โจรข้ามชาติอาละวาดเจาะเซฟร้านอาหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรข้ามชาติอาละวาดเจาะเซฟร้านอาหาร

3 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรข้ามชาติ
เปิดอ่าน 396 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

นับว่าเป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับการปฏิบัติงานของตำรวจ เพราะแค่โจรผู้ร้ายที่เป็นคนไทยก่ออาชญากรรม “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ยังมีเรื่องรับแจ้งความไม่เว้นแต่ละวัน ปราบปรามจับกุมอยู่ตลอดก็ยังก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ว่างเว้น แต่ยังมี “โจรข้ามชาติ” ที่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว หรือเป็นแรงงาน ทั้งเข้ามาตามด่านตรวจคนเข้าเมือง และช่องทางธรรมชาติ ซึ่งอย่างหลังป้องกันยาก ถ้าก่อเหตุแล้วต้องวัดดวงว่าจะล่าตัวจับกุมมาลงโทษได้หรือไม่

เช่นเดียวกับความเดือดร้อนของบรรดาร้านอาหารในย่านสีลม แหล่งธุรกิจการค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีคนร้ายตระเวนงัดแงะเจาะตู้เซฟกวาดเอาทรัพย์สินตามร้านต่างๆ และจากแนวทางการสืบสวนของตำรวจก็เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของ “โจรต่างด้าว”

เหตุการณ์ล่าสุดถูกเปิดเผยขึ้นในช่วงสายวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อตำรวจ สน.บางรัก ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเข้าไปเจาะตู้เซฟ ภายในร้านโร้ดเฮ้าส์ ตั้งอยู่บริเวณแยกอังรีดูนังต์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. จากนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าตู้เซฟ จำนวน 2 ตู้ ได้ถูกคนร้ายตัดบริเวณด้านหลังเป็นช่องสี่เหลี่ยม และเงินสดประมาณ 150,000 บาท ถูกคนร้ายกวาดไปเรียบ

เรื่องที่เกิดขึ้นทางตำรวจ สน.บางรัก ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก พ.ต.ท.สาธิต สอนชา รอง ผกก.สส.สน.บางรัก พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล พ.ต.ต.อนุพงษ์ อรุณคีรีโรจน์ สว.สส.สน.บางรัก ร.ต.อ.พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร และ ร.ต.อ.วุฒิชัย อธิวรปัญญา รอง สว.สส.สน.บางรัก พร้อมกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก เร่งประชุมทีมสืบสวนหาเบาะแสล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ทันทีที่ พ.ต.ท.สาธิต นำทีมสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแส ตลอดจนตรวจสอบแผนประทุษกรรม รวมไปถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุและใกล้เคียง กระทั่งได้ตำหนิรูปพรรณคนร้าย จนสืบสวนทราบว่าคนร้ายที่ปรากฏตามกล้องวงจรปิด คือ นายตรัน วัน ซัน ชาวเวียดนาม ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยตำรวจใช้เวลาราว 4 วัน ก็สามารถติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ พร้อมของกลางอีกหลายรายการ โดยเฉพาะเครื่องตัดเหล็กแบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการก่อเหตุ ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะ “คว้าน้ำเหลว” เพราะจากการแกะรอยทำให้รู้ว่าคนร้ายหลบหนีกลับบ้านเกิดในช่วงเทศกาลปีใหม่ประเทศเวียดนาม แต่ด้วยพฤติกรรมทำให้มั่นใจว่าคนร้ายต้องลักลอบเข้าประเทศอีกครั้งเพื่อก่อเหตุซ้ำ สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด เมื่อคนร้ายมาปรากฏตัวบริเวณลานจอดรถสี่พระยาทาวเวอร์อินน์ และถูกจับกุมในที่สุด

