้เดินทางปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

้เดินทางปลอดภัย

16 เมษายน 2562 – 09:00 น.
ชานชาลาต่ำ,อ๊อด เทอร์โบ,ชานชาลา,รถไฟ,สถานีรถไฟ
เปิดอ่าน 231 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ก่อนเข้าสู่การทำงานปกติหลังหยุดยาว ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับด้วยความปลอดภัย มีพลังชีวิตทำงาน-เรียนหนังสือให้สำเร็จลุล่วงตามปรารถนาทุกประการ

จดหมายจากคุณ ‘อนุพงษ์’ นครปฐม ขอคัดค้านเรื่องการสร้างชานชาลาสถานีรถไฟเพื่อรองรับอนาคตให้ผู้โดยสารมีความสะดวกปลอดภัยในการขึ้น-ลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กๆ

คุณ ‘ประจวบ’ เมืองเลย ซึ่งใช้ถนนสายวังสะพุง-อุดรธานี แล้ว แจ้งว่ายังขาดมาตรฐานสากล ขอให้ปรับปรุงด่วน โดยมีแบบอย่างที่ดีคือสายเชียงใหม่-หางดง

จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้สั่งการปรับปรุงแก้ไขด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 คัดค้านการสร้าง “ชานชาลาต่ำ”
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

แต่เมื่อต้นปี พ.ศ.2562 มีนโยบายใหม่จากผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับเปลี่ยนการก่อสร้างชานชาลาสถานีรถไฟจาก “ชานชาลาสูง” เปลี่ยนเป็น “ชานชาลาต่ำ” ในโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ สายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมพร ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้ เป็นการสวนทางในการพัฒนารถไฟเป็นอย่างมาก เพราะชานชาลาต่ำนั้น ประชาชนขึ้น-ลงตู้รถไฟยากลำบาก จะต้องก้าวขึ้น-ลงบันไดถึง 3 ขั้นระหว่างตู้รถไฟ-ชานชาลา และยิ่งมีสัมภาระ ยิ่งทำให้การขึ้น-ลงลำบากมากยิ่งขึ้น เพิ่มระยะเวลา เกิดความล่าช้า เกิดอันตรายระหว่างการขึ้น-ลง เด็กและผู้สูงอายุต้องมีผู้ช่วยเหลือ เพราะบันไดมีความสูงจากพื้นชานชาลามาก
เหตุใดผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟฯ ถึงตัดสินใจล้าหลังเช่นนี้ ในเมื่อรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมก็อนุมัติหลักการ รูปแบบ และงบประมาณ เพื่อสร้างชานชาลารถไฟเป็นชานชาลาสูงเรียบร้อยแล้ว แต่กลับออกนโยบายสวนทางปรับเปลี่ยนให้กลับไปก่อสร้างเป็นชานชาลาต่ำเหมือนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีหลักวิชาการอะไรรองรับเลยว่าชานชาลาต่ำ จะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประชาชนผู้ใช้บริการ

ในโครงการรถไฟทางคู่สายอื่นๆ ทั้งสายเหนือ และสายอีสาน ก็ก่อสร้างเป็นชานชาลาสูงแล้ว แต่ทำไมโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ กลับย้อนยุคสร้างเป็นชานชาลาต่ำเหมือนเดิม

ฝากไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อคัดค้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบชานชาลาสถานีรถไฟจาก “ชานชาลาสูง” เป็น “ชานชาลาต่ำ” ในโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมพร เพื่ออนาคตข้างหน้าที่ดีกว่าปัจจุบัน
อนุพงษ์ (นครปฐม)


 ระวังถนนอันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีโอกาสใช้ถนนสาย 210 ตอนวังสะพุง-อุดรธานี ถนนสายนี้เป็นถนน 4 เลน บางช่วงเป็น 2 เลน บางช่วงอยู่ระหว่างก่อสร้างขยายก็มี ที่สร้างเสร็จแล้ว 4 เลน แต่ใน 4 เลนนั้นมีถนนแบบ 5 มาตรฐานในสายเดียวเป็นช่วงๆ ทั้งๆที่เขตการทางดูแล้วก็กว้างเป็น 100 เมตร คือเขตทางไม่แคบเลย ไม่มีภูเขาเป็นทางตรงและพื้นที่ราบเป็นส่วนมาก

อันตรายในการออกแบบถนน ดังนี้ 1.บางช่วงเป็นเกาะกลาง 2.เป็นร่องน้ำ 3.เป็นแบร์ริเออร์ อันนี้ถึงจุดกลับรถจะเบี่ยงเลนกลางกินออกมาเลนซ้าย อันนี้อันตรายที่รถวิ่งไปทางตรงยามค่ำคืน 4.บางช่วงจะเป็นเกาะลาย คือลาดยาวแล้วตีเส้นลายทับ อันนี้ยิ่งอันตรายมาก หากเจอรถเลี้ยวขวาไม่ให้สัญญาณ หรือคนข้ามถนนตัดหน้าไปหยุดบนเกาะลาย จุดกลับรถก็ยื่นเบี้ยวออกมากินเลนซ้ายก็ตรงระวังรถทางตรง ต้องระวังรถที่แซง 3 ขึ้นมาด้วย 5.บางช่วงเป็นหลักสีส้มลายสะท้อนแสง

ทั้ง 5 มาตรฐานนี้อยากให้มี 2 มาตรฐานสากลที่ปลอดภัยทั่วไปคือ 1.ทำแบบเกาะกลางถนน 2.แบบมีร่องกลางถนน ผู้ใช้ทางจะปลอดภัยสูงสุดกับเงินภาษีประชาชน เพราะการใช้รถเวลากลางคืนจะใช้ไฟสูงก็ไม่สะดวก เพราะมีผู้ใช้ถนนมากเช่นกัน

อยากให้ผู้ออกแบบหรือเขียนแบบถนนได้มาเห็นมาดูถนนหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-หางดง เป็นถนนสายตัวอย่างที่ปลอดภัยที่สุด และสวยที่สุดของถนนในประเทศไทย
ประจวบ (เมืองเลย)


 เที่ยวทางเรือต้องระวังเป็นพิเศษ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเคยทำงานเป็นข้าราชการอยู่กรมเจ้าท่าอยากฝากความห่วงใยมายังท่านที่จะไปท่องเที่ยวทางเรือหรือเดินทางโปรดระมัดระวังเป็นพิเศษและมีข้อปฏิบัติดังนี้

ขอให้ผู้ควบคุมเรือ เจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการเดินเรือ และประชาชนผู้ใช้บริการเรือโดยสาร ให้ใช้ความระมัดระวังในการดินเรือและโดยสารเรือ

ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินเรือ เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำตักเตือนของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจตรา ควบคุม ดูแลประจำอยู่ในเขตพื้นที่ต่างๆ โดยเคร่งครัด รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการให้และการใช้บริการหรือโดยสาร

ผู้ควบคุมเรือต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ไม่ประมาท ไม่ดื่มสุรา ไม่เสพสิ่งเสพติดหรือของมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่เดินเรือด้วยความเร็วเกินไป การนำเรือเข้า-ออกจากท่าเทียบเรือต้องให้ผู้โดยสารขึ้น-ลงเรือเสร็จเรียบร้อยก่อน รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้ในเรือให้มีและสามารถนำมาใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำได้ทันท่วงที

เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบกิจการการเดินเรือ ต้องตรวจสอบ ดูแลสภาพตัวเรือ เครื่องจักรกลและท่าเทียบเรือให้อยู่ในสภาพที่มีความมั่นคงแข็งแรงโดยเฉพาะท่าเทียบเรือต้องจัดให้มีพวกชูชีพและเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้เพียงพอ พร้อมนำมาใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ติดตั้งป้ายระบุจำนวนผู้โดยสารที่เรือ ติดตั้งป้ายระบุจำนวนคนที่โป๊ะเทียบเรือสามารถรับน้ำหนักได้ในที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

จัดเจ้าหน้าที่ตรวจตราควบคุม ดูแลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวยืนรอที่พักผู้โดยสาร ไม่ควรยืนรอบนโป๊ะเทียบเรือเกินกว่าจำนวนที่ระบุไว้ ส่วนผู้ใช้บริการเรือโดยสารการลงเรือไม่ควรยืนคอยบนโป๊ะเทียบเรือ หรือแย่งกันขึ้น-ลงเรือ ควรให้เรือจดเทียบท่าให้เรียบร้อยก่อน
ด้วยความปรารถนาดีและห่วงใย จึงแจ้งมาครับ
ชัยวัฒน์ (ตลาดน้อย)

 ตอบ คุณ ‘ชัยวัฒน์’ ตลาดน้อย
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณในน้ำใจและความปรารถนาดี แสดงความห่วงใยมายังทุกๆ ท่านครับ และในฤดูร้อนปีนี้คาดหมายว่าจะมีประชาชนไปเที่ยวทะเลมากกว่าทุกปีเพราะหนีหมอกควันทางเหนือ

เพื่อความปลอดภัย เวลาขึ้นเรือต้องใส่เสื้อชูชีพไว้ตลอดเวลา โดยนำของส่วนตัวไปเองหรือเวลาเล่นน้ำทะเล-ดำน้ำ ต้องดูลมฟ้าอากาศให้ดี สภาพร่างกายต้องพร้อม อย่าลงน้ำเวลาเมา ง่วง-เพลีย เป็นอันขาด-อันตรายมากๆ ครับ

ผมจึงขอร่วมเตือนให้ทุกท่านโปรดคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นอันดับแรกครับและบรรดาเจ้าของเรือต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดอย่าประมาท
อ๊อด เทอร์โบ

สงกรานต์การเมือง “จองชัย” คึก “ประภัตร” งด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงกรานต์การเมือง “จองชัย” คึก “ประภัตร” งด!

