั่งรัฐบาลแตกแถวไปลงมติให้ฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย อย่างเช่น การพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี กรณีที่รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงญัตติ ซึ่งก็คือข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านให้กระจ่างหมดข้อสงสัยได้ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคนที่จะยกมือสนับสนุนหรือขับไล่ และก็มีเหตุผลด้วยว่า เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ยอมจำนนต่อมติพรรคหรือมติวิปรัฐบาลแบบพวกมากลากไป ต่างจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่จำเป็นต้องสนับสนุนเพื่อให้การบริหารประเทศไม่สะดุด

สนิมเรือเหล็กจะเกิดจากเนื้อในได้อย่างไรนั้น สังคมได้รับรู้มาระยะหนึ่งแล้วถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีทั้งเสียงวิจารณ์ในทางลบ และการตอบรับจากภาคเอกชน ที่ต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องของอาการกระจองอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีมากเป็นประวัติการณ์ถึง 19 พรรค ย่อมจะมีกลุ่มก๊วนจำนวนมากมาย แม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลเอง ก็ยังมีแรงกระเพื่อมอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก สำหรับการขับเคลื่อนเรือเหล็กให้สามารถฝ่าคลื่นลม บริหารประเทศได้อย่างราบรื่น

 นอกจากการบริหารจัดการเสียงสนับสนุนจำนวน 253 ผ่านการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ในส่วนของฝ่ายบริหารเอง อันประกอบด้วย รัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ทุกคน ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ “ปัญหาเดิมซึ่งต้องแก้ด้วยวิธิการเดิมๆ” อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้ แต่ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยวิธีการเช่นนั้่นแล้ว เพราะเป็นการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาซึ่งฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว และการแก้ปัญหาก็มีทางออกตามระบบของมัน คือการลาออก กับยุบสภา ซึ่งฝ่ายบริหารต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับรัฐนาวาและผู้ทำหน้าที่กัปตันเรือ ว่าจะประคับประคองให้เรือลอยลำเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ล่มลงได้อย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของเนื้อในแทบทั้งสิ้น

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378608?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน

8 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
สายตรวจระวังภัย,รถตู้,ปลอดภัย,พตทกฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม,ประชาชน
เปิดอ่าน 4,587 ครั้ง

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย… ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ   จ.นนทบุรี

ในยุคที่เศรษฐกิจมีแต่ทรงกับทรุด ประชาชนยังต้องดิ้นรนทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ หลายต่อหลายคนถึงขั้น “ปากกัดตีนถีบ” ทำให้บางครั้งการเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาค่ำคืนอาจเกิดปัญหาและความวิตกกังวล หากรถประจำทางหมดเวลาหยุดให้บริการ จนส่งผลให้ประชาชนที่มีความจำเป็นเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาแบบนี้ได้รับความลำบาก บางคนต้องให้ทางครอบครัวขับขี่รถออกมารับหรือยืนรอหารถแท็กซี่เป็นเวลานาน ขณะเดียวกันก็สุ่มเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทว่าปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเขตพื้น อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรรที่สลับกับทุ่งนา และพื้นที่เปลี่ยวเสี่ยงภัยตลอดเส้นทางนั้น ได้รับการดูแลแก้ไขจาก สภ.ไทรน้อย ที่มีความห่วงใยและตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก จึงริเริ่มโครงการ “ตำรวจไทรน้อยห่วงใย ส่งความปลอดภัยถึงบันไดบ้าน” ด้วยการจัดรถตู้ของโรงพักบริการรับ-ส่งฟรีให้แก่ประชาชนที่ต้องเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.กฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม รอง ผกก.ป. สภ.ไทรน้อย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ พบว่าในช่วงเวลาหลัง 22.00 น.ไปแล้ว จะมีประชาชนในพื้นที่ไทรน้อยจำนวนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากรถสาธารณะประจำทางที่ให้บริการหมดเวลาให้บริการ จึงมีประชาชนจำนวนหนึ่งตกค้างและต้องรอคอย ทาง สภ.ไทรน้อย เกรงว่าประชาชนจะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากมีคนร้ายฉวยโอกาสลงมือก่อเหตุชิงทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ด้วยการจัดรถตู้ของตำรวจมาให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-23.00 น.จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 อำเภอไทรน้อย-ถนนบางกรวยไทรน้อย เส้นทางที่ 2 อำเภอไทรน้อย-หนองเพรางาย และ เส้นทางที่ 3 อำเภอไทรน้อย-วัดยอด ซึ่งมีตำรวจระดับรองสารวัตร 1 นายและชั้นประทวน 1 นาย ทำหน้าที่ขับรถและผู้แลผู้โดยสารหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกัน

“หลังโครงการนี้เปิดให้บริการ ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก จนทำให้มีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมในด้านงบประมาณเชื้อเพลิงอีกด้วย เพราะโครงการนี้นอกจากนี้จะสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในยามค่ำคืนแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาอาชญากรรม ตัดโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไปในคราวเดียวกัน ถือเป็นการออกตรวจตราพื้นที่ไปในตัวระหว่างที่ส่งประชาชนกลับบ้านพัก และเป็นการเสริมภาพลักษณ์อันดีให้แก่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย” พ.ต.ท.กฤติพงศ์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 31 สิงหาคม หลังจากนั้นจะนำผลตอบรับที่ได้มาสรุปผลรายงานผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินขยายเวลาออกไป เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย แบ่งเบาภาระให้แก่ประชาชนอีกทาง

การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามไปแก้ไขหลังเกิดเหตุ ไหนๆ ตำรวจสายตรวจก็ต้องลงพื้นที่เฝ้าระวังป้องกันเหตุในท้องที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประชาชนขึ้นรถตู้ตำรวจกลับบ้านยามค่ำคืนย่อมอุ่นใจมากกว่า  เพราะไม่รู้ว่า “คราวซวย” จะมาเยือนเมื่อไร หากมีโจรผู้ร้ายมาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ในยามวิกาล..!!

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378609?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์

8 กรกฎาคม 2562 – 13:15 น.
อภัยภูเบศรโมเดล,กัญชา,การแพทย์,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 2,455 ครั้ง

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

นโยบายกัญชาเสรี” ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเเละเร่งผลักดันพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แก้ปัญหาปากท้อง ควบคู่เป็นยาวิเศษ รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลชุดนี้

ไม่กี่วันที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำคณะทำงานพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เยี่ยมชมการใช้กัญชาทางการแพทย์ แปลงปลูกกัญชา ระบบรากลอยในตู้คอนเทนเนอร์ และบริเวณโดยรอบที่เตรียมสำหรับการปลูกระบบบนดิน การสกัดกัญชาโดยใช้เครื่อง Super critical CO2 extraction และเยี่ยมชมตึกจีเอ็มพี ที่ใช้สำหรับผลิตสมุนไพรและกัญชา

อนึ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมี “โครงการจำหน่ายกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” และมี “กัญชาอภัยภูเบศรโมเดล” ที่ดำเนินงานครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การผลิต และการใช้ ซึ่งเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดหาให้มีกัญชาที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ภายใต้การรักษาที่มีมาตรฐาน

ซึ่งโรงพยาบาลได้ขออนุญาตจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์และการรักษาผู้ป่วย โดยร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลและวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้โรงพยาบาลยืมใช้สถานที่ปลูกกัญชาและยืมใช้สถานที่ เครื่องมือและบุคลากรในการสกัดสารสำคัญของกัญชา และปรุงเป็นตำรับยาแผนไทยภายใต้การควบคุมและวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกษตรอินทรีย์บ้านดงบัง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นผู้ปลูกกัญชาภายใต้การควบคุมของโรงพยาบาล

แผนการจำหน่ายและแผนการใช้ประโยชน์จะมีการจำหน่ายให้แก่ผู้ป่วยที่ประสงค์จะใช้ยาจากสมุนไพรกัญชารักษาโรคตามกรณีจำเป็น สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามที่สำนักงานอาหารและยากำหนดสั่งจ่ายยาโดยแพทย์และแพทย์แผนไทยที่ผ่านการอบรม มีการตรวจ วินิจฉัย ให้ยาและติดตามประเมินผลการรักษาอย่างเป็นระบบในผู้ป่วยทุกรายที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภายหลังจากที่โรงพยาบาลผลิตยาสมุนไพรกัญชาภายใต้วัตถุที่ควบคุมการปลูกเองได้แล้วจะจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความพร้อม โดยมีข้อควรระวังในการใช้กัญชานั้น จะต้องไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ โรคหัวใจขาดเลือด โรคจิตประสาทรุนเเรง

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเเละคณะมาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่นี่ เพื่อหาองค์ความรู้ผลักดันการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเรื่องนี้จะอาศัยเพียงภาคการเมืองฝ่ายเดียวอาจไม่สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน

“ขอย้ำว่ากัญชาเสรีที่พรรคผลักดันคือเสรีเพื่อการแพทย์เป็นหลักไม่มีการเอื้อทุนธุรกิจใดๆ เด็ดขาด หากสามารถทำนโยบายได้คนไข้ก็จะเข้าถึงกัญชาได้ง่าย พกพาได้โดยที่ตำรวจไม่จับ และเวลาเจ็บป่วยก็ไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาล ทำให้ประหยัดค่าจ่าย การสนับสนุนให้แต่ละบ้านปลูกกัญชานั้นก็เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในบ้านและนำมาขายได้ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมและแก้ปัญหาปากท้อง หากทำแล้วได้ผลดีชัดเจนก็จะทำให้เราเป็นผู้ผลิต สร้างรายได้ให้แก่ประเทศในระยะยาว แต่ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป” นายอนุทินระบุ

