นายครับ! จบแล้ว “เฮียเพ้ง” อำลายุทธภพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายครับ! จบแล้ว “เฮียเพ้ง” อำลายุทธภพ

8 กรกฎาคม 2562 – 11:32 น.
สุณีย์ เหลืองวิจิตร,วิม รุ่งวัฒนจินดา,เฮียเพ้ง,พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล,เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์,นายใหญ่,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักไทย,งานวันเกิด,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 11,321 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 8 ก.ค.62

*****************

          การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเลขาธิการพรรคก็น่าจะเป็น น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แต่ที่เป็นข่าวมาสองสามวันแล้วคือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จะได้เป็นประธานพรรคเพื่อไทย

          คอการเมืองรู้สึกเฉยๆ กับข่าวคุณหญิงหน่อย ตรงกันข้ามกรณี “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ขอวางมือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพื่อไทย แถมมีการโยงไปถึง “นายใหญ่” ก็อาจจะเลิกเล่นการเมืองด้วย

ช่วยงาน “นาย” จบแล้ว

          สื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จัดเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 69 ปี ที่บ้านพักย่านเหม่งจ๋าย เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ กรกฎาคม แต่จริงๆ แล้ว งานวันเกิดเฮียเพ้ง จัดที่ร้านอาหาร Rose 22 ซอยคู้บอน 22 เขตคันนายาว กรุงเทพฯ

เฮียเพ้ง ฉลองวันเกิดครบ 69 ปี

          ทุกปีที่ผ่านมา เฮียเพ้งมักจะจัดงานวันเกิดที่บ้านพักภายในหมู่บ้านเกศินีวิลล์ ย่านเหม่งจ๋าย แต่ปีนี้ย้ายมาจัดที่ร้านอาหารดัง แถวคู้บอน 

          บังเอิญ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รู้จักกับเจ้าของร้าน เพราะงานวันเกิด วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ปรากฏว่า ร้าน Rose 22 ถึงกับปิดร้าน และยกวงดนตรีไปเล่นในงานนายหัววีระกานต์คืนนั้น

          บรรยากาศในงานเลี้ยงเหมือนงานเลี้ยงรุ่น เพราะผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเพื่อนชาววิศวะ จุฬาฯ โดยกลุ่มนักการเมืองก็มีแค่คนใกล้ชิดและแกนนำ นปช.

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกงานเลี้ยงวันเกิด

          สายเสื้อแดงมากันพร้อมหน้าไล่ตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อยศวริศ ชูกล่อมสุริยา ชินพันธุ์ และศักดิ์ระพี พรหมชาติ

          “เฮียเพ้ง” ขึ้นเวทีบอกกล่าวกับมิตรสหายว่า ตนเองรักพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยมาก หลังจาก “นาย” ให้ช่วยงานเลือกตั้งเสร็จก็คิดแล้วว่าจะวางมือ เพราะอายุย่าง 70 ปีแล้ว 

นาทีเฮียเพ้ง เปิดใจอำลายุทธภพ

          ก่อนปิดงานเฮียเพ้งทิ้งท้ายว่า หยุดงานการเมืองแต่มิได้นอนอยู่บ้านเฉยๆ อีกสองสามเดือนข้างหน้าจะไปรับตำแหน่งประธานบริษัทใหญ่ในเมืองจีน

          มังกรปากน้ำโพ ไม่อยากเป็นโรคสมองฝ่อจึงต้องไปลุยต่อที่แผ่นดินใหญ่

เฮียคนนี้..มีแต่ให้

           บนถนนการเมืองของเฮียเพ้งเริ่มจากเป็นคนชอบตีกอล์ฟ จึงเข้าไปอยู่ในก๊วนกอล์ฟนักการเมืองระดับขาใหญ่ ปี 2526 เฮียเพ้ง ช่วย อุทัย พิมพ์ใจชน สร้างพรรคก้าวหน้า จนมีการยุบพรรคก้าวหน้าไปรวมกับพรรครวมไทย พรรคประชาชน และพรรคกิจประชาคม ชื่อพรรคเอกภาพ

          ปี 2542 ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย ได้ชักชวนให้เฮียเพ้งไปร่วมงาน โดยทักษิณมอบให้เขาเป็นผู้อำนวยการพรรค เลือกตั้งปี 2544 เฮียเพ้งมีบทบาทช่วยงานพรรคไทยรักไทยเยอะ แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเขาถนัดทำงานเบื้องหลัง

บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิด

          ช่วงเวลาที่ “นายใหญ่” ต้องไปอยู่ต่างแดน เฮียเพ้งได้ทำงานอยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองของเครือข่ายนายใหญ่ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะช่วยบ้าง แต่พรรคเพื่อไทยนั้น ต้องพูดว่าเฮียเพ้งเข้ามาลุยเต็มตัว

          หลายคนไม่ทราบว่าเฮียเพ้งสนิทสนมกับแกนนำ นปชแต่คนวงในตระกูลชินวัตรจะรู้ดีว่าเฮียเพ้งเป็นยิ่งกว่า “เฮียมีแต่ให้” ของขุนพลเสื้อแดง

ทษช.” ภารกิจสุดท้าย

          ในงานฉลองวันเกิดที่ Rose 22 ทั้ง “สุณีย์ เหลืองวิจิตร” และ “วิม รุ่งวัฒนจินดา” คนใกล้ชิดของเฮียเพ้ง ก็ไปอวยพรเฮีย และคอยต้อนรับแขกเหรื่อ

          สำหรับ “สุณีย์” สาวไทดำ อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ที่เฮียเพ้ง ส่งเธอลงรับสมัครเลือกตั้งส..พิจิตร ในนามพรรคก้าวหน้า มาหลายหน แต่สอบตกหมด

สุณีย์ เหลืองวิจิตร วิม รุ่งวัฒนจินดา ประกบเฮียเพ้ง

           ผู้ที่ผลักดันให้เธอเล่นการเมืองคือ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเวลานั้นเฮียเพ้งเป็นกรรมการบริหารพรรคก้าวหน้า และเป็นกองหนุนที่สำคัญของอุทัย พิมพ์ใจชน

           เมื่อเฮียเพ้งมาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย สุณีย์จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.และได้เป็น ส..พิจิตร ติดต่อกันมาหลายสมัย

           พลันที่มีชื่อ สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และวิม รุ่งวัฒนจินดา ก็เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็รู้ได้ทันทีว่า เฮียเพ้งอยู่เบื้องหลังพรรคไทยรักษาชาติ

            คนแดนไกลเล่นเกมเสี่ยงจนเกิดอุบัติเหตุการเมือง พรรค ทษช.ถูกยุบ นี่กระมังที่ทำให้เฮียเพ้งสุกงอม ถึงเวลาที่ต้องวางมือเสียที

           ภารกิจไม่สำเร็จ..จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม “งานจบแล้วครับนาย” 

“สุริยะ-ธนาธร”อันตรายใหม่ในการเมืองไทย?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สุริยะ-ธนาธร”อันตรายใหม่ในการเมืองไทย?

8 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
สุริยะ,ธนาธร,จึงรุ่งเรืองกิจ,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 14,752 ครั้ง

รายงาน…

แน่นอนว่าข่าวร้อนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาและจากนี้ไปนั่นคือสองอากับหลานตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่สวมเสื้อนักการเมืองคนละพรรคจะเป็นที่จับตาของสังคมว่าจะเป็นอันตรายอย่างไรต่อการเมืองไทย…

รายการ “เนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.” ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ”สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น, “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองอาหลานจากสกุลจึงรุ่งเรืองกิจนั้นเป็นปมร้อนทางการเมืองไทยและสองคนนี้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร? โดย

คนที่มีศักดิ์เป็น “อา” สังกัดพรรคพลังประชารัฐ คือ ”สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำกลุ่มสามมิตรที่เคลื่อนไหวหนักในการต่อรองเก้าอี้ รมว. แต่กระแสข่าวที่หลากสื่อยืนยันตรงกันว่าสุริยะอยากได้ รมว.พลังงาน แต่สุดท้ายจะไปเป็น รมว.อุตสาหกรรมแทน

ส่วนหลานชายที่ชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่…ต้องรอลุ้นในการชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด และเป็นเหตุที่ทำให้ธนาธรต้องเผชิญว่าตัวเองจะหลุดจากการเป็นส.ส.หรือไม่เพราะขาดคุณสมบัติ…

“สุริยะ-ธนาธร” อันตรายใหม่ในการเมืองไทย? คือประเด็นที่นำมาเจาะลึกในครั้งนี้

สมชาย วิเคราะห์ว่า “สองคนนี้จะเป็นประเด็นร้อนของการเมืองไทย โดย “สุริยะ” เคยบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่จากนั้นก็มาถอนคำพูด พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีเคยสอนนักการเมืองไว้ว่า ”ก่อนพูด” เราเป็นเจ้านายคำพูด “หลังพูด” คำพูดเป็นเจ้านายเรา ดังนั้นสิ่งที่นักการเมืองพูดอาจไม่ใช่เรื่องจริง ต้องดูที่การกระทำ

สุริยะเข้าสู่การเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษา “มนตรี พงษ์พานิช” อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม และสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 สุริยะได้เป็น รมช.อุตสาหกรรม โควตาพรรคกิจสังคม จากนั้นไปอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม และรมว.คมนาคม จากนั้นสมัยรัฐบาลไทยรักไทย 2 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม

สุริยะมีผลงานทั้งโบแดงและโบดำทางการเมือง ช่วงจัดอันดับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคพลังประชารัฐนั้น แต่เดิมสุริยะคืออันดับหนึ่ง แต่ต้องขยับลงมาให้ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำกลุ่มกปปส.ขึ้นแทน เพราะมีข้ออ้างว่าภาพลักษณ์ดีกว่า สุริยะต้องร่นมาอยู่ปาร์ตี้ลิสต์อันดับสอง จากนั้นสุริยะกับณัฏฐพลมีการชิงโควตารมว.พลังงาน ในโควตาพลังประชารัฐ

กว่ายี่สิบปีที่สุริยะอยู่ในวงการการเมือง ข้อสงสัยที่สังคมเคลือบแคลงผลงานของสุริยะคือการแปรรูป ปตท. ที่ตอนนั้นสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเป็นรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ที่มีการขายหุ้นหมดภายใน 1.17 นาที โดยคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลไทยรักไทย 1 ได้หุ้นตัวนี้ไปมากมาย โดย ทวีฉัตร จุฬางกูร ได้หุ้นปตท.ไปด้วย สุริยะเป็นคนหนึ่งที่วางโครงสร้างกระทรวงพลังงานที่แยกตัวจากกระทรวงอุตสาหกรรมไป

