Who? ชูธงสื่อ ไฟฝันของ “สมพร” “พ่อฟ้า” เจอฝันร้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Who? ชูธงสื่อ ไฟฝันของ “สมพร” “พ่อฟ้า” เจอฝันร้าย

27 เมษายน 2562 – 09:05 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้นสื่อ,หุ้นวี ลัค,รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 7,070 ครั้ง

หุ้นสื่อพ่นพิษไม่ใช่เรื่องแมกกาซีนกอสซิปเล่มเดียว หากเป็น ฝันอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพหญิงเหล็กแห่งไทยซัมมิท “สมพร” ไล่ล่าฝันเจ๊งร้อยกว่าล้าน ผ่านบทเรียนอันเจ็บปวด

*******************

ความวุ่นวายเรื่องพิษหุ้นสื่อที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังประสบอยู่ตอนนี้ ต้นเรื่องของทั้งหมดจะพบว่าช่างสอดคล้องกับคำไทยว่า “กงกรรม” จะเทียบคำฝรั่งว่า “Butterfly Effect” ก็คงได้ เพราะหุ้นสื่อเจ้าปัญหานี้ไม่ได้เริ่มจากเจ้าตัวเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นความฝันของแม่ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่วันนี้มันกลับมาส่งผลถึงบุตรชายแบบเข็มขัดสั้น…คาดไม่ถึง!

http://www.komchadluek.net/news/scoop/369392

ฝันแถวบางนา-ตราด

ย้อนไปในวันวานคนไทยรู้จักตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจดีว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท กรุ๊ป อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่

และถ้าถามเจ้าถิ่นค่ายธุรกิจใหญ่แถวบางนาตราด ก็คงหมายถึงค่ายไทยซัมมิทกรุ๊ปเพราะมีธุรกิจมากมายบนถนนเส้นนี้

แต่ถ้าถามถึงเจ้าถิ่นค่ายสื่อคงจะหนีไม่พ้นสื่อ “เครือเนชั่น”

ดังนั้นในขณะที่เรารู้จัก สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท หนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าของประเทศที่มีชื่ออยู่ใน “ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีของไทย” ตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์

แต่ในงานสื่อก็เป็นอีกสายที่สมพรหลงใหลที่จะทำ-มีหุ้น-หรือเป็นเจ้าของ

           ถนนบางนาตราดแห่งนี้จึงเปิดให้เธอโลดแล่นไปได้ทุกสาย เธอจึงเข้าถือหุ้น NMG หรือบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ช่วงปี 2546

ตอนนั้นเธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีถึง 26,669,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.19 ขณะที่ธนาธร ถือหุ้นสื่อดังกล่าวอยู่จำนวน 2,500,000 หุ้น หรือร้อยละ 1.52

ต่อมาช่วงปี 2552 นอกจากสองรายชื่อนี้แล้วคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถือหุ้นเนชั่นยังมี ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรสาวอีกคน แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ได้ขายออกไปเมื่อปี 2553

จะด้วยเหตุผลทางตัวเลขที่ หรือเหตุผลทางภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่าคนที่มีนามสกุลเดียวกันกับนักการเมืองได้เข้ามาครอบครองสื่อใหญ่ของประเทศ

แต่มุมนี้เคยได้รับการอธิบายเมื่อนานมาแล้วจากปากของธนาธรเองที่ให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดีว่า

“ไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครองหรือเพื่อทำกำไร แต่การเข้าไปครั้งนั้นเกิดจากความสัมพันธ์กับธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น เพราะเขาถือว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ จะเข้าไปเทกโอเวอร์ หรือเข้าไปบริหารง่ายๆ ด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกต้องมีภาพลักษณ์บางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้”

จากโซลิด สู่วีลัค

อย่างไรก็ดี คาบเกี่ยวกันนั้น สมพรยังได้เปิดตัว บริษัท โซลิด มีเดีย จำกัด ขึ้นมาอีกแห่ง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 ผลิตนิตยสาร Who? และนิตยสารองค์กรอย่าง “จิ๊บจิ๊บ” ของนกแอร์ และธนาคารไทยพาณิชย์

เวลานั้นทีมบริหารและกองบก. มี “ไก่” นงนาถ กมลาศน์ ณ อยุธยา” เป็นกรรมการบริหาร ควบบรรณาธิการบริหาร โดยแม่สมพรถือหุ้นใหญ่ 80% และบุตรสาว รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ อีก 17% แถมยังมี “วิ” รวิพรรณ แดงทองดี ภรรยาของธนาธร ร่วมเป็นกรรมการ

ก่อนที่ต่อมาปี 2555 เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด “สาววิ” สะใภ้ใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากนักการเงิน มานั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร

วันที่เป็นวี-ลัค สมพรยังเต็มไปด้วยไฟฝันว่านิตยสารไลฟ์สไตล์ไฮโซหัวนี้จะไปได้สวย หลังทุ่มเงินไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท เธอกล่าวกับเนชั่นสุดสัปดาห์ช่วงปี 2555 ว่า

          “อุตสาหกรรมสื่อมีอนาคต ยิ่งถ้าบวกความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ เราเป็นม้านอกวงการ ประสบการณ์ยังน้อย แต่ละก้าวต้องระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป วันนี้ Who อยู่ตัวแล้ว และธุรกิจนี้อนาคตไม่ใช่เรื่องขีดๆ เขียนๆ เราต้องขยายไปทางดิจิทัล ไปทางมีเดีย เข้าไปในไอแพด ฉันพยายามจะดึงตรงนี้ให้ไปสู่ธุรกิจอนาคต ไม่ใช่ทำหนังสืออยู่กันแค่นี้”

เช่นเดียวกับฝ่ายสะใภ้ วริพรรณเองก็เคยยืนยันถึงความเป็นนักอ่าน และรักในงานสื่อของคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจว่า

“นิตยสาร Who? เกิดจากความชอบและความอยากทำในเรื่องสื่อของท่านประธาน ทุกคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็อยากให้มีหนังสือดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวข่าวสารของบุคคลต่างๆ ที่น่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอ่าน เป็นแรงบันดาลใจ”

          ต่อมาปี 2558 ธนาธรและภรรยามีชื่อปรากฏเป็นผู้ถือหุ้น วี-ลัค ครั้งแรก โดยธนาธร ถือ 675,000 หุ้น และรวิพรรณ ถือ 225,000 หุ้น โดยสมพร ฝ่ายมารดา ลดจำนวนการหุ้นเหลือเพียง 675,000 หุ้น

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สุดนิตยสาร WHO โบกลาแผงฉบับสุดท้ายเดือนตุลาคม 2559 ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ได้แก่ นิตยสารของนกแอร์และธนาคารไทยพาณิชย์ปิดตัวลงตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ว่าจ้างช่วงปี 2561

ฝันร้าย กลายกลับ

ดูเหมือนว่าการเดินเกมทำสื่อของสมพร จะค่อยๆ ขยับจากสื่อหนึ่งไปสื่อหนึ่ง โดยยังไม่ทิ้งสื่อไหนในทันทีที่เปลี่ยนแผน แต่การเข้าถือหุ้นในสื่อใหญ่ยังเป็นความหลงใหลของเธอ

เพราะคาบเกี่ยวกันในช่วงปี 2556 สมพรได้สยายปีกข้ามฟากมาค่ายประชาชื่น หรือ มติชน!

          สมพรเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มแกรมมี่ของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จำนวน 42.38 ล้านหุ้น (22.12%) มูลค่า 469.94 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ใหญ่เบอร์ 2 ในผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกของมติชน

วันนั้นเธอให้สัมภาษณ์วิทยุรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ว่า

“ไม่เคยคิดว่าเมื่อลงทุนปุ๊บแล้วต้องไปไล่ทีมเก่าออกแล้วเข้าไปเป็นใหญ่ การทำธุรกิจต้องเป็นพันธมิตรกัน หากเอาคนเก่าออกก็ต้องหาคนเข้าไปใหม่และต้องมีเครือข่ายเข้าไปดำเนินกิจการ”

แต่ก็ไม่วายที่เธอจะได้รับการพูดในหน้าข่าวกับท่วงทำนองเดิมเรื่องครอบงำสื่อ แถมต่อมาช่วงมิถุนายน 2556 ธนาธรก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการ (บอร์ด) มติชน อีกด้วย

          อย่างไรก็ตามที่สุดธนาธรได้ลาออกจากมติชนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 เพื่อลงสนามการเมือง โดยเขากับปิยบุตร​ แสงกนกกุล คู่หู ก็เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่​ในวันรุ่งขึ้น

ฝ่ายมารดาเมื่อพบว่าฝ่ายลูกชายตั้งใจเดินหน้าเข้าสู่ถนนการเมืองตามความฝัน สมพรก็ตัดสินใจขายหุ้มนมติชนทิ้งตามลูกมาด้วยเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

แต่เรื่องที่เหมือนจะจบมันกลับไม่จบ เมื่อสื่ออิศราฯ คุ้ยเจอว่าเขาและเมียเพิ่งโอนหุ้นวี-ลัคให้แม่ก่อนเลือกตั้ง 3 วัน คือวันที่​ 21​ มีนาคม​ 2562 ที่จะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. ที่ถือหุ้นสื่อ

ทำให้เขาต้องออกมาแจงว่าตนเองก็ได้ห้อจากช่วยลูกพรรคหาเสียงที่บุรีรัมย์ เพื่อมาเซ็นโอนหุ้นทั้งของตนและเมียกลับไปให้มารดาหมดตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ทันที ซึ่งทำขึ้นก่อนลงสมัครส.ส. ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562

ธนาธร และ รวิพรรณ

งานนี้จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ไม่ใช่หัวการเมือง หรือจะเพราะเขาก็แค่ลืม

แต่ได้ทำให้ธนาธรถึงกับฝันร้ายเลยทีเดียว เพราะต้องมานั่งไล่แก้และตอบคำถามวันต่อวันอยู่ตอนนี้ เพราะหลายคน ยังคาใจว่ามันคือการทำย้อนหลังหรือไม่

ไหวมั้ยธนาธร

คำตอบหรือคำชี้แจงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่กับสื่อมวลชนและประชาชน แต่เป็นการเข้าชี้แจงเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หลังจากวันที่ 23 เมษายน กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาเขาไปแล้วกรณีถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ถูกร้องว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ และผิดพ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.

