เด็กกับน้ำ..แค่ละสายตาก็อันตรายถึงชีวิต!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369444?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็กกับน้ำ..แค่ละสายตาก็อันตรายถึงชีวิต!

24 เมษายน 2562 – 08:30 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็ก,น้ำ,เล่นน้ำ,อากาศร้อน,นพสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
เปิดอ่าน 778 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกปีมักจะเกิดเหตุเศร้าสลดเกิดขึ้นกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ ที่ต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำ ส่วนใหญ่เกิดจากการพลั้งเผลอของพ่อแม่ผู้ปกครองที่คาดไม่ถึงว่าการสูญเสียจะมากระแทกจิตใจไวกว่ากำหนด แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เราสามารถป้องกันได้จากอุทาหรณ์หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ล่าสุดความสูญเสียน่าสลดเกี่ยวกับเด็กเกิดขึ้นที่ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เมื่อตำรวจ สภ.นครไทย ได้รับแจ้งเหตุว่า ด.ช.ภัคพงศ์ หงษ์ศรี หนูน้อยในวัยยังไม่เต็มขวบ จมน้ำเสียชีวิต เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบ น.ส.วิไล อ่างหิน ผู้เป็นแม่อุ้มร่างไร้วิญญาณร้องไห้ปิ่มขาดใจ และข้างๆ มีถังสีขนาด 20 ลิตร โดยมีน้ำอยู่ในถังประมาณครึ่งถังวางอยู่บนแคร่หน้าบ้าน ก่อนเล่าทั้งน้ำตาว่าตัวเองออกไปทำงานโดยฝากลูกให้ นายน้อม และ นางสำราญ อ่างหิน ผู้เป็นทวดช่วยเลี้ยงดูลูก แต่เผลอหลับจนเกิดเหตุสูญเสียอย่างน่าเศร้า

จากเหตุสลดที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียในลักษณะนี้อีกแบบซ้ำๆ ทุกปี กรมควบคุมโรค จึงออกมาเตือนผู้ปกครองต้องดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยให้เด็กคลาดสายตาหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง โดยแนะควรจัดทำพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย หรือหาที่กั้นคอกสำหรับเด็ก หรือหาที่กั้นคอกสำหรับเด็ก เนื่องจากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเด็กเล็กจมน้ำเสียชีวิตเกือบ 2,000 ราย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่า จากข้อมูลมรณบัตรของกองนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2552-2561) พบเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ จมน้ำเสียชีวิต 1,890 ราย เฉลี่ยปีละ 189 ราย หรือในทุกเดือนจะพบว่ามีเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ จมน้ำถึง 16 ราย โดยมักจะพบการจมน้ำเสียชีวิตภายในบ้าน หรือรอบๆ บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำที่พบเด็กเล็กกลุ่มนี้จมน้ำมากที่สุดคือในภาชนะกักเก็บน้ำภายในบ้าน เช่น ถัง กะละมัง กระติกน้ำ ตุ่ม โอ่ง

สาเหตุของการจมน้ำในเด็กกลุ่มนี้มักเกิดจาก อันดับแรก ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังในช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมบางอย่างเพียงระยะเวลาสั้นๆ เช่น เข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ หรือทำกับข้าว ลำดับถัดมา คือไม่มีการจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงที่อยู่ภายในบ้าน หรือไม่คิดว่าน้ำที่อยู่ในถัง กะละมัง ที่มีระดับน้ำสูงเพียง 1-2 นิ้ว จะสามารถทำให้เด็กจมน้ำได้ เนื่องจากเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไปเริ่มคืบคลานได้เร็ว จึงมีความเสี่ยงต่อการจมน้ำจากแหล่งน้ำภายในบ้านหรือรอบๆบ้าน และเด็กอายุ 1 ขวบจะเริ่มเดินได้ แต่การทรงตัวยังไม่ดีจึงทำให้ล้มได้ง่าย ในท่าที่ศีรษะทิ่มลงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“ด้วยเหตุนี้กรมควบคุมโรคจึงมีนโยบายให้ทุกครัวเรือนที่มีเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ มีพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย หรือคอกกั้นสำหรับเด็กตามที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อเสนอแนะว่า เป็นมาตรการป้องกันการจมน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายๆ ในท้องถิ่น ไม่ควรใหญ่เทอะทะหรือมีน้ำหนักมาก เพราะจะเคลื่อนย้ายลำบาก และไม่ควรมีน้ำหนักเบาจนเกินไป เพราะอาจโคลงเคลงหรือทนรับน้ำหนักของเด็กไม่ได้ โดยให้มีความสูงอย่างน้อย 51 เซนติเมตรขึ้นไป คอกกั้นแบบมีซี่ราวต้องมีช่องห่างไม่เกิน 6 เซนติเมตร และควรเป็นแนวตั้ง อย่างไรก็ตามผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังในบริเวณนี้ตลอดเวลา อาจจะปล่อยไว้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ทำกับข้าวหรือเข้าห้องน้ำ และพื้นที่ดังกล่าวไม่ควรมีภาชนะกักเก็บน้ำ หรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้” นพ.สุวรรณชัย ระบุ

ข้อแนะนำในการป้องกันเด็กจมน้ำสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก คือ 1.เทน้ำออกจากภาชนะทุกครั้งหลังใช้งาน 2.กั้นคอก จัดหาพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก มีรั้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน และอยู่ห่างแหล่งน้ำเสี่ยง 3.ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกครั้งหลังใช้งาน และ 4.เฝ้าดูเด็กตลอดเวลาอย่างใกล้ชิด (ในระยะที่มือเอื้อมถึง) และไม่ควรปล่อยให้เด็กคลาดสายตา ทั้งนี้หากปล่อยให้เด็กจมน้ำนาน 6-10 นาที จะโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 56

กรุงเทพมหานครยอดฮิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรุงเทพมหานครยอดฮิต

24 เมษายน 2562 – 07:35 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อัศวิน ขวัญเมือง,กทม,กรุงเทพมหานคร
เปิดอ่าน 516 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในช่วงอากาศร้อนมากๆ ของปีนี้ มีข่าวดีมาเรียนให้ทราบจากจดหมายของคุณ ‘อัศวิน’ กทม. ว่าจากการสำรวจข้อมูลพบว่ากรุงเทพมหานครของเราเป็นเมืองยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น ติดอันดับยอดฮิต 2 ปีซ้อน

‘อ๊อด เทอร์โบ’ จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายมาแจ้งให้ทราบและขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันดูแล กทม.และเมืองอื่นๆ ให้มีชื่อเสียงจนเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่เฉพาะชาวญี่ปุ่นเท่านั้น

ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากที่สุดและมีทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมประเพณี และที่สำคัญ ‘คนไทย’ มีอัธยาศัยดี เป็นมิตร

โปรดจงช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันดูแลกทม.ให้ดี
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ และวันก่อนได้อ่านข่าวว่า กทม.ติดอันดับยอดฮิตของคนญี่ปุ่น จึงขอนำมาเรียนให้ทราบ

ขอให้พวกเราช่วยกันทำให้ กทม.สวยงาม ปลอดภัยและติดอันดับเมืองยอดฮิต ยอดนิยมและขอแจ้งให้ทราบว่า

กรุงเทพมหานครติดอันดับจุดหมายปลายทางที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุด 2 ปีซ้อนในช่วงโกลเดนวีกหรือวันหยุดยาวช่วงต้นเดือน 5 ของญี่ปุ่น

จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Agoda และในปี 2019 เมืองพัทยา และภูเก็ต ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 4 และ 10 ตามลำดับ ด้วยนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกที่นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย
โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพราะแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม อาหารอร่อย ค่าครองชีพไม่สูงและคนไทยอัธยาศัยดี 2 ประเทศยังมีวัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกัน เข้ากันได้ง่าย

จากข้อมูลด้านการท่องเที่ยวพบว่าคนไทยนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน เพื่อไปสัมผัสอากาศเย็นสบายช่วงหน้าร้อนของไทย และชื่นชมความสวยงามของสถานที่ต่างๆ รวมถึงชิมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์และพบปะผู้คนที่เป็นมิตร

นี่เป็นข่าวดีที่ทำให้คลายร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง
อัศวิน (กทม.)


