เราจะมีกัญและกันจับตางาน “พันธุ์บุรีรัมย์”เขียวนี้มาแรง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368566?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราจะมีกัญและกันจับตางาน “พันธุ์บุรีรัมย์”เขียวนี้มาแรง!

13 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พันธุ์บุรีรัมย์,เนวิน ชิดชอบ,กัญชา
เปิดอ่าน 2,111 ครั้ง

รายงาน…

อีกไม่กี่วัน คนไทยจะได้เห็นการรวมตัวกันอย่างเปิดเผย ยิ่งใหญ่ และครั้งแรกในไทย ของสายเขียวคนกัญชากับงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” วันที่ 19-21 เมษายน 2562 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

อย่างที่รู้ว่า โต้โผใหญ่ไม่ใช่ใคร ก็ ลุงเนวิน ชิดชอบ ประธานบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด เจ้าเก่าผู้ประกาศเดินหน้ากับการให้คนไทยได้เข้าถึงกัญชาทุกมิติ อย่างมีองค์ความรู้

และฤกษ์งามยามเหมาะ ที่วันที่ 20 เมษายน ยังเป็นวันกัญชาโลกอีกด้วย กิจกรรม “กัญชา” เพื่อการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยครั้งที่จะเกิดขึ้นนี้จึงดูขลังเป็นพิเศษ

บรรยากาศกัญชาประชานิยมคลุ้งฟุ้งประเทศไทยแบบนี้ คนไทยไม่ได้เมาแต่ต่างเฝ้าหวังว่ามันจะเป็นจริงได้สิน่า !

       จับเส้น สายเขียว

จะว่าไป กลุ่มก้อนที่หยิบจับเอาเรื่องกัญชาเสรีมาพูดอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ค่ายลุงเนวินที่เริ่มก่อน ช่วงปลายปี 2561 มีกลุ่มคนสายเขียว นำโดย “แม่มดกัญชา” ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง ที่ออกมากระทุ้งถึงนักการเมืองไทยที่กำลังจะเริ่มต้นหาเสียงเลือกตั้งให้หันมาสนใจให้ความสำคัญกับเจ้าพืชใบสวยชนิดนี้ แล้วที่สำคัญฐานเสียงคนสายเขียว ก็ม่ิใช่น้อยๆ

ช่วงนั้น เริ่มมีกลุ่มการเมืองพูดเรื่องกัญชาบ้างประปราย แต่ก็ยังไม่เห็นใครจะเป็นหน่วยกล้าตายจับเอาเป็นเรื่องหลักของนโยบายสักที แม้ว่า สนช. ได้ผ่านกฎหมายปลดล็อก กัญชา-กระท่อม ให้สามารถปลูกเพื่อวิจัย-ยารักษาโรคได้แล้วก็ตาม เพราะยังไง มันก็ยังติดเงื่อนไขประดามี ใช่จะให้ใครปลูกกันหลังบ้านเหมือนผักสวนครัวรั้วกินได้

จนพรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นี่แหละ ที่เป็นเจ้าแรกหาญกล้านำเรื่อง “กัญชา” มาบอกว่านี่แหละจะเป็น “กุญแจแก้จน” ให้แก่คนไทย จนตอนนี้ หากพูดถึงพรรคภูมิใจไทย คนไทยจะเห็นภาพต้นกัญชาลอยมาตรงหน้าทีเดียว

อย่างที่รู้ว่า พูดถึงเสี่ยหนู และพรรคสีน้ำเงิน ก็เหมือนวิญญาณเดียวกันกับ “ลุงเน” ช่วงนั้นเราก็ยังได้เห็นลุงสวมเสื้อโลโก้ “พรรคผ่อน” ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Party Party” เป็นภาพรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก ใส่มันเกือบทุกวัน

จนกระทั่งในวันงานปราศรัยใหญ่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 18 มกราคม ที่ผ่านมา พลพรรคค่ายภูมิใจไทยประกาศลั่นว่าจะขออาสาเป็นผู้ทลายทุกข้อจำกัดเพื่อปากท้องของประชาชน และแน่นอนหนึ่งในเป้าหมายนี้ก็คือ “นโยบายกัญชาเสรี”

วันนั้นชาวบ้างนั่งฟัง ใจก็ฮึกเหิมด้วยความหวัง ขณะที่หลายคนยังคิดว่านี่แค่ลมปากก่อนเลือกตั้ง จะหวังเอานิยายอะไร

      พูดจริงทำจริง

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าลุงเนวิน ไม่พูดเรื่องงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ก็พอเข้าใจได้ว่าขายฝัน

แต่วันนี้เลือกตั้งผ่าน แม้ผลคะแนนยังไม่ออก การเดินหน้าก็ยังไม่หยุด แถมยังร้อนแรงขึ้น ก็เป็นคำตอบว่าพรรคนี้เอาจริง ตามสไตล์คนจริงลุงเนวิน

ถึงขนาดแท็กทีมกับ “เสี่ยหนู” และ “มาดามต่าย” กรุณา ชิดชอบ ศรีภรรยา สวมเสื้อ “พรรคผ่อน” ไปเข้าคูหาเลือกตั้งพร้อมกัน และยังไม่นับการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในหลายวาระเกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยเฉพาะกับรูปแบบของกัญชาเสรีที่ประสบความสำเร็จที่พรรคนี้หยิบยกมาพูดถึงตลอดคือ “แคลิฟอร์เนียโมเดล” ที่อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาไว้ในบ้านได้ครอบครัวละ 6 ต้น โดยเก็บค่าธรรมเนียมการปลูกต้นละ 1 ดอลลาร์ คือ 30 บาทต่อปี โดยที่ให้ปลูกก็ไว้ให้ใช้เพื่อการพักผ่อน ใช้ผสมอาหาร ไว้รับประทาน และใช้ผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่างๆ

ถ้าบ้านเราทำบ้าง ก็น่าจะดีกว่าการที่่จะต้องเสียค่าใบอนุญาตการปลูกที่สูงถึง​ 30​ ล้านบาท ตามที่สภานิติบัญญัติ​แห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไปก่อนหน้านี้​ ซึ่งมีแต่จะเอื้อต่อคนรวย

ล่าสุด ทั้งเสี่ยหนูและลุงเนวิน ยังออกมาแอ็กชั่นปกป้องคนสายเขียวด้วยกัน กับการจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ที่ จ.สุพรรณบุรี ทีมงานของ เดชา ศิริภัทร กรรมการบริหารมูลนิธิ ที่ใช้ผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

ฝ่ายเสี่ยหนู ถึงขั้นให้ ศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนพรรคเป็นหนึ่งในทีมทนายความต่อสู้คดีกับทีมของ เดชา ศิริภัทร ในชั้นศาลต่อไปอีกด้วย

ทั้งยังลั่นวาจาว่า เมื่อสภาเปิด จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิ มีโอกาสปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ และเพื่อใช้ในครัวเรือน เพื่อใช้เป็นยารักษาอาการป่วยของตนเองได้

ข้างฝ่ายลุงเนวินก็โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก “ลุงเนวิน” ออกมาให้กำลังใจด้วยเช่นกัน ว่า

“ในขณะที่พวกคุณ ไม่ใช่เพียงผู้ทำลายสิ่งที่คุณเดชาสร้าง แต่ยังทำลายความหวัง และ โอกาสของผู้ป่วยจำนวนมาก จากวันนี้ไป เราจะสู้ไปด้วยกัน กัญชาไทย เพื่อคนไทย”

และหนึ่งในการสู้ครั้งนี้ คือการเดินหน้ากับงานใหญ่ที่ใกล้จะถึงนี่แหละ !

+++

      พ่อคิด ลูกเคี่ยว

ดึงสตินิดหนึ่งคนไทย ที่ว่างานใหญ่งานยักษ์ “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน นั้น ไม่ใช่ว่าพี่ไทยจะเตรียมตัวเมา-ยิ้มตลอดงาน

เพราะเหตุที่งานนี้สามารถจัดได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ก็เพราะว่าเป็นบริบทของ “กิจกรรม กัญชาเพื่อการแพทย์” !!

แน่นอน คนระดับเสี่ยเนวิน คิดแล้วต้องไม่มีพลาด แต่งานสร้างสรรค์ ถ้าให้เดาน่าจะมาจากมันสมองของ “แนน” ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาวสุดเท่ของลุงเนอีกแล้ว

“แนน” ชิดชนก ชิดชอบ

ในเฟซบุ๊ก “พรรคผ่อน Party Party” เจ้าตัวออกมาเล่าที่มาที่ไปของงานไว้ละเอียดยิบ โดยระบุว่าหน้าที่ของตนคือ “ทำยังไงให้งานสนุกที่สุด” ส่วนโลโก้รูปลิงก็ได้มาจากภาพวาดในวัดพระแก้วที่มีภาพลิงสูบบ้อง (ฮา)

“ทุกครั้งที่เราทำอะไรให้บุรีรัมย์เราก็อยากให้มันดี เยี่ยม ยิ่งใหญ่ อลังการ แบ่งปันให้แก่ชุมชนแล้วไม่อยากให้อยู่แค่คนบุรีรัมย์เท่านั้น เราอยากเปิดกว้างให้คนพันธุ์นี้ ที่คิดเหมือนสิ่งที่บุรีรัมย์พยายามจะทำตลอดเวลา”

ถามว่าในงานมีอะไรบ้าง น้องแนนบอกว่ามี 4 ด้าน คือ ความรู้วิชาการ ดนตรี อาหาร และศิลปะ โดยในส่วนของการให้ความรู้ จะมีนักวิชาการมาให้ความรู้เรื่องกัญาชากับการแพทย์ มีนิทรรศการจากสภาแพทย์แผนไทย, กองยาแพทย์แผนไทย, กิจกรรมผู้ป่วยพบผู้ป่วย เพื่อเป็นกำลังใจและแลกเปลี่ยนแนวทางการรักษา นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปสอนวิธีการปลูก และแปรรูปต่างๆ นานา มีการรับลงทะเบียนผู้ป่วยที่ครอบครองกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย !

ก่อนที่จะมาถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของบันเทิง ที่น้องแนนฟุ้งเลยว่า “ไม่รู้จะสุดกว่านี้ได้ยังไงแล้ว !!”

งานนี้จัดเต็ม 3 เวที 3 วัน มาเพียบกว่า 70 วงทั้งไทยและเทศ มีศิลปินฮิปฮอปทั่วประเทศมารวมตัวกัน เช่น โจอี้ บอย, ไทเทเนียม, ฟักกลิ้ง ฮีโร่, บุดด้า เบลส, ยัง ลีน, ดีเจพอล แร็พเปอร์อเมริกัน โปรดิวเซอร์เพลง นักแต่งเพลงชื่อดังก็มา และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเรื่องของอาหารที่จะเต็มไปด้วยร้านเด็ดจากท้องถิ่น และอาร์ตแอนด์คราฟท์มาร์เก็ต  ตลาดนัดงานฝีมือของคนหัวศิลป์

ใครสนใจจองบัตรได้ที่ http://www.allticket.com มีทั้งบัตรวันเดียวราคา 420 บัตร บัตร 3 วันเต็ม 1,000 บาท และบัตรวีไอพี 3 วันเต็ม 4,200 บาท แต่ผู้ป่วยที่มีใบครอบครองกัญชาจาก อย. สามารถเข้างานนี้ได้ฟรีๆๆ !!

แถมยังมีพื้นที่สำหรับจุดกางเต็นท์ฟรีและมีบริการเช่าเต็นท์ที่พัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ที่จอดรถเพียบ !!

งานนี้เผลอๆ “บิ๊กเมาเท่น” ยังมีหนาวในฤดูร้อน เพราะอาจถึงคราวที่ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ที่สายเขียวกำลังมาแล้ว…จงเตรียมพร้อม !

………………………………..
ภาพจากเฟซบุ๊ก “พรรคผ่อน Party Party”   / เฟซบุ๊ก ลุงเนวิน

ลุ้นระทึก “บ้านใหญ่องค์พระ” อาจพ่ายเรียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368641?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นระทึก “บ้านใหญ่องค์พระ” อาจพ่ายเรียบ

12 เมษายน 2562 – 11:53 น.
ผลเลือกตั้ง,ผลนับคะแนน,คะแนนเลือกตั้ง,พื่นที่ นครปฐม,บ้านใหญ่นครปฐม,ไชยา สะสมทรัพย์,อนุชา สะสมทรัพย์,พรรคอนาคตใหม่,สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ,พี่เจี๊ยบ นครปฐม
เปิดอ่าน 34,537 ครั้ง

 ก็ถ้าเกมพลิก นับคะแนนใหม่ สาวิกาได้เป็นผู้แทนฯ เท่ากับเมืององค์พระ เกิดปรากฏการณ์ยิ่งกว่าโขลงช้างล้ม

  ************************

เลือกตั้งไม่จบ เมื่อ “สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ยื่นหนังสือให้ กกต. รวมคะแนนและนับคะแนนใหม่ หลังขอดูคะแนนทุกหน่วยและลองรวมคะแนนด้วยตนเองพบว่า มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากที่มีการประกาศผลเดิม 151 คะแนน รวมเป็น 35,766 คะแนน เท่ากับพลิกกลับมาชนะ 4 คะแนน

กกต.พิจารณาแล้ว จึงขอให้ “สาวิกา” ไปให้ถ้อยคำประกอบคำร้องกับ ร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน ในวันที่ 17 เมษายน ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ

อนึ่ง ผลเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 นครปฐม พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน และสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน

“บ้านใหญ่” พักร้อน

ก่อนวันเลือกตั้งที่สนามนครปฐม ดูแล้วไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพราะสองตระกูลใหญ่ แบ่งเค้กกันลงตัว ระหว่างตระกูล “สะสมทรัพย์” กับ “แก้วพิจิตร” เหมือนบ้านใหญ่นครปฐม ที่ย้ายไปพรรคชาติไทยพัฒนา คงอยากเว้นวรรคสักสมัย

สุนทร แก้วพิจิตร และ ไชยา สะสมทรัพย์

บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ วางตัวจริงประกอบด้วย “พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” ลูกชายไชยา สะสมทรัพย์ ที่เขต 2 “ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร” เขต 3 “อนุชา สะสมทรัพย์” เขต 4 และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” เขต 5 ส่วนอานันท์ จันทร์สุทธิ เลขานุการส่วนตัวของ ไชยา สะสมทรัพย์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 แบบไม่คาดหวัง

ส่วนเขต 1 นครปฐม สุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม ก็ดัน “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ลงสนามในสีเสื้อพรรคประชาธิปัตย์

อนุชา สะสมทรัพย์

หลังปิดหีบนับคะแนน คนเมืององค์พระตกตะลึง เมื่อเผดิมชัย สะสมทรัพย์, อนุชา สะสมทรัพย์ และก่อเกียรติ สิริยะเสถียร สอบตก เหลือแต่เสี่ยโหน่ง ลูกชายไชยาเข้าป้ายที่เขต 2 เพียงคนเดียว

          นัยว่า คนเสื้อแดงยังแรง บวกกับกระแสฟ้ารักพ่อ ทำให้บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ สั่งถอยใน 3 วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร

บ้านใหญ่“แก้วพิจิตร”

20 กว่าปีมานี้ เขต 1 นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา ยึดครองเก้าอี้มาตลอด จากกำนันประสานต์ บุญมี ก็มาถึงกำนันสมพัฒน์ แก้วพิจิตร ลูกชายสุนทร แก้วพิจิตร

          เมื่อสมพัฒน์เสียชีวิต “ป๋าสุนทร” ส่งลูกชายอีกคนคือ “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ลงสนามเขตเดิม และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สีเสื้อชาติไทยพัฒนา ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ปชป.

สินธพ แก้วพิจิตร

ตระกูลแก้วพิจิตร กับคุปตวัช เป็นเครือญาติกัน มีธุรกิจมากมาย ทั้งรถบรรทุก, โรงแรม, รับเหมาก่อสร้าง, ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ในนามบริษัท สหอรพรรณ จำกัด และบริษัทในเครืออรพรรณ

เที่ยวนี้ “เสธ.แก้ว” ย้ายจากชาติไทยพัฒนา มาสังกัดปชป. และบ้านใหญ่แก้วพิจิตร เกือบพ่ายสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่

          ต้องลุ้นคำร้องนับคะแนนใหม่ หาก กกต.โอเคตามคำขอ เสธ.แก้ว คงเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลย

อิทธิฤทธิ์ “แดงนครปฐม”

ว่ากันตามจริง “ขวัญ” หรือ สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ วิศวกรวัย 31 จากรั้วมหิดล เกือบล้มช้างสำเร็จที่เขต 1 นครปฐม ก็มาจาก 2 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยแรก พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ส่งผลให้ “ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ต้องออกจากสนาม คะแนนแฟนคลับเพื่อไทยเดิม จึงไหลไปที่อนาคตใหม่

สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ

“ธนัญญา” อดีตนายก อบต.พระประโทน อ.เมืองนครปฐม คลุกคลีกับแวดวงการเมืองมานาน จึงได้รับการทาบทามให้มาลงสมัคร ส.ส. บวกกับฐานเสียงกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังชื่นชอบ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เธอหวังไว้ค่อนข้างสูงว่า จะกำชัย

ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง

ปัจจัยที่สอง กลุ่มแดงอิสระหรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนครปฐม นำโดย “อัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ฉายา “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ทำกิจกรรมต้าน คสช.มาแต่แรกเริ่ม

          ย้อนไปปี 2557 อัมรัตน์ในนามกลุ่มสันติภาพนครปฐม ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์และต้านกลุ่ม กปปส. ซึ่งในเมืององค์พระ รู้ดีว่า “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เป็นลูกสาว “กำนันหัวโต” แห่งบ้านนาสร้าง ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม

พี่เจี๊ยบ นครปฐม

เมื่อเข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง อัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กระโจนเข้ามาช่วยพรรคอนาคตใหม่ทุกเขตในนครปฐม โดยเฉพาะเขต 1 กลุ่มแดงอิสระทุ่มเทช่วยสาวิกาเต็มที่

          ถ้าเกมพลิก นับคะแนนใหม่ สาวิกาได้เป็นผู้แทนฯ เท่ากับเมืององค์พระ เกิดปรากฏการณ์ยิ่งกว่าโขลงช้างล้ม

ลอกคราบ “ปิยบุตร” ขุดเรื่อง “ปีกซ้าย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ปิยบุตร” ขุดเรื่อง “ปีกซ้าย”

12 เมษายน 2562 – 11:18 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,คณะนิติราษฎร์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 12,918 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส  โดย….  พรานข่าว

ในโลกออนไลน์มีเรื่องราวเก่าๆ ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อยู่มากมาย เนื่องจากบทบาท “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ของคณะนิติราษฎร์ ที่เดินสายอภิปรายเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เกือบทุกเวที ระหว่างปี 2554-2556

ย้อนไปปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112” หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 1 หมื่นรายชื่อ เสนอแก้ไข ม.112

          ปิยบุตรและนักวิชาการกลุ่มหนึ่่งได้ขับเคลื่อนในนาม ครก.112 ร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ อาทิ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มแดงสยาม, กลุ่มไผ่แดง ฯลฯ รณรงค์แก้ไข ม.112 อย่างคึกคัก

ครั้น “ปิยบุตร” มาเล่นการเมือง ก็ต้องปรับจูนความคิดกับ “ผู้ร่วมก่อการ” ที่มาจากหลากหลายอาชีพ พูดจาภาษาซ้ายก็คือ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” นักกฎหมายหนุ่มจากฝรั่งเศสเลือกที่จะซ่อนแนวคิด “แก้ไขมาตรา 112” เอาไว้ใต้พรม

ด้วยเหตุนี้ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สองนักวิชาการที่หนีคดี 112 และลี้ภัยอยู่เมืองนอก จึงไม่พอใจอย่างแรง

“ผู้นำพรรคอนาคตใหม่ ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ไม่มีใครที่คิดหรืออ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้าย พูดถึงอะไรที่ว่ามีปัญหามาก แต่พอลงเล่นการเมืองกลับไม่เสนอเป็นนโยบายให้แก้ไข”