ส่วนกระทรวงคมนาคมนั้นตอนที่สุริยะไปทำงานนี้มีข้อเคลือบแคลงหลายเรื่อง เช่น การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ สิ่งที่เป็นข่าวดังคือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่องที่มีการอภิปรายว่าซื้อแพงไป แอร์พอร์ตลิงก์ ที่มีการขาดทุนมาตลอด สินบน 1,273 ล้านบาทในการซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยส์ของการบินไทยที่ปปช.สอบสวนอยู่ สัมปทานดิวตี้ฟรี จ้างเหมารปภ.ในสนามบินสุวรรณภูมิสิบปี ทั้งที่ความจริงต้องจ้างสามปีหากผลงานดีจะต่อสัญญาสามปี

แบบนี้สังคมเคลือบแคลงว่าหากสุริยะได้เป็นรัฐมนตรีจะมีผลงานโบดำอีกไหม…ดังนั้นสุริยะจะเป็นตัวอันตรายของความมั่นคงรัฐบาลพลังประชารัฐว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด”

บากบั่นอธิบายสายสัมพันธ์ของสองอาหลานและจุดประสงค์ของสุริยะกับตำแหน่งทางการเมืองในวันหน้าว่า “ธุรกิจเครือ ซัมมิทออโต้ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มของสรรเสริญ จุฬางกูร ที่มีเครือข่ายธุรกิจอะไหล่รถยนต์และถือหุ้นนกแอร์ มีสามสิบเจ็ดบริษัทดูแล รายได้ปีละหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท กลุ่มโกมลและสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจร่วมกัน มีสิบบริษัทดูแล รายได้ปีละสองหมื่นสองพันล้านบาท และสุริยะยังมีบริษัทของตัวเองที่มีรายได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี และกลุ่มพัฒนากับสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ บิดามารดาของธนาธรที่แยกมาตั้งไทยซัมมิทออโต้ รายได้ปีละหกหมื่นล้านบาท

ชื่อของกลุ่มสามมิตรในพลังประชารัฐจึงมีที่มาของชื่อกลุ่มจากธุรกิจในตระกูลนี้

กระทรวงพลังงานมีขุมทรัพย์คืองบลงทุนของปตท.กว่าหนึ่งแสนล้านบาท บริษัทลูกกว่าสี่แสนล้านบาท กฟผ.งบลงทุนห้าหมื่นล้านบาทเศษ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์และส่งเสริมพลังงาน รวมเงินสองกองทุนราวหกหมื่นล้านบาทที่เป็นเงินนอกงบประมาณที่ รมว.พลังงานดูแล

ส่วนโครงการที่รอ รมว.พลังงานคนใหม่ ตัองตัดสินใจคือการอนุมัตินำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี การปรับเปลี่ยนโควตาโรงไฟฟ้าก๊าซที่จ.สุราษฎร์ธานี ให้เอกชนดูแล การให้เอกชนเสนอค่าไฟฟ้าราคาต่ำโดยไม่ต้องประมูล IPP ตรงนี้คือเหตุที่มีการแย่งเก้าอี้รมว.พลังงาน”

วีระศักดิ์ สรุปว่า “สิ่งที่สังคมเคลือบแคลงการทำหน้าที่ของสุริยะในตอนนั้นมีมาก โดยวันนั้นสังคมถามว่าทำไมทวีฉัตร จุฬางกูร ได้หุ้นปตท.2.2 ล้านหุ้นในครั้งนั้น โดยได้หุ้นอุปการคุณ 2.1 ล้านหุ้น ของปตท.ทวีฉัตร มีอุปการคุณกับปตท.อย่างไร และมีข่าวว่านักการเมืองมีหุ้นแบบนี้ได้อย่างไร

ส่วนการตั้งครม.ครั้งนี้ช่วงแรกสุริยะไปต่อรองเก้าอี้รมว.คมนาคม จากแกนนำพรรคภูมิใจไทยแต่ไม่สำเร็จ จึงมาต่อรองเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในพรรคพลังประชารัฐ ตรงนี้ก็มีสิ่งที่หลายคนเคลือบแคลงว่าทำไมสุริยะต้องการไปทำงานตรงนั้น และปัญหาการชิงเก้าอี้รมว.พลังงานในพลังประชารัฐที่เกิดขึ้น แม้ล่าสุดจะมีการแถลงว่าจบแล้ว แต่ความจริงน่าจะเป็นการพักรบ”

ส่วนกรณี “ธนาธร” นั้น สมชายวิเคราะห์ว่า มาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานการเมืองว่าห้ามถือครองหุ้นสื่อ ล่าสุด ธนาธรบอกว่า ตัวเองไม่ผิด หากตัวเองผิด ส.ส.คนอื่นต้องผิดด้วย หากตัวเองผิด แต่คนอื่นไม่ผิด สังคมจะตาสว่างนั้น ตรงนี้มีความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละคนและรอการพิสูจน์ แม้ธนาธรจะบอกว่าเคยไปพบกกต.แล้วสอบถามแต่กกต.ก็ตอบอะไรไม่ได้

ช่วงแรกธนาธรบอกว่าทำสื่อจริงและอ้างว่าโอนแล้ว จากนั้นบอกว่าบริษัทยุติกิจการแล้ว ทำไมพูดกลับไปกลับมาเพราะจากนี้ธนาธรอาจอ้างว่าตัวเองได้รับการตัดสินไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน ตอนนี้พรรคอนาคตใหม่เคลื่อนไหวนอกสภาเพื่อดึงมวลชนมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้และอาจจะเป็นอันตรายต่อการเมืองไทยในอนาคต

หลังวันที่ 8 กรกฎาคม ธนาธรต้องส่งเอกสารไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญหลังขอขยายเวลาเพิ่ม แต่ศาลไม่ให้ขยายเพราะธนาธรเคยขอมาแล้วรวมเวลาสี่สิบห้าวัน รอดูว่าศาลจะตัดสินเลยหรือจะเปิดศาลไต่สวน คาดว่าจะมีการเปิดศาลไต่สวนเพื่อให้ธนาธรมาชี้แจงว่าโอนหุ้นสื่อก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ จริงหรือไม่ เพราะมีเอกสารของกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 21 มีนาคม ในการโอนครั้งนี้แจ้งไว้ แม้ธนาธรบอกว่าโอนไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมแล้วก็ตาม ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือมารดาของธนาธรที่จะให้การต่อศาลเพราะศาลสามารถซักถามพยานได้เอง”

วีระศักดิ์ให้ความเห็นว่า “กรณีนี้หากศาลไต่สวนธนาธร มารดา ภรรยาและหลานสองคนของธนาธรต้องไปชี้แจต่อศาลด้วยตามที่ธนาธรอ้างไว้เกี่ยวกับการโอนหุ้น เพราะบุคคลเหล่านี้มีการเกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ตามที่มีข้อมูลปรากฏ”

บากบั่นสรุปว่า “กรณีนี้ธนาธรกำลังนำคนในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาธนาธรมั่นใจในการกระทำและต่อมานำเอกสารไปส่งศาลแบบมั่นใจ แต่ทำไมมาขอขยายเวลา แปลว่าธนาธรอาจตอบคำถามไม่ได้ใช่หรือไม่ และจุดตายของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่มารดาของธนาธรในการให้การต่อศาล”

เปิดศาลไต่สวน “ธนาธร” ให้สังคมรับรู้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดศาลไต่สวน “ธนาธร” ให้สังคมรับรู้

8 กรกฎาคม 2562 – 10:00 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร,จึงรุ่งเรืองกิจ,การเมือง,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 32,501 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก 

หมดเวลาสำหรับกำหนดการยื่นคำร้องต่อสู้คดีถือหุ้นสื่อที่ขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. ตามมาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ กกต.ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังขยายเวลามาแล้ว 30 วัน นั่นหมายความว่า เวลาในการที่ศาลจะเริ่มกระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นความ “ระทึก!” ต่ออนาคตทางการเมืองของนายธนาธร

หากศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง อุปสรรคทางการเมืองของนายธนาธรจะหมดไปเรื่องหนึ่ง สามารถโลดแล่นในสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่ตั้งใจ แต่หากศาลวินิจฉัยว่ากระทำผิด ขัดคุณสมบัติผู้สมัคร นอกจากจะต้องถูก “เว้นวรรค” องค์กรที่เกี่ยวข้องต้องนำผลคำวินิจฉัยไปดำเนินคดี “อาญา” ต่อนายธนาธรต่อ นั่นหมายถึง “คุก” รออยู่

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศและสร้างกระแสว่า หากส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่นไม่ผิด ตัวเขาก็ไม่ผิด เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น โดยไม่ได้ให้สังคมแยกแยะ “พฤติการณ์” แห่งคดีว่ามีความ “แตกต่าง” กันระหว่างคดีของนายธนาธร กับส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่น

ประเด็นของส.ส.คนอื่นคือบริษัทที่ถูกร้องนั้นต้อง “วินิจฉัย” ว่าเป็นบริษัท “ทำสื่อ” หรือไม่ ซึ่ง “งบการเงิน” ของแต่ละบริษัท จะเป็นหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีบริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร ปรากฏ “งบการเงิน” ตั้งแต่ปี 2551-2561 ว่าเป็นบริษัทประกอบกิจการ “สื่อ”

ประเด็นของคดีนายธนาธร จะอยู่ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนหุ้นที่นายธนาธรครอบครองอยู่ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย ก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 หรือไม่ ที่ผ่านมาในชั้น กกต. และต่อสาธารณะ นายธนาธรต่อสู้ว่าโอนหุ้นให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 แต่ชั้นการสอบสวนและการลงมติของกกต.นั้น “ไม่เชื่อ” จึงวินิจฉัยว่า นายธนาธรมีคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชั้นสุดท้าย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงและเข้าใจผิดใน “วาทกรรม” ที่นายธนาธร และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายาม “ก่อกระแส” ว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย “สองมาตรฐาน” รับใช้ “การสืบทอดอำนาจ” ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควร “วินิจฉัย” ในทันที หลังครบกำหนดยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา 8 กรกฎาคมนี้ ควรอย่างยิ่งที่จะ “เปิดศาล” ไต่สวน ทั้ง “ผู้ร้อง” ผู้ถูกร้อง และบุคคลในคดี เพื่อให้สังคม “รับรู้” และให้เป็นกรณีศึกษากับ “เหตุแห่งคดี” ก่อนการวินิจฉัย เพื่อให้ “ทุกฝ่าย” ยอมรับและไม่ “บิดเบือน” เอาความจริงบางส่วนไปสร้างกระแส “ผิดๆ” การเปิดศาลไต่สวนจึงน่าจะเป็นหนทางช่วย “ยกระดับ” การรับรู้ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

