เร่งดับ ‘ไฟป่า-ไฟบ้าน’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368331?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งดับ ‘ไฟป่า-ไฟบ้าน’

9 เมษายน 2562 – 12:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ดับไฟป่า,ไฟบ้าน
เปิดอ่าน 242 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ต้องรีบด่วนดับก่อนลุกลาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ก่อนอื่นผมขอแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการที่นายกรัฐมนตรีเชิญพระราชกระแสรับสั่งทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งพระราชทานกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนเสียสละ

ผมส่งจดหมายฉบับนี้มาเพื่อเรียนให้ทราบว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงกว่าที่คิดครับ ขนาดนายกรัฐมนตรีต้องไปเชียงใหม่และกำชับว่าต้องดับไฟป่า ต้นเหตุหมอกควันให้ได้ภายใน 7 วัน ซึ่งนี่ก็ครบกำหนดแล้ว ไม่รู้ว่าจะทันตามคำสั่งหรือเปล่า

หมอกควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่านี้ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพร่างกาย รวมถึงการคมนาคมโดยเฉพาะเครื่องบิน ซึ่งสนามบินบางแห่งหมอกควันหนาทึบจนเครื่องบินขึ้น-ลงไม่ได้ และทางรถยนต์ก็มองไม่ค่อยเห็นทาง เป็นอันตรายมากๆ

ผมค่อยเบาใจเมื่อมีรายงานสภาพอากาศจนถึงพรุ่งนี้(10 เม.ย.) ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งน้ำฝนจะช่วยดับร้อนและดับไฟป่าให้สภาพโดยรวมดีขึ้นตามธรรมชาติ

หมดเรื่องไฟป่าแล้วผมเป็นห่วงเรื่อง “ไฟบ้าน” คือเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ส่อเค้าว่าจะยุ่งยาก หากไม่หันหน้าเข้าหากันหรือเจรจากันให้รู้เรื่อง โดยใช้หลักกฎหมายและระบบความถูกต้องยุติธรรม

นั่นคือมีประชาชนและนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย-หลายสถาบันทั่วประเทศ ออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น ประธานสภานักศึกษารามคำแหงได้ยื่นหนังสือถึงกกต. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่ได้มีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 และปรากฏความผิดปกติหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการจัดเลือกตั้ง อาทิ รายชื่อบางรายชื่อมีเด็กที่อายุไม่ถึง 18 ปี และมีผู้เสียชีวิตเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในทะเบียนรายชื่อ

การรับส่งและรายงานผลคะแนนเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยความผิดพลาด มีจำนวนบัตรเสียมากกว่าปกติ มีบางหน่วยเลือกตั้งมีคะแนนรวมมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ ความผิดปกติในการนับคะแนนที่ล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ดุลพินิจที่น่ากังขา อาทิ การวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย หรือจะเป็นการวินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรประเทศนิวซีแลนด์ เป็นบัตรดี แต่ไม่สามารถนับคะแนนได้

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยจากประชาชนต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีความบกพร่องและไม่โปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศต่อการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้

รวมทั้งมีความกังวลในการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต ซึ่งส่งผลต่อคะแนนในการคำนวณจำนวนสมาชิกพึงมีของพรรคการเมืองต่างๆ ในนามของสภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอประณามการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้งในครั้งนี้ถึงความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่

นี่คือเสียงเรียกร้องอย่างสันติที่รัฐบาลและกกต. จะมองข้ามหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว-รีบดับ ‘ไฟบ้าน’ ที่กำลังมีประกายไฟก่อนลุกลามจนดับไม่ได้เหมือนหลายๆ ครั้งในอดีตนะครับ
สุวิทย์ (ราชดำเนิน)

ตอบคุณ ‘สุวิทย์’ ราชดำเนิน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเร่งดับไฟป่าและไฟบ้าน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอย่างรุนแรงและอาจจะลุกลามสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนต่อประเทศไทย-คนไทย

‘ไฟป่า’ ที่ภาคเหนือที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ทุกรัฐบาลก็ไม่ได้หามาตรการป้องกันหรือมีแผนงานระยะยาว แค่ตามแก้ไขดับไฟดังเห็นกันอยู่

ส่วน ‘ไฟบ้าน’ ที่กำลังเกิดจากความไม่พอใจจากความโปร่งใสของการเลือกตั้งและระบบการนับคะแนน ซึ่งทาง กกต.ยังให้คำตอบไม่ชัดเจน

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการโดยเร็วที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘วิษณุ’ กทม. ต่อไปนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบราชการไทย จากความล่าช้ามาสู่ระบบดิจิทัล
สมัยก่อนเรียกว่าทำงานกันแบบ ‘เช้าชาม-เย็นชาม’ ไปติดต่อราชการทีต้องหอบเอกสารไปเป็นปึกและใช้เวลาเป็นวันๆ ต่อไปนี้เข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ทันใจ ถูกต้อง 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลยุคอิเล็กทรอนิกส์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีข่าวทันสมัยมาแจ้งให้ทราบว่า ครม.ไฟเขียวเห็นชอบตามที่สำนักพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เสนอ เรื่องการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถดำเนินการออกเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

กำหนดว่าภายในปี 2563 ทุกหน่วยราชการจะต้องยกเลิกการใช้กระดาษ โดยหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครองได้แล้วให้ยกเลิกการออกบัตรให้แก่ประชาชน และพัฒนาระบบทะเบียนให้สามารถตรวจสอบสิทธิ์ของประชาชนเชื่อมโยงข้อมูลกับเลขบัตรประชาชนผ่านระบบออนไลน์แทน

ภายในปี 2562 หน่วยราชการต้องพัฒนาเป็นระบบอี-เซอร์วิส หากหน่วยงานใดยังไม่มีความพร้อมให้แจ้งสำนักงาน กพร. ทราบโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ให้ตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินในรูปแบบของดิจิทัลด้วย เช่น การอนุมัติ อนุญาต และการออกเอกสาร

ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานได้ใช้ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยยกเลิกรูปเล่มเอกสารหรือบัตรแข็งและเปลี่ยนเป็นใช้รูปแบบดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแทนแล้ว

สำนักงานประกันสังคมได้ยกเลิกบัตรผู้ประกันตนและนำระบบการเชื่อมโยงเลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลักมาใช้แทน ทำให้สามารถตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาลผ่านช่องทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ ทดแทนการพกบัตร

นี่คือการปฏิรูปการทำงานของราชการ ซึ่งจะประหยัด รวดเร็วอย่างมาก
วิษณุ (กทม.)

โป๊ะแตก “แผน 24 มิ.ย.” เกมจุดไฟในนาคร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก “แผน 24 มิ.ย.” เกมจุดไฟในนาคร

9 เมษายน 2562 – 10:56 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรคอนาคตใหม่,เอก ธนาธร,หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,โรม-รังสิมันต์,โรม,รังสิมันต์ โรม,ไผ่ ดาวดิน,คสช,ไอลอว์,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 7,933 ครั้ง

  หลายคนอาจลืมเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2558 ไปแล้ว เลยต้องมาทบทวนดูภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวอีกครั้ง เริ่มจาก “ตัวละคร” ในนาม “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่”

***************

ควันหลงจากคดี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พา “โรม-รังสิมันต์ โรม” ไปนอนสวนเงินมีมา ยังไม่จบ เมื่อโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย หรือ “ไอลอว์” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “คสช.โป๊ะแตก! แจ้งความธนาธรผิดท้องที่ สน.ปทุมวัน ไม่มีอำนาจทำคดีนี้”

ทางโฆษกคสช.ได้แจงว่า เหตุเกิดที่ สน.ปทุมวัน เพราะ “โรม” กับพวก ตั้งเวทีไฮปาร์คท้าทายตำรวจให้ออกมาจับกุมตามหมายจับ และในระหว่างชุมนุมนั้น ปรากฏว่ามีผู้มาให้กำลังใจและสังเกตการณ์ประมาณ 200 คน “ธนาธร” ก็อยู่ในนั้นด้วย จึงถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 116