สมศักดิ์วิจารณ์แรงๆ ต่อบทบาทไม่เอาจริงเรื่องแก้ไข ม.112 ของ “ธนาธร-ปิยบุตร” เมื่อเดือน มีนาคม 2561

ว่ากันตามจริง ปิยบุตร จบกฎหมายจากฝรั่งเศส และสนใจศึกษา “พรรคฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส” รวมถึงพรรคทางเลือกในยุโรปอย่างจริงจัง

เมื่อ 2 มีนาคม 2556 ปิยบุตรได้ไปนำเสนองานวิชาการเรื่อง การกลับมาของพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส ในงานรำลึก 37 ปี การจากไปของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เหลียวหลังแลหน้า ทางออกระบบพรรคการเมือง

ปิยบุตรกล่าวตอนหนึ่งว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสคือ เกิดมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านตลอดเวลา ในช่วงหลัง จึงคิดกันได้ว่า หากไม่มีโอกาสนำสิ่งที่ค้านไปทำย่อมไม่เกิดประโยชน์ จึงคิดปรับพรรคใหม่หาทางให้ได้รับเสียงข้างมาก

หมุดหมายสำคัญคือ ปี ค.ศ. 1971 มีการจัดประชุมสภาใหญ่ เมื่อได้หัวหน้าก็เริ่มจัดรณรงค์หลายปีโดยเริ่มการรวมกลุ่มสารพัดซ้าย หลากหลายเฉดเข้าด้วยกัน กระทั่ง ค.ศ. 1981 พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา และได้เป็นประธานาธิบดี

เบื้องหลังชัยชนะของฝ่ายสังคมนิยม ก็คือการสร้างพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส โดยมีการจูนคลื่นกันไว้ก่อนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคสังคมนิยม

          แปลความได้ว่า ทั้งสองพรรคจะไม่นำนโยบายแบบ “สุดโต่ง” มาหาเสียง และเลือกแนวทางกลางๆ ที่ผู้คนรับได้ ปิยบุตร คงได้บทเรียนจากกรณีฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส จึงหลบเรื่องร้อนไว้หลังม่าน และหันมาเดินเกมการตลาดแบบทักษิณ

พรรคอนาคตใหม่ของธนาธร และปิยบุตร เริ่มต้นคล้ายพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร โดยว่าจ้างทีมงานการตลาดที่ช่ำชองเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์คน (Personal Brand)

ธนาธร และแกนนำคนสำคัญ เชื่อมั่นในทฤษฎี Political Marketing ที่ว่า “พรรคการเมืองจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ต้องเป็นพรรคที่มีเข็มมุ่งทางการตลาดเท่านั้น”

ที่สำคัญ การตลาดยุคดิจิทัล ทีมงานอนาคตใหม่ได้สร้างแบรนด์ผู้นำพรรค อย่าง “เอก ธนาธร” ให้ติดตลาดวัยรุ่น “เฟิร์สโหวต” ด้วยติดแฮชแท็ก #พ่อรักฟ้า ธนาธรจึงกลายเป็นพ่อของฟ้าชั่วข้ามคืน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่า ปิยบุตรจะล้มเลิกแนวคิดแก้ไข ม.112 พวกเขาตั้งเป้าหมายยึดอำนาจรัฐด้วยปลายปากกาในเบื้องต้น และหลังจากนั้น จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

ชั่วโมงนี้ พรรคอนาคตใหม่ยังต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์ “อำพรางแก่นแกน ซุ่มซ่อนยาวนาน” เพื่อรักษาฐานเสียงของ “เฟิร์สโหวต” จึงเลือกที่จะไม่เปิดแนวคิดดังกล่าว

          ปิยบุตรและแกนนำอนาคตใหม่ เลยต้อง “เก็บงำ” ชุดความคิดสุดโต่ง ชุดความคิดปีกซ้าย ยอมให้ปวินและแดงฮาร์ดคอร์ ด่าเช้าด่าเย็น ทำนองอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นแล 

เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก!?

12 เมษายน 2562 – 00:00 น.
เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก,สงกรานต์
เปิดอ่าน 397 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวัง    โดย…. ทีมข่าวอาชญากรรม

เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน รื่นเริง หรือจะเรียกว่าช่วงเวลาคืนความสุขให้ครอบครัว เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่พลัดถิ่นจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งในประเทศและต่างแดน ก็อาศัยเทศกาลนี้เดินทางกลับภูมิลำเนา เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว กลับไปรดน้ำดำหัวขอพรพระในบ้านที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือแม้แต่รวมรุ่นเพื่อนฝูง

นอกจากการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่สืบสานตามประเพณีแล้ว สงกรานต์ปีนี้ก็จะเป็นช่วงเวลาสนุกสนานรื่นเริงเหมือนเช่นทุกปี หลายสถานที่ทั่วไทยจัดงานเล่นน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่ทั่วไปก็เล่นสาดน้ำกันเอง มีการดื่มกินสังสรรค์ เปิดเพลงเคล้ากันไปเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

แต่มีสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเล่นสงกรานต์เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมาย แทนที่จะมีความสุขอาจต้องไปอยู่ในคุกแทน! ​จึงหยิบยกข้อเตือนใจของ “บิ๊กตำรวจ” อย่าง พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ดูแลด้านกฎหมาย ออกมาเตือนสติ แนะนำข้อห้าม หรือการกระทำที่อาจจะผิดกฎหมายในการเล่นสงกรานต์ ได้แก่ ห้ามเปิดเครื่องเสียงดังรบกวน ซึ่งเข้าใจว่างานรื่นเริงก็ต้องมีการเปิดเครื่องเสียง แต่ต้องมีความเหมาะสม ไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เพราะจะมีความผอดตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข มาตรา 25(4) มาตรา 74 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ห้ามเมาแล้วขับ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนรณรงค์มาโดยตลอดทุกเทศกาล หรือช่วงปกติ เนื่องจากเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเองและผู้อื่น ถ้าหากขับขี่รถในขณะเมาสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(2) ประกอบมาตรา 160 ตรี มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000-20,000 บาท ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถที่เล่นน้ำสงกรานต์ แม้ไม่ได้เป็นคนขับแต่ถ้ามีการดื่มบนรถก็มีความผิด ซึ่งเป็นไปตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดสถานที่ หรือบริเวณห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ.2555 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท

ห้ามกระทำการลามก อนาจาร โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์มักจะมีการสัมผัสร่างกาย ประแป้ง จนอาจเลยเถิดเป็นการทำผิดกฎหมาย ล่วงละเมิดทางเพศ อาทิ จับหน้าอก จับก้น กระทำอนาจารผู้อื่น ซึ่งจะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และ 279 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ห้ามขายปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่าปืนฉีดน้ำกลายเป็นอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้ามีแรงดันสูงก็ก่อให้เกิดอันตรายได้ หากฝ่าฝืนจะมีความผิด มาตรา 56 ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท และสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคสมัยนี้นั่นคือการโพสต์โซเชียลมีเดีย ฉะนั้นตำรวจจึงเตือนว่า ห้ามโพสต์โซเชียลมีเดียชวนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการโพตส์ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้านโลโก้ พร้อมเชิญชวนเพื่อนดื่ม ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท

หยุดยาวสงกรานต์นี้ กลับบ้านให้สุข เล่นให้สนุกสนาน สืบสานประเพณี และอย่าลืมข้อห้ามเกี่ยวกับเล่นสงกรานต์อย่างไรที่ไม่เสี่ยงคุก..!!

“พ่อมดดำ” ชิงจังหวะ เล่นไพ่ไทย-จีน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อมดดำ” ชิงจังหวะ เล่นไพ่ไทย-จีน

11 เมษายน 2562 – 08:40 น.
สุชาติ ตันเจริญ,พ่อมดดำ,กลุ่ม 16,บ้านริมน้ำ,พรรคพลังประชารัฐ,อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน,สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน,ไพศาล พืชมงคล,ฐานิสร์ เทียนทอง,ตรีนุช เทียนทอง,สสสายบ้านริมน้ำ
เปิดอ่าน 9,374 ครั้ง

“สุชาติ” ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง การเดินเกมไพ่ไทย-จีน ตระเวนไปทุกพรรคการเมืองใหญ่ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

***********************     

         หลายคนอาจแปลกใจที่เห็นภาพข่าวคณะผู้แทนกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินสายเข้าเยี่ยมหารือกับพรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา

          จะว่าไปแล้ว คนวางหมากวางเกมหนนี้ มองการเมืองทะลุ จึงเริ่มการเยี่ยมเยียนที่พรรคอนาคตใหม่ และปิดท้ายที่บ้านริมน้ำ ของ “สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน และประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง

แปดริ้วคอนเนกชั่น

          ตัวแทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นแขกพิเศษของสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน จึงไม่แปลกที่จะเห็นบทบาทของ “ไพศาล พืชมงคล” อุปนายก และเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน เป็นผู้โพสต์ความเคลื่อนไหวครั้งนี้

ไพศาล พืชมงคล

          สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน ก่อตั้งโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นนายกสมาคมคนแรก ตามมาด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายกสมาคมคนที่ 2 และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมคนที่ 3

สุชาติ ตันเจริญ พบตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

           ส่วนนายกสมาคมคนที่ 4 “พินิจ จารุสมบัติ“ และคนล่าสุด “โภคิน พลกุล” ต่างก็เป็นคนฉะเชิงเทรา รวมถึง “สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคม ชุดปัจจุบัน บอกได้คำเดียวว่า นี่คือ “แปดริ้วคอนเนกชั่น”

โภคิน พลกุล

          “สุชาติ” ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง

          การเดินเกมไพ่ไทย–จีน ตระเวนไปทุกพรรคการเมืองใหญ่ ก็เป็นท่วงท่าไม่ธรรมดาของพ่อมดดำ

กลุ่ม 16 และบ้านริมน้ำ

          “กลุ่ม 16” ชื่อนี้วนเวียนอยู่ในแวดวงการเมืองไทยมายาวนาน เนื่องจากอดีตสมาชิกกลุ่มนี้ ยังมีบทบาททางการเมืองในหลายรัฐบาล

