137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

25 เมษายน 2562 – 11:35 น.
กระบวนการยุติธรรมไทย,ศาลยุติธรรม,ศาลดิจิทัล,Digital Court,สราวุธ เบญจกุล,ประธานศาลฎีกา
เปิดอ่าน 2,233 ครั้ง

โดย…  เกศินี แตงเขียว

“21 เมษายน” ของทุกปี นับเป็นวันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นวันที่ “ศาลยุติธรรม” ได้ปฏิรูปขึ้นครั้งแรกในดินแดนสยาม เมื่อปี 2425 จนถึงวันนี้ 137 ปีแล้ว ที่ “ศาลยุติธรรม” เคียงคู่กับสังคมไทย ใช้อำนาจตุลาการ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสงบสุข ให้เกิดกับพลเมืองไทยทุกคน ด้วยการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าเทียม เป็นธรรม

แล้วในวันที่สังคม กำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) 4.0 “ศาลยุติธรรม” ต้องขยับตัวให้เข้าสู่วิถีด้วย ซึ่งในปีที่ 137 นี้ “ชีพ จุลมนต์” ประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ประมุขสูงสุดการใช้อำนาจตุลาการ ได้ส่งเสริมแนวคิดให้ผู้พิพากษา-บุคลากรในศาลยุติธรรม พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี สร้างช่องทางให้ประชาชนทุกสถานภาพ เข้าถึงความยุติธรรม ด้วยความสะดวก-รวดเร็ว โดย “ประธานศาลฎีกา” ประกาศชัดเจน ยุทธศาสตร์พัฒนาศาลยุติธรรม เป็น “ศาลดิจิทัล” Digital Court ในปี 2563

ซึ่ง “สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เผยถึงโรดแม็พ แผนพัฒนา “ศาลดิจิทัล” ที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เริ่มแล้วและกำลังเริ่ม
1.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พัฒนาระบบไอทีสร้างฐานข้อมูลหมายจับ-หมายค้น ซึ่งปัจจุบัน 11 สน. สังกัด บก.น.2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ทำได้ 100% แล้ว โดยเวลาจะยื่นขอหมายจับ ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบออนไลน์ ที่จะบันทึกรายละเอียดการขอหมายจับรวมทั้งคำสั่งศาลแบบไฟล์ออนไลน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถกดดูในระบบได้แบบเรียลไทม์ จากเดิมการขอหมายจะเขียนทุกอย่างในกระดาษยื่นเป็นเอกสาร โดยอนาคตอีก 2 เดือน จะขยายฐานข้อมูลไปสถานีตำรวจอื่นๆ ในสังกัด ตร.

“หากทำได้ครบทั่วทั้งประเทศ จะเป็นความก้าวหน้าในการบูรณาการข้อมูล ระหว่างหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมได้ ที่จะเช็กข้อมูลง่าย สะดวกขึ้น และเสริมประสิทธิภาพภารกิจการจับกุมดียิ่งขึ้นตามไปด้วย เพียงแค่กดปุ่มดูข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้ทราบว่าบุคคลที่พบน่าสงสัยนั้นเป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับหรือไม่”

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็กำลังหารือกันว่า จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลกรณีเมื่อศาลมีคำสั่งกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหา/จำเลยเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งรอเพียงความพร้อมจากฝั่ง ตม. ที่จะสร้างระบบพร้อมลิงค์ข้อมูลจากฝั่งศาลยุติธรรมเท่านั้น ถ้าเมื่อใดที่ศาลมีคำสั่งการห้ามเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ต่อไประบบจะทำให้ ทุกด่าน ตม.ทั่วประเทศได้รับทราบข้อมูลทันทีภายในเวลารวดเร็วแบบเรียลไทม์กดดูข้อมูลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งจะเป็นการป้องกันการอาศัยช่องว่าง เดินทางหลบเลี่ยงไปทางด่านต่างๆ ในช่วงที่ ตม.ยังไม่รับทราบคำสั่งศาล ในอดีตกระบวนการแจ้งข้อมูลเหล่านี้จะทำเป็นเอกสารส่งผ่านระบบหนังสือราชการ ก็อาจจะใช้เวลาข้ามวัน ดังนั้นการสร้างฐานข้อมูลรูปแบบออนไลน์ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสกัดการเดินทางออกนอกประเทศ ของผู้ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว

ส่วน “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (DSI) เวลานี้ ก็ประสานให้ศาลจัดวิทยากร เข้าไปอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ส่วนการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลดีเอสไอก็ทำได้ 100% พร้อมที่จะใช้งานแล้ว ขณะที่ “กรมราชทัณฑ์” ก็กำลังศึกษาระบบในส่วนฐานข้อมูลเรื่องหมายขัง-หมายปล่อย เวลานี้ก็อยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพราะต้องเขียนโปรแกรมระบบมารองรับ ส่วน “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กรมการปกครอง ก็เห็นด้วยกับแนวคิดการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหมายจับนี้เช่นกัน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ

2.การพัฒนาระบบไอที สร้างความสะดวกให้คู่ความ e-Notice System ระบบส่งเอกสารและประกาศนัดไต่สวนหน้าเว็บ แทนการลงประกาศในหนังสือพิมพ์และหน้าศาล ประชาชนก็ประหยัดค่าใช้จ่าย-ลดขั้นตอนเวลาด้วย ซึ่งลงแล้ว 39,616 ประกาศ

– ระบบ ClOS บริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมทั่วประเทศ 253 ศาล ช่วยในการติดตามคดี-คัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีแบบออนไลน์
– การเชื่อมโยงข้อมูลกรมบังคับคดี เรื่องหมายบังคับคดี ผ่าน Web Service, การเชื่อมโยงข้อมูลกรมคุมประพฤติ, การสืบเสาะประวัติและพินิจจำเลย ใน 246 ศาล
– ระบบสืบพยานทางไกลผ่านจอภาพ (Teleconferencing System), ระบบสืบพยานทางจอภาพเพื่อลดการเผชิญหน้า (Reduce Confrontation System), ระบบการบันทึกการพิจารณาคดีโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Hearing Recording System), ระบบตรวจสอบติดตามการมาศาลของพยาน และการตอบรับเข้าร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผ่านระบบ QR Code
– จัดงบประมาณ 177 ล้านบาท ติดกล้องวงจรปิดที่ห้องพิจารณาคดีในศาลทั่วประเทศให้เสร็จปี 2562 เพื่อรักษาความปลอดภัย ใครจะมาทำมิดีมิร้ายในศาลไม่ได้แล้วเพราะสามารถนำภาพ-เสียงนั้นมาดำเนินคดีได้
– การทำเอ็มโอยูกับธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงระบบบริการชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล e-Filing กับศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ให้คู่ความสะดวกชำระเงินผ่านธนาคารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

3.พัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า e-Arbitration ใช้งบ 27 ล้านบาท สร้างระบบการบันทึกข้อมูลทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ระดับมาตรฐานระดับสากล โดยซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ ซึ่งเดือนพฤษภาคมนี้ จะได้เห็นระบบอนุญาโตฯ ไทย ทันสมัยเทียบเท่าสากลและเสริมสร้างประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

4.พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมต่างๆ เช่น การอบรมผู้พิพากษาสมทบ, ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย, ผู้ประนอมข้อพิพาท เน้นผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้มากขึ้น ส่งสัญญาณภาพเสียงไปศาลทั่วประเทศ ก็จะลดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ซึ่งมีบุคลากร 10,000 กว่าคนที่จะต้องเข้าฝึกอบรมต่อเนื่อง และยังใช้ไอทีในการจัดประชุมผ่านระบบ Streaming หรือ Facebook Live ด้วย การพัฒนาระบบรายชื่อติดต่อในองค์กร เป็น e-phonebook ลดการใช้กระดาษ

5.พัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของศาลยุติธรรม ในแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ Inside COJ มีสมาชิก 27,368 คน ก็มีทั้ง V LOVE COJ เป็นช่องทางการรับฟังความคิดเห็น, COJ Alerts ใช้แจ้งข้อมูลทันทีที่มีเหตุด่วน คดีสำคัญ ผอ.ศาลแต่ละแห่ง จะรายงานข้อมูลตรงแบบเรียลไทม์ให้ประธานศาลฎีกา, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และโฆษกศาลยุติธรรม รู้ทันที และยังสามารถค้นหาเขตอำนาจศาลแต่ละแห่ง-ข้อมูล กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

ขณะที่บทบาทหน้าที่ “ศาล” ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หลักความเป็นอิสระจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ไอที “137 ปีศาลยุติธรรม” ก็ได้พัฒนาหลักความเป็นอิสระขึ้นอีกก้าว โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คนซึ่งมีหน้าที่ร่วมดูแลบัญชีโยกย้าย การพิจารณาโทษผู้พิพากษา ที่เดิมให้ ส.ว.เป็นผู้เลือก ก็เปลี่ยนให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศเลือก ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ และเป็นบทบาทที่สังคมได้รับการคุ้มครองด้วย เพราะถ้า ก.ต.มีหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา มีความอิสระอย่างแท้จริง ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับของเวทีสากลด้วย

นอกจากความเป็นอิสระตุลาการที่ได้พัฒนาแล้ว ในการคุ้มครองสิทธิประชาชนที่เป็นคู่ความ และการสร้างความสะดวก ศาลก็ได้พัฒนาก้าวตามกันไปด้วย เรื่องใหม่ คือ 1.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สนช.เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ….” ซึ่งมาตรา 6 ให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ว่าบทบัญญัติกฎหมายใดซึ่งมีโทษทางอาญา โทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ฝ่าฝืนนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรืออาชีพ เป็นภาระแก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้น ในอดีตไม่มีกฎหมายใดเปิดช่องให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำเช่นนี้ได้

ยกตัวอย่างคดีในอดีต เช่น ซาเล้งเก็บซีดีเก่ามาขาย ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้เช่น 200,000 บาท ก็ต้องลงโทษปรับตามนั้น แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ บังคับใช้แล้ว ระหว่างการพิจารณาคดีใดหากเห็นว่ากฎหมายนั้นจะมีข้อต้องส่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม ซึ่งหากยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในเรื่องนั้น ศาลที่กำลังพิจารณาคดีสามารถเสนอได้ และหากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เป็นธรรม ศาลนั้นจะไม่ลงโทษเลย หรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ โดยขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้