วันพฤหัสที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ธนาธรซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศท่ามกลางกองเชียร์ที่ไปรอให้กำลังใจจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าไม่มีข้อกังวลทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายและไม่ได้ทำอะไรผิด

http://www.komchadluek.net/news/hit-issue-thansettakij/369971

          แต่นอกจากเรื่องนี้ธนาธรยังต้องเจองานงอกกับเคสของภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 2 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครส.ส. เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์

โดยกรณีนี้ธนาธรมีลุ้นหลายตลบทั้งมาตรา 49 วรรค 2 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและผู้สมัครบัญชีรายชื่อ จึงถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องมีความรับผิดชอบเรื่องนี้ และยังมีกฎหมายอาญามาตรา 84 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย

อะไรมันจะมากมายหลายเด้งเช่นนี้ แต่อะไรจะเป็นอะไรวันอังคารที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งกตต.นัดธนาธรเข้าพบ เราน่าจะได้รู้อะไรเพิ่ม แม้รู้เต็มอกว่าน่าจะยังไม่จบแน่ๆ ก็ตาม

จับตากระแสตื่นทองในแวดวงธุรกิจ-การแพทย์คนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตากระแสตื่นทองในแวดวงธุรกิจ-การแพทย์คนไทย

27 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พันธุ์บุรีรัมย์,กัญชา,ยาเสพติด,สมุนไพร
เปิดอ่าน 545 ครั้ง

โดย… เอก อัคคี

ผมขอสารภาพว่าครั้งแรกที่เดินทางไปถึงพื้นที่ของการจัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ผมยืนงงจริงๆ เพราะขนาดของพื้นที่การจัดงานกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่คนไทยจากทั่วทุกสารทิศและชาวต่างชาติ เดินผ่านหน้าผมไปราวกับสายน้ำ หลังงานทั้งสามวันผ่านพ้นไปผมสอบถามไปยังทีมงานผู้จัดเลยทราบว่า มีการบันทึกสถิติเอาไว้ว่ามีคนมาร่วมงานกว่า 1.5 แสนคน ทั้งที่บัตรผ่านประตูเข้างานวันละ 450 บาทต่อคน!!

ถ้าดีดลูกคิดรางแก้วกันแบบหยาบๆ ไม่ต้องซอยยำละเอียด จะมีรายรับจากค่าผ่านประตูอยู่ราวๆ 67,500,000 บาท เฉลี่ยราวๆ วันละ 22,500,000 บาท

ขณะที่ยอดผู้ป่วยมายื่นขอมีกัญชาและสารสกัดจากกัญชาไว้ในครอบครองหลายหมื่นรายแต่มีผู้ผ่านเกณฑ์การขอจดครอบครองกัญชาจำนวน 4,397 ราย

แล้วจะไม่ให้ผมยืนงงได้อย่างไรกันครับ?

เพราะว่าในฐานะที่ผมเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หนึ่งในโรคยอดนิยมของคนไทยยุคนี้ ทันทีที่ผมทราบว่าจะมีการจัดงานนี้ผมก็ต้องเดินทางมาดูมาศึกษา เพราะว่ากัญชาใบเขียวๆ ถูกใช้เป็นยารักษาโรคมายาวนานนับพันปีแล้วในโลกสีน้ำเงินใบนี้

ความจริงแล้วในไทยเราเองก็มีการใช้กัญชา “เข้ายา” (แปลไทยเป็นไทยว่า ใช้เป็นยาแต่ผสมกับยาสมุนไพรตัวอื่นๆ ด้วย) มายาวนาน ถ้าจะยึดตามเอกสารก็ต้องบอกว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 300 ปี เพราะเอกสารที่ถูกค้นพบและยอมรับกันในสายวิชาการเรียนแพทย์แผนไทย ตำรายาไทยโบราณบันทึกว่า “กัญชา” หรือบางตำราเรียก “กันชา” ในตำรับยาบางตำรับ ถือว่ากัญชาเป็นตัวยาหลักของตำรับยานั้น

ขณะที่บางตำรับยากัญชาเป็นส่วนประกอบร่วมหรือที่เรียกว่าเข้ายา เช่น ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฯลฯ สำหรับ ตำราพระโอสถพระนารายณ์ หรือคัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ไทยชิ้นสำคัญที่เหลือสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและถือเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่กลุ่มแพทย์ทางเลือก หมอพื้นบ้านหรือผู้ป่วย-ญาติผู้ป่วย ฯลฯ ใช้เป็นหมัดเด็ดน็อกหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามออกมาป้ายสีดำใส่ใบไม้สีเขียวนี้ว่ามันคือยาเสพติด!!

เพราะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเกี่ยวกับตำรายานี้ไว้ว่า “ที่เรียกว่าตำราพระโอสถพระนารายณ์ เพราะมีตำราพระโอสถซึ่งหมอหลวงได้ประกอบถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลายขนานปรากฏชื่อหมอและวันคืนที่ได้ตั้งพระโอสถนั้นๆ จดไว้ชัดเจนอยู่ในระหว่างปีกุนจุลศักราช 1021 (พ.ศ.2202) จนปีฉลู จุลศักราช 1023 (พ.ศ. 2204) คือระหว่างปีที่ 3 จนถึงปีที่ 5 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

และด้วยเหตุผลหลายประการทั้งจากเอกสารโบราณในทางการแพทย์และงานวิจัยใหม่ๆ ทางการแพทย์ในหลายประเทศทั่วโลกที่เปิดกว้างมากขึ้นให้ประชาชนพลเมืองเข้าถึง “กัญชา” ในฐานะยารักษาโรค ทำให้รัฐบาลไทยในยุคนี้จึงออกกฎหมาย คลายล็อกการครอบครองเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยให้ตราเป็นกฎหมายใหม่ ซึ่งมีผลให้พืชกระท่อมและกัญชาสามารถใช้ในทางการแพทย์หรือการสันทนาการได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายประเทศในโลกได้ผ่อนปรนให้ประชาชนใช้กัญชาในทางการแพทย์และการสันทนาการ และมีผลงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถรักษาโรคได้และต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562

000

นี่คือการปลดโซ่ตรวนที่พันธการกัญชาในฐานะ “เป็นยาเสพติด” เพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น!! แต่ยังพร้อมใส่กุญแจมือผู้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าแค่อยากดูดพันลำแล้วออกไปรำเพลินเพื่อสันทนาการ!!

มหกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น ณ แดนดินถิ่นอีสานใต้ ซึ่งในอดีตกาลโบราณนานมา แดนดินภูเขาไฟแห่งนี้คือเมืองสำคัญของอาณาจักรขอมโบราณอันเป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง ศาสนสถานที่สำคัญที่สุด ในศตวรรษที่ 18 ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์กษัติย์ขอมโบราณผู้เลื่อมใสในพระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ มีความนับถือพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุเป็นอย่างมาก

พระองค์ทรงมีพระการุณยภาพต่ออาณาประชาราษฎร์เป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้สร้าง “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา” เป็นพระปฏิมาประธานในศาสนสถาน ซึ่งเป็นสถานที่อภิบาลผู้เจ็บป่วยที่เรียกว่า “อโรคยาศาลา” เพื่อประทานพรให้ประชาชนหายป่วย จำนวน 102 แห่ง ทั่วทั้งอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันมี 30 แห่งอยู่ในไทยรวมไปถึงที่บุรีรัมย์ด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงมีคติความเชื่อในการสร้างพระปฏิมาพระไภษัชยคุรุเป็นพระกริ่งพกติดตัวกันมายาวนาน อย่างล่าสุดก็มีการจัดสร้างพระไภษัชยคุรุที่เรียกว่า พระกริ่งอู่ทองรุ่นแรก ขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงพลานุภาพแห่งพระพุทธคุณที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บว่ามีอยู่จริง

000

การจัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 19-21 เมษายน ที่ผ่านมา ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ต้องยอมรับว่า ธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานในการจัดงานครั้งนี้ ตั้งใจทำงานจริงๆ นอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้บุรีรัมย์ได้อีกทางหนึ่งแล้วท่านบอกว่ารายได้ที่หักค่าใช้จ่ายจากการจัดงานจะถูกนำเข้ากองทุนพันธุ์บุรีรัมย์เพื่อสนับสนุนการวิจัยและต่อยอดสำหรับการนำกัญชามาใช้เพื่อการแพทย์ต่อไป

แน่นอนว่าไปงานนี้ผมก็ต้องเจอ “ป๋าเน” หรือ “ลุงเน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าของสถานที่ในการจัดงานและยังเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญที่ร่วมรณรงค์และต่อสู้ เพื่อให้กัญชาถูกกฎหมาย ลุงเนบอกว่าหากประชาชนเข้าถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ได้ด้วยตนเองอย่างถูกกฎหมาย และการเมือง โดยเฉพาะประเด็นกัญชาดีกว่าบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ลุงเน ย้ำก่อนที่ผมจะขอตัวไปเดินดูต้นกัญชาหลากหลายสายพันธุ์ที่มีการนำมาโชว์ในงาน โดยมีตำรวจ ทหารดูแลอย่างใกล้ชิดว่า

“ขอความกรุณาอย่าแปรเจตนา หรือตีความหมาย จับประเด็นคำพูดผมไปขยายผลให้คลาดเคลื่อนไปจากนี้ ผมผ่านเรื่องหนักๆ กว่านี้มาเยอะ ไม่หวั่นไหว ไม่เสียกำลังใจง่ายๆ แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละเวลาวันหยุดมาช่วยกันทำงาน ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้ง 3 วันที่ผ่านมา แทบไม่ได้หยุดพัก บางท่านอาจจะหวั่นไหวและเสียกำลังใจได้ แต่ผมเชื่อว่าคนพันธุ์บุรีรัมย์ มีความเข้มแข็ง และมีหัวใจเพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวม และจะไม่มีอะไรมาทำให้เรา คนตัวเล็ก แต่มีหัวใจยิ่งใหญ่ เสียความตั้งใจได้ แม้อาจจะเสียกำลังใจไปบ้างจากคนที่ไม่เข้าใจการทำงานของพวกเรา ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นการทำงานเพื่อผู้ป่วย เพื่อส่วนรวม ในหลายวันที่ผ่านมา จะเป็นต้นทางสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและคนไทย ในอนาคตอันใกล้นี้ผมจะเดินหน้าต่อไปให้ถึงเป้าหมาย ใครจะร่วมด้วยช่วยกัญ ก็เดินไปด้วยกัน”

000

อย่างที่บอกล่ะครับว่าในฐานะผู้ป่วยเป็นเบาหวานอย่างผม การไปพบแพทย์เพื่อขึ้นทะเบียนในงานนี้และได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำมันกัญชาในการบำบัดดูแลรักษาที่ถูกต้องก็ถือว่ามีประโยชน์มากและขอบอกว่าการใช้ต้องปรึกษาผู้ที่มีความรู้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ด้วย อย่าใช้ไปตามความเข้าใจของตัวเองหรือได้ยินมาเพราะทุกยาทุกขนานมีทั้งคุณและโทษ เพราะอย่าลืมว่าการหยอดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้นนั้นแม้เพียงหยดเดียวแต่มีฤทธิ์ที่แรงมากพอสมควร ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

ข้อสำคัญที่สุดคือห้ามใช้ขณะเดินทางหรือต้องขับรถเด็ดขาด เพราะยาจะออกฤทธิ์กดประสาทซึ่งจะทำให้สูญเสียการควบคุมได้ ขึ้นชื่อว่ายาที่มีฤทธิ์ต่อระบบจิตประสาทไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศและในประเทศไทยเราจึงยังต้องมีมาตรการควบคุมการใช้อยู่ อย่าใช้ซี้ซั้ว!!

แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางที่ดี เพราะขณะที่ทุกภาคส่วนในทางการแพทย์กำลังศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ และล่าสุดทราบว่า ม.รังสิต ก็ประสบความสำเร็จไปแล้วในการวิจัยเพื่อทางการแพทย์ แต่ถ้าในระดับที่จะอนุญาตให้ผลิตออกมาเพื่อให้คนไทยที่ป่วยได้ใช้รักษาโรคคงจะต้องรออีกระยะตามประสาแบบไทยๆ

000

สำหรับการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายในอเมริกาได้รับอนุญาตจาก 2 ใน 3 ของรัฐทั้งหมด ปัจจุบันในอเมริกามี 10 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการได้ในผู้ใหญ่ และมี 30 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ แต่ปี 2562 นี้มีหลายรัฐของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้ใช้กัญชาได้มากขึ้น

แม้ผลการสำรวจชาวอเมริกัน 66% เห็นด้วยที่จะให้ทำกัญชาให้ถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศแต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะกัญชายังคงจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 (Schedule I) ภายใต้กฎหมาย และยังไม่มีการถอนออก

แต่อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าธุรกิจอุตสาหกรรมกัญชาโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตอีกมากหลังจากที่ในแคนาดามีบริษัทกัญชาที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งรายงานยอดขายที่ดีมาก นับตั้งแต่อนุญาตให้กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในเดือนตุลาคมปี 2561 และหลายรัฐในสหรัฐให้ความเห็นชอบในการใช้กัญชา ทำให้กัญชากลายเป็นกระแสหลัก

ซึ่งเป็นผลจากการทุ่มเม็ดเงินลงทุนอย่างเต็มที่และจากความร่วมมือของผู้ปลูกกัญชาขายให้บริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท คอนสเตลเลชั่น แบรนด์ส อิงค์ ผู้ผลิตเบียร์โคโรนา ปัจจุบันถือหุ้น 35% ในบริษัท คาโนปี โกรท ผู้ผลิตกัญชาในแคนาดาได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 ที่จะเพิ่มการถือหุ้นเพิ่มเป็น 50% นี่คือผู้ปลูกกัญชารายใหญ่สุดของอุตสาหกรรมมีมูลค่าราว 14 พันล้านดอลลาร์ มีผลิตภัณฑ์ในชื่อ Tweed, Spectrum, DNA Genetics, CraftGrow สำหรับบริษัทอื่นที่ลงทุนในธุรกิจกัญชาได้แก่ อัลเทรีย ผู้ผลิตบุหรี่มาร์ลโบโร ซึ่งลงทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์ในโครโนส กรุ๊ป ผู้ผลิตกัญชาอีกราย ส่วนทิลเรย์ อิงค์ (Tilray, Inc.) ผู้ผลิตกัญชาทางการแพทย์รายใหญ่กำลังร่วมมือกับเบียร์บัดไวเซอร์ เพื่อผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาและนักธุรกิจในอีกหลายประเทศกำลังลุยเรื่องนี้ ฯลฯ

ขณะที่โลกตอนนี้กำลังตื่นตัวในอุตสาหกรรมกัญชากันเหมือนยุคตื่นทอง แต่เมืองไทยเรา…ในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจกัญชาคงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น

เพราะทุกวันนี้…หลายภาคส่วนยังเมาควันหลง-ยืนงงในดงกัญชาอยู่เลย!!

เคล็ดลับ “จ้างคนพิการทำงาน”!ลดภาษี2เท่า และไม่เป็นภาระบริษัท

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคล็ดลับ “จ้างคนพิการทำงาน”!ลดภาษี2เท่า และไม่เป็นภาระบริษัท

26 เมษายน 2562 – 10:25 น.
คนพิการ,จ้างงาน,ภาษี
เปิดอ่าน 1,002 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศที่เจริญแล้วมีหลักการสากลว่า “คนพิการต้องมีโอกาสได้ทำงานช่วยเหลือตัวเองเหมือนคนทั่วไป” เช่นเดียวกับคนพิการในประเทศไทยที่มีกว่า 2 ล้านคน กฎหมายกำหนดให้บริษัทห้างร้านต้องช่วยกันจ้างงานเพื่อให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพของตัวเอง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัว!

ตั้งแต่ปี 2550 “พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” กำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานจำนวน 100 คน จ้างคนพิการ 1 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 100:1 หากบริษัทมีพนักงาน 200 คน ก็จ้าง 2 คน มี 500 คน จ้าง 5 คน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนจูงใจในการลดภาษีให้นายจ้าง แต่ถ้าไม่อยากจ้างก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปีประมาณ 1.1 แสนบาทต่อคน

ดูเหมือนเงื่อนไขนี้ทำให้เจ้าของบริษัทยอมรับได้และพยายามจ้างคนพิการมาทำงานบางอย่างในบริษัท เช่น ดูแลความสะอาด รับโทรศัพท์ ทำบัญชี ตรวจสินค้า ฯลฯ แล้วแต่สภาพของลักษณะงาน

แต่ถ้าประเมินจากข้อมูลการจ้างงานคนพิการที่ผ่านมา พบว่าบริษัทส่วนใหญ่เลือกส่งเงินให้กองทุนมากกว่าเลือกจ้างคนพิการมาทำงานทั้งที่คนพิการใน

ประเทศไทยมีประมาณ 5 แสนคนจาก 2 ล้านคน ที่ประเมินแล้วมีศักยภาพในการทำงานได้

วิเคราะห์ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นจาก 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ
1.“ฝ่ายนายจ้าง” ไม่รู้ว่าจะไปหาคนพิการที่เหมาะสมกับงานตัวเองได้ที่ไหน และบางครั้งหามาได้คนพิการก็ไม่ชอบงานที่เตรียมไว้ให้ หรือไม่สามารถจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมให้ได้ เช่น ไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น ไม่มีอักษรเบรลล์ หรือไม่มีล่ามภาษามือ

2.“ฝ่ายคนพิการ” ที่อยากไปทำงาน แต่ระบบการขนส่งไม่เอื้ออำนวย ไม่สามารถเดินทางจากบ้านได้ตามลำพัง หรือไปได้แต่ต้องจ่ายแท็กซี่หรือจ้างคนพาไป ซึ่งเป็นรายจ่ายที่บางครั้งมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ หรือบางครั้งเดินทางไปทำงานได้แต่ไม่ชอบลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย เช่นงานทำความสะอาด งานรับโทรศัพท์ หรืองานต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก รวมถึงปัญหาในการปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน บางครั้งต้องแก้ปัญหาด้วยการเลือกบริษัทหรืองานที่อนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้

3.“ฝ่ายหน่วยงานรัฐ” เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจ ขาดระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานของคนพิการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ได้มีกฎหมายใหม่หรือนโยบายที่เป็นแรงจูงใจในการทำให้นายจ้างและคนพิการสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ทำให้ตัวเลขจ้างงานคนพิการในประเทศยังมีอยู่น้อยมาก จากข้อมูลบริษัทธุรกิจเอกชนทั่วประเทศที่ต้องจ้างคนพิการทั้งหมด 5.5 หมื่นคน ปรากฏว่ามีจ้างจริงเพียงครึ่งเดียว หรือ 3 หมื่นกว่าคนเท่านั้น นายจ้างส่วนใหญ่เลือกส่งเงินเข้ากองทุนแทนเพื่อตัดปัญหาต่างๆ ส่วนภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐจ้างได้แค่ประมาณ 1.2 หมื่นคน ทำให้ยอดส่งเงินเข้ากองทุนมีสูงถึงปีละกว่า 2 พันล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว และเพิ่มขึ้นทุกปี

ถ้าวิเคราะห์จากตัวเลขคนพิการที่สามารถทำงานได้ทั่วประเทศ 5 แสนคน แต่ถูกจ้างงานจริงเพียงไม่ถึง 5 หมื่นคน หมายความว่าคนพิการกว่า 4.5 แสนคนไม่มีโอกาสได้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง ไม่มีโอกาสได้เสียภาษี ไม่มีโอกาสได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองเพื่อสังคมหรือประเทศชาติบ้านเมือง

สิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นกระทรวงแรงงาน เครือข่ายภาคประชนจึงร่วมกับกลุ่มตัวแทนคนพิการ ต้องช่วยกันจึงคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาของทั้ง 3 ฝ่ายที่เกิดขึ้นให้ได้

เช่น 5 ปีที่แล้วมีการปรับปรุงกฎหมายเปิดช่องทางให้ นายจ้างสามารถจ้างคนพิการไปทำงานที่ตัวเองชอบ หรือไปทำงานเพื่อชุมชนที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่เดินทางสะดวก ไม่ต้องมาทำงานที่บริษัทอย่างเดียวแต่ได้เงินเดือนเหมือนพนักงานทั่วไป ส่วนนายจ้างก็ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเหมือนเดิม

เคล็ดลับอยู่ที่ว่านายจ้างต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่แก้ไขใหม่หรือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ที่กำหนดให้มีการจ้างงานคนพิการได้ 2 รูปแบบ “แบบ ม.33 และแบบ ม.35”