“เจ๊แดง” VS “ธรรมนัส” ชิง “4 นายก อบจ.” ล้านนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378469?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊แดง” VS “ธรรมนัส” ชิง “4 นายก อบจ.” ล้านนา

6 กรกฎาคม 2562 – 11:09 น.
ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,เจ๊แดง,เจ๊แดง เยาวภา,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,นายก อบจเชียงใหม่,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 38,641 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 6-7 ก.ค.2562

การที่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ นำ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ มาแถลงข่าวเปิดตัวชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ เมื่อ 20 มิถุนายน 2562 บรรดาหัวคะแนน ก็รู้ทันทีว่า “เจ๊แดง” กลับมาแล้ว

ตามมาด้วยเกมเปลี่ยนหัวเพื่อไทย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” จะขยับนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทน พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์ เพราะเสี่ยสมพงษ์จะต้องเป็นแม่ทัพคุมการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะสนามภาคเหนือตอนบน มีประกาศิตมาแล้ว “ตระกูลชินวัตร ต้องไม่พ่ายตระกูลพรหมเผ่า”

ใบสั่งล้ม“เสี่ยโต๊ะ”

อันที่จริง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมืองมาหลายปีแล้ว มอบให้ ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร มาปั้นทีมเจแอล เชียงใหม่ จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นจากไทยลีก 4 ไปเล่นไทยลีก 2

ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

คอการเมืองเชียงใหม่ทราบดีว่า เจ๊แดงวางแผนจะสนับสนุน “ส.ว.ก๊อง” ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ มาหลายปีแล้ว เนื่องจาก “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับเจ๊แดง ถึงขั้นแยกทางกันเดิน

พักหลัง “ส.ว.ก๊อง” ได้สร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ในเชียงใหม่ และดึงตัวนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนเข้ามาเป็นทีมผู้บริหารเจแอล เชียงใหม่ และทุกนัดที่ทีมเจแอล เชียงใหม่ ลงสนามในนัดเหย้า จะมีการประกาศอัดฉีดนักเตะอยู่เสมอ

ภาพลักษณ์ของ ส.ว.ก๊อง อาจเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่ชอบกีฬาลูกหนัง แต่เสี่ยโต๊ะก็ยังมีฐานเสียงในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ และรอบนอก

การเลือกตั้ง 2562 บรรดา ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรมของเสี่ยโต๊ะ ได้ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหลายเขต โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม เสี่ยโต๊ะได้จัดทัพเลือกตั้งท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว โดยจะกลับมาใช้ชื่อ “กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม” แทนชื่อเดิมกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม

พรหมเผ่า” ยึดพะเยา

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ยึดเก้าอี้ ส.ส.พะเยา ได้ 2 เขตคือ เขต 1 “ผู้กองธรรมนัส” และเขต 3 จีรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ เป้าหมายต่อไปคือ “ผู้กองธรรมนัส” ปักธงยึด อบจ.พะเยาโดยจะส่งน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา

ธรรมนัส- อัครา พรหมเผ่า

ย้อนไปเมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 ผู้กองธรรมนัสหนุน “วรวิทย์ บุรณศิริ” ล้ม “ไพรัตน์ ตันบรรจง” และส่ง “อัครา” ไปเป็นรองนายก อบจ.พะเยา

ช่วงเลือกตั้ง “เสี่ยวรวิทย์” ยังเลือกอยู่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ผิดกับ ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ที่ประกาศช่วยเหลือผู้กองธรรมนัส ในการหาเสียง

ยังไม่มีความชัดเจนจากค่ายเพื่อไทยว่า จะส่ง “เสี่ยอี๊ด วรวิทย์” นายก อบจ.คนเก่าลงสนามหรือไม่ หรือตระกูล “ตันบรรจง” ยังจะส่งเสี่ยไพรัตน์ลงสนามอีกหรือไม่

ติยะไพรัช”ผงาด

สนามเลือกตั้งท้องถิ่นเชียงราย คงหนีไม่พ้นคนหน้าเดิมคือ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ. เชียงราย ที่อาศัยแฟนเพจ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ด้วยจิตอาสา พัฒนาเชียงราย” ปูทางสร้างฐานเสียงมาตลอด

สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช

สลักจฤฎดิ์คู่ชีวิตของ ยงยุทธ ติยะไพรัช” รับบทแม่ทัพใหญ่รักษาฐานเสียง คู่ขนานไปกับการทำทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยลูกชาย มิตติ ติยะไพรัช” ที่บริหารงานจนประสบความสำเร็จ

คู่แข่งของตระกูลติยะไพรัช ก็น่าจะเป็น รัตนา จงสุทธานามณี” อดีต นายก อบจ.เชียงราย และเมื่อปี 2547, 2551 ในศึกนายก อบจ.เชียงราย “รัตนา” เอาชนะ “สลักจฤฏดิ์” มาได้ แต่ปี 2555 คู่ชีวิตยงยุทธพลิกชนะรัตนาได้

น่าจับตา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพภาคเหนือของพลังประชารัฐ จะหาใครมาแข่งกับสลักจฤฎดิ์ ค่ายเพื่อไทย หรือว่าจะต้องใช้บริการตระกูล “จงสุทธานามณี” อีกรอบ

ดาชัย” ขอล้มบ้านใหญ่

แม้ ดาชัย เอกปฐพี” ขุนศึกพลังประชารัฐ จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่แกนนำกลุ่มพลังลำปาง ก็ไม่หยุดหาเสียง โดยประกาศตัวเป็น “ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ลำปาง” ทันที

เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ปี 2555 ดาชัยในชื่อ “ดาชัย อุชุโกศลการ” แพ้ “สุนี สมมี” แบบมีลุ้น โดยเวลานั้น ดาชัยได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ครั้งใหม่ “สุนี” ที่ได้ตระกูล “โล่ห์สุนทร” อุ้มชูจนนั่งเก้าอี้นายก อบจ.ลำปางมา 3 สมัย อาจมีปัญหาการสนับสนุน เนื่องจากเมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว สุนีไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

อนาคตของสุนี สมมี ย่อมขึ้นอยู่กับ “ป๋าโรจน์” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย หากว่า ป๋าโรจน์เลือกคนใหม่ลงสนามแทน สุนีก็วุ่นแน่

ส่วน “ดาชัย” กลุ่มพลังลำปางนั้น ยังสังกัดค่ายผู้กองธรรมนัส จึงมีความมั่นอกมั่นใจว่า ศึกนายก อบจ.ลำปางหนนี้ ตัวเขาจะเป็นฝ่ายกำชัย

          ตรวจแนวรบเลือกตั้งท้องถิ่น จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีความชัดเจนว่า จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทย โดยการนำของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่มีเงาของเจ๊แดง ทาบทับอยู่ และพรรคพลังประชารัฐ ที่มีผู้กองธรรมนัส เป็นแม่ทัพใหญ่

จ่านิวโกอินเดีย?เราจะรอดไปด้วยกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ่านิวโกอินเดีย?เราจะรอดไปด้วยกัน

6 กรกฎาคม 2562 – 06:45 น.
จ่านิว,สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
เปิดอ่าน 24,145 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6-7 กรกฎาคม 2562

ถ้าจะมีใครสักคนที่เป็นตัวอย่างของ “ชนชั้นล่าง” ที่ต้องดิ้นรนดำรงชีวิต แต่ไม่ยอมจมกับครรลองที่ถูกบอกว่า “ควรจะเป็นแบบนี้ต่อไป” คนชื่อ “จ่านิว” ก็คงเป็นหนึ่งนั้น

   แต่การดิ้นรนของจ่านิวจนทำให้ต้องเจ็บตัว ต่อให้เป็นเรื่อง “หนี้นอกระบบ” หรือ “การเมือง” ก็ล้วนแล้วแต่สร้างคำถามคำโตไปยังผู้ปกครองอยู่ดี

ที่สำคัญ การเคลื่อนไหวของเขา เจ้าตัวบอกจนคอเป็นเอ็นมาตลอด ว่ามันเริ่มจากความยากจน และสถานะของผู้ถูกกดขี่ กับความเจ็บปวดที่มองเห็นว่ารากเหง้าต้นตอว่ามันมาจากตรงไหนกันแน่

  ชนชั้นล่างระดับบน

  สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์  หรือ “จ่านิว” เคยเล่าเรื่องตัวเองไว้ในบทสัมภาษณ์ของประชาไท ทั้งหมดสะท้อนถึงตัวตน วิธีคิด แต่มุมหนึ่งก็อาจทำให้ใครๆ เชื่อในสมมุติฐานที่ว่า จ่านิวเจ็บเพราะถูกกลุ่มทวงหนี้จัดการก็ได้

จ่านิวเล่าว่าตนเองเติบโตมาในครอบครัว “ชนชั้นล่างระดับบน” คือ กลุ่มคนทำงานที่มีรายได้จากงานที่ไม่ใช้ทักษะ มีมาตรฐานการครองชีพเหนือกว่าคำว่า “ยากจน” เล็กน้อยเท่านั้น

พ่อทำงานขนส่งสินค้า แม่รับจ้างทั่วไป เพราะต้องเลี้ยงลูกเล็กๆ ที่เหลือ ซึ่งจ่านิวเป็นพี่ชายคนโตของน้องสาว 3 คน

        เขาพูดประโยคหนึ่งว่า “ผมนี่ย้ายบ้านบ่อยจะตาย หลักๆ ก็อยู่ในกรุงเทพฯ มีนบุรี ลาดกระบัง หนอกจอก ที่ย้ายบ่อยนี่ก็เพราะหนีเจ้าหนี้นั่นแหละ ที่บ้านมีภาระหนี้สินเยอะ ผมไม่ใช่คนรวยอะไร เพิ่งจะอยู่เป็นหลักแหล่งก็ตอนอยู่ ม.ปลาย ก่อนหน้านั้นย้ายเป็นว่าเล่น” (ประชาไท 21 ก.พ. 2558)