15 เมษายน 2562 – 11:45 น.
เทศกาลสงกรานต์,บ้านใหญ่ศรีประจันต์,จสุพรรณบุรี,เลือกตั้ง 2562,พรรคชาตืไทยพัฒนา,วราวุธ ศิลปอาชา,ประภัตร โพธสุธน,สสสุพรรณบุรี
เปิดอ่าน 5,140 ครั้ง

  เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าเฮียจองชัยจะจัดงานอะไร เฮียประภัตรก็ไม่เคยมาบ้านกล้วยสักหน

**************

เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.นี้ นักเลือกตั้งและกองเชียร์ ยังสาดน้ำลายใส่กัน ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องพรรคของ “เจ๊มิ่ง” และ “35 งูเห่าสีฟ้า” ร่วมเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ทำเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนทะลุองศาเดือด

หลบร้อนการเมือง ไปทางสุพรรณบุรี ในความสงบนิ่งก็เห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนา ผ่านมหาสงกรานต์ของ “2 บ้านใหญ่” แห่งศรีประจันต์

สงกรานต์บ้านกล้วย

วันที่ 14 เมษายน 2562 ที่บ้านกล้วย ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ “จองชัย เที่ยงธรรม” เปิดบ้านให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่น และชาวบ้านได้เข้ารดน้ำขอพร

เฮียจองชัย ควงภรรยา มุกดา พร้อมลูกๆ เสมอกัน จำนรรจา และกำนันแบงก์ บารมี ต้อนรับแขกเหรื่อในบรรยากาศชื่นมื่น และชุ่มฉ่ำด้วยน้ำสงกรานต์

จองชัย มุกดา เที่ยงธรรม

“เสี่ยท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะตัวแทนครอบครัว “ศิลปอาชา” และพรรคชาติไทยพัฒนา ไปรดน้ำขอพรเฮียจองชัย แม้ว่าคนดังบ้านกล้วยจะสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่เสี่ยท็อปบอกว่า เฮียจองชัยคือ หนึ่งในเสาหลัก หนึ่งในผู้ใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี

เสี่ยท็อป รดน้ำขอพรเฮียจองชัย

ฝ่ายเจ้าของบ้านก็ฝากความเคารพไปยังคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา และหัวหน้าพรรค กัญจนา เฮียย้ำเสียงดังว่า ยังเป็นคนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความรักความเคารพสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา มีอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นไม่เสื่อมคลาย

          เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าเฮียจองชัยจะจัดงานอะไร เฮียประภัตรก็ไม่เคยมาบ้านกล้วยสักหน

“เฮียเม้ง” ไม่เปิดบ้าน

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Khwan Khwangarm ได้แจ้งข่าวว่า “ประเพณีสงกรานต์ ปี 62 ณ บ้านเรือนไทย โพธสุธน (นายประภัตร โพธสุธน) งดจัดนะคะ จึงเรียนมาให้ทุกท่านทราบ!? ถ้ายัง Love กันอยู่ ก็โทรมานะคะ…”

ไม่มีใครทราบเหตุผลว่า เหตุใด “เฮียเม้ง” ไม่เปิดบ้านเล่นสงกรานต์เหมือนทุกปี

          เฉพาะปี 2560-2561 ที่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตัั้ง เฮียประภัตรได้มีการจัดงานสงกรานต์อย่างสนุกสนาน ที่บ้านเรือนไทย ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

ประภัตร  ในวันสงกรานต์ปี 2561

เฉพาะปีที่ผ่านมา สงกรานต์ที่บ้านเรือนไทยได้มีการวางธีมให้เป็นสงกรานต์ย้อนยุค ตามกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เฮียประภัตร และวงศ์วานว่านเครือจึงแต่งชุดไทยดูสวยงาม

          หลังเลือกตั้ง ประภัตรในฐานะเลขาธิการพรรค ยังเก็บตัวเงียบ เหมือนจะซุ่มรอดูสถานการณ์อะไรบางอย่าง

เลือดสุพรรณยังข้น

สงครามเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคชาติไทยพัฒนา วางยุทธศาสตร์ต้องรักษา “เมืองหลวง” สุพรรณบุรีไว้ให้ได้ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย

เขต 1 สรชัด สุจิตต์ ทายาทมหาเศรษฐีเมืองสุพรรณ ได้ 67,149 คะแนน

เขต 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ลูกชายหมอบุญเอื้อแห่งบางปลาม้า ได้ 69,274 คะแนน

เขต 3 ประภัตร โพธสุธน ลูกชายเถ้าแก่โรงสีบ้านไร่ ได้ 59,738 คะแนน

เขต 4 เสมอกัน เที่ยงธรรม ลูกชายจองชัย-มุกดา ได้คะแนน 59,714 คะแนน

ดูภาพรวมของคะแนนทั้งหมดแล้ว ยังถือได้ว่า คนสุพรรณยังรักนายบรรหาร และพรรคชาติไทยพัฒนา

ตอนแรก คนเมืองเหน่อก็หวั่นศึกคนกันเอง “ประภัตร-จองชัย” จะทำให้เก้าอี้ ส.ส.หายไป เมื่อสู้กันแบบแพ้คัดออก จองชัยสอบตก เก็บได้ 39,726 คะแนน

เบื้องหลังชัยชนะยกจังหวัด ก็เป็นการเดินตามรอย “ป๋าเติ้ง” ที่ดึงตัวแทนตระกูล “มาตรศรี” เศรษฐีอู่ทอง กับ “จันทร์สว่าง” เศรษฐีสองพี่น้อง มาอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับ 4 และ 5

          “นพดล มาตรศรี” อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี และเคยเป็นรองนายก อบจ.สุพรรณฯ

          “นิติวัฒน์ จันทร์สว่าง” เป็นบุตรชายสุวัฒน์ จันทร์สว่าง รองนายก อบจ.สุพรรณฯ และหลานชายบุญชู จันทร์สว่าง นายก อบจ.สุพรรณฯ

สมัยก่อน “ป๋าเติ้ง” วางกลยุทธ์ตรึงพื้นที่ โดยตระกูลศิลปอาชา ดูแล อ.เมืองสุพรรณฯ, หมอบุญเอื้อ ดูแล อ.บางปลาม้า, ตระกูลจันทร์สว่าง ดูแล อ.สองพี่น้อง, ตระกูลมาตรศรี ดูแล อ.อู่ทอง, ประภัตร ดูแล อ.ศรีประจันต์ และ อ.สามชุก, จองชัย ดูแล อ.เดิมบางนางบวช และ อ.ด่านช้าง

เที่ยวนี้ แกนนำ ชทพ.อาจจะผิดหวังลึกๆ กรณีการปราชัยแบบพลิกความคาดหมายที่สนามสมุทรสาคร และนครปฐม

          มิเช่นนั้นแล้ว ตัวเลข ส.ส.โดยรวม น่าจะได้มากกว่า 10 ที่นั่ง

ทูตต้องไม่แทรกแซงกิจการภายใน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทูตต้องไม่แทรกแซงกิจการภายใน

15 เมษายน 2562 – 11:25 น.
รู้ลึกจุฬาฯ,สถานเอกอัครราชทูต,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,001 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกจุฬาฯ

จากกรณีมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตและองค์การระหว่างประเทศกว่า 12 แห่ง ไปร่วมสังเกตการณ์การแจ้งข้อหาต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสคำถามถึงความเหมาะสมของการกระทำดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังและกังวลต่อการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่าเป็นการให้กำลังใจนายธนาธร หรือเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนดูเหมือนเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในบริบทการเมืองที่แบ่งขั้วของไทยในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ในทางกฎหมาย ยังถือว่าเข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ และเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต 1961 มาตรา 41

ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ระเบียบและกฎเกณฑ์กติกามีการระบุไว้ชัดเจนว่านักการทูตไม่สามารถสอดแทรกกิจการภายในรัฐนั้นได้ เพราะแต่ละประเทศต่างมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง

“ในมุมมองของผม ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นการละเมิดหลักการทั่วไปที่ทำกัน ถ้าจะมาสังเกตการณ์วันเลือกตั้งอย่างนี้ทำได้ แต่ในเรื่องการสืบสวนสอบสวน กระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องภายใน ทำแบบนี้ทำให้ถูกมองว่ามีจุดยืนสนับสนุนทางการเมืองชุดใดชุดหนึ่ง”

กรณีที่นักการทูตสามารถแทรกแซงได้ ต้องเป็นกรณีที่มีความร้ายแรง เช่น เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายในประเทศ หรือแม้แต่ผู้ที่ถูกสืบสวนสอบสวน เป็นชาวต่างประเทศสัญชาติเดียวกับสถานทูตนั้นๆ เช่น มีคนไทยต้องขึ้นศาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ทูตไทยสามารถเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือในศาลได้

อาจารย์สุรัตน์ชี้ว่า ทูตจากชาติตะวันตกอาจไม่พึงพอใจต่อการขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาลทหารในประเทศไทย จากในอดีตที่มีการกดดันด้วยวาจา แต่ถึงแม้จะไม่พอใจอย่างไรก็ตาม รัฐไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง ต่างชาติมิอาจแทรกแซงได้

“ถ้าจะมากดดันประเทศไทยทำได้ แต่ไม่ใช่มายืนอยู่หน้าสถานีตำรวจ ไม่ควรอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เพราะคุณมาอยู่ในไทยคุณมีอำนาจ สมมุติตอนกรณีซีอีโอหัวเว่ยของจีนที่ขึ้นศาลสหรัฐ ทูตไทยจะเข้าไปขอดูการสืบสวนหน่อย เราก็ไม่ทำ แล้วเราก็ไม่เคยทำด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีการเมือง”

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่สำคัญ คือเจ้าหน้าที่ทางการทูตกว่า 12 แห่งที่เข้ามาสังเกตการณ์ที่ สน.ปทุมวัน ล้วนเป็นทูตจากประเทศฝั่งตะวันตก แสดงให้เห็นถึงบทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