ใบหน้านักเคลื่อนไหว

หลายคนอาจลืมเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2558 ไปแล้ว เลยต้องมาทบทวนดูภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวอีกครั้ง เริ่มจาก “ตัวละคร” ในนาม “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” (New Democracy Movement-NDM)

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นกลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่มที่มารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

รังสิมันต์ โรม หน้า สน.ปทุมวัน ปี 2558

          บุคคลที่เป็นแกนนำก็คือฟากกรุงเทพฯ คือ รังสิมันต์ โรม ส่วนฟากขอนแก่นก็เป็น “ไผ่ ดาวดิน” จตุรภัทร บุญภัทรรักษา

22 พฤษภาคม 2558 มีการแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ทั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒธรรมกรุงเทพมหานคร

สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ สน.ปทุมวัน

ทั้งสองจุดตำรวจออกหมายเรียกนักกิจกรรมทั้งหลาย แยกเป็นที่ขอนแก่น 7 คน และที่กรุงเทพฯ 37 คน แต่นักกิจกรรมต้านเผด็จการประกาศอารยะขัดขืนไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกรายงานตัวของตำรวจ

ตัดมาที่การเลือกตั้ง 2562 ปรากฏว่า นักกิจกรรมต้าน คสช.ยุคแรกๆ ได้เข้าร่วมทำงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคสามัญชน

          บ้างเป็นว่าที่ ส.ส. แต่อีกหลายคนก็สอบตก โดยเฉพาะชาวพรรคสามัญชน

ยุทธการ “ดาวยั่ว”

ดังที่ทราบกันหลังการชุมนุมรำลึก 1 ปี คสช.ยุติ ตำรวจได้ออกหมายเรียกแกนนักเคลื่อนไหวทั้งสองจุดเกิดเหตุ ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคสช. แต่พวกเขาประกาศอารยะขัดขืนไม่ยอมให้ตำรวจจับกุม

รังสิมันต์ โรม ถือฤกษ์ 24 มิถุนายน 2558 เข้าแจ้งความดำเนินคดีตำรวจที่กระทำการเกินกว่าเหตุในการจับกุมนักกิจกรรม โดยนัดหมายที่ สน.ปทุมวัน

ไผ่ ดาวดิน และเพื่อน ตัวละครสำคัญ

          ที่ฮือฮากลุ่มดาวดิน ขอนแก่น ดำดินมาโผล่ที่ สน.ปทุมวัน “ไผ่ ดาวดิน” ขึ้นไฮปาร์คไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ แถมท้าให้ตำรวจจับกุมพวกเขาเลย

ฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่าเป็นแผนล่อเจ้าหน้าที่ให้เข้าจับกุม จึงเล่นเกมยื้อจนถึงค่ำ เจ้าหน้าที่จึงยอมรับตามข้อเสนอไม่จับ และให้เข้าแจ้งความได้

แต่ก่อนกลับออกจาก สน.ปทุมวัน “ไผ่ ดาวดิน” บอกกับนักข่าวว่าไม่ได้กลัวการถูกจับกุม ถ้าจะก็ขอให้จับตอนนั้นเลย ขอร้องอย่าจับกุมระหว่างทาง เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

สี่ทุ่มกว่า โรมกับพวกกำลังเดินทางออกจากโรงพัก ตำรวจนอกเครื่องแบบเตรียมประกบ โรมไหวตัวทัน วิ่งหลบหนีไปขึ้นรถตู้

          หน่วยข่าวบันทึกหลักฐานรถตู้คันนั้นไว้เรียบร้อย จึงมีข่าวแพลมออกมาเวลานั้น บ้างว่าเป็นของ “นายทุนหัวก้าวหน้า” คนหนึ่ง

ปูทางสู่การเมือง

ยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะภาพที่ปรากฏว่า มีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว จนมีคำถามว่านักศึกษาหายไปไหน ยังสนใจเหตุบ้านการเมืองหรือไม่?

มิหนำซ้ำภายในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ยังเกิดความไม่เข้าใจกัน เพราะมีนักกิจกรรมจากหลายกลุ่มหลายองค์กร ส่งผลให้ “โรม” ต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (Democracy Restoration Group: DRG)

“โรม” เชื่อว่านักศึกษายุคปัจจุบันยังสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่อีก

ปลายปี 2560 “โรม” จึงตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ จึงเห็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกันอดีตนักกิจกรรมที่แยกทางกับโรมก็ไปร่วมก่อตั้ง “พรรคสามัญชน”

          เหมือนน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ..อุดมการณ์ตรงกัน แต่รสนิยมทางการเมืองต่างกัน

“ประชาธิปัตย์” อย่าดัดจริต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368330?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ประชาธิปัตย์” อย่าดัดจริต

9 เมษายน 2562 – 10:10 น.
กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,กปปส,พลอเปรม ติณสูลานนท์,พิชัย รัตตกุล,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,มรวคึกฤทธิ์ ปราโมช
เปิดอ่าน 6,664 ครั้ง

คอลัมน์…   กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

 เกมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คงมีความชัดเจน หลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ต้นเดือนพฤษภาคม แต่เค้าลางแห่งความยุ่งยาก ก็เผยให้เห็นกันแล้ว

เนื่องจากเสียง ส.ส.ในสภา ของ “2 ขั้ว” สูสีกันเหลือเกิน ไม่มีฟากไหนชนะเด็ดขาด ฉะนั้น ข่าวลือข่าวลวงเรื่องพลิกขั้ว ย้ายขั้ว จึงอึงอลในยามนี้

สำหรับ “พรรคประชาธิปัตย์” มีสภาพไม่ต่างจากตอนที่มีการแข่งขันเลือกหัวหน้าพรรค แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน แม้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ขั้วอภิสิทธิ์ ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พยายามชงผู้นำคนใหม่ เพื่อชิงอำนาจกลับคืนมา ฝ่ายขั้ว กปปส.(เดิม) เดินเกมรุก หวังยึดพรรคให้ได้เช่นกัน

ฝ่ายอดีตแกนนำ กปปส. แสดงจุดยืนเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ขณะที่ขั้วอภิสิทธิ์ ต้องการให้ ปชป. เป็น “ฝ่ายค้านอิสระ”

แม้คนบางคนในพรรคเก่าแก่ จะอ้างว่า ปชป.ต่อต้านเผด็จการมาแต่แรกเริ่ม คงไม่มีใครเถียง เพราะคู่ต่อสู้สมัยโน้นคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, พรรคสหภูมิ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระยะใกล้ ยังได้บอกว่า ปชป.ได้สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือที่นักรัฐศาสตร์ไทยบางคน เรียกว่า “ระบอบเปรมาธิปไตย”

พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ยกมือให้ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 3 มีนาคม 2523 กระทั่งเลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 “พิชัย รัตตกุล” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป.สมัยนั้น ได้นำพาลูกพรรคหาเสียงเต็มที่

ผลการเลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ 100 ที่นั่ง พรรคชาติไทย 63 ที่นั่ง พรรคกิจสังคม 51 ที่นั่ง พรรคสหประชาธิปไตย 38 ที่นั่ง พรรคประชากรไทย 24 ที่นั่ง พรรครวมไทย 19 ที่นั่ง พรรคราษฎร 18 ที่นั่ง ส่วนพรรคต่ำสิบ รวมกัน 25 ที่นั่ง

          เบื้องแรก ปชป. ที่มี พิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค พยายามจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคกิจสังคม และพรรคอื่นๆ ไม่ร่วมด้วย ปีกพรรคชาติไทย พยายามคุยกับ “พิชัย” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พิชัยไม่กล้า แกนนำชาติไทยจึงออกโรงหนุน พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชิงเก้าอี้นายกฯ

สุดท้าย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ออกโรงหนุน พล.อ.เปรม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ แกนนำ ปชป. กิจสังคม ชาติไทย และราษฎร จึงเจรจากันตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรค 232 เสียง โหวตป๋าเปรมเป็นนายกฯ

          “สถานการณ์ทางการเมือง เป็นบรรยากาศไม่สู้ดีนัก ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะเป็นคนกลาง พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องเป็นพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด” พิชัย แจกแจงกับนักข่าวสมัยนั้น 