          ถ้ายังจำกันได้ ปี 2559 สุชาติ ตันเจริญ ได้เปิดบ้านริมน้ำ ย่านเมืองนนท์ พบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ “กลุ่ม 16” อาทิ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, วราเทพ รัตนากร, สนธยา คุณปลื้ม, สรอรรถ กลิ่นประทุม, เกษม รุ่งธนเกียรติ และ ประวัฒน์ อุตโมท

          กลุ่ม 16 เป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองหนุ่ม(ปี 2536-2538) โดยมีรุ่นใหญ่อย่าง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นพี่เลี้ยง ระหว่างปี 2544-2548 อดีตกลุ่ม 16 มารวมตัวกันอยู่ในป้อมค่ายไทยรักไทย หลังรัฐประหาร 2549 พวกเขาก็แยกย้ายกันไป ส่วนใหญ่ยังอยู่พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย

สุชาติ ตันเจริญ

          เลือกตั้ง 2550 สุชาติ ตันเจริญ พาเพื่อนพ้องน้องพี่ลงสนามในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน สอบได้บ้าง สอบตกก็เยอะ แต่ปี 2552 สุชาติ ได้รวบรวมกำลังจำนวนหนึ่งหนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จึงโควตารัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ มา 1 เก้าอี้  

          เลือกตั้ง 2554 สุชาติย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่โชคร้าย ลูกทีมสอบตกหมด แม้กระทั่งที่สนามบ้านเกิด ทั้งพี่ชายและหลานชายของสุชาติ ก็พ่ายเพื่อไทย

          วันเกิดปู่ชัยเมื่อปีที่แล้ว สุชาติไปร่วมอวยพรเป็นครั้งแรก อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ประกอบด้วย เนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม และสุชาติ ตันเจริญ กอดคอถ่ายภาพกันชื่นมื่น

          ภาพนี้ภาพเดียว อธิบายฉากการเมืองไทย หลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ต้นเดือนพฤษภา

ขุมกำลัง ส.สุชาติ

          เลือกตั้ง 2562 สุชาติ ตันเจริญ อาสามาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ โดยรับผิดชอบภาคตะวันออก และภาคอีสาน(บางจังหวัด) 

          ช่วงเลือกตั้ง 2550 และ 2554 สุชาติไม่ได้ออกแรงมากนัก ผิดกับหนนี้ สุชาติ เดินสายช่วยลูกพรรคเต็มที่ แต่ผลเลือกตั้งดูเหมือนจะไม่ต่างจากปีก่อน เพราะสมาชิกบ้านริมน้ำในภาคอีสาน สอบตกหมด

          อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.สายบ้านริมน้ำ ถึงจะพ่าย แต่ก็เก็บคะแนนได้เฉลี่ยเขตละไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น บางเขตได้เกิน 3 หมื่นคะแนน 

          โชคดีที่เขต 3 ฉะเชิงเทรา สุชาติ เอาชนะพี่เขย รส มะลิผล อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ไปขาดลอย น่าแปลกใจตรงที่ รส มะลิผล ย้ายจากเพื่อไทยไปภูมิใจไทย

          เขต 2 ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ จากพรรคพลังประชารัฐ ชนะสมชัย อัศวชัยโสภณ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา 2 สมัย พรรคเพื่อไทย

ตรีนุช-ฐานิสร์  เทียนทอง สายบ้านริมน้ำ

          เลยไปทางสนามสระแก้ว สองพี่น้องตระกูลเทียนทอง “ฐานิสร์–ตรีนุช” ถือว่าอยู่กลุ่มบ้านริมน้ำ ก็เอาชนะตัวแทนของเสนาะ เทียนทอง ค่ายเพื่อไทยไปได้ 

          ส่วนเขต 3 สระแก้ว สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ พลิกคว่ำลูกชายป๋าเหนาะ อย่างสรวงศ์ เทียนทอง อดีต ส.ส.สระแก้ว ก็เป็นสายตรงบ้านป่ารอยต่อฯ 

          ประเมินว่า บ้านริมน้ำมี ส.ส.ในมือไม่ต่ำกว่า 10 คน รวมถึง “งูเห่า” ในอนาคตด้วย

อย่าอ้าง 6.3 ล้านเสียงกลบเกลื่อนความจริงคดีธนาธร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าอ้าง 6.3 ล้านเสียงกลบเกลื่อนความจริงคดีธนาธร

11 เมษายน 2562 – 08:20 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาะร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 4,772 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน โดย…  ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

บนข้อกล่าวหาทั้งคดีอาญา และคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการสมัครสส.ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ทั้งผู้กล่าวหา องค์กรที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน และตัวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบผู้จะเข้ามาสู่อำนาจทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ผู้กล่าวหาทั้งหลาย พึงเลี่ยงเอาเงื่อนไขทางการเมืองทุกประการมาปะปนกับการตรวจสอบคดีที่มีต่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะเดียวกันตัว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ควรอ้างคะแนนเสียงเลือกตั้ง 6.3 ล้านเสียงที่สนับสนุนเขาและพรรคอนาคตใหม่มาเบี่ยงเบน ข้อเท็จจริงของคดีที่ เขากำลังทำอยู่

การโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 3 เมษายน 2562 หลังได้รับหมายเรียก ไปให้ปากคำ ต่อข้อกล่าวหาความผิดมาตรา 116 เขาระบุว่า “ผมเชื่อมั่นว่ามีประชาชนหลายล้านคนที่รักความเป็นธรรม ยืนเคียงข้างผม และพร้อมจะแสดงออกว่า พวกเขาไม่ยอมทนกับอำนาจใดที่จ้องทำลาย อนาคตใหม่” เป็นเสมือนคำเชิญชวนที่เชิญชวนไปให้กำลังใจเขาในการเข้าพบพนักงานสอบสวน

และการกล่าวว่า “อย่าให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม เพราะมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของคนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทุกคน” คำปราศรัยบางช่วงบางตอนหลังพนักงานสอบสวน เป็นคำประกาศที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นการ “ระดมคน” หรือ “เอาคะแนนเสียงมาข่มคดี”

จงอย่าทำอีก เพราะไหน ก็ประกาศตัวเป็นคนรุ่นใหม่อย่าเล่นการเมืองแบบเก่า “เอาพวกมาก กลบเกลื่อนความจริง” มันจะคล้ายกับช่วงการพิสูจน์คดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ที่มีการขนมวลชน กดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้าย “ความจริงแพ้กระแส”

จงสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง กล้ายืนหยัดพิสูจน์ความจริง ไม่เอา 6.3 ล้านเสียงมาเป็นกำแพงหาช่องหลบ การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเท่านั้น ถึงจะยุติข้อกล่าวหาได้

“จงจำไว้ว่า 6.3 ล้านเสียงก็ไม่ใหญ่กว่า 1 เสียง เพราะความถูกต้องมาก่อนเสียงข้างมาก”

เปิดศึก 2ขั้ว”ยากัญชาไทย”หมอพื้นบ้านหรืออำนาจทุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดศึก 2ขั้ว”ยากัญชาไทย”หมอพื้นบ้านหรืออำนาจทุน

11 เมษายน 2562 – 07:00 น.
กัญชา,เปิดศึก,อำนาจทุน,หมอพื้นบ้าน,รายงานพิเศษ
เปิดอ่าน 2,027 ครั้ง

กลายเป็นคดีดังขึ้นมาทันที หลังจากตำรวจ “ป.ป.ส.” บุกค้นมูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ยึดต้นกัญชา 200 ต้น กับ “น้ำมันยากัญชา” เมื่อ 3 เมษายน ที่ผ่านมา

เพราะการบุกทะลวงมูลนิธิชื่อดังพร้อมจับกุมเจ้าหน้าที่ไปคุมขังในเซฟเฮ้าส์นานเกือบ 10 วันนั้น ตำรวจคงรู้ดีแก่ใจว่าคดีนี้ไม่แฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน !

“อ.เดชา”แถลงอย่างเป็นทางการหลังกลับถึงไทย 

ล่าสุด เครือข่ายภาคประชาชน ชาวบ้าน นักวิชาการ แพทย์ นักการเมือง เหล่าคนมีชื่อเสียงต่างพากันออกมา ติดแฮชแท็ก #SaveDecha เพื่อช่วย “อาจารย์เดชา ศิริภัทร” ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เป็นประธานมูลนิธิ ซึ่งอยู่ต่างประเทศแต่กำลังจะกลับมา และ #SaveSong หรือพี่ซ้ง “พรชัย ชูเลิศ” ผู้ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าตำรวจเอาพี่ซ้งไปซ่อนไว้ที่ไหน เพราะญาติมิตรเพื่อนฝูงเป็นห่วง

สิ่งที่สร้างความสงสัยให้ประชาชนคือ ช่วงนี้ยังอยู่ในห้วงเวลาของ 3 เดือนแห่งการนิรโทษปลดล็อกกัญชาหรือการยกเว้นโทษเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีกัญชาเพื่อรักษาโรค มาแจ้งการครอบครองที่สาธารณสุขจังหวัด โดยให้เวลา 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์–19 พฤษภาคม 2562 หมายความว่า ผู้มี “ยาน้ำมันกัญชา” เพื่อใช้รักษาโรค “ไม่ควรถูกจับ” เพราะยังไม่หมดเวลานิรโทษกรรม

แต่ทำไมตำรวจต้องสนธิกำลังเข้าไปจับกุมจนกลายเป็นข่าวใหญ่โต และเลือกเอาวันที่ อ.เดชา เดินทางไปประเทศลาว ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยด้วย ?