เพียงแค่ชีวิตมัธยม จ่านิวต้องเรียนรู้ที่จะหลบเจ้าหนี้ที่มาซุ่มตามโรงเรียนเพื่อตามหาพ่อแม่ที่เป็นลูกหนี้ บางครั้งต้องหลบจนค่ำถึงจะกลับบ้านได้

ชะตาเหมือนแกล้ง ที่สุดพ่อจากไปในปี 2554 จ่านิวกลายเป็นผู้ชายคนเดียวของครอบครัว ในรอยต่อของชีวิตจากเด็กนักเรียนสู่นักศึกษา กับฐานะที่เป็นอยู่จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากยิ่ง

เฟซบุ๊ก Sirawith Seritiwat

จ่านิวพกเงินไม่มากไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ แต่เงินนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงที่ไปเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของหน่วยงานราชการต่างๆ, อาศัยกินฟรีในบางมื้อจากเพื่อนๆ และคนที่รู้จักเห็นใจ รวมไปถึงต้องคอยมองหารถเมล์ฟรีที่รัฐบาลเคยมอบสิ่งดีๆ ให้คนจนเมือง

หากแรงขับของความจน จ่านิวจึงชอบหรือต้อง “อ่าน” เพื่อให้พบช่องทางที่จะหนีให้พ้นไปจากตรงนี้

 กยศ. ต้องสู้

แม้การเป็นนักเรียนทุน “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ กยศ. มีรายงานว่าผู้กู้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางถึง 80% แต่จ่านิวก็ยังโชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องใช้ทุนนั้น

เด็ก กยศ. อย่างจ่านิว อ่านมามากพอจะรู้ว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของความจน คือการไปไขที่เงื่อนปม ปรากฏว่าแทนที่จะเป็นบรรดาเจ้าสัวสร้างตัว จ่านิวกลับมีไอดอลเป็นนักปฏิวัติ และชอบอ่านงานของ “ฌอง ฌาค รุสโซ” จากเด็กยากจนสู่นักคิดสำคัญ ที่บอกว่า อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม

 นิวบอกเสมอว่า ความใฝ่ฝันของเขาคือ การเป็นนักปฏิวัติสังคม สังคมที่เขาอยากเห็นคือ การเห็นคนเราเท่ากันทุกมิติ ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ

แม้ฟังดูยาก แต่เด็กวัย 20 ต้นๆ ในวันนั้นก็ไม่หยุดที่จะพาตัวเองเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่นลงเลือกตั้งสภานักศึกษาตั้งแต่เป็นเฟรชชี่แห่งคณะรัฐศาสตร์ พอปี 3 มาสอบตกนายกองค์การนักศึกษา

จากนั้นมาตั้งกลุ่ม “สภาหน้าโดม” เพื่อเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้พบปะถกเถียง และเคยเข้าร่วมขบวนพาเหรดล้อการเมือง ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ปี 2558

  ที่ชัดเจนกับความเป็นจ่านิวคือ เขาเคยรณรงค์เรียกร้องเรื่องราคาอาหารในโรงอาหารกลางที่แพงเกินไป เนื่องจากผู้บริหารให้สัมปทานบริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการ

“ตั้งแต่เด็กๆ ผมอยู่ในฐานะที่ต่ำของสังคม ถูกเอารัดเอาเปรียบ เจอแต่เรื่องไม่เป็นธรรม ถูกเขากดถูกเขาทำอะไรมาเยอะแยะ ทุกคนในบ้านก็ต้องดิ้นรน” เขาตอบแบบนี้ทุกครั้งที่เจอคำถามจากสื่อ ว่ามาเคลื่อนไหวทำไม

มาปี 4 จ่านิวเคลื่อนไหวในสเกลที่ใหญ่ขึ้น จนถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากกิจกรรม “การเลือกตั้งที่รัก(ลัก)” และกิจกรรม “กรวดน้ำคว่ำขัน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

หรือที่คนไทยเริ่มรู้จักเขากว้างขวางมากขึ้น คือกิจกรรมนั่งรถไฟไปเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติราชภักดิ์ และเป็นแกนนำการเมืองต่างๆ ทำกิจกรรมที่สวนทางกับรัฐบาล คสช. อีกมากมายตามที่รู้กัน

          การศึกษาเพื่อชีวิต

ครั้งหนึ่ง ผู้คนบนโลกพยายามปลดแอกเพียงเพื่อตนจะได้มีการศึกษา ต่อมาผู้คนได้รับการศึกษา แต่ยังติดในแอกของระบบที่เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ

หากจ่านิวมองว่าการศึกษา คือเครื่องมือหนีจากการถูกกดขี่ เขาเคยบอกว่าตนเองจึงต้องดิ้นรนอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้อยากรอดอยู่แค่คนเดียว แต่อยากให้คนทั้งสังคมรอดไปด้วยกัน

จึงไม่แปลกที่เขาจะโดนจับในหลายๆ ครั้ง และหลายหนมีรายงานว่าเขาถูกอุ้มไปข่มขู่ ขณะที่ทุกวันนี้ยังมีคดีต่างๆ คาราคาซัังไม่จบสิ้น

หากสิ่งที่แม่ของเขากังวล ไม่แพ้เรื่องอนาคตทางการศึกษา ก็คือเรื่องเงินประกันตัวออกจากคุก เพราะเธอแค่รับจ้างทำงานบ้านรายวัน และเป็นหมอดู

ที่สุด แม้จ่านิวจะยังคงทำกิจกรรมการเมือง แต่คาบเกี่ยวกันเขาก็ร่ำเรียนจนจบเกือบครบ 6 ปี ได้ใบปริญญาสิงห์แดงมาครองช่วงปี 2560 เขาโพสต์เฟซบุ๊กในวันที่ 26 มีนาคม 2560 อย่างภาคภูมิว่า

“หลังจากเคลียร์ภาระหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัยด้วยความอนุเคราะห์ของหลายท่าน ก็ได้อนุมัติให้จบอย่างสมบูรณ์ศุกร์ที่ผ่านมา ไม่เคยคิดว่ากว่าจะได้ปริญญานี่ใช้เวลาเกือบหกปี เอาเถิดอย่างน้อยก็จบต้องฝ่าฟันดิ้นรนไม่ใช่น้อย”

เฟซบุ๊ก Sirawith Seritiwat

 จะเห็นว่าทุกๆ ความเป็นไป เรื่องความยากจนจะอยู่ในทุกลมหายใจของเขา กองเชียร์เลยเชื่อว่า ถ้าใครสักคนจะรับเงินมาเคลื่อนไหว คนนั้นคงไม่ใช่จ่านิวแน่ๆ

แม้ขณะที่เขาถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมตี หลังเคลื่อนไหวในฐานะแกนนำกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล เรียกร้องให้ ส.ว. 250 คน งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ มันก็เกิดขึ้นที่ข้างถนนที่เขาเดินอยู่ทุกวัน ไม่ต้องถามเรื่องรถส่วนตัวที่ไหน

เจ็บหนนี้ พัฒน์นรี ชาญกิจ หัวอกแม่จึงให้ข่าวแก่สื่อทำนองว่า “ต้องจบ” เพราะเธอยืนยันว่า หลังประสานว่าขอเลื่อนรายงานตัวแล้ว จากนี้ถ้าลูกฟื้นตัวหายเมื่อไรก็จะให้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อินเดียทันที !

เผื่อใครไม่รู้ จ่านิวในวัย 27 เขาได้โอกาสศึกษาต่อโดยทุนของรัฐบาลอินเดีย เรียนที่มหาวิทยาลัย Savitribai Phule Pune ประจำเมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย และเป็นมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านรัฐศาสตร์และการเมืองพอสมควร

เขาเคยบอกว่าอยากไปเอาองค์ความรู้จากประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาพัฒนาทั้งศักยภาพของตัวเองและการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยบ้านเรา

ชีวิตเหมือนหนังที่มีหลายภาค คนไทยก็คงรอดูจ่านิวในภาคต่อๆ ไป

กำราบแว้น..ผิดซ้ำพ่อแม่นอนคุก!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กำราบแว้น..ผิดซ้ำพ่อแม่นอนคุก!

5 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 3,582 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ปัญหาจับเด็กแว้นป่วนเมืองเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สะสมมานาน ยังคงมีการปราบปรามออก “กฎเหล็ก” มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งแล้วในช่วงของรัฐบาล คสช. ถึงกับงัดมาตรา 44 มาจัดการ เพื่อจัดระเบียบให้สังคมเกิดความสงบสุขและให้เอาผิดกับผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยไม่ตักเตือนบุตรหลาน เพราะการที่วัยรุ่น เด็ก เยาวชน ใช้รถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง ท่อดัง มารวมกลุ่มแข่งรถกันตามถนนหลวง นอกจากจะผิดกฎหมาย เป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่นที่ใช้รถใช้ถนน มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากท่อรถที่ส่งเสียงดัง

แม้จะปรากฏผลการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสัปดาห์ ยึดรถหลายร้อยคัน ควบคุมเด็กเยาวชนหลายร้อยคน ก่อนนำทั้งเด็กและผู้ปกครองไปอบรมละลายพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีเด็กแว้นหน้าใหม่และหน้าเดิมออกมารวมกลุ่มปิดถนนหลวงแข่งรถสร้างความเดือดร้อนรำคาญแบบ “เหิมเกริม” เหมือนเคย เฉกเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ถนนพระราม 4 ช่วงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศก็ยังประสบปัญหาไม่ต่างกัน ที่สำคัญการนัดแนะออกมารวมกลุ่มในยุคสมัยนี้ง่ายแค่ปลายนิ้วผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่ง “หัวโจก” แอดมินเพจหลายคนที่เคยถูกจับเป็นแค่เยาวชน

