รื้ออดีต ‘เอก ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 53

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368988?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รื้ออดีต ‘เอก ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 53

17 เมษายน 2562 – 12:06 น.
เอก ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ปิยบุตร แสงกนกกุล,อุเชนทร์,ม็อบเสื้อแดง,สลายการชุมนุมปี 53,17 พฤษภาคม 2553,คนเสื้อแดง,แกนนำแดง,นปช,สนนท
เปิดอ่าน 42,614 ครั้ง

“อุเชนทร์” ได้ไขความกระจ่างเรื่อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับยุทธการแดงทั้งแผ่นดินปี 2553 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ

******************

เมื่อ 10 เมษายน 2562 แกนนำ นปช. ได้จัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงผู้เสียสละชีวิตในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา’53 ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ซึ่งมีคนเสื้อแดงมาร่วมงานจำนวนหนึ่ง

ก่อนวันสงกรานต์ปีนี้ “อุเชนทร์ เชียงเสน” อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2543 ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์วิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

“อุเชนทร์” ได้ไขความกระจ่างเรื่อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับยุทธการแดงทั้งแผ่นดินปี 2553 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ

นักกิจกรรมหัวก้าวหน้า

“อุเชนทร์” อดีตนักกิจกรรมขาลุยใช้คำว่า “พวกเรา” อันหมายถึงอดีตผู้นำนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีองค์กรประสานงานอยู่ที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรนักศึกษาอื่นที่เป็นสมาชิกหรือเครือข่าย

“พวกเรา” ในที่นี้ย่อมหมายถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2542 และชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2541

“เอก ธนา” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ ที่กอดคอกันทำกิจกรรม จนมาถึงวันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ “เอก” เป็นหัวหน้าพรรค และ “ต๋อม” เป็นรองเลขาธิการพรรค และเสนาธิการสู้ศึกเลือกตั้ง

ปี 2545 เอก, ต๋อม และปุ๊ (ธนาพล อิ๋วสกุล) ได้ลงขันตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน ตอนนั้น อุเชนทร์ เรียนปริญญาโทอยู่ธรรมศาสตร์ ก็มาร่วมด้วยช่วยเขียน

ระหว่างนั้น อุเชนทร์ เคลื่อนไหวร่วมกับสมัชชาคนจน ส่วนเอก ธนาธร กลับจากเมืองนอกมารับผิดชอบงานที่บริษัทไทยซัมมิทแล้ว แต่หลังเลิกงานจะมานั่งฟังเพื่อนๆ ปราศรัย ร่วมชุมนุม ให้การปรึกษาหารือ ประเมินสถานการณ์ และคิดค้นการเคลื่อนไหวเป็นครั้งคราว

แสดงว่า เอก ธนาธร เคลื่อนไหวกับขบวนการภาคประชาชนมาตลอด เพียงแต่เขาไม่ใช่นักปราศรัยจึงไม่อยู่ในเป้าหมายของสันติบาล

“ธนาธร” ในสมรภูมิสี่แยกวัว

ย้อนไปเมื่อ 12 มีนาคม 2553 นปช.เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ภายใต้แคมเปญ “ศึกเขย่าขวัญอำมาตย์” เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง นปช. มีการตั้งเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้า พื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครอบคลุมพื้นที่ตลอดถนนราชดำเนิน ด้านหนึ่งไปจรดลานพระบรมรูปทรงม้าและตึกไทยคู่ฟ้า

กระทั่ง 10 เมษายน 2553 อุเชนทร์เล่าว่า ได้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะขอคืนพื้นที่ “พวกเรา” ตัดสินใจยกกำลังทั้งหมดไปที่เวทีชุมนุมผ่านฟ้า-ราชดำเนิน

ต๋อม ชัยธวัช เอก ธนาธร และ อุเชนทร์ ที่สี่แยกคอกวัว

“มีใครอยู่กับเราบ้างในวันนั้น เท่าที่จำได้มีผู้เขียน, เอก ธนาธร, ติ่ง สรายุทธ์, ต๋อม ชัยธวัช, ดร ธิกานต์, อ้น ปราการ, ดอน รอมฎอน, กึ๋ย วรรณเกียรติ, เจน ภรณ์พิมล, เอฟ ทรงศักดิ์ (ต้องขออภัยคนอื่นๆ ด้วยที่จำไมได้)…” อุเชนทร์ รำลึกความหลัง

ภาพของ เอก ธนาธร ในการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ได้ถูกเผยแพร่ไปในกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่บ้างแล้วแต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจในตัวเขามากนัก

ต่างจากปีนี้ที่มีการขุดภาพเก่า หัวหน้าส้มหวานกลาง “ม็อบเสื้อแดง” มาแชร์ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพเชิงลบมากมาย

ผู้นำม็อบจรยุทธ์

หลัง 10 เมษายน 2553 การชุมนุมของนปช. ถูกย้ายไปรวมที่ราชประสงค์เพื่อความปลอดภัย นับจากนั้นฝ่ายผู้ประท้วงกลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและปิดล้อม

อุเชนทร์บอกว่า สถานการณ์มวลชนคนเสื้อแดงตกอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย “พวกเรา” จึงร่วมกับครูประทีบ อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ รวมถึง สนนท. ในขณะนั้น ตั้งเวทีชุมนุมย่อยขึ้นที่บริเวณสามแยกตลาดคลองเตย ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

เวทีย่อยที่คลองเตย เมื่อ พ.ศ.2553

มิเพียงเท่านั้นอุเชนทร์ได้มีการประสานงานกับกลุ่มเพื่อนพ้องที่เคยร่วมทำกิจกรรมกันมาระยะหนึ่ง ช่วยจัดตั้งเวทีการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน

เวทีหลักที่คลองเตย พระราม 4 โดยมี “ต๋อม ชัยธวัช” ทำหน้าที่ประสานงานกับจุดอื่นๆ

“เอก ธนาธร” และเพื่อนๆ รับผิดชอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ส่วนอาจารย์ยิ้ม (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) ช่วยที่เวทีหน้าพรรคเพื่อไทย สามย่าน (สำนักงานเดิม)

จุดปะทะสี่แยกคอกวัว เอก ธนาธร อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย

หลังสลายการชุมนุม 17 พฤษภาคม 2553 อุเชนทร์ บันทึกไว้ว่า “สิ่งที่กังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งหลังสลายการชุมนุมคือ จะมีชื่อของเอก ธนาธร เวทีย่อย อยู่ในรายชื่อไหม มีรูปของเขาหลุดไปอยู่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ ไหม”

พ.ศ.นี้ อุเชนทร์ตัดสินใจเล่าเรื่องของเอก ธนาธร กับบทบาท “ผู้นำม็อบจรยุทธ์” เมื่อพฤษภาเลือด 2553 เพื่ออะไร..?

เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

17 เมษายน 2562 – 11:00 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ไทยรักษาชาติ,OAI Tower,พรรคเพื่อไทย,แบงก์,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,306 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

คนวงในเพื่อไทยอ่านหมากการเมืองในเร็ววันนี้ไว้อย่างน่าพินิจว่า จากนี้ไปควรจะมีพรรคขนาดกลางเป็นสาขา…

เพราะเกมตั้งรัฐบาลส่อเเววยืด….

วันนี้เเม้ว่าเพื่อไทยจะยังเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความวางใจเลือกเข้ามาหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดเขต จากการส่งสองร้อยห้าสิบเขต เเม้จะไม่มีปาร์ตี้ลิสต์เเม้เเต่คนเดียวก็ตาม

หากกติกาหย่อนบัตรเเบบนี้ยังอยู่…รับรองว่า เลือกตั้งคราวต่อไป เพื่อไทยก็อาจอ้างได้ว่าพรรคน่าจะชนะเลือกตั้งอีกเเต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็จะไม่มีเช่นเดิม

เมื่อเหลียวมองพรรคอื่นๆ ที่เเทบไร้ขุนพลเข้ารัฐสภาจากกติกานี้หลายชีวิต ร้อยทั้งร้อยรับรองเลยว่า คนการเมืองเสนอเเก้กติกาเเน่นอน เพราะผลที่ออกมามันบ่งชี้เเล้วว่าส่วนใหญ่เเล้วสังคมเเละคนการเมืองไม่เอาด้วย

การขึ้นรูปเกมใหม่ไว้รองรับเลือกตั้งครั้งใหม่? ที่มิรู้ว่าจะมายามใด เเต่การเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้านั้นน่าจะเหมาะสุดสำหรับเพื่อไทย…เพราะการเมืองไทยวันนี้นั้นคาดเดายากมากครั้งหนึ่ง เเม้เเต่รุ่นเก๋าการเมืองของเพื่อไทยยังหลบในที่ตั้งเพราะไม่รู้ว่าลมจะเเปรไปทางทิศใด?

