โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369191?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

19 เมษายน 2562 – 10:35 น.
โยกย้าย,นายตำรวจระดับสูง,ปฏิรูปตำรวจ
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

รายงาน… 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากแวดวงตำรวจและสังคมคงเป็นเรื่องการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เหตุผลที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษคงเป็นเพราะการที่นายตำรวจคนดังกล่าวถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางที่เรียกว่าระบบ รวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

ในขณะที่ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในอดีตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจไปก็ได้มีข้อเสนอให้ระบบการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเป็นไปในลักษณะ การกระจายอำนาจ (Decentralization) เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่

หากพิจารณาถึงหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการทำงานของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส สอดคล้องและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

ดังจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบการกระจายอำนาจ (Decentralization) เพราะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และระดับผู้บริหาร รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ต่างพบว่าระบบการบริหารงานดังกล่าว ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ดังที่ทราบกันดีกว่าปัญหาของชุมชน สมาชิกในชุมชนย่อมรับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคนที่ทำงานในพื้นที่ส่วนกลาง

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศในเอเชียที่มิได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) แต่เป็นไปในลักษณะแบบผสมผสานโดยมีคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยสาธารณะระดับชาติ (National Public Safety Commission: NPSC) ที่ทำหน้าที่คอยกำกับ ติดตาม ประเมินผลการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency: NPA) รวมทั้งมาตรฐานการทำงานของตำรวจทั้งในด้านการฝึกอบรม การพัฒนาเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ส่วนอำนาจการบังคับบัญชาตำรวจในระดับพื้นที่ยังเป็นของหน่วยงานตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ภายใต้คณะกรรมการรักษาความปลอดภัยในระดับจังหวัด (Prefectural Public Safety Commission)

ตำรวจในประเทศญี่ปุ่นจึงไม่โยกย้ายบ่อยครั้งและไม่ข้ามพื้นที่ เนื่องจากการให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในชุมชน การรับแจ้งเบาะแสข้อมูลอาชญากรรมโดยสมาชิกในชุมชนผ่านเครือข่ายตู้ยามตำรวจชุมชน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่
เป็นที่น่าสนใจว่าในประเทศญี่ปุ่นสถิติการเกิดอาชญากรรมร้ายแรง เช่น คดีฆ่า พยายามฆ่า เกิดขึ้นน้อยกว่าประเทศไทยประมาณเกือบ 5 เท่า ในขณะที่สัดส่วนของตำรวจต่อประชากรของประเทศญี่ปุ่นแทบไม่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยถึงแม้ว่าประชากรญี่ปุ่นจะมากกว่าประชากรของประเทศไทยประมาณ 2 เท่า

หากพิจารณาแนวคิดตำรวจสมัยใหม่ (Modern policing) ที่ได้กล่าวถึงระบบงานของตำรวจ ได้มีแนวคิดที่ว่างานของตำรวจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเมื่อได้รับความร่วมมือและได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงานของตำรวจ กล่าวคือยิ่งประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจตำรวจมากเพียงใด สังคมนั้นก็จะมีความสงบสุข เรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกันหากประชาชนและตำรวจมีความขัดแย้งกันมากขึ้น สังคมนั้นก็จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

นอกจากนี้แนวคิดตำรวจสมัยใหม่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นมืออาชีพ (Professionalization) การพัฒนาระบบการฝึกอบรม คุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพตำรวจ นวัตกรรมในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทั้งอาชญากรรมข้างถนน (Street crime) เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ไปจนกระทั่งอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber crime) ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมหาศาล

จากการศึกษาวิจัยระบบงานตำรวจมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาจากอำนาจที่ถูกกระจายลงไปในระดับพื้นที่ ทั้งในเชิงการบริหารงาน การจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาความเป็นมืออาชีพ การตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรม การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสมาชิกในชุมชนกับตำรวจในระดับพื้นที่ ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น แนวคิดการรวมศูนย์อำนาจของการบริหารงานตำรวจไว้ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงที่ผ่านมา อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในหลายประการ

แต่หากพิจารณาถึงสถิติการเกิดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระดับพื้นที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจที่รวมศูนย์ที่ส่วนกลางดูเหมือนว่ามิได้ทำให้อาชญากรรมในระดับพื้นที่ลดน้อยลงแต่อย่างใด

ในทางกลับกันความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (Fear of crime) ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผลจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแบบข้ามสายงาน และข้ามพื้นที่โดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโดยปราศจากเหตุผลและคำอธิบาย ซึ่งมิได้สอดคล้องกับแนวคิดตำรวจสมัยใหม่และไม่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในทุกชุดที่ผ่านมา

ดังนั้นคงอาจจะกล่าวได้ว่าการปฏิรูปตำรวจในมิติของการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจในปัจจุบันนอกจากจะไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ไม่สอดคล้อง และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำลายขวัญ กำลังใจข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่แต่ยังทำให้นึกถึงคำมั่นสัญญาเรื่องการปฏิรูปตำรวจซึ่งมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากการรัฐประหาร แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก็คงจะเงียบหายไปเฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญคงมิได้อยู่ที่แนวคิด หรือองค์ความรู้ที่จะทำ แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ความจริงใจในการลงมือทำ

-รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล-
ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
อดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด!?

19 เมษายน 2562 – 10:05 น.
4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด,สายตรวจระวังภัย,อากาศร้อน,โรคลมแดด,โรคฮีทสโตรก,ฤดูร้อน
เปิดอ่าน 1,108 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก่อนจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าฤดูร้อนในปีนี้อุณหภูมิจะสูงกว่าปี 2561 ส่งผลทำให้อากาศร้อนกว่าปกติประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส หรือราวๆ 42-43 องศาเซลเซียส แต่ไม่สูงถึง 44.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดอยู่ที่ จ.แม่ฮองสอน ทั้งนี้ทั้งนั้นจากการคาดการณ์มี 7 จังหวัดที่คาดว่าอากาศจะร้อนที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ และ กาญจนบุรี โดยอุณหภูมิจะอยู่ที่ 42-43 องศาเซลเซียส ขณะที่ กรุงเทพมหานคร อุณหภูมิจะอยู่ที่ 38-39 องศาเซลเซียส

ด้วยการเข้าสู่ฤดูร้อนแบบเต็มตัวโดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน ก็อาจทำให้คนไทยมีความเสี่ยงจาก “โรคลมแดด” หรือ “โรคฮีทสโตรก” (Heat Stroke) ดังนั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงออกคำเตือนอาการป่วยจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงนี้ โดย ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. ระบุว่าในช่วงเดือนเมษายนนี้อุณหภูมิสูงขึ้นและสภาพอากาศของแดดก็จัดจ้า อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ง่ายๆ โดยเฉพาะโรคลมแดด ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ หน้าแดง กระหายน้ำ มึนงง วิงเวียนศีรษะ ตัวร้อนจัด คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเร็ว เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง หากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องทันท่วงทีมีอันตรายอาจถึงชีวิตได้

เกี่ยวกับโรคลมแดดที่ว่านี้ เลขาธิการ สพฉ. ได้อธิบายถึงสัญญาณที่สำคัญของโรคนี้ ว่าไม่มีเหงื่อออก แม้อากาศจะร้อนมากก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไป ที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก คือ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และ โรคอ้วน รวมถึง นักกีฬา และ ทหาร ที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

“โรคลมแดดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสในการเสียชีวิตสูง หากพบแพทย์ไม่ทันท่วงที และโรคลมแดดเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้แต่กับคนที่ร่างกายแข็งแรง โดยคนที่เป็นลมแดดนั้นสมองจะไม่ทำงาน รวมถึงไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ และอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงกว่าปกติถึง 40 องศา ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคนี้อย่างง่ายๆ คือ 1.ไม่มีเหงื่อออก 2.กระหายน้ำมาก 3.ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ และ 4.คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็ว หากเกิดอาการดังกล่าวนี้จำเป็นต้องหยุดพักทันที และรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ อธิบายเสริม

สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคลมแดด ผู้เข้าให้การช่วยเหลือจะต้องลดระดับความร้อนของร่างกายผู้ป่วยลงให้เร็วที่สุด ด้วยการจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกเท้าให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจให้มากขึ้น คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หรือใช้ถุงใส่น้ำแข็งประคบตามลำคอ ลำตัว แขน ขา ข้อพับต่างๆ ร่วมกับการใช้พัดหรือใช้พัดลมเป่า จะสามารถช่วยลดความร้อนในตัวลงได้ แต่หากผู้ป่วยมีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้ราดน้ำเย็นลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง แล้วให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

หลายคนคงได้สัมผัสกับอากาศที่ร้อนจัดจ้านของบ้านเราอยู่ขณะนี้ แต่เมื่อทราบคำเตือนรวมถึงอาการที่ส่งสัญญาณว่าจะเป็นโรคลมแดด ก็จะสามารถระมัดระวังป้องกันได้ท่วงทัน อย่าได้ชะล่าใจกับพิษภัยของฤดูร้อนประเทศไทย..!!

อากาศร้อนจัดระวัง “ฮีทสโตรก”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อากาศร้อนจัดระวัง “ฮีทสโตรก”

19 เมษายน 2562 – 09:30 น.
โรคฮีทสโตรก,อ๊อด เทอร์โบ,อาการ,ร้อน
เปิดอ่าน 928 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ช่วงระยะเวลานี้อากาศร้อนเหลือเกินและจากรายงานพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าสภาพอากาศวันนี้-22 เมษายน ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาวะของอากาศร้อนในระยะสัปดาห์นี้ไว้ด้วย

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจากกรมควบคุมโรคเกี่ยวกับโรค ‘ฮีทสโตรก’ หรือ ‘ลมแดด’ มาแจ้งให้ทราบดังต่อไปนี้


โรคฮีทสโตรก มีสาเหตุจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่ อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น อยู่ในที่ได้รับรังสีความร้อน และอยู่ในสภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าปีนี้ร้อนขึ้นกว่าปีก่อน ทำให้ “โรคฮีทสโตรก หรือลมแดด” เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วยเพราะมักเกิดในสภาพอากาศร้อนจัด

โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย “ทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง”
“สัญญาณเตือน” ที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย

“บุคคลที่มีความเสี่ยง” ในการเกิด “โรคฮีทสโตรก” คือผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน

โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

“วิธีป้องกันโรคฮีทสโตรก” คือดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัดควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดีและไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง

ในกรณีที่จะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศ

แต่ถ้าพบเจอกับผู้ป่วย “โรคฮีทสโตรก” วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น คือนำเข้าในที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก

ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามลำตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ เพื่อระบายความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่า ราดน้ำเย็นลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

 ไทเกอร์ ล้มแล้วลุก

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
จดหมายของผมอาจจะไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือร้องเรียนทุกข์ แต่จะขอยกตัวอย่างยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน-ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ซึ่งนั้นคือการกลับมาได้แชมป์กอล์ฟรายการเมเจอร์ ‘เดอะมาสเตอร์ส 2019’ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผมเป็นคนชอบเล่นกอล์ฟ แม้จะเล่นได้ระดับปานกลาง แต่ก็ชอบเพราะเป็นการออกกำลังกลางแจ้ง และสนามที่ไปเล่นก็ไปต่างจังหวัด ระดับสนาม 3 ดาว ราคาพอเพียง และแน่นอนว่า ‘ไทเกอร์ วูดส์’ คือนักกอล์ฟในดวงใจ

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นฝันร้ายของไทเกอร์ เพราะอดีตนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลกตกต่ำถึงขีดสุด โดนภรรยาฟ้องหย่า ถูกจับข้อหาดื่มเหล้าแล้วขับรถ ซึ่งอเมริกาถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงมาก แถมร่างกายก็เจอปัญหาต้องผ่าตัดหลังถึง 3-4 หน เรียกว่าเหมือนอยู่ในขุมนรกจริงๆ

แต่ถึงเวลานี้ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ได้ใช้ความมุมานะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายจนกลับอย่างยิ่งใหญ่และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเรานั้นล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ อย่าไปยอมจำนน ยอมพ่ายแพ้
ทวีชัย (ราชคราม)

ตอบคุณ ‘ทวีชัย’ (ราชคราม)
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีคุณค่าของคุณ ซึ่งสอนให้รู้ซึ้งถึงคำว่าคนเราต้องมีความพยายามและอย่าไปท้อแท้ ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งมวลที่ถาโถมเข้าใส่เหมือน ‘ไทเกอร์ วูดส์’

ผมเองก็เป็นกองเชียร์ของไทเกอร์ ซึ่งเหมือนๆ กับแฟนคลับของไทเกอร์ ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่งดงาม มาดเท่ และเล่นกอล์ฟแบบถึงใจ

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ไทเกอร์มีคุณแม่เป็นคนไทย ซึ่งแม้ว่าไทเกอร์จะห่างเหินกับคนไทย แต่ก็ถือได้ว่ามีสายเลือดคนไทยครึ่งหนึ่ง

การกลับมาแบบเขย่าโลกของไทเกอร์ครั้งนี้ สร้างสีสันให้วงการกอล์ฟและวงการกีฬาโลกและชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในระดับตำนานแบบอมตะมหานิรันดร์กาล

ขอให้จดจำว่านี่คือตัวอย่างของคนสู้ชีวิต และถือเป็นแบบอย่างได้ ไม่เฉพาะการเล่นกอล์ฟ แต่เป็นวงจรชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ

อึมครึม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369096?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 อึมครึม

18 เมษายน 2562 – 14:50 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,ประชาธิปไตย,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,017 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

สถานการณ์การเมืองภายหลังเทศกาลสงกรานต์ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีรายงานข่าวอ้างมาจากพรรคพลังประชารัฐ ว่าขณะนี้การรวบเสียงมีความคืบหน้าไปมาก โดยนอกจากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักษ์ผืนป่า และพรรคเล็กที่ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง 12 พรรค ที่ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว

ล่าสุดยังได้เพิ่มอีก 5 เสียงจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ตอบตกลงจะมาเข้าร่วม เพราะเห็นว่าหากพรรคเศรษฐกิจใหม่ต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลเพื่อมาขับเคลื่อนตามที่ได้หาเสียงไว้ ส่วนตัวนายมิ่งขวัญนั้น ยังเจรจาเงื่อนไขกันอยู่ โดยให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พูดคุย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 52 เสียงนั้น จะไม่มายกพรรค เนื่องจากสมาชิกทางฝั่งนายชวน หลีกภัย และคนรุ่นใหม่ในพรรคไม่เห็นด้วยกับการมาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ว่าที่ ส.ส.ที่นำโดย นายถาวร เสนเนียม ยืนยันว่าจะมาและพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เบื้องต้นมีจำนวน 35 คน โดยถึงขณะนี้มั่นใจว่ามีเสียงมากกว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยแล้ว

