ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

5 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ชุดเคลื่อนที่เร็ว,ยาเสพติด,ยาบ้า
เปิดอ่าน 624 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

การแพร่ระบาดของยาเสพติด ยิ่ง “ยาบ้า” ที่ปัจจุบันมีราคาถูกลงเพราะต้องการขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของยาบ้าในหลายๆ พื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังตำรวจมีไม่เพียงพอ หรือปล่อยปละละเลยในพื้นที่รับผิดชอบ

สวนทางกับพื้นที่ในเขต อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีปริมาณลดน้อยถอยลง นั่นเป็นผลจากความเข้มงวดทำหน้าที่อย่างเข้มข้นของ “ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว” ของ อ.บางกรวย ที่มีเป้าหมายจู่โจมกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่เป็นหลัก จนทำให้ผู้ค้าผู้เสพถึงกับขยาด หวาดกลัว ต้องย้ายออกนอกพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก

นายสุเทพ ต่ายจันทร์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.บางกรวย ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนมีปริมาณผู้เสพผู้ค้าในพื้นที่บางกรวยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกำลังตำรวจมีไม่เพียงพอหรือมีไม่พอรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงเห็นว่าหากมีเจ้าหน้าที่ปกครองมาร่วมมือร่วมแรงช่วยเสริมตำรวจทำงานร่วมกันน่าจะช่วยหยุดยั้งปัญหายาเสพติดได้ จึงได้เข้าไปปรึกษากับทางอำเภอก่อนจะทำเรื่องถึงทางจังหวัด เพื่ออนุญาตให้จัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเสริมกำลังตำรวจในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด

“ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้พร้อมปฏิบัติงานตลอดทุกเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาเลิกงาน เพราะในทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท ก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ หรือจะเป็นผู้ขายผู้เสพใดๆ เราจะติดตามทันที ตามข้อมูลและเบาะแสที่มี ไม่ปล่อยปละละเลยให้คนทำผิดมีพื้นที่ลอยนวล ซึ่งนับตั้งแต่ที่ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ตั้งขึ้นมา สามารถจับกุมคดียาเสพติดไปแล้วกว่า 100 คดี รวมทั้งยับยั้งเหตุอาชญากรรมและทะเลาะวิวาท หรือก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ผู้อื่นก็มีจำนวนไม้น้อยเช่นกัน” นายสุเทพ กล่าว

ชุดเฉพาะกิจชุดนี้ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะมาเข้าร่วมกับชุดเฉพาะกิจได้ต้องผ่านการฝึกอบรมการป้องกัน ความรู้กฎหมายเบื้องต้น และความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดประเภทต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงทักษะการป้องกันตัวก่อนออกปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายในเวลาที่ต้องออกปฏิบัติการ

นายสุเทพ อธิบายว่า การทำงานของชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้มีจุดเด่นตรงที่เราสามารถเข้าถึงประชาชนแบบใกล้ชิดได้มากกว่าตำรวจ เพราะบางครั้งเวลาที่ชาวบ้านเขามีข้อมูลผู้ค้าผู้เสพ หรือบุคคลต้องสงสัย แต่เขาไม่มั่นว่าเมื่อแจ้งตำรวจไปแล้ว ปัญหานั้นจะได้รับการดูแลแก้ไขไหม หรือถูกปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจ หนำซ้ำข้อมูลหรือเบาะแสที่แจ้งไปจะกลับกลายมาเป็นผลร้ายถึงตัวเองอีกหรือไม่ ซึ่งชุดเฉพาะกิจของอำเภอที่ชาวบ้านรู้สึกเป็นมิตรใกล้ชิดได้มากกว่า ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ทำให้ได้รับข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด และลดปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง จนปัจจุบันปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อ.บางกรวย เบาบางลงไปมาก เหลือเพียงแต่ผู้เสพรายย่อยที่จะต้องนำไปเข้าโครงการเลิกยาเสพติด จนได้รับคำชื่นชมจากทางอำเภอและทางจังหวัด

“ผมอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นถึงความสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้านให้มากๆ เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานปกครองส่วนอำเภอที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด จึงรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่มากกว่าใครๆ ทำงานรับใช้ใกล้ชิดประชาชนมาเนิ่นนาน จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ฉะนั้นการที่จะปล่อยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านถูกยุบทิ้งไปตามพ.ร.บ.การยกฐานะเทศบาลท้องถิ่นนั้น จะเป็นการตัดกำลังเสริม และเปิดช่องให้ยาเสพติดกลับเข้ามาระบาดในพื้นที่อีกหรือไม่นั้น ต้องลองพิจารณาดูดีๆ เพราะถึงตอนนั้นแล้วคงไม่มี ส.ท.คนไหนลงไปไล่ตามผู้ค้าผู้เสพหรือระงับเหตุอาชญากรรมได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีกฎหมายรองรับในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานท้องถิ่นของอำเภอ” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

4 เมษายน 2562 – 11:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,วิษณุ เครืองาม,กปปส,พลังประชารัฐ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 6,450 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สถานการณ์การเมืองวันนี้ยังอึมครึมท่ามกลางการปล่อยข่าวลือ และข่าวลวงหลากกลยุทธ์ที่มีผลพันลึกกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

การชิงธงตั้งรัฐบาลแม้ยามนี้ยังไม่ชัดแจ้งนักว่า พรรคที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรคที่อ้างว่าต้านการสืบทอดอำนาจ ฝ่ายใดจะตบเท้าเข้าตึกไทยคู่ฟ้า เพราะยังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าพรรคใดได้ ส.ส.กี่คน และทำให้เกมสาดโคลนรวมทั้งสงครามน้ำลายเลอะเทอะไปทั่วว่า อีกฝ่ายไม่เคารพมติสังคม

เมื่อบวกกับการปล่อยข่าวหลากช่องทางที่บางครั้งเกินเลยไปไกลและสร้างความสับสนต่อสังคมที่มีมากมาย จนกระทั่งบิ๊กตู่และฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาส่งสารและแถลงข่าวแจ้งเตือนสังคมว่า อย่าให้ความสำคัญกับการบิดเบือนข่าวของผู้ไม่หวังดีและจะเร่งจับกุมผู้ไม่หวังดีมาลงโทษให้เร็วที่สุด

คนที่ไม่หวังดีกับบ้านเมืองนั้นไม่ว่าจะมาจากด้วยเหตุผลกลใด ก็ใช้วิธีนี้กับการหาประโยชน์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัยแล้ว หากฝ่ายรัฐมีข้อมูลก็ควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วที่สุด เพื่อดับไฟที่มีการพยายามจุดขึ้นมาให้ติดในไม่กี่อึดใจข้างหน้า โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ออกมาเป็นเหยื่อบนเกมอำนาจ
วิงวอนว่าพลังบริสุทธิ์ควรขยับในบริบททางกฎหมายก็พอ และอย่าเชื่ออะไรที่ปั่นหัวจนทำให้การกระทำในบางสิ่งบางอย่างเกินเลยออกไป เพราะเกมแห่งอำนาจมีอะไรมากกว่าที่คิด

ฉะนั้น คนที่หลอกใช้คนบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือบนสนามการเมืองนั้นนับว่าเลวที่สุด และควรเร่งตัดไฟแต่ต้นลม

เมื่อความจริงผนวกกับข่าวลวงกับกลเกมการเมืองยามนี้ หากมองลึกๆ ไปยังจังหวะจะโคนของทั้งสองขั้วการเมืองนั้น วันนี้จะพบอะไรที่กลบซ่อนอยู่และรอการเปิดตัวในไม่ช้านาน…

เริ่มจากขั้วหนุนบิ๊กตู่ ยามนี้จะพบว่าบิ๊กตู่พยายามประหยัดคำพูดทางการเมืองและให้น้ำหนักไปยังภารกิจหลักคืองานพระราชพิธี และการแก้ปัญหาบ้านเมืองในช่วงนี้ เมื่อภารกิจหลักของประเทศเสร็จสิ้น จังหวะนั้นบิ๊กตู่จึงจะลงมาบัญชาการเกมในช่วงสุดท้าย

ส่วนเกมการเมืองในช่วงนี้นั้น บิ๊กตู่ปล่อยให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บัญชาการเบื้องต้นไปพลางๆ ก่อน และจะประมวลสถานการณ์เสนอให้บิ๊กตู่รับทราบและเคาะโต๊ะในยามสุดท้าย

สายสืบจากพปชร.แจ้งว่า “ข้อมูลที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อสงสัยในการทำหน้าที่ของ กกต.นั้น น่าจะไม่มีปัญหาใดตามมา เพราะถือว่า สิ่งที่วิษณุสื่อออกไป กกต.น่าจะจับความได้

ส่วนข้อกังวลเรื่องการถอดถอน กกต.นั้น น่าจะไม่มีผล เพราะต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาล และน่าจะใช้เวลาอีกพอควร ตรงนี้จึงเบาใจได้ และผลการเลือกตั้งน่าจะรับรองได้ตามห้วงเวลา”