“การจ้างงานเชิงสังคม ม.33” หมายถึงนายจ้างเปิดรับสมัครคนพิการมาทำงานตามโควตาที่มีแต่ไม่ต้องให้เดินทางมาทำงานในบสถานประกอบการของตนแต่ให้ไปทำงานในองค์กรสาธารณประโยชน์แทน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ โดยคนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ เงินเดือน สวัสดิการ โบนัส ทุกอย่างเหมือนพนักงานทั่วไปของบริษัท ส่วนนายจ้างก็ได้สิทธิลดภาษีเพิ่มเป็น 2 เท่าแทน

อีกวิธีหนึ่งคือ “การจ้างเชิงสังคม ม.35” เป็นการจ้างเหมาให้คนพิการไปทำงานในองค์กรสาธารณประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ค่าจ้างเหมาประมาณปีละ 109,500 โดยตัวเลขนี้มาจากการคิดเหมาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทคูณด้วย 365 วัน ซึ่งเป็นจำนวนตัวเลขเท่ากันที่จ่ายเข้ากองทุน

เคล็ดลับนี้สำคัญมากเพราะ แทนที่บริษัทตัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยการเลือกวิธีจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่เปลี่ยนวิธีการ เอาเงินจำนวนเท่ากัน เหมาจ่ายให้คนพิการไปทำงานเพื่อชุมชนหรืองานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผลที่ได้คือการช่วยเพิ่มศักยภาพให้คนพิการได้ทำประโยชน์ในชุมชนที่อยู่อาศัยแทนที่จะโอนเงินเข้ากองทุน ซึ่งคนพิการคนนั้นแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรโดยตรง
ถือว่ายิงทีเดียวได้นก 2 ตัว เพราะสังคมได้ประโยชน์ คนพิการก็ได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เกิดความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

ปัจจุบันมีบริษัทและคนพิการจับมือกันสร้างเครือข่ายลักษณะ “จ้างคนพิการทำงานเพื่อสังคม” ขึ้นหลายหลายองค์กรด้วยกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เช่นบางองค์กรเน้นการสนับสนุนให้จ้างแบบมาตรา 33 บางแห่งเน้น มาตรา 35 แบบจ้างเหมา หรือจ้างคนดูแลทำแทน ฯลฯ

“ภรณี ภู่ประเสริฐ” ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าถึงแนวคิดการสนับสนุนคนพิการให้ทำงานว่า เป็นการลดภาระครอบครัวหรือผู้ดูแล และที่สำคัญพวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ส่วนชุมชนได้ประโยชน์จากงานที่คนพิการทำ เจ้าของบริษัทหรือผู้ประกอบการก็รู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์ต่อสาธารณะ จากเงินก้อนเดิมเคยนำส่งเข้ากองทุน ก็สามารถส่งตรงไปให้คนพิการโดยตรง สร้างความเข้าใจมองเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ผลจากการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย สสส. ตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันการจ้างงานเชิงสังคมคนพิการกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ จากสถานประกอบการกว่า 400 แห่ง ลดการมีภาคีเครือข่ายที่ร่วมดำเนินงานในพื้นที่จำนวน 1,802 หน่วยงาน ส่งผลให้ลดการส่งเงินเข้ากองทุนแล้วกว่า 6 พันล้านบาท

ตัวอย่างภาคีเครือข่ายเช่น “มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม” ที่เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “คนพิการต้องมีงานทำ”

“มนิษา อนันตผล” ตัวแทนศูนย์ประสานการจ้างงาน มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมาว่ามูลนิธิเน้นเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างนายจ้างกับคนพิการ ช่วงแรกมีคนมาร่วมแค่ 1 พันกว่าคนต่อปี ตอนนี้เพิ่มเป็นกว่า 7 พันคนแล้วจาก 20 บริษัท เพิ่มเป็น 400 บริษัท แสดงให้เห็นว่าบริษัทเริ่มเข้าใจว่าการจ้างงานคนพิการลักษณะนี้มีประโยชน์ โดยเฉพาะการให้ไปช่วยทำงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หรือองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร เช่น สมาคม มูลนิธิ ชมรมคนพิการต่างๆ เป็นต้น ลักษณะงาน อาทิ งานธุรการ งานประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ผู้ช่วยครูสอนหนังสือเด็ก งานทำสวน งานแม่บ้าน ฯลฯ

“งานบริการสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” คนพิการสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ไปเยี่ยมให้กำลังใจคนสูงอายุ ผู้ป่วย หรือไปช่วยรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน งานบรรเทาทุกข์ต่างๆ

“อารี ทองเที่ยงธรรม” ตัวแทนสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดใจให้ฟังว่า เป็นโปลิโอตั้งแต่เด็กทำให้เดินไม่ค่อยถนัดและสุดท้ายต้องใช้รถเข็น หลังเรียนจบปวช. เข้าทำงานบริษัทเอกชนชื่อดัง เป็นร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทำต่อเนื่องมาหลายปี แล้วเริ่มเดินไม่ค่อยถนัดต้องใช้รถเข็นจนถึงทุกวันนี้อายุ 50 กว่าปี ก็มาทำงานเป็นเครือข่ายช่วยเหลือคนพิการหางานทำ

“ที่จริงแล้วอยากให้บริษัทจ้างงานคนพิการแบบมาตรา 35 มากกว่า 33 เพราะมาตรา 35 บริษัทได้ส่วนลดภาษี 2 เท่า ส่วนคนพิการแม้ทำงานในชุมชน แต่ได้สิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการต่างๆ ที่มีความสำคัญกับชีวิตพวกเขาในอนาคตมากกว่า หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปโรงพยาบาลเอกชนได้ ไม่ต้องไปรอคิวโรงพยาบาลรัฐนานๆ ทั้งวันเหมือนใช้บัตรทอง 30 บาท คนพิการหูหนวก ตาบอด มือหรือเท้าใช้การไม่ได้ ยิ่งต้องไปนั่งรอคิวโรงพยาบาลนานๆ ก็ยิ่งลำบาก นอกจากนี้การเป็นพนักงานบริษัทยังได้เงินสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ สิทธิประกันสังคมตอนชราก็ได้ เชื่อไหมว่านายจ้างหรือเจ้าของบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ พวกเขามอบให้ลูกน้องฝ่ายดูแลพนักงานเป็นคนทำ พนักงานก็ขี้เกียจไม่อยากวุ่นวาย แนะนำให้เจ้าของส่งเงินเข้ากองทุนไปเลย จบปัญหาง่ายดี ทั้งที่เจ้าของบริษัทอาจมีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคมและคนพิการก็ได้”

“อารี” เปิดใจเล่าต่อว่า การส่งคนพิการไปทำงานเชิงสังคมเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องตรวจสอบองค์กรที่ให้ไปทำงานด้วย บางครั้งคนพิการก็มานั่งระบายความทุกข์ให้ฟังว่าโดนใช้ล้างห้องน้ำหรือล้างจาน เก็บกวาดทำความสะอาดทั้งวันทั้งปี โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ผลัดเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นบ้าง ทั้งที่พวกเขาก็พอทำได้ เมื่ออยู่ที่ไหนไปนานๆ ควรเปิดโอกาสให้ศึกษาพัฒนาเรียนรู้งานอื่น เช่น รับโทรศัพท์ พาชมสถานที่ หรือแม้แต่คนตาบอด ตอนนี้ก็รับนวดให้พนักงานในบริษัทเดียวกัน แทนที่จะให้พวกเขาทำงานอย่างเดียวซ้ำๆ ควรผลัดเปลี่ยนตามความเหมาะสม

“สิ่งเดียวที่พวกเราอยากได้คือโอกาสการไม่มีอคติหรือทัศนคติที่ไม่เป็นธรรมกับคนพิการ พวกเราถึงร่างกายไม่สมประกอบ แต่ถ้าพอทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้บ้างก็ขอแค่โอกาสนั้นให้แก่เราก็พอ” อารีกล่าวทิ้งท้าย
สรุปสั้นๆ เคล็ดลับ “การจ้างคนพิการทำงานแบบช่วยลดภาษีและไม่เป็นภาระ” คือการจ้างคนพิการไปทำงานเพื่อสังคมตามมาตรา 33 หรือ 35
ถ้านายจ้างใจดีมีจิตสาธารณะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เลือก ม.33 ถ้าบริษัทไหนยังไม่ค่อยพร้อมขอให้เลือกม.35 เพราะด้วยจำนวนเงินเหมาจ่ายเท่ากันแต่ประโยชน์ที่คนพิการได้รับต่างกันมากนัก

สำหรับผู้สนใจขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” 0-2106-9300, 0-2106-9327-31http://ejob.dep.go.th/

“จุรินทร์-กรณ์” ฝ่ายไหนชนะก็หนุน “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จุรินทร์-กรณ์” ฝ่ายไหนชนะก็หนุน “ลุงตู่”

26 เมษายน 2562 – 10:02 น.
พรรคประชาธิปัตย์,หัวหน้าพรรค,แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตอ,พรรค ปชป,เลือกหัวหน้าพรรค,พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม,พรรคสีฟ้า,อภิสิทธิ์ เวชชาวะ,กรณ์ จาติกวณิช
เปิดอ่าน 5,018 ครั้ง

  ชื่อของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “กรณ์ จาติกวนิช” น่าจะเป็นสองชื่อแรกๆ ที่ถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค หลังการลาออกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

พรรคประชาธิปัตย์ กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 74 เป็นงานที่ยากลำบากของพรรคเก่าแก่ เนื่องจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ได้ตามที่คาดหวัง สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคชุดใหม่ก็จะเป็นอีกวันหนึ่งที่จะชี้ชะตาของพรรค ปชป.

ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 9 คงรู้กันวันนั้น เวลานี้มีชื่อโผล่เข้ามาเป็นแคนดิเดตแล้ว 4 คนคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, กรณ์ จาติกวนิช, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

“จุรินทร์-กรณ์” ได้ทุกขั้ว

ชื่อของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “กรณ์ จาติกวนิช” น่าจะเป็นสองชื่อแรกๆ ที่ถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค หลังการลาออกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“จุรินทร์” รักษาการหัวหน้าพรรค ก้าวเข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี 2529 เป็นส.ส.ต่อเนื่องมาถึง 10 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่หลายกระทรวง “กรณ์” รองหัวหน้าพรรค ฉายา “หล่อโย่ง” เกิดในตระกูลเก่าแก่ จบจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีทางชีวิตคล้าย “เดอะมาร์ค” แต่ก็มีบุคลิกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่า กรณ์จะเรียนรู้วิถีนักเลือกตั้งได้ดีกว่าอภิสิทธิ์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

จุรินทร์มีความอาวุโสมากกว่ากรณ์ แถมยังเป็นลูกหม้อประชาธิปัตย์โดยแท้ และมีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน จึงได้รับการสนับสนุนผู้อาวุโสภายในพรรค แต่ทั้งจุรินทร์และกรณ์ ก็รู้จักมักคุ้นกับกลุ่มถาวร เสนเนียม

กรณ์ จาติกวนิช

จะว่าไปแล้วจุรินทร์อาจได้เปรียบตรงที่ “ชวน หลีกภัย” ให้ความรัก ความเอ็นดู เหมือนมีท่าทีสนับสนุนอยู่ ส่วนกรณ์รู้ดีว่า จุดอ่อนคือฐานเสียงสายสะตอ กรณ์เลยลุยหาเสียงในภาคใต้เป็นประเดิม

          หลายเสียงพูดตรงกันไม่ว่าจุรินทร์หรือกรณ์เป็นหัวหน้าพรรค ก็เข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่แน่นอน

ขั้วมาร์คหนุน “อภิรักษ์”

คนในพรรค ปชป.หลายคนรู้สึกเสียดายที่เห็นชื่อ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” โผล่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค เพราะมองว่าอภิรักษ์น่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มากกว่า

“อภิรักษ์” เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจหลายแห่งก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมือง เมื่อลงสนามการเมืองท้องถิ่น อภิรักษ์ชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ปี 2547 และประสบความสำเร็จในการทำโครงการสำคัญต่างๆ จนได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2

อภิรักษ์ โกษะโยธิน

          นัยว่าขั้วเดอะมาร์คเป็นฝ่ายทาบทามให้ “หล่อเล็ก” ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะภาพลักษณ์ดี มีความเป็นมืิออาชีพ สามารถเข้ากันได้ดีกับ “กลุ่มนิวเดม” ซึ่งเป็นความหวังของพรรค

ขั้วเมืองหลวงเห็นว่าควรยึดจุดแข็งของปชป.ในการทำหน้าที่ตรวจสอบและยึดอุดมการณ์ 10 ข้อของพรรค เน้นหลักต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

          กลุ่มหนุนอภิรักษ์เชื่อว่าการยืนหยัดเป็นฝ่ายค้านอิสระจะกอบกู้พรรคกลับคืนมาได้

ขั้วถาวรหนุน “พีระพันธุ์”

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา “ถาวร เสนเนียม” ว่าที่ ส.ส.สงขลา และอดีตแกนนำ กปปส. ได้นัดหารือกับกลุ่มเพื่อนสมาชิกพรรค ปชป. ที่ร้านกาแฟภายในที่ทำการพรรค ประมาณ 30 คน ในวันนั้นปรากฏว่า “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ได้ร่วมวงพุดคุยด้วย

ถัดมาก็มีข่าวจอมยุทธ์สงขลาได้เข้าทาบทาบ “เดอะตุ๋ย” ด้วยตัวเอง ขอให้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ก็ยังไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธ

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ระหว่างนั้น “พีระพันธุ์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เชิญตัวแทนจากสถานทูตกว่า 10 ประเทศมาสังเกตการณ์ที่สน.ปทุมวัน โดยอดีต รมว.ยุติธรรม เสนอว่าไทยต้องเด็ดขาดกรณีนักการทูตแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ทำเอากองเชียร์ ปชป.ส่งเสียงเชียร์ให้เป็นหัวหน้าพรรคเกรียวกราว

วันก่อนมีข่าวปล่อยว่าพีระพันธุ์ถอนตัวจากการเสนอชื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว ร้อนถึง “เดอะตุ๋ย” ต้องปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวเพราะยังไม่เคยแสดงท่าทีหรือประกาศว่า ต้องการจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด

นั่นแสดงว่าพีระพันธุ์มีความสนใจอยากลงแข่งด้วย พูดง่ายๆ รอชมวันที่ 15 พฤษภาคม เชื่อว่าจะมีคนเสนอชื่อพีระพันธ์ุแน่นอน หากว่า ถาวร เสนเนียม เจรจาลงตัวเรียบร้อย และที่สำคัญ ถาวรต้องหาเลขาธิการพรรคแบบ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ให้ได้ด้วย

          ปชป.ในสถานการณ์ปัจจุบันการหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ใช่เรื่องยากแต่จะหาใครมาเป็นเลขาธิการพรรค นี่สิ..เป็นเรื่องยากลำบากกว่าหลายเท่า

ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

26 เมษายน 2562 – 09:14 น.
บิ๊กแป๊ะ,บิ๊กโจ๊ก,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,ผบชสตม
เปิดอ่าน 5,126 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ท่ามกลางอากาศเมืองไทยที่ร้อนระอุทะลุองศาเดือด สถานการณ์การเมืองก็เร่าร้อนไม่แพ้สภาพอากาศ แต่ยังมีเรื่องร้อนๆ ปนคาวในแวดวงสีกากีโผล่มาสอดแทรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับเหตุการณ์คำสั่งเด้งแบบ “ฟ้าผ่าหน้าแล้ง” ที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จรดปากกาเซ็นคำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล นายตำรวจคู่บุญของรัฐบาลคสช. ขาดจากตำแหน่งเดิม ผบช.สตม เข้ากรุไปอยู่ ศปก.ตร. ก่อนจะมีคำสั่งออกมาเป็นพวง ทั้งยกเลิกอำนาจหน้าที่ของศูนย์ต่างๆ ที่ควบคุมดูแล และโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูงในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ชนิดที่เรียกว่าแม้แต่ชุดตำรวจก็ห้ามใส่

การเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” พ้นจากตำแหน่งและอำนาจของตำรวจ จึงถูกถกกันในแวดวงตำรวจและได้รับการจับจ้องของสังคมที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ใคร? เหมาะสมมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทนอดีตบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังที่เคยฝากผลงานการปราบปรามผ่านสื่อทุกแขนงไว้อย่างล้นหลาม

ถัดจากบรรยากาศอึมครึมราวสัปดาห์เศษๆ ก็ถึงเวลาเลือกตัวแทนที่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่คุมบังเหียน สตม. โดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4 /2562 โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ และคณะรองผบ.ตร. เข้าร่วม ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 45 นาที ก็มีข้อสรุปแต่งตั้งให้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก”

ทว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ข้ามห้วยจาก “แม่ทัพตำรวจป่า” ผบช.ตชด. เข้าเมืองมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก” เขาคือใคร ทำอะไรมา มีผลงานอย่างไร ทำไมผู้ใหญ่ไว้วางใจ เห็นคุณค่าจนได้มานั่งเก้าอี้ทองหน่วยงานหลักที่คนในรั้วปทุมวันอยากสัมผัส…

ถ้าหากเอ่ยชื่อ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่สื่อมวลชนสายตำรวจรู้จักกันดีโดยเรียกขานว่า “บิ๊กอู๊ด” แต่ผู้คนในสังคมทั่วไปอาจจะทำหน้าสงสัยเพราะไม่ได้ออกสื่อถี่ยิบเหมือนอดีต ผบช.สตม.คนล่าสุด แต่ถ้าบอกว่า “บิ๊กอู๊ด” คือหนึ่งในนายตำรวจที่บุกจับ “ผู้พันตึ๋ง” พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ คดีสังหารอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เชื่อว่าหลายคนต้องร้องอ๋อ…เป็นเสียงเดียวกัน

สำหรับ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ป้ายแดง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 40 (นรต.40) เกิดในค่ายทหารที่ จ.ลพบุรี บิดาเป็นทหารชั้นผู้น้อย และเกษียณในยศร้อยตรี มารดาอาชีพค้าขาย ญาติพี่น้องส่วนใหญ่รับราชการทหาร เป็นที่รู้จักของใครหลายคน โดยเมื่อครั้งเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (รองผกก.2 บก.ป.) ได้เป็นผู้ที่นำกำลังตำรวจคอมมานโดกองปราบบุกจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ “ผู้พันตึ๋ง” นายทหารที่มีอิธิพลมากในเวลานั้น และเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเมื่อปี 2544 ซึ่ง “บิ๊กอู๊ด” ได้วางแผนนำกำลังเข้าจับกุมได้ จนต่อมาได้รับฉายาว่า “มือปราบผู้พันตึ๋ง”

หลังจากผลงานสืบสวนเข้าตานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.ในขณะนั้น แต่งตั้งให้เป็นนายตำรวจติดตาม (นายเวร) ในอัตราพันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) ก่อนจะได้มีโอกาสลงไปทำงานในชายแดนใต้เนื่องจากต้องติดตาม ผบ.ตร.ที่ลงไปแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ก่อนจะขยับมารับตำแหน่งผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม (ผกก.5 บก.ป.) ดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ก็ยังคงทำผลงานอย่างต่อเนื่องในคดีสำคัญ อย่างเช่น คดีหนุ่มตัดนิ้วมือตัวเองเพื่อหวังเงินประกันชีวิต

ถัดมาช่วงเปลี่ยน ผบ.ตร. มาเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ถูกสั่งย้ายมาเป็นผกก.สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง โดยตลอดเวลา 2 ปี ที่อยู่ สภ.ยี่งอ ไม่ได้ย่อท้อ ยังมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นงานสืบสวน งานมวลชน จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รองผบก.ภ.จว.นราธิวาส) และขยับมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 (รองผบก.ส.3)

“บิ๊กอู๊ด” ติดดาวนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน) เป็นอีกหนึ่งนายพลยังหนุ่มในยุคนั้น เรียกได้ว่าทำงานตั้งแต่ใต้สุดจนถึงเหนือสุด ดังที่เขาบอกว่า “ตำรวจมีฝีมืออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้” จากนั้น “บิ๊กอู๊ด” ก็ได้กลับมาพื้นที่นครบาลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ก่อนเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (รองผบช.ภ.5) ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน กระทั่งโยกมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รองผบช.ปส.) และย้ายมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) โดยยังทำผลงานอย่างต่อเนื่องจนได้รับการไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.)

การมานั่งหัวเรือใหญ่ตำรวจตะเวนชายแดนของ “บิ๊กอู๊ด” ปรากฏผลงานมากมายทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ อาทิ งานสืบสวนที่เป็นงานถนัดของตัวเองแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ตำรวจตระเวนชายในโครงการสืบสวนโดยการใช้เทคโนโลยีพร้อมการฝึกการใช้อาวุธเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่กองกำลังอีกด้วย ส่วนงานด้านปราบปรามยาเสพติดและแก๊งมอดไม้ลอบตัดป่าก็ทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีงานเกี่ยวกับโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ยังพัฒนาไปข้างหน้าอีกด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง เป็นนายตำรวจมากฝีมือและครบเครื่องคนหนึ่ง อยู่มาครบแทบทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศักยภาพทั้ง “บู๊” ทั้ง “บุ๋น” ก่อนที่จะก้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญอย่าง ผบช.สตม.

ทันทีที่ “บิ๊กอู๊ด” เข้ารับตำแหน่งผบช.สตม.อย่างเป็นทางการ ก็ไม่รีรอเรียกตำรวจผู้นำแต่ละหน่วยในสังกัด สตม. มามอบนโยบายปฏิบัติหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี เพราะ “หากหัวไม่ส่ายหางคงไม่กระดิก”

          จะว่าไปแล้วเส้นทางสีกากีไม่มีอะไรแน่นอน มีทั้งวันรุ่งสุดขั้ว และมีวันร่วงสุดขีด ผลงานดี ฝีมือเด่นเป็นที่ประจักษ์ก็ยังไม่อาจวางใจได้ ถ้าพลาดเมื่อไหร่ก็จบ เพราะบทเรียนมีให้เห็นจนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นต้องดูกันยาวๆ..!!

ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

26 เมษายน 2562 – 08:38 น.
โกตี๋,ชูธงทวนกระแส,แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัย แซ่ด่าน,ภูชนะ
เปิดอ่าน 4,748 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

 พลันที่สมเด็จฮุนเซน ส่งสัญญาณจะให้คนบางกลุ่มใช้แผ่นดินกัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลไทย ผู้คนก็กลับมาสนใจ “คนเสื้อแดง” ที่หลบภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง

จะว่าไปแล้ว 4-5 ปีมานี้ แทบไม่มีการเคลื่อนไหวของ “ผู้หลบภัย” ในเขมร ต่างจากช่วงปี 2553-2554 ที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองกันอย่างเปิดเผย

หลายคนคงจำภาพแกนนำ นปช. และนักการเมืองพรรคเพื่อไทย เรียงแถวเข้าแสดงความเคารพต่อสมเด็จฮุนเซนอย่างชื่นมื่น เมื่อครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพ ระหว่างวีไอพีกัมพูชากับแกนนำ นปช. มิหนำซ้ำ วิสา คัญทัพ กับ อดิศร เพียงเกษ ยังแต่งเพลงสรรเสริญ “สมเด็จเสื้อแดง” เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องเอเชียอัพเดท

วันนี้ สถานการณ์การเมืองไม่เหมือนเดิม นักการเมืองอาวุโสกัมพูชา ฉายา “จิ้งจอกพนมเปญ” รู้ว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจจริง จึงพลิกเกมไม่หนุนคนเสื้อแดง โดยมีนโยบาย “ซุกหัวนอนอยู่ได้” แต่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

          พูดถึงกลุ่มผู้หลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 มีงานฌาปนกิจศพ “กาสะลอง“ หรือ ไกรเดช ลือเลิศ ที่เชียงราย และ “ภูชนะ” หรือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ที่สมุทรปราการ

ทั้งสองเคยทำงานจัดรายการวิทยุใต้ดิน(ถ่ายทอดทางยูทูบ) ร่วมกับ “สุรชัย แซ่ด่าน” อยู่ที่บ้านพักเขตท่าง่อน เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะหายตัวไปจากบ้านพัก และกลายเป็นศพลอยกลางน้ำโขง

ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มีแค่ นปช.เท่านั้น หากยังมีกลุ่มแดงอิสระ ที่ไม่อยู่ใต้ร่มธง นปช. อย่างเช่นกลุ่มสื่ออิสระ ที่เกิดจากเวทีการชุมนุมท้องสนามหลวง โดยพวกเขาเริ่มทำเว็บไซต์กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ, เสรีชน, Hi Thaksin, Thai Voice, ม้าเร็ว และฟ้าใหม่ เป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง

คนทำสื่อกลุ่มนี้ ประกอบด้วย บังสุกุล, ม้าเร็ว, โต้ง, องค์หญิงจอมแก่น และซาร่า จะเป็นทีมงานถ่ายทอดเสียงการชุมนุม เวทีเสวนาในทุกแห่งหน “กาสะลอง” ก็เคยจัดทำสื่อวิทยุ-โทรทัศน์อินเทอร์เน็ตให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงภาคเหนือ

เมื่อต้องหลบภัยไปอยู่ในลาว กาสะลองจึงบุกเบิกทำสถานีวิทยุใต้ดินยุคดิจิทัล อาศัยยูทูบและเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือ เริ่มจัดรายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นวิทยากรหลัก

ส่วน “ภูชนะ” เป็นแกนนำเสื้อแดงมุกดาหาร นำประชาชนจากมุกดาหารเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ภูชนะผ่านสมรภูมิราชดำเนินและราชประสงค์มาแล้ว ระหว่างนั้น ได้รู้จักกับ จันทนา วรากรสกุลกิจ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ถูกจับกุม ด้วยข้อหาครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ตำรวจ-ทหารได้เข้าตรวจค้นหอพักย่านกระทุ่มแบน พบอาวุธสงคราม พร้อมกระสุนปืนซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเบาะแสมาจากอดีตทหารพรานที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้น โดยมีการซัดทอดมายังจันทนา และภูชนะ แต่แกนนำแดงมุกดาหารหลบหนีไปได้

ภูชนะข้ามแม่น้ำเหืองไปอาศัยอยู่ในสวนยางแถวแขวงไซยะบุลีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของสุรชัย แซ่ด่าน ทำหน้าที่เป็นการ์ดดูแลเจ้าสำนักแดงสยาม

          รายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” ที่ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลก สุรชัยก็ขายฝัน ขายความคิดเก่าๆ สมัยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เขตงานสุราษฎร์ธานี 

จริงๆ แล้ว แนวคิดปฏิวัติประเทศไทย ได้มีการจัดกลุ่มศึกษามาตั้งแต่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ปี 2550 เวลาต่อมา สุรชัยได้จัดตั้งกลุ่มแดงสยาม เพื่อสร้างเครือข่ายขบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

          สุรชัยยังฝันถึงวันเก่าๆ สมัยสวมหมวกดาวแดง จับปืนต่อสู้กับทหาร-ตำรวจในเขตป่าเขา คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็เคลิ้มฝันตามสิ่งที่สุรชัยปลุกระดมผ่านวิทยุใต้ดินจากเมืองลาว

“โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ ก็เคยอยู่กับสุรชัย แซ่ด่าน แต่ด้วยความเป็นคนอีโก้จัด โกตี๋เลยแยกตัวออกไปจัดรายการวิทยุใต้ดิน พร้อมประกาศจัดตั้งกองทัพประชาชน เพื่อข้ามโขงไปปลดปล่อยประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นาน โกตี๋ก็ถูก “นักรบนิรนาม” อุ้มหายไป

ปลายปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน พร้อมกาสะลอง และภูชนะ ถูกนักรบนิรนามพาตัวออกจากบ้านพักไป และอีกไม่นาน ก็มีคนพบศพกาสะลองและภูชนะ กลุ่มแดงอิสระพยายามจัดงานรำลึกถึงสหายร่วมอุดมการณ์ และยกย่องให้เป็นวีรชนนักสู้

ความคิดแบบสุรชัย ยังไม่ได้หายไปจากคนเสื้อแดงบางกลุ่ม พวกเขารอวันที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้ปฏิวัติสังคมไทยอีกครั้ง เหมือนที่สุรชัยเพียรปลุกระดมทางยูทูบมา 3-4 ปี

วันนี้ กลุ่มสื่อแดงอิสระกลับมารวมตัวกันอีก ความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เคยจางหายไปจากความคิดกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

26 เมษายน 2562 – 07:25 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,พสกนิกร,ประชาชน,จงรักภักดี
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเชิญชวนพสกนิกร ประชาชนผู้จงรักภักดีทุกหมู่เหล่า ร่วมรับเสด็จในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งรัฐบาลและทุกหน่วยงานมีแผนงานดูแลอำนวยความสะดวกเต็มที่

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอความคืบหน้าและกำหนดการต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้วางแผนเดินทางเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้ดูแลประชาชนเพราะทุกคนเป็นแขกของพระองค์ท่าน

ทรงพระเจริญ


 ทุกหน่วยงานร่วมดูแล-บริการประชาชน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้ารับเสด็จในวันที่ 4-6 พฤษภาคม  ตลอดระยะทาง โดยได้เตรียมสถานที่ไว้รองรับและอำนวยความสะดวกไว้เรียบร้อยแล้ว

ในเขตกทม.สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลจอดได้ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยจะมีรถชัตเติลบัสจากกระทรวงคมนาคมบริการสู่พื้นที่บริเวณงานจากจุดรวมพลรอบเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เริ่มตั้งแต่สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก วัดเทพศิรินทร์ เชิงสะพานพระพุทธ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี

ทุกจุดมีโรงครัวพระราชทานอาหารกลางวันและน้ำดื่ม หน่วยแพทย์พระราชทานดูแลให้คำแนะนำก่อนที่จะเข้ามาสู่พื้นที่รับเสด็จ จะให้บริการตั้งแต่วันที่ 2-6 พฤษภาคม

มีรถชัตเติลบัสรับส่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสนามกีฬาแห่งชาติเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ส่วนการจราจรในพื้นที่ชั้นในมีเต็นท์นิทรรศการให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งมีวงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆ คอยขับกล่อม

กระทรวงคมนาคมเตรียมพื้นที่จอดรถสำหรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและจิตอาสาดูแลรถยนต์ของประชาชนรอบ กทม. เช่น อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ สนามกีฬาบุณยะจินดา คลังสินค้าลาดกระบัง ห้างอิเกีย ไบเทค บางนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีบางมด พุทธมณฑล เซ็นทรัลศาลายา และเซ็นทรัลเวสต์เกต รองรับรถยนต์ได้เกือบ 40,000 คัน

โดยจัดเตรียมบริการรถชัตเติลบัสของกระทรวงคมนาคมบริการประชาชนที่ต้องการพักค้างแรม จุดพักค้างคืนให้จำนวน 2 จุด ได้แก่ อาคารกีฬาเวสน์ และพุทธมณฑลศาลายา ทั้งนี้หลังจากเฝ้ารับเสด็จเสร็จสิ้นแล้วจะมีเจ้าหน้าที่นำเดินทางกลับและมีอาหารเย็นบริการที่จุดรวมพล

รถไฟจะมีรถไฟขบวนพิเศษฟรีให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และนครปฐม เดินทางเข้ามาที่หัวลำโพงหรือสะพานยมราช เพื่อเดินทางมายังจุดรวมพลที่วัดเทพศิรินทร์

การเดินทางทางน้ำ กรมเจ้าท่าจัดเตรียมเรือไว้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 4-6 พฤษภาคม ได้แก่ เรือด่วนเจ้าพระยา จาก จ.นนทบุรี-ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร จำนวน 4 เที่ยว และเรือข้ามฟากฟรี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. และจากท่าเรือสาทรถึงท่าเรือสะพานพุทธ

การตั้งจุดคัดกรองจะตั้งจากเส้นทางสะพานพุทธบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและแยกเฉลิมกรุง สะพานเจริญรัช ประชาชนที่เดินเข้าเส้นทางนี้สามารถเฝ้ารับเสด็จบริเวณถนนวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) และวัดราชบพิธ หากเข้าทางถนนพระอาทิตย์จะเข้าสู่สนามหลวงได้

กทม.ได้จัดพื้นที่แก้มลิงบริเวณตามแยก ซอยต่างๆ เพื่อพักคอย โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญให้เข้าเส้นทางรับเสด็จในเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้นั่งกลางแดดนาน จะมีเสื่อไว้รองนั่งตามข้างเส้นทางเสด็จฯ ด้วย

เจ้าหน้าที่จะให้บริการและให้ข้อมูลทุกอย่างได้หมดเมื่อประชาชนถามมาต้องตอบได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน จุดไหน

ทุกคนต้องพกติดตัวไว้คือบัตรประชาชน เพราะบัตรประชาชนถือเป็นบัตรเชิญ รวมถึงร่มกันแดด และกล้วยตากเพิ่มพลังงาน แนะนำว่าควรจิบน้ำบ่อยๆ ได้จัดเตรียมไว้หลายจุด

จึงขอให้ทุกคนโปรดเตรียมตัว เตรียมใจ พร้อมร่วมรับเสด็จ โดยพร้อมเพรียงกัน


 ทัวร์จีนหายไปไหน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนภูเก็ตมีอาชีพขับรถตู้ ซึ่งระยะนี้ได้หายไปจนแทบส่งค่าผ่อนรถไม่พอ เพราะทัวร์จีนหายไปหมด ไม่เหมือนก่อน

โดยปกติแล้วชาวจีนอยากมาเที่ยวทะเล โดยเฉพาะภูเก็ต กระบี่ สมุย พัทยา แต่ติดเงื่อนไขที่รัฐบาลจีนกำชับบริษัททัวร์ไม่ให้ส่งนักท่องเที่ยวจีนมาเมืองชายทะเลหรือตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย

รัฐบาลจีนเตือนเอเย่นต์ท่องเที่ยวเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทะเลในเมืองไทยยังไม่ดีพอ มีความเสี่ยง ปัจจุบันบริษัททัวร์จีนจึงหันไปจัดทัวร์เวียดนาม เมียนมาร์มากขึ้น

แต่นักท่องเที่ยวจีนก็ยังอยากมาไทยมากกว่า คนจีนชอบอาหารไทย ผลไม้หลายอย่าง สินค้าโอท็อป ถ้าถูกใจชอบใจจะซื้อไม่อั้น เขาบอกว่าเพื่อนคนจีนมาเที่ยวแล้วบอกว่าคนไทยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

ผมเป็นห่วงด้านการท่องเที่ยวของไทย จะทำอย่างไรที่จะดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาเที่ยวเหมือนในอดีต

ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ดูแลรับผิดชอบได้รับทราบ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ และยินดีที่จะให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย

ขอฝากให้ช่วยกันดึงทัวร์จีนกลับมาด้วย เพราะคนจีนชอบมาไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไพฑูรย์ (ภูเก็ต)

ตอบคุณ ‘ไพฑูรย์’ ภูเก็ต
ผมเองก็ชอบไปภูเก็ตที่ที่ใครๆ ขนานนามว่า ‘ไข่มุกแห่งอันดามัน’ เพราะมีทุกอย่างครบจริงๆ ที่ชอบมากเป็นพิเศษ คืออาหารอร่อยมากๆ ทั้งอาหารทะเล
อาหารจีน อาหารใต้ และท้องทะเล เกาะแก่งชายหาดก็สวยงามสุดๆ

จดหมายของคุณน่าสนใจมากครับ เพราะเป็นตัวจริงเสียงจริงสายตรงต่อผู้ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งตอนหลังนี้หายไปมาก หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือล่มและปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

ผมก็เชื่อ 100% ว่าคนจีนชอบมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตนี่ยอดนิยมมากๆ

นี่ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของททท.หรือรัฐมนตรีท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านชาวเมืองต้องช่วยกันทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

อย่างทัวร์จีนนี้แม้จะมีปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ถ้ารัฐบาลเข้มงวดกวดขัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องผลประโยชน์หรือบริษัททัวร์เอาเปรียบลูกทัวร์

เหล่านี้ทำลายธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจัดการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดสุดๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369770?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

26 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ทุกข์คนมีรถ,โบรกเกอร์เถื่อน
เปิดอ่าน 472 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ภัยใกล้ตัวทุกวันนี้มีหลากหลายรูปแบบ เพราะมิจฉาชีพก็มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย โดยเฉพาะการฉ้อโกง ต้มตุ๋นหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน ยิ่งแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ที่บางครั้งก็ไม่ทันคิดจนหลวมตัวกลายเป็นเหยื่อ

เคยปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะเกี่ยวกับมิจฉาชีพที่ฉ้อโกง “หลอกขายประกัน” มีผู้เสียหายรวมตัวไปแจ้งความก็หลายคดี จับได้ก็เยอะ ออกหมายจับก็มี โจรบางรายถูกจับแล้วไม่สำนึกยังกลับมาต้มตุ๋นวิธีการเดิมๆ จึงทำให้คดีหลอกขายประกันภัยเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพราะหลายคนมองถึงเรื่องความสะดวกสบาย ยอมซื้อขายประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ หรือแม้แต่ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์

เฉกเช่นกรณีล่าสุดที่ตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 โดย พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบก.สปพ. และ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกันแถลงจับกุม น.ส.จุฑาภาส อังกาพย์ นักต้มตุ๋นสาววัย 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.7/2562 ลงวันที่ 16 มกราคม 2562 ฐานฉ้อโกง และหมายจับอื่นร่วม 10 หมาย หลังก่อเหตุโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนให้ซื้อประกันภัยรถยนต์ ทั้งที่เคยถูกจับดำเนินคดีแล้ว แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

การจับกุมซ้ำในความผิดคดีเดิมๆ ของสาวนักตุ๋นรายนี้ พ.ต.อ.ปิยรัช บอกว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุโดยอ้างเป็นตัวแทนบริษัทโบรกเกอร์ขายประกันภัยแห่งหนึ่ง โทรศัพท์ไปหาลูกค้าที่เคยทำประกันภัย และกำลังหมดอายุ เพื่อให้ต่อประกันภัย จูงใจเหยื่อด้วยการเสนอส่วนลด หรือมอบของกำนัล อาทิ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เหยื่อคล้อยตามและหลงเชื่อ ซึ่งก็ได้ผล เพราะมีเหยื่อหลงเชื่อหลายร้อยคนตกลงทำประกันภัยรถยนต์ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย ตกรายละ 10,000-25,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการทำประกันภัยรถยนต์ให้

จากประวัติของสาวแสบยอดนักต้มตุ๋นเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาหลายครั้ง แต่ยังหากินแบบเดิมๆ ก่อเหตุซ้ำในลักษณะเดิม กระทั่งครั้งล่าสุดตำรวจ 191 ตามรวบตัวได้ที่บริเวณสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง ก่อนจะให้การว่า ซื้อข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อผ่านทางเว็บไซต์ จาก นายโฟล์ค ซึ่งไม่ทราบชื่อสกุลจริง ในราคาชื่อละ 3 บาท จากนั้นก็นำมาใช้ล่อลวงติดต่อให้เหยื่อซื้อประกันภัยรถยนต์กับตัวเอง รายละประมาณ 18,000 บาท มีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายร้อยคน รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท โดยโทรศัพท์ไปหลอกลวงลักษณะนี้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ เพราะอาศัย

ประสบการณ์ที่เคยเป็นพนักงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง จึงรู้ช่องทางการก่อเหตุจนทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้

คนร้ายรายนี้ก่อเหตุแบบเดิมๆ หลายครั้ง ถูกจับหลายหน แต่ยังวนเวียนกับการหากินแบบมิจฉาชีพลักษณะนี้อยู่ สังคมจึงตั้งคำถามว่าทำไมถึงได้ออกมาก่อความเดือดร้อนได้อยู่ ซึ่ง พ.ต.อ.ปิยรัช อธิบายว่า แม้คนร้ายรายนี้เคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง แต่ความผิดฐานฉ้อโกง ต่างกรรมต่างวาระ โดย น.ส.จุฑาภาส จะเลือกเจรจากับผู้เสียหายแต่ละราย หากรายใดยินยอมเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จ ก็สามารถถอนแจ้งความได้ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ถูกตำรวจ 191 จับกุมมาแล้วช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังมีหมายจับติดตัวอีก 10 หมายจับ

สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นทุกข์ของคนมีรถ ฉะนั้นตำรวจแนะนำว่า การทำประกันภัยรถในลักษณะแบบนี้ ควรตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งติดต่อกับบริษัทประกันภัยด้วยตนเอง ไม่ควรทำประกันผ่านตัวแทนที่ไม่เคยรู้จัก โดยเฉพาะกรณีที่มีการแจกสิ่งของเพื่อจูงใจ หรือมีราคาถูกเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้..!!