ผลจากการสอบปากคำในเบื้องต้น โจรเจาะตู้เซฟรายนี้บอกว่า ได้ตระเวนก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง พร้อมอ้างว่าต้องการเงินไปใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะค่ารักษาตัวลูกที่ป่วย เนื่องจากอาชีพที่ทำปัจจุบันเป็นพนักงานในร้านอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งทุกครั้งที่ก่อเหตุจะทำเพียงคนเดียว สวมผ้าปิดปาก หมวกแก็ปสีดำ เลือกเฉพาะร้านอาหาร และจะลงมือก่อเหตุในเวลากลางคืน เพราะพนักงานเลิกงานกันหมดแล้ว สำหรับวิธีการเจาะตู้เซฟให้ได้ผลสำเร็จ ก็เลียนแบบมาจากในเว็บไซด์ยูทูบ ส่วนการเข้ามาในประเทศไทย ใช้วิธีลักลอบเข้ามาผ่านทางช่องทางธรรมชาติ ที่ จ.นครพนม

แม้คำรับสารภาพจะบอกว่าก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ ต้องขยายผล เพราะอาจทำในรูปแบบแก๊งหรือขบวนการ หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายก่อเหตุลักษณะนี้ สามารถประสานตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก ได้ทันที..!!

ม็อบสายฮา ไม่น่ากลัวเท่า “ยุวชนส้ม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบสายฮา ไม่น่ากลัวเท่า “ยุวชนส้ม”

2 เมษายน 2562 – 15:15 น.
ยุวชนส้ม,จ่านิว,อนุรักษ์ เจนตวนิชย์,รังสิมันต์ โรม,โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา
เปิดอ่าน 2,883 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

กิจกรรมทางการเมืองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีอยู่ 2 จุด 2 กลุ่ม ต่างฝ่ายต่างเป้าหมาย แม้จะเคยร่วมเคลื่อนไหวมาด้วยกัน แต่มาวันนี้ จำต้องแยกทางกันเดิน

ที่สกายวอล์กสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ “อานนท์ นำภา” ทำกิจกรรมชูป้ายข้อความหยุดโกงเลือกตั้ง ส่วน “แนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม” ชื่อใหม่แต่คนเก่า “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อ ยื่น ป.ป.ช. เพื่อให้ถอดถอน กกต.

          ที่สี่แยกราชประสงค์ “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” นำโดย ฟอร์ด เส้นทางสีแดง และเอกชัย หงส์กังวาน อ่านแถลงการณ์​ที่จะยืนยันกับสังคมว่า พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง​จะต้องเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล​ ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเต้นคุกกี้เเดนซ์ 

จะว่าไปแล้ว “อนุรักษ์ เจนตวนิชย์” หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไม่เคยหยุด นับแต่ปี 2559 มาจนถึงวันนี้ โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงอาวุโสไม่ถึงร้อยคน นัดกันผ่านเฟซบุ๊กออกทำกิจกรรมไปตามเรื่อง

คนในแวดวงนักเคลื่อนไหวฝ่ายต้าน คสช. มองว่า กลุ่มของฟอร์ด และแดงอาวุโส เป็น “สายแดนซ์” ไม่มีเนื้อหาสาระ และทำให้แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งหวาดระแวง เพราะทำกิจกรรมทั้งปี ไม่มีคดีเลย

สำหรับองค์กรใหม่ “แนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม” แต่คนหน้าเดิมเป็นแกนนำ มีพัฒนาการมาจาก “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ที่ก่อตัวขึ้นในวันครบรอบหนึ่งปีการทำรัฐประหาร 2558

ปลายปี 2560 ได้เปลี่ยนชื่อจากขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็น “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” มี “รังสิมันต์ โรม” และเพื่อนๆ หน้าใหม่อีก 4-5 คน เหมือนฉายหนังม้วนเดิม มีการเปลี่ยนหน้า “ตัวละคร” ไปบ้าง

โครงสร้างกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ คือ “โรม” รังสิมันต์ โรม, อานนท์ นำภา, “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา

          กลางปี 2561 รังสิมันต์ โรม และปิยะรัฐ จงเทพ ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมา โรมอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับ 16 ได้เป็นว่าที่ ส.ส. แต่โตโต้ไปสมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ ได้คะแนนหมื่นกว่า สอบตก

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง น่าจะจบภารกิจไปแล้ว แกนนำหลังม่านจึงดีไซน์ “แนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม” ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบ กกต. และปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษา

เริ่มจาก “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย แห่งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เชื่อมต่อกับอดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อย่างอานนท์ นำภา และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่เคลื่อนไหวตั้งโต๊ะรวบรวบรวมรายชื่อ ยื่น ป.ป.ช. เพื่อให้ถอดถอน กกต.