เช่นเดียวกับที่ จ.ชลบุรี โดยตำรวจดำเนินการกวดขันจับกุมเด็กแว้นป่วนเมืองตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในช่วงสุดสัปดาห์สิ้นเดือนมิถุนายน สามารถยึดรถจักรยานยนต์ได้ถึง 540 คัน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนเกือบ 100 คน ซึ่งเรื่องนี้ต้องเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย ทำประวัติให้ครบถ้วน หากออกมาทำผิดซ้ำอีกต้องคาดโทษเอาผิดต่อพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี (ผบก.ภ.จว.ชลบุรี) บอกว่า มีประชาชนหลายพื้นที่แจ้งเบาะแสของกลุ่มเด็กแว้นโดยเฉพาะเรื่องรถจักรยานยนต์ที่เสียงดัง ออกมาขับในเวลากลางวันและกลางคืน โดยมีการเบิ้ลคันเร่งให้เสียงดัง ซึ่งปัญหาของเด็กแว้นเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของชาวชลบุรี สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ทำให้ชาวบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอน และก่อนหน้านี้ประชาชนมีการพยายามว่ากล่าวตักเตือนวัยรุ่นกลุ่มนี้แต่ไม่เป็นผล ไม่มีใครเกรงกลัวต่อกฎหมาย เกรงว่าหากไม่มีการระงับเด็กแว้นเหล่านี้อาจจะพัฒนาตัวเองไปสู่การก่อเหตุอาชญากรรม ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้มีมาตรการป้องกันและปราบปราม มีมาตรการกวาดล้างกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวพร้อมกับรถจักรยานยนต์ โดยประสานกับหน่วยงานหลายพื้นที่เพื่อกวาดล้างและจับกุม นอกจากนี้ยังมีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในคราวเดียวกัน

พล.ต.ต.นันทชาติ อธิบายว่า สำหรับข้อหาและอัตราโทษที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ขับรถประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน อัตราโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท 2.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุด 10,000 บาท 3.เปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ (ดัดแปลงสภาพรถ) ตามอัตราโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และ 4.ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

“ในส่วนของผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กหรือเยาวชนออกมากระทำความผิด ต้องมีส่วนรับผิดในข้อหา บิดามารดาหรือผู้ปกครองสนับสนุนปล่อยปละละเลยให้เด็กหรือเยาวชนร่วมกลุ่มหรือมั่วสุมให้แข่งรถในทาง ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ข้อ 2 อัตราโทษ คือ ตักเตือนทำทัณฑ์บน หรือให้วางเงินประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนกระทำผิดอีก และหากเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดซ้ำอีก บิดามารดา หรือผู้ปกครอง ต้องระวางจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท และริบเงินประกัน” พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวย้ำ

แน่นอนว่าปัญหานี้ต้องแก้ตั้งแต่ระดับครอบครัวช่วยอบรมสั่งสอน ไม่ปล่อยปละละเลย ตำรวจเองก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและชัดเจน หากดื้อดึงทำผิดซ้ำก็ต้องยอมรับผลกรรมที่ได้ก่อ..!!

p42

ลอกคราบ “เต้มดแดง” ผู้ลากไส้สาย “ส้มฉุน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “เต้มดแดง” ผู้ลากไส้สาย “ส้มฉุน”

5 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
นพพร นามเชียงใต้,เต้มดแดง,ทักษิณ ชินวัตร,ชูธงทวนกระแส,ติ่งส้มฉุน
เปิดอ่าน 60,949 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ชื่อของ “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ” หรือ “นพพร นามเชียงใต้” เซเลบแดง ที่โดดเด่นในยุทธจักรสื่อใหม่มานานแล้ว แต่วันนี้ “นพพร” กลับมาเป็นที่โจษขานอีกหน เมื่อเขาใช้เฟซบุ๊กเป็นอาวุธห้ำหั่นกับ “ติ่งส้มฉุน”

ประเด็นร้อนนาทีนี้คือ เรื่อง ส.ส.ป้ายแดงพัวพันยาเสพติด และศึกเมียหลวง-เมียน้อย ถ้าเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของเต้มดแดง หรือนพพร ก็จะมีแต่สเตตัส “คบชู้ มั่วยา” และการตอบโต้ “ติ่งส้มฉุน” แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“เต้มดแดง” ไม่ใช่คนโนเนม ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของยุทธจักรนักเคลื่อนไหวฝ่ายไม่เอาเผด็จการทหาร เมื่อ 12 ปีที่แล้ว “นพพร นามเชียงใต้” เป็นหนึ่งในแกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

ตั้งแต่ต้นปี 2550 “นพพร” ร่วมกับ วราวุธ ฐานังกูร หรือ “สุชาติ นาคบางไทร” และ “ดา ตอร์ปิโด” หรือดารณี ชาญเชิงศิลปกุล จัดการชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวง โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยา

          ที่สำคัญ นพพร นามเชียงใต้ เป็นนักรบไซเบอร์กลุ่มแรกๆ ของฝ่ายต้านระบอบอำมาตย์ “นพพร” คือหนึ่งในขบวนการจัดตั้งมวลชนบนอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อว่า “กลุ่มคนผ่านฟ้า“ บนเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ห้องราชดำเนิน โดยนามแฝงหลักของเขาคือ “ทัชภูมิ” และ “มดชมพู”

ฝ่ายความมั่นคงได้วิเคราะห์ว่า “มดชมพู” หรือ “ทัชภูมิ” เป็นคนเจ้าอารมณ์ ขาดความสุขุม แววตาลักลั่นไม่มั่นคง มีเพียงความมั่นใจและทะเยอทะยานสูง แต่ไร้ซึ่งความมีสัมมาคารวะและการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่

บุคลิกการแต่งกายคล้ายนักกอล์ฟรุ่นเก่า ใส่เสื้อยืดหรือโปโล กางเกงต้องนุ่งขาสั้น สวมรองเท้าผ้าใบ และสะพายเป้ สันติบาลเฝ้าเกาะติดเขาอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับภัยความมั่นคงได้

แนวทางการเมืองของ “มดชมพู” จะไปในแนวเดียวกับ สุรชัย แซ่ด่าน, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และชูชีพ ชีวะสุทธิ์ แต่มดชมพูจะแตะแค่ “ป๋าเปรม” และ “ตุลาการ” จึงทำให้เขารอดคุกรอดตะรางมาได้

เมื่อกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการสลายตัว เมื่อเกิดขบวนการใหม่คือ นปก. และ นปช. นพพรและเพื่อนๆ ทีมงานไซเบอร์ได้รวมตัวกันทำเว็บไซต์สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

          ปี 2552 นพพร นามเชียงใต้ ได้เข้าไปร่วมจัดรายการทอล์กการเมืองทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี-สเตชั่น ตอนหลังเปลี่ยนเป็นพีเพิลแชนแนล และเอเชียอัพเดท ซึ่งช่วงนี้เขาใช้นามแฝง “มดแดง” 

หลังพฤษภา 53 นพพรตกเป็นจำเลย ร่วมกับแกนนำ นปช. จากเหตุการณ์นำกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟ พัทยา

ปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นพพรหรือมดแดง จับมือ “นาย จ.เจตน์” จิรปาณ ศรีเนียน ผู้ดำเนินรายการโซเชียลกอสซิป ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเชียอัพเดท เดินเกมกดดันผู้ประกาศข่าว และนักข่าวที่มีแนวคิดไม่ตรงกับพวกเขา โดย จ.เจตน์ บุกเข้าไปถึงสำนักงานใหญ่ของ อสมท กลางดึก เพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือประท้วง กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรข่าวประจำรายการ “ข่าวข้น คนข่าว” และ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ของสถานีโมเดิร์นไนน์ ทีวี สมัยโน้น

ส่วน “มดแดง” ใช้ชื่อกลุ่มสมัชชาประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ยื่นแถลงการณ์ต่อผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 เรียกร้องให้ สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสายการเมือง สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 พิจารณาตัวเอง เพราะมีอคติในการสัมภาษณ์ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเวลานั้น

นี่คือวีรกรรมของมดแดง หรือนพพร ที่กระทำการต่อต้านฝ่ายตรงข้ามกับระบอบทักษิณ แต่การพุ่งเป้าเล่นงานพรรคน้องใหม่อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็อาจทำให้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งงุนงงสงสัย

นักวิเคราะห์ข่าวหน้าจอทีวีของค่ายชินวัตร มองการขยับของเซเลบแดงว่า เป็นอาการอิจฉาริษยาที่รู้สึกว่า พรรคน้องใหม่มาแรง และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต จึงต้องหาทางเตะตัดขา

          ไม่ว่าจะ “มดชมพู” ในเว็บพันทิป หรือ “มดแดง” ในเฟซบุ๊กและยูทูบ นพพร นามเชียงใต้ ยังเป็นกะเทยนิรนาม ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ? มาจากไหน ? 

หม่อมอุ๋ยแฉทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย จ้องโค่นผู้ว่าแบงก์ชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หม่อมอุ๋ยแฉทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย จ้องโค่นผู้ว่าแบงก์ชาติ

5 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
มรวปรีดิยาธร เทวกุล,กรุงไทย,ผู้ว่าแบงก์ชาติ,ทุจริต,ปล่อยกู้
เปิดอ่าน 22,816 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ: เนื้อหาบางส่วนของหนังสือเรื่อง “ในหนึ่งแผ่นดิน” ที่เขียนโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 17 อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกเล่าเบื้องหลังกรณีการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศรา

กรณีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อ ในลักษณะที่ชวนสงสัย ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่สองราย คือ บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร และบริษัทในกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ กลายเป็นเรื่องต่อสู้กันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกรุงไทย

          โดยมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวช่วยธนาคารกรุงไทยและโจมตีผู้ว่าการ ธปท. อย่างเต็มที่ รวมทั้งวางแผนที่จะทำให้ผู้ว่าการฯ หลุดจากตำแหน่ง แต่ผมสามารถแก้ไขได้ทันเหตุการณ์ แผนนั้นจึงไม่สำเร็จ

กรณีดังกล่าวเริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ ธปท. เข้าไปตรวจธนาคารกรุงไทยตามวาระ (ซึ่งตรวจทุกสองปี) ตอนปลายปี 2546 และได้พบว่ามีการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ที่ดูไม่ชอบมาพากลสองราย

รายหนึ่งคือ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ในกลุ่มกฤษดามหานคร มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อหลายวงเงินรวม 9,900 ล้านบาท แต่วงเงินที่ดูไม่ชอบมาพากลคือวงเงินกู้ระยะยาว 8,000 ล้านบาท ซึ่งขอกู้เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนหลักประกันจากธนาคารกรุงเทพ ปรากฏว่ามีการจ่ายเช็คให้แก่ธนาคารกรุงเทพ เพื่อไถ่ถอนหลักประกันเพียง 4,445 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3,550 ล้านบาทเศษจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น มีทั้งซื้อหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทในเครือ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจ่าย เงินเข้าบัญชีบุคคลและนิติบุคคลหลายราย เพื่อนำเงินไปเพิ่มทุนให้แก่บริษัทในเครือ และยังมีบางส่วนที่โอนเงินให้พวกพ้องและบุคคลอื่นนอกกลุ่มอีกด้วย เป็นการเบิกจ่ายเงินกู้ผิดจากวัตถุประสงค์ที่ขอกู้อย่างโจ่งแจ้ง