เมื่อวันก่อนได้เกิดการระเบิดจากการใช้ ‘แก๊สกระป๋อง’ ที่ร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องป้องกันอันตรายไว้ก่อน

จึงนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากสคบ.(คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) มาแจ้งให้ทราบ

ขอให้เจ้าของร้านโปรดช่วยกันป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 อันตรายจากแก๊สกระป๋องร้านปิ้งย่าง
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตือนให้ผู้บริโภคที่ใช้แก๊สบรรจุกระป๋องจะต้องตรวจสอบฉลากสินค้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะต้องดูรายละเอียดของคำแนะนำ วิธีใช้ และคำเตือน รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ให้เกิดความชัดเจนรวมทั้งตรวจสอบการใช้เตาที่ใช้แก๊สกระป๋องให้ดีด้วย ว่ามีวิธีการติดตั้งอย่างไร

บริเวณการติดตั้งตัวแก๊สกับเตาชำรุด หรือติดกันแน่นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ตรวจสอบให้ดีอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นมาในระหว่างใช้ หรือทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการใช้เตาและแก๊สกระป๋องที่ไม่มีมาตรฐาน

การไปกินร้านหมูกระทะ หรือร้านปิ้งย่างที่ใช้แก๊สกระป๋องแล้วเกิดการระเบิด จนทำให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง สคบ.ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดูแล้วเพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคมีความเสี่ยงจะได้รับอันตราย รวมถึงการซื้อสินค้าประเภทดังกล่าวมาใช้เอง

การสังสรรค์ภายในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือนำไปใช้เวลาไปแคมปิ้ง หากไม่ตรวจสอบรายละเอียด วิธีใช้ให้ดี อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นมาได้ และให้ทุกหน่วยงานมาร่วมกันตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยจากนี้จะรวบรวมข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ คคบ. พิจารณาแนวทางควบคุมด้วย

อีกกรณีคือผู้บริโภครายหนึ่งแจ้งความว่า รถยนต์มีรอยแตกร้าวบริเวณกระจก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าภายในรถยนต์พบเศษของแก๊สบรรจุกระป๋องสำหรับเติมปืนบีบีกัน จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากแก๊สกระป๋องที่ได้รับความร้อนที่สูงเกินไปภายในรถยนต์และอากาศไม่ถ่ายเทจึงทำให้เกิดการระเบิด

ที่ผ่านมามีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณย่านตลาดนัดคลองถม และสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าประเภทดังกล่าวมาตรวจสอบ พบว่ามีแก๊สบรรจุกระป๋องใช้สำหรับประกอบอาหารประเภทเผา (เบิร์น) ที่มีลักษณะคล้ายกับแก๊สบรรจุกระป๋องที่ใช้สำหรับปืนบีบีกัน

อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดซื้อมาใช้ผิดประเภท เช่นเดียวกับร้านอาหารประเภทชาบู สุกี้ ได้นำแก๊สบรรจุกระป๋องที่ใช้สำหรับประกอบอาหารมาใช้งานจึงอาจทำให้แก๊สบรรจุกระป๋องได้รับความร้อนสูงเกินไป จนเกิดอันตรายหรือความไม่ปลอดภัย

เจาะเกมขั้วต้านลุงตู่เตรียมใจเป็นฝ่ายค้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะเกมขั้วต้านลุงตู่เตรียมใจเป็นฝ่ายค้าน

23 เมษายน 2562 – 12:40 น.
ลุงตธ่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,897 ครั้ง

รายงาน…

อุณหภูมิเมืองไทยปีนี้ที่ร้อนระอุทั่วทุกมุมเมือง เมื่อบวกกับความร้อนในใจของนักการเมืองยามนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาบรรเทาความร้อนลงได้ ไม่ว่าขั้วหนุนลุงตู่หรือขั้วต้านลุงตู่ เเม้เเต่บรรดากองเชียร์หรือนักสังเกตการณ์ข้างเวทีก็ยังมองไม่ออกว่ารูปเกมจะออกเเบบใด เพราะการเมืองยามนี้ทุกอย่างต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ กกต.เเละผู้ตรวจการเเผ่นดิน เคาะหลากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พันผูกกับการหย่อนบัตรครั้งนี้ออกมาให้รู้ดำรู้เเดงกับเส้นตายที่ขยับมาใกล้ทุกขณะ

  ยามนี้รอลุ้นว่าขั้วใดระหว่างขั้วหนุนลุงตู่กับขั้วต้านลุงตู่ ขั้วใดจะได้เข้าวิน…

เเต่ตัวเลขยามนี้ไม่ว่าขั้วใดจะได้ชัยในข้างต้น เเต่รับรองว่าเหนื่อย เพราะตัวเลขที่ไม่เเตกต่างเเละทิ้งห่างกันเเบบชัดเจน มันทำให้ไม่ว่าขั้วใดเบียดขึ้นมาก็พร้อมที่จะร่วงได้ง่ายๆ

เเม้จะมีเลือกตั้งใหม่ตัวเลขของทั้งสองขั้วอาจไม่เปลี่ยนไปมากนัก เเต่ขั้วหนุนลุงตู่ต้องการค่าความเปลี่ยนเเปลงในจำนวนมาก เเต่หากมีมากเกินไปกกต.อ่วมเเน่…..

และล่าสุดมีกระเเสข่าวที่คนวงในขั้วต้านลุงตู่เผยมาเเบบไม่เป็นทางการเเล้วว่ายอมให้ขั้วตรงข้ามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะฝ่ายนั้นมีสองร้อยห้าสิบส.ว.ในมือ เเล้วจะไปตลบหลังในรัฐสภาเพราะประธานรัฐสภาจะอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เเม้ตอนนี้ “เพื่อไทย” จะยังไม่โยนรายชื่อว่าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติออกมา เเต่ขั้วหนุนลุงตู่เริ่มชัดเเล้วว่า “พ่อมดดำจากเมืองเเปดริ้ว” คือเเเคนคิเดตคนเเรกของพรรคพลังประชารัฐที่จะประชันในเก้าอี้นี้

“ให้ขั้วนั้นไปฟอร์มรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำเเบบนี้ เเถลงนโยบายรัฐบาลเเล้วเสร็จเมื่อใดจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เเละครม.ทันที เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ เเละไม่ต้องรอร่างหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีด้วย ไม่นานได้เลือกตั้งใหม่ เว้นเเต่จะมีบางสิ่งบางอย่างทางการเมืองบังเกิด…”เเหล่งข่าวระดับคีย์เเมนขั้วตรงข้ามลุงตู่มองเกมไว้เเบบนี้

ในอดีตนั้นเมืองไทยเคยมีมาเเล้วสำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่นำส.ส.พรรคกิจสังคมสิบเเปดคนตั้งรัฐบาล โดยเเตะมือกับหลากพรรคมาร่วมงาน เเต่อายุการทำงานเพียงหนึ่งปีเศษ

เเต่คราวนี้อายุการทำงานของรัฐบาลใหม่คงจะไม่มาก ไม่น้อยไปกว่าปรากฏการณ์ที่บังเกิดในอดีต