สมัยที่เป็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง “โรม” และมิตรสหาย เหมือนถูกโดดเดี่ยวจากพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. จึงทำให้การชุมนุมขับไล่ คสช. กลายเป็น “ม็อบแดดเดียว” เมื่อปีที่แล้ว

         สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเป็นห่วงคือ พรรคอนาคตใหม่ กับ “6 ล้านเสียง” ที่ทำให้ขบวนการ “จ่านิว เพนกวิน บอล และโบว์” กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การเดินยุทธศาสตร์ “ถอยห่าง” จากกลุ่มแดงแกงโฮะ ก็มุ่งหวังที่จะได้การสนับสนุนจาก “พลังคนรุ่นใหม่” จริงๆ ซึ่งในวันนี้ ก็พอจะเห็นบ้างแล้วจากปรากฏการณ์ “ฟ้ารักพ่อ”

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยออกอาการหวาดหวั่น เกรงว่าคนรุ่น “ฟ้ารักพ่อ” จะแปรเปลี่ยน “ยุวชนส้ม” ออกมาเคลื่อนไหวปฏิวัติสังคมครั้งใหญ่ เหมือน “ยุวชนแดง” เคยก่อการปฏิวัติวัฒนธรรมในเมืองจีนมาแล้วในอดีต

          จากนี้ไปเป็นช่วงขาลงของคนเสื้อแดง และจะเป็นขาขึ้นของ “ยุวชนส้ม” หรือไม่ ? และกรณีวิกฤติ กกต. อาจทำให้สังคมไทยได้เห็นอะไรกันบ้าง 

ใบสี กกต.” อิทธิฤทธิ์สู้ทุจริตหย่อนบัตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใบสี กกต.” อิทธิฤทธิ์สู้ทุจริตหย่อนบัตร

2 เมษายน 2562 – 13:35 น.
กกต,ใบสี,ใบเหลือ,ใบส้ม,ใบแดง,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 686 ครั้ง

รายงาน…

ท่ามกลางกระแสขับไล่และล่าชื่อถอดถอน กกต. เพราะไม่พอใจการจัดการเลือกตั้งและการประกาศคะแนนที่บางฝ่ายมองว่าไม่มีความโปร่งใสนั้น ปรากฏว่า กกต.ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ต่อไป และเตรียมพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่อย่างน้อยๆ 117 เขตที่มีเรื่องร้องเรียนทุจริต

อำนาจ กกต.ที่จะนำมาใช้ในส่วนนี้ เรียกรวมๆ ว่า “อำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่” โดยมีระดับความร้ายแรงแตกต่างกัน เทียบเป็น “ใบสี” เหมือนที่กรรมการให้แก่นักเตะในเกมฟุตบอล ได้แก่

ใบเหลือง – แจกเมื่อ กกต.พบหลักฐานการกระทำผิดจนเชื่อได้ว่าทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ไม่พบความเชื่อมโยงถึงตัวผู้สมัครคนใดอย่างชัดเจน แบบนี้จะมีการสั่งเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครคนเดิมมีสิทธิ์ลงสมัครได้ เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณอีกครั้ง

ใบส้ม – หมายถึงระงับสิทธิ์เลือกตั้งชั่วคราว มีกำหนด 1 ปี /แจกเมื่อ กกต.พบหลักฐานการกระทำผิดและเชื่อมโยงถึงผู้สมัครบางคน หากเป็นผู้สมัครที่ไม่ได้คะแนนอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง ก็ให้ระงับสิทธิ์ผู้สมัครคนนั้น และไม่นำคะแนนที่ได้มาคิดเป็นคะแนนโหวตของพรรค / แต่หากผู้สมัครที่โดนใบส้มได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม กกต.จะสั่งเลือกตั้งใหม่ โดยห้ามผู้สมัครที่โดนใบส้มลงสมัครอีก และคะแนนที่ได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ให้เป็นอันสิ้นผลไป