2.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 ศาลเริ่มใช้ “ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยระยะเวลาในการจัดพิมพ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น พ.ศ.2562” กำหนดเวลาชัดเจนให้คู่ความคัดถ่ายคำพิพากษาหลังจากมีการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นแล้วได้ภายใน 7 วัน โดยระเบียบนี้สอดคล้องกับแนวคิดการปฏิบัติที่ดีที่สุด Best Practice ของธนาคารโลก เรื่องความมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดี Case Management ของศาล ที่ต้องกำหนดระยะเวลามาตรฐาน Time Standard โดยการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวยังจะส่งผลต่อรายงานการประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจ Doing Business ของธนาคารโลกที่จะทำขึ้นทุกปี เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรมไทยในระดับสากลอีกด้วย

3.การให้อำนาจ “ศาลฎีกา” พิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระตาม “ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561” ที่ออกมารองรับรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 219 บัญญัติให้องค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ

4.การเปิดศาลแขวงเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง คือ ศาลแขวงระยอง, ศาลแขวงภูเก็ต, ศาลแขวงเชียงราย, ศาลแขวงบางบอน, ศาลแขวงราชบุรี เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อคู่ความในคดี โดยเมื่อคดีเข้าสู่ศาลมีจำนวนมาก การจัดแยกประเภทคดีเล็กน้อยจะทำให้การทำคดีรวดเร็วมากขึ้น เปรียบเทียบเหมือนโรงงานก็จะมีการแยกสายการผลิต ซึ่งคดีที่มีอัตราโทษเล็กน้อยหากฟ้องแล้วรับสารภาพก็จะตัดสินเสร็จได้เลย ถ้าปล่อยให้คดีโทษเล็กน้อย พิจารณาไปในศาลเดียวกันกับคดีที่มีอัตราโทษสูงทั้งที่วิธีพิจารณาคดีศาลแขวงแตกต่างกันกับศาลจังหวัดก็จะทำให้คดีเสร็จล่าช้า

5.การเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และภาค 1-9 ครบทั้ง 10 แห่ง เรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 นั้น โดยใช้ระบบวิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวน ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการคุ้มครองประชาชนที่จะดำเนินการกับคดีที่มีการทุจริต ประพฤติมิชอบ

6.การปรับปรุงกระบวนการตัดสินคดีในเวลาที่ไม่ล่าช้า โดยประธานศาลฎีกา ประกาศนโยบายการดำเนินคดีว่า ศาลชั้นต้น ตั้งแต่รับคดีต้องทำให้เสร็จไม่เกิน 2 ปี ศาลอุทธรณ์จะต้องไม่เกิน 6 เดือน และศาลฎีกา จะไม่เกิน 1 ปี

7.เรื่องการคืนเงินในคดี ที่ได้กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน พร้อมกับเปลี่ยนระบบที่คืนเงินจากเดิมด้วยการสั่งจ่ายเช็ค เป็นการเข้าบัญชีของคู่ความเลย ก็จะลดขั้นตอนต่างๆ ทำให้คู่ความได้รับเงินคืนในเวลารวดเร็วและยังป้องกันการทุจริตด้วย

8.โครงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลอีเอ็มที่นำมาช่วยเสริมการกำกับดูแลการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย ที่ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์พอวางเป็นหลักประกัน ก็แจ้งความประสงค์ขอพิจารณาติดอุปกรณ์นี้ได้

9.การแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ขยายเพดานอัตราโทษจำคุก ที่จะให้ศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน จากเดิมที่กำหนดไว้คดีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ก็เป็นคดีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

10.การแก้ไข ป.วิ.อ.ฉบับที่ 34 พ.ศ.2562 มาตรา 161/1 เรื่องใช้สิทธิการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาโดยไม่สุจริต ซึ่งหากปรากฏต่อศาลว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ก็ให้ศาลยกฟ้องได้และห้ามโจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก โดยศาลเสนอแก้ไขกฎหมายนี้ เพราะศาลได้เจอปัญหาเอง ที่มีคนมาใช้สิทธิทางศาลแกล้งฟ้องกันจำนวนมาก ดังนั้นมาตรานี้จะเป็นกลไกสำคัญป้องกันผู้ที่ถูกฟ้องโดยไม่สุจริตจะได้รับความคุ้มครอง

11.การตั้ง “ศูนย์อำนวยความยุติธรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบริหารจัดการล่ามแปลภาษา” ทั้งกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นชาวต่างชาติ หรือพิการทางการฟัง ก็จัดล่ามผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ซึ่งมีล่ามมากกว่า 10 ภาษา ล่ามผู้แปลภาษาสะดวกไม่ต้องเดินทางไปยังศาลจังหวัดต่างๆ ส่งผลให้คดีเกิดความรวดเร็ว ไม่ต้องเลื่อนคดีเพราะรอการจัดหาล่ามแปลภาษาด้วย
“สราวุธ” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังย้ำถึงเป้าหมายใหญ่ของศาลยุติธรรมในปี 2563 ที่จะพัฒนาระบบให้เป็น D-Court ว่า สิ่งที่สำคัญบุคลากรต้องยกระดับศักยภาพให้มีความพร้อมและทักษะในการใช้เทคโนโลยีระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน 3 อย่างทั้ง Software-Hardware-Peopleware ที่มีความสำคัญมากแล้ว ก็ยังจะต้องมีเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง Cybersecurity ซึ่งเป้าหมาย D-Court นั้นจะเสริมสร้างประสิทธิภาพการพิจารณาพิพากษาคดีให้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย ให้ความสะดวกประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Faster And Better Service โดยในปี 2564 เราจะทำให้เป็น Effective สร้างประสิทธิภาพมีมาตรฐานระดับสากล

“ในส่วนความเป็นประชาธิปไตยนั้น 137 ปีศาลยุติธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมตลอดมาในการทำหน้าที่ บทบาทของตุลาการก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งเป็นเสาหลักอันหนึ่งในการรักษาประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของรัฐ โดยอำนาจตุลาการก็เป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย เช่นเดียวกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งผู้พิพากษาทุกคน ตระหนักดีถึงการปฏิบัติหน้าที่และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นอิสระ และทำด้วยความถูกต้อง-สุจริต-เป็นธรรม เป็นสำคัญ”

มือปราบคู่บัลลังก์ศาล ล่าผู้ต้องหา-คนหนีคดี
ที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นใจต่อระบบการรักษาความปลอดภัยของศาลยุติธรรม ก็คือ ออก “พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจ พ.ศ.2562” (ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ววันที่ 16 เม.ย.62) โดยกฎหมายนี้ เรียกง่ายๆ ทั่วไปว่า คอร์ทมาร์แชล (Court Marshal) ก็ได้ โดย “เจ้าพนักงานตำรวจศาล” จะดูแลเรื่องความเรียบร้อยปลอดภัยในบริเวณศาล และยังมีอำนาจหน้าที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา/จำเลยที่หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวของศาล หรือผู้ที่ฝ่าฝืนหมายเรียกของศาลด้วย ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งตอนนี้มีการคัดเลือก “ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย” คอร์ทมาร์แชลคนแรกแล้ว จากผู้สมัคร 14 คน เลือกได้ ผกก.บก.ส.3 จากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นผู้ที่สมัครมาจากสังกัดสันติบาล เราเลือกจากทุกคนใครก็ได้ที่มีคุณภาพพิจารณาหลายองค์ประกอบ เราต้องการเลือกคนเก่ง-คนดี มาทำงาน ไม่มีเด็กฝากของใคร เพียงแต่การคัดเลือก ผอ.ศูนย์ฯ เมื่อได้ตำรวจจากสันติบาล ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะงานสันติบาลผ่านงานอารักขาบุคคลสำคัญและเรื่องข้อมูลข่าวสาร เรียกว่ามีทั้งความเชี่ยวชาญและทักษะความรู้ ซึ่ง ผอ.ศูนย์ฯ นี้ ยังต้องรับผิดชอบ “ศูนย์ควบคุมติดตามด้วยระบบกำไลอิเล็กทรอนิกส์อีเอ็ม” ด้วย ในการติดตามผู้หลบหนีประกัน (ข้อมูล ณ เดือน เม.ย.62 มีจำนวนผู้หลบหนี 250 คน) ซึ่งอัตรากำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลปีแรก กำหนดไว้ 39-40 อัตรา ในเวลา 5    ปีจะมีให้ได้ครบเต็มอัตรา 109 อัตรา งบ 316.98 ล้านบาท

‘นายกฯรักษาการ’ เรื่องไม่คาดฝัน ‘ธนาธร’ต้องตอบ!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯรักษาการ’ เรื่องไม่คาดฝัน ‘ธนาธร’ต้องตอบ!!

25 เมษายน 2562 – 10:45 น.
นายกรัฐมนตรีรักษาการ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคประชาชาติ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 10,451 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง    โดย…   พลซุ่มยิง

 เถียงไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ

รู้ๆ กันอยู่ ‘บุรีรัมย์’ ถิ่นใคร?? มีความสัมพันธ์ยังไงกับรัฐบาลคสช.แค่ยกหู ‘กริ๊ง’ เดียว ข้อมูลการเข้าออกพื้นที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในระหว่างไปช่วยลูกพรรคหาเสียง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ก็อยู่ในมือและส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียบร้อยแล้ว
‘ธนาธร’ ถูก กกต.แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 98(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(3) อันเป็นกระทําการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ ‘ธนาธร’ ต้องแสดงหลักฐานชี้แจงให้ได้ว่าหุ้นจำนวน 675,000 หุ้นเลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000 ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จํากัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่ครอบครองร่วมกับนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ได้โอนให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

แม้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 ระบุไว้ว่าให้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อ ผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน

พร้อมระบุหมายเลขหุ้น  การชำระเงิน ก็ทำให้การโอนหุ้นสำเร็จเรียบร้อยแต่จะนํามาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้จดแจ้งลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่วันที่บริษัทแจ้งต่อนายทะเบียนกรมการค้า กระทรวงพาณิชย์ คือ 21 มีนาคม 2562 หลังวันรับสมัครเลือกตั้ง

หากยัง ‘ทู่ซี้’ ยึดข้อมูลเดิมที่เคยให้นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 8 มหราคม ‘ธนาธร’ เดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายนั่งรถตู้ออกจาก จ.บุรีรัมย์ โดยมีใบเสร็จอีซี่พาสเป็นหลักฐานเพื่อกลับมาโอนหุ้นที่ กทม. จนเกิดความสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ระวังเจอข้อหา ‘ให้การเท็จ’