เเต่ระดับปฏิบัติการนั้นมองเเล้วว่าไม่ว่าอย่างไรต้องเปลี่ยนรูปเเบบการทำงาน เพราะหากยังคงเพื่อไทยไว้เป็นเรือใหญ่ลำเดียว สมมุติว่ามีอะไรขึ้นมา เรืออาจล่มกลางทะเลลึก ดังนั้นเรือขนาดกลางเเละย่อมๆ ควรจะเป็นกองเสริมขนาบข้าง

โมเดล “ไทยรักษาชาติภาคสอง” จึงถูกนำมาถกเถียงเเละขึ้นรูปไว้คร่าวๆ เพื่อหาทางเลี่ยงความเสี่ยงจากกติกาวันนี้เเละวันหน้าที่มิอาจเดาได้ว่าจะเป็นเเบบใด

เพราะมองเเล้วการบอนไซเพื่อไทยมิให้โตนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่คนย่าน OAI Tower รู้ดีเเก่ใจ

ย้อนไปเมื่อคราวเเยกไปตั้ง “ไทยรักษาชาติ” เพราะคำนวณเเล้วว่าหากคนเพื่อไทยยังเกาะกลุ่มเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.เกินสองร้อยชีวิตนั้น “ปาร์ตี้ลิสต์” เพื่อไทยจะไม่มีส.ส.ระบบนี้เเน่นอน ฉะนั้นยุทธศาสตร์เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อยก็อุบัติ โดยมีเพื่อธรรรมกับไทยรักษาชาติ หรือจะผนวกประชาชาติกับเสรีรวมไทยไปด้วยก็ได้ว่า “พรรคเหล่านี้เป็นพรรคเครือข่ายของเพื่อไทย”

ขณะเดียวกันก็มีการเเตกเป็นเเบงก์ย่อยคือส่งคนเสื้อเเดงไปสังกัดพรรคเพื่อชาติเพื่อเเยกฐานการเมืองให้ชัดเเจ้งเเละลบความขัดเเย้งของคีย์เเมนในพรรคที่มองต่างมุมกันบนเกมการเมือง

โดยคราวนั้นมีการตั้งความหวังว่าไทยรักษาชาตินี้น่าจะได้ส.ส.ยี่สิบคนเป็นขั้นต่ำ เเละเครือข่ายควรจะมีส.ส.จำนวนหลักสิบ เเต่เมื่อทษช.เล่นเกมเสี่ยงเเละพลาดไป “อนาคตใหม่” ได้อานิสงส์นี้ไปส่วนหนึ่ง ส่วนเสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ ก็ถือว่าสอบผ่านในระดับพอคาดหวัง เหลือเเต่เพื่อธรรมที่ไม่มีว่าที่ส.ส.เลยสักคนในการหย่อนบัตรคราวนี้ เพราะจู่ๆ คีย์เเมนเพื่อธรรมกลับไปย่านเพชรบุรีตัดใหม่เป็นส่วนใหญ่

หวนมาพินิจข้อความข้างต้นว่า การเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย รวมทั้งเเบงก์ย่อย ภาคสองนั้นเพื่อไทยจะดำเนินในรูปเเบบใด?

เเน่นอนว่าเพื่อไทยจะยังเป็นเเบงก์พันอยู่ เเต่จำนวนคนคงจะลดขนาดลงไปบ้าง เพื่อเป็นพรรคเเกนหลักบนเวทีการเมือง

ส่วนเเบงก์ร้อย เเละเเบงก์ย่อยที่จะเเตกมาใหม่นั้น น่าจะกระทำในโมเดลไทยรักษาชาติ เเต่จะไม่เล่นเกมเสี่ยงเเบบเดิม

“เพื่อไทยยังอยู่เป็นพรรคหลัก เเต่จะมีพรรคขนาดกลางที่มีส.ส.ยี่สิบคนขึ้นไป หากมีหลายพรรคมันก็ง่ายในการจับมือ เเละไม่เป็นเป้าโดนโจมตี เเต่มันยากตรงที่ว่าจะส่งใครไปเป็นหัวหน้าพรรค เเละจะมีจุดขายอย่างไรกับสังคม เเต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาให้วางเเผน ไม่เช่นนั้นมันเข้าเงื่อนตายการเมืองเเบบวันนี้” คนวงในเพื่อไทยอธิบาย

“ดูตัวอย่างบางพรรค เช่น ภูมิใจไทย ที่เเยกไปจากพลังประชาชน ช่วงเเรกก็ลำบากนิด เเต่เมื่อประคองตัวได้ก็อยู่ได้เเละมีเเรงต่อรองทางการเมือง หากจะเเยกย่อยพรรคก็ต้องวางเเนวทางเเบบนี้”

          ฉะนั้นการเเตกเเบงก์ร้อยเเละเเบงก์ย่อยที่คนวงในเพื่อไทยกำลังหารือไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือเกมใหม่นั้น ต้องรอยลว่าจะมาในเเบบใดเเละตอบโจทย์หรือไม่….

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

17 เมษายน 2562 – 09:50 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 2,072 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักกับการจัดการ “เลือกตั้ง 24 มีนาคม” แถมยังมีผู้ไปยื่นกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ว่า กกต.จงใจกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สำหรับผู้ที่รวบรวมรายชื่อยื่นกล่าวหา กกต. ต่อ ป.ป.ช. มีทั้งนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และยังมีองค์กร Change โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่-กลุ่ม We love Thailand ร่วมรณรงค์ล่า 1 ล้านชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยร่วมมือกับเครือข่ายนักศึกษา 10 สถาบันที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เพื่อนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ดำเนินการกับ กกต.

นอกจากนี้ยังมี 121 นักวิชาการ เข้าชื่อกันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. แสดงความกังขาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งพรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมารุมเล่นงาน กกต. จากการรวบรวม “ข้อกล่าวหา” ของกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อ กกต.มีจำนวน 10 ข้อ และกกต.ชี้แจงดังนี้

         1.จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปสลับหน่วย สลับเขต ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ไม่โปร่งใส และไม่มีข้อมูลผู้สมัคร
กกต.ชี้แจงว่า การส่งบัตรสลับเขต เป็นปัญหาในการส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร โดยบัตรได้ถูกจัดส่งไปให้ผู้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์และนำออกไปใช้ทั้งหมดมีตัวเลขกำกับชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ ส่วนข้อมูลผู้สมัครและนโยบายพรรคการเมืองสามารถเปิดดาวน์โหลดได้จากแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโหวต

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

          ประเด็นนี้ถือว่า กกต.เคลียร์ขาดไปตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง
2.กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากนิวซีแลนด์ จำนวน 1,542 ใบ ที่ไม่นำมานับคะแนนเนื่องจากบัตรเลือกตั้งดังกล่าวเดินทางมาถึงล่าช้าปิดหีบเลือกตั้งในวันเลือกตั้งไปก่อน เป็นการลิดรอนสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยในต่างแดนโดยชัดแจ้ง

กกต.ชี้แจงว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 114 เขียนบังคับให้ กกต.ต้องวินิจฉัยไปอย่างนั้น ทั้งที่ กกต.เข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนในต่างแดน และไม่อยากทำแต่ต้องยืนยันในมติที่ไม่ให้นำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวมานับคะแนน เพราะการนับคะแนนเสร็จสิ้นลงไปแล้วหากนำมาเปิดนับอาจถูกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ครั้นจะสั่งให้เป็นบัตรเสียก็ไม่ได้เพราะบัตรยังไม่ได้ถูกจัดส่งไปยังสถานที่นับคะแนน

อย่างไรก็ตามในชั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบสาเหตุของการขนส่งบัตรล่าช้าใน 2 จุด จุดแรกคือถุงเมลทางการทูตพิเศษ ซึ่งบรรจุบัตรเลือกตั้งที่สถานกงสุลเวลลิงตันส่งให้สายการบินนิวซีแลนด์ นำส่งไปยังนครโอคแลนด์ แต่มีปัญหาตกค้างอยู่ในคาร์โกของแอร์นิวซีแลนด์ จึงไม่ได้จัดส่งให้สายการบินไทยตามกำหนดเวลา และจุดที่ 2 ในวันที่ 23 มีนาคม เวลา 20.50 น. ถุงเมลบรรจุบัตรเลือกตั้งถูกส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปรับเพื่อนำไปคัดแยกและจัดส่งไปเปิดนับยังสถานที่นับคะแนนกลางของ 350 เขตเลือกตั้งทั้งที่อาจจะมีเวลาน่าเพียงพอในการส่งบัตรให้ถึงปลายทางก่อนเวลา 17.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม เมื่อพบความผิดพลาดชัดเจน ขั้นตอนหลังจากนี้ คือการหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์
          การชี้แจงของกกต. ในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งฝ่ายถูกใจและไม่ถูกใจ ท้ายที่สุดคือการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบทั้ง 2 จุด
         3.มีการเลื่อนและประวิงเวลาการนับและประกาศผลคะแนนขัดต่อ ม.117 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ที่ระบุว่า การนับคะแนนให้กระทําติดต่อกันจนเสร็จสิ้นและห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

กกต.ยืนยันว่าการนับคะแนนดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปิดหีบจนแล้วเสร็จ ไม่มีการหยุดนับ เลื่อนหรือประวิงเวลามีเพียงการรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการผ่าน “แอพพลิเคชั่นแรพพิทรีพอร์ต” เท่านั้น ที่หยุดรายงานผลเมื่อมีการนับคะแนนถึง 95% ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ดังจะเห็นได้จากผู้สังเกตการณ์ของทุกพรรคการเมืองที่สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนน 100% ได้จากหน้าหน่วยเลือกตั้งกว่า 9 หมื่นหน่วยทั่วประเทศ

นอกจากนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังสามารถขอคัดสำเนาผลคะแนน 100% ได้จากสำนักงานกกต.จังหวัด พร้อมยืนยันว่าการรายงานผลการนับคะแนนใช้เวลาประมาณ 5 วัน ซึ่งเท่ากับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีความล่าช้าในการรายงานผล
          ประเด็นนี้แม้ว่า กกต.จะตอบชัดแต่สิ่งที่พรรคการเมือง นักวิชาการ และสังคมโซเชียล ต้องการเพิ่ม คือ ให้กกต.ประกาศผลคะแนนเป็นรายหน่วยทั่วประเทศ บนหน้าเพจของกกต. เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
4.มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านใบโดยไม่สมเหตุผล โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ จำนวน 33,775,230 คน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม กกต.แถลงอีกครั้งว่าผู้มาใช้สิทธิเพิ่มเป็น 38,268,375 คน ผ่านไปแค่ 4 วัน มีบัตรเกิดใหม่ในหีบจำนวน 4,493,145 ใบ

กกต.ชี้แจงชัดว่า ข้อกังวลว่ามีบัตรงอก บัตรออกลูกกว่า 4 ล้านใบนั้นไม่เป็นความจริง โดยตัวเลขในการแถลงข่าวของประธานกกต.เมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลตามที่ระบบรายงานผลแรพพิทรีพอร์ต ซึ่งรายงานอยู่ที่ 93% แต่ข้อมูลที่สุดท้าย 100% เป็นการรวมผลส่วนที่ยังนับไม่ครบอีก 5% และการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 2.3 ล้าน รวมถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 1 แสนคน เมื่อตัวเลขทบเข้าไปทำให้จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล ไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เพราะกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้งจำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้วไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้
          ประมวลตัวเลขจากการชี้แจงของกกต.ก็ถือว่าฟังขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้รับฟังที่จะเลือกเชื่อ กกต. หรือไม่
5.กกต.กล่าวอ้างว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับจำนวนบัตรที่ลงคะแนนไม่ตรงกัน กล่าวคือ มีการใช้บัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิจำนวน 9 ใบ อาจเกิดจาก “บัตรเขย่ง” ซึ่ง “บัตรเขย่ง” ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประเด็นที่มีสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิจำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ต่างกันอยู่ 9 ใบ ตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่ากกต.ไม่ได้ตกแต่งตัวเลข ส่วนสาเหตุของการเขย่งจะถูกตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยใด อาจเป็นการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิลงในแบบส.ส.1/3 คลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน หากไม่สามารถระบุสาเหตุได้จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกกต.ได้มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่แล้วใน 6 หน่วยเลือกตั้งของ 5 จังหวัด

ถือว่าเคลียร์ปม “บัตรเขย่ง” ได้
6.กกต.ไม่เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงวิธีการรวบรวมผลการนับคะแนน เนื่องจากผลคะแนนรวมมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ี่และหากผลคะแนนไม่ตรงกัน กกต.ก็ต้องนับคะแนนใหม่ให้สิ้นข้อสงสัย

กกต.ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีการติดประกาศผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งและหน้าสำนักงานกกต.จังหวัด พรรคการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและขอคัดสำเนาได้

กรณีผลการนับคะแนนรวมไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ กกต.สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 2 หน่วยเลือกตั้งใน จ.ขอนแก่น ส่วนอีก 4 หน่วยเลือกตั้งตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ลงลายมือชื่อรับบัตรเลือกตั้งที่ต้นขั้วบัตร แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีผู้แสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งหรือผู้มาใช้สิทธิหย่อนสำเนาบัตรประชาชนใส่หีบแทนบัตรเลือกตั้ง แล้วเก็บเอาบัตรเลือกตั้งกลับบ้าน

ประเด็นนี้ กกต.ชี้แจงได้เคลียร์
7.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้ที่ทำให้บัตรเลือกตั้งจากนอกราชอาณาจักรมาล่าช้า และไม่ได้เอาผิดผู้ที่ทำให้ยอดบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่

กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น กกต.ได้รับเป็นสำนวนไว้ตรวจสอบแล้วเช่นกัน

 กกต.ตอบข้อสงสัยได้ดี
8.ไม่เปิดเผยทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมถึงสูตรคำนวณจำนวนส.ส.ของกกต.ที่กระจายส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้กกต.ก็หาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้เนื่องจากไม่มีสูตรใดคำนวณได้ส.ส.ครบ 150 คน จึงมีมติเอกฉันท์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต.จะคำนวณหาจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 (5) ซึ่งจะมีผลทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.ที่จะพึงมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรรส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

 กรณีนี้ยังมีมุมมองที่ต่างกันออกไป บ้างก็ว่าตามกฎหมายเขียนชัดเจนอยู่แล้วเกี่ยวกับการคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้ ดังนั้น กกต.สามารถวินิจฉัยได้เอง ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็ว่าดีแล้วที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องสูตรคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยังเห็นต่างกัน การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะทำให้ได้ข้อยุติ

          9.ไม่สั่งการให้พรรคการเมืองแจ้งจำนวนเงินและที่มาของเงินที่ต้องใช้ตามนโยบายที่พรรคการเมืองนั้นหาเสียง
กกต.ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่ที่พรรคการเมืองต้องยื่นแสดงบัญชีรับจ่าย รวมถึงที่มาของงบประมาณในการจัดทำนโยบายหาเสียง ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว พรรคการเมืองใดฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการมีความผิด

     ถือว่ากกต.ตอบได้ชัดเจน
          10.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน-ทุกพรรคการเมือง ฐานแจ้งความเท็จ กรณียื่นใบสมัครเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

กกต.ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้ถือว่า กกต.ชี้แจงได้
          บรรดาข้อกล่าวหาโจมตี กกต. ขณะนี้แผ่วลงไปเยอะหลัง กกต.มีปฏิบัติการชี้แจงข่าวเท็จ ข่าวคลาดเคลื่อนแบบทันควัน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความเท็จ แต่หลังจาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง คงมีเรื่องโจมตี กกต.แรงขึ้นอีก ถึงตอนนั้นต้องรอดูว่า กกต. รับมือไหวแค่ไหน

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

17 เมษายน 2562 – 09:30 น.
สุกร,ไวรัสอหิวาต์สุกร
เปิดอ่าน 2,185 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงหลายชนิด เช่น เอชไอวี โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ส โรคไข้เลือดออกอีโบลา ฯลฯ ล้วนเป็นเชื้อโรคจาก “สัตว์ป่า” สู่มนุษย์ (zoonosis)

ปลายปีที่แล้วเกิดข่าวใหญ่ในวงการ “หมู” หลังกระทรวงเกษตรของจีน รายงานการแพร่ระบาดของ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) หรือ “โรค ASF” ในหลายพื้นที่ด้วยกัน เช่น มณฑลกุ้ยโจว มณฑลเหลียวหนิง และอีกกว่า 20 มณฑล ที่ทยอยรายงานตัวเลขหมูตายหลายร้อยตัว รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปอีกกว่า 4 หมื่นตัว เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด

พร้อมขอร้องให้ฟาร์มหมูและผู้บริโภคหมูอย่าตื่นตระหนก เพราะไวรัสตัวร้ายนี้ แค่ทำให้หมูตายแต่ไม่ได้แพร่ระบาดถึงมนุษย์ !

แต่กลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้าเนื้อหมูจากประเทศจีนยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานแข็งแรง สามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ และแพร่พันธุ์หรือแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ความแข็งแรงของไวรัสทำให้หมูที่ติดเชื้อตายลงหรือตายเฉียบพลันหลังรับเชื้อได้ไม่นาน ที่สำคัญคือยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร”

การแพร่ระบาดของเชื้อตัวนี้ในฟาร์มสุกร ส่วนใหญ่ผ่านทางสารคัดหลั่งของหมูที่เป็นโรค หรือการกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน อาการเบื้องต้นคือหมูจะรู้สึกเบื่ออาหาร มีไข้สูง ท้องเสียและทำให้แม่หมูแท้งลูก

ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับคนชอบกินอาหารแปรรูปจากหมู คือ ไวรัสตัวนี้ สามารถแอบแฝงเร้นซ่อนตัวอยู่ในอาหารแปรรูปได้นานกว่า 100 วัน เช่น ไส้กรอกดิบ แฮมดิบ

ตอนแรกประเทศไทยยังไม่ค่อยรู้สึกเป็นห่วงมากนัก เพราะประเทศจีนอยู่ห่างออกไปพอสมควร จนกระทั่งมีข้อมูลยืนยันมาว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างฟาร์มหมูหลายแห่งบริเวณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก็ตรวจพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอหิวาต์ตัวนี้เช่นกัน โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมปศุสัตว์ของเวียดนาม ยืนยันว่าโรคนี้หมูที่ติดเชื้อไม่สามารถรักษาหายได้ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตาย แต่ไม่พบว่ามีอันตรายต่อมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญจาก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตั้งข้อสังเกตว่า การแพร่ระบาดในเวียดนามต้นตอน่าจะมาจากจีน ผ่านทางอาหารแปรรูปที่ทำจากหมูติดเชื้อ ส่งผลให้ฟาร์มสุกรในเวียดนามมากกว่า 15 แห่ง พบการแพร่ระบาดมีหมูป่วยตายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นตัวแล้ว มีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูติดเชื้อจะส่งผลไปยังฟาร์มหมูอีกหลายประเทศ

จากนั้นไม่นาน ประเทศไต้หวันก็รายงานการพบเชื้อไวรัสในแซนด์วิชหมูที่นำเข้าจากเวียดนามเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลไต้หวันต้องรีบขอข้อมูลและสอบสวนต้นทางนำเข้าแซนด์วิชต้นเหตุอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : OIE) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 พบการระบาดของเชื้อไวรัส “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ใน 16 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น ทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 1 ประเทศ คือ จีน นั่นเอง แต่ในปี 2562 ต้องเพิ่มเวียดนามเข้าไปด้วย รวมเป็น 17 ประเทศแล้ว