แต่หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรรณ์ ได้โพสต์แถลงการณ์ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่า ตามที่มีกระแสข่าวอย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ เรื่องตนและว่าที่ ส.ส.ทั้งหมดของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ไปเจรจาเพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและตนไม่เคยเข้าไปร่วมเจรจาทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่นายถาวรก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนให้ข่าวดังกล่าว เขียนกันเอง โดยตนพร้อมทำตามมติของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้เกิดความสับสนกันว่า ตกลงเป็นอย่างไรกันแน่

แต่ถ้าหากมองในเรื่อง “เกมการเมือง” ก็พอเข้าใจได้ว่า แต่ละขั้ว แต่ละฝ่าย ก็ต้องพยายามปล่อยข่าวว่าฝ่ายตนเองสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพื่อให้พรรคการเมืองที่ยังลังเลรีบเข้าร่วมสนับสนุนเพราะกลัวตกขบวนรถไฟจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามการแข่งกันจัดตั้งรัฐบาลของทั้ง 2 ขั้ว อันมีฝ่ายพรรคพลังประชารัฐฝ่ายหนึ่ง กับพรรคเพื่อไทยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการรวมเสียงของทั้งสองฝ่ายยังได้ก้ำกึ่งกัน ทำให้สถานการณ์ของประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอยูู่ในภาวะ “อึมครึม” ไม่ชัดเจน และถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้โดยชอบธรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็น่าจะเดินหน้าได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากเป็น “รัฐบาลผสม” เสียงปริ่มน้ำ

ล่าสุด นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชงว่า จะต้องจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้เป็น “เดดล็อก” ถึงทางตัน ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ โดยให้ “รัฐบาลแห่งชาติ ” มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางของรัฐบาลแห่งชาติ มีอยู่ 4 คน คือ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีตผู้บัญชาการทหารบก นายพลากร สุวรรณรัฐ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ และนายชวน หลีกภัย

อย่างไรก็ตาม นายเทพไท ไม่ได้ลงในรายละเอียดว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” จะมาได้โดยวิธีใด เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 “นายกรัฐมนตรี” มี 2 ประเภทเท่านั้น คือ 1.นายกรัฐมนตรีจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง และ 2.นายกรัฐมนตรีคนนอก กรณีที่ประชุมรัฐสภา เสียงไม่พอที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองได้ แต่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ของรัฐบาลแห่งชาติ

อีกทั้งในตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้มีแนวคิดที่จะจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอเป็น “คำถามพ่วง” ในการลงประชามติเพื่อนำไปปรับแก้หรือเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือคำถามที่ว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอย่างน้อยใน 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป” ซึ่งคำว่า “รัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป” ก็คือ “รัฐบาลแห่งชาติ” นั่นเอง แต่แล้วคำถามนี้ก็ไม่ผ่านประชามติ

และหากมองจากท่าทีของทั้งสองขั้วการเมืองก็ไม่มีการขานรับ “รัฐบาลแห่งชาติ ” อย่างพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ ก็แสดงความมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้งได้

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการเสนอทางออกเรื่อง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยมองว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ใช่ทางออกประชาธิปไตย และทางพรรคเพื่อไทยคงเห็นว่าหากมี “รัฐบาลแห่งชาติ” กลุ่มอำนาจปัจจุบันก็ยังได้เป็นรัฐบาลต่อไป

ส่วนอดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ก็บอกว่า เป็นไปได้ยากมากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตามหลักการแล้วในระบอบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลคอยทำหน้าที่นี้อยู่ในสภา การที่ “รัฐบาลแห่งชาติ” จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีวิกฤติทางการเมืองที่ร้ายแรงและจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งต้องใช้การระดมสมองจากทุกพรรคในสภาแบบนี้เป็นต้นจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตอนนี้ยังไม่มีเหตุและความจำเป็นในการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” แต่อย่างใด

ประเมินแล้ว “รัฐบาลแห่งชาติ” สุดท้ายก็จะเงียบหายไปตามสายลม

แล้ว..บ้านเมืองจะเดินไปทางไหนกัน

โจ๋ป่วนโรงพยาบาล “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจ๋ป่วนโรงพยาบาล  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

18 เมษายน 2562 – 14:15 น.
โจ๋,ป่วน,โรงพยาบาล,สงกรานต์,เรือนจำ
เปิดอ่าน 1,268 ครั้ง

รายงาน…

เหตุการณ์วัยรุ่นยกพวกตีกันในโรงพยาบาล กลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงในหมู่อันธพาลยุคใหม่

การเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จึงไม่ค่อยน่าชื่นชม เพราะมีคนพวกนี้ก่อเหตุให้เสื่อมเสียอยู่เนืองๆ

คนเฒ่าคนแก่เห็นข่าวแบบนี้แล้วสะท้อนใจ

    เพราะปกติสงกรานต์แต่ละปีแทบไม่มีหน่วยงานกิจกรรมสืบสานประเพณีให้ลูกหลานรับช่วงต่อ 

แถมหลายองค์กรยังสร้างค่านิยมบิดเบือนวัฒนธรรมออกมาในรูปแบบบันเทิง เริงรมย์ คลุกเคล้าสิ่งมึนเมา ซึ่งเป็นต้นตอของเหตุทะเลาะวิวาทและคดีอาชญากรรม

กรณีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาท ไล่ทำร้ายร่างกายกันบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เมื่อเย็นวันที่ 13 เมษายน เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเฉลิมฉลองอย่างขาดสติ

แม้ว่าสังคมจะรุมประณามการกระทำของวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างไร ก็ดูจะไม่ซึมซับเข้าไปในสำนึกของคนเหล่านี้เลย เพราะให้หลังเพียง 1 วัน เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นอีกที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉินแล้วใช้ขวดเบียร์ตีหัวหนุ่มอาสากู้ภัยจนแตก เลือดอาบ

แต่เหมือนเป็นเทรนด์ร้อนแรงอย่างที่ว่า ต่อมาอีกแค่ 1 วัน ที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัยรุ่นประมาณ 20 คน ยกพวกตีกันหน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดศึกตะลุมบอนกันที่งานฉลองสงกรานต์จนบาดเจ็บถูกหามส่งโรงพยาบาลทั้งคู่ แล้วยังตามมาราวีกันต่อไม่รู้จบ

ห้องสนทนาในโลกโซเชียลมีเดีย แตกความเห็นว่า เหตุการณ์วิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 3 กรณี ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบมาจากเหตุการณ์วัยรุ่นสองกลุ่มยกพวกตีกันในโรงพยาบาลห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2562

เหตุการณ์ครั้งนั้น มีวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกันจนได้รับบาดเจ็บภายในงานวันฉลองชัยชนะของท้าวสุรนารี หน้าที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับการช่วยเหลือส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล แต่เหตุการณ์กลับบานปลายอีกเมื่อสมาชิกสองกลุ่มตามมาเยี่ยมเพื่อนแล้วเผชิญหน้ากันจนเกิดการตะลุมบอนรอบสอง ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

          การก่อเหตุทะเลาะวิวาทในเขตรั้วโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่คุ้มครอง ปลอดการคุกคามทุกรูปแบบตามกติกาสากล ทั้ง 4 เหตุการณ์ในเวลาติดๆ กัน ถือเป็นความน่าอับอายของสังคมไทย ที่จะต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน 