เพราะกกต.มีวัตถุพยานเป็นกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ‘ธนาธร’ ตั้งแต่เดินทางไปถึง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ การเข้าออกโรงแรมในพื้นที่ระบุเวลาไว้ชัดเจนข้อมูลเส้นทางรถตู้ที่วิ่งผ่าน การคำนวณระยะทางและพยานบุคคล คือกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน อีกหลายสิบปาก เรียกว่า ‘ดิ้น’ ไม่หลุด

ไหนๆ ก็พบหลักฐานความไม่ชอบมาพากลการโอนหุ้นแล้ว มาต่อเรื่องทัวร์ยุโรปของธนาธรที่อ้างว่าเดินทางไปดูงานพร้อมทวิตข้อความ

บอกคนไทยว่าได้พบผู้แทนสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุยกันเรื่องสถานการณ์การเมืองไทยที่แม้ผ่านเลือกตั้งแล้วแต่ยังน่าเป็นห่วง

ซึ่งเป็นห้วงเดียวกันมีการเผยแพร่คลิปในช่องยูทูบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ความยาว 20.14 นาที ของนายเทิดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา หรือรู้จักในชื่อ ดร.โต้ง มีเนื้อหาพูดถึงเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยหลังการเลือกตั้งเปรียบเทียบกับต่างประเทศและเชื่อมโยงไปถึงการเดินทางทัวร์ยุโรปของธนาธรครั้งนี้เพื่อไปขอให้รับรองการเป็น “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” บริหารประเทศ

หากเป็นไปตาม ดร.โต้ง พูด แสดงว่าการจับมือลงสัตยาบัน 6+1 พรรคการเมือง หยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างรัฐบาลประชาธิปไตย ประกอบด้วยเพื่อไทย เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ พลังปวงชนชาวไทยและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล มีแนวโน้มเสนอชื่อธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี
เรื่องนี้สะกิดต่อม คสช.เข้าอย่างจัง จนต้องไปแอบสอบถาม กกต.และได้คำตอบว่าหากมีหลักฐานชี้ชัดว่าธนาธรมีพฤติกรรมดังกล่าวจริงจะมีความเป็นผิดถึงขั้นยุบพรรคเพราะเป็นการแสวงหาอำนาจโดยมิชอบและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

ประมาณทุ่มหนึ่งวันที่ 25 เมษายน 2562 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ธนาธรเดินทางกลับจากทัวร์ยุโรปก่อนกำหนดเดิมคือสิ้นเดือนเพื่อรับทราบและเตรียมตัวชี้แจงข้อกล่าวหากกต. ปมโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคมีเดีย จํากัด ภายใน 7 วัน และเจ้าตัวน่าจะตอบคำถามได้ดีว่าทัวร์ยุโรปครั้งนี้มีเรื่องนายกรัฐมนตรีรักษาการหรือไม่??

ค่าโง่โฮปเวลล์ 2 หมื่นล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค่าโง่โฮปเวลล์ 2 หมื่นล้าน

25 เมษายน 2562 – 09:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โฮปเวลล์,ค่าโง่
เปิดอ่าน 381 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณสมเกียรติ (สามเสน) ขอความชัดเจนเรื่องรัฐต้องคืนเงินชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ 11,888 ล้านบาท ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมถึงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งรวมแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

ในฐานะคนไทยที่เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายขอเป็นตัวแทนถามถึงรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรโปรดแจ้งให้ทราบด้วย

บรรดารัฐมนตรีอื่นๆ คงไม่กล้าตอบคำถามข้อข้องใจเหล่านี้ แล้วต่อไปรัฐบาลจะต้อง ‘เสียค่าโง่’ หรือค่าปรับค่าชดเชยต่างๆ อีกหลายๆ บริษัทหรือไม่?
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลเสียค่าโง่โฮปเวลล์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นเด็กบ้านนอกนั่งรถไฟเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ พอใกล้ถึงหัวลำโพงเห็นเสาตอม่อขนาดใหญ่ ด้วยความสงสัยเลยถามพี่ชายเขาบอกว่านั่นคือเสาโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟยกระดับที่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้เซ็นสัญญาจะจ้างแล้วต่อมายกเลิกสัญญาและมีการรื้อถอนเสาโฮปเวลล์ไปหลังจากปล่อยไว้เป็นสิบๆ ปี
รายละเอียดอย่างอื่นมีมากมายแต่ที่ต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็คือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้รัฐคืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์เป็นเงิน 11,888 ล้านบาท หรือเป็นตัวเลขกลมๆ คือ 2 หมื่นล้านบาท

ผมตกใจแทบช็อกเลยครับเพราะศาลปกครองสูงสุดให้ใช้คืนภายใน 180 วัน ผมเลยอยากรู้ว่าใครจะรับผิดชอบและเอาเงินไหนมาจ่ายครับ เป็นเงินจากภาษีของพวกเราหรือเปล่าแล้วจะมีการเสียค่าโง่แบบนี้อีกหรือไม่

เห็นนายกฯ บิ๊กตู่ บอกว่ารัฐบาลต้องแก้ไขแล้วให้ใจเย็นๆ อากาศร้อนแบบนี้เย็นไม่ไหวแล้วครับ
สมเกียรติ (สามเสน)
 รับมืออากาศร้อนด้วยตัวเอง

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมเป็นคนชอบเล่นกอล์ฟครับ และในเวลาอากาศร้อนเช่นนี้มีหลายๆ คนถามว่าไปเล่นกลางแดดจะต้องทำอย่างไรให้อยู่ได้ ซึ่งกรณีนี้ผมเรียนว่าต้องมีวิธีรับมืออากาศร้อนจัดได้อย่างไร

วิธีง่ายๆ คือ ต้องเล่นตอนเช้ามืดหรือไม่ก็เล่นตอนบ่ายสองกว่าๆไปเลยแล้วเล่นเสร็จในตอนเย็นๆ

วันก่อนได้อ่านวิธีรับมือกับอากาศร้อนจากนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ ซึ่งมีประโยชน์มากๆ และแม้ไม่ใช่นักกอล์ฟก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

สภาพอากาศที่ร้อนทำให้เราสูญเสียเหงื่อมากกว่าปกติ ดังนั้น ทางที่ดีควรดื่มน้ำบ่อยๆ หรืออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (หรือประมาณ 2 ลิตร) เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย และน้ำที่ดื่มนั้นควรเป็นน้ำเปล่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายตามมา

การเลือกสวมเสื้อผ้าช่วงหน้าร้อนเป็นสิ่งสำคัญ เราควรเลือกผ้าที่สวมใส่สบาย เช่น เสื้อผ้าที่เป็นผ้าฝ้าย หรือผ้าลินิน เพราะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดี หรือการเลือกใส่เสื้อแขนสั้น หรือเปลี่ยนมาใส่กางเกงขาสั้นบ้างก็จะช่วยคลายร้อนได้ดีเช่นกัน

การเลือกรับประทานอาหารในช่วงหน้าร้อนควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร นอกจากนั้นการเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม แตงไทย มังคุด สับปะรด แตงกวา จะช่วยเพิ่มน้ำในร่างกาย ช่วยขับร้อน และแก้อาการกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

หากมีความจำเป็นต้องออกกลางแจ้ง หรือนักกอล์ฟที่ต้องออกรอบในช่วงนี้ ควรหาอุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องร่างกายของคุณจากแสงแดด เช่น กางร่ม สวมหมวก สวมแว่นกันแดด ปลอกแขน หรือทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องผิวของคุณก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรค หรืออาการต่างๆ ที่มากับความร้อน และแสงแดดได้ในเบื้องต้น

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายและสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหาเวลาในการนอนหรือพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง

การนอนหลับยังช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงและทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนได้อย่างสบาย

หากลองวิธีต่างๆ แล้ว ยังรู้สึกว่ายังร้อนหรือหงุดหงิดและเกิดความเครียดกับสภาพอากาศลองมองหาวิธีการหรือสถานที่ที่จะช่วยทำให้รู้สึกเย็นสบาย หรือคลายร้อนได้ เช่น การออกมานอกบ้านหรือสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท การไปเดินคลายร้อนที่ห้างสรรพสินค้า

หรือถือโอกาสไปท่องเที่ยวพักคลายร้อนที่สวนสาธารณะ สวนน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยคลายร้อนได้ดี
โอกาสนี้ขอขอบคุณและขออนุญาตนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ นำมาเผยแพร่ด้วยครับ
สาคร (นนทบุรี)

ตอบคุณ ‘สาคร’ นนทบุรี
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากมายครับและเป็นการรับมืออากาศร้อนเวลานี้ด้วยตัวเองและทำได้ไม่ยากเลย เรียกว่าปรับตัว-ปรับชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพของตัวท่านเอง

ข้อมูลที่นำมานี้บรรดานักกอล์ฟหรือผู้ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่นขี่จักรยาน วิ่ง เดิน ฯลฯ คงทราบดีอยู่แล้วพอสมควร และนำมาแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง

ผมพยายามนำรายการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งให้ทราบบ่อยๆ เพื่อจะได้เตรียมรับสภาพอากาศซึ่งปีนี้ร้อนมากกว่าที่ผ่านมา และบางท้องที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ขอบคุณในความปรารถนาดีและข้อมูลดีๆ แนะนำมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ

ความจริงพิฆาต “ธนาธร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความจริงพิฆาต “ธนาธร”

25 เมษายน 2562 – 09:35 น.
อิทธิพร บุญประคอง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,กกต
เปิดอ่าน 6,230 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

การที่ 7 กกต.ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน มีมติแจ้งข้อกล่าวหาว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัคร

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ว่าด้วยการถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร

แปลไทยเป็นไทยว่า 7 กกต. มีความเห็นเบื้องต้นแล้วว่า คุณสมบัติของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น่าจะขัดต่อกฎหมาย เพียงกระบวนการอำนวยความยุติธรรม กกต.ได้เปิดโอกาสให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ กกต.ไม่ต้องให้มาแก้ข้อกล่าวหา โดยให้ไปพิสูจน์ทีเดียวในศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งเลยก็ได้