“เชื้อไวรัส ASF” จากหมูเริ่มเข้าใกล้ประเทศไทย หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบ “ไส้กรอก” ปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตัวนี้ ที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็นจำนวนเกือบ 1 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เจ้าของคือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองเฉิงตูของจีน ด้วยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์

ถือเป็นการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร เมื่อพบแล้วส่งไปที่ “สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์” หลังยืนยันผลออกมาแน่ชัด ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 3 ของทวีปเอเชียที่พบเชื้อตัวนี้ในอาหาร โดย 2 ประเทศแรกที่พบคือ ญี่ปุ่น และเกาหลี

กรมปศุสัตว์เร่งปูพรมลงพื้นที่ตรวจเข้มทั่วทุกด่านชายแดน และพยายามส่งสัญญาณให้ “รัฐบาล คสช.” ยกระดับความสำคัญของโรคนี้เป็นวาระแห่งชาติ แม้ว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ยังไม่มีรายงานว่าติดต่อมายังมนุษย์ได้ แต่ก็ส่งผลสะเทือนถึงวงการฟาร์มสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อหมู ที่สำคัญคือถ้ามีการระบาดในไทยจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน สรุปเบื้องต้นได้ว่า แม้ยังไม่ตรวจพบไวรัสตัวนี้ในสุกรของไทย แต่มีความเสี่ยงพอสมควร เพราะเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนอกจากไส้กรอกปนเปื้อนแล้ว เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ยังตรวจพบแก๊งห้องเย็นลักลอบนำหมูแช่แข็งเข้ามาขาย มีซากมากกว่า 600 ตัว บริเวณพื้นที่แขวงสวนหลวง และแขวงยานนาวา

นสพ.ชัยวัฒน์ โยธคล ผอ.สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ อธิบายว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 หลังมีข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศจีน ทางกรมได้แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำด่านเฝ้าระวังเข้มข้น ไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อหมูและอาหารแปรรูปจากหมู โดยมีรายชื่อ 17 ประเทศที่เฝ้าระวัง แบ่งเป็นทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เวียดนาม และมองโกเลีย

“จากการสุ่มตรวจกว่าพันตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบสารพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้ทั้งหมด 38 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่แฝงมากับอาหารแปรรูปจากจีน เวียดนาม เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม ฯลฯ แม้เชื้อไวรัสตัวนี้คนกินเข้าไปจะไม่ได้รับอันตรายเลยก็ตาม แต่ที่ต้องระวังเพราะกลัวว่าเมื่อคนกินเหลือแล้วเอาเศษอาหารไปโยนทิ้ง จากนั้นก็จะมีคนเก็บเอาไปทำเศษอาหารให้สุกรในฟาร์มกิน”

นสพ.ชัยวัฒน์ ยืนยันว่ายังไม่มีการพบฟาร์มสุกรในไทยติดเชื้อโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” แต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลการกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังสุ่มตรวจต่อไปเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานต่อความร้อนมาก อาหารบางชนิดต้องใช้ความร้อนระดับ 70 องศา ต้มนาน 30 นาที เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังไม่ตาย
อันที่จริงแล้วไวรัสทนทานความร้อนตัวนี้ ไม่ได้เพิ่งค้นพบใหม่ แต่เจอมานานกว่า 50 ปีแล้วจากเชื้อหมูป่าแถวทวีปแอฟริกา ก่อนแพร่ไปยังทวีปยุโรปทั้ง อิตาลี ฝรั่งเศส และผ่านเข้าไปทางรัสเซีย ก่อนส่งต่อไปยังจีนภายในไม่กี่ปี โดยเฉพาะช่วง 2-3ปี ที่ผ่านมาตรวจพบความถี่ของการระบาดในประเทศลัตเวีย ยูเครน ลิทัวเนีย ก่อนจบเส้นทางที่จีนและเวียดนาม

“ต้นตอ” หรือตัวการแพร่ระบาดคาดกันว่า มาจากอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อหมู เนื่องจากตรวจพบว่าเชื้อไวรัสตัวนี้นอกจากทนทานความร้อนแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ได้นานเกือบ 200 วัน หรือในไส้กรอกอยู่ได้นานถึง 30 วัน โดยเฉพาะในเนื้อหมูสดแช่แข็งอาจอยู่ได้นานกว่า 1,000 วัน

หลายฝ่ายเริ่มเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสอหิวาต์จากหมูมาสู่มนุษย์

“ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า ไวรัสเกือบทุกชนิดที่ติดต่อจากคนสู่คนนั้น ส่วนใหญ่ผ่านมาทาง “สัตว์” ก่อน แต่การจะทำให้คนที่ติดไวรัสมีอาการป่วยได้ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีวิวัฒนาการหลายประการด้วยกัน
“การที่ไวรัสจากสัตว์จะแพร่ระบาดสู่คนจนทำให้เกิดโรค หรือเกิดอาการเจ็บป่วยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องผ่านพัฒนาการหลายขั้นตอนที่สลับซับซ้อน เช่น ต้องมีตัวรับเซลล์ไวรัสที่ผิวหนังมนุษย์ หมายถึงเป็นสถานที่ฝังตัวของเซลล์เพื่อให้เซลล์สร้างโปรตีนช่วยเพิ่มการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมเป็นยีนย่อยๆ เมื่อการแบ่งตัวประสบความสำเร็จ ก็ต้องผ่านขั้นตอนการสร้างกลไกภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ ที่จะช่วยกันเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมเข้ามา ทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นตาย เช่น เชื้อไวรัสบางอย่างสามารถผ่านเข้ามาฝังตัวและเติบโตในเซลล์มนุษย์ได้ แต่ก็ไม่มีจำนวนมากพอหรือแข็งแรงพอที่ทำให้คนมีอาการป่วย เหมือนกับมาฝังตัวไว้เฉยๆ ไม่มีอันตราย แต่เชื้อไวรัสจากสัตว์บางชนิดสามารถเติบโตและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้ร่างกายป่วยได้เหมือนกัน เช่น เชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์ ที่มาจากลิงในป่า ค่อยๆ ผ่านกระบวนการฝังตัวในเซลล์มนุษย์วิวัฒนาการไปเรื่อย จนทำให้คนป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงการเฝ้าระวังของกรมปศุสัตว์เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกิดการแพร่เชื้อไวรัสบางอย่างฟาร์มปศุสัตว์ของไทย ต้องรีบแจ้งให้ประชาชนทราบทันที อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกรณีการระบาดของ “โรคไข้หวัดนก” ที่หน่วยงานรัฐช่วยกันปกปิดข้อมูลหรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูล จนทำให้แพทย์ผู้รักษาเองไม่รู้ว่าไข้หวัดที่เกิดขึ้นกับคนป่วยนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง ขาดโอกาสในการวินิจฉัยรักษาโรคอย่างเหมาะสม เพราะถ้าทุกคนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว จะได้ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้แพร่ระบาดไปมากกว่าเดิม

จากข้อมูลงานสัมมนาหัวข้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) มหันตภัยวงการสุกรไทย ทำอย่างไรจะรอดพ้น” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 กรมปศุสัตว์ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้ข้อมูลและช่วยกันกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันโรค โดยมีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

ช่วงปี 2560-2561 ในยุโรปพบเชื้อตัวนี้มากกว่าร้อยละ 25 โดยพบเจอในหมูป่าประมาณ 7 พันกว่าตัว และหมูในฟาร์ม กว่า 2.2 แสนตัว สร้างความสูญเสียแก่อุตสาหกรรมสุกร ช่วงระหว่างปี 2557-2561 ภายใน 4 ปีพบรายงานการระบาดของโรคมากถึง 820 ครั้งทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงปัจจัยบางอย่างที่กระตุ้นการระบาด
นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์กันว่า “อาหารเหลือโยนทิ้ง” จากท่าเรือหรือสนามบิน หรือร้านอาหารต่างๆ มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคไปยังสุกรได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหลือเหล่านี้มักถูกนำไปทิ้งในบ่อขยะของบางพื้นที่ ซึ่งมีบริเวณใกล้เคียงกับฟาร์มสุกรหรือมีหมูป่าเข้ามากินได้ง่าย

ประเทศจีนถือว่าโรคนี้เป็น “โรคอุบัติใหม่” โดยเชื้อไวรัสที่พบในจีนมีลักษณะทางชีวโมเลกุลคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ในยุโรป (Eastern Europe) เชื่อว่าการระบาดจากจีนมีต้นตอมาจากการนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารจากรัสเซีย ลักษณะสุกรในฟาร์มที่ติดโรคจะมีอาการไข้สูง เลือดออกทางจมูก ปอดบวม ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมีเลือดปน ไข้สูงและตายเฉียบพลัน ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ

ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 4 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ได้เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางความร่วมมือร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคนี้โดยเฉพาะ การขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ “ไม่นำเศษอาหารเหลือทิ้งเข้ามาในฟาร์ม” และถ้าตรวจพบความผิดปกติต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อช่วยกันลดความสูญเสียในวงกว้าง

การป้องกันเชื้อโรคอันตรายจากต่างถิ่น เข้ามายังประเทศไทยนั้น จะสำเร็จได้ด้วยดี หากคนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเป็นหูเป็นตา และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผู้ใดพบเห็นการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็ง หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูจากประเทศกลุ่มเสี่ยง แล้วไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ สามารถแจ้งไปที่กรมปศุสัตว์โทร.06-3225-6888 หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ที่สามารถติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