กระนั้น ในอารมณ์ปัจจุบัน สังคมซึ่งเอือมระอากับพฤติกรรมของวัยรุ่นและเหล่าอันธพาลที่สร้างความเสื่อมเสีย ต่างร่วมกันประสานเสียง เรียกร้องให้ใช้กฎหมายลงโทษขั้นสูงสุดกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ให้เข็ดหลาบ

โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด คือหนึ่งในนั้น และเป็นผู้แจกแจงเหตุผลที่ผู้ก่อเหตุในโรงพยาบาล ตามกรรมและวาระต่างๆ สมควรจะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง โดยใช้คำแบบนี้

“กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

เฟซบุ๊กของ โกศลวัฒน์ บรรยายได้อย่างเห็นภาพว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนหรืออย่างไร ? โรงพยาบาลก็ไม่ละเว้น โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โรงพยาบาลแก้งคร้อ โรงพยาบาลห้วยแถลง โรงพยาบาลบางสะพานน้อย…เป็นข่าวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัยรุ่นบุกเข้าใช้โรงพยาบาลทำร้ายคู่อริ ส่วนมากน่าจะอยู่ในอาการมึนเมา

เขาอธิบายว่า การบุกเข้าไปทำร้ายผู้อื่นในโรงพยาบาล เป็นการกระทำผิดที่ท้าทายกฎหมาย ทำลายความสงบสุขของสังคม

โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของคนเจ็บป่วย คุณหมอและคุณพยาบาล ล้วนทำหน้าที่กันหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ จึงมีสถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างสูง แต่กลุ่มวัยรุ่นที่ขาดจิตสำนึก ประพฤติตนกร่าง ใหญ่โต ท้าทายกฎหมาย บุกเข้าโรงพยาบาล ทำร้ายคู่อริ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าห้ามปรามก็ยังไม่หยุด ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามยังตรงเข้าทำร้ายคู่อริ ก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงพยาบาลอย่างท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายประสิทธิภาพของกฎหมาย

เขาบอกว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลและจากคลิปโทรศัพท์มือถือที่คนเดือดร้อนช่วยบันทึกกันไว้เป็นหลักฐาน จะสามารถเป็นหลักฐานได้ว่าวัยรุ่นคนไหน ร่วมกันก่อเหตุร้าย ทำร้ายใครบ้าง ใครทำให้ทรัพย์สินของโรงพยาบาลเสียหาย

          แม้ในสถานที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีกำลังไม่พอที่จะเข้าจับกุม แต่หลักฐานที่ปรากฏจะได้ติดตามจับกุมมาดำเนินคดีกันต่อไป ความมึนเมา ไม่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้พ้นความรับผิดตามกฎหมายไปได้

เขายกตัวอย่างกรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุตะลุมบอนกันในโรงพยาบาลล่าสุดที่บางสะพานน้อย กลุ่มวัยรุ่นคู่อริฉลองสงกรานต์แล้วเกิดเขม่นจนทะเลาะวิวาท มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล แล้วมาตะลุมบอนกันต่อบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่ม รวมทั้งหมด 7 คน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 365 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ
(3) ในเวลากลางคืน

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดยังอธิบายข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องการบุกรุกสถานที่ราชการไว้เป็นพิเศษดังเช่น กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 330 ดังนั้น การบุกรุกสถานที่ราชการจึงมีความผิดในลักษณะเดียวกับการบุกรุกสถานที่ของเอกชน

กล่าวคือ จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อสถานที่ราชการที่บุกรุกนั้นมีลักษณะของเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานโรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นสถานพยาบาล ถือได้ว่าเป็นสถานที่ราชการที่มีลักษณะของสำนักงาน ซึ่งขณะที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยอยู่นั้นจะมีสภาพเป็นสาธารณสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้

แต่การที่กลุ่มบุคคลใดได้เข้าไปวิวาททำร้ายคู่อริซึ่งเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลได้ไล่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวออกไปแล้ว แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกไป จึงถือได้ว่าเป็นความผิดฐานบุกรุกตามป.อ.มาตรา 364

เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางคืน มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 365

นอกจากนี้การเข้าไปทำร้ายบุคคลอื่นหรือทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาลซึ่งมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้ในการให้บริการประชาชน ย่อมที่จะเล็งเห็นได้ว่าอาจมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย เช่น รถเข็นผู้ป่วย เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทะเลาะวิวาทดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ.มาตรา 360 ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ข้อหาทำร้ายร่างกาย และยังอาจมีข้อหาอื่นตามมา จากการกระทำที่ก่อเหตุความวุ่นวาย ล้วนเป็นโทษสถานหนัก

มีรายงานว่าการก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์นั้น ตำรวจท้องที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนเสนออัยการพิจารณาสั่งฟ้องศาลแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ตามข้อกฎหมายข้างต้น บรรดาผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์ ย่อมหลีกเลี่ยงความผิดไม่ได้โดยสิ้นเชิง ดังที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ พฤติกรรมท้าทายกฎหมาย อัยการบรรยายฟ้องขอให้ศาลลงโทษสถานหนักแน่ คอยดูประสิทธิภาพของกฎหมายกันนะครับ”

กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

18 เมษายน 2562 – 11:05 น.
รักแผ่นดิน,กกต,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,คุณสมบัติ
เปิดอ่าน 14,775 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท ที่มา… นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ปัญหาคุณสมบัติความเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อการถือครองหุ้น บริษัทวีลัค มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัททำสื่อ อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กำลังถูกสำนักงานคณะกรรมการ กกต.ที่มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เป็นเลขาธิการ ตั้งชุดสืบสวนสอบสวน ก่อนจะส่งเรื่องให้ 7 กกต.ชุดใหญ่วินิจฉัยว่า คุณสมบัติมีปัญหาหรือไม่

หากเห็นว่าเป็นปัญหาตามที่สื่อเสนอข่าว ก็จะมีมติส่งให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งตัดสิน เหมือนกับกรณีอื่น ๆ ที่เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ แต่หาก 7 กกต.เห็นว่า หลักฐานและข้อมูลที่มีการนำเสนอตามข่าว และที่สำนักงาน กกต.ของ จรุงวิทย์ เสนอขึ้นไป ไม่มีมูล ก็จะมีมติจำหน่าย(ยุติเรื่อง) ที่ร้องเรียนขึ้นมา

นี่คือขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ต้องเดินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทำเหมือนกับผู้สมัครทุกคนที่ถูกร้องเรียนหรือ กกต.ตรวจพบ มิสามารถเลือกปฏิบัติได้ เพราะหาก กกต.เลือกปฏิบัติ ผู้ร้องอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา ก็จะไปฟ้องร้องเอาผิดกับ กกต.ในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 ว่าด้วยการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ที่มี “คุก” มาให้เห็นหลายคดีมาแล้ว

ปัญหาในขณะนี้คือ ความล่าช้าในการทำงานตรวจสอบเรื่องนี้ ของสำนักงานเลขาธิการ กกต.ที่จรุงวิทย์ กุมบังเหียน ทั้งที่เรื่องนี้นักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ กกต.บางคนยังบ่นว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ยาก เพราะตรวจสอบจากเอกสารเป็นสำคัญ ว่าในวันสมัคร ส.ส. 6 กุมภาพันธ์ 2562 ธนาธร ยังถือครองหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เอกสารทางราชการนั้น ธนาธรถือครองหุ้นจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 หลังวันสมัคร ส.ส.