แต่การเปิดโอกาสให้เป็นไปตามคำเรียกร้องของปิยบุตร แสงกนกกุล ก่อนหน้านี้ที่อยาก “ได้โอกาส” ในการชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี และพรรคอนาคตใหม่จะได้ไม่ต้องอ้างเอาเสียงที่ได้รับเลือกตั้ง 6.3 ล้านเสียง เมื่อ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นข้ออ้างในการกลบเกลื่อนความจริงที่ไม่ควรเลียนแบบทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 ในการเอาเสียงเลือกตั้ง กดดันกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีซุกหุ้น อันเป็นตราบาปจนถึงทุกวันนี้

ประเด็นการครอบครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด บริษัททำสื่อของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเป็นจะต้องพิสูจน์ความจริงตามกฎหมายว่า ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันสมัคร ส.ส.ธนาธร ยังถือครองหุ้นสื่ออยู่หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 และคำพิพากษาคดีโอนหุ้นของศาลฎีกาในอดีต สามารถเทียบเคียงกันได้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิสูจน์ความจริง

แน่นอนว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ – ปิยบุตร แสงกนกกุล และพลพรรคอนาคตใหม่ ย่อมยกแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างความชอบธรรม ว่าได้มีการจัดการโอนหุ้นไปก่อน 6 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว แต่ประจักษ์พยาน เอกสารทางราชการ ย่อมเป็นความจริงที่ใครจะแก้จนเป็น “วัวพันหลัก” หรือ “ลิงแก้แห” อย่างไร ก็หนีความจริงไปไม่พ้น
ขอเพียง ธนาธร และอนาคตใหม่ ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง อย่าอ้างเสียงเลือกตั้งกดดัน เฉกเช่นทักษิณ ชินวัตร หรือหนีกระบวนการยุติธรรมเหมือน 3 พี่น้องชินวัตร

ให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าตามครรลองที่ถูกต้อง ให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ตัดสินเรื่องนี้อย่างอิสระ จะทำให้ “ความจริง” ถูกประกาศออกมา ที่ทุกฝ่ายทั้งที่เชียร์และค้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องยอมรับคำตัดสิน บ้านเมืองถึงจะเดินหน้าได้

“ทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด” หากธนาธร ไม่ได้แต่งเอกสารย้อนหลังจริง ต้องเดินหน้าให้กระบวนการตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจเป็นไปโดยปกติ

แกะรอยบริษัททนายอู้ฟู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369739?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอยบริษัททนายอู้ฟู่

25 เมษายน 2562 – 09:26 น.
ชินวัฒน์ ชินแสงอร่าม,ออฟเร็คคอร์ด,กลต
เปิดอ่าน 1,191 ครั้ง

คอลัมน์… ออฟเร็คคอร์ด ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ตามรอย  ชินวัฒน์  ชินแสงอร่าม  อดีตกรรมการ  ADAM  ที่ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ  ฐานทำให้ผู้ถือหุ้น ADAM  เสียหาย  จากการนำ  ADAM  ไปพัวพันฟอกเงินจำนำข้าว

จากการสืบค้นพบว่า “ชินวัฒน์” เป็นกรรมการในบริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ จำกัด หรือ WCP

WCP ทุนจดทะเบียน 16 ล้านบาท มี ดับบลิวซีแอนด์พีโฮลดิ้ง ถือหุ้น 99.9981% ชินวัฒน์ ถือ 0.0013% หรือ 2 หุ้น และ เพ็ญศรี เกิดทรัพย์ ถือ 0.0006% หรือ 1 หุ้น โดย ชินวัฒน์ เป็นกรรมการ ร่วมกับ วีระนุช ธรรมาวรานุคุปต์ แม้จะถือหุ้นแค่ 2 หุ้น

ยังพบอีกว่า ดับบลิวซีแอนด์พีโฮลดิ้ง ทุน 1,070,000 บาท มี ชินวัฒน์ ถือ 59.9907% และ ทรีเน็กซ์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ถือ 40% โดย ชินวัฒน์ เป็นกรรมการร่วมกับ วีระนุช ธรรมาวรานุคุปต์ (อีกแล้ว)

ที่น่าสนใจ ทรีเน็กซ์ โฮลดิ้งส์ จดทะเบียนไกลถึง หมู่เกาะเวอร์จิน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเกาะฟอกเงินระดับโลก

เดิม บริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ จำกัด ชื่อ บริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และเพียงพะนอ จำกัด เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันจากรั้วสวนกุหลาบ ต่อมา เพียงพะนอ ถอนตัวออก จึงเปลี่ยนมาเป็น วีระวงศ์,ชินวัฒน์และพาร์ทเนอร์

ปี 2560 วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ มีรายได้ 682 ล้านบาท กำไรสุทธิ 129 ล้านบาท ถือว่าสูงมากๆ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสำนักทนายแห่งนี้ มักรับทำดีลที่ท้าทายของหลายๆบริษัทในตลาดหุ้น ทำให้ได้รายได้ดี และกำไรงดงามอย่างที่เห็น

เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

24 เมษายน 2562 – 11:00 น.
เรื่องพิลึกรถของกลางใครต้องผิดชอบ,รถจักรยานยนต์,สงกรานต์,เดชา กิตติวิทยานันท์,ทนายคลายทุกข์
เปิดอ่าน 1,846 ครั้ง

ทีมข่าวอาชญากรรม

ในสังคมไทยมักมีเรื่อง “พิลึกพิลั่น” ชวนงวยงงสงสัยให้หลายต่อหลายคนอยากรู้คำตอบอยู่หลายเรื่อง ยิ่งแล้วถ้าเรื่องราวพิลึกเหล่านั้นเกิดขึ้นเกี่ยวกับแวดวงสีกากี ทั้งที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำงานใกล้ชิดประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในนาม “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” จึงไม่แปลกที่จะถูกตรวจสอบ ตั้งคำถาม หรือลามไปจนเกิดอคติในการปฏิบัติหน้าที่ว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ แม้จะมี “ตำรวจนอกรีต” ไม่กี่คน ก็สร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนลดความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร

ยิ่งแล้วการรับข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ข้อมูลถูกเผยแพร่แชร์ต่อในชั่วพริบตา และเรื่องราวนั้นๆ ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายภายในไม่กี่นาที เฉกเช่นเรื่องพิลึกเกี่ยวกับ “รถของกลาง” ที่ชาวเน็ตและคนในสังคมทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทันทีที่มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “ปอ กระดังงา ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์งานวันไหลสงกรานต์พัทยา จ.ชลบุรี พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ผมแค่อยากรู้ว่ารถอยู่ในคอกแล้วมันออกมาได้ไง แค่อยากรู้ คนขับมาเขาบอกว่ารถเขา เขาบอกว่าเขารู้จักตำรวจเลยเอาออกมาขับได้ ไม่ไช่รถผม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากรู้ว่าเอามาจากไหน ยังไง เขาบอกว่ารถเขาก็รถเขา ปล่อยเขาไป ใครเจออีกตามทีนะครับ ตอนนี้รถอยู่แถวนาเกลือ” ส่วนคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่เจ้าตัวเจอมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน 2 กช 9601 ชลบุรี ซึ่งถูกขับขี่มาโดยหญิงสาว 2 คน โดยอ้างว่าได้รถมาเพราะสนิทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนี่จึงเป็นเหตุผลทำให้สังคมสงสัยไม่น้อยไปกว่าเจ้าของรถในความพิลึกที่ว่า รถถูกตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีที่เก็บไว้ในคอก แต่มีคนนอกเอาออกมาขี่ได้อย่างไร!?

เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นถูกตั้งคำตามที่ต้องการคำตอบ กระทั่ง นายสงกรานต์ นิ่มน้อย หนุ่มวัย 30 กะรัต ที่เป็นอดีตเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหา ออกมาเปิดเผยว่า รถคันนี้ถูกตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ยึดไว้ในคดีแข่งรถในทางหลวงเมื่อปี พ.ศ.2560 ซึ่งคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว ตัวเองได้รับโทษจำคุก 1 เดือน โดยตอนนี้กรรมสิทธิ์ของรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ตกเป็นของหลวงที่ถูกริบตามกฎหมาย แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของศาลว่าจะนำไปประมูลขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่คาใจมากที่สุดคือทำไมมีคนสามารถเอาออกไปใช้งานได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของรถแท้ๆ แต่กลับไปเอาออกมาไม่ได้ แล้วเหตุใดผู้หญิงคนที่ขับบอกว่ารู้จักกับตำรวจ จึงเอาออกมาได้ และยืมพี่ที่คอกมา ซึ่งระหว่างนั้นผู้หญิงทั้ง 2 คนก็มีอาการเมา แล้วขับรถหนีไป พอไปสอบถามข้อเท็จจริงที่ สภ.ห้วยใหญ่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

หลังเรื่องพิลึกเกี่ยวกับรถของกลางถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ มั่นศรี รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ ออกมาอธิบายว่า ทราบเรื่องแล้ว โดยรถดังกล่าวถูกยึดมาในคดีแข่งรถ และศาลได้ตัดสินแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถ ตำรวจจึงนำรถไปฝากไว้ที่ “คอกรถเอกชน” เพื่อรอเอกสารจากอัยการว่าให้ขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและหากพบว่าผู้ดูแลมีความผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ นายวิชา โคกสวัสดิ์ ผู้ดูแลคอกรถเอกชนที่ สภ.ห้วยใหญ่ นำรถมาฝากให้ดูแล ก็ชี้แจงว่ามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรถของกลาง รถที่ถูกตรวจยึด และรถจากอุบัติเหตุ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เห็นอยู่ในคลิป เป็นรถที่ถูกตรวจยึดและตัวเองก็ดูแลอยู่ พร้อมให้ข้อมูลเสริมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการนำเอารถออกไปซื้อกับข้าว ผู้หญิงคนที่เอารถออกไปใช้เป็นแฟนของตัวเอง แต่ให้ยืมเอาออกไปซื้อของโดยไม่คิดว่าจะเอาไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะโดยปกติแล้วตำรวจให้นำรถไปใช้ได้แต่ต้องไปในบริเวณใกล้ๆ เช่น ขี่ซื้อกับข้าวเท่านั้น เพราะโรงพักอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง เจ้าของเพจ “ทนายคลายทุกข์” ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ต้องแยกเป็น 2 กรณี เพราะถึงแม้คอกเก็บของกลางเอกชนจะเป็นคนดูแลเก็บรักษาไว้ แต่ตำรวจต้องมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแล เพราะฉะนั้นจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ กรณีแรก ถ้าตำรวจคนที่อนุญาตให้เอารถมอเตอร์ไซค์ของกลางไปให้เด็กสาวเล่นน้ำ ถ้าไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็มีความผิด มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1-10 ปี กรณีที่สอง ถ้าตำรวจคนนั้นมีหน้าที่รักษาของกลาง มีหน้าที่ดูแลรักษาจัดการ แล้วอนุญาตให้เด็กผู้หญิงสองคนเอารถมอเตอร์ไซค์ไปเล่นน้ำสงกรานต์ก็มีความผิดฐาน แสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของทางราชการ ใช้ประโยชน์จากของหลวงเพื่อกิจการส่วนตัว ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 151 มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปีถึงสุงสุดตลอดชีวิต

“ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยตัดสินมาแล้ว ฎีกาที่ 4828/2533 ส่วนเด็กผู้หญิงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานก็โดนข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดมาตรา 157 ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วนขอโทษที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ ถ้ารู้แล้วว่ามีการกระทำความผิดแต่ไม่ดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแต่ช่วยเหลือลูกน้องลงโทษสถานเบา ก็ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ซึ่งคดีนี้พยานหลักฐานมีคลิปชัดเจน คงไม่ต้องสอบสวนเยอะ ก็อยากจะเตือนสติถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ของกลางต้องเก็บรักษาไว้ จะเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ไม่ได้” ทนายเดชา กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแค่เรื่องของกลางถูกคนอื่นนำออกจากคอกมาใช้ แต่ให้หลังไม่กี่วันเรื่องพิลึกปนฉาวก็มาโผล่ที่โรงพักใจกลางกรุง เพราะค่ำคืนวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา นายชิดชัย สัมปันโน อายุ 25 ปี พร้อมด้วย น.ส.จิดาภา โสวัณณ อายุ 21 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท หลังมีคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์อะไหล่ส่วนควบรถ “บิ๊กไบค์ดูคาติ” รุ่นมอนสเตอร์ 795 สีแดง หมายเลขทะเบียน 1 กฮ 7440 กรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่ตำรวจนำซากรถมาเก็บรักษาไว้ภายในพื้นที่โรงพักหลังรถประสบอุบัติเหตุจนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 6 เมษายน

นายชิดชัย บอกว่า วันนั้นขับรถบิ๊กไบค์เสียหลักล้มลงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบไม่ได้สติ จากนั้นถูกอาสาสมัครนำตัวส่งห้องไอซียู โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกะโหลกศีรษะร้าว แขนขวาหัก และบาดเจ็บตามร่างกายอีกหลายแห่ง เมื่อได้สติขึ้นมาทราบว่ารถถูกนำไปเก็บรักษาไว้ภายใน สน.พญาไท หลังจากนั้นมารดาได้เดินทางมาดูรถในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยมีการบันทึกภาพของซากรถเอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นยังอยู่ครบถ้วน กระทั่งวันที่ 14 เมษายน ออกจากโรงพยาบาลจึงตัดสินใจมาดูรถด้วยตนเองก็ยังพบว่าอุปกรณ์ทุกส่วนยังอยู่ครบ ถึงแม้จะพังเสียหายทั้งคัน และโช้กอัพหน้าจะหลุดออกจากตัวรถก็ตาม ซึ่งตำรวจแนะนำว่าสามารถนำรถกลับคืนไปได้เลยเนื่องจากไม่ใช่คดีอาญา จึงบอกว่าจะมารับรถกลับในภายหลังเนื่องจากหารถมาขนไม่ได้ ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์

“พอถึงวันที่ 19 เมษายน ผมประสานให้ช่างซ่อมนำรถกระบะมาขน ระหว่างทางช่างโทรศัพท์กลับมาบอกว่า ปั๊มเบรกหน้า-หลังถูกตัด รวมถึงชุดโช้กหน้าพร้อมล้อแม็ก ยาง และเรือนไมล์ รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 128,844 บาท ได้อันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ด้วยความตกใจจึงรีบเดินทางมาดูก็พบว่าอะไหล่ส่วนควบดังกล่าวได้หายไปจริง ผมงงในงงว่าชิ้นส่วนต่างๆ นั้นได้หายไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อยู่ในโรงพัก ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เก็บรถของกลางก็ตาม แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เพราะนี่คือโรงพัก คือที่ทำงานของตำรวจ” นายชิดชัย กล่าวด้วยความคับแค้นใจ

ทว่าเพียงแค่ข้ามคืนหลังจากหนุ่มบิ๊กไบค์แจ้งความฝ่ายสืบสวนก็ตามจับ “โจรวัยโจ๋” อายุเพียง 15 ปี ที่ก่อเหตุลักอะไหล่มูลค่าแสนกว่าบาททั้งที่รถอยู่ในพื้นที่ สน.พญาไท มาได้ ก่อนให้การซัดทอดว่าได้ร่วมกับเพื่อนอีกคน​อายุ​ 17​ ปี​ มาร่วมก่อเหตุใน​พื้นที่เก็บรถของกลางของสน.พญาไท​ โดยในวันเกิดเหตุดื่มเหล้าจนเมาก่อนจะเข้ามาในสถานีตำรวจก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดเป็นจำนวนมาก​ ด้วยความคึกคะนองจึงลงมือก่อเหตุ

          เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นกับรถมอเตอร์ไซค์ 2 คัน 2 เหตุการณ์ ต่างพื้นที่ งานนี้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่หละหลวมหรือไม่ รู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า ก็ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจและมีเหตุผลยอมรับได้ หรือเรื่องพิลึกในโรงพักไม่ได้มีแค่นี้ เพียงแต่ไม่ได้รับการเปิดเผยเท่านั้น..!? 

เจาะกลยุทธ์เกมใหม่ยามที่พท.ไร้ดาวเข้าสภา…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369612?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะกลยุทธ์เกมใหม่ยามที่พท.ไร้ดาวเข้าสภา…

24 เมษายน 2562 – 10:25 น.
ไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ภูมิธรรม เวชยชัย,คนเสื้อเเดง
เปิดอ่าน 2,118 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง

ยามนี้เเละยามหน้าชัดเเล้วว่า “เพื่อไทย” จะไม่มีดาวสภาหรือเเกนนำพรรคในการเข้าไปทำหน้าที่ผู้เเทนราษฎรหลังการหย่อนบัตรครั้งนี้เพราะการ “เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย” รวมทั้งเเยกเป็นเเบงก์ย่อยเพื่อเดินเกมตามกติกาที่เขียนไว้มิให้พรรคใหญ่ครองขุมกำลังเเบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือที่เคยเรียกกันว่าเผด็จการรัฐสภาที่เคยก่อวีรกรรมยัดร่างกฎหมายหลายฉบับเข้าสู่สภาฝักถั่วให้ยกมือไว้วางใจเเละสร้างผลเสียหายกับคนไทยมาหลายวาระ

คราวนั้น “นายใหญ่ ณ เเดนไกล” เมื่อมองกติกาเเล้วจึงวางเกมเเตกส.ส.ไปสังกัดพรรคขนาดกลางเเละพรรคขนาดย่อย เพื่อกระจายความเสี่ยง เเละยึดเเนวทางผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่ไว้เป็นพิชัยสงคราม

เเต่การเสี่ยงในเกมนั้นมันเเลกกับการได้มาเเบบขาดทุนในคราวนี้ เพราะเมื่อไล่ดู 97 คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อของเพื่อไทยนั้น ประกอบด้วย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์, ชัยเกษม นิติสิริ, ภูมิธรรม เวชยชัย, เสนาะ เทียนทอง, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปลอดประสพ สุรัสวดี, โภคิน พลกุล, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ชูศักดิ์ ศิรินิล, พงศ์เทพ เทพกาญจนา, นพดล ปัทมะ, อดิศร เพียงเกษ, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์, ชูชาติ หาญสวัสดิ์, ต่อพงษ์ ไชยสาส์น, ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ฯลฯ ”

บุคคลเหล่านี้คือเเกนนำพรรคที่หมดสิทธิ์เป็นส.ส.ในครั้งนี้ เหตุมาจากระบบการคิดคะแนน เพราะการที่พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. เขตจำนวนมากทำให้ไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว

เเละไม่มีทางที่บุคคลเหล่านี้จะลงสมัครเเบบเขต เพราะต้องตระเวนหาเเต้มให้ทั้งพรรค หากไปลงเขตก็ไม่มีเวลาวางหมาก หรือหากลองเสี่ยงก็มีสิทธิ์สอบตกเเละเป็นข่าวดังทั่วเมืองดังเช่นที่เคยปรากฏมาหลายครั้งว่า “มือใหม่ล้มยักษ์”

ส่วน “ไทยรักษาชาติ” ที่โดนยุบพรรคไป ส่งผู้สมัครส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 108 คน โดย 10 อันดันแรก ประกอบด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, จาตุรนต์ ฉายแสง, ฤภพ ชินวัตร, พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, มิตติ ติยะไพรัช, ขัตติยา สวัสดิผล, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, คณาพจน์ โจมฤทธิ์, พิชัย นริพทะพันธุ์ และ นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล โดยที่คนรุ่นใหญ่เเละคนเสื้อเเดงที่ย้ายมาไปอยู่ในอันดับเเละพื้นที่ไม่ปลอดภัยนัก จนปรากฏข่าวความไม่เเฮปปี้ที่ยังเติร์กคว้าพุงปลาไปกินเพียวๆ คนเหล่านี้ตอนเเรกมีลุ้นในการตีตั๋วเข้ารัฐสภา เเต่เมื่อพรรคโดนตัดสิทธิ์ก็ต้องรับผลกรรมนั้นไป

ขณะที่ “เพื่อชาติ” ที่รวมมิตรคนเสื้อเเดงไว้ในพรรคนี้นั้น มีห้าชีวิตจากบัญชีรายชื่อที่สอบได้ เมื่อบวกกับเเนวร่วมเช่น เสรีรวมไทย, ประชาชาติ, เศรษฐกิจใหม่ หรืออนาคตใหม่ เเต้มที่มีของขั้วต้านลุงตู่นับเป็นกอบเป็นกำยิ่ง เเม้ในความจริงจะต้องซัดกันเเบบยอมใครไม่ได้ในเเต่ละเขตเลือกตั้งก็ตาม…

บทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้ของเพื่อไทย พบว่าการคว้า 137 ส.ส.จากที่ส่งไปเเข่งขัน 250 เขต ใน 350 เขตทั่วไทย พรรคเพื่อไทยคว้าคะเเนนรวม 7,920,630 คะแนน ลดลงจากคราว “นารีขี่ม้าขาว” ที่คว้าไว้ 15,744,190 คะแนน หากมองมุมบวก ถ้านำเเต้มที่เพื่อไทยมีไว้ในมือเเละนำไปรวมกับพรรคอื่นๆ ในขั้วต้านลุงตู่เเล้ว จะพบว่า “เพื่อไทย” มีคะเเนนรวมลดลงไปบ้าง

เเต่จะไม่ลดลงเเบบหายไป “ครึ่งหนึ่ง” เหมือนคราวนี้ที่เเตกเเบงก์พัน เพราะไม่ว่าจะมองมุมใดก็ย้ำคำเดียวว่า “ขาดทุน” เพราะสิ่งที่สำคัญไปยิ่งกว่าคือเพื่อไทยเเทบจะไร้ผู้เล่นหลักที่มิสามารถเข้าไปโชว์บทบาทในห้องประชุมรัฐสภา หรือห้องประชุมครม.ได้หากขั้วหนุนลุงตู่ได้สิทธิ์นั้นไปเเทน

ฉะนั้นวิธีการใดที่จะฝ่าวงล้อมของกติกาออกไปให้ดีที่สุดคือเกมใหม่ที่คีย์เเมนเพื่อไทยต้องวางยุทธวิธีรบ

เมื่อไล่ดูจากการประชุมใหญ่ล่าสุดของพรรคเพื่อไทย พ่อบ้านพรรคที่ชื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า “แม้เรายังไม่ทราบผลการเลือกตั้งที่ชัดเจน แต่เวลานี้จะต้องตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดให้ครบ 77 จังหวัด ทั้ง 250 เขตเลือกตั้ง จากเดิมที่เรามีเพียง 50 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นก็พร้อมส่งผู้สมัครลงครบทุกเขต”

เท่ากับว่า “เพื่อไทย” กำลังพลิกเกมใหม่หากว่ายังคงยึดกติกาเดิมอยู่เเละยังมิได้มีการเเก้ไขนั้น เพราะพรรคพลังประชารัฐที่ได้คะแนน 8,433,137 คะแนน คือคู่ปรับเพียงหนึ่งเดียวที่พรรคเพื่อไทยจะคว่ำให้ได้ โดยเพื่อไทยจะเน้นน้ำหนักมาเป็นการเฉพาะที่ต้องคัดผู้เล่นเเบบ “ดีหนึ่ง ประเภทหนึ่ง” ลงโกยเเต้มใน 350 เขต เพื่อให้เเต้มปาร์ตี้ลิสต์กระจายลงทั่วทุกจังหวัดเเละจะได้ดีดตัวขึ้นพ้นกับดักนี้ เพราะคีย์เเมนพรรคมองเเล้วว่า หากใช้กติกาเดิมเล่นต่อการส่งครบทุกเขตคือวิธีเดียวที่จะเเก้ปัญหา เพราะเป็นไปได้มากว่าหากลงครบ350 เขต การใช้คณิตศาสตร์ผสมรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ในสมการการเมืองไทย…เพื่อไทยจะก้าวข้ามกลเกมที่มือดีเขียนดักทางไว้ได้เเน่ชัด

ส่วนการเเตกเเบงก์ร้อยเเละเเบงก์ย่อยภาคสองซึ่งคนวงในเพื่อไทยกำลังหารือไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือเลือกตั้งใหม่ที่ไม่รู้จะว่าคลอดวันใดเเละยังยึดกติกาเดิมหรือไม่…กลเกม “เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อยรวมทั้งเเบงก์ย่อยภาคสอง” นั้น น่าจะมีขึ้นอีก เเต่คราวหน้าจะถี่ถ้วนขึ้นสำหรับเพื่อไทย

เมื่อหันไปมองการเสนอเเก้กติกา…เเต่ยามนี้เชื่อเลยว่า “เเก้ได้ยากมาก” เพราะมันติดที่ความเห็นชอบของส.ว.ด้วย ว่าจะไฟเขียวหรือไม่ เเต่เมื่อเหตุมันเป็นเเบบนี้ขั้วเพื่อไทยก็น่าที่จะเเลกโดยอ้างปลดล็อกการเมืองให้ได้ เพราะเนติบริกรที่ชื่อ “วิษณุ เครืองาม” ก็เเย้มมาเเล้วว่า ประชามติสองรอบก็พอจะมีความเป็นไปได้

เเบบนี้คล้ายว่ามือกฎหมายชั้นเยี่ยมของเมืองไทยก็รับสภาพกลายๆ ว่า หากยังลากไปเเบบนี้ เลือกตั้งกี่รอบก็วุ่นไม่เลิกเเละต้องจับตาว่าในสมัยการประชุมสภาผู้เเทนราาฎรหากว่าสามารถเปิดขึ้นได้เเละเมื่อมีจังหวะ “เพื่อไทยเเละพรรคที่ไม่เอาลุงตู่” น่าจะเปิดเกมเเก้กติกาทันที โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับ “การเลือกตั้ง”
“ชูศักดิ์ ศิรินิล” ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องมีผู้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นต้องมีการทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่และแก้ด้วยวิธีใด ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็จะเป็นแนวทางที่จะเดินต่อไป”

“วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคเพื่อไทยควรให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ซึ่งมีตัวแทนของประชาชนร่วมกับนักวิชาการขึ้นมาดำเนินการ น่าจะเป็นกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมมากกว่ากระบวนการใดทั้งหมด โดยไม่บอกจะแก้เรื่องอะไรแต่จะถามประชาชนภาพรวมว่าแก้เรื่องใดแล้วให้สสร.เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อทำเสร็จแล้วก็ไปฟังความเห็นจากประชาชนอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาข้อติดขัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”

เพื่อไทยออกมาเเบบนี้ย่อมอ่านหมากออกเเล้วว่าการเขี่ยลูกยามนี้ไม่โดนก้อนอิฐ เเละสังคมจะเป็นกองหนุนให้รีบดำเนินการ เพราะหากเเก้กติกาโดยให้มีสสร.กลับมายกร่างรัฐธรรมนูญ เเบบนี้มันโล่งใจทุกฝ่าย ปมใดที่มีข้อกังขาก็จะต้องมลายหายไป

ความเเคลงใจก็จะไม่มี…เเบบนี้ชัดในเบื้องต้นเเล้วว่าไม่ว่าขั้วใดก็ต้องเเก้กติกาเเน่ หากขั้วใด พรรคไหนลองฝืนดู…รับประกันเลือกตั้งครั้งหน้า “ร่วงชัวร์”

ส่อง “แดง” ในเขมร “ขาใหญ่” เผ่น เหลือแต่ขาเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369600?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง “แดง” ในเขมร “ขาใหญ่” เผ่น เหลือแต่ขาเล็ก

24 เมษายน 2562 – 10:13 น.
จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ,จักรภพ เพ็ญแข,แดงฮาร์ดคอร์,คนเสื่อแดง,สุรชัย แซ่ด่าน,องค์กรเสรีไทย,สมเด็จฮุนเซน,พลเอกประยุทธ์ จันทร์
เปิดอ่าน 42,662 ครั้ง

คำสั่งฝ่ายเขมร หนักแนน ว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

        *****************************

         การพบปะกันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันก่อนที่ชายแดนอรัญประเทศ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สื่อไทยสนใจคือ สมเด็จฮุนเซนย้ำอีกครั้งว่าจะไม่ให้คนไทยบางกลุ่มใช้กัมพูชาเป็นฐานทำการเคลื่อนไหวทางการเมือง 

        ถอดความได้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนระหว่างปี 2553-2556 กัมพูชาเป็นแนวหลังที่ไว้วางใจได้ของขบวนการเสื้อแดงถึงขั้นแต่งเพลงสรรเสริญสมเด็จฮุนเซน แต่หลังรัฐประหาร 2557 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาแถลงว่าจุดยืนของรัฐบาลฮุนเซนจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้านคณะรัฐประหารหรือรัฐบาลประยุทธ์ดำเนินการใดๆ ในแผ่นดินกัมพูชาอีกต่อไป

รวมพลแดงก่อนเผ่น

ดังที่ทราบกันเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ, สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, โกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อาจารย์หวาน–สุดา รังกุพันธุ์, วัฒน์ วรรลยางกูร, พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ฯลฯ 

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ

ผู้ประสานงานคือ “จักรภพ เพ็ญแข” ที่หลบหนีคดี 112 มาปักหลักอยู่ในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2553 พวกเขาปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

สาเหตุที่ต้องออกจากพนมเปญเพราะมีสัญญาณจากผู้มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชาแจ้งว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด 

จักรภพ เพ็ญแข

“จักรภพ” ให้ความหวังกับทุกคนว่าจะไปจัดตั้งองค์กรเสรีไทย เป็นศูนย์กลางการต่อสู้ที่สหรัฐ และพร้อมจะช่วยเหลือแกนนำแดงในลาว 

สุดท้ายองค์กรเสรีไทยไปไม่รอด แดงในลาวถูกลอยแพ เลยแข่งกันจัดรายการวิทยุใต้ดิน (ยูทูบ) ทำมาหากิน แยกเป็น 3 ก๊ก ทะเลาะเบาะแว้งแย่งแม่ยก แย่งเงินบริจาค 

องค์กรเสรีไทย มีแค่ชื่อแต่ไร้มวลชน

กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาวเคยหนีการไล่ล่าจะขอมาอาศัยในเขมรอีกแต่ผู้ใหญ่ฝั่งโน้นไม่อนุญาต เลยต้องกลับไปถูกเชือดทิ้งน้ำโขง 

ฮาร์ดคอร์รอวันโดนหิ้ว

เมื่อฝ่ายกัมพูชาวางกรอบ “ห้ามเคลื่อนไหว” แกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่มีหนังสือเดินทางไม่มีคอนเนกชั่นกับองค์กรระหว่างประเทศก็หลบไปอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว 

ในเขมรก็เหลือแต่กลุ่ม “พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์” กับอดีตการ์ด นปช. จำนวนหนึ่ง แต่พวกเขามิได้เคลื่อนไหวใดๆ