“หลายๆ ประเทศเขาก็ไม่ทำ เขาก็ไม่เข้าร่วม ในอาเซียนไม่มีใครเข้าร่วมเลย อย่างหนึ่งเพราะว่าอาเซียนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในด้วยกัน มีฉันทานุมัติกันชัดเจน ถ้ามีเรื่องไม่พอใจอะไรก็จะไปคุยกันหลังฉาก ไม่ออกมาแบบนี้”

เช่นเดียวกับการเมืองภายในของหลายๆ ประเทศที่ยึดมั่นการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น รวมถึงการไม่ต้องการให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงกิจการภายในของตนเช่นกัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีลักษณะทางการเมืองรูปแบบนี้ และหลายต่อหลายครั้งทำให้จีนยังดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้แม้แต่ในประเทศที่มีความขัดแย้งรุนแรง

ประเด็นที่อาจารย์สุรัตน์ต้องการย้ำคือ สิ่งที่ชาติตะวันตกต้องการกับกรณีดังกล่าว ล้วนมีเหตุผลอันเป็นผลประโยชน์เบื้องหลังของชาติตนเองแฝงอยู่ ดังนั้นชาวไทยไม่ควรหลงหรือดีใจไปกับการที่ชาติตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวครั้งนี้

“ผมอยากจะพูดกับคนไทยว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นโดยชาติตะวันตกไม่ได้ ตะวันตกไม่ได้จริงใจ 100 เปอร์เซ็นต์กับเรา เขามีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่กับเรื่องดังกล่าว ประชาธิปไตยในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดขึ้นด้วยฝีมือคนไทยเองเท่านั้น”

หมายความว่า ชาติแต่ละชาติเองก็มียุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการคานอำนาจต่อชาติมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่างจีน ต่างก็เป็นเหตุผลที่ทำให้แนวคิดการปลูกฝังประชาธิปไตยมีความสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้

ส่วนประเทศไทยมีนโยบายการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบไม่เผชิญหน้า และไม่สร้างศัตรู ต่อกรณีดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศของไทยรับมือด้วยการออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและขอร้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีกครั้งหน้า ซึ่งอาจารย์สุรัตน์ชี้ว่าเป็นข้อดีของประเทศไทยที่เราดำเนินการการทูตแบบนี้ เพราะไทยไม่เคยฝักใฝ่ทั้งฝ่ายตะวันตกและฝ่ายจีน ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไทยก็มีความเข้มแข็งในการรับมือทางการทูตมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเครือข่ายทักษิณอยากให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อเครือข่ายทักษิณอยากให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ!

15 เมษายน 2562 – 09:00 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,ทักษิณ ชินวัตร,จตุพร พรหมพันธุ์,เสื้อแดง,เลือกตั้ง,ล้มกระดาน
เปิดอ่าน 8,016 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

จู่ๆ นักร้องมือกฎหมาย ค่ายทักษิณ ชินวัตร อย่าง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นโมฆะ เพราะเห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเป็นต้นทางความเห็นว่าการเลือกตั้งในอดีต 2 ครั้งเป็นโมฆะ มาก่อน คือการเลือกตั้งปี 2549 และการเลือกตั้งปี 2557 จึงหวังว่าหากผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยและส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็จะเป็นผล

ตามมาด้วยการฟันธงเชิงการเมืองของ จตุพร พรหมพันธุ์ ผู้นำเสื้อแดง ที่มั่นอกมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะต้องมีเหตุอันเป็นโมฆะ เพราะ รัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเจอทางตันหลังเลือกตั้งที่ตั้งรัฐบาลยาก จึงอาจจะอาศัยจังหวะที่สังคมเคลือบแคลงความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. หาเหตุให้เป็นโมฆะ “ว่าเข้าไปนั่นเลย”

น่าสนใจที่มือระดับนักร้อง และแกนนำมวลชน ในระบอบทักษิณ ออกมาสอดรับกับการ “เขย่า” การเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะอะไร ทั้งที่ ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคในเครือข่าย “รอ” การเลือกตั้งมาตลอดเกือบ 5 ปีที่ คสช.ยึดอำนาจไปจากรัฐบาลน้องสาวเขา(ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เพราะการเลือกตั้งเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์เดียวที่ ทักษิณ จะหวนกลับมามีอำนาจหรือชักใยอำนาจอีกครั้งได้

แต่เหตุใด เมื่อเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว เครือข่ายทักษิณ ถึงอยากให้ “โมฆะ?” 

อย่างแรกสุด ผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นไปอย่างที่ ทักษิณ และทีมคาดคิดไว้ ทั้งตัวเลขผลการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะได้ต่ำกว่า 170 ที่นั่ง และเหตุอุบัติเหตุเพราะผลกรรม(การกระทำ)ที่ตัวเองสร้าง คือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ดับฝันว่าพรรคไทยรักษาชาติควรจะได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ดังนั้น แม้พรรคพันธมิตรอย่างอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะได้ ส.ส.มากกว่าที่คาดหมายถึง 80 ที่ แต่เมื่อยุทธศาสตร์พรรคตระกูลเพื่อไม่เป็นไปตามที่คาด ทำให้ผลรวมคณิตศาสตร์ทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างที่สอง พรรคพลังประชารัฐ ได้รับการเลือกตั้ง มากกว่าที่ “ทีมทักษิณ” ประเมิน ที่เคยคาดการณ์กันในพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.สูงสุดไม่เกิน 80 ที่ แต่กลับได้รับถึง 118 ที่ และมีคะแนนเลือกรวมของประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อไทย (แม้คะแนน ส.ส.จะน้อยกว่า) แต่ทำให้สามารถอ้างความชอบธรรมในการแย่งตั้งรัฐบาลได้

อย่างที่สาม ผลรวมในคณิตศาสตร์ทางการเมือง ของ 2 ขั้วในการแย่งตั้งรัฐบาล ออกมา “ก้ำกึ่ง” ซึ่งเมื่อผนึกกับคะแนนของ 250 สมาชิกวุฒิสภา ทำให้เมื่อถึงเวลาเลือกนายกรัฐมนตรี โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย

และสุดท้าย “ร่องรอย” แห่งความแตกแยกในระดับผู้นำเพื่อไทยที่ทำให้ความพร้อมในการเกาะกลุ่มรวบรวมไพร่พล เพื่อโหวตตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี อาจจะมีปัญหาเรื่อง “เอกภาพ” ภายในของเพื่อไทยเอง

          ดังนั้น การ “ล้มกระดาน” การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการก่อกระแส ถอดถอน 7 กกต. หรือการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะเป็นยุทธศาสตร์ในการถอยมาตั้งหลัก ปรับกระบวนทัพใหม่ของเครือข่ายทักษิณ เพื่อหวัง “เอาชนะ” ในการเลือกตั้งใหม่

18 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อปี 2544 ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งที่ระบอบทักษิณมิสามารถ “กำชัยชนะ” ได้เด็ดขาด และตั้งรัฐบาลได้โดยปราศจากคู่แข่ง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่ “คนอยากเลือกตั้ง” ในระบอบทักษิณ “อยากล้มการเลือกตั้ง” เสียเอง

ก็อยู่ที่องค์กรอิสระ อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่าข้อร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ของคนในระบอบทักษิณ ชอบด้วยกฎหมายและชอบธรรมไหม ?

ดาราศาสตร์ตะลึง! “ภาพหลุมดำM87″…มนุษย์ได้ประโยชน์อะไร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368839?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดาราศาสตร์ตะลึง! “ภาพหลุมดำM87″…มนุษย์ได้ประโยชน์อะไร?

15 เมษายน 2562 – 08:23 น.
หลุมดำ,นักดาราศาสตร์,NSF,กาแล็กซี
เปิดอ่าน 3,706 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

     “ดาวเคราะห์โลกมนุษย์ มีขนาดเท่าเม็ดทรายหรือฝุ่นจิ๋วๆ ของหลุมดำนี้เท่านั้น”

หากคุณเป็นมนุษย์โลกทั่วไป คงเคยได้ยินคำว่า “หลุมดำ” จากหนังสือวิทยาศาสตร์ นิยาย เรื่องเล่าต่างๆ มาบ้าง โดยภาพจินตนาการที่เผยแพร่กันจนคิดว่าเป็นภาพจริง คือวงกลมรีใหญ่มีขอบรอบข้างเป็นสีขาวหรือสีแดง ตรงกลางเป็นสีดำสนิท ล้อมรอบด้วยดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้า ทั้งที่จริงแล้วไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเคยเห็นภาพหลุมดำมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2019 !