เบื้องลึกที่ 4 พรรคจูบปากกัน เพราะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทหาร “ลูกป๋า” เดินสายล็อบบี้แกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว ให้มาร่วมหัวจมท้ายกัน

บทเรียนของ ปชป.คราวครั้งโน้น ก็มักถูกพรรคคู่แข่งหยิบยกมาพูดถึงจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค แต่ “ปู่พิชัย” ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานั้น

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยสปริตของอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ปู่พิชัยได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส.บางคนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เมื่อ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา “ปู่พิชัย” ยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งที่พรรค ปชป. พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ พร้อมเสนอให้พรรค ปชป.นำคนเก่าแก่ในพรรคเข้ามาปรับองคาพยพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เกิดความเป็นเอกภาพ

“เมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกพรรคพลังประชารัฐเข้ามาทำงาน เป็นการแสดงให้เห็นว่า เขาอยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสานงานที่ทำเอาไว้ ซึ่งผมเห็นด้วย และอยากให้ลืมอดีต เพราะขณะนี้ถือว่าบ้านเมืองอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู เสมือนรถที่ตกรางแล้วกำลังกลับเข้าสู่ราง จึงควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานพิสูจน์ตัวเองให้สำเร็จ”

          ฟังปู่พิชัยพูดแล้ว หลายคนอมยิ้ม และเข้าใจในหัวอก “ผู้ใหญ่” ของพรรคเก่าแก่ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ไม่ใช่แก๊งโลกสวยที่สุมหัวคิดกันอยู่ไม่กี่คน 

วิบากกรรม’บิ๊กโจ๊ก’ในวันที่ไม่’หวานเจี๊ยบ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368327?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรม’บิ๊กโจ๊ก’ในวันที่ไม่’หวานเจี๊ยบ’

9 เมษายน 2562 – 08:21 น.
บิ๊กโจ๊ก,เด้งฟ้าผ่า,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,วงการสีกากี
เปิดอ่าน 12,687 ครั้ง

รายงาน…

ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความร้อนแรงของการเมืองที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาพอากาศหน้าร้อนของไทย ทั้งคนข่าวทั้งประชาชนทั่วไป เทความสนใจไปที่ข่าวการเมืองหลังการเลือกตั้งเสร็จแต่ยังไม่จบ แต่จู่ๆ กลับปรากฏข่าวฮือฮาครั้งใหญ่ในแวดวงสีกากี ชนิดที่กลบกระแสการเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งนักข่าวและตำรวจเช็กกันอุตลุดกับข่าว “เด้งฟ้าผ่า” นายพลหนุ่มคนดัง

กระแสข่าวถูกลือสะพัดตั้งแต่ค่ำวันที่ 5 เมษายน ก่อนมาคุหนักในเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใครต่อใครก็อยากจะรู้เรื่อง และถามหาคำสั่งเด้ง และแล้วข่าวลือที่ว่าก็ถูกตอกย้ำว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สะบัดปลายปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย

จนถึงนาทีนี้ปม “เด้งสายฟ้าแลบ” บิ๊กตำรวจหนุ่มดาวรุ่งพุ่งเร็ว เจ้าของฉายา “บิ๊กโจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ไปเดินสะดุดทำผิด ทุจริตอะไร เพราะนอกจากคำสั่งที่ปรากฏ ยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันถึงการย้ายขาดนายพลดาวรุ่งครั้งนี้ ทุกคนยังปิดปากเงียบ โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถมเป็นผู้ควบคุมกลไกในรั้วสีกากี ทั้งๆ ที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจที่ประสานงานทำงานใกล้ชิด หรือแม้แต่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่เป็นผู้บังคับบัญชาและเซ็นคำสั่งด้วยตัวเอง ทำให้สังคมได้แต่คาดเดา ผูกเรื่องโยงสาเหตุไปต่างๆ นานา ผสมผสานวิเคราะห์วิจารณ์จับแพะชนแกะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งชวนสงสัย

ท่ามกลางกระแสข่าวลือในตอนนั้น เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ออกจากราชการแล้วได้ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกผูกเรื่องโยงถึงที่มาของการเด้งดังสนั่นวงการครั้งนี้ เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลังการยึดอำนาจของ คสช. โดยช่วงปีหลังๆ “บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะคนสนิท “บิ๊กป้อม” เป็นนายพลหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง มียศมีตำแหน่งข้ามหัวรุ่นพี่ โตไว ได้ยศ “พล.ต.ท.” คุมหน่วยสำคัญอย่าง สตม. และมีบทบาท หรือจะเรียกว่ามีอิทธิพลต่อโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีคนวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย

จะว่าไปแล้วการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ถึง สารวัตร (สว.) เพิ่งเสร็จสิ้นก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน แต่กว่าโผจะคลอดก็ลุ้นกันคางเหลือง จะออก ไม่ออก เลื่อน ไม่เลื่อน กระทั่งมีคำอธิบายว่า ที่ช้าเพราะรายชื่อมีเยอะ ติดขัดด้านธุรการ ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ ป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อน ถึงกระนั้นก็มีรายงานข่าวว่า มีกองบัญชาการสำคัญแห่งหนึ่ง ถูกแทรกแซงเปลี่ยนโผ มีสายการเมืองบังคับบิ๊กตำรวจส่งเด็กของตัวเองเข้ามาเบียด สุดท้ายก็มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง มีการแก้ไขและยกเลิกคำสั่งเดิม มีตำรวจหลายตำแหน่งที่ถูกเบียดเข้ามาในกองบัญชาการแห่งนี้ถูกยกเลิกคำสั่งไปด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีบางกระแสที่ลือกัน เนื่องจากมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจจากถิ่นภูธรพื้นที่อีสานใต้ที่ไม่มีความชำนาญ เข้ามาดูแลงานในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดเขตนครบาล จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการสำคัญ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันหลังคำสั่งเด้งที่เกิดขึ้นปรากฏชัด ยังมีข่าวลือผูกโยงพฤติกรรมเรื่องการทุจริตต่างๆ ออกมาวิพากษ์กันไม่หยุด อาทิ เรื่องการเช่ารถสายตรวจของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ที่มีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่มีพิรุธเกี่ยวกับการประกวดราคา และสัญญาเช่า รวมถึงวันส่งมอบรถ

ที่สาธยายมายังเป็นแค่บางส่วนบางตอน ซึ่งยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือที่รอการยืนยัน แต่เพียงเท่านี้น่าจะถูกใจบรรดาโจทก์ของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่เคยถูกปราบแทบเหี้ยนอย่างขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งถูกตามยึดทรัพย์แทบหมดตัว รวมถึงช่วงก่อนจะมีการเลือกตั้งยังเดินหน้าปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบดอกโหด ยึดโฉนดคืนลูกหนี้ จับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช. เพราะมีหมายจับนายทุนปล่อยกู้เอารัดเอาเปรียบ โดนข้อหาฉ้อโกงกันไปหลายราย

จากคำสั่งที่เกิดขึ้น จึงนับว่าเป็นวิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่วันนี้ไม่ได้ “หวานเจี๊ยบ” เหมือนเก่าก่อน เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง แม้แต่ตำรวจด้วยกันเอง เนื่องจากมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ปราบปรามจับกุมสารพัด มีชื่อมีหน้าออกสื่อทุกแขนงทุกวัน เส้นทางที่เดินมาเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ อนาคตสดใสสุดๆ ตำแหน่ง ผบ.ตร.ในอนาคตอันไม่ไกลก็น่าจะจับต้องได้ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเสียก่อน

สำหรับการประชุม ก.ตร. ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ มีรายงานว่า จะเป็นการแต่งตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ถูกย้ายเข้ากรุ ศปก.ตร. ไปเป็น ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วพิจารณาคนอื่นมาขึ้นแท่นนั่ง ผบช.สตม. แทน
อำนาจที่เต็มไม้เต็มมือของ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงวันนี้ต้องมลายหายไป ส่งผลให้นายพลหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังพุ่งพีคสุดขีดต้องชะงักงันแบบกะทันหัน และไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เขาจะมีความผิดถูกแจ้ง 6 ข้อหา ตามข่าวลือหรือไม่ เส้นทางราชการที่กำลังสวยหรูจะได้ไปต่อ หรือจะหยุดพอแค่นี้ เดี๋ยวคงได้รู้กัน..!!