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

“เสงี่ยม” เป็นคน จ.เพชรบุรี หลังลาออกจากราชการตำรวจ ก็มาเติบโตที่ จ.ชุมพร จนเป็นประธานสมาคมประมง จ.ชุมพร เป็นที่รู้กันว่าเขาเป็นมือปฏิบัติการใต้ดินชั้นดี และเคยถูกเรียกใช้ทางการเมืองมาหลายหน

ต่อมา พ.ต.ต.เสงี่ยม ได้ร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับนปช. โดยการชักนำของอารี ไกรนรา “เสงี่ยม” จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ เพราะมีความใกล้ชิดกับ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

เนื่องจากสนิทกับอริสมันต์ จึงอาศัยอยู่ในกัมพูชาได้อย่างราบรื่น เพราะช่วงปี 2553 อริสมันต์มาพำนักอยู่ในเขมรและมีความใกล้ชิดกับ “พี่สาว” ของสมเด็จฮุนเซน

ปี 2561 หลังกบดานเงียบมานาน “เสงี่ยม” เริ่มเคลื่อนไหวจัดรายการวิทยุใต้ดิน (ยูทูบ) ร่วมกับกลุ่มไฟเย็นในลาว แต่ขยับตัวได้ไม่นานรายการวิทยุใต้ดินดังกล่าวก็หายไป ซึ่งคาดว่าทางกัมพูชาสั่งให้ยุติ

ที่ผ่านมาการ์ดแดงหลายคนถูก “บิ๊กโจ๊ก” หิ้วจากฝั่งเขมรเข้ามาดำเนินคดีในเมืองไทย จึงทำให้คนเหล่านี้หนีกลับไทยบ้างแล้ว 

“แอนตี้–ผู้พันสู้” อยู่ที่ไหน

ตัวละครสายเปลี่ยนระบอบคนหนึ่งที่ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินคือ “แอนตี้” หรือ พิษณุ พรหมสร ในแวดวงคนเสื้อแดงบอกว่า แอนตี้ยังอาศัยอยู่ในเขมร 

“แอนตี้ พิษณุ” เป็นชาวสันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาร่วมเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่ต้นปี 2550

กลางปี 2552 ศาลออกหมายจับ “แอนตี้ พิษณุ” ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เขาจึงหลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ตอนแรกแอนตี้อยู่ในลาวและขยับมาอยู่เขมร แต่บางข้อมูลแจ้งว่า แอนตี้ไม่อยู่ในกัมพูชาแล้ว 

ชูพงศ์ ถี่ถ้วน

เวลานี้แอนตี้น่าจะไปอยู่กับ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ที่ฟิลิปปินส์ สังเกตการจากรายการวิทยุใต้ดินของแอนตี้ ได้ลิงก์สัญญาณกับกลุ่มป้าหนิง ดีเค และชูพงศ์

ช่องทางสื่อของป้าหนิง ดีเค และแอนตี้

ส่วน “ผู้พันสู้” หรือ ชนินทร์ คล้ายคลึง แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ ที่หลบหนีคดี 112 มาอยู่ในเขมร และได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอยู่ช่วงหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป ทำให้คนเสื้อแดงสงสัยว่าผู้พันสู้ไม่ใช่แดงตัวจริง

สรุปว่าแดงฮาร์ดคอร์ในเขมรสิ้นฤทธิ์สิ้นเดชจริง มิเช่นนั้นแล้ว สมเด็จฮุนเซน ไม่กล้าการันตีกับ “บิ๊กตู่” หนักแน่นถึงปานนั้น   

มีไฟลท์บิน…ไม่กลับใช้รถตู้ส่ง-รับ “ไพร่หมื่นล้าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369611?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มีไฟลท์บิน…ไม่กลับใช้รถตู้ส่ง-รับ “ไพร่หมื่นล้าน”

24 เมษายน 2562 – 10:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 13,118 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นไฮไลท์มากที่สุดในช่วงนี้ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ก็คือประเด็นการโอนหุ้นของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวานซืนมีคำแถลงจากเลขาธิการพรรค อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ออกมาชี้แจงแทนหัวหน้า แต่ปรากฏว่า ยิ่งชี้แจงยิ่งเกิดคำถามใหม่ๆ ตามมาอีกมาก กระทั่งเมื่อวาน อาจารย์ปิยบุตรต้องนัดนักข่าวไปแถลงอีกรอบ

ถ้าย้อนกลับไปดูประเด็นที่สังคมยังตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากหลังคำชี้แจงของอาจารย์ปิยบุตรเมื่อวานซืน “ล่าความจริง” สรุปเป็นประเด็นง่ายๆ ดังนี้

1.ระยะเวลาเดินทางจากอำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ ที่คุณธนาธรไปหาเสียงและเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ของพรรค เมื่อวันที่ 8 มกราคม แล้วอ้างว่าเดินทางโดยรถตู้กลับมาถึงด่านธัญบุรีบนทางพิเศษมอเตอร์เวย์ ใช้เวลาน้อยเกินไปหรือไม่

ประเด็นนี้ถ้าฟังจากอาจารย์ปิยบุตรเมื่อวานซืน บอกว่าคุณธนาธรร่วมเปิดตัวผู้สมัครและปราศรัยที่อำเภอสตึก จากนั้นก็กลับก่อนตอนบ่าย แล้วให้ตนเองเลี้ยงเวทีต่อ พอให้ข้อมูลแบบนี้ก็เลยเกิดคำถามว่า ทำไมขับรถได้เร็วเหลือเกิน ใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่ หรือประตูไปไหนก็ได้ของโดเรม่อนหรือเปล่า เพราะถ้าเช็กกูเกิลแม็พ ระยะทางจากอำเภอสตึกถึงด่านธัญบุรี ราวๆ 402 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงกว่าๆ ไม่ใช่ 2-3 ชั่วโมงตามที่มีการอ้างว่าออกจากบุรีรัมย์ก็ตอนบ่ายแล้ว

ล่าสุดเมื่อวาน อาจารย์ปิยบุตร ออกมาพูดใหม่ว่าไม่ได้บอกแบบนั้น แต่บอกว่าคุณธนาธรน่ะกลับก่อน ส่วนตัวเองเลี้ยงเวทีจนถึงบ่าย ให้สื่อกลับไปฟังดีๆ อีกครั้ง (พอสื่อย้อนกลับไปฟังก็ชัดเจนว่าอาจารย์พูดว่าคุณธนาธรกลับตอนบ่าย)

จากนั้นมีสื่อบางสำนักไปติดต่อสัมภาษณ์ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ของพรรคอนาคตใหม่ ได้รับคำยืนยันว่าคุณธนาธรอยู่ที่เวทีถึง 10 โมงครึ่ง จากนั้นก็เดินทางกลับก่อน โดยอาจารย์ปิยบุตร ก็อยู่กับผู้สมัคร ทั้งกิจกรรมบนเวทีและขึ้นรถแห่ ผู้สมัครคนนี้บอกว่า อาจารย์ปิยบุตร อาจจะพูดสับสนเอง

ตรงนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรด้วยเหมือนกัน เพราะเราได้สอบถามกับนักข่าวของเครือเนชั่นที่บุรีรัมย์ได้ความว่า วันนั้น (8 ม.ค.) ก็ติดตามไปทำข่าวคุณธนาธรที่อำเภอสตึก มีเปิดตัวผู้สมัครและมีเวที คุณธนาธรอยู่ด้วยในช่วงเช้า แต่พอราวๆ 11 โมง อาจารย์ปิยบุตรประกาศบนเวทีว่าคุณธนาธรขอกลับก่อน หลังจากนั้นก็ไม่เห็นคุณธนาธรอีก จึงคาดว่าคุณธนาธร ออกจากอำเภอสตึกช่วง 10 โมงครึ่งถึง 11 โมง ซึ่งหากเป็นแบบนี้นับเวลาถึงด่านธัญบุรีก็จะใช้เวลา 4 ชั่วโมงเศษ ก็ยังถือว่าเร็วอยู่ดี แต่ก็ยังพอมีความเป็นไปได้

แต่ข้อมูลใหม่ที่ผู้สมัครคนนี้พูดก็คือพอหาเสียงเสร็จ อาจารย์ปิยบุตรก็ขึ้นเครื่องกลับ ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อกลับเครื่องบินได้ ทำไมคุณธนาธรจึงเลือกกลับด้วยรถยนต์

จากการตวจสอบของ “ล่าความจริง” พบว่าท่าอากาศยานบุรีรัมย์ไม่ได้ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง แต่ตั้งอยู่ที่อำเภอสตึก ห่างจากอำเภอเมือง 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอำเภอที่คุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรไปหาเสียง จึงยิ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่กลับเครื่องบิน

เมื่อลองตรวจสอบตารางบินจากบุรีรัมย์กลับกรุงเทพฯ คือสนามบินดอนเมือง พบว่ามีสายการบินที่ให้บริการ 2 สายการบิน คือ นกแอร์กับแอร์เอเชีย มีเที่ยวบินบริการทั้งเช้าและบ่าย โดยเฉพาะช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่คุณธนาธรเดินทางโดยรถยนต์ มีเที่ยวบินของแอร์เอเชียออกจากบุรีรัมย์ 13.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 14.45 น. ซึ่งน่าจะสะดวกสบายกว่าเดินทางโดยรถยนต์ และหากพลาดเที่ยวบินที่ว่านี้ก็ยังมีเที่ยวบินช่วงเย็นและช่วงค่ำอีกด้วย

แต่เรื่องนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเช่นกันว่าคุณธนาธรและทีมงานอาจไม่ได้แพลนจองตั๋วไว้ก่อน หรืออาจมีอุปสรรคอย่างอื่นทำให้ไม่ได้เดินทางโดยเครื่องบินเหมือนอาจารย์ปิยบุตร (แต่จะบอกว่ากลัวความสูง หรือกลัวเครื่องบินคงไม่ได้ เพราะวันถัดมาคุณธนาธรอ้างว่าขึ้นเครืองไปนครศรีธรรมราช) นี่คือข้อสังเกตและคำถามข้อแรกจากสังคมเท่านั้น

ข้อ 2.บัตรอีซี่พาสที่ใช้จ่ายด่านมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ของคุณธนาธร แต่ปิดชื่อไว้โดยไม่มีเหตุผลว่าปิดทำไม