ขณะที่ใบแดง – เป็นผลต่อเนื่องจากใบเหลืองและใบส้ม คือ กกต.จะนำหลักฐานที่ได้ เสนอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาโทษ หากศาลเห็นว่าผิดจริง ก็จะโดนใบแดง เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรายนั้นๆ ต่อไป โดยระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิ์ขึ้นอยู่กับฐานความผิดแต่ละฐานซึ่งไม่เท่ากัน ความผิดบางเรื่องถ้าโยงถึงพรรค ก็อาจโดนยุบพรรคด้วย

สำหรับเขตเลือกตั้งที่โดน กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ จะต้องนำคะแนนจากการเลือกตั้งใหม่มาคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ใหม่ทั้งหมด จุดนี้เองคือเหตุผลที่ กกต.ยังไม่ประกาศจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะตัวเลขจะแน่นอนก็ต่อเมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งทั้งประเทศอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง

กางสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองดื้อตาใส?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กางสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองดื้อตาใส?

2 เมษายน 2562 – 13:05 น.
กางสูตรคำนวณ สสบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง,เสื้อแดง,กกต
เปิดอ่าน 1,625 ครั้ง

รายงาน…

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 หลังการเลือกตั้ง ประเด็นการเมืองขยับจากการชิงจับขั้วตั้งรัฐบาล ไปเป็นการพยายามกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และขับไล่ กกต. ให้พ้นจากตำแหน่ง

เมื่อวันอาทิตย์มีการรวมตัวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เรียกร้องให้ กกต.แสดงความรับผิดชอบ และมีการตั้งโต๊ะล่าชื่อถอดถอน กกต.ทั้ง 7 คน ปรากฏว่าคนแน่นทั้ง 2 กิจกรรม

ส่วนเมื่อวานนี้ มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็น “ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย” อ้างว่าเป็น “สื่อภาคประชาชน” ไปแจก “ใบแดง” ให้ กกต.ถึงสำนักงาน อ้างเหตุผลว่าจัดการเลือกตั้งอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

แต่เมื่อดูรายชื่อแกนนำชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว น่าจะไม่ใช่สื่อวิชาชีพ เพราะบางคนเคลื่อนไหวสอดรับกับ “คนเสื้อแดง” ในอดีต ขณะที่บางคนเป็นนักจัดรายการวิทยุของ นปช.

ฟากฝั่งพรรคการเมือง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เขียนข้อความในเฟซบุ๊ก หัวเรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างวิกฤติศรัทธากับ กกต.ทั้ง 7 คน” เนื้อหาระบุว่า ระบบการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา เพราะผูกติดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีหลายมาตราไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ขณะที่การสรรหาคัดเลือก กกต. ไม่มีประชาชนมีส่วนร่วม ซ้ำยังถูกเลือกจาก สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่ได้รับเลือกจาก คสช.มาอีกที จึงเท่ากับเป็น กกต.ที่ คสช.เลือกมาทางอ้อม จากนั้นหัวหน้า คสช.ก็ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ สู้ศึกในสนามเลือกตั้งอีกด้วย

บทบาทของ กกต.จึงเข้าข่าย “ขัดกันซึ่งผลประโยชน์” ในความเห็นของ พ.ต.อ.ทวี นำมาสู่วิกฤติศรัทธา

ขณะที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ กกต.เปิดสูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะที่ผ่านมาเป็นการคิดคำนวณที่ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์อะไร กกต.จะคำนวณออกมาอย่างไร กฎหมายมีวางไว้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการคิดคำนวณ ก็ต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่อิงตามอำเภอใจของใครบางคน วันนี้คะแนนลด พรุ่งนี้คะแนนเพิ่ม

จากปรากฏการณ์ทั้งหมด ต้องบอกว่า กกต.พลาดเองก็หลายอย่าง ทั้งเรื่องการประกาศคะแนน 100% อย่างไม่เป็นทางการล่าช้า และการแถลงตัวเลขต่างๆ ไม่ตรงกัน ซึ่งบางเรื่องเป็นการ “พลาดทางธุรการ” แต่ก็ทำให้ความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อ กกต.ลดต่ำลง

กลายเป็นสถานการณ์จากห้องแถลงถึงท้องถนน…รวมพลกินโต๊ะ กกต.

แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระแสโจมตี กกต.ในช่วงนี้ บางเรื่องเป็นเรื่องการเมืองด้วย โดยเฉพาะการออกมาตีขลุมอ้างว่า กกต.ไม่ประกาศคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มีการติดประกาศไว้หน้าหน่วยทุกหน่วยอยู่แล้ว

และการที่อ้างว่า กกต.ไม่ยอมแถลงวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะจริงๆ สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กฎหมายเขียนไว้ชัด ทั้งกรณีที่การเลือกตั้งไม่มีปัญหา คือ ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้รับ ไม่เกินจำนวน “ส.ส.พึงมี” ที่คิดจากคะแนนโหวตทั้งประเทศของพรรคนั้น และกรณีที่ผลการเลือกตั้งมีปัญหา คือ ส.ส.เขตที่บางพรรคได้รับ เกินจำนวน “ส.ส.พึงมี” ที่ควรจะได้ เหมือนกรณีที่เกิดกับพรรคเพื่อไทยตอนนี้ ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือ จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคอื่นที่เหลือจะลดลงไปตามส่วน ตามจำนวน ส.ส.เขตที่เกิน “ส.ส.พึงมี” ของพรรคเพื่อไทย

เริ่มจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ว่าด้วยการคำนวณหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง มีอยู่ 5 ข้อ เป็นสูตรคำนวณทั่วไปขั้นพื้นฐานที่บัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ

ส่วนในกฎหมายเลือกตั้ง หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 (พ.ร.ป. ส.ส.) ก็เขียนเอาไว้ชัดเจนขึ้นในรายละเอียด เริ่มตั้งแต่มาตรา 125 การประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต กรณีผู้สมัครคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก

มาตรา 126 กรณีที่คะแนน “โนโหวต” สูงกว่าผู้สมัครทุกคนในเขตนั้น ให้ กกต.จัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ โดยที่ผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิ์ลงสมัคร และไม่ให้นำคะแนนที่ผู้สมัครชุดเดิมได้รับ ไปคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

มาตรา 127 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกาศรับรองผลเลือกตั้งให้ได้ร้อยละ 95 ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนว่าเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม โดยในส่วนนี้ กกต.มีเวลาถึง 60 วัน แถมกรอบเวลา 60 วัน ยังให้ยึดวันสุดท้ายที่มีการสั่งเลือกตั้งใหม่กรณีพบทุจริตด้วย อย่างการเลือกตั้งครั้งนี้ 24 มีนาคม นับ 60 วันคร่าวๆ จะไปครบราวๆ วันที่ 24-25 พฤษภาคม แต่ถ้ามีการสั่งเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องขยับกรอบเวลา 60 วันออกไป นับจากการเลือกตั้งใหม่เขตสุดท้าย

มาตรา 128 วิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กรณี กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งครบทุกเขตแล้ว มีทั้งแบบพื้นฐานเหมือนในรัฐธรรมนูญ และแบบแอดวานซ์ กรณีที่มีบางพรรคชนะเลือกตั้งระบบแบ่งเขตมากกว่าจำนวน “ส.ส.พึงมี” โดยมีการกำหนดให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง สำหรับปัดเศษอย่างเป็นธรรม มาตรานี้เขียนสูตรคำนวณเอาไว้อย่างละเอียด 8 ข้อ ใครๆ ก็เปิดดูได้ พรรคการเมืองทุกพรรคน่าจะเคยอ่านหมดแล้ว

มาตรา 129 เป็นวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งยังไม่ครบทุกเขต แต่มีจำนวนถึงร้อยละ 95 แล้ว กรณีนี้มีสูตรเฉพาะอีก 3 ข้อ

มาตรา 130 เป็นบทบัญญัติห้ามนำผลคะแนนจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ไปคำนวณหา “ส.ส.พึงมี” และ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” หากยังมีการเลือกตังใหม่ หรือเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จ

พูดง่ายๆ คือ กฎหมายเขียนไว้ละเอียดหมดแล้ว และหากพูดกันอย่างแฟร์ๆ ก็ต้องยอมรับว่า กกต.ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดพอสมควร แน่นอนว่าความบกพร่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นบางจุด กกต.คงต้องรับผิดชอบ แต่ในเรื่องสูตรการคิดคะแนน คงไม่เป็นธรรมหากจะบอกว่า กกต.ไม่ได้แถลงให้ชัดเจน เพราะทุกอย่างมีในกฎหมาย และกฎหมายยังห้าม กกต.คำนวณจำนวน ส.ส.พึงมี และ ส.ส.ปาร์ตี้้ลิสต์ล่วงหน้า หากการเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้นด้วย