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

9 เมษายน 2562 – 08:11 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,โอนหุ้น
เปิดอ่าน 2,788 ครั้ง

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

หลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2562 ชี้แจงการขายหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2562 ไม่ใช่วันที่ 21 มี.ค.2562 ตามที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุ

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ตั้งข้อสังเกตุว่า 1.การระบุว่านางสมพร จ่ายค่าหุ้นเป็นเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.2562 ซึ่งโดยปกติการออกเช็คสามารถออกเช็คลงวันที่ย้อนหลังได้ หากจะให้ลึกซึ้งกระจ่างแจ้ง ก็ควรนำต้นขั้วสมุดเช็คมาให้ตรวจสอบด้วยว่าไม่มีการลงวันที่ย้อนหลัง ซึ่งสามารถตรวจสอบจากต้นขั้วเช็คได้ เพราะมีหมายเลขเช็คเรียงตามลำดับ (Running number)

2.กรณีนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาโอนหุ้นให้นางสมพร ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 เช่นเดียวกันก็ควรนำตราสารการโอนหุ้นและหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นของนางสมพร มาแสดงด้วย หากมีการชำระเป็นเช็คก็ต้องนำต้นขั้วมาแสดงด้วยเช่นเดียวกัน

3.กรณีวันที่ 14 ม.ค. 2562 นางสมพร โอนหุ้น 675,000หุ้น หมายเลข 1350001 ถึง 2025000 ให้หลานชาย ชื่อคุณเอ และโอนหุ้น 225000 หุ้น หมายเลข 3150001 ถึง 3375000 ให้หลานชายชื่อคุณบี โดยมีการทำตราสารการโอนถูกต้อง ก็น่าจะแสดงตราสารการโอนหุ้นให้แก่หลานทั้ง 2 มาแสดงด้วย หากหลานทั้ง 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็ต้องนำหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมด้วย

ทั้งหลานเอ และ หลานบี ชำระค่าหุ้นอย่างไร หากเป็นเงินสดก็ควรต้องแสดงแหล่งเงินว่ามาจากไหน หากชำระด้วยเช็ค ก็ควรนำมาแสดงด้วย

4.การประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2562 บริษัทนำความไปจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงกรรมการ (มีกรรมการลาออกสองคน) และระบุว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นมีเข้าประชุม 4 คน และผู้รับมอบฉันทะ 4 คน เพื่อความแจ่มชัดก็ควรแสดงหนังสือมอบฉันทะด้วย

5.กรณีหลานเอ และ หลานบี วันที่14 มีนาคม2562 ได้โอนหุ้นที่ได้รับโอนมาจากนางสมพร ให้นางสมพร โดยมีการทำตราสารการโอนหุ้นถูกต้องก็ควรต้องนำตราสารการโอนหุ้นมาแสดงและมีปัญหาว่านางสมพร ชำระค่าหุ้น อย่างไรเป็นเงินสดหรือเป็นเช็คหากเป็นเช็คก็จะต้องมีเลขที่แสดงและเงินที่คุณเอ คุณบีได้รับมาจากนางสมพร เป็นเงินได้พึงประเมินที่คุณเอและคุณบี ต้องมีภาระหน้าที่ในการเสียภาษีด้วย

6.กรณีผู้ถือหุ้นอีก 3 รายนอกจากหลานก็ได้โอนหุ้นให้นางสมพรทั้งหมดในวันเดียวกันนั้น ก็ต้องนำตราสารการโอน หลักฐานการชำระเงินมาแสดงด้วย และเงินที่ผู้โอนได้รับมาก็เป็นเงินได้พึงประเมินเช่นกัน

7.บรรดาการโอนหุ้นทุกครั้งไม่ว่าลูกโอนให้แม่ แม่โอนให้หลาน หลานโอนกลับให้แม่จะต้องมีการบันทึกลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้ง ถ้านำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นมาแสดงก็คลี่คลายได้

ขณะที่นักกฎหมายรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตุที่น่าสนใจว่า การโอนหุ้นดังกล่าวอาจจะเป็นนิติกรรมอำพราง

ประการแรกเมื่อนายธนาธร และ นางรวิพรรณ โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ทำไมนางสมพร ในฐานะกรรมการ บริษัท จึงไม่ลงสมุดทะเบียนหุ้นบริษัทในวันนั้น หรือทำไมไม่ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ในช่วงวันที่ 8 ม.ค.2562 ทันที เหตุใดจึงทิ้งระยะกว่า 2 เดือน

ประการที่ 2 นางรวิพรรณ แจ้งลาออกจากกกรรมการเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2562 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.2562 ทำไมไม่ลาออกจากกรรมการตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ในคราวเดียวกัน

ประการที่ 3 นางรวิพรรณ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน แต่ก่อนวันที่ 18 มี.ค. ยังเป็นกรรมการในบริษัทสื่อถือว่า นายธนาธร ขาดคุณสมบัติผู้สมัครหรือไม่

ประการที่ 4 กรณีนางสมพร ทจ่ายเช็คค่าหุ้นให้นายธนาธร 6,750,000 บาท มีการเคลียริ่งหรือไม่ ถ้ามีการเคลียริ่ง เกิดขึ้นวันไหนถ้าตรงกับวันที่ 8 ม.ค.2562 ทุกอย่างก็เคลียร์ แต่ถ้าไม่มีการเคลียริ่ง ก็น่าสงสัยว่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

ส่วนกรณีที่นายธนาธร บอกว่า โอนหุ้นต่อหน้าพยานและทนายโนตารี่พับบลิค ซึ่งโนตารี่ พับบลิค คือการที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ และประทับตรารับรองความถูกต้องของเอกสารว่ามีสาระชอบด้วยกฎหมาย แต่ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับโนตารีพับลิค

มาถึงตรงนี้ประเด็นจึงไปอยู่ที่ฝ่ายสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่ต้องแสวงหาหลักฐานดังที่ว่าจากนายธนาธร และต้องอาศัยอำนาจเรียกมาเป็นพยานระหว่างการไต่สวนและอายัดสมุดทะเบียนหุ้นไว้ด้วย

ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

8 เมษายน 2562 – 12:05 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,ถาวร เสนเนียม,อนุทิน ชาญวีรกูล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 13,373 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน ค่อนข้างชัดเจนเเล้วว่า “ยี่สิบห้าพรรคการเมืองจะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ในชั้นต้น โดยสองพรรคที่ไม่มีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คือ พรรคเพื่อไทยเเละประชาชาติ คือคำตอบของกกต.ที่เเจ้งต่อสังคมหลังจากชุลมุนว่าพรรคที่มีส.ส.เขตเท่านั้นหรือไม่จะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาหลายวัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ความชัดเจนบังเกิดขึ้นมาระดับหนึ่งพร้อมๆกับการสั่งนับคะเเนนใหม่เเละเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้งที่มีความคาราราซังเเละเเว่วมาว่าสัปดาห์นี้จะมีเเจกใบสารพัดสีออกมาอีกระลอกใหญ่ เพื่อให้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ต้องยุติในเดือนเมษายน ก่อนที่จะรับรองผลอย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคม

ความจริงที่จะบังเกิดในการเลือกตั้งซ่อมคือขั้วพรรคเพื่อไทยต้องพยายามหลายเท่าตัวในการรักษาพื้นที่ รวมทั้งเจาะพื้นที่ใหม่ให้ได้เพื่อนำมาหักกลบลบหนี้กับขั้วหนุนลุงตู่ เเต่สิ่งที่น่าจะยากเเละเหนื่อยคือ การเกลี่ยเเต้มกันในเเต่ละเขตเลือกตั้งไม่ให้เหลื่อมล้ำกับพรรคเเนวร่วม เพราะหนึ่งคะเเนนในหนึ่งเขตเลือกตั้งจะมีผลในการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เเต่ละพรรคโดยอัตโนมัติ ตรงนี้คือสิ่งที่เหนื่อยเเสนเหนื่อย….

ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น เเน่นอนว่าจะต้องกวาดคะเเนนมาเพิ่มให้ระบบเขตเเละปาร์ตี้ลิสต์ให้ขยับไปหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุด เพราะตอนนี้ “ยี่สิบเอ็ดเสียง” ที่พรรคอันดับหนึ่งมีเหนือพรรคอันดับสองนั้น “พลังประชารัฐ” ต้องคว้าตัวเลขเข้ามาลดช่องว่างให้ได้เยอะที่สุดเพื่อเป็นข้อต่อสู้บนเวทีการจัดตั้งรัฐบาลให้มีความชอบธรรมเท่าที่จะพยายามได้

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งซ่อมนั้น สถิติที่ผ่านๆ มาจำนวนผู้มาใช้สิทธิจะลดลงกว่าการเลือกตั้งทั่วไป เเละหากมาจัดขึ้นช่วงหลังสงกรานต์ ผู้มาใช้สิทธิน่าจะน้อยลงกว่าที่ประมาณการไว้เป็นเเน่เเท้ ตรงนี้คือการบ้านที่สองขั้วการเมืองจะต้องทำเพื่อกวาดคะเเนนจากการหย่อนบัตรซ่อมครั้งที่จะถึงนี้ให้เข้าเป้าที่สุด

….อีกปรากฏการณ์ที่บางฝ่ายลุ้นมานาน คำตอบเเพลมมาเเล้วว่า “สองพรรค” จะเเตะมือกับขั้วใดระหว่างขั้วหนุนลุงตู่เเละขั้วต้านลุงตู่….

“สองพรรค” อมพะนำมาครู่ใหญ่ เเม้ล่าสุดจะเป็นคำตอบที่พูดไม่เต็มปากนัก เเต่เมื่อพินิจดีๆ เเล้ว มันคือคำว่า “ใช่” สำหรับพรรคพลังประชารัฐ

“หากคนที่อยู่ในหล่มไม่กี่คนนั้นบอกว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองขัดเเย้ง เเละเคารพสถาบัน หากตะโกนออกมา ผมเเละพรรคจะช่วยคนที่ติดหล่มได้” คือคำพูดของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคหลังอมพะนำมาหลายเพลา

“ถาวร เสนเนียม” ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “….วันนี้เราหารืออย่างไม่เป็นทางการมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน ความเห็นจากการรับฟังประเด็นสำคัญ คือจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อยากร่วมรัฐบาล ที่สำคัญเกือบครึ่งของที่ประชุมต้องการให้ประกาศท่าทีในนามพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้…” เเละ “นักการเมืองของประชาธิปัตย์จะคำนึงถึงความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ประชาชน การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เป็นการผิดอุดมการณ์ ไม่ใช่สนับสนุนผู้สืบทอดอำนาจ หรือไม่ได้สนับสนุนเผด็จการแน่นอน….”

เเม้จะมีเสียงค้านถาวรว่า “ตะเเบงไม่เลิก” เเละ “เป็นฝ่ายค้านก็ทำงานเพื่อประเทศได้” จาก “ชวน หลีกภัย” ก็ตาม…เเต่อย่างน้อยเชื่อได้ว่าเเม้ในอนาคตอันใกล้พรรคสีฟ้าจะมีมติว่าขอเป็นฝ่ายค้าน เเต่งูเห่าสีฟ้าบางตัวจะเลื้อยไปจากถนนเศรษฐศิริมุ่งหน้าซอยรัชดาภิเษก 54 เป็นเเน่เเท้

นัยนี้ไม่ต้องเเปลอะไรให้มากมายเพราะมันคือคำตอบที่สื่อถึง “นายใหญ่ ณ เเดนไกล” ให้ “เลิกคิด เลิกฝัน เลิกสู้” บนกระดานการเมืองยามนี้

“พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงิน” คือพรรคอันดับที่สี่เเละอันดับที่ห้าบนกระดานการเมืองไทย “ว่าที่ส.ส.ราวหนึ่งร้อยชีวิตเศษ” ในเบื้องต้นของสองพรรคคือตัวเเปรที่เบียดขึ้นไปอยู่ลำดับที่สามกลายๆ เเละมีผลเเปรผันขนาดใหญ่ว่าขนาดของพรรคทั้งสองซึ่งประชาชนไว้วางใจในการหย่อนบัตรครั้งนี้

สิ่งที่อนุทินเเละถาวรระบุไว้นั้นมันชัดเเจ้งเเล้วว่าโอกาสเกินกว่าครึ่งเเตะขั้วพลังประชารัฐ เเละสิ่งที่เหลือคือรายละเอียดระหว่างทางที่ต้องเจรจาความกันให้ลงตัวกันทุกฝ่ายในการร่วมรัฐนาวาลำเดียวกันในอนาคตอันใกล้

ความจริงเเล้ว “ทักษิณ ชินวัตร” น่าจะมองเกมออกว่าประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยจะตอบอย่างไร….เเต่ด้วยทิฐิเเละความเชื่อมั่นส่วนตัวที่ไม่มองบริบทโดยรวมของการเมืองเเละสังคมไทยจึงยังติดอยู่ในหล่มที่เจ้าตัวขุดไว้เอง

เเละยังต้องลุ้นกันรายวันกับชะตากรรมของคีย์เเมนพรรคอนาคตใหม่ว่าจะโป๊ะเเตกเมื่อใด หาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เเละปิยบุตร เเสงกนกกุล” จำต้องอดฉายบทบนเวทีการเมืองจากหลากกรรมที่เจ้าตัวก่อไว้ในอดีต ภาวะ “งูเห่าสีส้ม” น่าจะบังเกิดตามสิ่งที่ใครบางคนปราถนา

หากภาวการณ์ออกมาเเนวนี้….มันเหมือนกับการ “ดับฝันขั้วต้านลุงตู่เเละทักษิณ” เเม้ว่าในเร็ววันนี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมหลายต่อหลายเขตที่จะเอามาลุ้น

เเม้นว่า…ในวันนั้นพรรคเพื่อไทยเเละเเนวร่วม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เศรษฐกิจใหม่ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทยอาจจะชนะเลือกตั้งซ่อมได้หลายพื้นที่ (เเม้บางเขตจะต้องเสียพื้นที่ไปให้ขั้วตรงข้าม) จนตัวเลขเบียดขึ้นมาเพิ่ม เเต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยมีในมือเเละพร้อมไปเเตะมือขั้วหนุนลุงตู่นั้น ขั้วเพื่อไทยพยายามไปก็เหมือนเหนื่อยเปล่า…

ลุงตู่คงได้ยิ้มเเบบเบาใจได้เสียที….กับการเตรียมคัมเเบ็กสู่ตึกไทยคู่ฟ้า

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

8 เมษายน 2562 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,208 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

การตรวจสอบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ประกาศอาสาปฏิวัติสังคมที่เขาเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยังเป็นสังคมศักดินาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ว่าการประกาศสานต่อภารกิจ 2475 (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ให้ลุล่วง หรือการจำกัดอำนาจของกองทัพทางการเมือง ต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายที่ “ท้าทาย” สำหรับคนหนุ่มที่มีความมุ่งมั่น

ท้าทายมากกว่าภารกิจ “พิชิตขั้วโลกใต้” ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยพิชิตมาแล้ว เพราะนอกจากการต้องทำร่างกายให้แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว พฤติปฏิบัติทั้งในอดีต-ปัจจุบันและอนาคต ของเขาจะต้องถูกต้องตามกติกา ไร้ข้อด่างพร้อยเช่นกัน

ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังตรวจสอบพฤติปฏิบัติของธนาธรอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าคดีอาญาตามมาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นอันเนื่องจากการช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีหรือให้ที่พักพิง รวมทั้งคดีว่าด้วยคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. (กรณีการโอนหุ้นสื่อ) หรืออื่นๆ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบ “การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี 2540