และข้อ 3 คำชี้แจงที่ว่าแม่ของคุณธนาธรในฐานะผู้รับโอนหุ้นจากคุณธนาธร โอนหุ้นต่อไปให้หลาน 2 คนเพื่อติดตามทวงหนี้สูญ 11 ล้านบาทนั้น จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องโอนหุ้น เพราะการติดตามหนี้ใช้เพียงพนักงานบริษัท หรือจ้างบริษัทรับงานทวงหนี้ไปทำก็ได้ และทำได้ทันที ที่สำคัญยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องโอนหุ้นกลับให้แม่ของคุณธนาธรเพื่อเตรียมปิดกิจการตามที่มีการกล่าวอ้าง

นอกจากนั้นยังมีสื่อบางสำนักสัมภาษณ์หลาน 1 ใน 2 คนที่รับโอนหุ้น กลับพูดไปคนละทาง กลายเป็นว่ารับหุ้นไปเพื่อจะนำไปประกอบกิจการต่อ แต่พอเห็นว่าต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 7 ล้านบาทจึงขอคืนหุ้น ซึ่งไม่ตรงกับเหตุผลที่อาจารย์ปิยบุตรนำมาชี้แจง

จะว่าไปข้อสงสัยบางข้อที่สังคมเม้าท์มอยกันก็เป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะสาระหลักจริงๆ คือ กกต.ลงมติแล้วว่าข้อมูลกล่าวหามีมูลว่าคุณธนาธรส่อขาดคุณสมบัติการรับสมัคร ส.ส. และสั่งให้เจ้าตัวชี้แจงภายใน 7 วัน!

เลาะเลียบวงการเสี่ยงโชคเช็กอัตราต่อรอง”ใครเข้าวิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลาะเลียบวงการเสี่ยงโชคเช็กอัตราต่อรอง”ใครเข้าวิน”

24 เมษายน 2562 – 08:55 น.
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,กกต,พลังประชารัฐ,เพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
เปิดอ่าน 546 ครั้ง

คอลัมน์…  เร้นกาย ไร้เงา  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

สารพันเรื่องวุ่นๆ ของการเมืองไทยวันนี้ มันทำให้ชาวบ้านร้านตลาดร้องรำพึงว่า “เมื่อใดจะจบสักที เพราะตอนนี้ลำบากไปหมดเเล้ว”

หลายคนมองว่าทั้งนี้ทั้งนั้นมาจาก “เผือกร้อน” หลายลูกที่กกต.ถือไว้หลายเรื่องเเละไร้เเววคำตอบชัดๆ โดยมองจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาเเละในเวลาข้างหน้า

ไม่กี่อีดใจข้างหน้าจะรู้ว่าสิ่งที่ “รักษเกชา แฉ่ฉาย” เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงการพิจารณาคำร้องของ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองวินิจฉัยให้การเลือก6ตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นโมฆะ ว่าผู้ตรวจการได้มีมติรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และได้ส่งหนังสือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงในประเด็นที่ผู้ร้องตั้งข้อสังเกต โดยได้ให้เวลา กกต.ชี้แจง 7 วัน เนื่องจากเป็นประเด็นเร่งด่วนและอยู่ในความสนใจ โดยกรอบเวลาการชี้แจงจะครบกำหนดในวันที่ 25 เมษายนที่จะถึงนี้

“ถ้ากกต.ส่งคำชี้แจงกลับมา สำนักงานก็จะประมวลข้อมูลที่ได้รับเสนอเข้าที่ประชุมผู้ตรวจการ เพื่อพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ทันทีให้ทันในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส. ยืนยันว่าการพิจารณาคำร้องดังกล่าวจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ สามารถตอบคำถามให้คลายสงสัยได้ หากมีข้อยุติไปในทางใดทางหนึ่ง”

มาอีกหนึ่งเรื่องที่จะไขข้อข้องใจได้จบสำหรับเรื่องเลือกตั้ง ฉะนั้น “กกต.“ ต้องรับสภาพว่าสังคมให้ความเชื่อมั่นกับกกต.ในระดับ ”ต่ำมาก” เพราะข้อผิดพลาดเเบบไม่ควรบังเกิดมันเกิดขึ้นได้เเบบไม่น่าเชื่อในยุคนี้ เเละเมื่อส่องไปยังเเนวทางลดความร้อนของเผือกหลากลูกนั้น กกต.ยังไม่เเสดงให้ชัดเเจ้งออกมากับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก….

เมื่อกาลเป็นเเบบนี้จนมีการนำเหตุเลือกตั้งในหลายประเทศที่มีประชากรมากกว่าเมืองไทยมาเทียบเคียงเเละประชดประชันกันหนักในสังคมออนไลน์ จนชวนให้คิดถึงคำพูดของประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ที่ว่า “ยุ่งตายห่า”

“โค้วตงหมง” เคยพูดทีเล่นทีจริงกับคำคำนี้เเละลืมปิดไมโครโฟนเมื่อครั้นทำหน้าที่บนบัลลังก์ประธานสภาผู้เเทนราษฎร จนสื่อนำมาเสนอข่าวเเละกลายเป็นวลีฮิตในช่วงหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

ในวันนี้คำว่า “ยุ่งตายห่า” ก็กำลังวนเวียนอยู่กับการเมืองไทยเเบบปัจจัยใดเเยกออกจากกันไม่ได้ เพราะมันพันกันจนเกือบเป็นเนื้อเดียวกันเเล้ว

          จำเลยของสังคมการเมืองในวันนี้จะเร่งรัดจบเกมเเบบทำลายความเเคลงใจให้หมดไปจากความเชื่อของคนไทยได้อย่างไร “เวลาเเละกกต.” คือคนให้คำตอบ

เมื่อหันมามองความเคลื่อนไหวของคนการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเเบบเเน่ชัดนั้น เวลาที่มีอยู่ในตอนนี้ทำได้เพียง “รอ” เเละเตรียมการรับมือกับสมมุติฐานจำลองในหลากสูตร เพราะที่ผ่านมาจะพบว่าคนการเมืองนั้นงัดสารพัดสูตร ออกมาเเบบไม่เว้นวันเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้เเต้ม

เเม้เเต่ยามนี้ “พรรคขนาดจิ๋ว” หลากพรรคก็ยังออกมาสำเเดงการทวงสิทธิ์เพื่อโอกาสเข้าห้องประชุมรัฐสภา

ส่วนพรรคบิ๊กเนมที่มีบทบาทบนเวทีการเมืองนั้น พบว่า “เพื่อไทย” เเละพันธมิตรอีกหกพรรค ยังย้ำสิทธิในการเป็นเเกนนำจัดตั้งรัฐบาล เเต่ก็เริ่มเเพลมๆ ทางหนีทีไล่ไว้บ้างเผื่ออกหักไว้ด้วยเเล้ว…

 “พลังประชารัฐ” ยังส่งขุนพลออกมาให้ข่าวเเบบต่อเนื่องเกี่ยวกับความมั่นใจในการตั้งรัฐบาลเเละชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

เเต่สิ่งที่น่าเจาะลึกคือเสียงเเปร่งๆ ของ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ที่ว่าไว้หลายวันก่อนว่า “ขอรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะขณะนี้สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ชัดเจนและอยู่ในขั้นตอนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากตัวเลข 1 ถึง 2 ที่นั่งมีผลมากต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้”

วรรคนี้น่าตีความยิ่ง เพราะมองเเล้วนั้น เสียงที่พปชร.มีอยู่ ใช่ว่าจะเพียงพอในการก้าวขึ้นมาตั้งรัฐบาลได้ เพราะตอนนี้ตัวเเปรสำคัญที่จะชี้ว่าพปชร.จะสมหวังหรือไม่มันอยู่ที่ส.ส.งูเห่า, การคำนวณปาร์ตี้ลิสต์, ใบสารพัดสี, การเจรจากับพรรคอื่นๆ ให้มาเเตะมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคสีฟ้าที่เป็นพรรคตัวเเปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของพปชร.

ห้าสิบกว่าชีวิตของประชาธิปัตย์ที่กำไว้เเม้จะมีงูเห่าออกไปจากถนนเศรษฐศิริบ้าง เเต่เมื่อคีย์เเมนพรรคระดับอาวุโสหลายคนยังไม่เออออห่อหมกเเล้วนั้น….เเบบนี้มันสอดรับกับสิ่งที่พุทธิพงษ์ระบุไว้หรือไม่

หลายวันก่อนสายสืบเเวะไปยังวงการต่อรอง โดยทราบมาว่า มีการเปิดอัตรามาเเล้วว่าใครจะเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลด้วยราคาเท่าใด เเละเมื่อลองไปไล่เรียงเเล้วพบว่าราคาหนุนลุงตู่นั้นมีหลากตัวเเปรที่อยู่ในเงื่อนไข เช่น งูเห่าสีฟ้า, งูเห่าสีส้ม, งูสารพัดพันธุ์จากพรรคอื่นๆ จะมีกี่ตัวเเละพอที่จะผนึกกำลังยกมือให้ลุงตู่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลหรือไม่

ราคาที่ยั่วน้ำลายคืออายุการทำงานของขั้วหนุนลุงตู่จะมีเวลากี่ชั่วยาม….รวมทั้งโอกาสห้าร้อยว่าที่ส.ส.จะเเท้งนั้น…ก็ยังมีออกมายั่วในเรตที่น่าพินิจยิ่ง

อีกทั้งยังมีราคาที่ชวนคิดว่างานนี้จะมีใครเดินเข้าปิ้งบ้าง….จากหลากกรณี

ส่วนราคาขั้วค้านลุงตู่นั้นพบว่า “ราคาไม่ยั่วใจ” เพราะเจ้ามือเปิดอัตราออกมาเมื่อดูๆ ไปเเล้ว ไม่ว่าอย่างไร โอกาสเข้าวิน ”ต่ำ”

เพียงเท่านี้เรตราคาก็มีหลายขั้นเเละยั่วน้ำลายให้คอเสี่ยงโชคที่นิยมเสพข่าวการเมืองไปวางเดิมพัน เเต่ขอเตือนว่าอย่าเสี่ยงกับเรตราคาเหล่านี้ เเละควรรอครรลองประชาธิปไตยให้ก้าวเดินจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

          เเละย้ำอีกครั้งส่งท้ายว่าอย่าลืมว่า “การเมืองไทยนั้นพลิกได้เสมอ”