กลุ่มเดือดร้อนสุดตอนนี้คือ ชาวบ้านที่เจ็บป่วยแล้วต้องการยาน้ำมันกัญชาไปใช้รักษาแบบแพทย์แผนไทย เพราะที่ผ่านมาอาจารย์เดชาเป็นผู้มีชื่อเสียงในการทำวิจัยและทดลองคิดค้นสกัดสมุนไพรรวมถึงน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยผู้ป่วยจากหลายจังหวัดติดต่อขอทดลองใช้มาตลอดหลายปีแล้ว เช่น เครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งพิจิตร ลพบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ

มีรายงานข่าวว่าผู้ป่วยจากภาคเหนือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลำปาง อุตรดิตถ์ เกือบ 300 คนไปรวมตัวกันที่ “วัดป่าวชิรโพธิญาณ” จ.พิจิตร เพราะได้ข่าวว่าจะมีน้ำมันกัญชาจากมูลนิธิข้าวขวัญมาแจกฟรี แต่ต้องพบกับความผิดหวังเพราะตำรวจบุกยึดไปเป็นของกลางหมดแล้ว ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างขอร้องวิงวอนว่า นี่คือหนทางสุดท้ายที่จะช่วยรักษาความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนใหญ่เคยรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแต่ไม่หาย อยากให้รัฐบาล คสช.เข้าช่วยจัดการด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจยาเสพติดทำแบบนี้กับชาวบ้านที่อยากหันหน้าไปพึ่งพาแพทย์แผนไทย

ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเท่านั้น แม้แต่นายแพทย์ชื่อดังจากจุฬาฯ “นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” ยังทนไมได้ ต้องโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้ง และใครที่ไปจับ อ.เดชา หรือคนที่เกี่ยวข้อง อาจโดนฟ้องข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่ให้สัมภาษณ์สนับสนุนการจับกุมของตำรวจด้วย

ล่าสุด วันที่ 9 เมษายน เครือข่ายภาคประชาชน เช่น มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ระดมเงินบริจาคได้มากกว่า 5 แสนบาท ยื่นขอประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้แคมเปญรณรงค์ขอเงินสนับสนุนว่า “ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พาอาจารย์เดชากลับบ้าน” 

“วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี วิเคราะห์ให้ฟังว่า การจับกุมปราชญ์ชาวบ้านอย่างอาจารย์เดชาที่ทำเรื่องพืชยาสมุนไพรไทย ข้าวอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ จนมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับไปทั่วโลกนั้น ถือเป็นคดีแปลกประหลาดมาก และมาบุกจับช่วงที่เปิดให้นิรโทษกรรมด้วย ยิ่งเป็นปริศนาที่สังคมไทยควรมาช่วยกันสืบหาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลัง

“เชื่อกันว่าพี่เดชาคือสัญลักษณ์ของหมอพื้นบ้านทั่วไป ที่พยายามพัฒนาภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งพายาสารเคมีหรือบริษัทยายักษ์ใหญ่จากต่างชาติอย่างเดียว เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเป็นยา และร่วมทำงานวิจัยงานวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในด้านนี้มากมายนับไม่ถ้วน การบุกจับกุมมูลนิธิของพี่เดชา คือการประกาศอำนาจทุนหรืออำนาจบางอย่างของบางกลุ่ม ที่ไม่อยากให้ชาวบ้านท้าทาย ยากัญชาในอนาคตจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้ประเทศไทย เพราะฉะนั้นกลุ่มพวกนี้กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นคนกุมอำนาจในการจัดการดูแล ทั้งที่พืชสมุนไพรเหล่านี้ควรได้รับการต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์จากคนหลากหลายกลุ่ม ไม่ควรรวมศูนย์ความรู้หรืออำนาจในการควบคุมดูแลไว้ที่หน่วยงานใดหน่วยงานเดียว หรือให้สิทธิเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปตักตวงผลประโยชน์จากการปลูกและขายยารักษาโรค อย่าลืมว่าการนำกัญชามาเป็นยาหรือส่วนประกอบของอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษพวกเรา ทั้งตำรวจ ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข ไม่ควรทำให้กัญชากลับไปอยู่ในยุคมืดอีกครั้ง เพราะนานาประเทศต่างยอมรับประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชากันหมดแล้ว”

ขณะที่ฝ่ายกฎหมายที่ไปบุกจับกุมก็ไม่ยอมแพ้ ขอตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้ด้วย

เมื่อวันที่ 8 เมษายน “นิยม เติมศรีสุข” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เชิญสื่อมวลชนมาชี้แจงว่า การบุกจับนั้นตรวจพบต้นกัญชาที่เพาะปลูกได้ไม่นานกว่า 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 ลิตร กัญชาบดผงประมาณ 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กก. และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมจับผู้ต้องหา 1 ราย ข้อหาผลิตและครอบครองยาเสพติดประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนายทุนใดๆ ที่อยากผูกขาดการปลูกหรือจำหน่ายยากัญชา แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการตรวจสอบพบว่ามูลนิธิข้าวขวัญเผยแพร่ภาพและเนื้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ช่วงวันที่ 1-2 เมษายน ว่าจะแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้ประชาชนใช้รักษาอาการเจ็บป่วย ที่พิจิตรและลพบุรี ซึ่งตำรวจไม่สามารถปล่อยให้ทำแบบนี้ได้ เพราะกัญชายังถือเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต จำหน่าย ครอบครอง ต้องได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่มูลนิธิเป็นเพียงประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้

สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ที่อธิบายให้ฟังว่า การจับกุมของ ป.ป.ส.ครั้งนี้ ทำได้แน่นอน เพราะกฎหมายนิรโทษกรรม ระบุให้ใช้ได้กับผู้ป่วยที่ครอบครองเพื่อรักษาตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงคนที่ปลูกแล้วนำมาสกัดแจกหรือขายเป็นลิตรๆ แบบนี้

“ต้องย้อนไปดูว่า กฎหมายยาเสพติดแก้ไขปี 2562 ได้มอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขไปออกประกาศนิรโทษกรรมคนที่มีกัญชา หรือที่จริงก็คือผู้ป่วยที่ไปแอบซื้อยากัญชาสกัดเอามารักษาความปวดหรืออาการต่างๆ ซึ่งกัญชาสกัดเป็นน้ำมันยาแบบนี้มีแอบขายใต้ดินมานานแล้ว กฎหมายก็เลยออกนิรโทษกรรมให้ แต่ไม่ได้รวมถึงคนทำขายทำแจกทั่วไป ดูจากหลักฐานเบื้องต้นแล้วคิดว่า คดีนี้ถ้าส่งถึงอัยการคงมีการสั่งฟ้องอย่างแน่นอน” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าว

ทั้งนี้รายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “นิรโทษกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์” นั้น เริ่มจากมาตรา 22 ของ “พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 มอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำประกาศกฎหมายลำดับรองเพื่อนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์ จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขออกมา 3 ฉบับ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแล “กัญชา” เพื่อการแพทย์และให้นิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว

โดยกำหนดกลุ่มที่ได้รับนิรโทษกรรม 7 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

1.หน่วยงานรัฐที่ศึกษาวิจัย ให้บริการ หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด หรือสภากาชาดไทย

2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้าน

3.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์

4.เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร แต่จะครอบครองได้ต้องมีหน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาร่วมมือและกำกับดูแล

5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

6.ผู้ป่วยเดินทางต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องนำกัญชาติดตัว เข้าหรือออกราชอาณาจักร

และ 7.ผู้ขออนุญาตตามที่รัฐมนตรีเห็นชอบ

จุดไคลแมกซ์ประเด็นต่อสู้ของศึก 2 ขั้วเพื่อ“ ยากัญชาไทย” จึงอยู่ที่การตีความว่า อ.เดชา เป็นหมอพื้นบ้านหรือไม่ ?

โดยกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนยืนยันว่า อ.เดชา เป็นหมอพื้นบ้านอยู่ในเงื่อนไข “ข้อ 2” เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิจับกุม เพราะอยู่ในช่วงขอนิรโทษกรรมได้ แต่อีกฝ่ายมองว่า อ.เดชา ไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นหมอพื้นบ้าน เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นทั่วไป แต่มีพฤติการณ์ลักลอบผลิตและแจกจ่ายสารเสพติด

ที่ผ่านมา การนิยามคำว่า “หมอพื้นบ้าน” ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ค้นพบเนื้อหาจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข เรื่องระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 เกี่ยวกับการคัดกรองหมอพื้นบ้าน โดยระบุความหมายว่า

หมอพื้นบ้าน (Folk doctors) หมายถึง ผู้ที่ดูแลสุขภาพและรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยในท้องถิ่นนั้นๆ โดยใช้องค์ความรู้และวิถีปฏิบัติของการแพทย์พื้นบ้านที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีอัตลักษณ์เฉพาะ มีการสืบทอดผ่านประสบการณ์ตรงและสะสมเรียนรู้จากการปฏิบัติภายใต้บริบทของสังคมวัฒนธรรมเฉพาะ

พร้อมอธิบายรายละเอียดว่า หมอพื้นบ้านควรมีพื้นฐานดังนี้ เช่น มีคุณธรรม สามารถดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในชุมชนได้ ไม่เอาเปรียบหรือหลอกลวง ไม่ทำการรักษาในเชิงพาณิชย์และค้ากำไรเกินควร มีจิตใจดีเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในชุมชน อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มีความเคารพและกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ไม่เร่ขายยาไปตามที่ต่างๆ

ตัวอย่างหมอพื้นบ้านชื่อดัง เช่น “หมอแสง” หรือนายแสงชัย แหเลิศตระกูลชัย ที่แจกแคปซูลสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งนั้น เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กรมการแพทย์แผนไทยฯ ก็ออกใบรับรองให้เป็นหมอพื้นบ้านแล้ว

ดังนั้น หากพิจารณานิยามคำว่า “หมอพื้นบ้าน” จากระเบียบที่กำหนดไว้ พร้อมเปรียบเทียบกับหมอพื้นบ้านที่หน่วยงานรัฐเคยออกใบรับรองไว้แล้วประมาณ 3,000 คนทั่วประเทศไทย เชื่อว่าคดีนี้คงจบคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน

เพียงแต่ปริศนาว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง” สั่งบุกจับกุมหมอพื้นบ้านระดับปราชญ์อินเตอร์ที่นานาชาติยอมรับนับถือนั้น คงไม่มีคำตอบในเร็ววัน เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังเพาเวอร์ในอำนาจรัฐไม่น้อยทีเดียว !?!