หลักการที่เหมือนกันของรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540, รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเรื่องอื่นใด แต่หลักการ 3 อย่างในการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือการตรวจสอบผู้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง 3 ช่วง เพื่อให้การเมือง “สะอาดและโปร่งใส” นั่นคือ 1.การตรวจสอบก่อนที่จะเข้ามาสู่อำนาจ 2.การตรวจสอบระหว่างการใช้อำนาจ และ 3.การตรวจสอบหลังการเข้ามามีอำนาจ หลักการทั้ง 3 นี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ชุด อานันท์ ปันยารชุน ใช้เป็นหลักในการร่างรัฐธรรมนูญ และยังถูกถอดมาใช้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

ดังนั้นการตรวจสอบว่าการถือครองหุ้นสื่อ และคดีเก่าๆ ของนายธนาธร ขัดกับคุณสมบัติของผู้เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองหรือไม่ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา หาใช่การทำลายล้างพรรคอนาคตใหม่ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายามโน้มน้าวให้แฟนคลับ 6.3 ล้านเสียงที่เลือกมา มาช่วยปกป้อง (save ธนาธร) อย่างที่ก่อกระแสหรือไม่
หากธนาธรมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง มิได้ทำหลักฐาน “ปลอม” หรือแต่งเรื่องเท็จมาเพื่อเอาตัวรอดดังที่สำนักข่าวอิศรา และภาคประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัย ก็ไม่เห็นจะต้องวิตกถึงขนาดขอให้ประชาชนมาช่วยเหลือ
เพราะ “ทองแท้” ต้องไม่กลัวไฟ ความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยกเว้นทั้งหมดคือ “ทองปลอม!”
อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเดียวกับกรณี ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจปี 2544 กรณีซุกหุ้นไว้กับยาม-คนรับใช้และคนขับรถ เอาตัวรอดด้วยการใช้กระแสกดดันและอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ขนาด นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ยังหลงผิด หันมาเชียร์ ทักษิณ ชินวัตร เชิดให้เป็น “อัศวินควายดำ” จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “ปลดล็อก” ปล่อยให้ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจ
และเป็นไปตามคำทำนายของ ประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็น 1 เสียงวินิจฉัยว่าทักษิณขาดคุณสมบัติ บอกไว้ว่า “จะเป็นบุคคลอันตรายต่อแผ่นดิน” ซึ่งก็เป็นดังว่า

เรื่องของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ควรยึดบทเรียน ทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 หากข้อเท็จจริงผิด เจ้าตัวควรยอมรับผิด

อย่าคิดเอามวลชนเป็นกำแพงบังกาย ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยต้องวินิจฉัยตามตัวบท อย่าวินิจฉัยเพราะแรงกดดันของมวลชน

“ความถูกต้องของกฎหมายต้องบังคับใช้กับทุกคน จะยกเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียง 6.3 ล้านเสียงก็ตาม”

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

8 เมษายน 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ฝุ่น พีเอ็ม 25,รศดรศิริมา ปัญญาเมธีกุล
เปิดอ่าน 384 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ยังมีทีท่าวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพฝุ่นที่ค่าสูงเกินมาตรฐานสะสมมาแล้วเป็นสัปดาห์ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องรีบลงพื้นที่เพื่อเข้าไปหาแนวทางจัดการ ล่าสุดสถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลายและยังมีปัญหาไฟป่าเพิ่มขึ้นอีกในพื้นที่

รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าสถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ มีแหล่งต้นกำเนิดที่ต่างจากในกรุงเทพฯ พอสมควร เนื่องจากเชียงใหม่ไม่ได้มีปัญหาการจราจรคับคั่ง

“จ.เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ฝุ่นมารวมได้ง่าย ประกอบกับปีนี้มีปัญหาเอลนีโญ อากาศปิด แล้งนานมาก แต่สาเหตุสำคัญของฝุ่นในเชียงใหม่คือการเผาป่าเพื่อทำการเกษตร” อาจารย์ศิริมาระบุ

การเผาป่าเพื่อทำการเกษตรใน จ.เชียงใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ประกอบกับปัญหาความแห้งแล้งในฤดูร้อน ส่งผลให้เกิดไฟป่า ซึ่งทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้ถือว่าเป็นปีแล้งจัดมีอาสาสมัครทำแนวกันไฟไม่เพียงพอต่อการรับมือไฟป่าอีกด้วย

“ปีนี้มีปัญหาเรื่องการเผาใกล้ๆ กัน ติดกันหมด ต่างจากปีก่อนๆ ที่จะมีว่าห้ามเผาตรงไหนๆ ทยอยๆ กันไป แต่ปีนี้พอห้ามในช่วงเวลาใกล้ๆ กันทำให้จัดการเวลายาก นอกจากนี้ถ้าสินค้าการเกษตรมีราคาดี เช่นข้าวโพดราคาขึ้น คนก็ต้องรีบเผารีบเคลียร์เพื่อให้ได้พื้นที่เพาะปลูก”

ปัจจัยอีกประการคือแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ถูกพัดพามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เชียงใหม่มีสภาพภูมิอากาศย่ำแย่ และมีค่า AQI พุ่งสูงกว่าใน กทม. ซึ่งอาจารย์ศิริมาชี้ว่า เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาคนี้ เพราะปัญหาฝุ่นในภาคใต้ก็มีลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

“ภาคใต้ก็มีฝุ่นจากอินโดนีเซีย อาจารย์มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาทางภูมิภาคจริงๆ ไทยในฐานะประธานอาเซียนควรฉวยโอกาสนี้ออกมาตรฐานทางการทูตที่อิงกฎหมาย โดยปรับปรุงเอ็มโอยู ที่มี ให้เป็นข้อตกลงที่แน่นหนาไม่ใช่แค่รับปากว่าต้องทำ”

อาจารย์ศิริมาชี้ว่า ไทยมีโมเดล หรือพื้นที่แบบอย่างที่เป็นตัวเลือกการทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เช่น แม่แจ่มโมเดล ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรจัดการคือการสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประชาชนโดยชี้ให้เห็นทางเลือกใหม่ๆ

“ป่าเป็นชุมชนของเขา คุณจะไปสั่งว่าห้ามเผาอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องมีทางเลือก 1 2 3 ให้เขาอยู่ได้ มีโมเดลให้ดูว่าต้องทำอย่างไร มีวิธีอื่นใหม่ ถ้ามันมีทางเลือกอื่นเขาก็เปลี่ยน เกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสานต้องทำอย่างไร เหมือนกับปัญหาฝุ่นใน กทม. คุณบอกประชาชนว่าอย่าใช้รถให้ไปใช้ขนส่งแบบอื่น ไปใช้รถเมล์ แต่รถเมล์ก็ไม่เอามาเพิ่ม คนก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม”

นอกจากนี้ควรเน้นการทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการเพื่อรับมือปัญหาไฟป่าและการเผาป่า เช่น ใช้ระบบดาวเทียมตรวจสอบจุดความร้อน (ฮอตสปอต) เพื่อรีบเข้าไปทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่า หรือใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อสอดส่องดูแล เป็นต้น

แต่ในการแก้ปัญหาระยะยาว หน่วยงานรัฐและเอกชนคงต้องร่วมมือกันแบบบูรณาการ มีผู้สั่งการโดยที่ทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกัน ขั้นต้นทุกหน่วยงานต้องใช้หน่วย AQI เท่ากันเพื่อเป็นดัชนีในการตรวจสอบความรุนแรงของสถานการณ์ปัญหา ส่วนดัชนีชี้วัดผลงานของหน่วยงานต่างๆ ก็ควรปรับเปลี่ยนจากด้านเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ด้านสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรตระหนักแต่ไม่ตระหนกกับสภาพปัญหา ใช้ผ้าปิดปากหรือผ้าปิดจมูกในที่กลางแจ้ง หรือใช้เครื่องฟอกอากาศในห้อง อย่างไรก็ดี กลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดควรมีความตระหนักในเรื่องนี้มากเช่นกัน

“คนในพื้นที่เกษตรต้องทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน จะให้ใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลาก็คงไม่ไหว สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างความตระหนักให้แก่เขาว่าถ้ามีปัญหาเรื่องฝุ่นควันพวกนี้เขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ”

อาจารย์ศิริมาย้ำว่า ปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีความตระหนักแต่ไม่ตระหนกในการรับมือและแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