สายสืบระบุว่า “ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นั้น หากพรรคใดมีหลักฐานก็ต้องฟ้องร้องและรอมติ กกต. รวมทั้งศาล แต่ข้อมูลวงในที่ทราบงานนี้มีหลายพรรคที่จะโดน “ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง” และจะส่งผลกับการคิดแต้ม ส.ส.ทั้งสองระบบของแต่ละพรรค ตอนนี้ควรรอดูว่าผลจาก กกต.จะออกมาแบบใด”

สายสืบแจ้งว่า “ตอนนี้ควรจับจังหวะของคีย์แมนของ พปชร. ที่แบ่งออกกันหลายก๊กก๊วน โดยแบ่งก๊กก๊วนขนาดใหญ่ในพรรคได้ดังนี้ กลุ่มสามมิตร กลุ่มสี่กุมาร กลุ่ม กปปส. แต่ละกลุ่มมีว่าที่ ส.ส.กันหลายสิบคนที่พยายามเคลื่อนไหวในยามนี้ทั้งบนดินและใต้ดิน

และตอนนี้แกนนำแต่ละก๊กก๊วนเร่งวางแผนแก้เกมเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในเขตที่พ่ายขั้วตรงข้าม โดยเป้าหมายคือต้องกวาดที่นั่งให้มากที่สุดเพื่อพลิกแต้มให้กลับมาเป็นต่อและชอบธรรม เพื่อที่จะปิดปากขั้วตรงข้ามไม่ให้อ้างอะไรได้…ในการฟอร์ม ครม.ชุดใหม่”

ส่วนการวางคนให้เป็นเสนาบดีของ ครม.ชุดหน้านั้น สายสืบแจ้งว่า “เก้าอี้กระทรวงหลัก เช่น กลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม จะอยู่ในการดูแลของบิ๊กตู่ที่จะพิจารณา และสิ่งที่ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลจะขอโควตากระทรวงเหล่านี้น่าจะหมดสิทธิ์ เพราะเบื้องต้นนั้นบิ๊กตู่วางกติกาที่ระบุไว้สำหรับคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ไว้แล้วว่า ภาพลักษณ์และผลงานต้องดี สังคมยอมรับ

อดีต ครม.ในรัฐบาลปัจจุบันจะมาช่วยงานรัฐบาลใหม่ไม่มากนัก และควรดูว่า คีย์แมน คสช.คนใดจะได้ทำงานต่อ ส่วนอดีตสี่รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคน่าจะมีตำแหน่งใน ครม.ใหม่ แต่อาจไม่ใช่เก้าอี้เดิมทั้งหมด และไม่ได้มาหมดทุกคน เพราะต้องเกลี่ยให้กลุ่มอื่นๆ ด้วย

ฉะนั้นแต่ละกลุ่มในพรรคอาจจะมี รมว.ในกระทรวงขนาดรอง และ รมช.ในกระทรวงหลัก ตามสัดส่วน แต่คงไม่มากนัก เพราะโควตาอีกส่วนต้องแบ่งให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย แต่ทั้งหมดจะเริ่มต้นแบบจริงจังช่วงหลังรู้ผลเลือกตั้งแบบเป็นทางการ และดำเนินการช่วงกลางเดือนพฤษภาคมไปแล้ว รวมทั้งควรติตตามคลื่นใต้น้ำในพรรคที่เริ่มก่อตัวหลังเลือกตั้งจบ”

“เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคือประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น อาจให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล เพราะบุคคลเด่นๆ ในพรรคด้านนี้มีน้อย และเป็นการให้เกียรติพรรคที่จะมาช่วยตั้งรัฐบาลด้วย แต่ต้องดูว่า พรรคสีน้ำเงินหรือพรรคสีฟ้าจะรับเงื่อนไขที่เสนอไปหรือไม่” สายสืบระบุ

ส่วนแหล่งข่าวจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่แจ้งว่า หลังทราบผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้น “สองคุณหญิง” ได้ประสานตรงกับคีย์แมนพรรคต่างๆ ให้มาแตะมือ โดยไม่มีเงื่อนไข แต่พรรคหลักหลายพรรคยังไม่ตอบรับ โดยอ้างสั้นๆ ว่ารอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน

แหล่งข่าวกล่าวว่า “คุณหญิงจากจันทร์ส่องหล้าลงมือเองในหลายกรณีในช่วงนี้ในการเปิดเงื่อนไขแบบแทบไร้เงื่อนไขกับพรรคต่างๆ เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าคีย์แมนคนไหนในพรรคเพื่อไทยไปเปิดก๊อกเจรจา แต่อำนาจต่อรองแบบม้วนเดียวจบนั้น ยามนี้ขึ้นอยู่ที่คุณหญิงคนนี้เท่านั้น และเงื่อนไขเก้าอี้แบบไร้ข้อต่อรองที่เพื่อไทยเปิดไว้หลวมๆ เพื่อรวมขั้วให้ได้นั้น วันนี้ก็ขยับอยู่แต่พรรคที่ทาบทามไว้ยังไม่ตอบรับ แบบนี้ก็ต้องพยายามต่อไป

แต่สถานการณ์เพื่อไทยวันนี้ แม้จะมีตัวเลขที่เหนือกว่าพลังประชารัฐ แต่อะไรๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะหากมีใบสารพัดสีผลิออกมาแล้วนั้น แกนนำพรรคมองว่า เพื่อไทยและอนาคตใหม่น่าจะโดนทั้งสองระบบ คือบางเขตนั้นจะโดนแขวนหนึ่งปีด้วยใบส้ม ที่จะกระเทือนการคิดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และบางส่วนเลือกใหม่คือใบเหลืองและใบแดง แต่ก็มั่นใจในหลักฐานที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจับทุจริตคู่แข่งได้หลายกรณี หากเลือกใหม่ขั้วเพื่อไทยชนะแน่”

“จับตาอนาคตใหม่ด้วยเพราะความเสี่ยงสูงในหลากเรื่องที่ปรากฏ รอดูว่าจะเกิดอะไรกับพรรคนั้น แต่ยังมั่นใจว่าพรรคนี้จะไม่เปลี่ยนขั้ว”

เกมนี้ที่สองพรรคใหญ่เดินเครื่องใต้ดินในคราวนี้ ก็ต้องตามกันแบบติดๆ ว่าใครจะโผล่ขึ้นบนดินได้ก่อนกัน

เจาะลึกมาตรฐาน”พีเอ็ม 2.5 ไทย”ทำไมไม่เท่าสากล?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึกมาตรฐาน”พีเอ็ม 2.5 ไทย”ทำไมไม่เท่าสากล?

4 เมษายน 2562 – 11:22 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ
เปิดอ่าน 644 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปี 2562 ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว แต่ “ฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ พีเอ็ม 2.5 ยังคงเป็นปัญหาของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ขยับจากเมืองหลวงกรุงเทพฯ ขึ้นไปปกคลุมภาคเหนือ จนทั่วโลกส่งเสียงเตือน! แต่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐยังมัววุ่นกับลุ้นรัฐบาลใหม่ จนไม่สนใจเร่งแก้ปัญหา ปล่อยให้คนป่วยล้นโรงพยาบาล…

ช่วงวันเลือกตั้งประวัติศาสตร์ 24 มีนาคม นักข่าวทั่วไทยมัวแต่สนใจรายงานข่าวเลือกตั้ง จนแทบไม่มีเวลาสนใจปัญหาฝุ่นพิษปกคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่พุ่งเป็นสีแดงหลายจังหวัด โดยเฉพาะ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สาเหตุมาจากการเผาพืชไร่และวัชพืชในที่โล่ง ผสมกับหมอกควันจากการเกิดไฟไหม้ป่าที่ชายแดนพม่า

ชาวเชียงใหม่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ เพราะคนป่วยจากฝุ่นพิษทยอยเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมพลังใช้สื่อสังคมออนไลน์ล่ารายชื่อขับไล่ “ศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แม้นายศุภชัยพยายามชี้แจงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเรื่องหมอกควันมาตลอด ทั้งยังไปยืนแจกหน้ากากอนามัยด้วยตัวเอง แต่ชาวบ้านยังไม่รู้สึกดีขึ้น มีการโพสต์โวยวายว่า หน้ากากอนามัยที่แจกเป็นแบบธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ใช้ป้องกันฝุ่นพิษขนาดเล็กได้จริง

วันที่ชาวเชียงใหม่เผชิญวิกฤติมากสุดตรงกับวันเลือกตั้งประวัติศาสตร์ของไทย 24 มีนาคม 2562 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ airvisual.com ระบุดัชนีคุณภาพอากาศ ในพื้นที่ในภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ มีค่าพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 332 และ “กรมควบคุมมลพิษ” วัดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 233 มก./ลบ.ม. ทั้งที่ตัวเลขมาตรฐานสากลกำหนดให้ไม่เกิน 25 เท่านั้น

          ตัวเลขมาตรฐานสากลสำคัญไฉน ? ทำไมประเทศไทยแตกต่าง ?
ย้อนความเป็นมาของการกำหนดมาตรฐาน “พีเอ็ม 2.5” ของประเทศไทยเริ่มต้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว เมื่อ พ.ศ.2553 โดยกรมควบคุมมลพิษมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัย ช่วงนั้นได้เสนอแนะ 2 ตัวเลขด้วยกัน ได้แก่ “ค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายปี ไม่เกิน 12 มก./ลบ.ม.” และ “ค่ามาตรฐานเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 35 มก./ลบ.ม.” ถือเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้มากที่สุด แต่สุดท้าย “คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ” ออกประกาศฉบับที่ 23 กำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 25 และราย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 ถือเป็นค่าวัดมาตรฐานที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้