เท่ากับว่าเกมเข้ารัฐสภานั้น เจ็ดพรรคขั้วต้านลุงตู่ยังเป็นเเผ่นเดียวกัน โดยดูจากสิ่งที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวหลังการจัดประชุมใหญ่ประจำปี 2562 ว่า “วันนี้เราให้คณะทำงานชุดต่างๆ ของพรรคเดินหน้าเต็มที่ หลังประกาศผลการเลือกตั้งเราพร้อมเป็นรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลจะทำหน้าที่ยืนยันจุดยืนเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเข้มแข็ง เรื่องกติกาที่มองว่าเป็นปัญหานั้น พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับประชาชนรวบรวมปัญหา เพื่อหาทางออกให้ประเทศหลุดพ้นจากกรอบที่ดึงไม่ให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ทั้งฉบับ โดยจะต้องพิจารณาระบบกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ กลไกล การตรวจสอบ ทั้งระบบ พรรคต้องร่วมกับประชาชนในการพิจารณาว่าอะไรเร่งด่วนที่สุดที่ต้องดำเนินการก่อน”

 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกระแสที่มีนายทหารยศพลเอก ชักชวนไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า “มีการส่งนายพลคนนั้นที่เป็นเพื่อนกับผมมาชวน ผมบอกไปว่าอย่าเสียเวลา กลับไปเถอะ ผมหาเสียงมาตลอด ทุกคนเข้าใจหมด เราไม่ใช่มาหากิน มาแสวงหาอำนาจ แต่เราจะมาดูแลประชาชน และพูดคำไหนคำนั้น อะไรถูกก็ไปทางที่ถูก จะไปในทางที่ผิดได้อย่างไร พรรคพลังประชารัฐมีใครกุมบังเหียนอยู่ทุกคนก็รู้ มันโกงมาตลอด จะไปอยู่กับมันทำไม”

 “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวว่า “ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมเจรจากับพรรค พปชร.ในการตั้งรัฐบาลนั้น ผมและว่าที่ ส.ส.ทุกคนในนามพรรค ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวผมเองไม่เคยไปเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ยืนยันว่า 1.ผมไม่มีความรังเกียจพรรค พปชร. ก็คนรู้จักกันทั้งนั้น 2.อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน จึงบอกว่าไม่ร่วม พูดมาตั้งแต่ต้น 3.ที่บอกว่าพรรคเราเปลี่ยน มีงูเห่า ยืนยันว่า ไม่ชัดเจนนะ”

 “ปิยบุตร เเสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ก็ยืนยันเเบบเเทงกั๊กว่า “ไม่มีงูเห่าสีส้ม เเต่สุดท้ายถ้ามันจะเกิดขึ้น อะไรก็ห้ามไม่ได้…”

ล่าสุดกระเเสข่าวลอยลมจากย่านเเจ้งวัฒนะ ยืนยันเบื้องต้นว่า น่าจะมีการรับรองผลการเลือกตั้งได้ เเม้จะมีหลากข้อกังขาจากหลายฝ่ายก็ตาม เเต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการให้ทันตามเงื่อนเวลา

“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” คีย์เเมนพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าในการตั้งรัฐบาลว่า “วันนี้เรามีพันธมิตรที่ชัดเจน แต่ทุกอย่างต้องรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะทุกคะแนนมีผลต่อการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค แต่เราเชื่อว่าด้วยเครือข่ายและแนวคิดในการเดินหน้าประเทศ พรรค พปชร.จะตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน ยอมรับตัวเลข 251 เสียงในการตั้งรัฐบาลเป็นตัวเลขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการขับเคลื่อนประเทศในรัฐสภา แต่เชื่อว่ามีคนที่อยากให้ประเทศเดินต่อ เพราะหากคลุมเครือจะกระทบต่อความเชื่อมั่น จึงเชื่อว่าทุกพรรคเข้าใจและจะตัดสินใจโดยคิดถึงบ้านเมืองเป็นหลัก”

“ขอรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะขณะนี้สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ชัดเจนและอยู่ในขั้นตอนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากตัวเลข 1 ถึง 2 ที่นั่งมีผลมากต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เเละเช่นเดียวกับกรณีกระแสข่าวซื้อตัวงูเห่าในราคา 100 ล้านก็ไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่มีการรับรองส.ส.และตัวเลขยังไม่นิ่ง โดยเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แยกแยะออกและไม่หลงเชื่อข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย”

เมื่อใจความหลักของข่าวสารที่ถูกส่งออกมาเเบบนี้จากคีย์เเมนของสองขั้ว มันบ่งชี้ว่าขั้วหนุนลุงตู่น่าจะดำเนินทุกกลยุทธ์ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ต่อ เเละมองได้ชัดขึ้นว่าเเรงประสานในทางลับนั้นมีจริงเเละไร้ข้อต่อรอง เพราะมีสิ่งเดียวที่ขั้วหนุนลุงตู่ถวิลหาคือดึงมาจากขั้วต้านลุงตู่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยให้บังเกิดเท่านั้น…
เเต่เมื่อถอดความเเล้วขั้วต้านลุงตู่นั้นน่าจะจับกันเเน่น หากโชคอำนวยก็ได้ตั้งครม.เเต่ดูเเล้วเหนื่อย ตอนนี้วางเเผนทำงานเป็นฝ่ายตรวจสอบเเล้วรอเวลาสอยรัฐบาลใหม่ก่อนกลับเข้าคูหาเพื่อหาจังหวะคืนชีพ…. เว้นเเต่จะมีอุบัติเหตุบางอย่างกับใครบางคนในบางพรรค เเละอาจมีอสรพิษหลากพันธุ์ไหลเลื้อยย้ายค่ายไปบ้างที่ยังมีเเรงใต้ดินต่อท่ออยู่

         เเต่เมื่อบวกลบคูณหารเเล้ว ขั้วหนุนลุงตู่กับตัวเลขนั้นไม่มีทางที่จะพ้นน้ำในระดับที่หายใจโล่ง เเม้จะตัดส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์บางคน ที่จะขึ้นไปเป็นเสนาบดี เเล้วเลื่อนลำดับรองๆ ขึ้นไปมาทำหน้าที่เเทน

เเต่การขยับในกลไกการทำงานของฝ่ายบริหารเเละฝ่ายนิติบัญญัติของขั้วหนุนลุงตู่คงจะเคลื่อนลำบาก เว้นเเต่ต้องหยดน้ำมันเครื่องเเละจารบีบ่อยๆ เพื่อให้จังหวะไม่ขัด

เเต่ค่าเเรงในการบำรุงรักษากลไกการทำงานครั้งหน้าสำหรับรัฐนาวาพปชร.น่าจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเเพงทีเดียว

“นปช.” สองทางแยก เพื่อแม้วหรือเพื่อจิ๋ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นปช.” สองทางแยก เพื่อแม้วหรือเพื่อจิ๋ว

23 เมษายน 2562 – 11:21 น.
พ่อใหญ่จิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,พรรคเพื่อชาติ,นปช,วีระกานต์ มุสิกพงศ์,ธิดา ถาวรเศรษฐ,เหวง โตจิราการ,ก่อแก้ว พิกุลทอง,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,ยูดีดีนิวส์-UDD news,๊UDD news,พรรคไทยรักษาชาติ,แกนนำ นปช,พีซทีวี,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,926 ครั้ง

ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ แกนนำ นปช.ได้แยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกปักหลักอยู่ชั้น 5 อาคารอิมพีเรียล ลาดพร้าว อีกกลุ่มแยกมาตั้งศูนย์ข่าว “ยูดีดีนิวส์-UDD”

          **********************

          วันอาทิตย์ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้มารวมตัวกันที่ศูนย์ข่าวยูดีดีนิวส์ ที่อาคารเอเวอรี่มอลล์ (นิวเวิลด์เดิม) สี่แยกแคราย นนทบุรี เพื่อร่วมงานรื่นเริงสงกรานต์ รดน้ำดำหัวแกนนำ นปช. นำโดย วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

          “วีระกานต์” ได้กล่าวกับคนเสื้อแดงว่า ตนพร้อมด้วยแกนนำที่มาปรากฏตัวในวันนี้ ยังเป็น นปช.และไม่คิดเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ไปเป็นอื่น 

ฟื้นภาคประชาชน

ดังที่ทราบกันตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ แกนนำ นปช.ได้แยกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกมี จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแกนนำ ปักหลักอยู่ชั้น 5 อาคารอิมพีเรียล ลาดพร้าว