ที่สำคัญ…สถานการณ์ ณ ปัจจุบันก็ต้องบอกว่ายังไม่เสร็จสิ้น เพราะ กกต.กำลังพิจารณาเรื่องร้องคัดค้านที่อาจมีการสั่งเลือกตั้งใหม่ถึง 117 เขต

แค้นนี้ไม่ลืม สลักชื่อ “เจ๊เปี๊ยะ” ไว้บนเสาไฟฟ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367681?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นนี้ไม่ลืม สลักชื่อ “เจ๊เปี๊ยะ” ไว้บนเสาไฟฟ้า

2 เมษายน 2562 – 11:43 น.
พรรคภูมิใจไทย,นิพิพฏฐ์ อินทรสมบัติ,พรรคประชาธิปัตย์,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,นาที รัชกิจประการ
เปิดอ่าน 41,322 ครั้ง

 จะว่าไปแล้ว “เจ๊เปี๊ยะ” เคยประดาบกับอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์แห่งพัทลุงมาหลายยกแล้ว แม้จะแพ้ในสนามเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่เจ๊เปี๊ยะก็สู้ไม่ถอย

*************

แม้ศึกเลือกตั้งจะจบไปแล้ว แต่สถานการณ์การเมืองภาคใต้ยังคุกรุ่น เมื่อ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส. 8 สมัย ยังคาใจในความพ่ายแพ้แก่ผู้สมัครหน้าใหม่จากค่ายภูมิใจไทย

ขณะที่ “นาที รัชกิจประการ” เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 กลับมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะยุทธการล้มเสาไฟฟ้า

ศึกศักดิ์ศรี“แม่ทัพเมืองลุง”

ถ้ายังจำกันได้ ปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 เกิดวิวาทะทางสื่อโซเชียลของสองคนดังเมืองพัทลุง คือ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” กับ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใต้ของค่ายภูมิใจไทย

สเตตัสเฟซบุ๊กของนิพิฏฐ์ “ผมฝากบอกคุณนาที รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทยว่า ลองไปถามคนพัทลุงดูว่าเวลาเขาพูดว่านักการเมืองซื้อเสียงชาวบ้านเขานึกถึงใคร?” (19 พ.ย.2561)

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ส่วนสเตตัสของนาที “เราจะคุยกันแต่เรื่องปากท้อง..เพราะปากท้องมันสำคัญ..วาทกรรมทางการเมืองเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น เราไม่นะ…” (24 พ.ย.2561)

จะว่าไปแล้ว “เจ๊เปี๊ยะ” เคยประดาบกับอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์แห่งพัทลุงมาหลายยกแล้ว แม้จะแพ้ในสนามเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่เจ๊เปี๊ยะก็สู้ไม่ถอย เพราะมีความพร้อมทุกอย่าง และสามีของเธอคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมันพีที (พีทีจี เอ็นเนอยีฯ)

ปี 2547 “เนวิน ชิดชอบ” ในฐานะ รมช.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจาก “ทักษิณ” ให้ไปดูแลโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้เนวินได้รู้จักกับ “โกเกี๊ยะ” ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของภาคใต้ และชักนำเจ๊เปี๊ยะเข้าสู่วงการเมือง

เจ๊เปี๊ยะกับโกเกี๊ยะ

ปี 2549 เจ๊เปี๊ยะ ได้รับชัยชนะ เป็น ส.ว.พัทลุง แต่เกิดรัฐประหารก่อน ปี 2553 เธอได้เข้าไปนั่งเป็นเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร (ชัย ชิดชอบ) และปี 2554 ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของภูมิใจไทย

“เนวิน” ใช้เวลาปั้น “เจ๊เปี๊ยะ” นานกว่า 10 ปี จึงขึ้นชั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคใต้

ฝังรอยแค้นไว้ที่เสาไฟฟ้า

เมื่อการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ลงสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก เอาชนะสานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีต ส.ส.ค่ายความหวังใหม่ ไปได้แบบขาดลอย นับแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา นิพิฏฐ์ไม่เคยสอบตก