อย่าลืมว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณภาพอากาศของประเทศไทยยังดีกว่าทุกวันนี้ เพราะจำนวนรถยนต์ที่ยังไม่เพิ่มมากนัก ประกอบกับการเผาไหม้ในแปลงเกษตรขนาดใหญ่ และโรงงานขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษจิ๋วยังไม่มีจำนวนมากเท่าปัจจุบัน โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง เช่น ปรอท แคดเมียม ฯลฯ

ขณะที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดเกณฑ์คุณภาพอากาศ ค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 และราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 เพราะดูจาก “ผลกระทบต่อสุขภาพ”

องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 มก./ลบ.ม. เพราะถ้าใครอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น อาจทำให้มีอายุสั้นลงเฉลี่ย 2 ปี 5 เดือน 22 วัน หากเป็นเทียบค่ามาตรฐานของไทย 25 มก./ลบ.ม. ทำให้คนมีอายุสั้นลงเฉลี่ย 11 เดือน 8 วัน

สรุปคือตัวเลขมาตรฐานที่ลดลงจำนวน 10 มก./ลบ.ม. จะทำให้อายุสั้นลง 1.03 ปี หมายถึงคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศดีกว่า จะมีอายุยืนกว่า 1-2 ปี

ทั้งนี้ ตัวเลขมาตรฐานหากกำหนด “ยิ่งต่ำ ยิ่งดีต่อสุขภาพ” เนื่องจากผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศในไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคติดเชื้อในระบบหายใจแบบเฉียบพลัน โรคมะเร็งปอด ฯลฯ เชื่อว่าโรคเหล่านี้ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 5 หมื่นคนต่อปี

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรีนพีซ ระบุว่าปี 2561 ประเทศไทยถูกจัดว่ามีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 มากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก และติดอันดับ 15 เมืองที่มีฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พื้นที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร, พื้นที่แม่ปะ จ.ตาก, พื้นที่ดินแดง กรุงเทพฯ

สำหรับจังหวัดที่มีระดับค่าเฉลี่ยรวมของฝุ่นพิษ 2.5 ตลอดปีสูงสุด ได้แก่ สระบุรี (36 มก./ลบ.ม.) กรุงเทพมหานคร (31 มก./ลบ.ม.) โดยทั้งสองพื้นที่มีระดับค่ามลพิษสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 3 เท่า

ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าคนไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จนส่งผลต่อสุขภาพประมาณ 1.4 ล้านรายต่อปี หมายถึงคนเจ็บป่วยจากอาการทางระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากคิดเป็นจำนวนเงินมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ข้อมูลปี 2558 ระบุว่ามลพิษจากฝุ่นมหันตภัยนี้ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรใน 38,000 คน เนื่องจากโรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และหืดหอบ ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยเหตุนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 ล้านคน

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า การรณรงค์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับเพิ่มตัวเลขค่ามาตรฐานให้เท่ากับสากลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับตัวเลขสุขภาพหรือผู้ป่วยด้วย สืบเนื่องจากมาตรฐานที่เข้มงวด จะช่วยทำให้ทุกฝ่ายจริงจังในการช่วยกันลดปัญหาแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษ

“ต้องปรับให้เท่าสากล แต่ไม่ใช่ว่าปรับลดทีเดียวเลย อาจค่อยๆ ตั้งเป้าไว้ก่อน เช่น จาก 50 เป็น 35 แล้วค่อยเหลือ 25 เพราะต้องให้เวลาผู้ประกอบการหรือโรงงานไปเตรียมพร้อมในเรื่องอุปกรณ์และกระบวนการบำบัดมลพิษที่ปล่อยออกมาทางอากาศ เช่น การปรับวิธีกลั่นน้ำมันให้มีสารพิษผสมอยู่น้อยลง หรือให้แปลงเกษตรลดจำนวนการเผา หรือหาวิธีกำจัดซากวัชพืชแบบใหม่ กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาและการลงทุนพอสมควร ปรับไปใช้รถไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การทำแปลงเกษตรไร้ควันพิษ แต่ต้องมีกำหนดแผนเวลา ภายใน 1 ปี ลดครึ่งหนึ่ง หรือภายใน 3 ปี ให้เท่ากับสากล และควรมีระบบรายงานคุณภาพอากาศที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านโดยตรง” ตัวแทนกรีนพีซประเทศไทยกล่าวแนะนำ

ปัจจุบันไทยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศระดับค่าพีเอ็ม 2.5 จำนวน 53 สถานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ 29 จังหวัด ส่วน “ญี่ปุ่น” พื้นที่น้อยกว่าไทย แต่มีมากกว่า 1,200 จุด สำหรับ “จีน” ให้ความสนใจกับปัญหานี้มาก สั่งให้ติดตั้งกว่า 6,500 เครื่องทั่วทุกมณฑล

“คม ชัด ลึก” ติดต่อขอสัมภาษณ์ไปยัง “อดีตผู้บริหารระดับสูงกรมควบคุมมลพิษ” หนึ่งในผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานค่าพีเอ็ม 2.5 และการสั่งซื้อเครื่องตรวจวัด ได้รับคำอธิบายว่า

ในช่วง 6-7 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมุ่งแก้ปัญหาความหนาแน่นของฝุ่นขนาดพีเอ็ม 10 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองจากโรงงานและการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาในที่โล่ง ส่วนค่าพีเอ็ม 2.5 ที่เป็นฝุ่นขนาดเล็กกว่านั้น ช่วงปี 2556 เพิ่งเริ่มสั่งซื้อเครื่องตรวจวัดได้ 3 เครื่องเท่านั้น ในปี 2558 มีประมาณ 10 กว่าเครื่อง เนื่องจากการกำหนดค่ามาตรฐานต้องพิจารณาจากสถานการณ์จริงว่า ประเทศไทยทำได้แค่ไหน หากต้องการเปลี่ยนเป็นตัวเลขที่น้อยลงให้เท่ากับสากล ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ โรงงานพร้อมลงทุนเพื่อปรับระบบการกรองควันพิษที่ปล่อยออกมาหรือไม่ โรงงานกลั่นน้ำมันต้องลดเวลาการผลิตหรือไม่ เพื่อให้ค่าฝุ่นควันในอากาศมีน้อยลง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น โรงงานในมาบตาพุด แม้ว่าแต่ละโรงงานจะปล่อยฝุ่นพิษออกมาไม่เกินที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าทุกโรงงานปล่อยออกมาพร้อมๆ กัน ก็มีฝุ่นในอากาศเยอะมาก หรือปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี

“ตอนนี้เอาแค่ทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ได้เสียก่อนดีไหม เพราะโรงงานยังปล่อยควันพิษออกมาเกินกำหนด การเผาพืชไร่เกษตรก็เพิ่มมากขึ้น ลักษณะของแปลงเกษตรกลายเป็นขนาดใหญ่เป็นเกษตรพันธสัญญา ปลูกข้าวโพดเหมือนๆ กัน แตกต่างจากแต่ก่อนที่ชาวบ้านอยู่กระจายๆ ควันพิษจากการเผาไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว อีสานตอนนี้เจอปัญหาเผาซางอ้อย ส่วนภาคเหนือเผาซาง รถไฟฟ้าก็ยังไม่แพร่หลาย ระบบขนส่งมวลชนก็ไม่มี อุปสรรคสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ กรมควบคุมมลพิษที่เป็นคนไปตรวจโรงงานนั้น ไม่มีอำนาจในการสั่งลงโทษ ต้องขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปจัดการ”

อดีตผู้บริหารข้างต้น เปิดเผยความในใจให้ฟังต่อว่า ในช่วงการทำงานตรวจวัดฝุ่นควันจากโรงงานที่เป็นแหล่งสำคัญในการปล่อยมลพิษทางอากาศนั้น ส่วนตัวรู้สึกอึดอัดใจมาก เพราะหลังจากส่งเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษไปตรวจวัดจนพบความผิดปกติได้ เมื่อทำเรื่องไปอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็จะมีการส่งคนของเขาไปตรวจซ้ำ ปรากฏว่าผลที่ออกมา ส่วนใหญ่สรุปผลว่าไม่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง หรือการร่วมกันทุจริตคอร์รัปชั่นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบการหรือนายทุนเจ้าของโรงงานต่างๆ

ดังนั้น จึงอยากให้เอ็นจีโอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเลขมาตรฐานอาจไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา ถ้าอนาคตตัวเลขฝุ่นควันพิษของไทยดีขึ้น จนใกล้เคียงกับตัวเลขที่กำหนดไว้ ค่อยไปขอปรับตัวเลขให้เท่าเทียมกับมาตรฐานสากล

สรุปคือ แค่มาตรฐานพีเอ็ม 2.5 ที่ตั้งไว้ค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 และราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 (มก./ลบ.ม.) ปัจจุบันไทยยังทำไม่ได้เลย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเห็นปัญหาและรีบแก้ไขให้ตรงจุด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ซูเอี๋ย” กับโรงงานหรือกลุ่มได้ประโยชน์จากควันพิษที่เกิดขึ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชาวบ้านที่หายใจเข้าๆ ออกๆ ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้คนไทยในอนาคตต้องใส่หน้ากากนอน

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีเคยลั่นวาจาออก “คำสั่ง” ให้ทุกหน่วยงานเร่งช่วยกันแก้ไข หากปัญหาซับซ้อนเกินกำลังของจังหวัด ก็รีบประสานไปที่ส่วนกลาง รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

แต่ดูเหมือนว่า จะไม่มีหน่วยงานไหน สนใจทำตาม “คำสั่ง” ท่านผู้นำ!?!….