แต่คำให้สัมภาษณ์ และเอกสารของธนาธร ระบุว่า เขาขายหุ้นให้มารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 ก่อนการสมัคร ส.ส.จึงไม่มีอะไรซับซ้อน ที่อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่จรุงวิทย์ ตั้งมาสอบสวนเบื้องต้น ต้องใช้เวลานานมาก จนทำให้เสียเวลาแผ่นดิน และทำให้ประเด็นนี้เป็นข้อกังขาของสังคมนานเกินไป และหากต้องใช้เวลามากไปกว่านี้ กกต.ควรจะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนผู้รับผิดชอบต่อทั้งคดีนี้และสำนักงาน กกต. ด้วยเหตุทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก

มีคำถามว่า หาก กกต.พิจารณาไม่ทันวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 วันที่ กกต.กำหนดเป็นเส้นตายในการรับรองส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง “จวนเจียน” จนทำให้ศาลตัดสินไม่ทัน แล้วจะทำอย่างไร ต้องรับรอง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปก่อนไหม

ในทางปฏิบัติ เมื่อมีข้อสงสัยและอยู่ในระหว่างการสอบสวน หรือมีมติส่งให้ศาลพิจารณาแล้ว กกต. มีอำนาจ “ไม่รับรอง” ความเป็น ส.ส.ของธนาธร ไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อยุติ ธนาธรก็จะเป็น 1 ในร้อยละ 5 ที่กกต.รับรองทีหลังได้ หากพบว่าไม่มีปัญหาในคุณสมบัติแล้ว เพราะถ้า “รับรองไปก่อน” ทั้งๆ ที่มีข้อกังขา ความเสียหายจะเกิดกับแผ่นดิน

“ลุงตู่” นายกฯ1,000%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่” นายกฯ1,000%

18 เมษายน 2562 – 10:20 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลังประชารัฐ,นายกฯ
เปิดอ่าน 9,567 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

มาพนันกันเล่นๆ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้กลับมานั่งเก้าอี้บนตึกไทยคู่ฟ้าอีกสมัยหรือไม่ หลังผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีเสียงปริ่มน้ำ จะส่งผลต่อการคงอยู่และการบริหารประเทศของรัฐบาลในอนาคต

การจุดประกายรัฐบาลแห่งชาติ หวังขจัดปัญหาการเมืองกำลังถึงทางตัน และคลี่ปมความขัดแย้งให้ทั้งสองขั้วการเมืองได้แบบวิน-วิน อาจไม่ใช่ทางออกเพราะปัญหาคือการไม่ยอมรับกติกา และเป็นไปไม่ได้เลยจะเห็นพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย กับพรรคการเมืองถูกผลักให้เป็นเผด็จการ จับมือร่วมกันบริหารประเทศที่มีนโยบายและหลักการขัดกัน

เพราะแค่เริ่มต้นทั้งสองขั้วการเมืองพร้อมใจกันออกมาปฏิเสธ ‘ขุดหลุมฝังกลบ’ แนวคิดรัฐบาลแห่งชาติไม่ให้ผุดให้เกิด เพราะไม่อยากสูญเสียอำนาจให้ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และยังเห็นตรงกันว่าสถานการณ์การเมืองยังไม่วิกฤติจนหาทางออกไม่ได้ แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับในอดีตมีการเสนอทฤษฎีดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหามาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา แต่คนที่พูดจนติดปากน่าจะเป็น “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันแนวทางดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ยังไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติใช้จริงแม้แต่ครั้งเดียว

การมองข้ามช็อตไปถึงรัฐบาลแห่งชาติ ถือว่าเป็นเรื่องอีกยาวไกล เอาแค่เพียงจะชี้ชัดว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังเร็วไปด้วยซ้ำ เพราะยังเหลือเวลา 15 วันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สะสางปัญหาต่างๆ ให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งข้อร้องเรียน แจกใบแดง ใบส้ม รวมถึงการจัดการเลือกตั้งซ่อมให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

ในระหว่างนี้กกต.จะต้องกู้ภาพลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประชาชน ต้องเคลียร์ข้อกังขา หรือข้อสงสัยให้ชัดเจน ทั้งจำนวนคน-บัตรไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ก่อนจะประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

กว่าจะถึงวันนั้นอะไรที่ว่าแน่ก็ยังไม่แน่ เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร’ การจับมือลงนามสัตยาบัน หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านั้นน่าจะมี ‘เซอร์ไพรส์’ ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ภายใต้บริบทการเมืองที่ซับซ้อนขึ้น

จุดยืนมั่นคงของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์​ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ขอร่วมงานพลังประชารัฐ เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน แต่ก็พร้อมจะถอนตัวจากฝั่งประชาธิปไตย หากคำว่าประชาธิปไตยเป็นแค่เพียงคำกล่าวอ้างแต่ไม่ได้หมายรวมถึงการทำเพื่อประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ฟากพลังประชารัฐไม่ได้นิ่งนอนใจแม้จะรวบรวมตัวเลขคร่าวๆได้ ส.ส.ไม่น้อยหน้าเพื่อไทย พอจะขับเคลื่อนการบริหารประเทศได้ แต่จำนวนที่ได้ยังไม่เพียงพอค้ำบัลลังก์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หวังให้นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างน้อยไปอีก 2 ปี จำต้องงัดทุกกลเม็ดและทำทุกวิถีทางตามที่ได้ประกาศไว้ รวบรวมพรรคการเมืองเข้าร่วมให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างเสถียรภาพ

โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ (ปชป.) ฝั่ง นายชวน หลีกภัย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคยังออกอาการพ่อแง่แม่งอน แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาต้องเลือกในสถานการณ์ ปชป.ที่ค่อนข้างลำบาก การอยู่กับพลังประชารัฐก็ยังดีกว่าต้องเป็นฝ่ายค้านกับเพื่อไทย ขัดหลักการ นโยายการทำงานที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การตั้งรัฐบาลนับเป็นโจทย์ยากและยังเป็นประเด็นคนให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ว่าหลัง กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการแล้ว ระหว่างพลังประชารัฐและเพื่อไทย พรรคไหนจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และเสียงข้างมากที่ได้ จะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้หรือไม่

แต่มีเสียงจากแหล่งข่าวความมั่นคงเอ่ยชวนนักข่าวเอาไว้ว่า พนันกันเอาไหม? พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 1,000%

“เล่นไลน์” …แชร์ภาพ”ก่อการร้าย”ติดคุกหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369063?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เล่นไลน์” …แชร์ภาพ”ก่อการร้าย”ติดคุกหรือไม่?