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 “นิพิฏฐ์” ในฐานะแม่ทัพใต้ของ ปชป. ถึงกับช็อก เมื่อภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 2 เขต

เขตเลือกตั้งที่ 1 ภูมิศิษฏ์ คงมี อดีตรองนายก อบจ.พัทลุง ชนะสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.หลายสมัย

เขตเลือกตั้งที่ 2 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โดยคะแนนทิ้งห่างกันถึง 2 หมื่นคะแนน

 ฉลอง เทอดวีระพงศ์

มิเพียงเท่านั้น “เจ๊เปี๊ยะเอฟเฟกต์” ยังลามไปอีกหลายจังหวัด ที่กระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 2 สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีตรองนายกอบจ.กระบี่ ชนะสุชีน เอ่งฉ้วน หมายเลข 13 ลูกชายของอาคม เอ่งฉ้วน

ที่ระนอง คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ทายาทลูกชิ้นฮั่งเพ้ง ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ส่วน วิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส. 8 สมัย ได้แค่ 16,107 คะแนน

 คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ 

ที่สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ล้มวอลล์เปเปอร์ “ศิริโชค โสภา” ตามความคาดหมาย เพราะคะแนนนิยมของศิริโชคในพื้นที่ลดลงมานานแล้ว

รายชื่อ ส.ส.ค่ายสีน้ำเงิน ก็เป็นไปตามเป้าหมายที่เจ๊เปี๊ยะคาดไว้ทุกประการ

“โกเกียรติ” ยึดอันดามัน

นับแต่วันที่ “โกเกียรติ” หรือ “สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สุดในฝั่งอันดามัน ประกาศส่งลูกชายลงสนามเลือกตั้ง นักวิเคราะห์การเมืองต่างฟันธงล่วงหน้าว่า ปชป.สูญเสียที่มั่นฝั่งอันดามันแน่

“โกเกี๊ยะ” เป็นสหายร่วมอุดมการณ์กับ “โกเกียรติ” และตระกูล “เลียงประสิทธิ์” แห่ง อ.ละงู มีธุรกิจมากมาย ทั้งเรือประมง รถบรรทุก แพปลา ท่าเรือ รับเหมาก่อสร้าง สถานีบริการน้ำมัน และสวนปาล์ม นอกจากนี้ ยังมีค่ายมวยเกียรติเจริญชัย

ผลเลือกตั้งก็เป็นไปตามคาด เขตเลือกตั้งที่ 1 “โกโต” พิบูลย์ รัชกิจประการ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล และน้องชายโกเกี๊ยะ เอาชนะอดีต ส.ว.สตูล ค่าย ปชป.

พิบูลย์ รัชกิจประการ

เขตเลือกตั้ง 2 “โกแพ” วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ บุตรชายโกเกียรติ โกยแต้มไปเกือบ 5 หมื่นคะแนน ชนะฮอชาลี ม่าเหร็ม อดีต ส.ส.สตูล หลายสมัย จาก ปชป. ที่ได้หมื่นกว่าคะแนน

วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์

จากสตูลไปปัตตานี ค่ายภูมิใจไทย ได้ ส.ส. 1 คนจากเขตเลือกตั้งที่ 2 อับดุลอาซิม อาบู นายก อบต.โคกล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ชนะมูฮัมหมัดอารีฟีน จะปะกียา จากพรรคประชาชาติ

สรุปภูมิใจไทย สายใต้ได้ ส.ส.เกินเป้าคือ 8 ที่นั่ง…“แม่ทัพนิพิฏฐ์” จึงแค้น “แม่ทัพเปี๊ยะ” ยิ่งนัก

ระวัง ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’

2 เมษายน 2562 – 10:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ข่าวลือ,ข่าวปลอม,ข่าวลวง
เปิดอ่าน 565 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ในช่วงเวลานี้พรรคการเมืองต่างแย่งชิงกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต่างออกข่าวกันเป็นระลอกๆ ดังที่ทราบกันอยู่และอีกหลายวันกว่าจะลงตัว

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เชื่อว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในวงการเมืองเพราะ ‘ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ ถ้าผลประโยชน์และการต่อรองเรียบร้อย