  10 พื้นที่ของไทย ฝุ่นพิษปกคลุมมากสุด !
เว็บไซต์ http://www.greenpeace.org ระบุข้อมูลปี 2561 พื้นที่เมือง 10 อันดับเผชิญกับมลพิษพีเอ็ม 2.5 มากที่สุด
(1) ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
(2) ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก
(3) ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
(4) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
(5) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่
(6) ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
(7) ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี
(8) ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ
(9) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
(10) ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

แก้จุดเสี่ยง!..เปลี่ยนไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้จุดเสี่ยง!..เปลี่ยนไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

4 เมษายน 2562 – 11:00 น.
องค์การอนามัยโลก,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 462 ครั้ง

รายงาน…

เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานผลการจัดทำรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 โดยประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 32.8 ต่อประชากรแสนคน คิดเป็นจำนวน 22,491 คน เฉลี่ยวันละ 60 คน อยู่อันดับที่ 9 ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งดีขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 2

แม้การจัดอันดับครั้งล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจะดี แต่การเสียชีวิตจากภัยบนท้องถนนของไทยเรายังเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะสัดส่วนการเสียชีวิตจากเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 74.4% นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2558 จากรายงานการเสียชีวิต 3 ฐานของ กรมควบคุมโรค พบว่าการเสียชีวิตของคนไทยจากภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี คือเพิ่มจาก 19,960 ราย ในปี 2558 เป็น 21,745 ราย ในปี 2559 และเป็น 22,864 ราย ในปี 2560 ซึ่งแสดงว่าสถานการณ์ของภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินและให้ข้อแนะนำว่า หากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่มีบุคลากรมืออาชีพทำงานเต็มเวลา มีงบประมาณ และมีอิสระในการดำเนินงาน เพื่อประสานการดำเนินการและการกำกับติดตามเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ

อันดับที่ลดลงของประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า การดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนผู้มีส่วนร่วมที่ผ่านมาเริ่มประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตัวของภาคประชาชนและสื่อมวลชน จะเห็นว่ามีการนำเสนอข่าวและคลิปอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง จนทุกภาคส่วนตระหนักถึงปัญหา และสาเหตุที่สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของไทยลดลง เนื่องจากว่ามีความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ การติดกล้องซีซีทีวีและกล้องตรวจจับความเร็ว ที่มีเพิ่มมากขึ้นบนถนนทางหลวง ขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น ทำให้การใช้ความเร็วรถลดลงในบางเส้นทางที่มีกล้องตรวจจับความเร็ว

ทุกครั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ก็จะมีการพูดถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ทุกภาคส่วนต่างออกมารณรงค์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด หรือเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คาดว่าจะมีการเดินทางกันคับคั่งทุกเส้นทางทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน

ด้วยเหตุนี้ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงได้เปิดกิจกรรม “Thailand Big move Road Safety” เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุสู่เส้นทางถนนปลอดภัย โดย สสส. ร่วมกับ สช. และภาคีเครือข่าย ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แสดงพลังเครือข่ายภาคประชาชน ประกาศเจตนารมณ์ภาคประชาชนร่วมเป็นกำลังในการช่วยสอดส่องดูแลให้ถนนปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ เริ่มจากการเปิดพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด ร่วมแก้ 30 จุดเสี่ยง สร้างถนนปลอดภัย และตั้งเป้าครบ 77 จังหวัด ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขอย่างยั่งยืน สำหรับจังหวัดที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ลพบุรี กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ ลำพูน นครพนม ตรัง และ ภูเก็ต

​ดร.สุปรีดา อธิบายว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา สสส. และภาคีเครือข่าย รวมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาและสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในบ้านเรา มีองค์ประกอบหลักสำคัญ 3 อย่าง คือ คน รถ ถนนและสิ่งแวดล้อม แต่เรื่อง “คน” ดูจะเป็นปัญหาสำคัญ เพราะจากการวิเคราะห์ของทางฝ่ายวิชาการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ โดยล่าสุดปี 2561 มีการออกใบสั่งจำนวน 11,734,415 ใบ และมีจำนวนผู้ชำระค่าปรับเพียง 18% และยังพบว่า คนไทยมีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบ ใน 1 ปี ซึ่งเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ทำให้เห็นชัดว่าบ้านเรายังต้องทำงานกับเรื่องการปรับพฤติกรรมอีกมาก และในส่วนของ “ถนน” บ้านเรามีถนนที่อยู่ในความดูแลของหลายหน่วยงาน ซึ่งยังนับว่ามี “จุดเสี่ยง” อยู่มาก ถ้าหากประชาชนได้เข้ามาร่วมชี้จุดเสี่ยง คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้หน่วยงานรัฐ หรือหน่วยงานเจ้าของถนน ได้ดำเนินการแก้ไข ก็จะช่วยได้มาก เพราะทางวิชาการชี้ว่า องค์ประกอบของสาเหตุอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 27% เกิดจากถนนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกันการจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังมีการถ่ายทอดสดจากจังหวัดนำร่อง ที่แก้จุดเสี่ยงให้กลายเป็นถนนปลอดภัย 4 ภาค 4 จังหวัด คือ ตรัง อุตรดิตถ์ นครพนม และกรุงเทพมหานคร อาทิ ที่ จ.ตรัง พื้นที่ ต.ห้วยยอด ที่ได้รับการปรับปรุงทำทางลอดใต้ทางแยกเป็นจุดกลับรถ ส่วน จ.อุตรดิตถ์ มีการแก้ไขบริเวณแยกหนองบัวที่เกิดอุบัติเหตุมาก ปรับปรุงวางแท่งแบร์ริเออร์บังคับทิศทางรถ และกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกหลักสี่ที่เกิดอุบัติเหตุมาก เป็นจุดกลับรถ มีการปรับสัญญาณไฟ และปรับสภาพถนน

ด้าน นพ.พลเดช บอกว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการลดปัญหาอุบัติเหตุมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องวางมาตรการ สร้างโมเดลเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เน้นแนวร่วมจากภาคประชาชน จากภาคีเครือข่าย ดึงท้องถิ่นเข้ามาช่วย ที่ผ่านมาเราได้จัดทำโครงการคนเห็นคน โดยใช้แนวคิดที่ว่า “เปลี่ยนจากคนเกาะรั้วมาเป็นนักแสดง” หรือที่เรียกว่าเปลี่ยนคนดู มาเป็นนักแสดง ทำให้เขาได้เข้ามามีบทบาท คิดวิเคราะห์ เกิดการมีส่วนร่วมประชุมแลกเปลี่ยน หาจุดอ่อนจุดแข็ง และจากจุดเล็กๆ ที่คนกลุ่มนี้เอาใจมาเชื่อมกัน ก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ ประสานหน่วยงานที่มีอำนาจนำไปขยายผล เช่น มหาดไทย ปภ. ทางหลวง ตำรวจ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุด จึงนำมาสู่โครงการ “Thailand Big move Road Safety”

​“คิดแบบบ้านๆ เลยก็คือ การหาไอเดียของคนในชุมชน ชาวบ้าน ว่าเขาอยากทำอะไร ซึ่งจากคนเล็กคนน้อยนี่แหละ จะสามารถลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหา นำองค์ความรู้ไปขยายผล ต้องชื่นชมให้กำลังใจกัน แม้จะไม่สำเร็จในเร็วๆ นี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ท้าท้าย และได้เห็นพลังของสังคมในการตื่นตัว เริ่มจาก 10 จังหวัด แก้ไขได้ 30 จุดเสี่ยง ขยายไปเรื่อยๆ ใน 283 อำเภอเสี่ยง และภายในปีนี้คาดว่าจะครบทั้ง 77 จังหวัด จึงอยากเชิญประชาชนมาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยกัน มาร่วมเป็นเครือข่าย Thailand Big Move for Road Safety เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน” นพ.พลเดช กล่าว

นอกจากร่วมกันแจ้งจุดเสี่ยงเพื่อแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยบนถนนแล้ว ทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนต้องมีน้ำใจ มีจิตสำนึก มีวินัยในการขับขี่ เคารพกฎจราจร ไม่ประมาท เพราะความปลอดภัยสร้างเองได้จากตัวเรา..!!

กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

4 เมษายน 2562 – 10:30 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่านับคะแนนล่าช้าบ้าง หยุดแสดงตัวเลขผลคะแนนแบบกะทันหัน และมีการ “ตั้งธง” จับพิรุธ กกต. ต่างๆ นานา เพราะเชื่อว่า กกต.ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือกช่วยฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ และถึงขนาดล่าชื่อถอดถอน กกต. กันเป็นการใหญ่
แต่ถ้าหากฝ่ายที่ไม่ศรัทธาต่อ กกต. เปิดใจกว้าง ตั้งสติ และรับฟังกกต.ชี้แจงบ้าง ก็จะเห็นว่า กกต.ก็มีเหตุผลอธิบายเหมือนกัน

ข้อแรก  กรณีตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,205,624 คน กับตัวเลขที่ กกต.แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,239,638 คน มีการเพิ่มขึ้นถึง 34,014 คน  และคนสงสัยว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินั้น
กกต.ชี้แจงว่า ตัวเลขที่่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลยังไม่ถึง 100% แต่ตัวเลขที่แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เป็นข้อมูลจากเอกสารการรายงานผลอย่างเป็นทางการ 100% ตามที่ 350 เขตเลือกตั้งส่งเข้ามา
ข้อสอง กรณีบัตรลงคะแนนเพิ่มขึ้น 4 ล้านกว่าใบ แค่ผ่านไป 4 วัน  โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เวลา 21.30 น. กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ 65.96% รวมจำนวน 33,775,230 คน   ต่อมา 28 มีนาคม 14.50 น. กกต.แถลงอีกครั้งผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 74.69% จำนวนเพิ่มเป็น 38,268,375 คน

ซึ่งถ้าเอาผลของวันที่ 28 มีนาคม กับวันที่ 24 มีนาคม มาลบกันคือ 8,268,375-,775,230=4,493,145   เท่ากับว่า 4 วันมีบัตรเพิ่มขึ้น 4,493,145 ใบ

เรื่องนี้ กกต.ชี้แจงว่าข้อมูลที่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 65.96% (33,775,230 คน) เป็นข้อมูลจากระบบรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ 90% ของหน่วยเลือกตั้งหรือ 83,088 หน่วย จากทั้งหมด 92,320 หน่วย ซึ่งยังคงเหลืออีก 9,232 หน่วยท่ี่ยังไม่ได้รายงานข้อมูลเข้ามา อีกทั้งยังไม่รวมคะแนนที่มาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักรอีกกว่า 2 ล้านใบ ส่วนข้อมูลในการแถลงข่าววันที่ 28 มีนาคม ที่ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 74.69% หรือ 38,268,375 คน เป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับรายงานเป็นเอกสารจากทุกหน่วยเลือกตั้งครบ 100% แล้ว

กกต.บอกว่า “การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เพราะไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้”

ข้อสาม กรณีมีข้อสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ซึ่งต่างกันอยู่ 9 ใบ
ประเด็นนี้กกต.ยอมรับว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 9 ใบจริง และกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ์ลงในเอกสารอาจคลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน และการที่ต่างกันแค่ 9 ใบ ไม่กระทบต่อคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด
ข้อสี่  จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้มากกว่าจำนวนรวมของบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน โดยต่างกันอยู่ 2 ใบ
กกต.ชี้แจงว่าอาจมีการนับบัตรที่ใช้ไปจากต้นขั้วบัตรคลาดเคลื่อน ซึ่ง กกต.จะตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งใด และเมื่อทราบแล้ว กกต.จะพิจารณาดำเนินการต่อไป

          อย่างไรก็ตามเมื่อตอนนี้กระแสแรงและมีความสงสัยต่อ กกต.ต่างๆ นานา กกต.จึงต้องตอบข้อสงสัยให้มากกว่านี้ โดยจะต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบ รวบรวมคำถามทั้งหลายเพื่อตอบให้เกิดความกระจ่างแถลงไขในทุกข้อที่สังคมคาใจ รวมทั้งเรื่องการคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลาย 

คราวนี้เรามาดูโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมากันบ้าง
“นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25–26 มีนาคม 2562 จากผู้ที่ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,182 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2562 ที่ผ่านมา

ในด้านความคิดเห็นต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนร้อยละ 7.02 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด ร้อยละ 18.95 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมาก ร้อยละ 38.16 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมปานกลาง
ส่วนที่เห็นว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีร้อยละ 14.81 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อย ร้อยละ 18.44 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อยที่สุด
โดยสรุปก็คือประชาชนส่วนมากยังเห็นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตามการออกมาตรวจสอบการทำงานของกกต. หากทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝง หรือมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี มิใช่ลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้วก็จบกัน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอีก
แต่มีแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า กรณีที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ไม่พอใจหลังการเลือกตั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีการก่อตั้งกลุ่มอยากเลือกตั้ง ออกมาประท้วงก่อหวอดรีบเร่งให้รัฐบาลและคสช. จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

“แต่ต่อมาเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เกิดการผิดพลาด ผลการเลือกตั้งออกมาฝ่ายของตนเองได้จำนวนส.ส.น้อยกว่าที่คาดหวังจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงวางแผนให้ลิ่วล้อหน้าเดิมของตนเองออกมาก่อหวอดประท้วง ปลุกปั่นประชาชนให้ออกมาร่วมกันลงชื่อถอดถอนกกต. โดยอ้างสารพัดเหตุผลใส่ร้ายว่ากกต.ไม่เป็นกลางร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามตัวเองโกงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อหวังให้กกต.ชุดปัจจุบันสิ้นสภาพ ไม่สามารถอยู่ทำหน้าที่รับรองส.ส.ให้ได้ครบจำนวน 95% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด จนไม่สามารถเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ อันมีผลทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาต้องตกเป็นโมฆะ จากนั้นก็จะโยนความผิดให้รัฐบาลและคสช. เพื่อปลุกคนออกมาประท้วงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเหมือนที่กลุ่มตัวเองพูดมาโดยตลอดว่าจะเกิดเหตุคล้ายกรณีตุลาคม 2516 หรือตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2553 หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ฝ่ายตนเองก็สามารถชี้นำประชาชน บีบบังคับรัฐบาลให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่จนฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะและเป็นรัฐบาลสมความตั้งใจ”
อย่าเพิ่งเชื่อ.. รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะมีการเดินทีละ “สเต็ป” ไปตามนี้หรือไม่

สัญญาณทะแม่ง! เมื่อทหารรับลูก “อย่าวุ่นวาย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณทะแม่ง! เมื่อทหารรับลูก “อย่าวุ่นวาย”

4 เมษายน 2562 – 09:25 น.
ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลอพรพิพัฒน์ เบญญศรี,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ทหาร,ผู้บัญชาการทหารสูงสุด,ผบทบ,เลือกตั้ง,ล้มกระดาน
เปิดอ่าน 12,313 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

น่าสนใจกับการออกมาตอบโต้กระแสการจุดชนวนความวุ่นวายที่ฝ่ายการเมือง ขั้วทักษิณ ชินวัตร ทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ ออกมาพร้อมๆ กับการก่อกระแสของนักศึกษา ต่อการไม่พอใจผลเลือกตั้ง ที่อาจจะนำไปสู่การล้มกระดานการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยการออกมาเรียงแถวของหน่วยงานความมั่นคง หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี นำขุนทหาร-ตำรวจ 4 เหล่าทัพ ตบเท้า เมื่อ 28 มีนาคม 2562 ให้รักษาความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ตามด้วยคำแถลงของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 29 มีนาคม 2562 ที่ให้ยึดความสงบสุข และความมั่นคงเป็นที่ตั้ง โดยต้องเลิกสร้างความวุ่นวาย

และที่ดุเดือดสุด เห็นจะเป็นการออกมาของผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เมื่อ 2 เมษายน 2562 ที่เห็นว่า ที่นักวิชาการและนักการเมืองบางคน กำลังบั่นทอนความมั่นคงของชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกนิยามว่าพวก “ซ้ายดัดจริต” และพุ่งเป้าไปยังคนนอกประเทศ ที่น่าจะเป็นผู้บงการความ ”วุ่นวาย” รอบใหม่

การไล่เรียงของขุนพลระดับท็อปของประเทศ เพราะมี “การข่าว” แล้วว่า น่าจะมีความพยายามก่อกระแส “ล้มกระดาน” การเลือกตั้ง และสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งฝ่ายความมั่นคง “ยอมไม่ได้”

อุณหภูมิการเมือง จึงร้อนระอุยิ่งกว่าอากาศฤดูร้อนเดือนเมษายน เพราะแม้ฝ่ายความมั่นคงจะออกมาส่งสัญญาณ เรื่อง “ยอมไม่ได้” หากจะให้ประเทศวุ่นวาย แต่ดูเหมือนฝ่ายการเมืองขั้วทักษิณ จะออกมาสวนความมั่นคง นำโดยหัวหอกอย่าง ชัยเกษม นิติศิริ ผู้ใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตร

และเป็น ชัยเกษม คนเดียวกัน ที่เป็นหัวหน้าคณะทีมเพื่อไทยที่พลเอกประยุทธ์ คุมตัวไปเจรจา 7 ฝ่าย เพื่อหาทางออกให้ประเทศเมื่อ 21 พฤษภาคม 2557 แต่ ชัยเกษม ยืนยัน รัฐบาลรักษาการขณะนั้น “ไม่ลาออก” จนทำให้พลเอกประยุทธ์ ตัดสินใจรัฐประหารในวันรุ่งขึ้น

บรรยากาศ ณ วันนี้ ยังห่างไกล เรื่องคิดว่าใครจะได้ตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ทุกคนควรจะต้องคิด คือการรอมชอมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ อย่าเอาชนะคะคานกันเลย เพราะผู้พ่ายแพ้บนสงครามที่แย่งชิงอำนาจกัน คือประเทศชาติ และทุกข์ ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน

อย่า!กลัว’ฟ้ารักพ่อ’แค่เด็กดื้อปฏิบัติการเด็ด”ธนาธร-ปิยบุตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367879?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่า!กลัว’ฟ้ารักพ่อ’แค่เด็กดื้อปฏิบัติการเด็ด”ธนาธร-ปิยบุตร

4 เมษายน 2562 – 09:23 น.
New Generation,ฟ้ารักพ่อ,ปิยบุตร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,001 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดระหัสลานพราง   โดย…  พลซุ่มยิง

วง คสช.วิเคราะห์กันแล้วว่า ประเทศไทยจะกู่ไม่กลับหากปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองเดินไปสู่ความวุ่นวาย ซึ่งครั้งนี้จะหนักและรุนแรงกว่า เพราะนอกจากกลุ่มเห็นต่างหน้าเดิมๆ แล้ว

เป้าหมายคือปลุก New Generation หรือคนรุ่นใหม่ ให้ออกมาบนถนนเฉกเช่นในอดีต จึงนำไปสู่ประโยคที่ว่า “ผมจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น” ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการ คสช.

ปฏิบัติการคว่ำการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับกติกาของฝ่ายการเมือง โดยอ้างความไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หวังให้จัดการเลือกตั้งใหม่

ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายที่ได้ประเมินเอาไว้ตั้งแต่ต้น แต่เหตุการณ์ที่ทำรัฐบาล คสช.ตั้งรับแทบไม่ทันคือ การปลุกปั่นในโซเชียลมีเดียที่ระบาดเหมือนเชื้อไวรัส จนนำไปสู่การล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ในรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ระดมนิสิต นักศึกษา ทั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ม.สงขลานครินทร์ ม.เชียงใหม่ ม.นเรศวร ม.บูรพา มรภ.ราชนครินทร์

เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ คสช.กังวลต่อกระแสความไม่เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ไม่สามารถสื่อสารและอธิบายข้อกังขาให้สังคมเข้าใจ ทั้งการประกาศและรับรองผลซึ่งทำให้เกิดข้อพิรุธตั้งแต่แรกเริ่ม จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกับบัตรเลือกตั้ง ตลอดจนถึงจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งกำลังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

คนรุ่นใหม่นี้ ยังเป็นฐานเสียงสำคัญและทำให้เกิดกระแส ‘ฟ้ารักพ่อ’ ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปโซเชียลมีเดียจะกลับมาระอุอีกครั้ง เพราะยังมีหลายคดี ที่ คสช.แจ้งความเอาผิด  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ทั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีปิดล้อม สน.ปทุมวัน เพื่อกดดันตำรวจยกเลิกหมายจับนายรังสิมันต์ โรม ที่โดนคดีชุมนุมที่หน้าหอศิลป์ เมื่อปี 2558

และในวันที่ 26 เมษายนนี้ พนักงานอัยการได้นัดหมายนายธนาธร พร้อมพวก มาฟังการสั่งคดีจัดรายการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพจอนาคตใหม่ วิจารณ์ คสช. ในข้อหาผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงคดีที่มีผู้ฟ้องร้องกรณีใส่เนื้อหาประวัติ ‘ธนาธร’ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อาจจะนำไปสู่การแจกใบเหลือง ใบส้ม จาก กกต.ในอนาคต

ที่สำคัญ คสช.กำลังรวบรวมพยานหลักฐานย้อนหลัง โดยนำหนังสือ “ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป” ที่มีชื่อ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้เขียน มาต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นความสัมพันธ์กับคณะนิติราษฎร์, เนื้อหาบรรยายในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย, การออกรายการทีวี, เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เรียกว่าไม่ให้ดิ้นหลุด เพื่อเอาผิดในมาตรา 116 และกำลังพิจารณานำไปสู่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่

โดยหนังสือ “ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป” มีเนื้อหาเกี่ยวกับ บทอภิปรายว่าด้วยรัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ ตุลาการ และกองทัพ เมื่อเปิดเข้าไปในหน้าสารบัญ มีหัวข้อ ศาลรัฐธรรมนูญล้ำแดนอำนาจฯ, เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”, ความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ขัดกับเสรีภาพฯ, การรักษาสถาบันกษัตริย์ด้วยการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์สีหนุ, กองทัพในระบอบประชาธิปไตย, 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, มาตรา 112, ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ เรื่องการยุบศาลรัฐธรรมนูญฯ, สุพจน์ ด่านตระกูล กับ “ประวัติรัฐธรรมนูญ”, การทำให้รัฐปลอดศาสนาในฝรั่งเศส และหัวข้ออื่นๆ

แม้ คสช.จะรู้อยู่เต็มอก การแจ้งความดำเนินคดีกับสองแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จะเข้าทางคนบางกลุ่มที่พยายามปลุกระดมนิสิต นักศึกษา ออกมาเดินขบวนบนถนนหวังให้เกิดความรุนแรงเหมือนพฤษภาทมิฬ 35 หรือ 16 ตุลา 19 เพื่อนำไปสู่การเข้ามาขององค์กรระหว่างประเทศ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้วร่างขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

แต่ คสช.ยังมองในแง่ดีว่า นิสิต นักศึกษา เป็นแค่เพียงเด็กดื้อ ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง หากรัฐบาลและกองทัพปรับรูปแบบการพูดคุย ใช้ภาษาเดียวกัน หรือภาษาวัยรุ่น น่าจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และบุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญนำพาประเทศไปทางที่ถูกที่ควร

กรงกรรม “ธนาธร” หนีไม่พ้นเงา “อดีต”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรงกรรม “ธนาธร” หนีไม่พ้นเงา “อดีต”

4 เมษายน 2562 – 08:30 น.
ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,กลุ่มประชาธิปไตยใหม่,รังสิมันต์ โรม,ไผ่ ดาวดิน,ชุนนุม,หมายจับ,เตรียมออกหมายจับ
เปิดอ่าน 8,826 ครั้ง

ฝ่ายซ้ายเก่ามอง “ธนาธร” เป็น “ทุนก้าวหน้า” และจะเป็นผู้ก่อการอภิวัฒน์ประเทศไทย แต่อีกฝ่ายไม่มองอย่างนั้น

*****************

          ในที่สุด “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็เจอหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ให้มารับทราบข้อกล่าวหา กรณีช่วยผู้ต้องหาหนีหมายศาลทหารหลบหนี เหตุเกิดเมื่อ 25 มิถุนายน 2558

          ผู้เข้าแจ้งความก็คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. ซึ่งได้เกาะติดคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2558

ปลุกผีขบวนการนักศึกษา

ครบรอบ 1 ปี แห่งการยึดอำนาจของ คสช. ได้มีขบวนการนักศึกษาประกาศอารยะขัดขืนต่ออำนาจเผด็จการทหาร ในนาม “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” (New Democracy Movement-NDM) รวมตัวกันจากหลากหลายกลุ่มที่มารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD), กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP), กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์, กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา และกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชนนักเรียนปาตานี (PerMAS) ฯลฯ

กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 2558

แกนนำกลุ่ม NDM คือ “รังสิมันต์ โรม” ศิษย์รักของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมัยโน้น

รังสิมันต์ โรม กับ ไผ่ ดาวดิน ปี 2558

อีกคนหนึ่งคือ “จตุรภัทร บุญภัทรรักษา” หรือ “ไผ่ ดาวดิน” แกนนำกลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น 

22 พฤษภาคม 2558 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้วางแผนจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ 2 จุดคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

ปรากฏว่า ตำรวจได้ออกหมายเรียก 14 แกนนำนักศึกษา(กรุงเทพฯ 7 คน และขอนแก่น 7 คน) ในข้อหาฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

นี่คือม็อบแรกที่ต้อนรับ คสช. และมีแนวโน้มจะขยายตัวไปสู่สถานการณ์เผชิญหน้า

รถตู้ปริศนา

24 มิถุนายน 2558 นักศึกษาที่ชุมนุมหน้าหอศิลป์ได้นัดหมายกันไปเข้าแจ้งความ กรณีถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมโดยใช้กำลังเกินกว่าเหตุที่ สน.ปทุมวัน แต่กลุ่มดาวดินไม่ยอมเข้ารับทราบข้อกล่าวหา และประกาศอารยะขัดขืน ไม่ยอมรายงานตัวที่ สภ.เมืองขอนแก่น 

จู่ๆ กลุ่มดาวดินจากขอนแก่น ปรากฏตัวหน้า สน.ปทุมวัน เข้าให้กำลังใจกลุ่มเพื่อน 7 คนจากหน้าหอศิลป์ “ไผ่ ดาวดิน” ย้ำว่า พวกเขาไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ

ไผ่ ดาวดิน ปราศรัย หน้า สน.ปทุมวัน ปี 2558

วันนั้น บรรยากาศรอบนอก สน.ปทุมวัน มีทั้งกลุ่มอาจารย์หลายสถาบัน และนักศึกษา พร้อมคนเสื้อแดงบางกลุ่มนับพันที่มาให้กำลังใจนักศึกษา

ในกลุ่มกองเชียร์ขบวนการ NDM นั้น มีนักธุรกิจหนุ่ม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่มาเฝ้าติดตามการชุมนุมที่หน้า สน.ปทุมวัน ด้วย

แรกๆ ไม่มีนักข่าวคนไหนจำได้ กระทั่งนักข่าวในสังกัดที่ธนาธรถือหุ้นอยู่ได้เข้าไปทักทาย คราวนี้นักข่าวอีกหลายสำนักก็พลอยให้ความสนใจตามไปด้วย

เล่นเกมยื้ออยู่จนค่ำ เจ้าหน้าที่จึงยอมรับตามข้อเสนอกลุ่มนักศึกษา หลังการชุมนุมยุติ ทางตำรวจและทหารได้ออกติดตามเพื่อจับกุมบุคคลที่มีหมายจับ 

ขณะที่ตำรวจจะเข้าไปจับกุมกลุ่มนักศึกษา รังสิมันต์ โรม เกิดไหวตัวทันได้วิ่งหลบหนี จากนั้นได้มี “รถตู้ปริศนา” มารับกลุ่มนักศึกษา 14 คนหลบหนีไป และทราบภายหลังว่า ได้เข้าพักที่สวนเงินมีมา ฝั่งธนบุรี

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น มีข่าวกอซซิปว่า “ธนาธร” ต้องเข้าเคลียร์กับ คสช.กรณีรถตู้คันดังกล่าวอยู่หลายชั่วโมง เรื่องก็เลยเงียบไป  

“ธนาธร” ทุนก้าวหน้า

การเข้าสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่หน้า สน.ปทุมวัน ไม่ใช่เรื่องแปลกของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อปี 2553 สมัยชุมนุมใหญ่แดงทั้งแผ่นดิน นักธุรกิจหนุ่มกับเพื่อนๆ ก็ได้เข้าร่วมด้วย

ถ้าพลิกดูประวัติสมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ “ธนาธร” เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2543

ธนาธรยังมีเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์คือ “ชัยธวัช ตุลาธน” หรือ “ชัยธวัช ตุลาฑล” หรือ “ชัยธวัช แซ่โค้ว” นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2541

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับเพื่อนรักเข้าร่วมชุมนุมปี 2553

ระหว่างปี 2541-2543 ธนาธร, ชัยธวัช และเพื่อนนักกิจกรรมมักเข้าร่วมสมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัมสี่ภาค เข้าร่วมการประท้วงท่อก๊าซ ไทย–มาเลย์ และการเปิดประตูเขื่อนปากมูล

ปี 2561 ธนาธรกับชัยธวัช ร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ โดยธนาธร เป็นหัวหน้าพรรค และชัยธวัช เป็นรองเลขาธิการพรรค ควบผู้อำนวยการการเลือกตั้ง

ในสายตา “ซ้ายเก่า” (ของแท้) จึงยกย่องว่า ธนาธรเป็น “ทุนก้าวหน้า” และจะเป็นผู้ก่อการอภิวัฒน์ประเทศไทย

จัดอันดับสนามบิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดอันดับสนามบิน

4 เมษายน 2562 – 08:03 น.
สนามบิน,สุวรรณภูมิ,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 811 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ‘สุวรรณภูมิ’ ร่วงอันดับ 46
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องน่าสนใจมาแจ้งให้ทราบ เรื่องการจัดอันดับสนามบินดีที่สุดในโลก ประจำปีนี้ พ.ศ.2562 โดย ‘สกายแทร็กซ์’ สถาบันจัดอันดับที่ได้รับการยอมรับจากวงการธุรกิจการบินทั่วโลก ประกาศ 10 อันดับ สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ปี 2019 ปรากฏว่า สนามบินชางงี ของสิงคโปร์ คว้าแชมป์สนามบินที่ดีที่สุดในโลกและเป็นแชมป์ 7 ปีซ้อนติดต่อกัน

ขอยกแค่อันดับ 1-3 มาก็น่าจะพอครับ เพราะเป็นประเทศที่คุ้นเคยของชาวไทย โดยอันดับ 1 สนามบินชางงี(สิงคโปร์) 2.โตเกียว ฮาเนะดะ แอร์พอร์ต(ญี่ปุ่น) 3.อินชอน อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต(เกาหลีใต้)

ที่น่าคิดและนำแจ้งให้ทราบคือ สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดของไทย จากอันดับ 36 เมื่อปี 2561 ร่วงหล่นไปอยู่อันดับ 46 ซึ่งบ่งบอกว่าการบริหารจัดการมาตรฐานและทุกสิ่งทุกอย่างขาดมาตรฐานและไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรๆ ให้ดีขึ้น

สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ภายใต้การบริหารงาน ควบคุมดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม แต่มักมีปัญหาอยู่ตลอด เช่น ระบบการจราจรติดขัด ไร้ระเบียบ ใช้ระบบเส้นสาย, การขนส่งมวลชน, อาหารแพง, การตรวจคนเข้าเมืองที่ล่าช้า, ความสะอาด ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ยกเมฆมาประจานกันให้เสียกำลังใจ หากแต่ด้วยความหวังดี เพื่อทุกหน่วยงานจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิมีหลายหน่วยจากกระทรวงมาปฏิบัติงาน

ก็หวังว่าปีหน้า 2020 จะได้รับการจัดอันดับให้ดีขึ้นและเป็นปีที่จะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ‘โตเกียว 2020’ จะมีผู้โดยสาร-นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องวางแผนรับมือ ณ เวลานี้
สมศักดิ์ (ราชดำริ)

ตอบคุณ ‘สมศักดิ์’ ราชดำริ
การที่อันดับสนามบินดีที่สุดของโลก 2019 ออกมา แล้วปรากฏว่า ‘สุวรรณภูมิ’ หล่นร่วงจากอันดับ 36 เมื่อปีที่แล้วไปอยู่อันดับ 46 คือร่วงรวดเดียว 10 อันดับ แสดงว่าจะต้องตรวจสอบว่าทำไมเป็นเช่นนั้น

ไม่ใช่ไม่มีมาตรฐานหรือโยนความผิดไปว่าสถาบันจัดอันดับสนามบิน ‘สกายแทร็กซ์’ เอนเอียง แต่ทุกประเทศและทุกสนามบินที่เห็นๆ กันอยู่ก็ยอมรับ

อย่างสนามบิน ‘ชางงี’ ของสิงคโปร์นั้น ของเขาดีจริงๆ ผมไปมาหลายทีแล้วชอบมาก เพราะปลอดภัย สวยงาม รวดเร็ว สะอาด สะดวกสบาย ภายในอาคารก็เหมือนสวนขนาดใหญ่ เรียกว่าดีครบวงจร

จึงอยากให้ผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิยึดถือเป็น ‘ชางงีโมเดล’ เป็นมาตรฐานทำงานและปฏิบัติ ถ้าจะไปดูงานก็ใกล้ๆ แค่นี้

แล้วจะรู้ว่าทำไม ‘ชางงี’ ถึงได้รางวัลที่สุดถึง 3 รางวัล คือ สนามบินสะอาดที่สุดของโลก, เครื่องมือ อุปกรณ์ดีที่สุด และสายการบินภายในประเทศดีที่สุด

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ หากจะทำและมีความพยายามมุมานะ เพราะ ‘สุวรรณภูมิ’ มีภูมิประเทศทำเลและทุกอย่างมาตรฐานโลกอยู่แล้ว

เหลือแต่เพียงหาคนทำงาน บริหารจัดการให้ดีเท่านั้นเอง
อ๊อด เทอร์โบ


 รายได้จากกองถ่ายหนัง
 สร้างเงินและชื่อเสียง

ผมเป็นคนชอบดูหนัง และดีใจที่มีกองถ่ายหนังดังๆ มาใช้โลเกชั่นประเทศไทย ดังเป็นข่าวใหญ่ว่า ‘เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการภาพยนตร์ทางอินเทอร์เน็ตชื่อดัง ได้เข้ามาถ่ายทำหลายเรื่อง เพื่อป้อนเข้าสู่ช่องทางของเน็ตฟลิกซ์ ทั้งภาพยนตร์ต่างประเทศ ซีรีส์ต่างประเทศ และภาพยนตร์ไทย โดยมีค่าใช้จ่ายในการเข้ามาถ่ายทำมากกว่า 1,000 ล้านบาท แซงหน้าบรรดากองถ่ายของค่ายหนังยักษ์ใหญ่แห่งวงการฮอลลีวู้ด ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยด้วย

ไทยกำลังเนื้อหอม มีกองถ่ายหนังชื่อดังเข้ามาถ่ายทำและขอเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆ รวมถึงสารคดีเป็นจำนวนมาก ล่าสุดมีทางเน็ตฟลิกซ์ที่เป็นรายใหญ่ มาถ่ายหนังซีรีส์ป้อนช่องของเขา และมาลงทุนสร้างหนังไทยป้อนให้แก่ช่องเน็ตฟลิกซ์เลยก็มี และบางกองถ่ายก็กำลังดูโลเกชั่นในไทยที่มีความหลากหลาย โดยบางกองถ่ายมาถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่งกระจายไป 10 จังหวัด

การมีกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทยจะทำให้เกิดประโยชน์ มีเงินสะพัดและภาพยนตร์จะถ่ายทอดสิ่งที่ดีๆ ของประเทศไทยออกไป และถ้าติดตลาด มีคนมาตามรอย ก็ทำให้เกิดการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอีกจำนวนมาก

สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย ตัวเลขในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 มีบรรดาค่ายหนังจากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยแล้ว 143 เรื่อง คิดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นแล้วรวม 1,015.92 ล้านบาท

เฉพาะเดือนมีนาคม 2562 มีกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำแล้ว 81 เรื่อง คิดเป็นเงิน 281.37 ล้านบาท

นี่คือเรื่องที่รัฐบาลต้องส่งเสริมและอำนวยความสะดวก
เฉลิมชัย (กทม.)