8 เมษายน 2562 – 10:30 น.
900 MHz,ค่าโง่,ประมูล,5G,กสทช,ม44
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

บทความพิเศษ  โดย…  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ในระยะนี้มีข่าวอยู่เสมอว่าไทยจะต้องเร่งประมูล 5G มิเช่นนั้นประเทศจะสูญเสียโอกาส และถ้าจะประมูล 5G ก็ต้องขยายระยะเวลาการผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz เพราะเอกชนแบกภาระจนไม่มีเงินมาประมูล พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนชำระดังกล่าว

แต่ล่าสุดสื่อมวลชนได้รายงานข่าวแล้วว่าเอกชนที่จะได้ประโยชน์จากการขยายระยะเวลาผ่อนชำระบอกว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็นคนละกรณีกับการประมูล 5G หมายความว่า ต่อให้มีการใช้ ม.44 เอกชนก็คงไม่เข้าประมูล 5G อยู่ดี

รายงานข่าวนี้สอดรับกับการนำเสนอบนเวที “5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน” ที่เหล่าค่ายมือถือบอกว่า หากจะจัดประมูล 5G ต้องมี Spectrum Roadmap ที่ชัดเจนก่อน มีกฎกติกาที่เอื้อต่อ 5G มีการตั้งราคาคลื่นที่ไม่สูงเกินไป และที่สำคัญยังนำเสนอว่า มาตรฐาน 5G ระดับโลกของคณะทำงาน 3GPP ที่ออก Release 15 เน้นคุณสมบัติด้านความเร็วการรับส่งข้อมูล แต่มาตรฐาน Release 16 ที่จะออกในปี 2020 ถึงจะครอบคลุมคุณสมบัติด้านการรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลและการลดความหน่วง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับบริการ IoT อย่างเช่น Smart city, Smart home, การจราจร หรือแม้แต่การเกษตร นอกจากเรื่องมาตรฐานแล้ว ตัวอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ยังมีจำนวนน้อย แม้แต่ชิปเซตก็ยังมีไม่มากจนกว่าจะถึงปี 2020

หมายความว่าการจัดประมูล 5G เร็วเกินไป และมีโอกาสล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ เพราะแม้จัดสรรคลื่นได้ แต่บริการที่สำคัญยังจะไม่เกิดขึ้น เพราะมาตรฐานยังไม่สรุป อุปกรณ์และชิปเซตยังไม่เพียงพอ ผู้ชนะประมูลคลื่นก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้ตอบแทนได้อย่างเต็มที่ เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ค่ายมือถือยืนยันมาตลอดว่ายังไม่ควรเร่งจัดประมูล 5G ในปีนี้ ต่างจากคราวประมูล 3G และ 4G ที่อุปกรณ์ในท้องตลาดมีมากมายอยู่แล้ว ความต้องการใช้งานของผู้บริโภคมีมหาศาล เมื่อชนะประมูล สามารถสร้างรายได้ทันที

แล้วทำไมยังมีการดึงดันเรียกร้องให้ใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz กันอยู่อีก ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกับ 5G อย่างชัดเจน!!??

ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่ทำกำไร ต่างจากธุรกิจทีวีดิจิทัลที่เป็นขาลง แต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลกลับชำระค่าคลื่นตามกำหนด แม้จะไม่เห็นด้วยก็เพียงตั้งข้อสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืน ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมที่ได้ประโยชน์จากการให้บริการต่อแม้สิ้นสุดสัญญาสัมปทานกว่า 2 ปี ปฏิเสธที่จะนำส่งเงินรายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครอง ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐ จนหลายฝ่ายสงสัยว่า รายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครองจะเป็นอีกหนึ่งค่าโง่ที่รัฐเสียรู้แก่เอกชนหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นพอชนะประมูลคลื่น 900 MHz ซึ่งรัฐตั้งราคาไม่สูงมาก แต่เอกชนแข่งกันเคาะราคาอย่างดุเดือดจนชนะ แต่ในที่สุดกลับเรียกร้องให้แก้ไขกติกาย้อนหลัง ให้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเอกชนรายอื่น

หลักการของค่าการใช้คลื่นนั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดสรรคลื่นโดยใช้วิธีการประมูลมาตลอด แม้แต่คลื่น 5G ล่าสุดก็ยังเดินหน้าประมูล นักวิชาการของ FCC ให้ความเห็นว่า ค่าคลื่นจากการประมูลเป็นต้นทุนจม ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งต่างจากต้นทุนดำเนินการอื่น ยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมเข้มข้น ราคาค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายจะถูกกำหนดจากการแข่งขันในตลาด ค่าคลื่นจึงเปรียบเสมือนรายได้เข้ารัฐที่ไม่กระทบภาระของประชาชน ไม่เหมือนภาษีต่างๆ ที่สุดท้ายประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากไม่มีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เอกชนก็ต้องระดมเงินผ่านแหล่งทุนต่างๆ มาชำระ เป็นต้นทุนของตัวเองที่ต้องแบกรับ แต่หากรัฐขยายระยะเวลาผ่อนชำระ โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ เท่ากับเอกชนได้ประโยชน์เต็มๆ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ถูกผ่องถ่ายมาสู่ความรับผิดชอบของรัฐ เพราะหากรัฐต้องการใช้เงินก้อนที่ควรได้จากค่าคลื่น แต่กลับขยายระยะเวลาออกไป รัฐก็ต้องหาเงินจำนวนนั้นผ่านช่องทางต่างๆ แทน ซึ่งต้นทุนในการหาเงินเพิ่มของรัฐก็คือภาระของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของภาษีหรือภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่รัฐต้องไปก่อมาชดเชยเงินที่หายไป หรือในกรณีที่รัฐหาเงินไม่ได้หรือไม่หาเงิน ก็จะตัดงบประมาณรายจ่ายลง ประชาชนแทนที่จะได้ประโยชน์จากโครงการต่างๆ ก็จะไม่ได้รับอะไรเลย

การใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz จึงไม่ต่างจากการผลักภาระของเอกชนที่ชนะการประมูล มาเป็นภาระของสาธารณะแทน แถมเป็นเอกชนที่มีกำไรจากธุรกิจ แต่มีประวัติเบี้ยวหนี้เงินรายได้จากมาตรการคุ้มครองฯ

หากออก ม.44 ในเรื่องนี้จริง จะดูประหนึ่งว่ารัฐเป็นเจ้าหนี้ที่วิจารณญาณบกพร่องหรือไม่

ในส่วนข้ออ้างเรื่องการประมูลคลื่นที่ล่าช้ากับการสูญเสียรายได้ของประเทศหลายล้านล้านบาท และการโหมกระพือข่าวว่าการประมูล 5G จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz นั้น หลายคนมองว่าเป็นนิทานที่ไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อปี 2556 ซึ่งสัญญาสัมปทานมือถือหลายค่ายจะสิ้นสุดลง และจะต้องจัดประมูลใหม่ให้ทันการณ์ เพื่อจะเป็นการก้าวสู่ยุค 4G แต่กลับไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีการเร่งรัดการจัดประมูลจนต้องออกประกาศมาตรการคุ้มครองฯ กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แม้นักวิชาการจะให้ข้อมูลว่า การประมูล 4G ที่ล่าช้า ประเทศจะสูญเสียประโยชน์กว่า 1.6 แสนล้านบาท โดยคำนวณตามข้อมูลของสถาบันวิชาการที่เคยสรุปไว้ในการประมูล 3G ในครั้งนั้น องค์กรที่ต้องรับผิดชอบกลับไม่มีการเรียกร้องให้เร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4G แต่กลับฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการที่ให้ข้อมูลผลเสียจากความล่าช้าของการประมูล 4G โดยผู้แทนจาก 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้แถลงไม่เห็นด้วยกับการฟ้องคดีนี้