18 เมษายน 2562 – 10:00 น.
เล่นไลน์,แชร์ภาพ,ก่อการร้าย,ติดคุก,เฟซบุ๊ก
เปิดอ่าน 1,747 ครั้ง

รายงานพิเศษ…

กลายเป็นคำถามสำคัญในกลุ่มสาวกโซเชียลมีเดียว่า

        “การโพสต์การแชร์เนื้อหาหรือคลิปเกี่ยวกับเหตุก่อการร้ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่”

          โดยเฉพาะในสื่อแอพพลิเคชั่นพูดคุยยอดฮิต “ไลน์” ซึ่งคนไทยใช้งานเป็นประจำกว่า 42 ล้านคน

สาเหตุที่ต้องมุ่งเป้าคำถามไปที่ “ไลน์” ทั้งที่ “เฟซบุ๊ก” เป็นสื่อโซเชียลที่คนไทยใช้มากเป็นอันดับ 1 จำนวนกว่า 45 ล้านคน เนื่องจากไลน์สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้มากกว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แถมไม่ค่อยจะมีกฎกติกามากมายเหมือนเฟซบุ๊กทำให้ง่ายต่อการโพสต์และส่งต่อเนื้อหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว และยังปิดบังตัวตนได้ง่ายกว่าด้วย

          สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนร้าย “ถ่ายทอดสด” นาทีกราดยิงมัสยิดที่นิวซีแลนด์ สร้างความสะเทือนขวัญคนทั้งโลกนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมีผู้เข้าไปแชร์คลิปวิดีโอความยาว 17 นาทีนี้มากกว่าล้านคน ทำให้เจ้าหน้าที่เฟซบุ๊กต้องรีบลบออกกว่า 1.5 ล้านคลิปภายใน 24 ชั่วโมงแรก แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก โดนโหลดโดนแชร์ไปทั่วโลก เฉพาะในหมู่คนไทยคลิปสังหารหมู่นี้ถูกย่อเป็น 2 เวอร์ชั่น ความยาว 2:20 นาที และ 5 นาที ก่อนส่งต่อไปในห้องไลน์และสื่อโซเชียลต่างๆ แม้แต่ผู้สื่อข่าวหลายคนก็ได้รับรู้เหตุการณ์จากคลิปเหล่านี้ที่ถูกเพื่อนๆ นำมาแชร์ในห้องไลน์

รายละเอียดการก่อการร้ายเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายโมงกว่าของวันที่ 15 มีนาคม โดยนายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย อายุ 28 ปี นำอาวุธปืนหลายกระบอกบุกเข้าไปกราดยิงคนในมัสยิด 2 แห่งคือ มัสยิดอัลนูร์ ในเมืองไครสต์เชิร์ช และมัสยิดลินวู้ด อยู่ห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน และบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 50 คน

        เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นในเวลาเพียง 36 นาทีเท่านั้น แต่เชื่อกันว่าจะเป็นคดีแรกที่ส่งผลให้ “นิวซีแลนด์” เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บางคนถึงกับเรียกว่าเป็น “วันที่มืดมิดที่สุดของนิวซีแลนด์”

คนทั่วโลกรู้สึก “ช็อก!” เพราะผู้ร้ายจิตใจอำมหิตรายนี้ใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์ถ่ายทอดสดการกระทำของเขา โดยเชื่อได้ว่ามีการไตร่ตรองและซักซ้อมวางแผนการถ่ายทำเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความเลือดเย็นและจิตใจที่ผิดปกติจากมนุษย์ทั่วไป

         แม้เจ้าหน้าที่รัฐนิวซีแลนด์พยายามป่าวประกาศขอร้อง ห้ามปราม และขู่เอาผิดผู้เผยแพร่คลิปเหล่านี้ แต่ก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะถึงวันนี้ยังมีคนแชร์ต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่าตัวเองกลายเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของผู้ก่อการร้ายที่มีเป้าประสงค์เผยแพร่ความอำมหิตออกไปสู่สายตาคนทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เฟซบุ๊กออกมายอมรับว่า ตอนที่นายเบรนตันถ่ายทอดสดนั้น มีคนดูไม่ถึง 200 คน และไม่มีใครแจ้งเตือนเลย อาจเป็นไปได้ว่าหลายคนกำลัง สับสน งง งวย! ว่าเป็นฉากแสดงหนัง การโชว์ หรือโฆษณาอะไรบางอย่างหรือเปล่า กว่าจะมีพลเมืองดี เอะใจ ! ส่งเสียงเตือนไปยังเฟซบุ๊ก เวลาก็ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว และภายในวันนั้นการไล่ล่าคลิปมหันตภัยนี้กลายเป็นภารกิจหลักของผู้ประกอบการสื่อออนไลน์ค่ายต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหยุดยั้งการนำไปแชร์ต่อ หลายประเทศกำลังเตรียมย้อนรอยเอาผิดผู้เผยแพร่คลิปก่อการร้ายด้วย ตัวอย่างเช่น ตำรวจนิวซีแลนด์ประกาศว่า จะขอเบาะแสรายชื่อผู้แชร์คลิปนี้กับเฟซบุ๊ก เพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย พวกชอบแชร์อาจโดนโทษปรับถึง 3 แสนบาท เพราะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจของครอบครัวเหยื่อ

          สำหรับเมืองไทยนั้น มีคนเข้าไปดูและแชร์คลิปนี้ในเฟซบุ๊กนานหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นข่าวสำคัญเลยอยากส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จักได้รับทราบ หลายคนดาวน์โหลดใส่โทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ และนำมาส่งต่อให้กลุ่มเพื่อนทางไลน์ โดยไม่รู้ตัวว่าการแชร์โชว์ความโหดเหี้ยมเหล่านี้ออกสู่สาธารณะ คือการทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสังคมออนไลน์ อธิบายให้ฟังถึงการโพสต์หรือการแชร์เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้าย” ว่า คนทั่วไปที่มีโอกาสทำผิดเกี่ยวกับ “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560” หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นเนื้อหาข้อมูลผิดกฎหมายคนทำผิดต้องโทษจำคุก กับ ส่วนที่เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องโดนโทษจำคุก แต่จะถูกเซ็นเซอร์หรือโดนลบข้อมูลทิ้ง

 

 ส่วนที่ 1 ข้อมูลผิดกฎหมายโทษติดคุก เป็นไปตามมาตรา 14 จำคุกสูงสุดถึง 5 ปี โทษปรับ 1 แสนบาท มีข้อความรายละเอียดดังนี้

“ผู้ใดทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง หรือนำเข้าสู่ข้อมูลลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้”

สำหรับคนที่ไม่ได้เขียนหรือสร้างข้อมูลเอง แต่ไปกดแชร์หรือเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ก็มีโทษโทษปรับ 6 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี โดยข้อมูลเหล่านี้หากเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เป็นภาพตัดต่อหรือภาพวิดีโอถือว่าทำผิดแน่นอน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นภาพหรือคลิปวิดีโอศพคนทั่วไปของจริง ไม่ได้ตัดต่อบิดเบือน ถือว่าไม่ผิดตามกฎหมายนี้ แต่ถ้าเป็นภาพศพปลอมมีการเปลี่ยนหน้าตา ถือว่าผิด เพราะเป็นข้อมูลเท็จหลอกลวง อย่างไรก็ตามภาพศพเกิดจากการการก่อการร้าย มีลักษณะเผยแพร่เพื่อดึงดูดใจให้คนทำตาม หรือน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ภาพศพเหล่านี้ถึงเป็นภาพจริงไม่ได้ตัดต่อก็ถือว่าผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกแน่นอน โดยเฉพาะภาพหรือเนื้อหาที่จูงใจให้ทำก่อการร้าย ก่อความรุนแรงหรือกระทบความมั่นคงของประเทศ”

          ส่วนผู้ที่สงสัยว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือนำเข้าเนื้อหาข้อมูลเหล่านี้ เพียงแต่กดแชร์หรือส่งต่อให้เพื่อนดูถือว่าผิดหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าสื่อที่เอาไปเผยแพร่ต่อนั้นมีลักษณะเป็น “สาธารณะ” หรือไม่ เช่นถ้าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ที่เปิดเป็นห้องสาธารณะทุกคนสามารถเข้ามาดูได้ ถือว่าผิดตามกฎหมายนี้ แต่ส่งกันส่วนตัวอาจไม่ผิด ถ้าเป็นห้องแชทใน “ไลน์” ถ้าส่งเพียงส่วนตัว 2 คนก็ไม่ผิด แต่ถ้ามีคนอื่นมาร่วมด้วยเป็นกลุ่มปิดหลายร้อยหรือหลายสิบคนก็ยังไม่ถือว่าผิด เพราะเป็น “กลุ่มปิด” เนื่องจากต้องได้รับอนุญาตถึงเข้ามาร่วมในห้องได้ ในทางกลับกัน หากเป็น “กรุ๊ปไลน์” ที่เปิดกว้างทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัด ด้วยคิวอาร์โค้ดหรือเข้าร่วมด้วยวิธีอื่นๆ ถือว่ามีความผิดทันทีเพราะเปิดเป็นสาธารณะ