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งแยกมาตั้งศูนย์ข่าว “ยูดีดีนิวส์-UDD news” อยู่แถวเมืองนนทบุรี โดยมีการจัดรายการทีวีออนไลน์ แพร่ภาพหลายช่องยูทูบ “UDD news Thailand”

หมอเหวง-ธิดา ในวันสงกรานต์คนเสื้อแดง

วันศุกร์ที่แล้ว “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปช. ได้พูดถึง “อนาคตภาคประชาชน” ซึ่งห้วงเวลา 5-6 ปีนี้ ภาคประชาชนเสื้อแดงถดถอย และถูกแบ่งแยกให้กลายเป็น “สีอื่น”

แกนนำ นปช. สายเพื่อแม้ว

“ธิดา” จึงหวังฟื้นฟูภาคประชาชนเดิมให้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีลักษณะเป็นแนวร่วมกว้างจริงๆ  ไม่ใช่เฉพาะ “จับมือกับพรรคการเมืองที่เราเคยรัก” หมายถึงต้องสร้างแนวร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย

ป้าธิดายังยึดแนวทาง “เพื่อคนแดนไกล” และแอบฝันสร้างขบวนการ “แดงอมส้ม” ในวันข้างหน้า

จิตอาสา“พีซทีวี”

จบเลือกตั้ง “จตุพร พรหมพันธุ์” กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ก็กลับมาปักหลักที่ร้านกาแฟ Peace Coffee ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนสำนักข่าว Peace News ก็ผลิตรายการทีวีออนไลน์เสนอข่าวตามปกติ ผ่านช่องยูทูบและทีวีดาวเทียม 

จตุพร สมัครเป็นจิตอาสา

เมื่อ 22 เมษายนนี้ ที่สำนักงานเขตพระนคร ถนนสามเสน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมแกนนำ นปช. ประกอบด้วย อารีย์ ไกรนรา, ยศวริศ ชูกล่อม, เกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ และธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ

เจ๋ง ดอกจิก ก็สมัครเป็นจิตอาสา

พ่วงด้วย รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และผู้ประกาศช่องพีซทีวี อย่าง อรุโณทัย ศิริบุตร, ณิชนันทน์ แจ่มดวง และกุลธิดา ช้วนกุล เดินทางไปลงทะเบียนสมัครเป็น “จิตอาสาเฉพาะกิจ” พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

แกนนำ นปช.สายเพื่อชาติ ยังเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมเป็นจิตอาสาโดยพร้อมเพรียงกัน

“จิ๋ว–ตู่”รัฐบาลเฉพาะกาล 

สำหรับท่าทีและเหตุบ้านการเมือง “จตุพร” พูดย้ำแล้วย้ำอีก แม้ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ก็คือทางตันของบ้านเมือง และทางออกประเทศไทยคือรัฐบาลแห่งชาติ

นับแต่ปีที่แล้ว “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมกันจุดพลุรัฐบาลปรองดอง และ “นายกฯ คนกลาง” มาแต่ก่อนมี พรฎ.เลือกตั้ง

พล.อ.ชวลิต กับภรรยาคนใหม่

 ระหว่างนักการเมืองหาเสียงคึกคัก “บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านพักแถลงเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง โดยพรรคการเมืองต่างๆ ต้องลืมความขัดแย้ง หันหน้ากลับมาสร้างรัฐบาลที่มีความสามัคคีเป็น “รัฐบาลเฉพาะกาล” ใช้เวลาไม่กี่เดือน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง

เล่ากันว่าก่อนสงกรานต์ “บิ๊กจิ๋ว” เชิญนักข่าวกลุ่มเล็กๆ ไปคุยกันที่บ้านพัก เพื่อบอกกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลคืบหน้าไปเยอะ เพราะได้พูดคุยกับแกนนำพรรคขนาดเล็ก 2-3 พรรค 

แม้ไม่เป็นข่าวใหญ่แต่ก็แชร์ว่อนสื่อโซเชียล ร้อนถึง “อาจารย์วันนอร์” ต้องควง “ทวี สอดส่อง” เลขาธิการพรรคประชาชาติ ออกมาแก้ข่าวว่าไม่ได้ไปตกลงอะไรกับใครที่ไหน เรื่องรัฐบาลเฉพาะกาล

เห็นมั้ยล่ะ..ฝีมือพ่อใหญ่จิ๋ว นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ก็ยังทำให้น้องนุ่งหรือคนใกล้ชิดต้องมาแก้ข่าว 

ม.44เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม.44เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

23 เมษายน 2562 – 10:50 น.
กสทช,ม44,5G,ประมูล
เปิดอ่าน 530 ครั้ง

โดย… ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

คำสั่ง คสช. ที่4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี

ในภาพรวมของคำสั่งมีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้แก่บริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูล

และทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ

ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย

จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลายพอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1.กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2.ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช.ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ.2540

3.การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้แก่บริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4.การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5.จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ. 2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ.2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ.2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6.การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจมากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7.การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ้อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ.2019 นี้ จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8.ด้วยความกังวลว่าหากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช.เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไปก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9.ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้นโอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10.ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัลช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11.สุดท้ายคำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลางมิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่าเอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช.ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน

หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน

เอ๊ะยังไง..ฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะล้มเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอ๊ะยังไง..ฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะล้มเลือกตั้ง

23 เมษายน 2562 – 09:35 น.
กระดานความคิด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,722 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

ถ้าเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทย ก็จะพบการขยายผลวาทกรรม “คัดค้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.” เกือบทุกสเตตัส

พรรคส้มหวานพยายามปูพรม “ข้อเสนอ” ที่เป็นรูปธรรม 1.ต้องปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐด้วย เพราะเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.ชัดเจน เหมือนกับการตั้งพรรคสามัคคีธรรม เพื่อต้องการสืบอำนาจของ รสช. เมื่อปี 2534

2.ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญของคสช. ที่ต้องการใช้เสียง ส.ว. เพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร ทุกพรรคที่ยืนยันกับประชาชนว่าจะยุติการสืบทอดอำนาจ ต้องยกมือรับรองรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอของพรรคการเมืองที่สามารถรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

พวกเขาพยายามปลุกกระแสต้าน “250 ส.ว.” ว่าเป็นผลไม้พิษของคสช. จึงต้องหาทางล้มเลิกไปให้หมดสิ้น ด้วยเสียงของผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกของประชาชน นั่นหมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560

วิธีคิดข้างต้นของผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ดูคับแคบและไม่ยอมรับกติกา เนื่องจาก “รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560” นั้น ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว โดยจัดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 มีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง

ถ้าไม่เป็นอัลไซเมอร์ทุกคนคงจำได้ว่าในการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่ 1.การรับรองร่างรัฐธรรมนูญว่าจะ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช … ทั้งฉบับ” 2.การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ ส.ว. มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

          ผลการลงคะแนนเสียงในประเด็นคำถามพ่วงนี้ปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะที่เสียงส่วนน้อย 10,926,648 คน (41.93%) ไม่เห็นด้วย

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (ส.ส.+ส.ว.)