นายนุทิน กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะร่วมมือกับเราทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยให้มีสุขภาพที่ดี อีกทั้งยีงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขให้ประเทศอีกด้วย

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ที่นี่เป็นที่แรกซึ่งใช้กัญชาในการรักษาโรคอย่างถูกกฎหมาย โรคที่กัญชามีประสิทธิภาพในการรักษาคือ ลมชัก อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ซึ่งหลังได้รับยาก็จะติดตามผล หลังจากที่เปิดคลินิกรักษามีคนคิดต่อมามากมาย ในฐานะที่เป็นความหวังของประชาชนโรงพยาบาลเตรียมเรื่องนี้มาเป็นสิบปี เมื่อปฏิบัติจริงต้องยอมรับว่าความรู้เรื่องกัญชาในวงการแพทย์สมัยใหม่ของไทยล้าหลังมาก หวังให้ภาครัฐเปิดช่องกฎหมายให้มีการศึกษาวิจัยอย่างเต็มที่ โรงพยาบาลขอเสนอให้พัฒนาเทคนิคการปลูก พัฒนาศูนย์การสกัด ขยายตลาดทางการแพทย์ พัฒนาศักยภาพการเกษตร วิจัยต่อเนื่อง และดูแลเรื่องราคา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าว

‘นายกฯ ลุงตู่’ ร่วมรณรงค์งดใช้โฟม-ถุงพลาสติก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378605?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯ ลุงตู่’ ร่วมรณรงค์งดใช้โฟม-ถุงพลาสติก

8 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นายกฯ,ลุงตู่,โฟม,ถุงพลาสติก
เปิดอ่าน 1,777 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ผมมีข่าวดีแจ้งมาทางจดหมายนี้ว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ร่วมสนับสนุนการเลิกใช้ถุงพลาสติกและโฟมในรูปแบบต่างๆ เพราะสร้างปัญหาในการย่อยสลายและทำลายสภาพแวดล้อมถึงขนาดมีการกำหนดให้ทุกวันที่ 3 กรกฎาคม เป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล

รัฐบาลมีแผนการจัดการขยะพลาสติกปี 2561-2573 ลด ละ เลิก ใช้พลาสติกหันมาใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน โดยในปี 2565 จะเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด คือ ถุงหูหิ้วที่หนาน้อย กล่องโฟม หลอดพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียว

เวลานี้หน่วยราชการต่างๆ เริ่มรณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติกกันแล้ว สิ่งสำคัญสุดประชาชนต้องตื่นตัวร่วมมือปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า

รัฐบาลจะตั้งเป้าขยับมาตรการจากลดเป็นงดให้ได้เร็วกว่าแผนปี 2565 อยู่ที่ความร่วมมือของพวกเราเพื่อแก้ปัญหามลพิษทั้งทางบกและทางทะเลของโลก

ขนาดนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวนแบบนี้แล้วผมเชื่อว่าต่อไปทั่วประเทศก็จะลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมอย่างแน่นอนครับ
เด่นศักดิ์ (กทม.)
ตอบคุณ ‘เด่นศักดิ์’ กทม.
  

จดหมายของคุณตอกย้ำว่าต่อไปประเทศไทยของเราจะลดละเลิกถุงพลาสติกและโฟมอย่างแน่นอนเพราะนายกรัฐมนตรีร่วมมือสั่งการและไม่ได้เป็นการหาเสียงแบบพรรคการเมืองต่างๆ เนื่องจากอยู่เหนือทุกพรรคการเมืองและใช้ระบบทหารสั่งการ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามไม่มีแตกแถว
ผมเองก็ขอร่วมสนับสนุนและปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจและปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมมานานแล้ว โดยเฉพาะโฟม ประสบความสำเร็จตั้งแต่เทศกาลลอยกระทง โดยคนไทยหันกลับมาใช้กระทงใบตองหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติต่างๆ แทนโฟมและพลาสติก

ต่อมาบรรดาร้านค้า-ห้างสรรพสินค้า-ร้านสะดวกซื้อต่างก็มีนโยบายรณรงค์การเลิกใช้พลาสติกและโฟมซึ่งทีแรกก็รู้สึกขัดๆ และทำตัวไม่ถูก

แต่ตอนหลังมีการนำถุงผ้าไปเองซึ่งลดขยะพลาสติกโฟมได้อย่างมาก

เราปรับตัวได้ดีและรวดเร็วจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ
