แพ้ไม่ได้! ศึกศักดิ์ศรี “เจ้าพ่อสิบล้อนครปฐม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แพ้ไม่ได้! ศึกศักดิ์ศรี “เจ้าพ่อสิบล้อนครปฐม”

30 เมษายน 2562 – 11:56 น.
นับคะแนนใหม่่,กกต,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,สส,ว่าที่ สส,พรรคอนาคตใหม่,พรรคประชาธิปัตย์,สนามนครปฐม,จนครปฐม,กรรมการการเลือกตั้ง,เอกพันธุ์ คุปตวัช,สุนทร แก้วพิจิตร,ป๋าสุนทร
เปิดอ่าน 8,303 ครั้ง

การนับคะแนนใหม่เริ่มขึ้นแต่เช้าวันที่ 28 เมษายนนี้ ท่ามกลางการเฝ้าติดตามของแกนนำปชป. และอนาคตใหม่

*********************

เกมนับคะแนนใหม่ที่สนามเลือกตั้งนครปฐม สะท้อนความเก๋าของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์และความอ่อนด้อยประสิทธิภาพของ กกต.นครปฐม

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า คืนวันที่ 24 มีนาคม 2562 กกต.ประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการเขต 1 นครปฐม พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ได้ 36,762 คะแนน สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่ได้ 35,615 คะแนน ห่างกันเพียง 147 คะแนน ฝ่ายอนาคตใหม่ จึงร้อง กกต.ให้นับคะแนนใหม่

สู้จนถึงฎีกาฟ้าสาง

การนับคะแนนใหม่เริ่มขึ้นแต่เช้าวันที่ 28 เมษายนนี้ ท่ามกลางการเฝ้าติดตามของแกนนำปชป. และอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคส้มหวาน มาสังเกตการณ์ตอนเช้าแล้วก็เดินทางกลับ

ส่วนทีม ปชป.มากันพรึบ ไล่มาตั้งแต่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ว่าที่ ส.ส.ภาคกลาง และผู้สมัคร ส.ส.นับสิบคน

จุรินทร์ สาธิต และ ป๋า สุนทร แก้วพิจิตร เกาะติดนับคะแนน

ที่ขาดไม่ได้คือ “สาธิต ปิตุเตชะ” ว่าที่ ส.ส.ระยอง และแม่ทัพภาคกลาง ที่เป็นคนชักชวน “เสธ.แก้ว” หรือ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร จากชาติไทยพัฒนามาอยู่ ปชป.

ประมาณทุ่มเศษ สาธิต แถลงข่าวผลการนับคะแนนของทีมงานปชป. ปรากฏว่า “เสธ.แก้ว” ได้ 35,711 คะแนน สาวิกาได้ 35,707 คะแนน ชนะคู่แข่ง 4 คะแนน

สาธิต ควงแขน พ.ท.สินธพ และป๋า สุนทร แถลงชัยชนะ

ตกสามทุ่ม กกต.นครปฐมคนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อว่า อนาคตใหม่ได้ 35,707 คะแนน ปชป.ได้ 35,645 คะแนน อนาคตใหม่พลิกกลับมาชนะ 62 คะแนน

สาธิตและทีมงานกลับมาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ตรวจสอบใบนับคะแนนทั้ง 245 หน่วยอีกครั้ง ก็ยังพบว่าคะแนน ปชป.ชนะอนาคตใหม่ 4 คะแนน แต่ที่มีปัญหาเฉพาะหน่วยที่ 25 เจ้าหน้าที่ทำผิดพลาด

          เหตุที่พลาดเพราะเจ้าหน้าที่กกต.กรอกคะแนนของ “เสธ.แก้ว” ให้ช่องผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาภิวัฒน์ที่อยู่ด้านบน

สมรภูมิเมืองเจดีย์ใหญ่

ภูมิศาสตร์การเมืองนครปฐมแบ่งแยกกันโดยกลุ่มผู้มากบารมี 2 บ้านใหญ่ 2 ตระกูล คือ “แก้วพิจิตร” จะมีฐานเสียงอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม

ส่วนตระกูล “สะสมทรัพย์” กินพื้นที่รอบนอกไล่ไปตั้งแต่ กำแพงแสน บางเลน ดอนตูม พุทธมณฑล นครชัยศรี และสามพราน

เขต 1 นครปฐม (อ.เมืองนครปฐม) บรรหาร ศิลปอาชา เคยอาศัยกำนันประสานต์ บุญมี เป็นตัวหลัก เมื่อไม่มีกำนันประสานต์ บรรหารก็ดึง “กำนันไก่” สมพัฒน์ แก้วพิจิตร ลงสนาม และรักษาพื้นที่ไว้ได้

ป๋าสุนทร วัย 87 ปี ประธานสภาเทศบาลนครปฐม

กำนันไก่ เป็นลูกชาย “สุนทร แก้วพิจิตร” หรือ “ป๋าสุนทร” ทำงานการเมืองท้องถิ่นในนาม “กลุ่มสันติธรรม” ยึดครองเทศบาลเมืองนครปฐมมานานกว่า 4 ทศวรรษ

เมื่อกำนันไก่เสียชีวิต ป๋าสุนทรก็ส่งลูกชายอีกคนหนึ่งคือ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ลงสนาม ก็ได้เป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

          บังเอิญ “เสธ.แก้ว” ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดนครปฐม เป็นเพื่อนรักกับสาธิต ปิตุเตชะ จึงย้ายมาสังกัดประชาธิปัตย์

เจ้าพ่อสิบล้อนครปฐม

“ป๋าสุนทร” ประธานสภาเทศบาลนครนครปฐม วัย 87 ปี ยังแข็งแรงและเป็นพี่เลี้ยงให้หลานชาย “เอกพันธุ์ คุปตวัช” นายกเทศมนตรีนครนครปฐม

          สุนทร แก้วพิจิตร เป็นนายกเทศมนตรีนครปฐม มาแต่ก่อนปี 2528 ก่อนจะส่งต่อให้ลูกชาย เสรินทร์ แก้วพิจิตร และตกมาถึงรุ่นหลานในพ.ศ.นี้

ตระกูล “คุปตวัช” กับ “แก้วพิจิตร” ทำธุรกิจในนามบริษัท สหอรพรรณ จำกัด และบริษัทในเครืออรพรรณ ซึ่งประกอบกิจการรถบรรทุก สถานีบริการน้ำมัน โรงแรม และรับเหมาก่อสร้าง

เอกพันธุ์ คุปตวัช” นายกเทศมนตรีนครนครปฐม

          เฉพาะ กมล คุปตวัช บิดาของนายกเอกพันธุ์นั้น เคยเป็นนายกสมาคมรถบรรทุกจังหวัดนครปฐม นายกสมาคมอู่ซ่อมรถยนต์และเครื่องจักรกลจังหวัดนครปฐม

“กมล” เป็นเจ้าพ่อสิบล้อตัวจริง และผู้มากบารมีแห่งวงการรถบรรทุกระดับประเทศ กมลเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้

ตระกูลสะสมทรัพย์ “เสี่ยอ้อน ไชยา” ได้ให้ความเคารพป๋าสุนทร และเสี่ยกมลอย่างจริงใจ โดยทางกาiเมือง ตระกูลสะสมทรัพย์ จะไม่ต่อสู้แตกหักกับตระกูลแก้วพิจิตร

           นี่คือวิถีคนบ้านใหญ่และมากบารมีแห่งเมืององค์พระ

เด็กไทย28%อยู่กับพ่อแม่กระตุ้นท้องถิ่นปรับวิธีบ่มเพาะดูแล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็กไทย28%อยู่กับพ่อแม่กระตุ้นท้องถิ่นปรับวิธีบ่มเพาะดูแล

30 เมษายน 2562 – 11:10 น.
เด็กไทย,พ่อ,แม่
เปิดอ่าน 525 ครั้ง

รายงาน….

มีเด็กไทยเพียง 28%   เท่านั้นที่อยู่กับพ่อแม่   ซึ่งเป็นสาเหตุของสภาพปัญหาด้านสุขภาพ  นั่นนับเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งแก้ไขเยียวยา

เมื่อวันที่ 22-24 เมษายน 2562 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมแพค เมืองทองธานี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้จัดเวทีสานพลัง สร้างปัญญา พัฒนาเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา เพื่อสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัย โดยมีองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

“ดวงพร เฮงบุณยพันธ์” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน เปิดเผยถึงปัญหาคุณภาพเด็กปฐมวัยของไทยว่า โจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องตระหนักถึงสถานการณ์สุขภาวะเด็กปฐมวัยในปัจจุบัน คือ สร้างเด็กให้มีคุณภาพได้อย่างไร

จากการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จำนวน 2,148 แห่ง ครอบคลุมกลุ่มประชากร 9 ล้านคน กว่า 3 แสนครอบครัว พบสัดส่วนเด็กปฐมวัยประมาณ 3% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ที่สำคัญยังพบด้วยว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่นั้น มีเพียง 28% เท่านั้น และอยู่กับปู่ย่าตายาย 43% และอยู่กับบุคคลอื่น 28%

แต่เมื่อสำรวจในพื้นที่ตำบลต้นแบบของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จำนวน 33 แห่ง 7,752 ครัวเรือนแล้ว กลับพบว่ามีเด็กอยู่กับพ่อแม่ถึง 6,067 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 78.54% อยู่กับปู่ย่าตายาย 10.58% และอยู่กับบุคคลอื่น 11.24% ทั้งนี้เป็นเพราะท้องถิ่นต้นแบบเหล่านี้มีกระบวนการติดตามเด็กๆ เป็นรายบุคคล ทำให้ทราบถิ่นที่อยู่แน่ชัด รวมทั้งได้รับแนวทางและองค์ความรู้ในการจัดการเด็กปฐมวัยในชุมชนตัวเองอย่างเป็นระบบ

“การที่เด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่นั้น จะเกิดผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การเติบโตช้า พัฒนาการล่าช้า เจ็บป่วย ขาดผู้ดูแล และปัญหาความรุนแรง เพราะการปล่อยให้เด็กอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุหรือคนอื่น การดูแลเอาใจใส่อาจไม่ทั่วถึงและยังไม่ดีพอเหมือนพ่อแม่ และกลายเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองในที่สุด”

ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ อปท.ซึ่งดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.) หรือภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา จึงต้องช่วยกันออกแบบการดูแลเด็กที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับบริบทท้องที่และสังคมปัจจุบัน โดยจะเอาฐานเดิมมาเป็นตัวตั้งไม่ได้ เช่น ความเป็นอยู่ของเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนในอดีต ขณะเดียวกันภาวะถาโถมต่างๆ โดยเฉพาะในครอบครัวแรงงาน ทำให้การดูแลเด็กมีความซับซ้อนยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีคนเข้าไปช่วยเหลือและประคับประคอง ดังนั้นท้องถิ่นจึงต้องสร้างทุนทางสังคมและชุมชนเพื่อเข้าไปหนุนเสริมช่วยเหลือ เด็กจะได้เติบโตไปในทางที่ดี

ด้าน “สมพร ใช้บางยาง” ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าวว่า เป้าหมายร่วมกันของทั้ง 4 องค์กร คือ อยากเห็นชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เป็นฐานที่มั่นคงของประเทศชาติ ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะเข้มแข็งและยั่งยืน เปรียบเสมือนการสร้างเจดีย์ ซึ่งฐานของประเทศต้องแข็งแรง ส่วนกลางเจดีย์คือการขับเคลื่อนด้วยระบบต่างๆ และยอดเจดีย์คือความเป็นธรรม

ทั้งนี้ได้กำหนดปฏิญญาร่วมกันในการดำเนินตามศาสตร์พระราชา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” “ระเบิดจากข้างใน” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งปัจจัยในการเดินตามรอยศาสตร์พระราชา คือการสร้างมนุษย์ที่ปัญญาควบคู่การมีคุณธรรม ดังนั้นจึงต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันทำในการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความรับผิดชอบ อันเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้มีผลที่สมบูรณ์ ต้องมีเมล็ดพันธุ์ดี ดูแลพรวนดิน คือการเอาใจใส่ที่ดี ต้นไม้ก็จะงอกเงยและงอกงามในวันข้างหน้า

“การบ่มเพาะเด็กให้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี คือหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน ซึ่งจากการทำงานของทั้ง 4 องค์กรแม้จะเป็นองค์กรเล็กๆ แต่ก็เป็นการขับเคลื่อนแบบองคาพยพ ภายใต้เครือข่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ” สมพรกล่าว

ธนาธรจะปลุกยังไง? “ฟิวเจอร์ริสต้า” หรือ “เรดการ์ด”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธรจะปลุกยังไง? “ฟิวเจอร์ริสต้า” หรือ “เรดการ์ด”

30 เมษายน 2562 – 10:40 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ฟิวเจอร์ริสต้า,ปิยบุตร,Futurista
เปิดอ่าน 3,393 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

วันนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่เขต 1 นครปฐม มีเรื่องสุดดราม่า ทั้งอลเวงอลวน แต่มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งคือ บรรยากาศกองเชียร์สองฝ่าย

พรรคอนาคตใหม่ จะเป็นอาสาสมัครที่เรียกว่า ฟิวเจอร์ริสต้ากว่า 200 คน ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ ส่วนฟากประชาธิปไตย จะเป็นหญิงสูงวัยสวมเสื้อเหลืองมาเป็นกลุ่มๆ

คำว่า “ฟิวเจอร์ริสตา” (Futurista) นั้น พรรคอนาคตใหม่ได้จัดตั้งขึ้นมาอาสาสมัครประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อเฝ้าดู ตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พูดง่ายๆ ฟิวเจอร์ริสตา ก็คือ “หัวคะแนนศตวรรษที่ 21” นั่นเอง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยปราศรัยบนเวทีหาเสียงกล่าวถึงบทบาทหัวคะแนนยุคใหม่ว่า “ฟิวเจอร์ริสต้าของเรา อยากให้ช่วยเผยแพร่ข้อเท็จจริงเพื่อโต้ตอบข่าวลวง โต้ตอบการกระทำที่จะทำให้ประชาชนเกลียดชังกัน ช่วยกันกดไลค์ กดแชร์ เผยแพร่ ข้อความที่เป็นจริงที่ถูกต้อง รวมถึงอุดมการณ์ของพรรคในเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโซเชียลมีเดียของตัวเองทุกช่องทาง”

ดังนั้นหัวคะแนนพรรคคู่แข่งของอนาคตใหม่จึงสงสัยว่า ทำไมผู้สมัครส.ส.พรรคส้มหวานไม่ค่อยเดินเคาะประตูบ้าน เพราะจริงๆ แล้ว ฟิวเจอร์ริสต้า จะทำงานในโลกออนไลน์

          ฟิวเจอร์ริสต้า จะคอยฟังคำอบรมสั่งสอนจาก “ธนาธร-ปิยบุตร” เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีเสรีภาพและเท่าเทียมกัน ต้นตอของทุกปัญหามาจากปัญหา “โครงสร้างการเมืองไทย” ที่ล้าหลัง จึงต้องทำการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด 

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ได้เขียนเรื่องคนรุ่นใหม่ของอนาคตใหม่ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คนรุ่น 2475 รุ่น 2490 และรุ่น 2516-2519 ล้มเหลวในภาระการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด เพราะผู้นำและตนเองที่ผิดพลาดด้วยความเขลา อ่อนหัดไม่เดียงสา และขีดจำกัดของยุคสมัย ขบวนเสื้อแดง 2553-55 ที่ล่มสลายก็เหมือนกัน

“การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่วันนี้คือ ‘เข้าคูหากาพรรคประชาธิปไตย รณรงค์แฮชแท็กออนไลน์’ (พลังคะแนนเสียงเลือกตั้ง+พลังโลกออนไลน์) โดยลำพัง ไม่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้ เบื้องหน้าจึงขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวของตนเองในโลกจริงที่มีพลังและไม่ซ้ำความผิดพลาดในอดีตได้หรือไม่”

แปลความได้ว่าคนรุ่นใหม่หรือ Futurista ของ “ธนาธร-ปิยบุตร” จะพึ่งพลังโลกออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้อาจจะต้องการเคลื่อนไหวแบบศูนย์นิสิตนักศึกษา หรือ นปช.

          เมื่อส่องเข้าไปดูเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ของฟิวเจอร์ริสต้า พบว่า ทัศนะทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไปทาง “เรดการ์ด” หรือหงเว่ยปิง ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน

เรดการ์ด หรือยุวชนแดง เป็นผลผลิตของการปลุกระดมด้วยความคิดเหมาเจ๋อตง ช่วงปี 2509-2513 ซึ่งประธานเหมาเจ๋อตง มีจุดมุ่งหมายคือการโค่นล้มพวกลัทธิทุนนิยมและวิพากษ์ศิลปวัฒนธรรมที่แบ่งแยกชนชั้นโดยการปฏิวัติการศึกษา ปฏิวัติศิลปวัฒนธรรม และปฏิวัติทุกอย่างที่ขัดกับแนวทางของลัทธิเหมา
ยุวชนแดงคือกลุ่มหัวรุนแรงที่เป็นผลผลิตจากการเผยแพร่ โฆษณาชวนเชื่อสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม คนหนุ่มสาวได้ออกปฏิบัติการไล่ลา กำจัดผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

18 สิงหาคม 2509 ประธานเหมาเจ๋อตง ได้ปรากฏตัวที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน พบกับเรดการ์ดสิบกว่าล้านคน หลังจากนั้น ยุวชนแดงพก “หนังสือปกแดง” กระจายไปทั่วสารทิศ แจกใบปลิวติดโปสเตอร์ ป้ายคำขวัญ ตั้งเวทีอภิปราย บางส่วนก็บุกเข้าไปในวัด โบสถ์ พิพิธภัณฑสถาน ทำลายวัตถุโบราณ เผางานศิลปะและงานประพันธ์

ยุวชนแดงและฟิวเจอร์ริสต้าเหมือนกันอย่างหนึ่ง เคารพบูชา “หัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค” โยนทุกปัญหาไปที่ “โครงสร้าง” และพกหนังสือชีวประวัติธนาธร

          พวกเขาเชื่อการเปลี่ยนแปลงแบบเลี้ยงไข้ ไม่มีทางเปลี่ยนประเทศไทยได้ จึงต้องผ่าตัดใหญ่ ขืนแกนนำพรรคส้มหวาน อัดฉีดชุดความคิดอัตวิสัยให้ฟิวเจอร์ริสต้าไปเรื่อยๆ ชะตากรรมสุดท้ายของยุวชนส้มก็ไม่ต่างจากยุวชนแดงในอดีต

แคมป์ 35 คำตอบของแสงสว่าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370169?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แคมป์ 35 คำตอบของแสงสว่าง

30 เมษายน 2562 – 09:55 น.
พลทพรศักดิ์ ชุมสวัสดิ์,แม่ทัพภาคที่4,ยาเสพติด,ชายแดนใต้,พอพิเศษ ปราโมทย์ พรหมอินทร์,โฆษก กอรมนภาค 4,ไกรศร วิศิษฏ์วงศ์,ปัตตานีโมเดล,น้ำมันกระท่อม,สี่คูณร้อย,ไอซ์,เฮโรอีน,กัญชา,นพอดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์,เยาวชน
เปิดอ่าน 1,802 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” มีมาต่อเนื่องจากหลากปัจจัยที่หลายคนไม่รู้สาเหตุและคำตอบที่แน่ชัด

แต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามจะยุติปัญหาเหล่านี้ลงให้เร็วและเรียบร้อยที่สุด เพราะความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินนับมิถ้วนนั้น ควรบังเกิดขึ้นในพื้นที่แบบนี้หรือ…

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พวกแนวคิดสุดโต่ง” ที่ไม่เปิดตัวเองและไม่รับฟังสิ่งใดๆ เลยนอกจากแนวคิดตัวเอง หากใครไม่ยินยอม คนเหล่านี้จะมองว่า “ผิดและควรกำจัดโดยหลากวิธี”

คนเหล่านี้มิลงมือเองแต่พยายามครอบงำคนในยุคนี้และคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมอุดมการณ์โดยใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเป็นเครื่องมือซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกับการดำเนินการเช่นนี้

“ยาเสพติด” คือหนึ่งในเครื่องมือที่แกนนำก่อเหตุในพื้นที่นำมาใช้ระดมมวลชนและเป็นต้นทุนปลุกเชื้อไฟความขัดแย้งให้ต่อเนื่องโดยมิคำนึงว่าหนึ่งชีวิตที่เลือกเส้นทางที่ผิดไปนั้น สร้างผลกระทบต่อครอบครัว สังคมและตัวผู้หลงผิดอย่างไร…..

ถามว่าแกนนำร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่สูญไปของหนึ่งชีวิตที่หลงทางหรือไม่นั้น…คนในพื้นที่และสังคมส่วนใหญ่ย่อมมองออกว่าคำตอบที่จะได้มาเป็นเยี่ยงใด….

ฉะนั้นภารกิจหนึ่งของ “พล.ท.พรศักดิ์ ชุมสวัสดิ์” แม่ทัพภาคที่ 4 แจ้งไว้กับสังคมคือ “ยาเสพติดคือทุกข์ของชาวบ้าน ทำลายลูกหลาน ผิดหลักศาสนา” โดยนำมาใช้รณรงค์ในการเเก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการพบว่ายาเสพติดนั้น แกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่นำยาเสพติดมาใช้กับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้เสพ และนำพลังของคนกลุ่มนี้ไปใช้ในทางที่ผิด รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของการก่อความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศ “แผนปฏิบัติการรวมพลังแก้ไขปัญหายาเสพติด คืนความสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ให้เป็นหนึ่งในภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือเพื่อขจัดเหตุดังกล่าวที่เรื้อรังกว่าสิบห้าปีให้ยุติโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทุกฝ่ายจะร่วมดำเนินการ

“พ.อ.(พิเศษ) ปราโมทย์ พรหมอินทร์” โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า “ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่กว่าสิบห้าปีที่ผ่านมาเพราะโยงกับขบวนการที่ก่อเหตุ ถือเป็นภัยแทรกซ้อนที่กระทำโดยตรงและเอื้อต่อกันและกันที่ไปปลุกระดมเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิของคนในพื้นที่ให้มาร่วมขบวนการนี้

ไกรศร วิศิษฏ์วงศ์” 

การจับกุมพบว่ามีการทำเป็นขบวนการเพื่อนำยาเสพติดไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูง และบางส่วนนำมาใช้ในพื้นที่ ตรงนี้แม่ทัพภาคที่ 4 วางแนวทางแก้ไขไว้หลายด้าน หนึ่งในนั้นคือคัดแยกผู้ที่ใช้ยาเสพติดออกมาจากขบวนการให้มากที่สุด และตรวจว่านโยบายที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้ไว้คือหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ปลดออกและบังคับใช้กฎหมายคือคำตอบ ตอนนี้เราเร่งจัดการกับผู้ค้ารายย่อย เราให้ชาวบ้านแจ้งเบาะแสโดยไม่ต้องเปิดชื่อมาที่ตู้ปณ.41 ปัตตานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ”

“วันนี้หากนำเยาวชนสิบคนมาตรวจพบว่าแปดคนมีสารเสพติดในร่างกาย วันนี้หากแก้ไขได้ไว จะสร้างศรัทธาการแก้ปัญหาความไม่สงบได้เร็วและดีขึ้นเพราะชาวบ้านร่วมมือ และพบว่าชาวบ้านให้ความร่วมมือดีเพราะไม่อยากให้ลูกหลานเดินผิดทาง”

“ไกรศร วิศิษฏ์วงศ์” ผู้ว่าฯ ปัตตานี ระบุว่า วันนี้ภาครัฐต้องกวาดบ้านตัวเองคือเจ้าหน้าที่รัฐต้องตรวจร่างกายว่าไม่มีสารเสพติดก่อนที่จะไปดำเนินการ ค่ายพักพิงเพื่อการบำบัดจังหวัดปัตตานี (แคมป์ 35) คือนำผู้หลงผิดใช้ยาเสพติดมาเข้าค่ายนี้ โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดปัตตานี ร่วมมือกับทุกฝ่าย และมอบให้โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานีเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำแนวทางและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือ “ปัตตานีโมเดล” และเป็นจังหวัดนำร่องในการดำเนินการ

ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในพื้นที่นั้นคือ ยาบ้า น้ำมันกระท่อม(สี่คูณร้อย) ไอซ์ เฮโรอีน กัญชา โดยมีแนวทางบำบัดรักษาและแก้ไขปัญหายาเสพติดห้าขั้นตอนดังนี้

“นพ.อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์” 

ค้นหาและสำรวจผู้ป่วยยาเสพติดทั้งในอดีตและปัจจุบันผ่านการสำรวจข้อมูลจากทุกหน่วยงานจากทุกหมู่บ้านและชุมชน

คัดกรองและคัดแยกผู้ป่วยออกเป็นระดับผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติด ผู้ป่วยมีอาการทางจิต ผู้ป่วยยาเสพติดประเภทก้าวร้าว

กระบวนการบำบัดรักษา แบ่งเป็น ผู้ป่วยระดับผู้ใช้ ผู้เสพ เข้าบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลและโรงพยาบาลชุมชน ผู้ติดเข้าบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี โดยส่งตามระบบหรือค่ายพักพิง เพื่อการบำบัดจังหวัดปัตตานี (แคมป์ 35) ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเข้าบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนหรือส่งตามระบบในโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลจิตเวช ผู้ป่วยที่มีอาการก้าวร้าว บำบัดรักษาที่ศูนย์แก้ไขพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

การติดตามดูแลต่อเนื่องในชุมชนจะมีการให้ชุดปฏิบัติการจากทุกหน่วยงานมาร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำตำบาล (เทก แคร์ ทีม ) ทุกตำบลทำหน้าที่ค้นหาและติดตามผู้ป่วยยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดแล้ว (สมัครใจ บังคับบำบัด ต้องโทษบำบัด) มิให้กลับไปเสพซ้ำ เข้าพื้นที่เป็นระยะตามวงรอบการตรวจ

การพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อผู้ป่วยกลับสู่หมู่บ้านหรือชุมชน เทก แคร์ ทีม จะติดตามผู้ป่วยเพื่อมิให้กลับไปเสพซ้ำเป็นเวลาสามเดือนแล้วคัดเลือกนำไปฝึกอบรมอาชีพ มอบอุปกรณ์ เพื่อการประกอบอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีอาชีพและรายได้ในอนาคต

ส่วนแคมป์ 35 จัดทำขึ้นในหลักสูตรค่ายพักพิงเพื่อการบำบัดในหลักคิดนำผู้ป่วยออกมาจากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากักกันโรคในระบบค่ายจำนวน 35 วัน เพื่อให้ฝ่ายปราบปรามเข้ากวาดล้างหมู่บ้านหรือชุมชนให้ปลอดยาเสพติดในช่วงที่ผู้ป่วยอยู่ในค่าย โดยข้อมูลการปราบปรามนั้นจะได้จากผู้ป่วย (โดยเฉพาะข้อมูลผู้ค้ารายย่อย) เมื่อผู้ป่วยออกจากค่ายนี้แล้ว เทก แคร์ ทีม จะติดตามผู้ป่วยเพื่อมิให้กลับไปเสพซ้ำเป็นเวลา 3 เดือน

“นพ.อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์” ผอ.โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี ระบุว่า ผู้ป่วยยาเสพติดถือเป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคระบาดที่อาจแพร่เชื้อระบาดไปได้ วันนี้แคมป์ 35 ดำเนินการมาแล้วหนึ่งรุ่น ถือว่าก้าวไปได้ดี แคมป์ 35 รุ่นที่หนึ่งซึ่งดำเนินการไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีผู้มาร่วมบำบัด 235 ราย จากเป้า 240 ราย ตอนนี้อยู่ในขั้น เทก แคร์ ทีม ที่จะติดตามผลต่อไปและนำมาใช้กับรุ่นต่อๆ มาเพื่อให้ปัญหาสิ้นสุดในเร็ววันนี้

“เราหวังว่าเมื่อคนกลุ่มนี้ออกจากค่ายแล้วสังคมควรเปิดโอกาสให้พวกเขาในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตแบบคนทั่วไป ตัวอย่างที่เราใช้แล้วได้ผลคือเราใช้คนที่เคยเสพยามาเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่ได้รับค่าตอบแทน เพราะคนกลุ่มนี้เข้าใจชีวิตคนที่เสพยาในช่วงบำบัดเป็นอย่างดี เพราะพวกเขาไม่อยากให้คนในรุ่นหลังต้องผิดพลาดในชีวิต ตรงนี้คือจุดที่ดีของการเริ่มต้นไม่ให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตแบบที่ผ่านมาและสังคมต้องช่วยกันดูแลพวกเขาไม่ให้กลับไปเส้นทางชีวิตแบบเดิมๆ ตรงนี้คือการบ้านที่อยากฝากทุกส่วนช่วยกันมองว่าพวกเขาคือคนปกติแล้ว ฉะนั้นเราจะให้พื้นที่พวกเขาอย่างไร”

ส่วนการดูเเลในช่วงหลังเข้าค่ายนั้นจะใช้ระบบ FAST ของกระทรวงสาธารณสุขควบคู่ไปด้วยกัน

“สินารัน” คือคำในภาษาพื้นถิ่นที่แปลว่า “แสงสว่าง” คำคำนี้คือชื่อบ้านพักหลังหนึ่งในแคมป์ 35 โดยที่ผู้หลงผิดไปใช้เส้นทางยาเสพติดและต้องการเดินออกมาร่วมกันตั้งชื่อบ้านหลังนี้ เพราะทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานั้น มันไม่ใช่วิถีที่ดีต่อชีวิตตัวเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมที่พวกเขาร่วมดำเนินชีวิต

“พล.ท.พรศักดิ์ ชุมสวัสดิ์”

ฉะนั้น “บ้านแสงสว่าง” ที่พวกเขามาร่วมกันค้นพบและเลือกที่จะเดินออกจากโลกมืดไปนั้น ต้องส่องแสงนำทางที่ดีให้พวกเขาไม่หลงเข้าเส้นทางมืด และพวกเขาจะนำแสงสว่างนี้ไปชี้ทางให้คนอื่นๆ ที่เริ่มจะเดินผิดให้หวนคิดและเลือกทางใหม่

เจ้าหน้าที่แคมป์ 35 คนหนึ่ง ระบุว่า เยาวชนในพื้นที่ที่มาร่วมแคมป์ 35 พบว่าบางส่วนผู้ปกครองเต็มใจพามาที่นี่ บางส่วนโดนจับกุมแล้วคัดกรองส่งมา แต่ส่วนใหญ่แล้วพบว่าผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกหลานกลับเพราะอยากให้ยุติเส้นทางชีวิตในด้านผิดแบบถาวรเพราะกลัวว่ากลับสู่ถิ่นฐานจะพบสิ่งแวดล้อมเดิมๆ
“เบื้องต้นพบว่าคนใช้ยาเสพติดอายุน้อยที่สุดคือ 12 ปี มากสุดคือ5 0 กว่าปี เราใช้วิธีการดูแลแบบเข้าค่ายให้สลายพฤติกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจทุกด้านเพื่อให้พวกเขาได้คิดและมีมุมมองใหม่ในชีวิต เพราะเท่าที่สัมผัสหลายคนเริ่มตื่นรู้และอยากออกจากวิถีแบบเดิมๆ ตรงนี้ทุกฝ่ายต้องช่วย เพราะผู้ปกครองคนกลุ่มนี้ยืนยันมาหลายครั้งว่าหากกลับไปเจอวิถีเดิมๆพวกเขาจะโดนชักจูงกลับไปแบบเดิมๆ อีก ดังนั้นการป้องกันและปราบปรามจากพื้นที่นั้นทุกฝ่ายต้องช่วยเพื่อมิให้คนเหล่านี้และคนรุ่นใหม่ไปเข้าวงจร”

หวังว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันดำเนินการให้ยาเสพติดเเละความรุนเเรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานทองนี้ยุติเพื่อคืนความสันติให้แก่ทุกคนในเเผ่นดินนี้

 Fast Model การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยในแบบเข้มข้นทางสายใหม่ กระทรวงสาธารณสุข
F : Family การที่ครอบครัวมีส่วนร่วมในการบำบัดรักษา
A : Alternative Treatment Activity การใช้กิจกรรมทางเลือกให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่และความต้องการของผู้ป่วย
S : Self – Help กระบวนการให้ผู้ป่วยมีการเรียนรู้
T : Therapeutic Community แนวทางในการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าทางสังคม โดยใช้กระบวนการกลุ่มชุมชนบำบัด

“พฤษภาคม” เดือนมหามงคล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พฤษภาคม” เดือนมหามงคล

30 เมษายน 2562 – 08:20 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,ไฟป่า
เปิดอ่าน 467 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ถึงวันสุดท้ายของเมษายน   เดือนที่ร้อนที่สุดของปี   ต่อไปเข้าสู่เดือนมหามงคล   พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  ซึ่งเตรียมการไว้อย่างสมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี

ในช่วงเวลาแห่งการถวายความจงรักภักดีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า และอยากให้ประเทศชาติมีความสุขสงบ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ จึงขอร้องให้บรรดานักการเมืองหยุดความเคลื่อนไหว
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘สันติสุข’ เกาะคา เรียกร้องให้รัฐบาลมีการวางแผนนโยบายป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน ไม่ใช่คอยแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแบบปีต่อปีเช่นทุกวันนี้

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงระบบ วิธีการทำงานแบบเข้มข้น ติดตามผล ไม่ใช่แบบเช้าชาม-เย็นชาม
อย่างการป้องกันน้ำท่วมก็ยังไม่มีผลงาน แผนการชัดเจน วันก่อนฝนตกน้ำยังท่วมถนนหลายสาย แม้แต่สนามบินดอนเมืองก็เจอปัญหาเดียวกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ส่งท้ายเมษายนเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ต่อไปนี้อากาศคงจะเย็นลงบ้างเพราะเริ่มมีฝนตก และขอแจ้งเตือนไว้ว่าจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง โปรดระมัดระวังรับมือไว้ก่อน จึงแจ้งมาด้วยความปรารถนาดี

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ และเฝ้าสังเกตว่าทุกปีจะมีไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำ สร้างปัญหาตามมาเป็นระลอก จึงขอให้รัฐบาลจัดหน่วยงานพิเศษเพื่อรับมือและป้องกันไฟป่าแบบยั่งยืน ไม่ใช่พอเข้าหน้าฝน-หน้าหนาวไม่มีไฟป่าก็ลืมเงียบหายไป

การเผาป่ามีต้นเหตุมากมาย เช่น เผาพื้นที่การเกษตร เผาไร่อ้อย เผาเพื่อหาของป่า เผาด้วยความเคยชิน เผาให้เป็นป่าเสื่อมโทรมเพื่อยึดพื้นที่ บ้างก็โยนบุหรี่ทิ้งด้วยความมักง่าย ไฟก็ลุกลามไปรอบด้าน ซึ่งส่วนน้อยที่จะรับผิดชอบควบคุมไฟอยู่ในวงจำกัด ส่วนมาก 70-80% ไม่รับผิดชอบ ไม่แจ้งเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกัน ไม่แจ้งหน่วยดับเพลิงในพื้นที่เพื่อสกัดดับไฟป่าเพราะกลัวความผิด และไม่รับผิดชอบใดๆ

ชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ทราบภายหลังจึงสกัดดับไฟได้ยากลำบาก ไฟจึงลุกลามอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเขตจำกัด จึงสร้างความเสียหายให้แก่ป่าไม้ ไร่นา ไร่สวน ไร่อ้อย ไร่ยางพารา ป่าสงวนแห่งชาติเกิดความเสียหายอย่างมาก พืชผัก สมุนไพรในการดำรงชีพ สัตว์เล็กใหญ่บาดเจ็บ เกิดหมอกควันต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาอยู่

โดยเฉพาะภาคเหนือมีปัญหามากที่สุด ทำลายการมองเห็น กระทบถึงระบบหายใจ ป่วยไข้ตามมาจากน้ำมือของพวกเผาทำลายป่าคิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่าป่าไม้ตามป่าตามภูเขาที่มีประโยชน์ต่อเราจะเกิดมาได้มันเกินเวลาเป็นร้อยๆ ปี

โดยเกิดขึ้นทุกภาคของประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีกกินระยะเวลายาวนานอย่างไม่จบสิ้น และในปีต่อๆ ไปก็จะเกิดการเผาทำลายป่าไม้เหมือนเดิม เพราะเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ใส่ใจ ไม่จริงจัง ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไข ประเทศไทยเป็นทะเลทราย ความแห้งแล้งความทุกข์ยากลำบากของคนไทย ป่าไม้ สัตว์ป่าไม่มีความอุดมสมบูรณ์ แผ่นดินไทยจะเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาเมื่อ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาล ช่วงแรกมีการทวงคืนผืนป่า แต่ก็ปล่อยให้ทำลายเผาป่าทุกๆ ปี ถ้าทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ช่วยกันระยะเริ่มต้น 5 ปีแรก ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะกลับมาอีก ถึงไม่เหมือนเดิม ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เมื่อเราดูแลต่อไปรับรองว่าทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่นอน ไม่รู้ว่าความสมดุลป่าไม้ต่อเนื้อที่ของประเทศไทยต้องมีป่าไม้กี่เปอร์เซ็นต์กี่ส่วน จึงจะแก้ปัญหาฝนแล้ง ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม

ผมจึงขอให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานร่วมมือทำงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำหรือปัดความรับผิดชอบ-เสียดายเงินหลวงจริงๆ
สันติสุข (เกาะคา)


 ของถูกขาดมาตรฐานมีอันตราย
 เรียนผู้ชอบซื้อของ-สินค้าราคาถูก

ผมมีเรื่องแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับสินค้าราคาถูก ที่ขายอยู่ในร้านทั้งในห้างและนอกห้าง มีราคาตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป ร้านพวกนี้มีมากขึ้นและขยายสาขาสู่ต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย เวลานี้มีผู้นิยมซื้อสินค้าจำพวกถ้วย จาน ชาม ถ้วยชา-กาแฟ กาน้ำชา ที่เป็นพวกเครื่องเคลือบเซรามิก

ขอแจ้งเตือนว่าการซื้อสินค้าเซรามิก หรือดินเผาเคลือบสี ซื้อจากร้านราคาถูกให้ระวัง เพราะแหล่งผลิตที่ทางร้านค้านำเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน ผู้ผลิตไม่ค่อยควบคุมคุณภาพ จึงอย่าเห็นแก่ของถูกอย่างเดียวคนขายเอาเข้ามาขายก็ไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพมากนัก สีที่ใช้เคลือบเซรามิก หรือดินเผา อาจจะเป็นสีที่คุณภาพต่ำ อุณหภูมิการเคลือบสีอาจจะไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ ทำให้สีที่เคลือบเมื่อโดนความร้อนที่ไม่ได้มาตรฐาน จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้เซรามิกหรือดินเผานั้นได้ เช่น ใช้งานในระยะยาวอาจทำให้เกิดมะเร็งได้

ที่ญี่ปุ่นร้านค้าราคาถูก 100 เยน มีเยอะและในอดีตคนญี่ปุ่นเคยเจอปัญหานี้มาก่อน เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบสีทั้งหลาย ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ผลิตไม่คำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยพวกนี้นัก เพราะผลิตในราคาถูก ต้นทุนต่ำ สินค้าหลายๆ อย่างเช่น เครื่องไฟฟ้าต่างๆ เช่น ปลั๊กไฟ โคมไฟ สวิตช์ไฟ แบตเตอรี่ ไดร์เป่าผม หรือสินค้าพลาสติกสีสัน รูปทรงสวยงามทั้งหลาย ก็วางขายเช่นเดียวกัน คือต้นทุนต่ำ ราคาถูก จึงไม่ปลอดภัย ขาดมาตรฐาน จึงแจ้งมาเพื่อพิจารณาก่อนซื้อหา อย่าเห็นแก่ของถูกอย่างเดียว
องอาจ (พัทยา)


ตอบ คุณ ‘องอาจ’ พัทยา
มีผู้แจ้งร้องเรียนเรื่องสินค้าราคาถูกรวมถึงสินค้าลดราคามาว่ามีคุณภาพต่ำ บางทีหมดอายุการใช้งาน ซึ่งไม่คุ้มค่าเงิน และบางอย่างมีอันตรายต่อสุขภาพด้วย
กรณีนี้ก็เห็นใจและเข้าใจเพราะบางคนขาดเงินซื้อของใหม่หรือของที่มีการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน

ขอบคุณที่จดหมายแจ้งเตือนมาเพื่อจะได้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ

“แพทย์แผนไทย”…ในอุ้งมือ “บัตรทอง สปสช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แพทย์แผนไทย”…ในอุ้งมือ “บัตรทอง สปสช.”

29 เมษายน 2562 – 12:40 น.
สปสช,บัตรทอง,แพทย์แผนไทย,สมุนไพร
เปิดอ่าน 1,367 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“วิธีการรักษาโรคร้าย” หรือความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะการใช้ “ยา” จากพืชสมุนไพรอย่างเดียว ก็ถูกศึกษาวิจัยปรับเปลี่ยนจนกลายมาเป็นการรักษาด้วยยาดัดแปลงจากสารเคมีต่างๆ จนพืชสมุนไพรแทบสูญหายไปจากท้องถิ่น…

แต่ในวันนี้วงการแพทย์ทั่วโลกส่วนหนึ่งได้หันกลับมารณรงค์ให้ “พืชสมุนไพร” กลายเป็นพระเอกอีกครั้ง หลังศึกษายืนยันพบข้อดีของสมุนไพรและวิธีการรักษาแบบท้องถิ่น หลายครั้งที่ได้ผลดีมากกว่ายาสมัยใหม่ ที่ปรุงแต่งมาจากสารเคมี เช่น เปล้าน้อย ฟ้าทะลายโจร น้ำมันกัญชา ฯลฯ

โดยเฉพาะในประเทศไทย ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษกำลังถูกปัดฝุ่น จากสถาบันการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์หลายแห่ง ที่เริ่มแข่งขันวิจัยด้านนี้อย่างคึกคัก ทำให้เริ่มเห็นความหวังว่า คนไทยกำลังจะมีทางเลือกในการรักษา โดยไม่พึ่งพาวิธีรักษาแบบยาฝรั่งเท่านั้น

“กระทรวงสาธารณสุข” พยายามผลักดันการใช้สมุนไทยมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบคือพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่ง “สมุนไพร” ที่เคยมีความหลากหลายแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ได้หดหายไป กลายเป็นแปลงผัก แปลงข้าวโพด สวนพืชไร่หรือสวนผลไม้

เพื่อไม่ให้ปัญหาพืชสมุนไทยเกิดวิกฤติสูญพันธุ์ไป กระทรวงสาธารณสุขจึงจับมือกับกระทรวงพาณิชย์ พลิกนโยบายส่งเสริมปลูก “พืชสมุนไพรไทย” มากขึ้น

ไม่ใช่หวังเพียงส่งขายในไทยเท่านั้น แต่หวังส่งไปตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีนักวิจัยหลายชาติพิสูจน์แล้วว่า สมุนไพรไทย เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของยารักษาโรค อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ถึงกับตั้งเป้าหมายว่า ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมถูกใจนานาชาติ เพราะจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยกว่า 3.6 แสนล้านบาท ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า หรือไม่เกินปี 2564

มูลค่านี้ทำให้ชาวบ้านตาโต มองเห็นความหวังในการปลูกพืชสมุนไพรมากกว่ารับจ้างนายทุนปลูกข้าวโพด หรือทำไร่ ทำฟาร์มสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ที่นับวันมีแต่จะเสียเปรียบและขาดทุนซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไขให้ได้คือ การรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความสามารถและความเชื่อมั่นในการรักษาสุขภาพแบบ “แพทย์แผนไทย” ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่นไทยเป็นหลัก เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติเกิดความมั่นใจที่จะนำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยไปใช้

จากฐานข้อมูล กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า ขณะนี้ตำรับยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดที่มีในประเทศไทย มีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตำรับ ทั้งที่เป็นตำรับยากินบำรุงสุขภาพทั่วไป จนถึงขั้นสามารถนำไปรักษาโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังต่างๆ โดยมี “เครือข่ายศึกษาวิจัยสมุนไพร” กำลังพัฒนาคิดค้นสูตรสมุนไพรไทยยับยั้งมะเร็ง เช่น “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก” จากสมุนไพรเถามวกขาว หญ้าขัด ถั่วพู ราชพฤกษ์ ฯลฯ เนื่องจากทดลองในสัตว์แล้วได้ผลดีและมีความปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ หรือ “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งตับ” ประกอบด้วย สมุนไพรมหาหิงคุ์ รากทนดี รงทอง ฯลฯ อยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสมุนไพรไทย ไม่ได้ใช้เฉพาะเป็น “ยา” รักษาโรคโดยตรงเท่านั้น เพราะหลักสูตรแพทย์แผนไทย ยังมีการดูแลสุขภาพและรักษาโรคด้วยวิธีอื่นด้วย โดยหลักสูตรการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองในการประกอบวิชาชีพ ขณะนี้มี 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาเภสัชกรรมไทย สาขาเวชกรรมไทย สาขานวดไทย และสาขาผดุงครรภ์ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ใช้สมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งสิ้น และผู้จะไปดูแลผู้ป่วยได้ต้อง “สอบผ่านและได้รับใบประกอบโรคศิลปะ” ในสาขานั้น

สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยกำลังถูกนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นประโยชน์นั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า “อุปสรรค” สำคัญบางอย่างที่ถูกมองข้ามคือ การพลาดโอกาสในเม็ดเงินของ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท”

ปัญหานี้ต้องได้รับการพิจารณาด่วนจาก คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการสนับสนุนยาสมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทย มากน้อยเพียงไร ?

ตัวเลขปัจจุบันคนไทยอยู่ภายใต้สิทธิบัตรทองประมาณ 49 ล้านคน แต่ไม่สามารถเบิกยาสมุนไพรและเลือกวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยได้เต็มที่ เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุญาตให้ “ยาแผนไทย” อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่เบิกได้เพียงหลักร้อยรายการเท่านั้น จากตำรับโบราณที่มีกว่า 2 หมื่นตำรับ ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เบิกจ่ายสมุนไพรก็ยังไม่ครอบคลุมสถานรักษาพยาบาลทุกแห่ง

พลิกดูตัวเลข “งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562” ซึ่งมีอยู่จำนวน 1.8 แสนล้าบาท สำหรับดูแลคนไทย 48.57 ล้านคน หรือเฉลี่ย 3,427บาท/คน ซึ่งรัฐได้จัดงบพิเศษเพิ่มให้ผู้ต้องการใช้ยาสมุนไพรอีกหัวละประมาณ 12 บาทเท่านั้น

นโยบายข้างต้นไม่สอดคล้องกับแนวคิดการสนับสนุน “สมุนไพรแพทย์แผนไทย” ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนพยายามเรียกร้องให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” เพิ่มเติมการให้บริการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสมกับคนใช้สิทธิบัตรทองมากกว่านี้ เพราะสมุนไพรไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลไม่ต่างจากยาเคมีแบบฝรั่ง แต่ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทจากโรงพยาบาลหรือสถานรักษาพยาบาลเท่าไรนัก

นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การหมกเม็ดใน “แผนปฏิรูประบบสาธารณสุขประเทศไทย” ที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” หรือเรียกง่ายๆ ว่า  “บอร์ด สปสช.” ที่มาจากสัดส่วนตัวแทนกลุ่มต่างๆ จำนวน 30 คน ให้กลายเป็น “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 40 คน ที่มีอำนาจมากมายมหาศาล โดยไม่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้าไปเป็นคณะกรรมการ โดยเฉพาะการลดสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชน

โครงสร้าง “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 45 คน มีภาคประชาชนเพียง 3 คน นอกนั้นเป็นแพทย์ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลาโหม ข้าราชการ ฯลฯ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าคนที่ได้รับเลือกกลุ่มนี้จะมีการเปิดใจกว้างสนับสนุนแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทย หรือสมุนไพรไทยมากน้อยเพียงไร ?

หลังเกิดคำถามและคำคัดค้านเผยแพร่ในสื่อโซเชียลต่างๆ จนกลายเป็นกระแสกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนแพทย์แผนไทย ที่มีกระแสคำถามเกี่ยวกับ “น้ำมันกัญชา” ว่าเป็นสมุนไพรไทยและในอนาคตจะเบิกจ่ายได้หรือไม่ ?

ล่าสุด “บอร์ด สปสช.” จึงตัดสินใจเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการ-ผู้รับบริการกองทุนบัตรทองในปี 2562 โดยเฉพาะสั่งให้เพิ่มประเด็นร้อนแรงหัวข้อ “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หวังว่าจะนำข้อเสนอและความคิดเห็นมาปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดบริการแพทย์แผนไทยให้ดีกว่าเดิม

การเปิดเวทีระดมความคิดเห็น จะเริ่มขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2562 ผ่านระบบออนไลน์ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 16 มีระดับเขตพื้นที่ซึ่งรับผิดชอบโดย คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับและเวทีระดับประเทศ ในวันที่ 15-16 สิงหาคม 2562 ส่วนประชาชนทั่วไปอยากเสนอความเห็นใช้ระบบออนไลน์หรือสายด่วน สปสช.1330

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ กลุ่มสนับสนุน “สมุนไพรไทย และ แพทย์แผนไทย” จะมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สำหรับคนไทย 49 ล้านคน …นับได้ว่า “แพทย์แผนไทย”…กำลังอยู่ในอุ้งมือของผู้มีอำนาจกำหนดทิศทาง “บัตรทอง”

วิเคราะห์เฉพาะตัวเลขผู้มาใช้สิทธิบัตรทอง ปี 2561 ที่ป่วยเป็นมะเร็งจำนวน 2.34 แสนคน มารับบริการรักษา 1.43 ล้านครั้ง และใช้งบประมาณชดเชยค่ารักษาจำนวน 9,557 ล้านบาท

เงินจำนวนนี้หากแบ่งมาจ่ายให้ยาสมุนไพรไทยรักษามะเร็งได้ส่วนหนึ่ง จะลดค่านำเข้ายาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้ไม่น้อย
เงินจะหมุนเวียนกลับเข้าไปสนับสนุนแพทย์แผนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม !

 ยาสมุนไพรในบัญชีหลักแห่งชาติ 22 รายการ
1.ว่านหางจระเข้ วุ้นจากว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
2.มะขามแขก ยาระบายช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ห้ามรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสารโพแทสเซียม

3.หญ้าหนวดแมว สรรพคุณขับปัสสาวะ รักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะชนิดเป็นกรดยูริก
4.เพชรสังฆาต สรรพคุณขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก รับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะเห็นผล

5.กระเทียมแคปซูล ลดคอเลสเตอรอลในเลือดและละลายลิ่มเลือดได้
6.ยาผงชะพลู สรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ ละลายเสมหะ

7.ขี้เหล็ก แก้อาการท้องผูก มีสารสำคัญพวกแอนทราควิโนนหลายชนิด ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
8.บอระเพ็ด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน

9.มะระขี้นก สรรพคุณช่วย ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
10.ยาผงหญ้าดอกขาว  ช่วยลดการสูบบุหรี่

11.เหงือกปลาหมอ ช่วยรักษาผู้มีอาการภูมิแพ้ ผื่นคัน
12.ลูกยอ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน

13.กระชายดำช่ วยในการขับลม แก้ท้องอืด และบำรุงร่างกาย
14.ส้มแขก ช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดการสร้างไขมัน

15.เทพธารา ผสมตัวยาหลายชนิด เช่น เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง กำลังเสือโคร่ง กระชายดำ ฯลฯ รักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ปวดข้อ และบำรุงกำลัง
16.ยาห้าราก หรือ ยาเพชรสว่าง ประกอบไปด้วยตัวยา 5 ชนิด รากเท้ายายม่อม รากคนทา รากย่านาง รากชิงซี และรากมะเดื่อชุมพร มีสรรพคุณ ลดไข้ และแก้ปวด

17.น้ำมันไพล ลดอาการอักเสบ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก และปวดเมื่อย
18.ยาแก้ไอมะขามป้อม  บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ จิบเมื่อมีอาการไอหรือเจ็บคอ

19.ยาผงดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด และลดความดันโลหิต
20.สหัสธารา  ผสมตัวยามากกว่า 20 ชนิด เช่น โกฐเขมา โกฐมะพร้าว โกฐพุงปลา เทียนดำ มหาหิงค์ ฯลฯ ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รวมทั้งอาการชาที่แขนและขา

21.ธรณีสัณฑะฆาต ประกอบตัวยาหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ พริกไทยร่อน ยาดำ เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ การบูร เนื้อลูกมะขามป้อม กานพลู หัวบุก ขิง ชะเอมเทศ ลูกกระวาน ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ปวดท้อง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน
22.เถาวัลย์เปรียง ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

ระวัง! บิดเบือนกฏหมาย – ม็อบข่มขู่ หวังอุ้ม ‘ธนาธร’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง! บิดเบือนกฏหมาย – ม็อบข่มขู่ หวังอุ้ม ‘ธนาธร’

29 เมษายน 2562 – 09:30 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,สมชัย ศรีสุทธิยากร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 2,151 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

มีความพยายามจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า ไม่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีข้อกังขาเรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย อันเป็นคุณสมบัติ “ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ด้วยการระบุของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่วันนี้สวมเสื้อสีฟ้าค่ายประชาธิปัตย์ แต่หัวใจ “สีส้ม?” เป็นความพยายามแบบสีข้างเข้าถู ที่อ้างว่า เมื่อ กกต.รับรองความเป็นผู้สมัคร ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 จะมาตัดสิทธิ์ ย้อนหลัง หรือแจก “ใบส้ม” ให้ ธนาธร ไม่ได้

พร้อมๆ กับการข่มขู่การทำงานของ กกต. โดย สมชัย ศรีสุทธิยากร ให้ กกต.ระวัง “โดมิโน่” ทับใส่หากไปตัดสิทธิ์ธนาธร สำทับด้วยการประกาศกร้าวหลังกลับจากท่องยุโรปของธนาธรว่า “อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของธนาธร แต่ต้องเป็นเรื่องของอนาคตใหม่และประชาธิปไตย” และขู่ว่า หาก กกต.กระทำเรื่องนี้อย่างไม่เป็นธรรม “วุ่นวาย” แน่

          เรียกว่า ขบวนการธนาธรใช้ “มุม” ทางกฎหมายเข้าข้างตัวเอง และใช้ “มวลชน” เป็นกำแพง “ขู่” กกต. ที่กำลังพิจารณาว่าคุณสมบัติของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขบวนการธนาธรกำลังกดดันให้ “องค์กรอิสระ” ไม่สามารถทำงานได้อย่าง “อิสระ” 

กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในการถือครองหุ้นสื่อ หาได้มีความยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนแต่ประการใด เพราะเพียงตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ในข้อกฎหมาย ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 วันที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมัคร ส.ส. ยังเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ตามกฎหมายหรือไม่ การอ้างว่าขายให้มารดา คือนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 ไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่มีความผิดในคุณสมบัติของตนเอง ย่อมสามารถ “สร้างหลักฐาน” ส่วนตนขึ้นมาได้ อยู่ที่หลักฐานดังกล่าว กฎหมายเชื่อถือหรือไม่ ก็เท่านั้น

ปัญหาคือจะพิสูจน์ข้อกฎหมายนี้ไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ จึงหา “ช่องลอด” ทางกฎหมาย ด้วยการกดดันว่า กกต.ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบเพราะรับรองสิทธิผู้สมัครไปแล้ว

สิ่งที่ แสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจง หักล้างข้อกล่าวอ้างของทั้งปิยบุตร และสมชัย ได้หมดสิ้น คือการระบุว่า กกต.มีอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติ ในช่วง 23 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นการตรวจสอบเอกสารว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ แต่คุณสมบัติ “ต้องห้าม” ยากที่กกต.จะตรวจสอบพบ จนกระทั่งมีผู้มาร้อง กกต.ต้องสอบสวนและเป็นอำนาจตามกฎหมาย

          เรื่องนี้ไม่ต้องให้ “ใบส้ม” ตามที่ ปิยบุตร ตีกัน หาก กกต.ฟันธงว่าคุณสมบัติของธนาธรเข้าลักษณะ “ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ถือว่า การสมัคร ส.ส.ของธนาธร ถือเป็น “โมฆะ” เสมือนว่า ไม่มีการสมัครตั้งแต่ต้น

อย่าไปบิดเบือนกฎหมาย หรือสร้างมวลชนกดดัน กกต.เลย เพราะเรื่องทั้งหมดหาก กกต.เชื่อว่าผิด จะไปจบที่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ถ้าเราเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่นในศาล และเชื่อมั่นใน “ความจริง” ที่ตนเองกระทำว่า ไม่ได้ไปแก้เอกสารย้อนหลัง จงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ”ขั้นต้น” ก่อนการเข้าสู่อำนาจ

หากไม่ยอมให้กระบวนการตรวจสอบขั้นต้นทำงานอย่างปกติ เราก็จะเจอนักการเมืองที่เข้ามาสู่อำนาจและใช้อำนาจกระทำการอัปยศจนพาประเทศสู่หายนะ

          เรามีบทเรียนจาก “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อปี 2544 ที่ยอมให้ “บกพร่องโดยสุจริต” เข้ามากระทำการทุจริตนานารูปแบบแล้ว วันนี้เราจะยอมให้ประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย” อีกหรือ ??

สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 เสร็จเมื่อไหร่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 เสร็จเมื่อไหร่?

29 เมษายน 2562 – 08:15 น.
สนามบินเชียงใหม่,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กทมไร้สายไฟฟ้า
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ประชาชนคนไทยเฝ้ารอรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองแล้วจะเป็นรูปเป็นร่างกลางเดือนหน้า และนโยบายโครงการต่างๆ จะได้เดินหน้าอย่างมีทิศทางเสียทีเพราะดูเหมือนว่าหลายหน่วยงานปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำงานจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เกียรติศักดิ์’ กทม.ที่สนับสนุนให้ กทม. เป็นเมืองไร้สายคือพวกสายไฟฟ้า สายสื่อสารต่างๆ จนดูรกรุงรังและเป็นอันตรายและขอให้กทม.เร่งมือโดยเร็วโดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่

ต่อด้วยคำถามถึงรัฐบาลจากคุณ ‘สุวิทย์’ เชียงใหม่ ขอคำตอบว่าสนามบินเชียงใหม่ 2 ไปถึงไหนแล้ว และเวลานี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องสนามบินเชียงใหม่แห่งเก่าที่อยู่กลางเมืองสมควรดูแลมาตรฐานเรื่องเสียงและความปลอดภัย

ขณะนี้เชียงใหม่เจริญเติบโตขึ้นเป็นเมืองใหญ่รองจาก กทม.น่าจะเปลี่ยนแปลงการบริหารใหม่เลือกตั้งคนดีมีฝีมือเข้ามาบริหารงานเป็นเขตพิเศษเป็นผู้ว่าการเมืองเชียงใหม่

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางมหาดไทยส่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานต้องใช้เวลาศึกษางานแล้วก็ย้ายออกไปมีคนใหม่มาแทนเป็นแบบนี้ และถึงเวลาแล้วที่จะแบ่งเขตเมืองเชียงใหม่ให้คล่องตัวในการบริหารสร้างความเจริญกว่านี้
อ๊อด เทอร์โบ


 กทม.ไร้สายไฟฟ้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอสนับสนุนให้กทม.ปรับปรุงจัดระเบียบสายไฟฟ้าต่างๆ นำมาลงดินให้หมดซึ่งเคยมีแผนการแล้วแต่เงียบหายไปแล้วต้องรอรัฐบาลใหม่หรืออย่างไร

การจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายสื่อสาร ในพื้นที่กทม.เพื่อทำให้เมืองเป็นระเบียบสวยงาม โดยนำสายต่างๆ ลงท่อร้อยสายใต้ดิน แต่อีกปัญหาที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือสายเคเบิล สายอินเทอร์เน็ตที่ต่อตามบ้านเรือนต่างๆ รกรุงรังกันทุกบ้าน

บางแห่งใช้อินเทอร์เน็ตเจ้าหนึ่งมาหลายปี วันดีคืนดีก็มาเปลี่ยนสาย อ้างว่าเป็นสายไฟเบอร์ ออปติก เสถียรกว่า คุณภาพดีกว่า มาติดให้ฟรีก็ดีอยู่ แต่สายเดิม ผู้รับช่วงจากบริษัทมาทำงานก็ไม่ยอมเก็บไป

ค่าบริการรายเดือนถูกว่า แถมให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงกว่า เงื่อนไขดีก็เลยยกเลิกเจ้าเก่า แต่ยกเลิกแล้วก็เหมือนเดิม ส่งอุปกรณ์คืนที่ช็อป แต่เรื่องสายอินเทอร์เน็ตก็ปล่อยคาไว้ รวมกับพวกสายประเภทเคเบิลที่เสียรายเดือน เปลี่ยนไปมาหลายรอบ ไขว้ไปไขว้มา ต่อคนละแนว พาดจนต้นไม้โตขึ้นมาเกี่ยวอีก
บริษัทมือถือ บริษัทสื่อสาร เคเบิลเจ้าต่างๆ มีนโยบายอย่างไร ปล่อยสายสื่อสาร สายอินเทอร์เน็ตทิ้งขว้างอย่างนี้หรือ จะให้ช่างมารื้อก็อ้างว่าต้องเป็นบริษัทนั้นๆ มารื้อเอง ไปยุ่งไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินของแต่ละบริษัท

เรื่องนี้หน่วยงานไหนจะดูแลให้ได้ มีกฎเกณฑ์ระเบียบเรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ เชื่อว่าหลายบ้านเรือนที่พักอาศัยคงเจอปัญหานี้

ประเทศไทยเรานี้มีโครงการดีมากมาย แต่ทำไมทำไม่สำเร็จสักทีก็ไม่ทราบ
เกียรติศักดิ์ (กทม.)


 ขอให้เร่งสร้างสนามบินเชียงใหม่ 2
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เวลานี้เชียงใหม่ขายตัวขึ้นทุกย่างจนกลายเป็นกทม.แห่งที่ 2 ไปแล้ว มีปัญหาตามมาอีกมากมายและถึงเวลาแล้วที่จะเร่งสร้างสนามบินแห่งใหม่และปรับปรุงสนามบินเก่าให้ด้วย

ผมอยู่ในหมู่บ้านริมดอย ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสนามบินเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเสียงดังของเครื่องบิน (ขึ้น-ลง) วันละร้อยกว่าเที่ยว ตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่นหลังเที่ยงคืนก็ยังมี ดังนั้นจึงขอใช้พื้นที่นี้แจ้งให้ทางท่าอากาศยานเชียงใหม่รับทราบว่าต้องการให้ลดการบินขึ้นในทางทิศเหนือลงบ้าง

ผมไม่สามารถย้ายบ้านไปไหนได้ต้องอยู่ร่วมกับสนามบิน แต่มีข้อเสนอแนะที่เป็นทางออกที่ดีอยากให้สนามบินเชียงใหม่มีเวลาเปิดปิดทำการเหมือนกับสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น ที่มีเวลาทำการแน่นอนไม่ได้เปิด 24 ชม. ทั้งๆ ที่เที่ยวบินมีความหนาแน่นมากกว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่แจ้งว่าพยายามแก้ไขลดมลภาวะที่มีต่อชุมชนรอบข้างสนามบินให้น้อยลง แต่ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลตรวจสอบชุมชนรอบสนามบินที่เกินมาตรฐานสากลของความปลอดภัยโดยเฉพาะชุมชนทางด้านทิศเหนือเลย ในการแถลงข่าวออกสื่อแต่ละครั้งต้องการโชว์ศักยภาพเพียงว่ากำลังเร่งขยายสนามบินที่เดิมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่เคยสนใจไม่เคยดูแลชีวิตของคนที่ได้รับผลกระทบ

อยากจะถามต่อรัฐบาลเรื่องความคืบหน้าในการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ของเชียงใหม่ ในฐานะคนเชียงใหม่และผู้โดยสารที่ต้องใช้สนามบินเชียงใหม่เป็นประจำเห็นด้วยกับการสร้างสนามบินแห่งใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศและการท่องเที่ยว การขยายสนามบินแห่งเดิมเพื่อทำที่จอดรถหรืออาคารไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความหนาแน่นหรือลดมลภาวะใดๆ ความแออัดทางการจราจรบริเวณโดยรอบสนามบินเชียงใหม่ที่เรียกว่ามีปัญหาสะสมมาตลอด เหตุจากเมืองล้อมสนามบิน

การสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 จึงเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนมากกว่า โดยสามารถสร้างสาธารณูปโภคให้พร้อมควบคู่กัน เช่น วางระบบขนส่งเข้าเมืองให้ดี มีโรงแรม มีห้างขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว

ขอให้มีการวางแผนทุกอย่างให้พร้อมและทำให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่มาแก้ไขทีหลังครับ
สุวิทย์ (เชียงใหม่)

จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

29 เมษายน 2562 – 04:24 น.
นครปฐม,สนามนครปฐม,เจี๊ยบ นครปฐม,อนุชา สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่นครปฐม,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,สนามเลือกตั้งนครปฐม,เมืองส้มโอ,ผลการเลือกตั้ง,นับคะแนนใหม่,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 31,240 ครั้ง

ผลเลือกตั้งนครปฐม บอกได้คำเดียวว่า “ล็อกถล่ม” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับชัยชนะ 2 เขต คนสามพรานยังโจษขานไม่จบว่า อะไร ยังไง?

****************

ไม่ว่าผลการนับคะแนนใหม่ของเขตเลือกตั้งที่ 1 นครปฐม ณอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ จ.นครปฐม เมื่อ 28 เม.ย.นี้ ตอนสองทุ่ม กกต.บอกนักข่าว สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ชนะ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ปชป. 62 คะแนน แต่ฟาก ปชป.ยืนยันว่า คะแนนของสินธพ เป็นผู้ชนะ มีแต้มเหนือสาวิกา 4 แต้ม ใครชนะกันแน่ ต้องรอ กกต.แถลงอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่กำลังทำให้การเมืองนครปฐมเปลี่ยน และผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เจ้าของปั๊ม PT สวนตะไคร้นครปฐม ที่ทำกิจกรรมต้านเผด็จการทหารมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

บ้านใหญ่เหนื่อยหนัก

พรรคอนาคตใหม่ ส่งผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ลงสนามทั้ง 5 เขต ก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ กระแสธนาธรมาแรงสุดๆ สร้างความหวั่นไหวให้กับ “บ้านใหญ่เมืององค์พระ” ทัั้งตระกูล “สะสมทรัพย์” และ “แก้วพิจิตร”

          “ไชยา สะสมทรัพย์” แม่ทัพบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ รู้ตัวดีว่า การย้ายพรรคจากเพื่อไทยไปชาติไทย ไม่เป็นผลดีแก่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 เขต แต่ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงเล่นไปตามเกมอำนาจ

ไชยา สะสมทรัพย์ และ สุนทร แก้วพิจิตร

          “สุนทร แก้วพิจิตร” บ้านใหญ่แก้วพิจิตร ย้ายจากชาติไทยมาอยู่ประชาธิปัตย์ ก็หวังปักธงที่เขต 1 เขตเดียว เพราะเป็นสนามที่กำชัยมาได้ทุกสมัย

ผลเลือกตั้งนครปฐม บอกได้คำเดียวว่า “ล็อกถล่ม” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับชัยชนะ 2 เขตคือ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา เขต 3 และจุมพิตา จันทรขจร เขต 5

          เฉพาะเขต 5 “จุมพิตา”เอาชนะ “เสี่ยเตี้ย-เผดิมชัย” พี่ใหญ่สะสมทรัพย์ คนสามพรานยังโจษขานไม่จบว่า แพ้ได้ยังไง?