คืนนั้นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่มของประเทศไทย เหล่านักดาราศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันนั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ หลังจาก “NSF” หรือมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) ประกาศล่วงหน้ามาสักพักว่าจะเผยแพร่ “ถ่ายภาพหลุมดำของจริง” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเป็นภาพจากความร่วมมือของกล้องโทรทรรศน์ “ETH” (Event Horizon Telescope Collaboration (EHT) จากหลายประเทศทั่วโลก

ในที่สุดภาพที่ปรากฏออกมา สร้างความตื่นเต้นฮือฮาในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อย จากนั้นสื่อโซเชียลนำมาเผยแพร่ทันที รวมถึงสำนักข่าวใหญ่ทั่วโลกพร้อมใจขึ้นเป็นข่าวพาดหัวทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ฯลฯ

แต่สำหรับคนปกติทั่วไปอาจรู้สึกเฉยๆ เพราะดูแล้วก็รูปร่างเหมือน “ขนมโดนัทสีส้มตรงกลางเป็นสีดำ” หรือคล้ายภาพกราฟฟิกอวกาศทั่วไป ไม่ได้มีลักษณะอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครรู้ถึงเบื้องหลังความเป็นมาของ “ภาพหลุมดำแรกของโลก” ที่ถูกตั้งชื่อว่า “หลุมดำ M87” อาจเปลี่ยนความคิด ยอมรับว่านี่คือชัยชนะของเทคโนโลยีดาราศาสตร์จริงๆ

ทำไมต้องตั้งชื่อว่า “M87” หรือ Messier 87 เพราะผู้ค้นพบคนแรก คือ ชาร์ลส เมซีเย บรรพบุรุษนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 1817 นับได้ 200 ปีที่แล้วพอดี “เมซิเย” มีชื่อเสียงจากการอุทิศตัวเองนั่งเฝ้านอนเฝ้ามองดูดวงดาวบนท้องฟ้า และไม่ได้ดูเฉยๆ แต่พยายามบันทึกแผนที่ทางดาราศาสตร์ไว้ด้วยว่ากระจุกดาวหรือวัตถุบนท้องฟ้าต่างๆ อยู่บริเวณไหนบ้าง ด้วยกล้องส่องดูดาวทันสมัยที่สุดในสมัยของเขา บันทึกนี้เรียกกันว่า “เมซิเย คาตาล็อก” (Catalogue des Nébuleuses et des Amas d’Étoiles) เป็นฐานข้อมูลบันทึกกาแล็กซีที่เขาค้นพบ 103 รายการ โดยหนึ่งกาแล็กซีที่บันทึกไว้คือ “M87” หรือการพบเป็นรายการที่ 87 นั่นเอง

     กาแล็กซี กับ หลุมดำ หมายถึงอะไร?
อธิบายง่ายๆ ว่า จักรวาล หรือ Universe ประกอบด้วยกาแล็กซีมากมายมหาศาล พวกเราอาศัยอยู่ในดาวเคราะห์ชื่อว่า “โลกมนุษย์” (Earth) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 หมุนรอบดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้ “กาแล็กซีทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) ในกาแล็กซีแต่ละแห่งประกอบไปด้วยดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์เป็นแสนล้านดวง และยังมีแก๊ส ฝุ่น ดาวเคราะห์ มากมายมหาศาล และในแต่ละกาแล็กซีมักมี “หลุมดำ” (Black Hole) ที่มองไม่เห็นดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปเผาไหม้ เปรียบเสมือน “สุสานของวัตถุในอวกาศ”

จนถึงวันนี้ยังไม่มีมนุษย์นักวิทยาศาสตร์คนไหนบอกได้ ยูนิเวิร์ส หรือ จักรวาลมีกี่กาแล็กซี เพียงแค่ยืนยันจากงานวิจัยศึกษาแบบจำลองของภาพถ่ายกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ซึ่งบันทึกไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภายในจักรวาลอาจมี กาแล็กซีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านแห่ง โดยสังเกตจากวัตถุที่เปล่งแสงหรือคลื่นวิทยุมาถึงโลก

หลายคนเริ่มสงสัยว่า ในเมื่อหลุมดำมีอยู่ในกาแล็กซีเป็นล้านๆ แห่ง แล้วทำไมวงการนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ต้องตื่นเต้น หรือบางคนถึงกับตื่นตะลึงกับภาพหลุมดำที่อยู่บริเวณใจกลางของ “แกแลกซี M87” ?

“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายความมหัศจรรย์ของภาพหลุมดำคล้ายโดนัทสีส้มให้ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ฟังว่า ที่ผ่านมาหลายร้อยปีตั้งแต่มนุษย์ยังไม่มีกล้องส่องดูดาว พวกเราพยายามนอนมองท้องฟ้าแล้วจินตนาการว่า ในห้วงอวกาศที่มีแต่ความมืดมิดนั้น มีวัตถุอะไรนอกโลกใบนี้อยู่บ้าง พยายามคิดค้นเครื่องมือส่องดูดาวและทฤษฎีต่างๆ มาอธิบายว่าโลกมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะแตกดับไปได้อย่างไร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำความเข้าใจกับ “หลุมดำ” ในกาแล็กซีนั่นเอง ถึงจะตอบปริศนาของมนุษย์โลกได้

“การถ่ายภาพวัตถุบนท้องฟ้าในปัจจุบันทำได้ 2 วิธีคือ บันทึกจากพลังงานแสงที่เปล่งออกมา และจากคลื่นวิทยุ เราถ่ายภาพดวงดาว อุกกาบาตหรือวัตถุอื่นในจักรวาลนี้ได้หลายอย่างแล้ว แต่ยังไม่เคยถ่ายภาพหลุมดำได้ แม้แต่เมซิเยที่ใช้กล้องโบราณก็บันทึกได้จากการคาดเดาของแสงจากกาแล็กซี M87 ที่มีความใหญ่มหาศาล เป็นหลุมดำใหญ่สุดที่มนุษย์เคยพบ หรือเรียกว่าหลุมดำมวลขนาดยักษ์ Supermassive Black Hole เป็นความร่วมมือในการใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุช่วงความถี่สูง จำนวน 8 ตัว ที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกช่วยกันบันทึกคลื่นในจุดที่อยู่ของกาแล็กซี เมซิเย87”

รศ.บุญรักษา เล่าต่อว่า ความร่วมมือในการบันทึกคลื่นวิทยุนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากได้กล้องโทรทรรศน์อีเอชที หรือ Event Horizon Telescope ที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงของหอดูดาวจากสถาบันดาราศาสตร์ 8 แห่งทั่วโลก ได้แก่ อเมริกา สเปน เม็กซิโก ในฮาวาย 2 แห่ง ชิลี 2 แห่ง และตั้งอยู่ขั้วโลกใต้อีก 1 แห่ง หลังจากสังเกตการณ์และรับสัญญาณคลื่นวิทยุแล้ว ก็ต้องใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผล โดยใช้เวลากว่า 2 ปี หลังจากได้คลื่นหลุมดำ M87 มา เพื่อให้นักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันต่างๆ ช่วยวิเคราะห์และยืนยันภาพเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะประกาศถ่ายทอดเผยแพร่มายังคนทั่วไปพร้อมกัน

“ผมก็รอดูพร้อมกับทุกคน ตอนเห็นภาพจริงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ เพราะไม่น่าเชื่อเลยว่าภาพจริงจะคล้ายกับภาพกราฟฟิก ที่พวกเราคิดและจินตนาการมาตลอดว่าคล้ายๆ แบบนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดของโลกมนุษย์หลุมดำ M87 ใหญ่แค่ไหน ตอบคร่าวๆ ได้เลยว่า โลกเรามีขนาดเท่าเม็ดทรายหรือฝุ่นจิ๋วๆ ของหลุมดำนี้เท่านั้น อย่าลืมว่าจักรวาลมืดมิดไม่มีแสง และกาแลกซีนี้อยู่ห่างออกไปจากโลก การตรวจจับคลื่นแล้วประมวลผลออกมาได้ ต้องเป็นคลื่นวิทยุจากหลุมดำที่ขนาดใหญ่มหาศาล ขอชื่นชม เคธี โบแมน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยเอาข้อมูลประมาณ 1 ล้านกิกะไบต์ จากหอดูดาวทั้งหมดมาประมวลผล พวกเราถึงได้เห็นความมหัศจรรย์ของหลุมดำภาพจริงๆ ครั้งแรก” รศ.บุญรักษา กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ภาพจริงแกแล็กซีหลุมดำ M87” ถูกเผยแพร่ออกมาพร้อมทั้งข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ 2 ข้อคือ

  หลุมดำนี้อยู่ห่างไกลจากโลกแค่ไหน ?
M87 เป็นกาแล็กซีที่คาดว่าอยู่ห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง เปรียบเทียบง่ายๆ คือ โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร โดยแสงใช้เวลาเดินทางประมาณ 8.3 นาที หมายถึง แสงที่เราเห็นทุกวันนี้คือแสงที่เดินทางมาจากดวงอาทิตย์เมื่อ 8.3 นาทีที่แล้ว ดังนั้นแสงที่ได้จากหลุมดำ M87 ต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 55 ล้านปีแสงกว่ามนุษย์จะมองเห็น

        “แกแล็กซีหลุมดำ M87” มีมวลน้ำหนักเท่าไร ?
หลุมดำ M87 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40,000 ล้านกิโลเมตร เปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์แล้วหนักมากกว่า 6,500 ล้านเท่า โดย ดวงอาทิตย์มีน้ำหนักมากกว่าโลก 3.3 แสนเท่า นั่นคือเหตุผลที่นักดาราศาสตร์เรียกว่าเป็นหลุมดำมวลขนาดยักษ์ (Supermassive Black Hole) และนี่ก็คือเหตุผลที่เรายังไม่สามารถบันทึกภาพจริงของหลุมดำกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ แม้ว่าอยู่ใกล้โลกมนุษย์มากกว่า เนื่องจากขนาดของหลุมดำยังไม่ใหญ่มากพอและมีฝุ่นของวัตถุต่างๆ ในห้วงอวกาศบดบังไว้

แต่ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งที่สำคัญมากคือ มนุษย์โลกจะได้ประโยชน์อะไรจากภาพหลุมดำ M87 ?
“รศ.บุญรักษา” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า สิ่งที่นักดาราศาสตร์อยากค้นพบคือรายละเอียดต่างๆ ของดาวดวงอื่นนอกจากโลกมนุษย์ ภาพหลุมดำนี้ ทำให้พวกเราตื่นเต้นเพราะเป็นการยืนยันความถูกต้องของ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general theory of relativity) ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ว่าเป็นเรื่องของความโค้งของ “กาล” และ “อวกาศ” เพราะวงกลมรีสีส้มแดงในรูปนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความโค้งและการบิดงอ สัมพันธ์กับแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นและพลังงานมหาศาลรอบหลุมดำ