โดยเนื้อหาที่ผิดตาม ม.14 นั้น นอกจากเรื่องหรือภาพที่เกี่ยวกับ “ก่อการร้าย” แล้วยังมี อีก 4 กลุ่มเนื้อหาที่คนเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ฯลฯ ควรระมัดระวังได้ ได้แก่ 1.กลุ่มเนื้อหาที่ไม่เป็นจริงหรือปลอมแปลงขึ้นมา 2.กลุ่มเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล 3.กลุ่มเนื้อหาที่ผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือเรียกกันว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกลุ่ม 4.เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ สื่อลามกอนาจารโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งกลุ่มที่ 4 นั้น มีความผิดร้ายแรงแตกต่างจากกลุ่มอื่น เนื่องจากคนที่ครอบครองก็ถือว่าทำผิดกฎหมายแล้ว หรือส่งต่อให้เพื่อน 1 คนในห้องไลน์ส่วนตัวก็ผิดทันที

รศ.คณาธิป ให้ข้อมูลต่อว่า นอกจากเนื้อหาที่โดนโทษจำคุกแล้ว ยังมี ส่วนที่เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องโดนโทษจำคุก แต่จะถูกเซ็นเซอร์หรือโดนลบข้อมูลทิ้ง หรือความผิดตาม มาตรา 20 เนื่องจากมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ข้อความยุยุงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง หรือข้อความดูหมิ่นศาสนาอื่น หมายความว่า เนื้อหาเหล่านี้แม้ไม่ผิดถึงขนาดต้องฟ้องดำเนินคดีจับคนทำผิด แต่ก็ไม่ใช่เนื้อหาที่เหมาะสม ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาจสั่งระงับเผยแพร่หรือลบทิ้งให้ออกไปจากระบบคอมพิวเตอร์ได้เลย

คำถามที่สำคัญคือ ใครเป็นผู้แจ้งความเอาผิดได้บ้าง ? หากพบเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เช่น เพื่อนในกลุ่มไลน์ถ้าพบเห็นคนมาโพสต์คลิปวิดีโอก่อการร้าย สามารถแจ้งความได้หรือไม่ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า หากใครพบแห็นคนโพสต์หรือการแชร์ เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้าย” สามารถแจ้งความได้ทันที เพราะถือเป็น คดีอาญาแผ่นดิน แจ้งได้ที่ “ปอท.” หรือ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แม้ไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง แตกต่างจากบางคดีที่เป็นความผิดยอมความกันได้ หรือความผิดส่วนตัว ที่ต้องให้เจ้าทุกข์หรือผู้เสียหายไปแจ้งความเท่านั้น เช่น คดีมีคนนำภาพเราไปตัดต่อให้เกิดความอับอาย เจ้าทุกข์ต้องไปแจ้งความด้วยตัวเองว่ารู้สึกอับอายเสียหายอย่างไรบ้าง แต่ถ้าเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ใครก็สามารถไปแจ้งความได้ทันที

จากนี้ไป “คนไทย” ที่เล่นไลน์อย่างสนุกสนานนั้น หากเปิดไปเจอคลิปวิดีโอแปลกๆ ลักษณะเป็นการก่อการร้าย หรือศพที่เกิดจากการโดนฆาตกรรมหมู่แบบโหดเหี้ยม หรือข้อความชวนไปฆ่าหรือทำร้ายใครก็ตาม ต้องระมัดระวัง ท่องเป็นคาถาประจำใจไว้เลย

 “ไม่อ่าน ไม่เปิด ไม่โหลด ไม่ส่งต่อ”

    สถิติ 2562 คนไทยกับอินเทอร์เน็ต!
– ประเทศไทยมีประชากร 69.24 ล้านคน เปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือ 92.33 ล้านเลขหมาย
– คนไทย 55 ล้านคนใช้มือถือต่ออินเทอร์เน็ต
– คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 9 ชั่วโมง/วัน เปิดโซเชียลมีเดีย 3 ชั่วโมง/วัน
– ใช้เวลาดู Online Streaming หรือ Video On Demand 3.40 นาที/วัน

อย่าดูถูกประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าดูถูกประชาชน

18 เมษายน 2562 – 08:56 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562

ล้มคว่ำหกคะเมนไม่เป็นท่าสำหรับแนวคิดปลุกผี “รัฐบาลแห่งชาติ” และนายกฯ คนกลางของนายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ทันข้ามคืนก็ถูกบรรดานักการเมืองทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก จับยัดใส่หม้อถ่วงน้ำตอกผ้ายันต์ลงอัขระสะกดวิญญาณชนิดไม่ให้ได้ผุดเกิดกันอีกต่อไป… แม้ว่ารายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนกลางอย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท นายพลากร สุวรรณรัฐ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ หรือแม้กระทั่งนายชวน หลีกภัย จะโดนใจไม่ใช่น้อยก็ตามเถอะ…ความจริงแล้วแนวคิดการจัดรัฐบาลแห่งชาติเป็นกระแสข่าวเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว และที่ผ่านมาก็มีการจุดประเด็นเรื่องนี้มาตลอด

หลายสิบปี โดยผ่านวาทกรรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองที่มีภาพความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือบ้าง

การกระพือโหมประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ เพราะคิดว่าเป็นการปั่นประเด็นการเมือง เพื่อกวนน้ำให้ขุ่น ชักใบให้เรือเสีย หรือไม่ก็แค่การโยนหินถามทางของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่เคยมีจริง…รัฐบาลแห่งชาติเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกสีเทาของการเมืองไทย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ร่างจงใจเขียนปิดช่องจนแทบมองทางออกไม่เห็นในเรื่องดังกล่าว และที่สำคัญคงไม่มีนักการเมืองไทย หรือผู้มีอำนาจตัวจริงคนใดจะยอมสูญเสียอำนาจให้แก่บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างแน่นนอน นอกจากนี้ยังมองว่า รัฐบาลแห่งชาติถือเป็นการทำลายหลักการในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เพราะขาดการถ่วงดุลอำนาจ เนื่องจากจะไม่มีฝ่ายค้านในสภาไว้คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

แม้รู้ว่ารัฐบาลแห่งชาติคงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่ก็รู้สึกขุ่นใจด้วยอาการ “หน่วงๆ” อย่างบอกไม่ถูกกับคนที่พยายามตีโพยตีพายสร้างประเด็นกันเย้วๆ ถามจริงเถอะ ถ้าเกิดขึ้นจริง “จะเอากันจริงหรือ” วันนี้บ้านเมืองเกิดวิกฤติไร้ทางออกจนถึงต้องมีรัฐบาลแห่งชาติกันแล้วหรือ…ถ้าหากใครหลงลืมก็อยากย้ำเตือนสติให้ได้คิดว่า ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมายังไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลใหม่หน้าตาเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้กลับมีคนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องเรื่องที่ขัดกับประชาธิปไตยอย่างชัดเจน…ทำไมไม่ปล่อยให้การเมืองไทยดำเนินตามครรลองที่ถูกต้องตามหลักสากลของระบอบประชาธิปไตยเสียก่อน