ตอบคุณ ‘เฉลิมชัย’ กทม.
ผมเห็นเป็นช่องทางที่ประเทศไทยจะมีรายได้และการสร้างงานอีกเป็นระลอก จากผลดีที่กองถ่ายทำภาพยนตร์จะใช้ประเทศไทยเป็นโลเกชั่นหรือสถานที่ถ่ายทำ

อย่างสมัยหนึ่งที่ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 กำลังฮิต มีการยกกองถ่ายทำมาที่ ‘เขาตะปู’ เมืองพังงา และตอนหลังก็เรียกกันติดปากว่า ‘เจมส์ บอนด์ ไอส์แลนด์’ จนโด่งดังไปทั่วโลก หรืออีกหลายๆ แห่ง

ประเทศไทยเรานั้นมีความเหมาะสมหลายประการ เพราะอากาศดี ภูมิประเทศครบ ทั้งป่าเขาลำเนาไพร ท้องทะเล ชายหาด และที่สำคัญมีความปลอดภัย ไปมาสะดวก

ถ้ารัฐบาลร่วมส่งเสริมโดยผ่านทาง ททท.(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) หรือกระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ แล้วทุกอย่างก็ไปได้ดี

เราต้องหาช่องทางหารายได้อย่างเป็นระบบและทันเหตุการณ์ครับ และที่สำคัญต้องดูแลอย่าให้ภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมทำลายศีลธรรม ความรู้สึกดีๆ จนเราเสียหาย
อ๊อด เทอร์โบ

ตรวจแถว “ส้มหวาน” รวมดาว “ซ้ายใหม่-ซ้ายเก่า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจแถว “ส้มหวาน” รวมดาว “ซ้ายใหม่-ซ้ายเก่า”

3 เมษายน 2562 – 10:01 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคส้มหวาน,ซ้ายตกขอบ,หัวเอียงซ้าย,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,การเมืองไทย,ผู้สมัคร สส,พริษฐ์ ชิวารักษ์,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 9,643 ครั้ง

เลือกตั้งหนนี้ แกนนำ นปช.ร่วงกราว ทั้งเหตุจากยุบพรรคไทยรักษาชาติ, สอบตกในสีเสื้อพรรคเพื่อไทยและพรรคเพื่อชาติ ตรงข้ามกับแกนนำแดงที่อยู่ในพรรคอนาคตใหม่ กลับได้เฮ!

***********

อันเนื่องจากวาทะร้อนแรงของ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) ในงานพิธีวันสถาปนา พล.ร.1 รอ. ครบรอบ 112 ปี ที่ออกมาวิจารณ์ “ซ้ายตกขอบ” ทำเอาสะดุ้งกันเป็นแถว

จะว่าไปแล้ว “ซ้ายตกขอบ” ตัวจริง เผ่นหนีไปซุกหัวอยู่ต่างประเทศ เกือบหมดแล้ว ยังอยู่ในประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ที่กำลังแตกหน่อช่อบานก็คือ “ซ้ายใหม่” ที่มากับกระแสส้มหวาน

“โรม” และเพื่อนพ้อง

4-5 ปีมานี้ “รังสิมันต์ โรม” หรือ “โรม” นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาเคลื่อนไหวต้าน คสช.อย่างเอาจริงเอาจัง จนมีคนถามว่า เขาทำมาหากินอะไร

“โรม” หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เป็นชาวภูเก็ต แต่มาจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ และจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

รังสิมันต์ โรม

ช่วง กปปส.ชุมนุมใหญ่ “โรม” เริ่มเคลื่อนไหวคัดค้านคำขวัญปฏิรูปก่อนเลือกตัั้ง ในนามกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีประชาธิปไตย หลังรัฐประหาร 2557 โรมก่อตัั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่(NDM) และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย(DRG) พยายามปลุกมวลชนต้านเผด็จการ แต่จุดไม่ติด

ปลายปี 2560 โรมตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ร่วมกับ อานนท์ นำภา, “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา

ปิยรัฐ จงเทพ

กลางปี 2561 รังสิมันต์ โรม และปิยรัฐ จงเทพ ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมา โรมอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับ 16 ได้เป็นว่าที่ ส.ส. แต่ “โตโต้ ปิยรัฐ” ไปสมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์

          โรมได้เป็น ส.ส.สมใจอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล แต่เพื่อนโตโต้ สอบตก

“เพนกวิน” ยุวชนส้ม

ชื่อของ “เพนกวิน” หรือ “พริษฐ์ ชิวารักษ์” โด่งดังมาตัั้งแต่เป็นนักเรียน และเป็นเลขาธิการของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท เมื่อได้เข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก็ยังทำกิจกรรมการเมืองต่อเนื่อง

เดือนมีนาคม 2560 “เพนกวิน” มีชื่อเป็นหนึ่งในคณะผู้เตรียมการจดทะเบียนพรรคอนาคตใหม่ แต่พอถึงวันยื่นจดทะเบียนพรรคต่อ กกต. ไม่มีชื่อเพนกวินในรายนามผู้ก่อตั้งพรรค เพราะอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่เขาก็ยังสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์

“ผมก็พร้อมจะดันพรรคและประเทศ คว่ำอำนาจที่แย่งครองประเทศไทยไปจากมือประชาชน”

          นอกจากนี้ “เพนกวิน” ในบทบาทประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ยังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เป็นคุณแก่พรรคอนาคตใหม่

ล่าสุด “เพนกวิน” พาพรรคพวกไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทวงถามความชัดเจนจุดยืนการรักษาคำพูดไม่สืบทอดอำนาจ

อีกด้านหนึ่ง “เพนกวิน” ร่วมกับแนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม นำโดย ธนวัฒน์ วงค์ไชย และ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อ ยื่น ป.ป.ช. เพื่อให้ถอดถอน กกต.

           น่าจับตา! เพนกวิน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่บางฝ่ายเรียกว่า “ยุวชนส้ม” โดยล้อไปกับยุวชนแดงในแผ่นดินจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

“แดงเก่า” ได้เป็นผู้แทน

เลือกตั้ง 2562 ปรากฏว่า แกนนำ นปช.ร่วงกันเป็นแถว มีทั้งเหตุจากยุบพรรคไทยรักษาชาติ, สอบตกในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อชาติ

ตรงกันข้ามกับแกนนำแดงที่อยู่ในพรรคอนาคตใหม่ กลับได้เฮ…เมื่อ “คารม พลพรกลาง” อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 26 และ “วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 35

คารม พลพรกลาง

“คารม” ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตัดสินใจแยกทางจากพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ค่อยพอใจแกนนำพรรคที่มองไม่เห็นหัวคนทำงานในพื้นที่

อีกคนหนึ่ง “วิเชียรชนินทร์” แกนนำคนเสื้อแดงร้อยเอ็ด และน้องชายของนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด และแกนนำ นปช.

วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร

          เหนืออื่นใด “ชัน ภักดีศรี” นักกิจกรรมแห่งกลุ่มรักษ์ภูเวียง กับ “พิชิต พิทักษ์” แกนนำกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน ได้เข้ามารับบทเสนาธิการใหญ่ของพรรคอนาคตใหม่สายอีสาน

ถ้ายังจำได้ ช่วงแดงทั้งแผ่นดิน ปี 2554-2556 “พิชิต” พยายามยกระดับการศึกษาความคิดการเมืองของคนเสื้อแดงให้เป็นกองหน้าประชาชน โดยการจัดตั้งกลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตยประชาชน ที่ไม่ได้ขึ้นต่อ นปช. แต่หลังรัฐประหาร 2557 กลุ่มพลังเหล่านี้ก็สลายตัวไป

          ด้วยเหตุนี้ พรรคส้มหวาน จึงถูกจับจ้องจากอีกฟากฝ่ายหนึ่งด้วยความกังวลและหวาดหวั่น