แม่ทัพหญิงชื่อ “เจี๊ยบ”

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม ก็ต้องยกเครดิต “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเจ้าของปั๊มน้ำพีที สวนตะไคร้ นครปฐม

เจี๊ยบ รู้จักเฮียหมวย อนุชา สะสมทรัพย์ เป็นอย่างดี เพราะเคยช่วยหาเสียงสมัย “สะสมทรัพย์” อยู่กับทักษิณ

“อมรัตน์” หรือที่รู้จักกันในกลุ่มคนเสื้อแดงคือ“พี่เจี๊ยบ นครปฐม”ครอบครัวของเธอนั้น รู้จักกับตระกูล “สะสมทรัพย์” เนื่องจากบิดา“กำนันหัวโต”ก็เคยสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองของตระกูลชินวัตรมาตลอด ยกเว้นครั้งนี้

          อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2553 เพราะมีแนวคิดปฏิเสธระบอบเผด็จการทหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย

เจี๊ยบ นครปฐม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่ออนาคตใหม่

“พี่เจี๊ยบ” จึงเป็นที่รู้จักของมวลชนแดงอิสระ หรือ “แดงเวทีเล็ก” โดยเฉพาะสุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำแดงอีกคนหนึ่งที่เจี๊ยบให้ความศรัทธา

ต้นปี 2557 ช่วงการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. อมรัตน์ตั้ง “กลุ่มสันติภาพนครปฐม” ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชน (นปป.) และสหพันธ์สร้างสรรค์ประชาธิปไตยสันติภาพ ออกมาเรียกร้องให้กองทัพต้องถอนกองกำลังทหารออกจากพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งหมดภายใน 7 วัน

เจี๊ยบ นครปฐม สมัยเคลื่อนไหวร่วมกับ สุรชัย แซ่ด่าน

ฐานกำลังของ “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” คือกลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม รวมถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

          จึงไม่น่าแปลกใจที่ “พ่อของฟ้า” จะมาแรงในแผ่นดินเจดีย์ใหญ่

ทีมผู้สมัคร ส.สนครปฐม

พี่เลี้ยง “คนอยากเลือกตั้ง”

นับแต่ “รังสิมันต์ โรม” ตั้งกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และออกมาทำกิจกรรมต้าน คสช.จนถูกจับกุม เมื่อปี 2558 ปรากฏว่า “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต้าน คสช.ต่อเนื่อง

ปี 2561 รังสิมันต์ โรม, จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และโบว์-ณัฏฐา มหัทธนา ตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ขยับทำกิจกรรมต่อเนื่อง ทั้งจัดชุมนุมย่อย และเดินขบวน ด้าน “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ก็ให้การสนับสนุนทั้งกำลังคนและอาหารการกิน

บรรดาคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ต่างรู้จักชื่อเสียง “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เป็นอย่างดี

เจี๊ยบ นครปฐม ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

กระทั่งปลายปี 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางไปเปิดตัวทีมงานพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม โดยวันนั้น ธนาธรได้แนะนำตัว อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแม่ทัพเลือกตั้ง

หากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด พรรคส้มหวานประกาศชัด จะส่งพลพรรคยึดสนามท้องถิ่น ดังนั้น ลูกสาวกำนันหัวโตจะต้องทำศึกกับบ้านใหญ่ “สะสมทรัพย์” และ “แก้วพิจิตร” อีกรอบ

          ถึงเวลานั้น ต้องถามใจ “ไชยา-ป๋าสุนทร” ว่าจะเอากันยังไง?

แหวก “มุ้ง” พลังประชารัฐ “นักเลือกตั้ง” ลุ้นเก้าอี้ รมต.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แหวก “มุ้ง” พลังประชารัฐ “นักเลือกตั้ง” ลุ้นเก้าอี้ รมต.

27 เมษายน 2562 – 09:49 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,อนุมัติ อาหมัด,สุชาติ ตันเจริญ,กลุ่มสามมิตร,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,กกต,นับคะแนน
เปิดอ่าน 5,014 ครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคพลังประชารัฐ อุดมไปด้วย “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลากหลายกลุ่มและมาจากหลายพรรค ทั้งจากภูธร และนครบาล

**************

สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.นี้ มีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลของ “พรรคพลังประชารัฐ” เพราะอีกฟากฝ่ายหนึ่งทำใจยอมรับสภาพความเป็นจริง กรณีที่ไม่มีเสียงสนับสนุนถึง 375 เสียงพอที่จะผลักดันตัวแทนของ “พันธมิตร 6 พรรค” เป็นนายกรัฐมนตรีได้

มีกระแสข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้ประสานพรรคแนวร่วม และว่าที่ ส.ส.อีกกลุ่มใหญ่ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เวลานี้มีเสียงสนับสนุนประมาณ 270 เสียง บวกกับเสียง ส.ว.แต่งตั้ง 250 เสียง ก็เกิน 375 เสียง

สุชาติ ตันเจริญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคพลังประชารัฐ อุดมไปด้วย “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลากหลายกลุ่มและมาจากหลายพรรค ส่วนใหญ่จะเป็น “กลุ่มทุนภูธร” ฉะนั้น รัฐบาลประยุทธ์ที่มาจากระบอบรัฐสภา จะต้องมีอดีต ส.ส.เก๋าเกมหรือว่าที่ ส.ส.ดาวรุ่งพุ่ง ได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน

          เบื้องต้นมีข่าวว่า แกนนำพรรค พปชร. ได้วางตัว “สุชาติ ตันเจริญ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และ “วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราช เป็นประธานวิปรัฐบาล

“ขาใหญ่”ภาคเหนือ

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รับบทแม่ทัพใหญ่สายภาคเหนือ ร่วมกับรุ่นเก๋า “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “วราเทพ รัตนากร”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ในนาทีนี้ คนใกล้ชิด “ผู้กองธรรมนัส” เปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยกับว่าที่ ส.ส.พะเยา,พิษณุโลก,นครสวรรค์ , แม่ฮ่องสอน, พิจิตร, ตาก และพะเยา ผนึกรวมเป็นทีมเดียว พร้อมหนุนผู้กองธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี

กลุ่มชากังราว 4 ที่นั่ง ของ “วราเทพ รัตนากร” ,กลุ่มค้างคาวไฟ 2 ที่นั่งของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และกลุ่มมะขามหวาน 5 ที่นั่ง ของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ก็ต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นกัน

เจ้าพระยา-ป่าสัก-แม่กลอง

“เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย รับบทแม่ทัพภาคกลาง แต่ก็เดินสายขึ้นเหนือล่องใต้ช่วยพรรคหาเสียง จนแทบไม่ได้ไปพบพี่น้องชาวชัยนาท แต่อาศัยมณเฑียร สงฆ์ประชา มือเก๋าคุมเกม ก็ชนะคู่แข่งลอยลำทั้ง 2 เขต รวมถึงกลุ่มราชบุรีที่มาจากกลุ่มมัชฌิมา ก็เข้าป้ายทุกคน

 “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย

ส่วนกลุ่มเมืองกาญจน์ 4 ที่นั่งนั้น ก็น่าจะขึ้นตรงกับคนท่าม่วง “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค

ที่น่าสนใจคือ การกลับมาของ “อัศวเหม” ที่สมุทรปราการ ได้มา 6 นั่ง ทำให้กลุ่มปากน้ำของ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” โดดเด่นขึ้นมาทันที

ดาวรุ่งนครบาล

ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของ พปชร. “เสี่ยตั้น-ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ดูแลสนามกรุงเทพฯเป็นหลัก แต่ก็ขึ้นล่องกรุงเทพฯ-โคราช เพราะมีภารกิจสำคัญ ที่ต้องช่วย “วิรัช รัตนเศรษฐ” ยึดโคราชอีกทางหนึ่ง

เสี่ยตั้น-ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ วิรัช รัตนเศรษฐ

ส่วนงานด้านเปิดของสนามรบเมืองหลวง ได้ 4 ยอดกุมาร คือ อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ,สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ช่วยผู้สมัคร ส.ส.หาเสียง

ผลการเลือกตั้งถือว่า เกินความคาดหมายได้ 12 ที่นั่ง ราศีรัฐมนตรีจับเสี่ยตั้นทันที

บ้านใหญ่อีอีซี

กลุ่มตะวันออกของ “สนธยา คุณปลื้ม” พลาดเป้า เจออิทธิฤทธิ์อนาคตใหม่ บวกไทยรักษาชาติเอฟเฟกต์ แต่โดยภาพรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

เมื่อรวมกับ 5 ที่นั่งของกลุ่มบ้านริมน้ำ ที่มี “สุชาติ ตันเจริญ” ไปคว้ามาได้จากฉะเชิงเทรา และสระแก้ว รวมถึงสุชาติ พยายามล้อบบี้พรรคเล็กๆ มาหนุนลุงตู่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในพรรค

สนธยา คุณปลื้ม

บ้านใหญ่โคราช

สมรภูมิอีสาน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นแม่ทัพใหญ่ ไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะกระแสนายใหญ่ยังแรงลึก แต่ยังโชคดี “บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ” ซิวมาได้ 4 ที่นั่งจากโคราช 1 ที่นั่งจากสุรินทร์ และ 2 ที่นั่งจากชัยภูมิ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นอกจากนี้ “วิรัช รัตนเศรษฐ” ยังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 ,วลัยพร รัตนเศรษฐ น้องสาวของวิรัช ลำดับที่ 29 และตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ลำดับที่ 35

บ้านใหญ่โคราชรวมแล้วได้ 10 ที่นั่ง วิรัชคงไม่ได้แค่เป็นประธานวิปรัฐบาลตำแหน่งเดียว น่าจะมีคนในตระกูลนี้เป็นรัฐมนตรี

ปักษ์ใต้มาแรง

กลุ่มภาคใต้ โดยการนำของ “พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล” เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” สร้างผลงานสุดเซอร์ไพรส์ เมื่อพรรคพลังประชารัฐ กวาด ส.ส.เขต มาได้ถึง 13 ที่นั่ง

เบื้องหลังความสำเร็จของ พปชร.ในภาคใต้ นอกจาก “ผู้การชาติ” ก็ยังมี “อนุมัติ อาหมัด” อดีต สนช.และนักธุรกิจพลังงาน ที่ทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างจนเบียดพรรคประชาชาติ ได้ 2 ที่นั่งจากนราธิวาส และ 1 ที่นั่งจากยะลา

เป็นเรื่องปกติของการเมืองแบบไทยๆ ยากที่จะตัดขาดกลุ่มทุนภูธรไปได้ ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงปวดหัวไม่น้อยสำหรับการมอบรางวัลให้เหล่าขุนศึกที่ประสบชัยชนะจากสนามรบ