ย้อนรอย “โจ๊กโมเดล” ในสมรภูมินครพนม-บุรีรัมย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย “โจ๊กโมเดล” ในสมรภูมินครพนม-บุรีรัมย์

10 เมษายน 2562 – 10:25 น.
โจ๊ก,ไตรเทพ งามกมล,พรชัย ศรีสุริยันโยธิน,ศุภชัย โพธิ์สุ,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,บิ๊กโจ๊ก,พรรคพลังประชาชน,พรรคภูมิใจไทย,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ผบตร
เปิดอ่าน 10,625 ครั้ง

ย้อนไปช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” สร้างผลงานอันโดดเด่นอยู่ 2 กรณีคือ เด็ดปีกกำนันโป้ย และจับเสี่ยแก๋ ส่งผลสะเทือนถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส. 2 สนาม 

*********************

รวดเร็วจนกองเชียร์ตามไม่ทัน กรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เข้ากรุศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)

9 เมษายน 2562 ที่ประชุม ครม.มีมติ โอน “บิ๊กโจ๊ก” จาก ศปก.ตร. เป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี

ย้อนไปช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” สร้างผลงานอันโดดเด่นอยู่ 2 กรณีคือ เด็ดปีกกำนันโป้ย และจับเสี่ยแก๋ ส่งผลสะเทือนถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส. 2 สนาม

ลูกชาย “กำนันโป้ย” แพ้

ก่อนเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2562 ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” โดยการนำของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 แถลงข่าวจับกุมนายทุนเงินกู้รายใหญ่อยู่ใน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม คือ “อิทธิพล เรืองวรบูรณ์” หรือกำนันโป้ย ผู้ทรงอิทธิพลแห่งลุ่มน้ำศรีสงคราม

ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์

เลือกตั้ง 2554 กำนันโป้ยส่งลูกชาย “กำนันยูเอส” ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ สวมเสื้อเพื่อไทย ชนอดีต ส.ส.หลายสมัย “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ ที่สนามเขต 1 นครพนม กำนันยูเอสได้แรงเชียร์จากคนเสื้อแดงเอาชนะครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

เลือกตั้ง 2562 ยุทธจักร ลูกชายกำนันโป้ย ค่ายเพื่อไทย ลงสนามป้องกันแชมป์ เจอ “ครูแก้ว” คู่ปรับเก่า ผลปรากฏว่า ครูแก้ว ได้ 48,719 คะแนน ส่วนกำนันยุทธจักร ได้ 21,049 คะแนน

ศุภชัย โพธิ์สุ

หลังทราบผลคะแนน กำนันยูเอสโพสต์ขอบคุณชาวบ้าน “…ต้องขออภัยที่ไปได้ไม่ถึง ทำตามที่พี่น้องหวังไว้ไม่ได้ แต่จะขอจดจำบุญคุณในครั้งนี้ตลอดไปครับ”

          ทายาทกำนันโป้ย คงต้องรอทำศึกล้างตาในการเลือกตั้งสมัยหน้า

“ครูแก้ว” กลับมาอีกรอบ

หลังดีใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง “ศุภชัย โพธิ์สุ” ได้โพสต์สั้นๆ ว่า “8 ปีที่รอคอย ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจนะครับ”

ความปราชัยเมื่อปี 2554 ทำให้ “ครูแก้ว” ศิษย์เอกของเนวิน ชิดชอบ เสียศูนย์ไปพอควร อันเนื่องจากช่วงปี 2552-2554 ครูแก้วเป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้นำงบประมาณมาลงในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม มากมาย

อย่างไรก็ตาม ถึงจะแพ้เลือกตั้ง ส.ส. แต่ครูแก้วก็แก้มือสำเร็จ โดยจับมือ ไพจิต ศรีวรขาน และชูกัน กุลวงษา ส.ส.นครพนม ค่ายเพื่อไทยสมัยนั้น หนุน “สมชอบ นิติพจน์” กลับมาเป็นนายก อบจ.นครพนม ได้อีกสมัย

สุจินดา ศรีวรขาน และ พูนสุข โพธิ์สุ

ดังนั้น “สุจินดา ศรีวรขาน” ภรรยาของไพจิต ศรีวรขาน จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายก อบจ.คนที่ 1  และ “พูนสุข โพธิ์สุ” ภรรยาของครูแก้ว เป็นรองนายก อบจ.คนที่ 2

แต่เลือกตั้งหนนี้ “สมชอบ” ย้ายไปซบค่ายพลังประชารัฐ  จึงมีกระแสข่าวลือสะพัดว่า สมชอบเตรียมปลดรองนายก อบจ.หญิง ทั้ง 2 คน เนื่องจากอยู่การเมืองกันคนละขั้ว

          ต้องรอวัดใจ “สมชอบ” ว่าจะเอาจริงหรือไม่…เพราะเที่ยวนี้ ครูแก้วมาแรง

“เสี่ยแก๋” สอบตก

ก่อนที่ “บิ๊กโจ๊ก” จะไปจับกำนันโป้ย ได้เปิดยุทธการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และขอนแก่น

มีผู้ต้องหารายหนึ่งคือ “พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลีซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

พรชัย ศรีสุริยันโยธิน

คนแถว อ.นางรอง ทราบดีว่า “เสี่ยแก๋” หรือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ทำธุรกิจลีสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาด จึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์

สมัยที่ “เสี่ยแก๋” เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ได้สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน และเลือกตั้ง 2550 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เสี่ยแก๋เจอใบแดง

เลือกตั้ง 2554 เนวิน ประมุขบ้านใหญ่โรงโม่หิน เลือก “ไตรเทพ งามกมล” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส.ส. ในสีเสื้อภูมิใจไทย ด้วยเหตุนี้ เสี่ยแก๋จึงย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงบุรีรัมย์หนุนช่วยเสี่ยแก๋ จนเอาชนะไตรเทพ ค่ายเนวินไปขาดลอย

ไตรเทพ งามกมล

เลือกตั้ง 2562 เสี่ยแก๋ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม เจอคู่ปรับเก่าไตรเทพ ที่เขต 6 บุรีรัมย์ ผลปรากฏว่า ไตรเทพ ได้ 43,327 คะแนน ชนะเสี่ยแก๋ พรชัย ที่ได้ 33,562 คะแนน

          ไม่รู้เพราะผลพวงจาก “โจ๊กโมเดล” หรือเปล่า..อดีต ส.ส.เพื่อไทย จึงร่วงพร้อมกัน

“อ.สำลี” หญิงเหล็ก…. เบื้องหลังกัญชาแพทย์ไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อ.สำลี” หญิงเหล็ก…. เบื้องหลังกัญชาแพทย์ไทย

9 เมษายน 2562 – 15:00 น.
อสำลี,กัญชาแพทย์ไทย,กัญชา,แพทย์ไทย,สำลี ใจดี
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

โดย ..พรรณี อมรวิพุธพนิช ทีมข่าวรายงานพิเศษคมชัดลึก

ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 7 เมษายน 2562 หน้าเพจเฟซบุ๊กและสื่อโซเชียลมีเดียของเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมใจกันลงข้อความและรูปภาพไว้อาลัยกับการจากไปขึ้นสวรรค์ของ “ผศ.ภญ.สำลี ใจดี” ในวัย 77 ปี

ทั้งจากกลุ่มเครือข่ายนักพัฒนาสังคม เครือข่ายแพทย์เภสัชกร เครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายแรงงาน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายเกษตร เครือข่ายสื่อมวลชน ฯลฯ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยสนิทหรือรู้จักอาจารย์สำลีเป็นการส่วนตัว อาจรู้สึกกลัวๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสูงวัยผมประบ่า หน้าตาดุดัน เสียงเข้มๆ พูดสั้นๆ ไม่ค่อยยิ้ม แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่คุ้นเคยจะรู้ดีว่าอาจารย์มีลักษณะเหมือนชื่อตัวเองคือ “สำลี” ที่เบานุ่มสบายสัมผัสถึงความอบอุ่นลึกๆ จากข้างใน และมีนิสัย “ใจดี” สมกับนามสกุล ด้วยนิสัยเอื้ออาทรมักช่วยเหลือจุนเจือทุกคนที่รู้จัก หรือใครก็ตามที่เข้ามาปรึกษาหารือปัญหาใดๆ ก็ตาม

บางคนแอบตั้งฉายาให้ว่า “หญิงเหล็ก” เนื่องจากอาจารย์สำลีเริ่มต้นจากเป็นอาจารย์แม่แห่งวงการเภสัชกรรมไทยก็จริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องปฏิรูปยาหรือสาธารณสุขอย่างเดียว เพราะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงานนอกระบบ การพัฒนาระบบการศึกษา ปัญหาสิ่งแวดล้อม สารเคมีในแปลงเกษตร เชื้อดื้อยา ข้าว ฯลฯ

สรุปง่ายๆ คือ ประเด็นอะไรก็ตามที่ช่วยให้ “โลก กับ มนุษย์ ดีขึ้นกว่าเดิม” อ.สำลีจะมุ่งมั่นเข้าไปสนับสนุนให้แนวคิด หรือโครงการเหล่านี้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมทันที

โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่อาจารย์ตั้งเป้าฟูมฟักมานานหลายสิบปี แต่เพิ่งจะเห็นแสงสว่างเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นั่นคือ “โครงการกระท่อม–กัญชาเพื่อการแพทย์” แกนนำกลุ่มแพทย์เภสัชและนักวิชาการที่ช่วยกันผลักดันปลดล็อกกัญชาจากบัญชียาเสพติดให้มาเป็น “ยารักษาโรค” รู้ดีว่า อ.สำลีทุ่มเทกับโครงการนี้มากที่สุด เป็นผู้ริเริ่มและบุกเบิกให้สถาบันวิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมมือกันทำงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของกระท่อมและกัญชาเพื่อช่วยรักษาชีวิตมนุษย์อย่างจริงจังมานานหลายสิบปีแล้ว