หลังทราบผลคะแนนเลือกตั้งเบื้องต้นฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย พยายามชิงการนำ ด้วยเปิดการแถลงข่าวพันธมิตร 6 พรรค บวก 1 พรรค (พรรคเศรษฐกิจใหม่) เตรียมจัดตั้งรัฐบาล แต่จำนวนตัวเลขก็ไม่ถึง 375 เสียง หากต้องการโหวตเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

          ด้วยเหตุนี้จึงมีขบวนการปล่อยข่าวผ่านสื่อโซเชียลว่าเมื่อการเมืองถึงทางตันจะมีรัฐบาลปรองดอง มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เสร็จ ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

แนวคิดรัฐบาลปรองดองของฝ่ายต้านคสช. จะต่างจากรัฐบาลแห่งชาติของเทพไท เสนพงศ์ เพราะรัฐบาลเฉพาะกิจของฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้

ฉะนัั้นหน้าฉากพวกเขาจะเรียกร้องให้จัดตัั้งรัฐบาลตามกรอบกติกา แต่หลังฉากก็แอบหวังลึกๆ ว่าจะเกิดสถานการณ์เดดล็อกทางการเมือง และมีรัฐบาลพิเศษขึ้นมาบริหารประเทศ

          จะว่าไปแล้ววิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่มักง่ายก็อันตรายเสียยิ่งกว่าแนวคิดเผด็จการ 2.0 เพราะมุ่งที่ผลลัพธ์โดยไม่ใส่ใจเรื่อง “วิธีการ” ที่ได้มา 

‘รวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10

23 เมษายน 2562 – 08:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,ต้นรวงผึ้ง,ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10
เปิดอ่าน 2,516 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ‘ดับเครื่องชน’ โดย ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำ “โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ” มาแจ้งให้ทราบเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวไทย

นั่นคือจะมีการคัดเลือกถนนสำคัญ 76 จังหวัดและกทม. เพื่อปลูกต้นรวงผึ้ง โดยนายกรัฐมนตรีนำผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับ ‘ต้นรวงผึ้งพระราชทาน’ จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมานายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีร่วมปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทาน ณ สนามหน้าอาคารตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว

โอกาสนี้ขออนุญาตนำรายละเอียดข้อมูลต้นรวงผึ้งมาแจ้ง โดยนำรวบรวมมาเพื่อทราบดังนี้


ต้นรวงผึ้งเป็นไม้หอมและเป็นพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นของประเทศไทย พบมากทางภาคเหนือบริเวณป่าดิบชื้นสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ดอกรวงผึ้งจะมีสีเหลืองทอง เมื่อบานสะพรั่งจะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนและดูงดงามอร่ามตา เป็นพรรณไม้ของไทยที่มีคุณค่าทางด้านพฤกษศาสตร์ และเป็นต้นไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องจากต้นรวงผึ้งจะผลิดอกในช่วงวันพระราชสมภพ สีของดอกรวงผึ้งมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ ก็มักทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นสิริมงคล

ต้นรวงผึ้งดอกมีสีเหลืองเข้ม ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จัดเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทนแดด ลำต้นแตกกิ่งต่ำ ดอกรวงผึ้งจะส่งกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นของน้ำผึ้ง ตลอดทั้งวันมีสีเหลืองอร่ามดูโดดเด่นออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยง 5 แฉกติดกับโคนกลีบ และเป็นฐานรองกระจุกเกสรบานได้นาน 7-10 วัน ผลของต้นรวงผึ้งมีลักษณะเป็นทรวงกลม ผลแห้งและมีขน สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

ดอกรวงผึ้งจะบานสะพรั่งในเดือนพระราชสมภพกรกฎาคมทุกจังหวัดทั่วประเทศจะมีถนนที่เหลืองอร่ามด้วยดอกรวงผึ้งส่งกลิ่นหอมที่คล้ายกลิ่นน้ำผึ้งอบอวนตลอดทั้งวัน

ถ้ามีสวนสาธารณะปลูกต้นรวงผึ้งทั้งสวน ยามเมื่อดอกรวงผึ้งบานสะพรั่งเหลืองอร่ามเต็มสวนในเดือนกรกฎาคมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามยิ่งนัก

ต้นรวงผึ้งจะออกดอกครั้งละมากๆ หรือเต็มต้น เป็นต้นไม้ที่ปลูกในกลางแจ้ง เป็นพืชที่ชอบแดดและทนแล้งได้ดี สามารถขึ้นได้ดีทั้งในที่แห้งและค่อนข้างชื้น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมไม่ต้องการดูแลมาก ใบไม่ค่อยร่วง เป็นพันธุ์ที่มีระบบรากดี ไม่มีการหักโค่นของต้นไม้ขนาดใหญ่แม้จะเป็นกิ่งที่ได้รับจากการตอน

ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วม “โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ” โดยมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลรักษาและต่อไปต้นรวงผึ้งจะบานสะพรั่งสวยงาม

ขอให้รัฐบาลพิจารณาให้คนไทยทุกคนปลูกต้นรวงผึ้งคนละต้นในปีนี้ซึ่งเป็นปีมหามงคล ต่อไปจะมี ‘ต้นรวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 กว่า 70 ล้านต้น เท่ากับจำนวนพลเมืองประชาชนได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดี


จดหมายจากคุณ ‘ทองมา’ อินทร์บุรี ต่อไปนี้มีข้อเสนอแนะที่ดีมากๆ และขอร่วมสนับสนุนให้รัฐบาลพิจารณาโครงการรณรงค์ “7 วันไม่อันตราย” เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและอีกมากมายหลายสถานที่

โดยการออกกฎหมายพิเศษห้ามดื่มห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมาในช่วง 7 วันอันตราย เช่น เทศกาลสงกรานต์-ปีใหม่ ให้เกิดปรากฏการณ์ไม่ “7 วันอันตราย”

เราต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน โดยเริ่มที่คน อย่าไปโทษลมฟ้าอากาศหรืออื่นๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 7 วันไม่อันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้วท่ามกลางอากาศร้อนจัดกว่าทุกปี และที่ผ่านมามีผู้คนเดินทางไปทำบุญ ท่องเที่ยวมากขึ้น และมีข่าวว่า 7 วันอันตรายมีผู้เสียชีวิตลดน้อยลงแต่ก็เกือบ 400 คนและบาดเจ็บอีกเกือบ 4,000 คน

ผมว่าเราต้องหาทางรณรงค์ให้วันหยุดยาวไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์หรือปีใหม่เป็น ‘7 วันไม่อันตราย’ จะได้เป็นวันเวลาแห่งความสุข ปลอดภัยโดยแท้จริง

เท่าที่ติดตามข่าวปรากฏว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากเมาแล้วขับมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ครับ เพราะคนอื่นต้องมารับกรรม รับเคราะห์ เพราะพวกคนเมา-คนขาดสติแท้ๆ

ผมจึงอยากเสนอให้รัฐบาลออกกฎระเบียบพิเศษให้ช่วง 7 วันเป็นวันงดดื่มเหล้า สุรายาเมา โดยห้ามจำหน่าย ห้ามดื่มไปเลย
อย่ามาให้พวกขี้เมาอ้างว่าไม่ดื่มแล้วไม่สนุก แสดงว่าพวกนี้ไม่มีเหตุผล ผมอยากถามว่าไม่ดื่มแล้วจะลงแดงหรือหมดสนุกไปเลยหรืออย่างไร

สงกรานต์ผ่านไปแล้วต่อไปก็จะถึงวันหยุดยาวปีใหม่ขอให้รัฐบาลจัดโครงการ ‘7 วันไม่อันตราย’ โดยเร็ว
ทองมา (อินทร์บุรี)

‘ปค.-ตร.’สมานฉันท์ร่วมกันป้องปราบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369395?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปค.-ตร.’สมานฉันท์ร่วมกันป้องปราบ

22 เมษายน 2562 – 13:05 น.
สายตรวจระวังภัย,พตอศิรภพ อนุศิริ,พตทพฤฒ จำรูญศาสตร์,ปราบปราม
เปิดอ่าน 799 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ

พื้นที่บางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่มีมากกว่า 120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันความเจริญของสังคมเมืองผุดขึ้นราวดอกเห็น เพราะเต็มไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัย หมู่บ้านจัดสรร และห้างสรรพสินค้าต่างๆ มากมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตรากำลังพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ที่มีขนาดเท่าเดิมไม่เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ในเขตรับผิดชอบได้ทั่วถึง

ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว พ.ต.อ.ศิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.พฤฒ จำรูญศาสตร์ รองผกก.ป.สภ.บางบัวทอง จัดการวางแผนแสวงหากำลังสนับสนุนจากฝ่ายปกครองในพื้นที่ กระทั่งมีการเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนันทั้งหมดในเขตอำเภอบางบัวทอง มาลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจ เพื่อออกตรวจดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังและระงับเหตุร่วมกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.พฤฒ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.บางบัวทอง มีกำลังเพียง 70 นาย ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดูแลประชาชนทั้ง 4 ผลัด แต่กำลังพลไม่พอเพียงกับพื้นที่และจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งประชาชนในพื้นที่จริงและประชากรแฝง จึงได้แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายปกครองของอำเภอบางบัวทองทั้ง 7 ตำบล ก่อนจะเชิญกำนันผู้ใหญบ้านมาร่วมเป็นกำลังเสริมในการลงพื้นที่ตรวจตราดูแลประชาชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ

“เราทำงานในเชิงรุกแบบบูรณาการ คือเมื่อตำรวจที่เป็นฝ่ายนิติศาสตร์ ส่วนฝ่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะเป็นรัฐศาสตร์ ที่เข้าถึงปัญหา แก้ไขปัญหา เหตุซึ่งหน้าได้ทันถ่วงที ไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนนำไปสู่วิธีการสุดท้ายด้วยการตัดสินทางหลักนิติศาสตร์ของทางตำรวจ และนั่นเป็นจุดปลายเหตุของปัญหา” รอง ผกก.ป.สภ.บางบัวทอง ระบุ

จากผลของการทำงานร่วมกันมาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับฝ่ายปกครอง พ.ต.ท.พฤฒ บอกว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก นอกจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมีศักยภาพเข้าใจปัญหาในพื้นที่แล้ว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังมีสายข่าวในพื้นที่คอยแจ้งเบาะแสปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการทำงานร่วมกันได้อย่างสอดคล้องและลงตัวที่สุด โดยที่ผ่านมาสามารถระงับเหตุทะเลาะวิวาทบาดหมางกันได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุไม่ให้เหตุบานปลายไปสู่อาชญากรรมในขั้นรุนแรง เพราะหากใช้หลักนิติศาสตร์ตามตัวบทกฎหมายบังคับใช้ในกรณีเกิดเหตุเขม่นกัน หรือทะเลาะวิวาทกันระหว่างเพื่อนบ้าน ก็จะทำให้ปัญหาไม่จบ เนื่องจากมีฝ่ายหนึ่งชนะ ส่วนอีกฝ่ายกลายเป็นผู้แพ้ อาจส่งผลทำให้เกิดเป็นการผูกใจเจ็บต่อกันอีก แต่หากได้คนกลางอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายปกครองด้านรัฐศาสตร์ช่วยประสานให้เข้าใจซึ่งกันและกัน จบลงด้วยดี คดีก็ไม่เกิด ทั้งสองฝ่ายก็อาศัยอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ไม่เกิดความพยาบาทผูกใจเจ็บต่อกัน

พ.ต.ท.พฤฒ ยังบอกด้วยว่าหลังจากที่โครงการแสวงหาความร่วมมือนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้ จะมีการประชุมวางแผนหารือกันอีกครั้งเพื่อลดเวลาในการลงตรวจตราพื้นที่ร่วมกัน จากวันละ 8 ชั่วโมงลงมาให้เหมาะสม ไม่ไปเบียดเบียนงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจนเกินไป เพราะกำนัน ผู้ใหญบ้านเองก็ยังมีงานในฐานะฝ่ายปกครองที่ต้องปฏิบัติด้วย เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน ให้สอดคล้องซึ่งกันและกันว่า ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนควบคู่กันไป

ไม่ว่าตำรวจหรือฝ่ายปกครองล้วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีจุดประสงค์ของหน้าที่คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ถ้าสมานฉันท์ ร่วมกันป้องปราบ เชื่อว่าผลที่ได้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าต่างฝ่ายต่างทำ..!!

เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

22 เมษายน 2562 – 13:00 น.
พรบข่าวกรอง,หน่วยสืบราชการลับ
เปิดอ่าน 1,514 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การต่อสู้เพื่อจารกรรมความลับสุดยอดระดับโลกของ “ซีไอเอ” อเมริกา กับ “เคจีบี” รัซเซีย ถูกดัดแปลงเป็นหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังหลายเรื่อง จนพวกเราคุ้นเคยดีว่า “หน่วยสืบราชการลับ” หรือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีวิธีการล้วงความลับแบบวิจิตรพิสดาร เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมา ไม่รู้ว่าไทยก็แอบใช้วิธีแบบนี้หรือไม่?

แต่วินาทีนี้กฎหมายข่าวกรองใหม่ล่าสุด “เปิดช่อง” ให้ใช้วิธีนี้อย่างชัดเจนแบบไม่ผิดกฎหมายแล้ว!

ย้อนไปในอดีตการปฏิบัติการ “สืบข้อมูลราชการลับ” กระทำโดย “เจ้าหน้าที่สายลับ” จากหลายหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจกองปราบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หรือแม้แต่หน่วยปราบปรามคอร์รัปชั่น “ป.ป.ช.” หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่มีหน่วยงานหนึ่งที่เชี่ยวชาญการสืบเสาะหาข้อมูลลับ ชอบทำแบบเงียบๆ ไม่ชอบเป็นข่าว หรือไม่ชอบจัดแถลงข่าวหรือโชว์ผลงาน นั่นคือ “หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ”

หรือชื่อเต็มๆ เรียกว่า “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ถ้าชื่อย่อคนไทยทั่วไปเรียกว่า “จนท.ข่าวกรอง” ส่วนฝรั่งนานาชาติเรียกหน่วยงานนี้ว่า “เอ็นไอเอ” (National Intelligence Agency : NIA) ความเป็นมาของหน่วยข่าวกรองไทยนั้น เริ่มจากความกลัวอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ฝรั่งอเมริกากลัวว่าประเทศไทยจะไปเข้าข้างพวกรัสเซียหรือจีน ก็เลยทุ่มงบอัดฉีดเงินทุนเข้ามาตั้งหน่วยข่าวกรองแบบซีไอเอเมื่อปี 2493 เรียกชื่อว่า “คณะกรรมการลับ” หรือ “คณะกรรมการนเรศวร”

ถือเป็นช่วงสมัยเรืองอำนาจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ส่งต่อมาถึง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

“สายลับ” จนท.ข่าวกรองของไทยช่วงนั้น ทำงานแบบไม่ได้มีกฎหมายอะไรรองรับ มีหน้าที่รับคำสั่งโดยตรงจากนายพลท่านผู้นำประเทศอย่างเดียว ปฏิบัติการลับๆ มาเรื่อยๆ จนถึงปี 2502 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมวลข่าวกลาง” จนกระทั่งถึงสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จัดทำ “พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2528” และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ” (สขช.) มาจนถึงปัจจุบัน

โดยภารกิจที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายคือ การดำเนินการหาข่าวกรองเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมายและความเคลื่อนไหวของต่างชาติ หรือองค์การก่อการร้ายที่อาจกระทำการอันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการต่อต้านการกระทำที่มุ่งหมายจารกรรมความลับของชาติ ทำลายความมั่นคง การก่อวินาศกรรม และการก่อการร้ายต่างๆ

ผ่านไป 34 ปี หน่วยสืบราชการลับของไทยถูกตั้งคำถามมากมาย ว่าทำงานคุ้มเงินภาษีหรือไม่? เพราะไม่ค่อยมีผลงานประจักษ์หรือโดดเด่นให้ชื่นชมมานัก ทั้งผลงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุระเบิดสยองบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จนทำให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไป 20 คนและบาดเจ็บเกือบ 200 คน