และต่อมายังมีขบวนการผลักดันให้มีคำสั่ง คสช. ที่ 94/2557 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 จนสำเร็จ ให้ชะลอการประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz ออกไป 1 ปี ทำให้การประมูลจริงเกิดขึ้นปลายปี 2558 ทั้งที่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มสิ้นสุดลงตั้งแต่ปลายปี 2556 ทำให้มีการใช้และขยายระยะเวลาตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอีกกว่าสองปี
มาตรการดังกล่าวทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุค 4G ที่แท้จริงล่าช้า และจนกระทั่งปัจจุบัน เอกชนก็ยังปฏิเสธที่จะนำเงินรายได้หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานส่งรัฐ เรื่องนี้มีความเสียหายต่อประเทศหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น …ยังคงเป็นคำถามที่อยู่ในความเงียบ โดยไม่มีคำตอบ
แต่มาปีนี้กลับมีการกระพือข่าวว่า ถ้าไม่เร่งประมูล 5G ไทยจะสูญเสียรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ คสช. ออกคำสั่งขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 4G ออกไปอีก เพราะถ้าปล่อยให้เอกชนแบกภาระทางการเงินก้อนใหญ่ ก็จะไม่เข้าร่วมประมูล 5G ผนวกกับปัญหาผลประกอบการของธุรกิจทีวีดิจิทัล ทำให้มีข้อเสนอให้เรียกคืนคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูล 5G และใช้เป็นเหตุโน้มน้าวให้ คสช. ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz
แต่วันนี้เอกชนให้ข้อมูลชัดเจนว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz ไม่เกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูล 5G แปลว่าข้ออ้างทั้งหมดเป็นยิ่งกว่านิทานหรือเปล่า

การจะดูแลกิจการทีวีดิจิทัลเป็นคนละเรื่องกับการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz อย่าใช้ธุรกิจที่ประสบปัญหาเป็นข้ออ้างในการอุ้มธุรกิจที่มีกำไร เพราะจะไม่ต่างจากการอ้างว่าจะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยแต่กลับไปเลี้ยงดูคนปกติ การแฝงเรื่องการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz เข้าไปกับการดูแลทีวีดิจิทัล ควรต้องน้อมนำพระราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2562 มาไตร่ตรองให้ดีว่า การทำเช่นนี้ถูกต้องเป็นธรรมไหม และมีผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นเป้าหมายสูงสุดหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ใช่ การใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz ก็จะเป็นเพียงการผลักภาระหนี้ของเอกชนมาเป็นหนี้ของประชาชน และเป็นการแก้กติกาการประมูลย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม สุดท้ายก็จะเป็นเสมือน “ค่าโง่ที่รัฐต้องจ่ายแทนเอกชน” อีกครั้งหนึ่ง

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

8 เมษายน 2562 – 10:08 น.
ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,เอก ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,เลือกตั้ง,โลกล้อมไทย,เจ้าหน้าที่ทูต,สนปทุมวัน,ฝ่ายประชาธิปไตย,World Economic Forum
เปิดอ่าน 10,119 ครั้ง

แกนนำพรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ ว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร

********************

เป็นข่าวไปทั่วโลก 6 เมษายน 2562 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มิเพียงกองเชียร์เสื้อสีส้มเท่านั้น

หากแต่ยังพ่วงเจ้าหน้าที่จากยูเอ็นมาสังเกตการณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูต อียู เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ

นี่คือกลยุทธ์ “หลังอิงสากลนิยม” ของทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องการประจาน คสช.

ธนาธรกับตัวแทนสถานทูต หน้า สน.ปทุมวัน

ย้อนรอย”ธนาธรออนทัวร์”

นับแต่เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ได้ตะลอนทัวร์ไปทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อแสดงตัวให้นานาชาติได้รู้จักว่าพวกเขากำลังก่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

กลางเดือนกันยายน 2561 ธนาธร ไปพูดที่เวที World Economic Forum ที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็พาทีมงานไปประกาศวิสัยทัศน์ในเวทีโลกอีกหลายงานที่สหรัฐและแคนาดา

8-12 ตุลาคม 2561 ธนาธร กับพวก ออนทัวร์ยุโรป ได้พบนักการเมืองและตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม สหภาพยุโรป และเยอรมนี

โปรแกรมตะลอนทัวร์ของแกนนำอนาคตใหม่ ปี 2561

แน่นอน ปิยบุตร แสงกนกกุล ยอมรับว่าจำเป็นต้องพึ่งพาแนวร่วมพรรคการเมืองทางเลือกและพรรคฝ่ายซ้ายในยุโรปเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พรรคอนาคตใหม่

ดูเหมือนห้วงเวลานั้นแกนนำพรรคอนาคตใหม่จะให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ มองว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ตรงกันข้ามมาถึงวันนี้ ก็มีคำตอบแล้ว

เหมือน “ธนาธร-ปิยบุตร” จะวางแผนไว้ล่วงหน้า และหวังใช้ “โลกล้อมไทย” เป็นเครื่องมือการต่อสู้อีกชนิดหนึ่ง

“โรม”เดินเกมอิงต่างชาติ

จะว่าไปแล้วการก่อเกิด “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในรอบปีที่แล้ว ไม่ต่างจาก “พรรคเพื่อไทย” กับ “กลุ่ม นปช.” อันเป็นการเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการเลือกตั้ง 2554

เนื่องจากแกนนำหลักของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคือ “โรม” หรือ รังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเป็นคนที่บังเอิญติดรถตู้ของธนาธร หนีการไล่ล่าของสันติบาลไปที่สวนเงินมีมา ปี 2558

ตอนแรกหลายคนไม่ได้สังเกตปฏิบัติการกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่กดดันรัฐบาลประยุทธ์เป็นระยะๆ จวบจนถึงวันที่ “โรม” กับเพื่อนไปสังกัดพรรคอนาคตใหม่ จึงรู้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา

โรม และแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ที่สน.นางเลิ้ง ปี 2561

ย้อนไปดูภาพเมื่อ 7 มิถุนายน 2561 “โรม” พร้อมแกนนำคนอยากเลือกตั้งมีนัดหมายไป สน.นางเลิ้ง ในคดีชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อ 21-22 พฤษภาคม 2562

การกิจกรรมไป สน.นางเลิ้ง ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งครั้งนั้นมีการเชิญเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากสถานทูตหลายประเทศนับ 20 คนเข้าร่วมสังเกตการณ์การถูกดำเนินคดีของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วย

ภาพตัวแทนสถานทูตกับโรมที่ สน.นางเลิ้ง กับภาพธนาธรยืนให้สัมภาษณ์ที่ สน.นางเลิ้ง โดยมีนักการทูตหลายชาติยืนเป็นฉากหลัง

ปลุกผี “เสรีไทย”

เมื่อ 4 เมษายน 2562 “จรัล ดิษฐาภิชัย” ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ม.112 และมีสถานะพลเมืองชาวฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai กรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถูกหมายเรียกตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่า

จรัล ดิษฐาภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย 

“ผมส่งจดหมายถึงสำนักข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน​ และกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ​ เยอรมนี​ ฝรั่งเศส​ และสหรัฐ​อเมริกา​ แจ้งข่าว คสช.รีบดำเนินคดีธนา​ธร​ จึงรุ่งเรือง​กิจ​ หัวหน้าพรรค​อนาคต​ใหม่​ โดยมุ่งหวังหยุดยั้งและทำลายพรรค​การเมืองนี้ ทั้งจะเป็นการข่มขู่คุกคามนักศึกษา​และประชาชนที่กำลังประท้วงการเลือกตั้งอีกด้วย”

องค์กรเสรีไทย

ดังที่ทราบกัน “จรัล” ร่วมกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ของทักษิณ

แต่หลายปีผ่านไปโลกล้อมไทยไม่บังเกิดผล “จรัล” ถึงกับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ “จอม เพชรประดับ” ว่า “การต่อสู้กับระบอบเผด็จการของคสช.ครั้งนี้ ยากลำบากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา” เพราะสถานการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเปรียบเทียบไม่ได้กับที่เกิดประเทศอื่นๆ เช่น อิรัก ซีเรีย ยูเครน ฯลฯ และที่สำคัญ

อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย

องค์การเสรีไทย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และ RED USA ได้ออกมาโหนกระแสธนาธรอีกหน หวังปลุกโลกล้อมไทยให้คึกคัก