อ.สำลีเคยเปิดเผยความรู้สึกลึกๆ ในใจให้ฟังว่า การต่อสู้เพื่อเอากัญชากับกระท่อมมาใช้ทำยา แต่ละด่านยากมาก ! มีปัญหาอุปสรรคเยอะแยะไปหมด เป็นการเริ่มจากติดลบ ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีอคติว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้เป็นยาเสพติดอันตราย ขณะที่การรณรงค์ต่อสู้เรื่องอื่นๆ เริ่มจากศูนย์ คนไทยไม่ได้มีทัศนคติต่อต้านมากมาย เช่น การลดใช้สารเคมีเกษตร การรณรงค์สิทธิสตรี อาหารปลอดภัย เชื้อดื้อยา ฯลฯ เรื่องแบบนี้หาแนวร่วมได้ไม่ยาก แต่เรื่องเอากัญชากับกระท่อม ไม่ค่อยมีใครกล้าหรือมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ค่อยอยากออกมาเปิดหน้าต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ไม่กล้าเรียกร้องให้เปลี่ยนจากยาเสพติดมาเป็นยารักษาโรค ทั้งที่ยาเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ที่สร้างองค์ความรู้และสายพันธุ์พืชสมุนไพรเหล่านี้เตรียมไว้ให้พวกเรานานแล้ว

“พี่กระรอก” หรือ “วีระพงษ์ เกรียงสินยศ” ผอ.มูลนิธิสุขภาพไทย ผู้คลุกคลีทำงานกับหญิงเหล็กมานานกว่าหลายสิบปี กล่าวถึงความประทับใจของตัวเองว่า

“อ.สำลี 1 คน ทำงานได้เท่ากับคน 100 คน ผมไม่เคยเห็นใครเป็นแบบนี้”

ส่วนสาเหตุที่ อ.สำลีมุ่งมั่นทุ่มเทกับกระท่อมและกัญชาเป็นพิเศษนั้น พี่กระรอกคิดว่าอาจเป็นเรื่องผูกพันหรือติดค้างในใจมานาน เพราะท่านมีรุ่นน้องเภสัชกรสนิทกันมาก ชื่อว่า ผศ.ภญ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล เป็นนักวิชาการคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ

โดยส่วนตัวแล้ว อ.สุนทรีสนใจศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของ “กระท่อม” และมีความหวังว่าจะสามารถผลักดันให้รัฐบาลปลดล็อกจากการ “ขึ้นบัญชีเป็นสารเสพติด”

“แต่ยังทำไม่สำเร็จ อ.สุนทรีก็ลาจากโลกนี้ไปก่อน เรื่องนี้อาจอยู่ในใจลึกๆ ทำให้ อ.สำลีพยายามสร้างเครือข่ายผลักดันให้กระท่อมเป็นยารักษาโรคมาตลอด แต่ก่อนไม่ได้พูดถึงกัญชากันเท่าไร คิดกันว่ากัญชาทำยากกว่าหลายเท่า เพราะกฎหมายให้เป็นยาเสพติดมีโทษรุนแรง แต่ปรากฏว่ากระแสวงการแพทย์ทั่วโลกเปลี่ยนไป เกิดการแข่งขันวิจัยผลิตกัญชาใช้รักษาโรค หลายประเทศประสบความสำเร็จช่วยคนไข้ได้จำนวนมาก ทำให้อาจารย์เปลี่ยนยุทธศาสตร์หันมาขับเคลื่อนกัญชาให้เป็นยาก่อน แต่ก็บอกลูกศิษย์ทุกคนว่าต้องไม่ลืมปลดล็อกกระท่อมด้วย อ.สำลีสอนให้พวกเราพูดติดปากไว้เลยว่า โครงการกระท่อมกับกัญชา กระท่อมกับกัญชาๆ ๆ”

“อ.สำลี” เริ่มคิดวางแผนปรับยุทธศาสตร์อย่างจริงจังเมื่อประมาณ 2–3 ปีที่แล้ว ด้วยการวางกลยุทธ์สร้าง 5 กลุ่มเครือข่ายเป็นแกนหลักขับเคลื่อน ได้แก่ 1.กลุ่มนักวิชาการ เภสัชกร แพทย์ นักกฎหมาย 2.กลุ่มภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอ 3.กลุ่มหน่วยงานราชการ 4.เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน และ 5.กลุ่มสื่อมวลชน

หญิงเหล็กอยู่เบื้องหลังคอยให้การสนับสนุนทุกกลุ่ม ชี้แนะช่องทางให้แต่ละกลุ่มไปทำเรื่องที่ตัวเองถนัด โดยช่วยหาปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัย แหล่งข้อมูล และปัจจัยอื่นๆ ทุกๆ เช้าจะตื่นขึ้นมาติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล แล้วนำความเคลื่อนไหวหรือนำประเด็นที่มีประโยชน์ส่งไปยังกลุ่มไลน์ หรือห้องไลน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น

“ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา หนึ่งในศิษย์รักคนสนิท ผู้ร่วมทำโครงการต่างๆ กับ อ.สำลี มาตลอด เล่าให้ฟังว่า ท่านเป็นผู้มีพลังมหาศาล และมีนิสัยพิเศษ 3 อย่าง คือ 1.ทุ่มเทเพื่อผู้อื่น 2.กัดไม่ปล่อย 3.ชอบอยู่เบื้องหลังไม่ออกหน้า

“รู้จัก อ.สำลี ครั้งแรกตั้งแต่เป็นลูกศิษย์เรียนเภสัชฯ ที่จุฬาฯ ประมาณปี 2515 ตอนนั้นพวกเรามีกิจกรรมประท้วงหลายครั้ง จนกลายเป็นข่าวฮือฮา อ.สำลีช่วยดูแลพวกเรา เอาอาหารมาให้ อยู่กับพวกเราถึงค่ำๆ มืดๆ ในคณะ พอเรียนจบก็แยกย้ายไปเรียนต่อ แล้วก็กลับมาช่วย อ.สำลี อีกครั้ง เริ่มจากตั้งวงเล็กๆ คุยกันว่าจะทำอะไรกันดี เช่น ไปทำเรื่องสมุนไพรไทย การแพทย์จีน อาจารย์มองไกลรู้ล่วงหน้าถึงอนาคต เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นอนาคตว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง มีความรู้กว้างขวาง มีความคิดกว้างไกลในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องยาอย่างเดียว เช่น สิ่งแวดล้อม ล่าสุดไม่สบายนอนในโรงพยาบาลก็โทรสั่งเรื่องพีเอ็ม 2.5 ตลอดเวลา ถามว่าใครมีข้อมูลอะไรถึงไหนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเอาอย่างไร

“หลายคนไม่รู้ว่าท่านเป็นคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้กัญชาและกระท่อมเป็นยารักษาโรค ถ้าไม่มี อ.สำลี เรื่องยากัญชาในไทยคงไม่ก้าวหน้ามาได้ถึงขนาดนี้ เหมือนในอดีตก็เป็นคนแรกที่ริเริ่มปัดฝุ่นศึกษานวดแผนไทย ตอนนั้นมีปัญหาคนไทยติดยาแก้ปวดชนิดซอง ท่านพยายามคิดวิธีแก้ปัญหา จนกระทั่งไปเจอความรู้โบราณที่ใช้การบีบนวดเป็นทางเลือก ตอนนั้นมีแต่พวกนวดเพื่อความบันเทิง เราก็ช่วยกันปลุกปั้นทำนวดแผนไทย ศึกษาวิจัยต่างๆ ถือเป็นกลุ่มแรกที่ทำสำเร็จ หน่วยงานรัฐก็เอาไปขยายผล ทำให้นวดแผนไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ถึงทุกวันนี้พวกเรายังชอบแซว อ.สำลีบ่อยๆ ว่า ท่านไม่เคยกินสมุนไพรเลย และไม่ชอบนวดด้วย แม้เป็นเจ้าของความคิดบุกเบิกขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้มาก็ตาม”

ผศ.ภญ.นิยดา เล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อ อ.สำลี หลังตะลอนๆ ไปทั่วประเทศ ทำโครงการและเปิดมูลนิธิต่างๆ ด้วยกันมานานไม่ต่ำกว่า 30–40 ปี ว่า

สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ เรื่องสิทธิบัตร เพราะท่านมองเห็นจุดสำคัญบางอย่างได้เร็วและทะลุปรุโปร่งมาก และด้วยความเป็นคนกัดไม่ปล่อย พอสนใจเรื่องอะไรก็ทุ่มเทเต็มที่ ปัญหา พ.ร.บ.สิทธิบัตร ตั้งแต่ปี 2522 อเมริกามากดดันให้ไทยทำตาม ตอนนั้นเจ้าหน้าที่รัฐไทยยังไม่รู้เรื่อง ทำให้มีปัญหาในการออกสิทธิบัตร คนไทยจึงเสียผลประโยชน์หลายอย่างจนถึงวันนี้ เช่น อุตสาหกรรมยาของไทยล่าช้า และปัญหาเรื่องราคา กับการเข้าถึงยา

ไม่ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน “อ.สำลี” กำลังเป็นห่วงมากในเรื่องกัญชาและกระท่อม กลัวว่าจะสุดท้ายไทยจะเสียเปรียบต่างชาติอีกครั้ง

“พวกเราชอบบ่นอาจารย์ว่าทำอะไรหลายเรื่องเยอะแยะพร้อมกันไปหมด ท่านจะเถียงทันทีว่า ไม่ได้ๆ ต้องรีบทำ เดี๋ยวจะไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบทำให้มากที่สุด”

เมื่อปี 2554 หลังจาก “อ.สำลี ใจดี” ได้รับรางวัลเกียรติยศ “คนดีของแผ่นดิน” ลูกศิษย์คนสำคัญคือ “ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์” ได้แต่งบทกวียกย่อง โดยมีท่อนหนึ่งที่สามารถบรรยายความรู้สึกที่มีต่อท่านไว้อย่างสมบูรณ์

สำ คัญคือ ศรัทธา พามุ่งมั่น

ลี ลาลั่น เพื่อคนยาก ฝากให้ฝัน

ใจ เธอสูง เทียบเทียมฟ้า ฝ่าประจัญ

ดี นิรันดร์ เพื่อประชา ถาวรการ

จากวันนี้ไปเครือข่ายทั้ง 5 กลุ่มของ “อ.สำลี” คงต้องรวมพลังช่วยกันต่อสู้ทำโครงการสุดท้ายของท่านให้สำเร็จ