   “10ข้อห้าม”ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)
– ห้ามนำเนื้อหมูจากแหล่งอื่นเข้าไปกินในฟาร์ม
– ห้ามนำเศษอาหารในครัวเรือนเลี้ยงสุกร
– ห้ามนำสัตว์พาหะเข้าเขตฟาร์ม
– ห้ามบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมฟาร์ม
– ห้ามนำอุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถขนส่งภายนอกเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถลูกค้าเข้ามาซื้อหมูที่ฟาร์ม
– ห้ามรับหมูทดแทนจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์ม
– ห้ามนำน้ำจากภายนอกเข้าไปใช้ในฟาร์ม
– ห้ามขายหรือนำหมูป่วย หมูตายออกนอกฟาร์ม

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

17 เมษายน 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ตำรวจ
เปิดอ่าน 291 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายร้องเรียนมาเกี่ยวกับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันและปล่อยให้มีร้านอาหารสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

ที่เมืองมุกดาหาร ชาวบ้านแจ้งเรื่องบ่อนและการพนันหลายรูปแบบมา ซึ่งคนทั่วไปรู้ แต่ทำไมตำรวจไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจะมีผลถึงการก่ออาชญากรรมและปัญหาสารพัดตามมาเป็นลูกโซ่

ส่วนที่เขต สน.บึงกุ่ม ในนครบาลนี่เอง มีร้านอาหารเส้นใหญ่สร้างความเดือดร้อน จึงขอให้จัดการตามกฎหมายด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มุกดาหารมีบ่อนพนัน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนติดประเทศลาว อยู่ห่างจากกรุงเทพ ระยะทาง 650 กิโลเมตร มีตลาดอินโดจีนที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจำนวนมาก

แต่สิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นคือ มีการพนันมากมาย ทั้งหวยใต้ดิน บ่อนการพนันออนไลน์อยู่ทุกมุมเมือง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในจังหวัดไม่เคยเอาใจใส่ ปล่อยปละละเลยมานับสิบปี ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกต่อไป ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

จึงขอวิงวอนให้ท่านช่วยกระตุกต่อมสำนึกของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ให้เห็นแก่ความสงบสุขของประชาชน ช่วยตีพิมพ์สิ่งเลวร้ายที่สุด คือการพนันทุกชนิดให้หมดสิ้นไป

อย่าให้มีการเปิดอย่างเปิดเผย ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดนี้ และจังหวัดใกล้เคียง
ประชาชนผู้รักความยุติธรรม


 ร้านอาหารเส้นใหญ่?
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมอยู่ซอยนวมินทร์ 68 เขตบึงกุ่ม สน.บึงกุ่ม กทม. ได้รับความเดือดร้อนมากจากร้านอาหารที่มีดนตรีสดเล่น โดยไม่ปิดกั้นอะไรเลย เวลากลางคืนตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึงตี 1 ตี 2 ทุกคืน ตอนหัวค่ำก็จะไม่ค่อยดังเท่าไร

แต่หลังจาก 5 ทุ่มถึงตี 1 ตี 2 เสียงจะดังมาก เหมือนมีคอนเสิร์ตยังไงยังงั้น บางทีผมหลับ 4 ทุ่มแต่ต้องมาสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนแล้วก็นอนฟังเขาเล่นจนกว่าจะเลิก พอเลิกแล้วตี 2 ตี 3 ผมก็นอนไม่หลับ เพราะเลยเวลานอนไปแล้ว ต้องอาศัยยานอนหลับเป็นอย่างนี้ประจำ และผมก็อายุมากแล้ว

ผมได้โทรไปแจ้ง 191, 1555, 1599, 1111 แต่จนป่านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม

ผมโทรไปทวงถาม กทม.เขาบอกว่าได้ให้สิ่งแวดล้อมไปดูแล้วและปรากฏว่ามีเสียงดังจริงๆ ผิดกฎหมายตามมาตราอะไรผมก็จำไม่ได้ เป็นร้านที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาต จึงให้หยุดกิจการและได้ส่งเรื่องไปให้ สน.บึงกุ่ม จัดการ

แต่จนทุกวันนี้ ร้านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม หรือกลับดังมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

อย่างนี้ก็แสดงว่าร้านนี้อยู่เหนือกฎหมายใช่ไหมครับ ผมร้องเรียนไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมก็ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ผมไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครได้แล้ว

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณอ๊อดจะเข้าใจถึงความทุกข์ของคนที่ถูกแย่งสิทธิ์จากการหลับนอนไปคืนละหลายชั่วโมง จากคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้
ประสิทธิ์ (ชาวบึงกุ่ม)


 ขอให้ตรวจสอบคุณภาพสินค้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับร้านที่เปิดขายสินค้าราคาถูก เป็นร้านของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย หลากหลายชนิด แม้แต่หลอดไฟฟ้าที่ส่งกล่องบรรจุมาให้ดูนี้ราคาหลอดละ 20 บาท ซึ่งถูกมาก แต่ก็มีคนบอกว่าไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย(มอก.) อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ข้างกล่องก็มีเครื่องหมาย มอก. แสดงไว้ จึงสงสัยว่าเป็นเครื่องหมายปลอมหรือไม่

ร้านค้าเหล่านี้มีเปิดเยอะมากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดใหญ่ๆ มีทั้งเจ้าของที่เป็นคนญี่ปุ่นและคนไทย สินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากจีนและเวียดนาม ตามที่คนขายในร้านเคยบอกให้ทราบและก็มีผลิตในประเทศไทยด้วย จะมีโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอยู่ในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ และมีร้านที่ขายสินค้าราคาถูกเปิดอยู่ตามห้าง เช่น โรบินสัน, เซ็นทรัล, ศูนย์การค้า, ห้างท้องถิ่น หรือเปิดเป็นร้านตามงานการค้าต่างๆ

นอกจากจะไม่แน่ใจในคุณภาพแล้ว การแสดงข้อมูลคุณลักษณะของสินค้าข้างกล่อง ก็แสดงด้วยตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมาก ดังตัวอย่างกล่องบรรจุหลอดไฟที่ส่งมาให้ดู ต้องใช้แว่นขยายส่องดูตัวอักษร เพื่ออ่านข้อมูลที่ระบุมาข้างกล่อง

แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายของการให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้าหรือไม่ เหมือนกับมีเจตนาที่ไม่ต้องการให้คนอ่านได้ เพียงแค่แสดงเอาไว้เฉยๆ

ไม่รู้ว่าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้หรือเปล่า ขอรบกวนคุณอ๊อด ช่วยตรวจสอบและประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลร้านค้า สินค้าราคาถูกดังกล่าว ว่าเป็นสินค้าที่ได้คุณภาพต่อการใช้งานหรือไม่ ไม่เสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
สมพร (เมืองชล)


ตอบคุณ ‘สมพร’ เมืองชล
ประเทศไทยเรามีหน่วยงานมากมายที่จะดูแลรักษาผลประโยชน์และตรวจสอบสินค้า แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดูแลมาตรฐานจนเข้าข่ายหลอกหลวง เอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อ-ผู้ใช้

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องสั่งการเข้มงวด โดยเฉพาะสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่มีเครือข่ายทำงานครอบคลุม โดยมีกฎหมายบังคับใช้
ขอบคุณจดหมายของคุณที่ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก
อ๊อด เทอร์โบ

‘DOPA S.W.A.T.’ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368935?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘DOPA S.W.A.T.’ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง

17 เมษายน 2562 – 09:00 น.
ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง,DOPA SWAT
เปิดอ่าน 1,560 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หน่วยงานภาครัฐที่ออกปราบปรามจัดระเบียบสังคมในยุคนี้ นอกจากตำรวจแล้ว ไม่อาจมองข้ามกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ในห้วงหลายปีหลังมานี้นับตั้งแต่มีรัฐบาล คสช. ทั้งตรวจผับ จับค้ามนุษย์ กวาดล้างยาเสพติด ทลายบ่อนพนัน กวดขันโรงแรมเถื่อน ของละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ ชนิดที่เรียกว่ามีผลให้ตำรวจท้องที่โดนเด้งมาแล้ว โดยเฉพาะ “ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง” หรือจะเรียกให้อินเตอร์ว่า “DOPA S.W.A.T.” จนทำให้บรรดามาเฟียและธุรกิจมืดขยาดไปทั้งประเทศ

จากปฏิบัติการที่ผ่านมาอาจสร้างความสงสัยว่ากรมการปกครองมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการผ่านการฝึกปฏิบัติงานอย่างไร ทำไมถึงมีชุดทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ต่างจากหน่วยสวาทของตำรวจที่หลายคนคุ้นตา

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา 1 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง อธิบายถึงชุด DOPA S.W.A.T. ว่า DOPA ย่อมาจาก Department Of Provincial Administration ซึ่งหมายถึงกรมการปกครอง ส่วนคำว่า S.W.A.T. ที่ปกติแล้วจะย่อมาจาก Special Weapon And Tactics แต่ในที่นี้ ย่อมาจาก Special Wisdom And Tactics เพราะยุทธวิธีการสืบสวนปราบปรามในรูปแบบของฝ่ายปกครองนั้น เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับ Wisdom ซึ่งนั่นก็คือ ความรู้และไหวพริบ รวมถึงปฏิภาณ มากกว่า Weapon ที่หมายถึง อาวุธยุทโธปกรณ์

“ไม่ใช่ว่าเรื่องอาวุธไม่สำคัญ เพราะโดยหน้างานของฝ่ายปกครองมักจะเป็นการตรวจค้น หรือจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ คดีส่วนใหญ่จึงไม่ใช่คดีอาชญากรรมร้ายแรง ดังนั้นจึงต้องเน้นความรู้ด้านกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับประชาชน มากกว่าการใช้อาวุธพิเศษแบบหน่วยสวาทของทหาร หรือ ตำรวจ ซึ่งปัจจุบันรหัส DOPA S.W.A.T. ออกปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตรวจจับสถานบริการผิดกฎหมาย โรงแรมเถื่อน จับกุมปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด การสืบสวนจับกุมขบวนการค้ามนุษย์และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือการสืบสวนและตรวจจับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ อีกมากมายที่ผิดกฎหมาย เป็นภัยต่อสังคม” ดร.รัฐวิช อธิบาย ฯลฯ

ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองที่ว่านี้ นอกจากเป็นหน่วยปฏิบัติของส่วนกลางแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถไปแต่ละจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ต้องพึ่งแค่กำลังจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงมีการฝึก “ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด” โดยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2562 มานี้ ก็เริ่มจัดตั้งและขับเคลื่อนไปหลายจังหวัด ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มีการพัฒนาและฝึกทบทวนยุทธวิธีการสืบสวนปราบปรามอยู่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันกรมการปกครองยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของฝ่ายปกครองในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์ดำรงธรรม ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอีกด้วย จึงได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองจัดฝึกอบรมพนักงานฝ่ายปกครองที่ได้รับการคัดเลือกมาจากทุกจังหวัด เพื่อให้กลับไปเป็นแกนนำในการจัดตั้ง และขับเคลื่อนชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด

การฝึกอบรมทุกครั้งจะการผสมผสานวิธีการปฏิบัติงานแบบหน่วย S.W.A.T. กับประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะตัวของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ที่ออกปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม และการปราบปรามการกระทำความผิดอย่างจริงจัง โดยปฏิบัติงานอย่างถูกต้องภายใต้ข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด..!!

“วิรัช-ณัฏฐพล” มังกรซ่อนพยัคฆ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิรัช-ณัฏฐพล” มังกรซ่อนพยัคฆ์

16 เมษายน 2562 – 12:21 น.
วิรัช รัตนเศรษฐ,พรรคพลังประชารัฐ,ผลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,กกต,ลุงตู่,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์,บริษัทนครราชสีมาทำไม้,พลอชาติชาย ชุณหะวั,การเมืองไทย,รัฐบาล,พลเอก ประยุทธ์ จันทร
เปิดอ่าน 8,645 ครั้ง

น่าจับตา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และวิรัช รัตนเศรษฐ ขุนศึกคู่บารมีพี่ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ ที่ทำได้ตามเป้าหมาย

   ******************

เครือข่ายฝ่ายไม่เอาประยุทธ์ เริ่มปล่อยข่าวรัฐบาลแห่งชาติ หวังสกัดการขยับตัวของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจากพรรคพันธมิตร จัดตั้งรัฐบาลใหม่

จะว่าไปแล้วตัวละครหลักในพรรคพลังประชารัฐล้วนเป็น “จอมยุทธ์” ที่มากประสบการณ์ ไล่มาตั้งแต่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, วราเทพ รัตนากร, สุชาติ ตันเจริญ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สันติ พร้อมพัฒน์, อนุชา นาคาศัย, สนธยา คุณปลื้ม ฯลฯ ฉะนั้นการประสานขอการสนับสนุนจากพรรคพันธมิตร จึงไม่ใช่เรื่องยาก

น่าจับตา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และวิรัช รัตนเศรษฐ ขุนศึกคู่บารมี “พี่ใหญ่” ที่สร้างผลงานกวาด ส.ส.โคราช สมกับเป็นบ้านเกิดนายกฯ ประยุทธ์

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ขาใหญ่..โคราช

แม่ทัพใหญ่อีสาน “วิรัช รัตนเศรษฐ” สร้างผลงานโดดเด่นเป็นไปตามเป้าหมายที่สนามโคราช แถมได้ที่นั่งเพิ่มจากสุรินทร์ และชัยภูมิ

          “วิรัช” บุตรของไพบูลย์ รัตนเศรษฐ แห่งบริษัทนครราชสีมาทำไม้ เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคชาติไทย ลงสมัคร ส.ส.โคราช ในปี 2517 “เสี่ยไพบูลย์” ก็ได้ให้การสนับสนุนพรรคชาติไทยทันที

วิรัช รัตนเศรษฐ

เลือกตั้ง 2529 “วิรัช” ทายาทนครราชสีมาทำไม้ จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก โดยมี กร ทัพพะรังสี เป็นพี่เลี้ยง หลังได้เป็น ส.ส.สมัยแรก วิรัชก็ปักหลักอยู่กับพรรคชาติไทยหลายสมัย ก่อนจะย้ายไปพรรคมหาชน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ

วิรัชเป็นผู้แทนฯ ประเภท “ดาวฤกษ์” สร้างเครือข่ายฐานคะแนน เมื่อนำภรรยาและลูกมาเล่นการเมือง ก็ได้เป็นส.ส.ไม่ยาก

          เที่ยวนี้ผู้ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ ไว้ใจให้เป็นแม่ทัพใหญ่อีสานใต้ ก็ทำได้ตามเป้าหมาย

พรรครัตนเศรษฐ 7 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คงต้องรอ กกต.ประกาศรับรอง แต่เบื้องต้น “บ้านรัตนเศรษฐ” ได้เก้าอี้ ส.ส.อย่างน้อย 7 ที่นั่ง

ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ลำดับที่ 7, วลัยพร รัตนเศรษฐ น้องสาวของวิรัช ลำดับที่ 29 และ ตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ลำดับที่ 35

 อธิรัฐ รัตนเศรษฐ 

ระบบ ส.ส.เขตของนครราชสีมา ประกอบด้วย ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาของวิรัช ว่าที่ ส.ส.เขต 7, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ว่าที่ ส.ส.เขต 6, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 และ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช ว่าที่ ส.ส.เขต 8

ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ

ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐที่สมรภูมิเมืองย่าโม สะท้อนกระแสนิยมลุงตู่ “วิรัช” บอกว่า นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา ยังไม่เคยมีนายกฯ คนไหน มีผลงานเด่นชัดให้คนโคราชจับต้องได้เช่นนี้มาก่อน อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟรางคู่ และรถไฟรางเบาวิ่งในเมืองโคราช

          ที่แน่ๆ วิรัชคงได้รางวัลใหญ่หากลุงตู่กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย

“เสี่ยตั้น” เขยอดีตผู้แทนโคราช

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ขึ้นล่องกรุงเทพฯ-โคราช เพราะมีภารกิจสำคัญที่ต้องช่วยวิรัช ยึดโคราชให้สำเร็จ

“วิรัช-ตั้น” เลยกลายเป็นคู่แฝดการเมืองคู่ใหม่ในพรรคพลังประชารัฐ

          ดังที่รู้กันภรรยาของเสี่ยตั้นชื่อ “ทยา” บุตรสาวของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ นักการเมืองอาวุโส และอดีต ส.ส.นครราชสีมา

ปี 2531 สมาชิกพรรค ปชป.ส่วนหนึ่งหนุนให้ “เฉลิมพันธ์” ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. แต่ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเหตุนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งกันเองในพรรค และเฉลิมพันธ์กับอดีตส.ส.จำนวนหนึ่งก็ลาออกจากพรรค อันเป็นตำนาน “กลุ่ม 10 มกรา” ให้เล่าขานกันจนถึงบัดนี้

เสี่ยตั้น ณัฏฐพล  และ วิรัช รัตนเศรษฐ

เมื่อตั้งพรรคประชาชน เฉลิมพันธ์ ย้ายบ้านไปลงสมัคร ส.ส.ที่นครราชสีมา ด้วยการชักชวนของ เลิศ หงษ์ภักดี อดีต ส.ส.นครราชสีมา (เลิศ หงษ์ภักดี เป็นบิดาของระนองรักษ์ และเป็นพ่อตาของไพโรจน์ สุวรรณฉวี)

ปี 2533 เฉลิมพันธ์ในฐานะส.ส.โคราช และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำพรรคไปรวมตัวกับพรรคก้าวหน้าของ อุทัย พิมพ์ใจชน พรรครวมไทยของณรงค์ วงศ์วรรณ และพรรคกิจประชาคมของบุญชู โรจนเสถียร กลายเป็น “พรรคเอกภาพ”

ช่างเป็นความบังเอิญที่ลูกเขยเสี่ยเฉลิมพันธ์ ต้องมารับบทผู้ช่วยแม่ทัพเลือกตัั้งสนามโคราช

          ราศีรัฐมนตรีจับเสี่ยตั้น เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ยังไม่พอ..ผลงานกวาดเก้าอี้ ส.ส.เมืองหลวงบวกกับโคราช เสี่ยตั้นจึงผงาดเกินบรรยาย

จับตา’7 วันอันตราย’ได้ผลหรือล้มเหลว!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา’7 วันอันตราย’ได้ผลหรือล้มเหลว!?