อีกรายหนึ่งคือ บริษัท MW ในกลุ่มของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งขอกู้จำนวน 2,600 ล้านบาท เพื่อนำไปรวมกับเงินกองทุนของ MW จำนวน 200 ล้านบาท เป็น 2,800 ล้านบท ซึ่งจะนำไปซื้อหนี้ของ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ที่ธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้อยู่ พร้อมกับไถ่ถอนหลักประกันมาด้วย

          ปรากฏว่า หลังจากธนาคารกรุงไทยให้กู้แก่ MW ไปแล้ว MW นำไปชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพเพียง 2,190 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 610 ล้านบาทนั้น จ่ายเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของบริษัทและผู้บริหารของ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด รวม 2 คน จึงเป็นการทำผิดวัตถุประสงค์ในการขอกู้โดยนำเงินส่วนหนึ่งจำนวนไม่น้อยเข้าบัญชีส่วนตัว

เมื่อผมได้รับรายงานการปล่อยสินเชื่อสองกรณีที่เบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ที่ขอกู้และนำเงินไปใช้เพื่อการอื่นด้วยเช่นนี้แล้ว ก็ได้ดำเนินการเชิญประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบของธนาคารกรุงไทยมาชี้แจงให้เห็นว่า คณะกรรมการบริหารของธนาคาร (คนละชุดกับคณะกรรมการธนาคาร) ได้อนุมัติสินเชื่อรายใหญ่สองรายนี้ และปล่อยให้เบิกจ่ายเงินกู้ผิดวัตถุประสงค์อย่างชัดแจ้ง ขอให้ประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบนำไปพิจารณาดำเนินการแก้ไขและลงโทษตามกฎเกณฑ์ของธนาคาร โดย ธปท.ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว

          ปรากฏว่าหลังจากนั้น 1 เดือน ผมได้รับหนังสือจากประธานกรรมการของธนาคารกรุงไทย นำส่งรายงานของประธานกรรมการตรวจสอบ ซึ่งสรุปว่าได้ทำการตรวจสอบรายละเอียดของการอนุมัติและเบิกจ่ายสินเชื่อรายดังกล่าวแล้ว เห็นว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ซึ่งหมายความว่าประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบของธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น ไม่ติดใจที่จะเอาผิดผู้ใดเลย 

ประธานฯ สองคนนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในบ้านเมือง ซึ่งผมเคยนับถือว่าเป็นคนมีความสามารถ เมื่อผมได้รับคำตอบมาเช่นนี้ ก็ได้เข้าใจแล้วว่าความสามารถกับความดีมีคุณธรรมนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

เพื่อรักษาความถูกต้อง ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องฟ้องร้องเอาความกับผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดเช่นนี้อีก

กรณีบริษัท MW นั้น รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารที่อนุมัติสินเชื่อรายนี้ระบุชัดว่าให้กู้จำนวน 2,600 ล้านบาท เพื่อให้บริษัท MW นำเงินไปซื้อหนี้ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จากธนาคารกรุงเทพ เท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการเบิกจ่ายบกพร่องที่ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ธนาคารกรุงเทพต้องการขายหนี้ในราคาเพียง 2,200 ล้านบาท มิใช่ 2,800 ล้านบาท จึงปล่อยสินเชื่อให้เต็มวงเงิน 2,600 ล้านบาท อันเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำเงินส่วนหนึ่งไปเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของและผู้บริหารได้

ดังนั้น ธปท. จึงเห็นว่าผู้ที่กระทำผิดคือ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลให้เบิกจ่ายเท่านั้น คณะกรรมการบริหารผู้อนุมัติสินเชื่อมิได้ทำผิด ธปท.จึงฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 2 คน และเจ้าของกับผู้บริหารของลูกหนี้อีก 3 คนเท่านั้น

ส่วนกรณี บริษัทโกลเด้นฯ ในกลุ่มกฤษดามหานครนั้น คำอนุมัติของคณะกรรมการบริหารของธนาคารในส่วนของเงินกู้ระยะยาว 8,000 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าให้จ่ายแก่เจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันไว้เท่านั้น เปิดโอกาสให้มีการเบิกจ่ายในลักษณะที่ไม่ชอบมาพากลดังที่บรรยายในตอนแรกแล้วได้ ธปท.จึงจำเป็นต้องกล่าวโทษกรรมการบริหารที่สนับสนุนให้อนุมัติสินเชื่อรายนี้ 3 คน และกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเบิกจ่ายและตั้งเรื่องเสนอขอสินเชื่อครั้งนี้ ด้วยอีก 4 คน พร้อมกับกล่าวโทษผู้บริหารของลูกหนี้ด้วย

          ในเบื้องต้น ธปท.มิได้กล่าวโทษคณะกรรมการสินเชื่อของธนาคาร (ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองสินเชื่อรายนี้ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารของธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ) ทั้งนี้ เพราะตามหลักฐานที่ผมเห็นในขณะนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการสินเชื่อเสนอว่าเห็นควรอนุมัติเงินกู้ 8,000 ล้านบาท โดยระบุเงื่อนไขว่าให้จ่ายเงินจากวงเงินนี้แก่เจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันอยู่เท่านั้น จังหวะนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สัญญาว่าจ้างผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกรุงไทยหมดอายุลง จำเป็นต้องต่ออายุหรือสรรหาคนใหม่ทำหน้าที่แทน เนื่องจากผู้บริหารสูงสุดเป็น 1 ใน 3 ของกรรมการบริหารที่ ธปท. ต้องกล่าวโทษ ผมในฐานะผู้ว่าการ ธปท. จึงได้ให้ความเห็นไปยังคณะกรรมการธนาคารคัดค้านการต่ออายุผู้บริหารสูงสุดคนเดิม สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับที่เป็นพวกเดียวกับผู้บริหารสูงสุดคนนั้นมาก

นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเล่าให้ผมฟังว่า เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้เข้าหานายกฯ ขอให้สั่งการให้ผมหยุดกล่าวโทษและยินยอมให้ต่ออายุผู้บริหารสูงสุดคนนั้น ซึ่งนายกฯ ได้ตอบว่าสายไปแล้วเพราะผมได้เข้าพบเสนอเรื่องราวให้ทราบทั้งหมด และได้ตอบไม่ขัดข้องที่ผมจะดำเนินการกล่าวโทษผู้ที่กระทำความผิดไปแล้ว

เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้นั้นไม่พอใจอย่างมากและหลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้เห็นว่าผมทำความเสียหายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในความดูแล

กล่าวคือ ในวันพุธที่ 11 สิงหาคม 2547 ตอนบ่ายมีคนขายหุ้นธนาคารกรุงไทยเป็นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว

ผมตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่ามีผู้ปล่อยข่าวว่าผู้ว่าการ ธปท. สั่งให้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของธนาคารกรุงไทยขายหุ้นเป็นจำนวนสูง ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย กองทุนฯ ยังถือหุ้นเท่าเดิมทุกประการ ผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงไทยหลายรายกลัวว่าราคาหุ้นจะตก จึงเร่งขายกันและมีผลให้ราคาหุ้นลดลงจริงๆ ตลอดวันนั้น

ในวันรุ่งขึ้นที่ 12 สิงหาคม 2547 เป็นวันหยุดราชการ หนังสือพิมพ์ลงข่าวตามข่าวลือ และหนังสือพิมพ์ฉบับที่เป็นพวกเดียวกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ถูกกล่าวหาก็โจมตีผู้ว่าการ ธปท. อย่างเต็มที่ พยายามขยายความให้เห็นว่าทำให้เกิดความเสียหายมากมายแก่ธนาคารกรุงไทย ผมรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าในวันที่ 13 สิงหาคม เมื่อตลาดเปิดคงจะมีการขายโจมตีหุ้นของธนาคารกรุงไทยเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นสมกับที่ได้โจมตีผมไว้ และก็คงจะตามมาด้วยการสร้างเรื่องเพื่อกล่าวหา และ discredit ผมจนผมอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกไม่ได้ ผมจะต้องหยุดความเคลื่อนไหวนี้ให้ได้ด้วยการทำความจริงให้ปรากฏ

   ในตอนเย็นวันที่ 12 สิงหาคุม 2547 ผมนั่งร่างแถลงการณ์เพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและตอบโต้เรื่องนี้ 

ครั้นถึงเช้าวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2547 ผมไปถึง ธปท. ตั้งแต่เช้าสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมการให้ผมแถลงข่าวในเวลา 10.00 น. โดยขอให้เชิญหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและโทรทัศน์ทุกช่องมาให้พร้อม

ครั้นถึงเวลา 10.00 น. ผมก็เริ่มอ่านแถลงการณ์ที่ร่างไว้อย่างชัดเจน มีข้อใหญ่ใจความว่ากองทุนฟื้นฟู มิได้ขายหุ้นของธนาคารกรุงไทยออกไป ตามที่มีผู้ปล่อยข่าวลือในตลาดแต่อย่างใดเลย หุ้นที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถืออยู่ยังมีอยู่ในจำนวนเท่าเดิม และได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าฐานะของธนาคารกรุงไทยยังมั่นคงแข็งแรง แม้ว่าจะต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติมขึ้นตามมาตรฐานใหม่ที่ ธปท. ประกาศออกไปซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ธนาคารกรุงไทย ก็สามารถปฏิบัติตามได้และยังมีเงินกองทุนเหลือเพียงพอ และยังได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ตรงข้ามกับข่าวลือเล็กๆน้อยๆ อีกมากที่หนังสือพิมพ์บางฉบับจงใจเสกสรรปั้นแต่งเพื่อให้นักลงทุนคิดว่าธนาคารกรุงไทยกำลังมีฐานะอ่อนแอลง

          คำแถลงของผมผ่านโทรทัศน์ถึงผู้ค้าหุ้นในตลาดทุกคนโดยพร้อมเพรียงกัน ตลาดเชื่อในข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าการ ธปท.ชี้แจง และหยุดการขายหุ้นธนาคารกรุงไทย หันกลับมาซื้อแทนราคาหุ้นจึงสูงกลับขึ้นมาได้ ผมสามารถหยุดความพยายามที่จะ discredit ผู้ว่าการ ธปท. ในเรื่องนี้ไว้ได้