“สรุปง่ายๆ คือ มนุษย์ได้ประโยชน์แน่นอนจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพนี้ เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่เกิน 10 ปี เราจะสามารถถ่ายภาพพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนโลกมนุษย์ได้อีกหลายดวง ตอนนี้เจอ 3,000 ดวงแล้ว แต่มีประมาณสิบดวงแล้วที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงโลกมาก ทำให้อยากเห็นภาพพื้นผิวชัดๆ เพื่อวิเคราะห์ว่ามีน้ำหรือมีบรรยากาศอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ภาพหลุมดำของจริง ยังนำไปสู่การพิสูจน์ทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีกหลายสำนัก ความรู้เหล่านี้จะค่อยๆ เติบโตขึ้นจนพวกเราเข้าใจต้นกำเนิดจักรวาลที่เรากำลังอาศัยอยู่”

“องค์ความรู้เรื่องหลุมดำ” ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกตัวว่า ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในกาแล็กซีทางช้างเผือก อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาศัยในจักรวาลเช่นกัน เพียงแต่เทคโนโลยีด้านอวกาศยังไม่พัฒนามากพอ ที่จะทำให้พวกเราหาพวกเขาเจอเท่านั้นเอง !
         ประเภทของ “หลุมดำ”
หลุมดำเป็นแหล่งรวมสสารในอวกาศที่มีแรงดึงดูดสูงมาก สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของได้ ไม่เว้นแม้แต่แสงแบ่งเป็น 3 ประเภท
1.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ขนาด 10-15 เมตร มีอายุสั้นและสลายตัวด้วยการระเบิด แล้วปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา

2.หลุมดำจากดาวฤกษ์ตายแล้ว (Stellar black holes) ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากๆ เมื่อหมดอายุขัยแล้วระเบิดขึ้นมา โดยหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางไว้ ก่อนยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำ

3.หลุมดำมวลขนาดยักษ์ หรือ “หลุมดำมวลยิ่งยวด” (Supermassive black holes) หลุมดำที่มีขนาดและน้ำหนักมหาศาลหลายล้านเท่าของดวงอาทิตย์ เช่น หลุมดำกาแล็กซี M87, หลุมดำ Sagittarius A ที่ตั้งอยู่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

ที่นี่ ‘ประเทศไทย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368661?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่นี่ ‘ประเทศไทย’

15 เมษายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ที่นี่ ประเทศไทย,สถานทูต,สนปทุมวัน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,298 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมประท้วงและแสดงความไม่พอใจกรณีที่มีผู้แทนของสถานทูตและองค์การระหว่างประเทศไปสังเกตการณ์ร่วมฟังข้อกล่าวหา ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

ในฐานะของคนไทยผู้รักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ขอบอกว่าการกระทำของผู้แทนทูตเหล่านั้นผิดมารยาทผิดหลักการ-จรรยาบรรณทางการทูตอย่างยิ่ง

นี่คือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยโดยตรงและที่นี่คือ ‘ประเทศไทย’ เราจะไม่ยอมให้คนนอกหรือชาวต่างชาติไม่ว่าประเทศไหนมาก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ด้วยเหตุผลหรือกรณีใดๆ ก็ตาม

จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรี ‘ดอน ปรมัตถ์วินัย’ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางการทูตโดยเร็วเพื่อเกียรติ-ศักดิ์ศรีของประเทศไทย

‘ที่นี่-ประเทศไทย’ อย่าให้ชาติอื่นมาดูหมิ่นศักดิ์ศรีเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘กัญชา’ ผิดหรือถูก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนไทยที่มีความสับสน-ข้องใจเรื่องกัญชาเป็นอย่างมากครับเพราะผิดหรือถูกกฎหมาย ถ้ามีกัญชาในครอบครองและพอมีข่าวออกมาก็ไม่รู้จะเชื่อใคร

อย่างที่บุรีรัมย์เพื่อนผมบอกว่าเขาจะจัดงานกัญชาโลก ซึ่งแสดงว่าถูกกฎหมายใช่หรือไม่ แล้วหากพรรคการเมืองภูมิใจไทย มีนโยบายต่อได้หรือไม่?

แต่วันก่อนมีข่าวที่น่าสนใจออกมา ซึ่งนสพ.ทุกฉบับก็นำมาเสนอข่าวซึ่งผมขอนำมาแจ้งให้ทราบเพราะผู้แถลงข่าวเป็นถึงเลขาธิการ ปปส. ซึ่งน่าจะเชื่อถือได้โดย ‘นิยม เติมศรีสุข’ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามยาเสพติด แถลงว่า

ขอสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไปว่ากัญชายังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต ครอบครอง ต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงมิได้ที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหาตามกฎหมาย

การที่จะผลิตครอบครองหรือเสพต้องได้รับอนุญาตเพื่อให้ได้รับการยกเว้น ผู้ที่มีไว้ในความครอบครองเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดก่อน โดยที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายต้องยื่นขออนุญาต ผู้ป่วยและบุคคลอื่นหากมีไว้ในความครอบครองโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดทุกรณี

เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าเป็นการกลั่นแกล้งของทางเจ้าหน้าที่หรือไม่ ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปตามกรอบของกฎหมาย

ที่อ้างว่าอยู่ในช่วงผ่อนผัน 90 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 19 พฤษภาคม ว่าถ้าจะทำการศึกษาวิจัยหรือมีกัญชาไว้เพื่อรักษาโรค ก็ต้องไปแจ้งสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือ อย. ก่อนเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกับสาธารณสุขจังหวัดแล้วพบว่าไม่มีการแจ้งไว้แต่อย่างใด เมื่อไม่มีการแจ้ง

ดังนั้น การเจอกัญชาจึงเป็นความผิดตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกัญชาที่พบนั้น ต้นสูง 2-3 ฟุต ใช้เวลาปลูกไม่ใช่แค่วันเดียว ถ้าแจ้งก็จบ

เมื่อไม่แจ้งก็มีความผิดตามกฎหมายเพราะ พ.ร.บ.ยาเสพติดยังไม่ได้แก้ไขเพียงแค่ผ่อนผันให้ในช่วงที่ศึกษาวิจัยเอาไปรักษาโรคเท่านั้น

ผมเป็นชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ขอถามว่าจะเชื่อใครดีครับ

นักการเมืองหรือตำรวจ
เด่นชัย (สุพรรณบุรี)

ตอบ คุณ ‘เด่นชัย’ สุพรรณบุรี
อ่านจดหมายของคุณแล้วชอบใจมากครับเพราะถึงเวลานี้ยังไม่รู้จะฟังใครดี เรื่องกัญชา เพราะทางนักการเมือง นักวิชาการบางคนบอกไม่ผิด แต่ทาง ป.ป.ส. และตำรวจรวมไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบอกผิดกฎหมาย

แล้วประชาชนคนไทยตาดำๆ อย่างพวกเราจะเชื่อใครดีและหากไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชาแล้วถูกจับไปเข้าคุกหรือเป็นคดีความแล้วจะมีใครช่วย

ผมจึงขอเสนอแนะคนไทยที่อยู่ระหว่างทางสองแพร่งคือผิดกฎหมายกับถูกกฎหมายว่าอย่าเพิ่งไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชาเลยครับ

เอาไว้ให้รัฐบาลใหม่หรือมีกฎหมายชัดเจนแล้วค่อยปฏิบัติตาม-อย่าไปเสี่ยงเรื่อง ‘กัญชา’ เลย
อ๊อด เทอร์โบ

เฝ้าระวัง4กลุ่มเสี่ยง..ป่วยโรคที่มากับหน้าร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เฝ้าระวัง4กลุ่มเสี่ยง..ป่วยโรคที่มากับหน้าร้อน

15 เมษายน 2562 – 00:00 น.
กรมควบคุมโรค,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 523 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย 

ทุกวันนี้คนทั่วประเทศคงได้สัมผัสอากาศที่ร้อนระอุ แสงแดดจ้าแผดเผา เพราะเป็นช่วงฤดูร้อนแบบเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมสภาพอากาศแบบนี้ก็เป็นที่น่ากังวลและมีแนวโน้มที่จะมีผู้คนเจ็บป่วยสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนนี้

ตามที่ กรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมกับแบ่งกลุ่มโรคภัยที่มากับหน้าร้อนแบบนี้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.โรคและภัยสุขภาพที่เกิดจากอากาศร้อนโดยตรง จะเป็นการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน หรือ “โรคฮีทสโตรก” เพราะภาวะวิกฤติที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน อาการของโรคนี้คือ อ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นลม ซึ่งในบางรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ 2.โรคและภัยสุขภาพที่เป็นผลจากอากาศร้อนแล้งและแดดจ้า ได้แก่ผลกระทบต่อสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งเกิดจากการเผาป่า เผาไร่สวนเตรียมการเกษตร หรือการเผาขยะ

3.โรคติดต่อที่พบมากขึ้นในฤดูร้อน ได้แก่ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หนอนพยาธิฯ ซึ่งช่วงฤดูร้อนเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี หากได้รับเชื้อจะมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ อุจจาระอาจพบเยื่อมูกและมีเลือดปน ในบางรายมีอาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้ 4.โรคติดต่อที่มีรายงานการระบาดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก กับโรคพิษสุนัขบ้า และ 5.ภัยสุขภาพในช่วงฤดูร้อน ประกอบด้วย สาเหตุการจมน้ำ ส่วนใหญ่เกิดจากเด็กจะชวนกันไปเล่นน้ำเพื่อคลายความร้อนโดยลำพัง โดยไม่บอกผู้ปกครองให้ทราบ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิต

ด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับโรคภัยช่วงหน้าร้อน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงออกมาเตือนและแนะนำว่าในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการป่วยด้วย 5 กลุ่มโรคที่มากับฤดูร้อน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่มีโรคประจำตัว 2.ผู้สูงอายุ 3.กลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก เป็นต้น และ 4.กลุ่มที่มีอาชีพเสี่ยง เช่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกันกรมควบคุมโรคยังจัดทำประกาศแจ้งเตือนให้ระมัดระวังโรคและภัยสุขภาพไปยังหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่ง และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง พร้อมเตรียมภารกิจในการดูแลประชาชน