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

25 เมษายน 2562 – 13:05 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,นายกฯ,รัฐบาลปรองดอง,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,422 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น

ระยะนี้มีการออกมาเสนอถึง “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือ “รัฐบาลปรองดอง” ก็สุดแล้วแต่ที่จะเรียก ที่เห็นขยันขันแข็งจริงจังกับเรื่องนี้ก็คือ “เทพไท เสนพงศ์ ” ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์  โดยบอกว่าเป็นการเสนอหาทางออกให้ประเทศ หากการเมืองถึง “ทางตัน”

แต่ถามว่าการเมืองจะเดินไปถึง “ทางตัน” ได้จริงๆ หรือ ต้องบอกว่ายังมองไม่เห็นเพราะหากเดินไปตามสเต็ปของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ก็สามารถเดินไปได้ และมีนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้แน่นอน

เริ่มจากการมองไปที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแม้ว่าขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองและประกาศผลอย่างเป็นทางการ  แต่ผลก็คงไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไปมาก นั่นหมายความว่าโอกาสที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จะตั้งรัฐบาลได้ไม่มีเลย   ที่กล่าวเช่นนี้เพราะหากเรามองไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ที่ละขั้นตอนก็จะเห็นภาพชัดเจน

ขั้นตอนแรกต้องมีนายกรัฐมนตรีเสียก่อน (ตั้งนายกรัฐมนตรี ได้แล้วจึงจะมีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้) โดยในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล มาตรา 272  วรรคแรก ระบุว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกซึ่งก็คือหลังเลือกตั้ง การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้มติที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาร่วมลงมติกับส.ส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี (ซึ่งในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 ระบุว่าในวาระเริ่มแรกให้ส.ว. มี 250 คน) และมติที่เห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา (ส.ส.มี 500คน ส.ว. มี 250 คน รวม 750 คน) นั่นก็คือ 376 เสียง ในขณะที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ไม่มี 250 เสียงของ ส.ว.หนุนเหมือนขั้วพรรคพลังประชารัฐ  “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จึงต้องรวมเสียงจากส.ส. อย่างเดียวให้ได้ถึง 376 เสียง ซึ่งไม่มีทางทำได้แน่
ถามว่าทำไม 250 ส.ว. ต้องสนับสนุนขั้วพรรคพลังประชารัฐ คำตอบก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ว.250  คน มาจาก 3 ประเภทคือจากการสรรหาและเลือกกันเอง แต่ไม่ว่ามาจากการสรรหาหรือเลือกกันเอง การคัดเลือกขั้นสุดท้ายก็จะเป็นอำนาจของคสช. โดยลำพัง  และอีกประเภทหนึ่งเป็นโดยตำแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง จึงกล่าวได้ว่าส.ว.ทั้ง 250 คนมีที่มาจาก คสช. โดยตรง ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นจึงสามารถตัด “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ออกไปได้เลย พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแน่
ประเด็นต่อมาคือ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แน่นอนว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ  หรืออาจแย่กว่านั้นถึงขนาดเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ
แต่ก็ใช่ว่าจะถึง “ทางตัน” เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลในทางการเมืองก็จะมีแต่คนวิ่งเข้าหา เนื่องจากไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ที่ 7 พรรคการเมืองเคยประกาศว่าจะจับมือกันแน่นไม่เอา “พล.อ. ประยุทธ์” ก็ใช่ว่าจะ “แน่น” ตลอดไป ดังนั้นรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ก็ค่อยๆ สร้างเสียงที่มีเสถียรภาพเอาภายหลังได้ ในอดีตของการเมืองไทยก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
อย่างไรก็ตามสมมุติว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศไปสักระยะหนึ่งแล้วไปไม่รอด  ทางแก้ไม่ให้เกิด “ทางตัน” ก็มีอีก ซึ่งก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน แต่หลายคนอาจลืมไปหรือนึกไม่ถึงนั่นก็คือมาตรา 272 วรรคสอง ซึ่งได้แก่ นายกรัฐมนตรีคนนอกถือว่าเป็น “ก๊อกสอง”  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสองตั้งแต่แรก รอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ วิกฤติเสียก่อนแล้วค่อยมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ภายหลังก็ได้ และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในทีี่นี่ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลแห่งชาติ” แต่อย่างใด
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” โดยบัญญัติว่า  ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้  หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
และเมื่อเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ซึ่งตอนนั้นไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ แล้ว แรงต้านที่ว่าต้องไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์   หรือว่าต่อต้านการสืบทอดอำนาจก็จบไป  โอกาสที่จะฟอร์มรัฐบาลก็ง่ายขึ้นเพราะจะมีเสียงส.ส.ในสภาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น  บริหารประเทศไปได้อย่างฉลุย ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะบริหารประเทศไปได้อีกนานแค่ไหน  และถ้า “รัฐบาลนายกรัฐมนตรีคนนอก” เจอเข้ากับวิกฤติ นายกฯ ก็สามารถยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

จะเห็นได้ว่าหากเดินไปตามกลไกรัฐธรรมนูญและครรลองประชาธิปไตยปกติ บ้านเมืองก็สามารถเดินไปได้  ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องน่าวิตกกังวลหรือถึงทางตันแต่อย่างใด

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

25 เมษายน 2562 – 11:53 น.
พรรคอนาคตใหม่,รังสิมันต์ โรม,โรม รังสิมันต์,สุนทร บุญยอด,พรรส้มหวาน,การชุมนุม,ต่อต้านรัฐประหาร,รัฐบาลทหาร,คสช,เผด็จการ,การเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,คนเดือนตุลา,ธนาธร,เอก ธนาธร,พิษหุ้นสื่อ,กกต
เปิดอ่าน 8,125 ครั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

*****************

ด้วยความเป็นห่วงกังวลการเผชิญหน้า นพ.ประเวศ วะสี ลงมือเขียนบทความเรียกร้องให้พรรคอนาคตใหม่กับกองทัพร่วมมือกันเพื่อบ้านเมือง ขณะที่ “ธนวัฒน์ วงค์ไชย” อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจ กกต.จะเล่นงาน “พ่อฟ้า” กรณีถือหุ้นสื่อ

“อย่าได้ทำให้ประชาชนหมดความอดทนไปมากกว่านี้เลยครับ ถ้าหากประชาชนหมดความอดทนกับสิ่งที่พวกท่านทำอยู่เมื่อไร พวกเขาจะเปลี่ยนจาก #พลังโซเชียล มาเป็น #พลังบนถนน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

น้ำเสียงของ “บอล ธนวัฒน์” เพื่อนรักของ “เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์” เหมือนส่งสัญญาณถึงฝ่ายผู้มีอำนาจว่าอย่าท้าทายพลังประชาชน

ทีมคนอยากเลือกตั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

จริงๆ แล้ว มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ ยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่ก่อการต้าน คสช.มาแต่ปี 2558 ทั้งในชื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนอยากเลือกตั้ง

รังสิมันต์ โรม และ ปิยรัฐ จงเทพ ในวันนำม็อบคนอยากเลือกตั้ง

วันนี้ “รังสิมันต์ โรม” และ “ปิยรัฐ จงเทพ” ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนอานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ก็ยังเป็นแนวร่วมของพรรคนี้

          “เบิ้ม พิชิต พิทักษ์” แห่งกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน ที่เข้ามาเป็นเสนาธิการทัพอนาคตใหม่สายอีสานนั้น มีประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนนมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน จนมาถึงกลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตย

โรม และ ปิยรัฐ ในสีเสื้ออนาคตใหม่

มินับ “คารม พลพรกลาง” และ “วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็คลุกคลีอยู่กับขบวนการ นปช. มาตั้งแต่ปี 2553

          ส่องในโซเชียลปีกคนเสื้อแดงร้อนเป็นไฟ เหมือนปลุกเร้าบรรยากาศแดงทั้งแผ่นดิน

กลุ่มกรรมกรก้าวหน้า

ต้องยอมรับว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ในสมุทรปราการ, สมุทรสาคร และปทุมธานี ได้ให้คำตอบไว้ชัดเจน

          “สุนทร บุญยอด” ในฐานะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน มีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากสุนทรเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย”

สุนทร บุญยอด

สุนทรรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานอยู่เป็นประจำ

หลังรัฐประหาร 2549 สุนทร ได้นำกรรมกรจากสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุมต้านเผด็จการ ในนาม “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป”

          คาดว่า กรรมกรปฏิรูป อาจกลับมาปรากฏตัวในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มนักกิจกรรม 3 รุ่น

เวลาพูดถึงม็อบต้านเผด็จการหรือม็อบต้านอำมาตย์ ก็จะนึกถึง นปก. หรือ นปช. แต่หลายคนลืมไปว่า คนกลุ่มแรกๆ ที่ออกหน้ามาท้าชน “คณะรัฐประหาร” เมื่อปี 2549 คือ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”

          “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา และนักกิจกรรม 3 รุ่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

นักกิจกรรม 3 รุ่นนั้น หมายถึงคนรุ่น 6 ตุลา, นักเคลื่อนไหวเดือนพฤษภา 2535 และนักกิจกรรมยุคหลังพฤษภาทมิฬ

การชุมนุมของเครือข่าย 19 กันยาฯ ที่ท้องสนามหลวง

คนรุ่น 6 ตุลาบางกลุ่มได้เข้าร่วมการก่อตั้ง “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” มีการชุมนุมกลางท้องสนามหลวงทุกสัปดาห์ และได้กลายเป็นแหล่งรวม “ซ้ายเก่า” บางกลุ่มพัฒนาเป็นองค์กร “แดงใต้ดิน”

          เมื่อ 18 มีนาคม 2550 “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ได้จัดการเดินขบวนเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดรัฐประหาร โดยเครือข่ายฯ ระดมมวลชนได้สองพันคน ออกเดินจากหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ไปบ้านสี่เสาเทเวศร์

หลังจากจักรภพ เพ็ญแข และจตุพร พรหมพันธุ์ จัดเวทีชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวง ในนาม “ม็อบพีทีวี” ก่อนจะขยับปรับองค์กรเป็น นปก. แกนนำเครือข่าย 19 กันยาฯ ก็ลดบทบาทลง และถอยห่างออกมาอยู่วงนอก

วันนี้ ตัวละครที่เป็น “เสนาธิการ” อยู่เบื้องหลัง “เครือข่าย 19 กันยาฯ” มากองรวมอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ มีทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และแนวร่วม

          นัยว่าคนรุ่น 6 ตุลา มีความกระตือรือร้นเหลือเกิน ที่จะเดินสู่ท้องถนนอีกครั้ง