ด้วยการนำภูมิปัญญาความรู้ “กระท่อมและกัญชา” ของบรรพบุรุษไทย มาพัฒนาเป็นยารักษาโรคที่มีประสิทธิผล เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ

จากที่รกร้างสู่แปลงผักคลังอาหารของคนเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากที่รกร้างสู่แปลงผักคลังอาหารของคนเมือง

9 เมษายน 2562 – 12:20 น.
แปลงผัก
เปิดอ่าน 736 ครั้ง

รายงาน…

วิถีชีวิตและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของคนเมืองที่ยังต้องพึ่งพาปัจจัยอาหารจากภายนอก ยังไม่นับรวมถึงการผลิตอาหารที่ตั้งอยู่บนปัจจัยเสี่ยงทั้งสภาพภูมิอาหาร และภัยพิบัติต่างๆ ที่รุนแรงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นอยู่ของคนเมืองสั่นคลอน ไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป

เกษตรในเมือง หรือ Urban Agriculture เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเพื่อตอบโจทย์แนวทาง “เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Transition Town ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งสนับสนุนให้มีการสร้างแหล่งอาหารภายในชุมชน เพื่อรับมือภัยธรรมชาติและความผันผวนทางเศรษฐกิจและพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในอนาคต

นี่คือที่มาของ “Land Sharing” แบ่งปันพื้นที่ แบ่งปันอาหาร แบ่งปันชีวิต อีกหนึ่งโมเดลของโครงการสวนผักคนเมืองในการส่งเสริมเกษตรในเมืองเพื่อสร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชน ด้วยการให้เครือข่ายและผู้สนใจเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้กลายเป็นแปลงเกษตรกรรม ผลิตอาหารปลอดภัยสำหรับตนเองและแบ่งปันให้ชุมชน

ที่โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ ใกล้สี่แยกพงษ์เพชร อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้เปลี่ยนที่ดินรกร้างใต้แนวเสาไฟฟ้าแรงสูง เนื้อที่ 124 ตารางวา มาทำแปลงผักขนาด 1X2 เมตร จัดสรรให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้มาใช้ประโยชน์ ด้วยแนวคิด “ปลูก ปัน กิน”

“ตอนแรกที่ตรงนี้มีแต่เศษอิฐเศษปูนที่พวกก่อสร้างเอามาทิ้งไว้ เราก็ช่วยกันปัดเก็บให้เรียบร้อย” ดร.อมรา ปฐภิญโญบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ บอกถึงสภาพพื้นที่ก่อนเริ่มดำเนินการ หลังจากนั้นพบปัญหาต่อมาคือ ดินเสื่อมสภาพ แข็ง จนไม่น่าจะปลูกอะไรขึ้นได้ จึงเริ่มด้วยการ “ห่มดิน” คือ เอาฟางข้าวมาปกคลุมดินไว้ให้กลายเป็นปุ๋ยและสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ใส่ขี้วัว และปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง พอดินเริ่มกลับมามีสภาพดีขึ้นก็จัดสรรปันออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พืชหวังผล พืชหวังยา พืชไร่ และแปลงผัก

แปลงผักถูกแบ่งออกเป็นจำนวน 25 แปลง สำหรับเด็ก 19 แปลง ผู้ปกครองจำนวน 6 แปลง และความพิเศษของการจัดสรรพื้นที่แห่งนี้ คือ การออกแบบแปลงผักทั้งหมดเป็นวงกลม เพื่อให้สามารถดูแลแปลงผักขนาด 1X2 ตร.ม. ได้ง่ายและทั่วถึง

ทุกๆ วันเด็กจะมาช่วยกันปลูกและดูแลผลผลิตของตัวเองเพื่อนำไปเป็นอาหารกลางวัน ส่วนหนึ่งก็เอากลับไปรับประทานที่บ้าน ในส่วนแปลงที่จัดสรร หรือ “แชร์” ให้ผู้ปกครองจำนวน 6 แปลงนั้น ทางโรงเรียนจะเก็บค่าเช่าเดือนละ 650 บาท

“นอกจากจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กรับประทานผักแล้ว ยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ และวิธีการที่จะทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้อยู่ได้นาน นั่นคือ การแบ่งปันพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน” ผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ กล่าว

ด้าน “สุอาภา อนุโต” ครูผู้รับผิดชอบ เผยถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กว่า เด็กแต่ละห้องจะมีแปลงผักเป็นของตัวเอง ต้องแบ่งเวรกันมาทำ ตั้งแต่การปลูก การดูแล การรดน้ำ และเก็บ จากที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อนก็ได้มาลองทำกันแรกๆ ผักอาจจะไม่สวยงาม แต่พอทุกอย่างเข้าที่ ผักก็งอกงาม เด็กก็มีความสุข ตอนเช้าก่อนเข้าแถวก็รีบมารดน้ำโดยไม่ต้องมีใครมาบอกด้วย

ขณะที่ “สุวรรณ โกวิทวงศา” ผู้ปกครองที่มาใช้ประโยชน์แปลงผักดังกล่าว บอกว่า เด็กๆ มาอยู่แบบนี้ได้เห็นกระบวนการเรียนรู้การปลูกผัก ได้เห็นคุณค่าและเกิดความคุ้นชิน จะช่วยให้กินผักได้

ส่วนแนวคิดการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในเมืองมาทำเกษตรนั้น ผู้ปกครองคนดังกล่าว ให้ความเห็นว่า การปลูกผักมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ต้องอาศัยความสนใจของคนแต่ละคน ต่อให้มีพื้นที่ก็ไม่ตื่นตัวอยากจะทำ แต่ถ้าคนสนใจ แล้วรวมกลุ่มกันทำอย่างจริงจัง คนที่เห็นว่ามีประโยชน์ก็จะสามารถดึงคนมาร่วมกันได้
แนวคิดเรื่องการแบ่งปันใช้พื้นที่ หรือ Land Sharing จึงเป็นเรื่องของผู้ที่อยากจะแบ่งกันปลูก บรรจบกับคนที่อยากจะทำการเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ในเขตเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนหลายแปลงที่โครงการสวนผักคนเมืองได้ปักหมุดไว้ อยากจะชวนกันมาปลูก

อย่างไรก็ตามที่เป็นรูปเป็นร่างนอกเหนือจะโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์แล้ว พื้นที่ย่านคลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เนื้อที่กว่า 30 ไร่ เป็นที่ตั้งของ “ค่ายอาสาพัฒนาชนบทกลุ่มเสรีชน ม.รามคำแหง” โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ชื่อ “เสรีชน” ใช้เป็นสถานที่สร้างเสริมประสบการณ์โดยปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะอาชีพให้แก่สมาชิก และเป็นรายได้เสริม ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในการขับเคลื่อนกิจกรรมกลุ่ม

“พิเชษฐ์ หนูมาก” รุ่นพี่ค่ายอาสาพัฒนาชนบทกลุ่มเสรีชน เล่าถึงความเป็นมาว่า จากการที่ออกค่ายได้พบเจอวิถีชีวิตที่หลากหลาย โดยเฉพาะวิถีเกษตร และเชื่อว่าความมั่นคงทางอาหารจะเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต แม้สมาชิกกลุ่มแต่ละคนจะได้ชื่อว่าเป็นลูกเกษตรกร แต่ไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ในการทำเกษตร กระทั่งมีโครงการของ “สวนผักคนเมือง” จึงเป็นโอกาสของกลุ่มในการที่จะมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นของตัวเอง จึงตระเวนหาที่ว่างตามชานเมือง จนมาได้ที่ดินผืนนี้

เมื่อได้ที่ดินแล้วทางกลุ่มไม่รีรอ รีบช่วยกันปรับพื้นที่ทำแปลงผักขึ้นใหม่ ทำคอกเลี้ยงหมู เล้าเป็ด-ไก่ ในส่วนของกล้วย มะม่วง ไผ่ มะนาว และบ่อปลาที่มีอยู่เดิมก็ไปดูแลเพิ่มเติม ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่คิด ครั้งแรกก็ล้มเหลว เมื่อผักชุดแรกที่ทุกคนช่วยกันปลูกแคะแกร็น ไม่งอกงามอย่างที่วาดฝัน

“เรามีความรู้แค่ว่า หว่านเมล็ดแล้วรดน้ำ ผักก็จะงอก ออกมาให้กิน แต่มันไม่ใช่เลย ครั้งแรกที่ผลผลิตออกมา คือ กินไม่ได้ ต้นเล็ก แกร็น ขึ้นเป็นหย่อมๆ จึงได้ปรึกษาทางโครงการ ทำให้รู้ว่า ต้องมีการเตรียมดิน มีการให้ปุ๋ย มีการดูแลและบำรุงอย่างไร จึงได้เอามาปรับปรุงและแก้ไข เดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้ว” พิเชษฐ์ บอก
ผลผลิตของสวนเกษตรเสรีชนส่วนหนึ่ง คือการบริโภคในกลุ่ม และอีกส่วนจะกระจายไปสู่ผู้บริโภคที่เป็นพี่น้องย่านรามคำแหง และเริ่มมีพรีออเดอร์จากสวนผักคนเมืองบ้างแล้ว

สวนเกษตรเสรีชนจะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาสนใจการปลูกผักไว้กินเองได้หรือไม่นั้น พิเชษฐ์ บอกว่า เดี๋ยวนี้คนรักสุขภาพมากขึ้น ก็น่าจะมีคนสนใจกันมากขึ้น บางคนคิดว่าซื้อกินได้ แต่หลายคนเริ่มตระหนักโดยเฉพาะความปลอดภัยจากสารเคมี เขาก็จะไขว่คว้าและเรียนรู้ในการผลิตผักปลอดสารไว้กินเอง

พื้นที่รกร้างว่างเปล่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอีกเป็นจำนวนมาก หากครึ่งหนึ่งถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเช่นที่โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ และสวนเกษตรเสรีชน คนเมืองกรุงก็น่าจะมีคลังอาหารขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และพร้อมที่จะก้าวสู่ “เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง” ในอนาคต