16 เมษายน 2562 – 11:30 น.
สงกรานต์,ปีใหม่,อุบัติเหตุ,จับตา7 วันอันตรายได้ผลหรือล้มเหลว
เปิดอ่าน 793 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม    

ทุกเทศกาลสำคัญที่เป็นวันหยุดยาวทั้งปีใหม่และสงกรานต์ บ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด จึงต้องระมัดระวังป้องกันและรณรงค์เพื่อให้มีการบาดเจ็บสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ก็มีกำหนด “7 วันอันตราย” เหมือนดั่งเช่นที่ปฏิบัติมานับสิบปี

เมื่อพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานผลการจัดทำรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 โดยประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 32.8 ต่อประชากรแสนคน คิดเป็นจำนวน 22,491 คน เฉลี่ยวันละ 60 คน อยู่อันดับที่ 9 ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งดีขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 2

แม้การจัดอันดับครั้งล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจะดีขึ้น แต่การเสียชีวิตจากภัยบนท้องถนนของไทยเรายังเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะสัดส่วนการเสียชีวิตจากเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 74.4% นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2558 จากรายงานการเสียชีวิต 3 ฐานของกรมควบคุมโรค พบว่าการเสียชีวิตของคนไทยจากภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี คือเพิ่มจาก 19,960 ราย ในปี 2558 เป็น 21,745 ราย ในปี 2559 และเป็น 22,864 ราย ในปี 2560 ซึ่งแสดงว่าสถานการณ์ภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินและให้ข้อแนะนำว่า หากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่มีบุคลากรมืออาชีพทำงานเต็มเวลา มีงบประมาณ และมีอิสระในการดำเนินงาน เพื่อประสานการดำเนินการและการกำกับติดตามเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ

แน่นอนว่าจากข้อมูลสถิติที่ผ่านๆ มา การเกิดอุบัติเหตุมีผู้บาดเจ็บสูญเสียสาเหตุหลักยังเป็น “เมาแล้วขับ” ทั้งๆ ที่รณรงค์เท่าไรออกกฎเข้มขนาดไหนเหมือนจะยังไม่ได้ผล สำหรับสถิติช่วง 7 วันอันตราย ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 มีบทสรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม เกิดอุบัติเหตุ 3,724 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 418 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,897 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, สมุทรสงคราม, หนองคาย และหนองบัวลำภู จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 133 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ นครราชสีมา 20 ราย เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 142 คน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ ที่รณรงค์กันซ้ำๆ อันดับแรก ดื่มแล้วขับ และรองลงมาคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด

ก่อนเริ่มโหมด 7 วันอันตราย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาส่งสัญญาณใช้ “ยาแรง” ว่า เมาแล้วขับชนคนตายเท่ากับเจตนาฆ่า และตอกย้ำมาตรการที่เข้มข้นของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ที่บอกว่า เมาชนคนตายต้องติดคุกสถานเดียว แต่ดูเหมือนจะไปคนละทางกับสถิติตัวเลขอุบัติเหตุของวันแรกในห้วง 7 วันอันตราย ที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว 468 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 46 ราย ผู้บาดเจ็บ 482 คน

นายอาคม บอกว่า มาตรการรณรงค์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังเน้น 4 มาตรการสำคัญ​คือ 1.ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด, 2.เปิดไฟหน้า, 3.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รวมถึงรถโดยสารสาธารณะ และ 4.รถจักรยานยนต์ต้องเปิดไฟหน้ารถและสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นการดูแลรถโดยสารสาธารณะที่รับส่งประชาชน จากการติดตามด้วยระบบจีพีเอส พบว่ามีรถตู้โดยสารที่ขับรถเร็วเกินกำหนด และเป็นรถตู้ที่ถูกถอนใบอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

มาตรการที่เข้มข้นถูกตอกย้ำว่า “สิงห์นักดื่ม” เมินเฉย เพราะ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. ออกมาเปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะด้วยมาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” ที่ คสช.และรัฐบาลได้ใช้ในการดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลมาตลอดนั้น สถิติในวันแรก (11 เม.ย. 2562) เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท 2,344 ครั้ง จำเป็นต้องเก็บรักษารถไว้ 202 คัน (จักรยานยนต์ 158 คัน และรถยนต์ 44 คัน) ยึดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 20 คน และยึดใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 121 คน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดีรวม 1,168 คน

แม้กฎเหล็กเกี่ยวกับเมาแล้วขับทางรัฐบาลกับตำรวจเอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ และพูดถึงเรื่องการเพิ่มโทษดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ ก็ยังไม่วายเกิดขึ้นแบบเดิม เพราะข้ามคืนสู่วันที่สองของ 7 วันอันตรายสงกรานต์ปีนี้ ได้มีเหตุเศร้าสลดเป็นข่าวครึกโครมเมื่อมีอุบัติเหตุที่ต้นทางมาจากการเมาแล้วขับ เนื่องจากตีหนึ่งของวันที่ 12 เมษายน บริเวณซอยงามธรรมชาติ ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. มีรถเก๋งซูซูกิ รุ่นสวิฟท์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 กก 3653 กรุงเทพมหานคร ถูกชนพังยับเยิน ในซากรถพบศพ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. ไม่เพียงเท่านี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นยังทำให้ นางนุชนาถ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ผู้เป็นภรรยาที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็เสียชีวิตเช่นกัน ขณะที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน “มัจจุราช” คือ นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์กราไฟต์ จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ที่ควบรถเบนซ์มาด้วยฤทธิ์สุราที่มีอยู่ในร่างกายถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

สงกรานต์ปีนี้ก็กำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน เป็นช่วง 7 วันอันตราย และเหลืออีกแค่วันเดียวก็จะครบกำหนด ต้องรอดูว่าตัวเลขการเจ็บตายจากอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง การรณรงค์บังคับใช้กฎหมาย แม้กระทั่งการ “ขู่” จะได้ผลมากน้อยเพียงใด

สังคมส่วนหนึ่งสนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ ในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะอุบัติเหตุทางถนน ต้องไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุข สุ่มเสี่ยงตีคู่ไปกับเทศกาลแห่งความตาย ไม่เช่นนั้นยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย จะเป็นแค่ตัวเลขรูทีนผ่านมาและจบไปในช่วงเทศกาลแค่นั้นเอง..!!

ส่องวี่แวว…รัฐบาลแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368914?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวี่แวว…รัฐบาลแห่งชาติ

16 เมษายน 2562 – 11:05 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,034 ครั้ง

รายงาน…

และแล้ว กกต.ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ สำหรับการแบ่งเก้าอี้ให้แต่ละพรรค เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมามีความว้าวุ่นกับเรื่องนี้ไม่สิ้นสุด ​ฉะนั้นตั้งแต่วันพุธนี้ต้องรอดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และจะมีการวินิจฉัยแบบใดออกมา…

ส่วน “ใบส้ม 66 เขต” ซึ่ง กกต.เคยออกมาให้ข้อมูลต่อสังคมนั้น แว่วว่า การสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 35 ชุดนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนของจังหวัด…เท่ากับว่าการสอยว่าที่ ส.ส.น่าจะใช้เวลาอีกพักใหญ่ ดีไม่ดี…อาจรับรองไปก่อนแล้วมาสอยภายหลัง…

รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเป็นต้นทางความเห็นว่าการเลือกตั้งในอดีต 2 ครั้งเป็นโมฆะ มาก่อน (การเลือกตั้งปี 2549 และการเลือกตั้งปี 2557)

ฉะนั้น…ความชัดเจนของเกมการเมืองที่จะขยับและอาศัยข้อกฎหมายเป็นเครื่องบ่งชี้ทิศทางนั้น บอกคำเดียวว่า…ต้องรอและไม่รู้ว่า ต้องรอนานเท่าใดจึงจะชัดเจน

เสียงร้องเรียกให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะประโคมกันมาระยะหนึ่งแล้ว และบางฝ่ายพยายามเร่งเสียงนี้ให้กระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะความไม่แน่ชัดในการทำงานของ กกต. โดยอ้างเหตุผลว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจใหม่จะเป็นสิ่งดีที่สุดและเป็นการเดินตามครรลองประชาธิปไตยที่อารยประเทศเชื่อมั่น

แต่ยามนี้ควรรอว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการกับคำร้องของ กกต.เช่นใด รวมทั้งรอให้มติของผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งดีที่สุดกับสถานการณ์ยามนี้

เมื่อภาวะเป็นเช่นนี้ คนการเมืองบางชีวิตรำพึงกันในหลากวงสนทนาว่า แบบนี้เมื่อใดจะจบ และเรื่องนี้ยังพันลึกแบบแซะออกยากสำหรับการตั้ง ครม.ชุดใหม่ หลัง คสช.และรัฐนาวาลุงตู่ต้องพ้นวาระ

เพราะขั้วเพื่อไทยกับขั้วพลังประชารัฐนั้น ต้องรอผลจากสององค์กรอิสระก่อน แม้ผลออกมาแบบใด หากเกมเป็นแบบนี้ มองแล้วยากที่ขั้วใดขั้วหนึ่งจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากไม่ว่าขั้วใดก้าวขึ้นมา เสียงหนุนในการตั้งรัฐบาลก็ปริ่มน้ำและง่อนแง่นเต็มทน

ส่วนกระแสข่าวว่า พรรคนั้น, กลุ่มนี้ จะย้ายมาหนุนอีกขั้ว…เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีคำตอบจากพรรคและบุคคลที่โดนกล่าวอ้างไว้แล้วว่า กระแสข่าวนั้นจริงหรือไม่…แม้หลายวันที่ผ่านมาความพยายามทาบทามให้มีการ “ย้ายค่าย เบอร์เดิม” และการเดินเกมใต้ดินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อมีการออกมาเบรกประเด็นนี้จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วก็ต้องติดตามว่า เกมใหม่จะเปิดออกมาเมื่อใด…และเกมงูเห่าภาคสามจะสัมฤทธิผลหรือไม่