“สำหรับภารกิจในการดูแลประชาชน ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ 2.การควบคุมโรคในกรณีถ้ามีการระบาดของโรคติดต่อ และ 3.การสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้หากประชาชนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวเจ็บป่วยหรือมีอาการผิดปกติ อย่าชะล่าใจ ขอให้ไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะในกลุ่มเสี่ยงถ้าเจ็บป่วยแล้วมักมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422” นพ.สุวรรณชัย กล่าวย้ำ

จับตา “กลุ่ม 16” เดินเกมลึก “สมานฉันท์”อ้างปมเดดล็อกการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา “กลุ่ม 16” เดินเกมลึก “สมานฉันท์”อ้างปมเดดล็อกการเมือง

13 เมษายน 2562 – 10:39 น.
กลุ่ม 16,สุชาติ ตันเจริญ,พ่อมดดำ,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาลแห่งชาติ,กลุ่มชากังราวกำแพงเพชร,ไพศาล พืชมงคล
เปิดอ่าน 12,677 ครั้ง

ว่ากันว่า หากการเมืองถึงทางตันจริงๆ โปรดจับตานักการเมืองกลุ่มนี้ ที่มากไปด้วยคอนเนกชั่น จะกระโดดเข้ามาหาทางออกให้บ้านเมือง 

*********************

การจุดพลุ “รัฐบาลแห่งชาติ” เกิดขึ้นเป็นระยะ นับแต่ กกต.ตกอยู่ในโซน “ตำบลกระสุนตก” เรื่องการจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส แถมสูตรคำนวณ ส.ส.ยังไม่สรุป กกต.ตัดสินใจส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกมากที่สุด 137 ที่นั่ง รวมกับพรรคอนาคตใหม่จะได้รับเลือกมา 80 ที่นั่ง ก็ส่อแววถอดใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะสองแกนนำพรรคส้มหวาน กำลังผจญ “วิบากการเมือง” อาจถึงขั้นร่วงก่อนรุ่ง

ด้านหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ และพรรคพันธมิตร ใช่ว่าจะได้เปรียบ เพราะจำนวนตัวเลข ส.ส. ยังปริ่มน้ำ แม้ยังหวังตัวเลขที่นั่ง ส.ส.พรรคเล็ก จากสูตรคำนวณ ส.ส.ฉบับคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคประชารัฐ ยังยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ มีความมั่นใจในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องรอให้ กกต. แถลงรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562

สำหรับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ “อุตตม” ย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยเสนอ และไม่มีแนวคิดทางเลือกนี้ เพราะพรรคเดินหน้าภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และยึดมั่นในกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง

“ส.สุชาติ” มาแล้ว

งานวันเกิด “ปู่ชัย ชิดชอบ” อดีตประธานรัฐสภา ครบ 91 ปี ที่บ้านศิลาชัย บุรีรัมย์ เมืื่อ 4 เมษายน 2562 คลาคล่ำไปด้วยนักการเมืองสายภูมิใจไทย ต่างจากปีที่ผ่านมา ในวันฉลองปู่ชัยอายุ 90 ปี “สุชาติ ตันเจริญ” ประมุขบ้านริมน้ำ เดินทางมาพร้อมกับสรอรรถ กลิ่นประทุม

สุชาติ ตันเจริญ

นักข่าวทุกสำนัก ต่างโฟกัสการเข้ามาอวยพรปู่ชัยของ “สุชาติ ตันเจริญ” แถมโฆษกพรรคภูมิใจไทย ยังโพสต์ภาพ 4 มังกรการเมืองคือ อนุทิน ชาญวีรกูล, เนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม และสุชาติ ตันเจริญ ยืนกอดคอกันชักรูปหมู่

http://www.komchadluek.net/news/scoop/319997

สุดท้าย “พ่อมดดำ” ก็พาอดีต ส.ส.สายบ้านริมน้ำไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ แต่น้องชาย พิเชษฐ์ ตันเจริญ ยังอยู่พรรคภูมิใจไทย แถมส่งลูกชาย ณัชพล ตันเจริญ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 แต่สอบตก พ่ายเกมของตระกูลฉายแสง

ส่วนที่เขต 3 อ.ท่าตะเกียบ และ อ.สนามชัยเขต รส มะลิผล อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา และพี่เขยของสุชาติ จู่ๆ ลาออกจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทย แข่งกับสุชาติอีกต่างหาก แต่รสก็พ่ายยับ ส่งผลให้ “พ่อมดดำ” กลับมาเป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา อีกสมัย

การเล่นเกมเลือกทุกพรรครักทุกคนของประมุขบ้านริมน้ำ บางฝ่ายมองว่า พ่อมดดำกำลังเดินเกมประสานสิบทิศ เหมือนครั้งที่ “ไพศาล พืชมงคล” เคยโพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีที่แล้ว

“นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ พร้อมหวนคืนสู่สมรภูมิการเมืองอีกครั้ง ประกาศพร้อมประสานนักการเมืองเก่าใหม่และประชาชนผู้รักชาติทั่วประเทศ สนับสนุนความปรารถนาของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ จะสนับสนุนคนที่เป็นความหวังของประชาชนที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นนายกรัฐมนตรี”

“สมพงษ์” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 16

เวลาพูดถึง “กลุ่ม 16” ก็ต้องนึกถึง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม และคลอสเตอร์เบียร์ เบียร์ท้องถิ่นของเยอรมนี ที่เข้ามาเปิดตลาดเบียร์พรีเมียมในเมืองไทย สมัยที่สมพงษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ เมื่อปี 2518

สมพงษ์เล่นการเมืองครั้งแรก โดยการช่วยเหลือจาก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ได้เป็น ส.ส.ชลบุรี สมัยแรก และย้ายไปสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ภายใต้ร่มธงพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เลือกตั้ง 2535/1 พ่อเลี้ยงณรงค์ตั้งพรรคสามัคคีธรรม สมพงษ์ก็ตามไปด้วย และเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา แต่กลายเป็น ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน

16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้งกลุ่ม 16

นับแต่ปี 2544 สมพงษ์ เลือกที่จะอยู่ในพรรคของทักษิณ ชินวัตร จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สมพงษ์ได้รับเลือกเป็น ส.ส.เขต 5 เชียงใหม่อีกหนึ่งสมัย

จะกี่ปีผ่านไป สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ก็ยังไปมาหาสู่กับแกนนำกลุ่มนี้อย่างสุชาติ ตันเจริญ และคนอื่นๆ

กลุ่ม 16 ในพลังประชารัฐ

สมัยกลุ่ม 16 รุ่งเรือง “วราเทพ รัตนากร” จัดอยู่ในกลุ่มคนหนุ่ม ประกอบด้วย เนวิน ชิดชอบ, ไพโรจน์ สุวรรณฉวี(เสียชีวิต), สนธยา คุณปลื้ม, สรอรรถ กลิ่นประทุม และเกษม รุ่งธนเกียรติ

ดังที่รู้กัน “วราเทพ“ แกนนำกลุ่มชากังราว(กำแพงเพชร) ยกทีมมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำเอา ”นายใหญ่” โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพราะนึกไม่ถึงว่า วราเทพจะกล้าทิ้งพรรคเพื่อไทย

วราเทพ รัตนากร

ผลเลือกตั้ง ทีมวราเทพทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย ไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย ชนะยกจังหวัด

ชั่วโมงนี้ อดีตแกนนำกลุ่ม 16 จึงมาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐเป็นส่วนใหญ่ นอกจากวราเทพ ก็ยังมี สนธยา คุณปลื้ม และสุชาติ ตันเจริญ

ไทย-จีนคอนเนกชั่น

นักเล่นโซเชียลบางคน แสดงความแปลกใจที่คณะผู้แทนกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินสายเข้าเยี่ยมหารือกับตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกมนี้คือ “สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง โดยมี “ไพศาล พืชมงคล” อุปนายก และเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เป็นผู้รายงานความเคลื่อนไหวครั้งนี้

http://www.komchadluek.net/news/scoop/368499

“สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” เป็นมรดกจากสงครามเย็น ครั้งหนึ่งรัฐบาลไทยได้ช่วยเหลือรัฐบาลจีนในการทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม และสนับสนุนแบบลับๆ ต่อกองกำลังเขมรแดง ที่ทำการสู้รบกับทหารเวียดนามในกัมพูชา

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงเป็นนายกสมาคมคนแรก ตามมาด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายกสมาคมคนที่ 2 และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมคนที่ 3

ส่วนนายกสมาคมคนที่ 4 พินิจ จารุสมบัติ และนายกสมาคมคนล่าสุด โภคิน พลกุล ต่างก็เป็นคนฉะเชิงเทรา รวมถึง สุชาติ ตันเจริญ อุปนายกสมาคม ชุดปัจจุบัน สองปีมานี้ สุชาติในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดิินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง

อดีตนายกสมาคมไทย-จีน อย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังเป็นตัวละครสำคัญในเวทีการเมือง พ.ศ.นี้ รวมทั้งโภคิน พลกุล และสุชาติ ตันเจริญ

หากการเมืองถึงทางตันจริงๆ โปรดจับตานักการเมืองกลุ่มนี้ ที่มากไปด้วยคอนเนกชั่น จะกระโดดเข้ามาหาทางออกให้บ้านเมือง

อึมครึม เหตุเรื่อง “โจ๊ก” ไม่โจ๊ก รอไขความจริงอันระทึก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368720?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อึมครึม เหตุเรื่อง “โจ๊ก” ไม่โจ๊ก รอไขความจริงอันระทึก

13 เมษายน 2562 – 10:08 น.
โจ๊ก,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 36,818 ครั้ง

เรื่องราวพลิกผันชั่วไม่กี่วัน ของนายตำรวจชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่สื่อมวลชนทุกค่ายต่างพากันฟันธงมาจากเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ!