จากวันนั้นเป็นต้นมา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พยายามปรับเปลี่ยนยุทธวิธีและยุทธศาสตร์การทำงานของสายลับรวมถึงพยายามเสนอแก้กฎหมายที่เก่าแก่คร่ำครึของตัวเอง โดยอ้างว่าไม่ทันต่อเทคโนโลยีข่าวสารโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและขออำนาจ “ดาบอาญาสิทธิ์” บางอย่างเพื่อให้การสืบหาข้อมูลเชิงลับทำได้สะดวกมากขึ้น

ในที่สุด “รัฐบาล คสช.” ของบิ๊กตู่ ก็รีบทิ้งทวนออกกฎหมายสายลับฉบับใหม่ให้ก่อนมีรัฐบาลพลเรือนเข้ามารับช่วงบริหารประเทศไทยต่อจากทหาร

“พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2562” มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา คำถามสำคัญคือ กฎหมายสายลับฉบับใหม่นี้จะช่วยการสืบหาข่าวกรองได้ผลกว่าเดิมหรือไม่

เริ่มจากคำนิยามความหมาย “การข่าวกรอง” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมาย กำลังความสามารถและความเคลื่อนไหว รวมทั้งวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่อาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคาม ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคง หรือประโยชน์แห่งรัฐ และให้รัฐบาลนำมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายแห่งชาติ

เปรียบเทียบความหมายจากกฎหมายเก่าแล้วไม่ได้มีความแตกต่างมากนัก แต่ที่น่าสนใจคือเพิ่มคำว่า “หรือประโยชน์แห่งรัฐ” ซึ่งคงต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าประโยชน์ด้านไหนบ้างและ “รัฐ” หมายถึง “รัฐบาล” หรือไม่อย่างไร

แต่ที่น่าสนใจคือการเพิ่มเติมนิยามความหมายของคำว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” จากเดิมที่ระบุไว้ หมายความว่า การใช้เทคนิคและการดำเนินกรรมวิธีทางเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง
ขณะที่กฎหมายใหม่มีคำว่า “ดักรับ” และ “สัญญาณวิทยุ” เข้ามาเพิ่มเติม!

เนื้อหาปรากฏอยู่ในมาตรา 4 ย่อหน้าสุดท้ายว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” หมายความว่า การใช้เทคนิคและ การดำเนินกรรมวิธีทางเครื่องมือสื่อสารด้วยการ “ดักรับ” การติดต่อสื่อสารทางสัญญาณวิทยุ เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของต่างชาติหรือองค์การก่อการร้ายอันอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ  นอกจากนี้ในมาตรา 6 ยังมีเนื้อหาส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากกฎหมายเดิม สรุปได้ดังนี้

สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา สั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ….

หมายความว่ามาตรา 6 เปิดกว้างให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีดาบอาญาสิทธิ์อันแหลมคมในการ ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือพวกเทคโนโลยีไฮเทคเพื่อ “จารกรรมข้อมูลหรือเอกสาร” ของใครก็ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ขอแค่ได้รับความเห็นชอบจาก “นายกรัฐมนตรี”!?!

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” วิเคราะห์ให้ฟังว่า จุดประสงค์ในการทำงานของ “หน่วยข่าวกรอง” เพื่อเสาะหาข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่แค่อินฟอร์เมชั่นหรือข้อมูลทั่วๆ ไป แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ได้รับการกลั่นกรองหลายชั้น ข้อมูลพวกนี้ต้องใช้วิธีไปขอจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน
“สมัยก่อนแค่แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักหน่วยข่าวกรองเขาก็อำนวยความสะดวกมอบข้อมูลให้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมาหลังๆ เทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป พอพวกเราไปขอข้อมูลก็ถามกลับมาว่า เอากฎหมายข้อไหนมาขอ หรือว่าอาจไม่ได้รับความร่วมมือแบบเดิม ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานเอกชน แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐด้วยกันเองนี่แหละที่มีปัญหาแบบนี้ อย่าลืมว่า กฎหมายของเราเก่ามากแล้วถ้าไปเปรียบเทียบกับพวก ป.ป.ส. ปปง. ดีเอสไอ ฯลฯ กฎหมายพวกนี้ระบุไว้เลยว่าหน่วยงานต่างๆ มีภาระหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ปี 2562 ได้ระบุชัดเจนไปเลยว่าสำนักข่าวกรองมีอำนาจในการสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารมาให้ภายในเวลาที่กำหนด และถ้าไม่ให้โดยเหตุผลอันสมควรก็ไปบอกนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเข้ามาจัดการได้ด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจในกฎหมายฉบับใหม่และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคือ การระบุให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่นำข้อมูลความลับไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นในมาตรา 8 บอกเลยว่าข้อมูลข่าวสารที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติได้รับมาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้จะเปิดเผยไม่ได้เว้นแต่เปิดเผยต่อนายกรัฐมนตรี หน่วยข่าวกรอง หน่วยงานความมั่นคง หรือตามคำสั่งศาลเท่านั้น หากใครทำผิดเอาความลับไปเปิดเผยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

“ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะการเอาข้อมูลข่าวกรองไปเปิดเผยหรือไปขายความลับให้คนอื่นเป็นความผิดร้ายแรง ที่ผ่านมาไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้ สิ่งที่ผู้บริหารมักทำคือลงโทษตามระเบียบราชการทั่วไป ส่วนใหญ่หัวหน้ารู้ดีว่าใครทำความลับรั่วไหล ต่อไปนี้การลงโทษจะชัดเจนมากขึ้น”

ไม่ใช่เฉพาะบทลงโทษเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่กฎหมายฉบับนี้ยังให้ “เงินพิเศษ” เพิ่มด้วย เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีไฮเทคขั้นสูงนั้นอาจต้องใช้เหล่าสปายหรือสายลับ 007 ผู้มีความสามารถพิเศษในการเจาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งราคาค่าตัวหรือค่าจ้างคงไม่เหมือนข้าราชการธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
มาตารา 10 เปิดทางไว้ว่าเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองของรัฐให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในงานด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน…ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบ

จากนี้ไปคนไทยจะเริ่มคุ้นเคยกับชื่อย่อของ “ศป.ข.” หรือศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ศป.ข” จะไม่ทำให้ชาวไทยผิดหวัง หลังได่รับดาบอาญาสิทธิ์ตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอำนาจในการ “ดักรับสัญญาณต่างๆ” จากนี้ไป “จนท.ข่าวกรอง” หรือ “สายลับ NIA” ควรมีผลงานเชิงประจักษ์ในการสืบราชการลับหาข่าวกรองการก่อการร้าย หรือการก่อเหตุวินาศกรรมความรุนแรงอื่นๆ

อย่าให้ “ดาบ” กับ “เหรียญเงินพิเศษ” ที่ประชาชนมอบให้ กลายเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์แบบหน่วยงานราชการลับอื่นๆ ในประเทศไทย!

 อำนาจหน้าที่ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ”!
1.ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสารและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
2.ติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

3.กระจายข่าวกรองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
4.ศึกษา วิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

5.เป็นศูนย์กลางประสานกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศ
6.เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกิจการการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองกับหน่วยข่าวกรองของต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ

7.เสนอแนะนโยบายและมาตรการ ตลอดจนให้ข้อมูล คำแนะนา และคำปรึกษาด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

8.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย

‘7 วันอันตราย’..หรือนโยบาย’รูทีน’!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369398?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘7 วันอันตราย’..หรือนโยบาย’รูทีน’!?