ในใจผมขณะนั้นนึกถึงอาจารย์ป๋วย ผู้ที่เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องที่ผมยึดเป็นแม่แบบในการทำงานมาโดยตลอด

การต่อสู้ในเรื่องนี้มีผลพลอยได้ที่สำคัญคือ วงการธุรกิจและประชาชนทั่วไปมีความเชื่อมั่นใน ธปท.เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากข้อวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และเมื่อถึงสิ้นปี 2547 ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ศรัทธาใน ธปท. เพิ่มสูงขึ้นเป็น 9% และผู้ที่ยังไม่ศรัทธาลดลงเหลือเพียง 10%

          ในเรื่องความคืบหน้าจากการกล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของบริษัท โกลเด้นฯ และบริษัท MW นั้น เนื่องจากคดีของธนาคารกรุงไทยเป็นการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ธปท.จึงส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. บังเอิญเกิดการปฏิวัติขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ก่อนที่ ป.ป.ช.จะฟ้อง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแกรัฐ (คตส.) ซึ่งคณะปฏิวัติตั้งขึ้นใหม่ สนใจในคดีทั้งสองด้วยมีความเชื่อว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อตามคำสั่งของนักการเมือง จึงได้ขอคดีทั้งสองไปจาก ป.ป.ช. แล้ว คตส.ก็ตัดสินใจส่งให้อัยการฟ้องคดีบริษัทโกลเด้นฯ แต่ไม่สั่งฟ้องคดีบริษัท MW โดยส่งคืน ป.ป.ช.ไป

ในการส่งฟ้องคดี บริษัท โกลเด้นฯ นั้น คตส.ได้ดำเนินการให้ ธปท. ขยายการฟ้องให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เกี่ยวข้องมากขึ้น คือ ให้ครอบคลุมถึงคณะกรรมการสินเชื่อจำนวน 10 คน ที่ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการบริหารด้วย กับให้ครอบคลุมถึงนักการเมืองและญาติของนักการเมืองที่ คตส.เชื่อว่าเกี่ยวข้องอีกด้วย

คดีบริษัท โกลเด้นฯ ศาลได้พิพากษาตัดสินไปแล้ว และจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุกมีทั้งกรรมการบริหาร 3 คนที่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อ เจ้าของและผู้บริหารกิจการของจำเลย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เสนอเรื่องและดูแลการเบิกจ่าย และยังรวมถึงคณะกรรมการสินเชื่อที่กลั่นกรองเรื่องเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณา

ในความเห็นของผม คณะกรรมการสินเชื่อทั้ง 10 คน มิได้ทำความผิดหนักหนาถึงขนาดที่จะถูกลงโทษจำคุกเลย เพราะคณะกรรมการสินเชื่อเสนอให้อนุมัติวงเงินกู้ดังกล่าวโดยระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า ให้เบิกจ่ายเงินกู้เพื่อชำระเจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันไว้เท่านั้น ซึ่งถ้าหากคณะกรรมการบริหารอนุมัติตามเงื่อนไขเดียวกัน ผู้เบิกจ่ายก็จะไม่สามารถเบิกจ่ายเงินกู้นอกเหนือไปจากจำนวนที่ต้องจ่ายให้แก่ธนาคารกรุงเทพในการไถ่ถอนหลักประกันจำนวนประมาณ 4,500 ล้านบาทได้

          ผมมาทราบภายหลังว่าเอกสารรายงานผลการประชุมของคณะกรรมการสินเชื่อที่นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารระบุข้อความที่แตกต่างไปจากมติของที่ประชุม คือ ระบุข้อความว่า อนุมัติวงเงินกู้ 8,000 ล้านบาท โดยไม่มีข้อความที่เป็นเงื่อนไข “ให้เบิกจ่ายเพื่อชำระเจ้าหนี้เดิมเท่านั้น” ได้ทราบมาว่าหลังจากประธานคณะกรรมการสินเชื่อลงนามใบปะหน้าเพื่อนำส่งมติที่ประชุมต่อคณะกรรมการบริหารแล้ว เจ้าหน้าที่ของธนาคารซึ่งดูแลเรื่องนี้ได้เปลี่ยนข้อความในรายงานที่แนบ โดยตัดข้อความส่วนที่เป็นเงื่อนไขออกไป เพื่อให้คณะกรรมการบริหารระบุได้สะดวกว่า “อนุมัติตามที่คณะกรรมการสินเชื่อเสนอ” ศาลจึงจำเป็นต้องตัดสินลงโทษคณะกรรมการสินเชื่อผู้กลั่นกรองเรื่องไปพร้อมกับคณะกรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้ที่อนุมัติด้วย

สำหรับกรณีการปล่อยสินชื่อแก่ บริษัท MW ที่ คตส.ตัดสินใจไม่ฟ้องและส่งเรื่องกลับไปให้ ป.ป.ช.นั้น ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าควรฟ้องจึงส่งเรื่องต่อให้อัยการ แต่อัยการยังไม่เห็นด้วยว่าควรฟ้อง จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างผู้แทน ป.ป.ช. กับอัยการ เพื่อพิจารณาร่วมกันว่าควรฟ้องร้องหรือไม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เรื่องเงียบหายไปนานจนถึงปี พ.ศ. 2556 อัยการจึงให้ความเห็นอย่างชัดแจ้งว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องคดีนี้ ป.ป.ช.จึงตัดสินใจยื่นฟ้องเองปลายปี 2557 ซึ่งปรากฏว่าสามารถกล่าวโทษได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของธนาคารสองคนที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติ (อายุความสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ 15 ปี) ไม่สามารถกล่าวโทษผู้บริหารของบริษัท MW ได้เพราะขาดอายุความแล้ว (อายุความ 10 ปี)

ผมอดคิดไม่ได้ทำไมอัยการจึงให้ความเห็นว่าจะไม่ฟ้องเรื่องนี้ช้านัก ถ้าให้ความเห็นเร็วกว่านี้สัก 1 หรือ 2 ปี อายุความของเจ้าของและผู้บริหารของบริษัทที่ขอกู้ก็จะยังไม่เกิน 10 ปี ป.ป.ช.ก็จะสามารถฟ้องร้องเอาความผิดได้

 คิดแล้วก็ได้แต่ปลง

มวยถูกคู่ “ธรรมนัส” พบ “4 ส.ส.” สายแรงงาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378322?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มวยถูกคู่ “ธรรมนัส” พบ “4 ส.ส.” สายแรงงาน

5 กรกฎาคม 2562 – 10:33 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,รอธรรมนัส,สุนทร บุญยอด,อัครา พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,รัฐมนตรีแรงงาน,มรวจตุมงคล โสณกุล,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,806 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

**************

          โผ ครม.ประยุทธ์ พลิกผันอีกรอบ ปรากฏว่ามีชื่อ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส..พะเยา จะมานั่งรัฐมนตรีแรงงาน แทน “ม...จัตุมงคล โสณกุล” ตามโผเดิม โดย “หม่อมเต่า” โยกไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

          เดิมทีมีรายงานว่า “อัครา พรหมเผ่า” น้องชาย “ผู้กองมนัส” ขอถอนตัวกลับไปลงสมัคร นายก อบจ.พะเยา และผู้กองมนัสก็น้อมรับการตัดสินใจของนายกฯ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จู่ๆ ผู้กองคนดังกลับมาเป็น รมว.แรงงาน ได้ข่าวว่า “ลุงตู่” พอใจบทบาทการเคลียร์ปัญหากลุ่มต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ 

ลูกชาวนาเมืองกว๊าน

          ถึงวันนี้ เส้นทางการเมือง ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือว่ามาไกลเกินฝันจริงๆ เพราะ ส..สมัยแรกจากพะเยา ก็จะได้เป็นรัฐมนตรีแรงงาน ซึ่งหลายคนมองว่า ตำแหน่งนี้เหมาะสมกับผู้กองมนัส เพราะเป็นคนใจถึงพึ่งได้

          ผู้กองมนัสเคยเล่าชีวิตในวัยเยาว์ เติบโตมาจากลูกชาวนา พ่อจบ ป.4 แม่อ่านเขียนไม่ได้ แต่พ่อมีลักษณะผู้นำ จึงได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา

          5-6 ปีที่แล้ว ผู้กองมนัสกลับบ้านเกิด ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจน คนด้อยโอกาส จึงต้องการเห็นคนพะเยา มีชีวิตที่ดีกว่านี้ 

          “54 ปีแล้ว บางท่านบ้านหลังเก่าก็ยังอยู่หลังเก่า ชีวิตเก่าๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่เราจากเด็กเลี้ยงควายเข้ากรุงเทพฯ มาทำธุรกิจประสบความสำเร็จ กลับไปเห็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูงยังอยู่แบบเก่าๆ แล้วมันน่าหดหู่”

          มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กองมนัสเล่นการเมือง และมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องหวือหวาในสภา ผู้แทนฯ ต้องตอบโจทย์ชาวบ้านให้ได้ว่า จะทำอะไรเพื่อชาวบ้าน ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพราะแสวงหาผลประโยชน์

          รัฐมนตรีแรงงานยุคปัจจุบัน อาจต้องทำงานหนัก เพราะมีผู้นำกรรมกรอยู่ในพรรคฝ่ายค้านเยอะ 

ผู้แทนสายแรงงาน

          น่าจะเป็นสภาผู้แทนฯ ชุดแรก ที่มีตัวแทนผู้ใช้แรงงาน ได้เข้ามาเป็น ส..มากถึง คน ประกอบด้วย วรรณวิภา ไม้สนสุเทพ อู่อ้น และ ทวีศักดิ์ ทักษิณ โดยทั้งสามเป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ส่วน จรัส คุ้มไข่น้ำ ส..ชลบุรี เขต พรรคเดียวกัน

 “สุเทพ อู่อ้น” เคยเป็นประธานสหภาพแรงงานอีซูซุ และเลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย

สุเทพ อู่อ้น

          “วรรณวิภา ไม้สน” มีบทบาทเด่นจากกรณีม็อบไทรอัมพ์ เป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย

วรรณวิภา ไม้สน

          “ทวีศักดิ์ ทักษิณ” ตัวแทนสหภาพแรงงานยานยนต์ และ  “จรัส คุ้มไข่น้ำ”  เคยเป็นประธานสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นผู้ที่ชนะ อิทธิพล คุณปลื้ม ในสนามการเลือกตั้งที่ชลบุรี

จรัส คุ้มไข่น้ำ

          น่าจับตา ผู้แทนของชาวกรรมกร อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสภาไทย

ผู้นำกรรมกรตัวกลั่น

          ในอดีตมีพรรคการเมือง ที่มีชื่อ พรรคแรงงานพรรคกสิกรรมกร และอีกหลายพรรคที่แสดงตัวว่าเป็นตัวแทนผู้ใช้แรงงาน

          ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานในชลบุรีสมุทรปราการสมุทรสาคร และปทุมธานี จึงได้ ส..สายกรรมกรเข้าสภา 

           ผู้นำกรรมกรตัวจริงที่อยู่นอกสภาคือ “สุนทร บุญยอด” ซึ่งมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน 

สุนทร บุญยอด

          สุนทรมีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากสุนทรเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย”

          โดยส่วนตัว สุนทรรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานอยู่เป็นประจำ

          หลังรัฐประหาร 2549 สุนทร ได้นำกรรมกรจากสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุมต้านเผด็จการ ในนาม “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป”

          ผู้นำกรรมกรปฏิรูป อาจกลับมาปรากฏตัวในอนาคตอันใกล้นี้ 

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก?