ฉะนั้นเมื่อเกมบนกระดานการเมืองยังอยู่ในเงื่อนตายและแทบมองไม่เห็นทางออกที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ หากย้อนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจะพบว่า คนวงในหลายพรรคเริ่มปริปากโยนหินถามทางเกี่ยวกับ “รัฐบาลแห่งชาติ” ออกมาแล้ว แม้ลุงตู่และพลังประชารัฐจะออกมาเบรกเกมนี้ก็ตามว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น

แต่ใช่ว่า …กรณีนี้มันจะไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากคนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่เมียงมองความเป็นไปได้ของกรณีนี้อยู่ เพราะวางสมมุติฐานไว้ว่า “ไม่ว่าขั้วใดขั้วหนึ่งจะชิงตัวว่าที่ ส.ส. รวมทั้งทาบทามบางพรรคให้มาเกี่ยวก้อยกันได้ แต่ตัวเลขสุทธิก็คงไม่เกิน 260-270 เสียง หากหักลบจำนวน ส.ส.ที่จะไปดำรงตำแหน่งใน ครม. รวมทั้งในรัฐสภา คนการเมืองก็จะหายไปหลายชีวิตเพราะสวมหมวกสองใบ เกมนับจำนวน ส.ส.ในห้องประชุมจะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งเพื่อให้เกิดภาพ “สภาล่ม”

การทำงานร่วมกันของหลากพรรคนั้น ในอดีตมีบทเรียนแล้วว่า ช่วงฮันนีมูนนั้นแสนสั้น อาการสกัดดาวรุ่งจะเกิดขึ้นไวกว่าที่คาดไว้ แม้แกนนำจะตอบปากรับคำกันดีแค่ไหนก็ตามในช่วงเจรจาร่วมงาน และหลายคนมองออกว่าอายุของรัฐนาวาใหม่ไม่ยืด เพราะมันอยู่บนเงื่อนไขที่คนการเมืองต่างรับรู้กันหมดว่า จะสิ้นสภาพเมื่อใด…”

คนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่มองว่า “เมื่อหักสมมุติฐานแรกทิ้ง ก็ควรมองสมมุติฐานที่สอง เพราะหากไม่มีขั้วใดมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และจำเป็นที่ทุกพรรคซึ่งมีว่าที่ ส.ส.ในมือ จับมือตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา โดยส่งตัวแทนของแต่ละพรรคมาร่วมตั้งรัฐบาล มีภารกิจร่วมกันและให้คำมั่นกับสังคมไว้ว่า หน้าที่นั้นจะเกิดขึ้นเพื่ออะไรและยุติลงในยามใด”

คนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่ชี้ว่า “หากทำแบบนี้ หลายฝ่ายยิ้มได้ออกบ้าง เพราะอย่างน้อยยังรู้จุดหมายปลายทางและระยะเวลาที่จะใช้”

แม้ความจริงแล้วคนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่นั้น ต้องการให้เลือกตั้งโมฆะและ กกต.ชุดนี้พ้นหน้าที่คือ “จุดหมายปลายทาง” แต่เมื่อบางเงื่อนไขบ่งชี้มาในทางลับแล้ว ความหวังของขั้วตรงข้ามลุงตู่คงยากที่จะเดินไปถึง

ฉะนั้นเงื่อนไขรัฐบาลแห่งชาติน่าจะเหมาะที่สุดเพื่อลดสภาพการเมืองเป็ดง่อย

แต่เงื่อนไขดังกล่าวขั้วหนุนลุงตู่คงไม่ยอมและไม่เห็นด้วย เพราะยังหวังว่า ทางออกของการเลือกตั้งคราวนี้จะมีอยู่ โดยอาศัยบางเงื่อนไขและกำลังภายในในบางวิชามาประกอบกัน โดยขั้นตอนนี้คนในพลังประชารัฐหวังจะนำพา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารได้แน่นอน

ฉะนั้น นับจากวันนี้รอดูว่า เกมบนดินและเกมใต้ดินจะออกมาแบบใด และไม่ว่า หลังวันที่ 9 พฤษภาคม คนการเมืองควรเคารพสิ่งที่สังคมถวิลหาและเคารพกติกา

เพราะคนไทยรอว่า ทุกอย่างควรยุติได้แล้ว บ้านเมืองควรเดินหน้า มิใช่แขวนลอยกลางเวหาอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้…

ฮั่นแน่..”ชวน-มาร์ค” ได้ดีเพราะ “งูเห่า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮั่นแน่..”ชวน-มาร์ค” ได้ดีเพราะ “งูเห่า”

16 เมษายน 2562 – 09:55 น.
ตำนานงูเห่า,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,วิกฤติต้มยำกุ้ง,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชวน หลีกภัย,พรรคประชาธิปัตย์,สุเทพ เทือกสุบรรณ,เนวิน ชิดชอบ
เปิดอ่าน 6,238 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

สงกรานต์น้ำลายว่าด้วยรัฐบาลแห่งชาติของ เทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องตลกขบขันคลายเครียดในภาวะอากาศร้อนตับแตก

ว่ากันตามจริง นักเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ อยากเป็นรัฐบาลจนเนื้อเต้น ไม่มีใครอยากเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” หรอก แต่บางกลุ่มมองว่า การเข้าไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดูไม่เท่สมกับการเป็นนักประชาธิปไตยสุจริต

ฝ่าย “ไม่เอาประยุทธ์” ในพรรค ปชป. จึงพยายามหาทางออกด้วยข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ที่มี “คนกลาง” เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ข้อเสนอดังกล่าวยากที่จะเป็นจริง ก็แค่เกมโยน “ข่าวปล่อย” ไปให้นักข่าวมะรุมมะตุ้มกันสักวันสองวัน ช่วงวันหยุดยาว

เทพไท เสนพงษ์

ส่วนกลุ่มที่ต้องการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะประเมินกำลังภายในพรรค ดูจะเป็นรองฝ่ายไม่เอาประยุทธ์

เหนืออื่นใด พลพรรค ปชป.ที่ออกอาการหนุนประยุทธ์ กำลังเจอพวกเดียวกันเล่นปล่อยข่าว “งูเห่าสีฟ้า” ทำเอาเป๋ไปเหมือนกัน

ถาวร เสนเนียม หัวแถวปีกหนุนประยุทธ์ถึงกับต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่มีงูเห่าแน่นอน และทุกคนเคารพมติพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีมติอย่างไร ก็เอาตามนั้น

          อันที่จริง นิทานอีสปเรื่อง “ปชป.กับงูเห่า” นั้นเล่ากันไม่รู้จบ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้ บอกเล่าถึงการปรับตัว เพื่อความอยู่รอด อย่างน้อย 2 ครั้ง

ครั้งแรก วิกฤติการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตก หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ทำให้รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไปไม่รอด พ่อใหญ่จิ๋วประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

ถาวร เสนเนียม

จากนั้น ก็เป็นเกมชิงการจัดตั้งรัฐบาล การเดินเกมการเมืองของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น ได้ชักชวน ส.ส.พรรคประชากรไทย กลุ่มของวัฒนา อัศวเหม จำนวน 13 คนเข้ามาสนับสนุน ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่สอง

          นั่นคือ “ตำนานงูเห่า” ภาคแรกอันลือลั่น และต้องบันทึกไว้ว่า พรรคการเมืองพรรคเดียวเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

เมื่อสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ที่เดิมเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ชวลิต กลับต้องเป็นฝ่ายค้าน โดยเหลือ ส.ส.ในสังกัดเพียง 4 คนไม่นับตัวเองคือ สุมิตร สุนทรเวช, ลลิตา ฤกษ์สำราญ, ห้างทอง ธรรมวัฒนะ และสนิท กุลเจริญ

ปลายปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ต้องย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่มี ส.ส.จำนวน 23 คน ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย

โดยกลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่สมศักดิ์ เทพสุทิน เตรียมการไว้รองรับสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย หากเกิดอุบัติเหตุ และพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็ถูกยุบจริงๆ

ต่อมา กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มสุชาติ ตันเจริญ (กลุ่มที่มาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน) ก็ได้เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วน ส.ส.พลังประชาชนอีก 2-3 คน ย้ายไปสังกัดพรรคกิจสังคม

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เวลานั้น เดินเกมพูดจากับแกนนำกลุ่มต่างๆ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” หรืออนาคอนด้าการเมือง สนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ปฏิบัติการของ เนวิน ชิดชอบ และพลพรรคเพื่อนเนวิน ได้ชื่อว่าเป็น “ตำนานงูเห่า” ภาคที่สอง 

การที่อดีต ส.ส. หรือว่าที่ ส.ส.พรรคเก่าแก่ ออกอาการรังเกียจ “งูเห่า” ในเวลานี้ มองว่าพวกผู้แทนฯ ที่ทำตัวเป็นงูเห่า มีพฤติกรรมเยี่ยงนักการเมืองขายตัว ก็เหมือนสุภาษิตที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง

  นักการเมืองพวกนี้ความจำสั้น ลืมไปว่า เคยก็มี ขบวนการ “งูเห่า” ออกมาช่วยปั้นนายกรัฐมนตรี จากค่ายสีฟ้าถึงสองหน