  ****************

สูงสุดสู่สามัญ บิ๊กโจ๊กซึ้งแล้วในเดือนเมษาสุดร้อนสมชื่อไทยแลนด์นี่แหละ

กับเรื่องราวพลิกผันชั่วไม่กี่วัน ของนายตำรวจชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ผู้สร้างปรากฏการณ์ “โตไวเกิ๊น” ต้องปิดฉากชีวิตตำรวจไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อให้นาทีนี้ก็ยังคงเป็นที่สนใจว่าไปยังไงมายังไงกันแน่ !

ศุกร์ที่ 5 เมษายน วันที่ดูแล้วไม่น่าจะมีเรื่อง แต่กลับไม่ใช่วันดีของนายพลผู้นี้เลยแม้แต่น้อย เพราะจากโปรแกรมเดิมที่เจ้าตัวมีนัดแถลงข่าวจับ 7 มือแชร์แคมเปญล่าชื่อถอดถอน กกต. แต่พอถึงเวลาเขาก็ส่งข่าวมาว่าติดประชุม และมอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 เป็นผู้แถลงข่าวแทน หลังจากนั้นก็หายจ้อย ราวกับล่องหน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ปิด ปลิว จนโลกโซเชียลพากันติดแฮชแท็ก #บิ๊กโจ๊กหายไปไหน

          แต่ไม่พ้นจมูกสื่อมวลชนที่ดมจนพอได้เค้าว่างานนี้ “เด้งบิ๊กโจ๊ก” แน่นอนแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครคอนเฟิร์มว่าสาเหตุใด แต่ที่เดาตรงกันคือเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ครั้งที่ผ่านมา ที่มีการโยกย้ายมโหฬารกว่า 9,000 ตำแหน่ง มีนายตำรวจหลายนายส่งเสียงไม่พอใจอึงมี่

กระทั่งข่าวใหญ่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กแป๊ะ” เซ็นคำสั่งย้ายฟ้าผ่าให้บิ๊กโจ๊กปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. หรือ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม

และในช่วงค่ำ ฉก.พิเศษ ได้บุกค้นสถานที่ซึ่งระบุว่าเป็น “เซฟเฮ้าส์” ของบิ๊กโจ๊ก ที่ห้อง 301-305 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ตามข่าวระบุว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าสัวผู้ล่วงลับได้ยกให้แก่บิ๊กโจ๊กก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โดยบิ๊กโจ๊กใช้ที่่นี่เป็นทั้งที่พัก และวอร์รูม ประชุมงานสำคัญมาตั้งแต่ช่วงปี 2558-2559

          มีการวิเคราะห์ว่าช่วงนั้นบิ๊กโจ๊กขึ้นหม้อ หลังทำภารกิจปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เครือข่ายบริษัทโอเอจนอยู่หมัด จึงได้ห้องที่โรงแรมหรูกลางเมืองไว้ทำงาน ติดกันถึง 5 ห้อง

ถัดมาช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ 6-7 เมษายน บิ๊กโจ๊กยังคงไม่ปรากฏตัว แต่ได้ยกเลิกโปรแกรมนัดร่วมงานศิษย์เก่าโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ทั้งๆ ที่เขาเป็นประธาน เนื่องจากถูกเรียกตัวด่วนไปสอบ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

ข่าวยังระบุอีกว่า ช่วงเวลานั้นเอง ฉก.ชุดเดิมก็ทำการบุกค้นบ้านบิ๊กโจ๊กอีกหลายหลัง ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ที่สุด ก.ตร. หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ก็ได้นัดหมายประชุมเป็นกรณีพิเศษเพื่อพิจารณาตำแหน่งบิ๊กโจ๊ก ในวันอังคารที่ 9 เมษายน

          อย่างไรก็ดี ในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชย ก็เริ่มมีข่าวออกมาว่าบิ๊กโจ๊กได้รับสายจากสื่อมวลชนไทยรัฐ และแจ้งว่า “ผมสบายดี” ทั้งยังมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวนั้น “เคลียร์จบแล้ว” ออกมาให้สังคมนั่งไม่ติดหนักกว่าเก่า ว่ามันอะไรยังไงกันบ้าง !

แต่เมื่อถึงดีเดย์ 9 เมษายน เรื่องราวก็พลิกกลับจาก “แอมไฟน์” มาเป็นการเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของบิ๊กโจ๊ก !

นั่นคือ ช่วงสายบิ๊กโจ๊กเจอคำสั่ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจหัวหน้า คสช. โยกไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกฯ พูดง่ายๆ ว่า “เด้ง เข้ากรุ”

ถัดมาช่วงบ่ายบิ๊กโจ๊กเจอ บิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุด ปลดออกจาก ฉก.ทุกชุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ! ว่ากันว่างานนี้ทำเอาบิ๊กโจ๊กถึงกับต้องไปไหว้พระที่วัดหัวลำโพงทันทีในวันเดียวกัน !

แต่ที่แน่ๆ  ก.ตร. หรือ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ที่ว่าจะนัดประชุมเรื่องตำแหน่งบิ๊กโจ๊ก ถึงกับต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด ท่ามกลางข่าวลือ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ป่วยกะทันหัน

          ถามว่าเกี่ยวข้องยังไง ก็ลุงป้อมเป็นประธาน ก.ตร. ที่จะต้องพิจารณาแต่งตั้งบิ๊กโจ๊กไปอยู่ตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดในระนาบเดียวกันนั่นแหละ แต่พอเกิดอาการที่ถูกแซวว่า “โจ๊กเป็นพิษ” ก็เลยต้องพับไปก่อน

 ล่าสุด วันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศสำนักนายกฯ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” พ้นจากตําแหน่ง ผบช.สตม. และตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกฯ แล้วเรียบร้อย

ส่วนถามถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด สื่อมวลชนทุกค่ายต่างพากันฟันธงมาจากเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ครั้งที่ผ่านมา

          แต่ที่รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางช่อง Spring 26 กล้าสรุปว่ามาจาก 3 ปมใหญ่คือ 1.ตั๋วตำรวจ 2.พฤติกรรมส่วนตัว และ 3.ตีเมืองขึ้น

โดยเรื่องแรก “ตั๋วตำรวจ” มีการอธิบายว่าหมายถึงการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงสีกากี โดยเรียกว่า “ตั๋ว” ที่เดิมทีมีการแบ่งไว้ 3 ส่วน คือ “ตั๋วนักการเมือง” คือเป็นคนของนักการเมือง, “ตั๋วนาย” เป็นคนของระดับ ผบ.ตร. และ “ตั๋วต้นสังกัด” คือ มาจากผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ

ในรายการถึงขนาดระบุว่า มายุคนี้ตั๋วทุกใบข้างต้นต้องผ่านการประทับตราจาก “เทพโจ๊ก” เท่านั้นอีกด้วย ที่สุดมันจึงเป็นปัญหาตามมาจนเป็นเรื่องหรือไม่ ?

ปมที่สอง “พฤติกรรมส่วนตัว” มีการอธิบายโดยใช้ภาพหลายภาพที่บิ๊กโจ๊กวางตัวสะท้อนไปถึงคำเรียกจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ว่า คนนี้ “เด็กนาย” ซึ่งบางคนอาจไม่พึงใจนัก

ปมที่สาม “ตีเมืองขึ้น” ที่ต่อเนื่องมาจากการถล่มทัวร์ศูนย์เหรียญราบช่วง 3-4 ปีก่อน จนมีข่าวลือกระหน่ำว่า ทีมงานลูกน้องของบิ๊กโจ๊กมีพฤติกรรมแบบที่เรียกว่า “บุกจับรับเคลียร์เงิน” หรือไม่ ซึ่งต้องมีการสอบเชิงลึกเข้มข้นว่า “บิ๊กโจ๊ก” รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไปว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ถึงขนาดชีวิตพลิกหงายชั่วไม่กี่วันขนาดนี้ ต้องบอกว่าเบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่ๆ !

กัญชา(ไม่)เสรี สู้เพื่อคนส่วนใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368716?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กัญชา(ไม่)เสรี สู้เพื่อคนส่วนใหญ่

13 เมษายน 2562 – 09:34 น.
เดชา,เดชา ศิริภัทร,มูลนิธิข้าวขวัญ,กัญชาเสรี
เปิดอ่าน 1,267 ครั้ง

กลิ่น “กัญชาประชานิยม” มิทันจาง เจ้าหน้าที่รัฐบุกมูลนิธิข้าวขวัญ ก่อให้เกิดคำถามมากมาย “นิรโทษกรรมกัญชา” มีจริงไหม? “กัญชาเพื่อการแพทย์” หายไปไหน?

  ***********

ปัญหาประชาธิปไตยไทยยังคงถูกถามว่า “ของแท้” คือยังไง ปัญหา “กัญชาเสรี” ก็ยังคงติดบ่วงคำถามว่า “เสรีที่แท้” คืออะไรเช่นกัน

ตัวชี้วัดเห็นได้จากการที่บุคคลซึ่งเหมือนเป็นตัวแทนของเสรีกัญชาที่แท้ ในบริบทของการรักษาเยียวยา ราคาที่เก็บคือ “รอยยิ้ม” ของผู้ป่วย อย่าง ‘เดชา ศิริภัทร’ กลับถูกหมายเรียกจากตำรวจ ข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ

โดยทีมงานของเขาคือ อ.ซ้ง พรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญเป็นฝ่ายถูกจับกุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งที่เรื่องนี้กฎหมายได้เปิดช่องไว้สำหรับผู้ที่กระทำเรื่องกัญชาในวาระของกฎหมายนิรโทษกรรม 90 วัน อยู่

          ภาพที่เห็นคือภาพของคนไทยแทบทุกฝ่าย ทุกองค์กร ดาหน้าเข้ามาปกป้อง ติดแฮชแท็ก #savedecha กันท่วมเมือง แม้แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ ออกมาแลกตำแหน่งและชีวิตหากว่าจะต้องติดคุกแทนชายชื่อเดชาคนนี้

หลายคนที่ติตดาม อ.เดชา มาตลอด อาจไม่แปลกใจ แต่หากผู้มีอำนาจของไทยปรับมุมมองใหม่ มองทะลุออกนอกกรอบของ “เครื่องครอบงำ” เสียบ้าง อาจจะรู้ความจริงเที่ยงแท้ เฉกเช่นที่เดชาทำมาตลอดช่วงชีวิต

กำเนิดปราชญ์

คนรุ่นใหม่อาจรู้จัก “เดชา ศิริภัทร” น้อยมาก แต่รับรองว่า ถ้าได้รู้จักแล้วต้องทึ่งเหมือนกันหมด!