5 กรกฎาคม 2562 – 08:40 น.
พลังประชารัฐ,รัฐบาล,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,781 ครั้ง

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก? โดย…  ทีมข่าวการเมือง  เครือเนชั่น

พลังประชารัฐ” พรรคน้องใหม่ที่ระดมพลคนการเมืองจากหลายขั้วหลากพรรคมาชุมนุมส่งลุงตู่คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้ารอบที่สองจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งและเสียงข้างมากของส.ส.และส.ว.นั้น ต้องยอมรับว่ามีข่าวเชิงลบมากกว่าเชิงบวก..

          แม้บางนัยที่ “วิษณุ เครืองาม” คนจำเป็นของหลากรัฐบาลและแมวเก้าขีวิตทางการเมืองที่รัฐนาวาลำใหม่จำเป็นต้องมีไว้เคียงข้างกล่าวไว้แบบไม่ต้องถอดรหัสนั้นคือยามนี้ “เรือแป๊ะ” เปลี่ยนเป็น “เรือเหล็ก” มี “กัปตันตู่” ข้อดี “ไม่รั่ว …แต่เกิดสนิม”

สังคมคงตรองได้เองว่าสนิมบนเรือเหล็กนั้นจะเกิดจากอะไร?เพราะกระแสข่าวเชิงลบทางการเมืองหลายมุมที่ต้นทางมาจากพปชร.นั้นโพลล์หลากสำนักสะท้อนมาหลายวาระ…ที่แปลความว่าสังคมเริ่มไม่เชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐนาวาลำนี้ตั้งแต่ยังไม่ลงน้ำ เหตุหลักมาจากคนการเมืองในพปชร.ออกอาการงอแงกับตำแหน่งแห่งหนที่ทำให้หลายคนอกหักและกว่าจะเคลียร์ใจกันได้นั้น ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเสียรังวัดไปอักโข….

แม้ลุงตู่กับทีมงานจะสยบกระแสร้อนๆ ลงได้…แต่เหตุแบบนี้หากโผล่ขึ้นมาบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะสยบได้ราบคาบทุกกรณี…เพราะบางเหตุนั้นบนพื้นผิวคล้ายยุติ แต่ลึกลงไปอาจสะสมพลังและรอเวลาปะทุ…

ดังนั้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับการทำหน้าที่ สร.1 ซึ่งจะไร้ ม.44 ในไม่กี่อึดใจข้างหน้านั้น จะรับมือกับแรงป่วนจากคนการเมืองและสังคมภายนอกได้อย่างไร…และยิ่งพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 19 พรรค 254 เสียง หากหักสามเสียงของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไป ลุงตู่จะมี 251 ส.ส.ไว้เป็นกองหนุน และต้องรอติดตามว่าเสนาบดีที่เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะลาออกแล้วเลื่อนอันดับถัดมาหรือไม่ เพราะข้อมูลที่สังคมรับรู้นั้น หลายคนที่มีตำแหน่งหลักในพรรคตัวเองจะไม่ลาออกจากเก้าอี้ผู้แทนราษฎรตรงนี้ต้องรอเคลียร์ใจกันอีกคราวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

         การบริหารเสียงปริ่มน้ำกับภาวะคลื่นลมภายในพปชร.ที่คีย์แมนพปชร.บอกว่ายุติแล้วหากวันหน้ามันบังเกิดอีกและบวกกับบางจังหวะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดินไม่ตรงกันจนมีรอยปริและบานปลายนั้น เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น…หากใครบางคน ไม่เชื่อกับเหตุข้างหน้าขอให้ไปไล่ดูบันทึกการเมืองไทยในอดีตได้เลยว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านพ้นไป “จุดจบ” มาจากเหตุอันใด?

ดังนั้นต้องมาติดตามว่าในเร็ววันนี้…ความอดทนของลุงตู่ที่จะต้องเผชิญความต้องการของคนการเมืองที่มีหลายความต้องการและอาจจะไม่ลงรอยกันแล้วลามบานปลายจนเสถียรภาพรัฐบาลไม่นิ่งนั้น…ลุงตู่จะบริหารจัดการเยี่ยงใด?

หลายคนฟันธงว่าภาวะแบบนี้ลุงตู่น่าจะเหนื่อยและอายุงานของรัฐนาวาลำนี้น่าจะทำงานไม่ครบสี่ปี แต่หากลุงตู่ถือพังงาฝ่าคลื่นลมให้จบภารกิจก็ถือว่าลบคำปรามาส

          แว่วว่าลุงตู่วาง “กติกาเหล็ก” ไว้รองรับการทำงานของครม.ชุดใหม่ไว้ถี่ยิบ และเตรียมชี้แจงกับ 35 ชีวิตให้รับรู้กติกาก่อนเริ่มงาน

และก่อนหน้านี้สังคมจะเห็นจากการคัดกรองเสนาบดีนั้น คนวงในย้ำว่า “ลุงตู่” ตรวจคุณสมบัติแบบละเอียดเพราะรมต.ทุกคนจะเป็นครม.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้งมา ทำงานสนองประโยชน์ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และไร้มลทิน

รวมทั้งลุงตู่เตรียมขันนอตผู้แทนฯ พปชร.ในการทำหน้าที่ส.ส.โดยจะวางเกณฑ์ในการบริหารพรรคให้ทุกคนในพปชร.อยู่ใน “วินัย” มากกว่านี้ และเปิดทางเชื่อมต่อระหว่างครม.-ส.ส.-แกนนำพรรคให้เข้าถึงกันง่ายกว่าเดิม

แต่หากคำสบประมาทของบางคนที่เย้ยมานั้น ยืนบนพื้นฐานและหลักการผนวกกับปัจจัยการเมืองที่จะอุบัติในยามนั้น จนรัฐนาวาลุงตู่ 2 ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ บนเหตุขัดแย้งในครม., รอยแยกใหม่ในพปชร., มีประเด็นร้อนที่ภาคสังคมหรือสภาผู้แทนฯ เจาะความไม่ชอบมาพากลมาตีแผ่และส่งผลกระทบเต็มอัตราต่อรัฐนาวาลุงตู่ 2

อำนาจของหัวหน้าฝ่ายบริหารในการทำงานสี่ปีโดยไรั ม.44 บนภาวะสุดวิสัยจนรัฐบาลลุงตู่ 2 ทำงานได้ไม่สมประสงค์ อาวุธของลุงตู่ในยามหน้าคือ “ลาออกและยุบสภา”

หากมองว่าลุงตู่แสดงสปิริตด้วยการลาออกแล้วให้มีการฟอร์มครม.ขึ้นมาใหม่โดยสภาผู้แทนฯ และพรรคการเมืองยังคงสภาพทำหน้าที่ตามครรลองประชาธิปไตยก็ต้องมาดูว่าใครและพรรคใดจะทำหน้าที่โต้โผตั้งรัฐบาล?

อย่าลืมว่า 250 ส.ว. มีอายุห้าปีในการทำหน้าที่ หากลุงตู่เลือกการลาออก ทำให้ต้องมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย 500 ส.ส.ต้องจับมือ 250 ส.ว.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

กติกาหลักของประเทศวางหลักว่าบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาทั้งหมด หรือ 376 เสียง

ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลคนหนึ่งให้มุมมองไว้น่าคิดว่า “ทราบจากผู้ใหญ่มาว่าลุงตู่น่าจะทำงานได้ยาวกว่าที่หลายคนประเมิน เพราะหากเหตุสุดวิสัยทางการเมืองเกิดขึ้นจนรัฐบาลทำงานไม่ได้ สมมุติว่าลุงตู่ลาออกแล้วให้มีการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ 250 ส.ว.ก็น่าจะพิจารณาลุงตู่ก่อน และพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะหนุน หรือหากเลวร้ายสุดอาจสลับคนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลมาทำหน้าที่แทนลุงตู่ สิ่งนี้มองบนพื้นฐานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้อยู่ และยากที่ลุงตู่ลาออกแล้วจะเปลี่ยนขั้วให้ฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลเพราะส.ว.คงยากที่จะยกมือให้”

ส่วนการยุบสภามูลเหตุน่าจะมาจากสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตนดั่งที่เนติบริกรชี้ไว้ และสนิมนี้จะมาจากจุดใดนั้น “ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและครม.” น่าจะเป็นปฐมบทของสนิมบนเรือเหล็ก…

ดังนั้น “ยากันสนิม” ที่จะกินรัฐนาวาลำนี้ที่ลุงตู่ต้องใช้คือ ”วินัยเข้มข้น” ตามสไตล์ชายชาตินักรบที่ยามนี้ผันกายมาทำหน้าที่คนการเมืองเต็มสูบและต้องวางแผนรับมือหลากเกมที่คนการเมืองรอบทิศจะงัดมาใช้ในวันหน้าเพื่อให้เรือเหล็กแล่นได้โลดหากยากันสนิมที่ลุงตู่หยิบมาป้องปรามแต่เนิ่นๆ สนิมก็ยากจะกัดกิน

          หากว่ายานี้ใช้ไปแล้วแต่มันเกินเยียวยา “ทางใคร…ทางมัน” คือคำตอบสุดท้ายที่ลุงตู่จะหยิบมาใช้ก่อนที่สนิมจะกินเรือเหล็กหมดลำ…