วันนี้แม้การเมืองไทยจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ มากมาย แต่เชื่อเถอะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก การเมืองไทยจะเข้ารูปเข้ารอยตามธรรมชาติของมันเอง อย่าเพิ่งไปดึงดัน หุนหันพลันแล่น เล่นนอกเกม ด้วยการเอานู่นนี่นั่นมายัดใส่หัวประชาชนชนิดไม่ทันให้ได้ตั้งตัว…อย่าทำให้วันที่ 24 มีนาคม 2562 ไร้ความหมาย หรือกลายเป็นเรื่องตลก เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเป็นการดูถูกคนไทยกว่า 38 ล้านเสียงที่ไปเข้าคูหากาบัตรใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความหวังที่จะได้รัฐบาลที่มาจาก

ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง…รู้นะว่าใครก็รักชาติ และหวังดีต่อบ้านเมือง แต่ ณ ตอนนี้กลับบ้านไปก่อนเถอะ “รัฐบาลแห่งชาติ”

ลดขยะพลาสติก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลดขยะพลาสติก

18 เมษายน 2562 – 08:20 น.
อ๊อด เทอร์โบ,วีระ อัครพุทธิพร,รีไซเคิลขยะพลาสติก,ลดขยะพลาสติก
เปิดอ่าน 874 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วีระ อัครพุทธิพร’ จากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่ขอให้กระทรวงสาธารณสุขแก้กฎหมายให้ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

ขอสนับสนุนให้นำมาพิจารณาโดยเร็ว เพื่อลดขยะพลาสติกและรักษาสภาพแวดล้อม

เวลานี้มีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก เราต้องช่วยกันโดยไม่ต้องบังคับแต่มีจิตสำนึก-ความรับผิดชอบ

รีไซเคิลขยะพลาสติก

 เร่ง สธ.แก้กฎหมายให้ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตอนนี้ไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะพลาสติกติดอันดับ Top5 ของโลก ถ้าลดการสร้างขยะได้และสามารถเอาขยะกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมด ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการที่ผู้คนใช้พลาสติกจะลดลงได้เรื่อยๆ

จริงๆ แล้วแม้ตอนนี้ไทยเองจะมีการนำขยะพลาสติกจำพวกขวดเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาเข้ากระบวนการรีไซเคิล แต่พลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลก็นำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ ไม่สามารถนำมาผลิตเป็นขวดเครื่องดื่มได้อีก ทั้งที่ถ้ามีการอนุญาตให้การผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มสามารถใช้เม็ดพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลขยะขวดพลาสติก ก็จะทำให้เกิดการใช้พลาสติกหมุนเวียนไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้เม็ดพลาสติกใหม่มาเพิ่ม

แต่ตอนนี้ที่ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ทั้งที่ภาคธุรกิจผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มีความพร้อมแล้ว ก็เพราะติดล็อกกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ตราไว้ตั้งแต่ปี 2548 ไม่ให้ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มนั่นเอง ผมเข้าใจว่าตอนที่ออกประกาศกฎกระทรวงเมื่อ 13 ปีก่อน เพราะสาธารณสุขกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้พลาสติกรีไซเคิลเมื่อมาสัมผัสอาหาร และนวัตกรรมการผลิตพลาสติกรีไซเคิลยุคก่อนอาจยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ สธ.ได้ แต่ยุคนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวไกลไปมากเหลือเกินแล้ว มาตรฐาน FDA ของสหรัฐฯ และของกลุ่มอียู ต่างก็มีข้อกำหนดมาตรฐานตรวจเช็คความปลอดภัยเมื่อใช้พลาสติกรีไซเคิลมาผลิตเป็นขวดเครื่องดื่ม

ประเทศไทยเองก็น่าจะถึงเวลาลงมือเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้วครับ เราคงไม่อยากอยู่อันดับหนึ่งของประเทศที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุดในโลกหรอกนะ ผมจึงอยากฝากให้ สธ.ได้พิจารณาหรือศึกษา

แนวทางการกำหนดมาตรฐานการใช้พลาสติกรีไซเคิล สำหรับภาคธุรกิจและแก้ไขกฎหมายให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

ขอบคุณ คุณอ๊อด เทอร์โบ ไว้ล่วงหน้า หากจะได้ช่วยกันกระทุ้งให้ภาครัฐขยับตัวเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะงานนี้บอกตรงๆ ว่าภาคธุรกิจไม่มีส่วนได้กำไร แต่เป็นการลงทุนเพิ่มเติมด้วยซ้ำ เพราะการใช้พลาสติกรีไซเคิล มีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้พลาสติกใหม่ แต่พวกเรามีเจตจำนงร่วมกันในการทำธุรกิจและรักษาสภาพแวดล้อม
วีระ อัครพุทธิพร (สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย)


 ข้าราชการบำนาญเดือดร้อน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ตามที่รัฐบาลได้มีมติอนุมัติช่วยเหลือข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยและชั้นผู้ใหญ่ โดยนำเงินบำเหน็จตกทอดมาจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพคนละ 15 เท่าของเงินบำนาญเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 นั้น พวกผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

จากการอธิบายของเจ้าหน้าที่การเงิน-การคลังของเจ้าสังกัด พอสรุปได้ว่า รัฐบาลจะพิจารณาจ่ายเงินดังกล่าวให้เฉพาะข้าราชการบำนาญที่มีเงินบำเหน็จตกทอดอยู่ค่อนข้างสูงเท่านั้น ส่วนข้าราชการบำนาญที่มีเงินบำนาญต่ำซึ่งจะมีเงินบำเหน็จตกทอดเหลืออยู่จำนวนน้อยจะไม่จ่ายให้แต่อย่างใด ไม่ทราบว่ารัฐบาลมีเหตุผลกลใดที่กลับกลายเป็นว่าจะช่วยเหลือผู้ที่มีเงินบำนาญสูงหรือข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น

พวกผมซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญผู้น้อยซึ่งได้รับความเดือดร้อนในเรื่องรายได้ไม่พอกับรายจ่ายอยู่ ต้องผิดหวังอย่างมาก

รัฐบาลคงจะเกรงว่าหากจะจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ข้าราชการบำนาญผู้น้อยจะทำให้บำเหน็จตกทอดที่เหลืออยู่ค่อนข้างน้อยอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเป็นค่าปลงศพของข้าราชการบำนาญที่เสียชีวิต ซึ่งจะทำให้ทายาทได้รับความเดือดร้อน

แต่ผมเห็นว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น ข้าราชการบำนาญผู้น้อยจะมีเงินประมาณเดือนละ 14,000-15,000 บาทเศษ ซึ่งคงมีเงินบำเหน็จตกทอดอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 150,000-200,000 บาท เมื่อข้าราชการบำนาญนั้นเสียชีวิต ทายาทก็จะนำเงินบำเหน็จตกทอดมาใช้เป็นค่าปลงศพ น่าจะเพียงพอไม่ทำให้เดือดร้อนแต่อย่างใด

รัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะช่วยเหลือเฉพาะข้าราชการบำนาญผู้ใหญ่ ซึ่งมีเงินบำนาญค่อนข้างสูง ปกติก็ไม่เดือดร้อนในการดำรงชีพแต่อย่างใดอยู่แล้ว เช่นนี้ก็จะทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยมากขึ้น
เกียรติชัย (จันทบุรี)