22 เมษายน 2562 – 11:05 น.
7วันอันตราย,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 532 ครั้ง

รายงาน…

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับช่วง 7 วันของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” หรือเป็นที่เข้าใจกันทั่วว่า “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน ซึ่งบทสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลสงกรานต์ 2562

ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) โดยการดำเนินงานของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ออกมาแถลงยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,338 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 386 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,442 คน
จากบทสรุปของตัวเลขดูเหมือนจะเป็นสัญญาณดีแบบบางๆ เมื่อยอดผู้เสียชีวิตลดลง 32 ราย รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุและยอดผู้บาดเจ็บก็ลดลง หากนำสถิติไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 ที่เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง เสียชีวิต 418 ราย บาดเจ็บ 3,897 คน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเอามาเทียบกับสถิติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่ย้อนกลับไปไม่นานราวๆ 3 เดือนครึ่ง ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2561-2 มกราคม 2562 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน ก็จะเห็นว่ายอดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แม้วันนี้ตัวเลขการสูญเสียจะลดลงตามนโยบายรัฐบาล คสช. ทหาร ตำรวจ และจิตอาสา ซึ่งปัจจัย 3 ด้านที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงเป็น 1.ขับรถเร็วเกินกำหนด 2.ดื่มแล้วขับ หรือเมาแล้วขับ และ 3.การตัดหน้ากระชั้นชิด โดยเฉพาะ “เมาแล้วขับ” ยังคงเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บและสูญเสียมากที่สุด

โดยสังคมส่วนหนึ่งหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ เพราะในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะอุบัติเหตุทางถนน จึงต้องไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุขให้กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความตายของหลายครอบครัว ดังนั้นจุดอ่อนข้อบกพร่องที่ผ่านมาของแต่ละปีจะถูกมานำวางแผน และกำหนดมาตรการด้านกฎหมายอย่างไร การเมาแล้วขับต้องแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้หนักขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ นโยบายที่เป็นเพียงแค่ “คำขู่” ก็จะทำให้ยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย เป็นเพียงตัวเลข “รูทีน” ที่ผ่านมาแล้วจบไปพร้อมกับช่วงเทศกาลสำคัญ

ทั้งนโยบายรัฐบาลและมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นส่งผลให้ตัวเลขอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ามองดูสถิติที่ปรากฏก็ยังถือว่ามีตัวเลขที่สูง ยิ่งตอนนี้สังคมจับจ้องไปที่ “สิงห์นักดื่ม” ถ้าขับแล้วเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสูญเสีย คนที่อยู่ข้างหลังก็ต้องมาทุกข์ด้วย แต่ถ้าขับไปชนทำให้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วยต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ น่าจะยิ่งทุกข์กว่าเป็นหลายเท่าตัว

สำหรับการดำเนินการกับคนเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ยอดสะสมสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน มีจำนวนทั้งสิ้น 12,597 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 12,192 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.7 คดีขับเสพ จำนวน 386 คดี คิดเป็นร้อยละ 3.06 คดีขับรถประมาท จำนวน 19 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.15 ส่วนยอดสะสมกรณีที่ศาลสั่งใช้อุปกรณ์อีเอ็ม มีจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 478 ราย คดีขับเสพ จำนวน 2 ราย โดยส่วนใหญ่กำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่พักอาศัยตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เป็นเวลา 7-15 วัน คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวจำนวน 4 ครั้ง พร้อมทั้งทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันเทศกาลสงกรานต์ปีนี้รัฐบาลจะมีมาตรการใหม่เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่ออกมาจากปาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม โดยเฉพาะการให้ “ยาแรง” ปรามจำพวกคน “เมาแล้วขับ” ถ้าไปชนคนอื่นตายให้ตำรวจตั้งข้อหา “เจตนาฆ่า” แต่ถ้าบาดเจ็บสาหัสก็ตั้งข้อหา “พยายามฆ่า” โดยใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายอาญา ในส่วนของ “เจตนาเล็งเห็นผล” ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มโทษให้ผู้กระทำความผิด ไม่ติดเงื่อนไขลดโทษจนศาลให้ “รอลงอาญา” และไม่ต้องติดคุกจริง ทั้งๆ ที่ทำคนตาย

คล้อยหลังจากให้นโยบายได้เพียงสองวันก็เกิดเหตุตัวอย่าง เมื่อ “รองตี๋” พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รองผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เเละ นางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล ผู้เป็นภรรยา ต้องเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่ ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มี นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เสี่ยใหญ่เจ้าของธุรกิจอะไหล่ยนต์เป็นคนชน โดยควบรถเบนซ์มาด้วยความเร็วจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ 260 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ด้านกฎหมาย จึงไม่รีรอเข้าไปควบคุมการทำสำนวนสอบสวนด้วยตัวเองในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะมีการแจ้ง 6 ข้อหาหนักกับ นายสมชาย ผู้ก่อเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นเป็นข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ทว่าปัญหาคำว่า “เจตนาเล็งเห็นผล” ต้องมีเจตนาทำให้ผู้อื่นตายเสียก่อน ส่วนการขับรถขณะเมาเพื่อกลับบ้านหรือจะไปที่แห่งหนไหนต่อ จะพิสูจน์เจตนาผู้กระทำได้อย่างไรว่าเขาเจตนาฆ่า เพราะจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเรื่องความประมาท และนี่คงเป็นเหตุผลของศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ไม่รับฝากขังผู้ต้องหาเมาซิ่งเบนซ์ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ที่เขาเป็น “มัจจุราช” พรากชีวิตครอบครัว “รองตี๋”

เกี่ยวกับประเด็นนี้มือกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่า การที่เราเเจ้งทั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลเเละเมาเเล้วขับไปด้วยกัน เนื่องจากการที่เราเเจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองไปแล้ว เมื่อสำนวนถูกส่งไปให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี หรือถูกส่งไปในชั้นศาลเเล้ว ศาลย่อมสามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ต้องหาจะทำให้ศาลสามารถลงโทษในสถานใดได้บ้าง ถ้าศาลพิจารณาเเล้วพบว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหาเข้าข่ายที่จะเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลได้ ศาลก็จะลงโทษจำคุกในความผิดนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต ส่วนถ้าศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหานั้นเป็นการกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย ก็สามารถลงโทษจำคุกได้ถึง 10 ปี

“เเต่ถ้าเราไม่เเจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลไป ถ้าศาลเห็นว่าพฤติกรรมเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลก็จะไม่สามารถลงโทษได้ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนก็จะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆรวมถึงพยานเเวดล้อมเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการฟ้องต่อศาล ส่วนพนักงานอัยการหรือศาลจะมีความเห็นอย่างไรเป็นดุลพินิจ ซึ่งระยะเวลาว่าจะสรุปสำนวนเมื่อไหร่นั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุอีก เเต่เราจะทำโดยเร็วที่สุด เเละไม่ให้เกิน 3 เดือน ภายในเวลาฝากขัง 84 วัน ที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎหมาย” พล.ต.อ.วิระชัย ระบุ

พล.ต.อ.วิระชัย อธิบายเพิ่มเติมถึงการแจ้งข้อหาชนิดใช้ยาแรงตามนโยบายของรัฐบาล ว่าคดีนี้ผู้ต้องหาดื่มสุรามีปริมาณเเอลกฮอล์สูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งขับรถออกจากจุดที่ดื่มเพียง 400 เมตรก็เกิดอุบัติเหตุ วิเคราะห์จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาก็จะต้องทราบอยู่เเล้วว่าจะต้องเมา เเละเมื่อเมาก็จะไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้เเละไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมขับรถ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการขับรถขณะเมาสุราโดยไม่มีสติไปตามถนนที่เเคบ ย่อมเล็งเห็นผลอยู่เเล้วว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงเเจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล และเรื่องนี้ทางพนักงานสอบสวนมีการปรึกษากับพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อส่งอัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เราก็ยังมีเเนวทางที่จะปรึกษากับทางสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อจะเสนอเเก้ไขอัตราโทษเมาเเล้วขับเเล้วทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเเละถึงเเก่ความตายต่อไป

ต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะถอดบทเรียนและผลการปฏิบัติงานนำไปบูรณาการ จัดทำแผนการป้องกันอุบัติเหตุ มาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและลดสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลได้ขนาดไหน ที่จะไม่ถูกมองว่านี่เป็นแค่งานรูทีนช่วง 7 วันอันตราย..!!