18 พฤษภาคม 2491 เดชาลืมตาดูโลกท่ามกลางที่นาหมื่นไร่ของรุ่นปู่ เพราะครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของโรงสีที่ใหญ่ที่สุดใน จ.สุพรรณบุรี

ปี 2508 เดชาเข้าเรียนปริญญาตรีที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในยุคที่รัฐบาลไทยเพิ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นในปี 2507 ทั้งเชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น

ชีวิตไม่ต้องคิดมากเพราะทุกอย่างทำมาดีไว้เป็นแนว เมื่อเรียนจบช่วงปี 2512 ก็รับราชการกรมปศุสัตว์อยู่ 4 ปี โดยทำที่ศูนย์เกษตรภาคกลาง จ.ชัยนาท

แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่ทางก็ตัดสินใจกลับมาทำกงสีที่บ้าน โดยขอที่นาจากบ้านมา 200 ไร่ ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เองช่วงปี 2519

          จากชุดราชการสีกากี เรียบเนี้ยบ นั่งอยู่ในหลังคาร่มเงา รอชาวบ้านเข้าพบ จนเมื่อมาเอาหน้าสู้แสงแดดด้วยตัวเองจึงได้รู้ว่าเกษตรกรไทยนั้นกระดูกเรียกพี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งชีวิต

ต่อมาเมื่อแม่ของเขาได้ลาจากโลกนี้ไป แต่ก็ได้ฝากบุตรชายไว้ว่าต้องการให้บวชเรียน ช่วงปี 2521 ขณะที่เดชาอายุ 30 ปี เขาจึงหันหน้าเข้าวัด ห่มผ้าเหลือง เดินทางไปไกลถึงทางใต้ เลือกบวชที่วัดสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี ไปเป็นศิษย์ท่านอาจารย์พุทธทาส

อ.เดชา ศิริภัทร(แถวบนขวาสุด) ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

3-4 เดือนภายใต้การพร่ำสอนของหลวงพ่อ เดชากินมื้อเดียว นอนหมอนไม้ ตื่นตีสี่ ทำวัตรเช้า ไม่นอนกลางวัน ก็พบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นรูปร่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การเลี้ยงสัตว์ ฆ่าสัตว์

          เมื่อสึกออกมาตัดสินใจไม่รับมรดกสินทรัพย์ใดๆ ของครอบครัว คราวนี้เดชาจับทิศทางชัดเจนที่การพัฒนาพันธุ์ข้าว ลองผิดลองถูกจนมาเป็น ‘มูลนิธิข้าวขวัญ’

กำเนิดข้าวขวัญ

ปี 2527 มูลนิธิข้าวขวัญ เริ่มต้นจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าวและการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นอยู่กับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม (ATA)

มาปี 2532 มูลนิธิข้าวขวัญ ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แบบที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่าเต็มไปด้วย “แพชชั่น” เดชาในวัย 41 ถือเป็นวัยที่ไฟแรงอย่างเดียวไม่พอ แต่จิตวิญญาณของคนผ่านโลกก็สะสมมาพอใช้ได้

จากนั้นแยกตัวออกมาจาก ATA มาเป็นศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม (Technology for Rural and Ecological Enrichment : TREE)

จนมาถึงปี 2541 จึงได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิข้าวขวัญ” มีสำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติที่ จ.สุพรรณบุรี เทศบาลท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง บ้านเกิดของเขาเอง หากวันนี้มีเครือข่ายทั่วประเทศหลายสิบเครือข่าย

กิจกรรมและวัตถุประสงค์เพื่อเป็น “โรงเรียนชาวนา” สอนให้เกษตรกรและชุมชนเรียนรู้และฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

         พูดง่ายๆ ว่า ชาวนารวยขึ้นได้ด้วยวิธีทำนาของมูลนิธิข้าวขวัญที่ไม่ใช้เคมี ผลผลิตจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ และแมลง แต่ที่แน่ๆ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยมากกว่าใช้วิธีเคมีแน่นอน เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่า 2-3 เท่า

ความสำเร็จของมูลนิธิข้าวขวัญมาจากการที่ “ชัยพร พรหมพันธุ์” ซึ่งมาเรียนที่นี่ ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเกษตรดีเด่นสาขาทำนา เมื่อปี 2538 โดยเริ่มจากมีที่นา 25 ไร่ จนมาสู่หลักร้อยไร่ได้ เพราะทำตามวิธีข้าวขวัญก็รวยขึ้นๆ

วันนี้แม้ปัญหาชาวนาไทยที่ยังยึดติดกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานขยายเครือข่ายการทำนาที่ถูกวิธีของเขาไม่สามารถขยายไปในวงกว้างได้เท่าที่คิด

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปภายใต้พันธกิจที่เดชาพูดเสมอว่าจะต้องไปต่อ เพราะ “ถ้าสิ้นนา ก็สิ้นชาติ”

กัญชา-ทางเลือก

ช่วยชาวนาไม่พอ อ.เดชา ยังช่วยผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย หากแต่คราวนี้เป็นแพชชั่นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับมูลนิธิข้าวขวัญ เพราะมีความสนใจการใช้พืชเป็นยาอยู่แล้ว เขาเคยกล่าวกับ “จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ” ว่าต้องเร่งทำ เพราะเขาไม่ห่วงกฎหมาย แต่ห่วงคนป่วยมากกว่า

“จากที่พัฒนาสายพันธุ์ข้าวมานานกว่า 30 ปี ตอนนี้มีการประกาศแผนเกษตรอินทรีย์ให้งบชาวบ้านพัฒนาเรื่องข้าว ผมทำตอนอายุ 40 ตอนนี้อายุ 70 ปี ผมทำเรื่องกัญชา ให้ความรู้และทดลองพัฒนาเป็นยา ผมคงรอกฎหมายไม่ไหว ไม่อย่างนั้นตายก่อน”

อ.เดชา จึงเดินหน้าศึกษาเรื่องกัญชาเป็นยารักษาโรคในชื่อ “อำนาจ มงคลเสริม” ผู้ที่ทำการวิจัยใช้กัญชามาสกัดน้ำมันในการรักษาโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ ไมเกรน เอดส์ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ฯลฯ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่มีผู้ใช้แล้วหายเป็นปกติ

ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

และยังเปิดอบรมให้ความรู้คนอย่างเต็มสรรพกำลัง ได้แจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่เก็บเงินมากว่า 5 ปี จนเป็นที่รู้จักและยอมรับเป็นวงกว้าง

แต่กับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษปี 2522 จับกุม พรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ และยึดของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง เมื่อวันที่ 3 เมษายน (โดยภายหลังพรชัยได้รับการประกันตัวเรียบรอยแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา) ทั้งที่อยู่ในช่วงนิรโทษกรรมให้มีการจดแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชาก่อนพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ใช้บังคับภายใน 90 วัน คือตั้งแต่ 19 กุมภาพันธุ์–19 พฤษภาคม 2562

        ก็น่าจะยืนยันได้ว่าที่ อ.เดชา ไม่ห่วงเรื่องกฎหมายคงยังไม่ได้แล้ว เพราะจากเหตุการณ์นี้สิ่งที่เขาจะทำจากนี้ก็คงต้องใช้กฎหมายช่วยเช่นกัน

โดยเฉพาะปมปัญหาสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า อ.เดชา ไม่เข้าข่าย “หมอพื้นบ้าน” ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้นแม้ตัวแทนของเขาจะไปยื่นต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรม จึงได้รับการปฏิเสธกลับมา

ดังนั้นหลังเดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจด้านวิชาการที่ประเทศลาวเมื่อวันที่ 10 เมษายน เขาได้กัดกรามกล่าวกับสื่อมวลชน ขณะรอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิในท่วงทำนองว่า “มันมีเบื้องหลังมากกว่านั้น”

“เขาบอกว่าผมไม่ได้เป็นหมอพื้นบ้าน ผมทำเรื่องนี้มาเป็นยี่สิบปี ไปดูบทความในหมอชาวบ้าน ผมเขียนที่นั่นมาเป็นสิบปีแล้ว รวมเล่มเป็นสมุนไพรในครัวเรือน ชื่อผมไปดูได้เลย ไปดูชื่อผมในมูลนิธิสุขภาพไทยได้เลยว่าผมเป็นหมอพื้นบ้านมาตั้งนานแล้ว”

ที่สำคัญคือการเดินหน้าทำให้สิ่งที่ค้นคว้าทดลองในการนำน้ำมันกัญชามารักษาอาการป่วยได้จริง ให้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย 100% หลังจากหมดช่วงเวลานิรโทษกรรมแล้ว โดยจะทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรต่อไป

   ถือว่านี่คือการเปิดฉากครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายที่ยืนยันว่าต้องการให้กัญชาเสรีจริงทางการแพทย์ กับฝ่ายที่กุมกฎหมายไว้ในมือ หากเสียงคนกัญชาส่วนใหญ่บอกว่าที่เขียนไว้นั้นมันยังไม่พอ!!