ที่เป็นห่วงก็คือมี ‘ข่าวลือ’ ข่าวปลอมออกมามากมายเหลือเกินและอยากเตือนมาด้วยความหวังดีว่าอย่าไปเชื่อเป็นอันขาด เพราะข่าวลือคือ ‘ข่าวลวง’ และการปล่อยข่าวเช่นนี้ผิดกฎหมายและอาจถูกผู้เสียหายฟ้องร้องได้

โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ออกมาแบบรายวัน-รายชั่วโมง เช่นปล่อยข่าวว่าจะมีการแจกใบแดงว่าที่ ส.ส. หรือมีการเจรจาเรียบร้อยแล้วให้หัวหน้าพรรคบางคนเป็นนายกรัฐมนตรี

          ที่เรียกว่าเป็นตำบลกระสุนตกหรือโดนโจมตีมากสุดคือ “กกต.” หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งโดนวิพากษ์วิจารณ์มากสุด ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย

กรณีนี้เห็นว่าต่างประเทศไม่มีมารยาทและไม่สมควรมายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศไทยของเรา และจะไม่เกิดเป็นข่าวถ้าประเทศอื่นเข้าใจและเชื่อมั่นในความยุติธรรม-เป็นธรรมและโปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านไป

   ‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อความชี้แจงจาก กกต.อย่างเป็นทางการ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊กและทุกช่องทางประชาสัมพันธ์ของ กกต.ว่า

ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่า กกต.จะพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองต่างๆ (ใบแดง) นั้น กรณีนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวเป็นเท็จไม่มีข้อเท็จจริงแต่ประการใด

ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ มีผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งและมีกรณีที่ กกต.พบเหตุที่อาจมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งจำนวน 186 เรื่อง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสืบสวนไต่สวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดส่งต่อข่าวดังกล่าว เพราะจะเป็นความผิดและอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

ขอย้ำเตือนอีกทีครับว่าการส่งต่อข้อความมีความผิดตามกฎหมาย
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างไร
 เรียน ผู้สูงอายุ (ผ่าน ‘อ๊อด เทอร์โบ’)

ผมอายุเกือบ 80 ปีแล้ว ปกติออกกำลังกายเป็นประจำโดยอาศัยข้อแนะนำที่มาจากคุณหมอ ‘พญ.ฐิติพร ภักดีพิบูลย์’ จาก รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนำมาใช้ปฏิบัติแล้วได้ผลมาก จึงขออนุญาตนำมาบอกต่อเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ

แต่มีข้อควรระวังคือต้องไม่หักโหมแค่ค่อยเป็นค่อยไปและหากมีโรคประจำตัวก็ควรจะปรึกษาหมอก่อนเพื่อความปลอดภัย

การออกกำลังกายที่ฝึกการทรงตัวและสมรรถภาพในการเดิน จะช่วยป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น

– ไทชิ เป็นการออกกำลังกายที่ได้ประสิทธิผลในเรื่องของการทรงตัว เพราะผู้สูงอายุจะได้ฝึกการรักษาสมดุลเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ เมื่อฝึกจนเกิดการปรับตัวก็สามารถนำมาใช้ในปรับการทรงตัวในการเดินในชีวิตประจำวันได้

– การเต้นลีลาศ โดยให้ผู้สูงอายุเต้นรำแบบบีกิน ซึ่งเป็นจังหวะดนตรีที่สม่ำเสมอ มีการก้าวเท้าให้สัมพันธ์กับจังหวะ ในทิศทางต่างๆ เมื่อสามารถเต้นเข้าจังหวะจะได้ฝึกการทรงตัวขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว

– ฝึกพื้นฐานเพื่อเพิ่มการทรงตัว เช่น การยืนทรงตัวขาเดียว การเดินต่อเท้า การเดินเป็นวงกลมหรือรูปเลขแปด เป็นการฝึกการทรงตัวขณะร่างกายอยู่นิ่งและเคลื่อนไหวตามลำดับ เพื่อเพิ่มทักษะการทรงตัว จากง่ายไปยาก

ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำได้ ก็เลือกเป็นการเดิน โดยเดินต่อเนื่องกัน 10 นาที หากเหนื่อยก็พัก และเดินต่อจนครบ 30 นาที สิ่งสำคัญคือระหว่างที่ออกกำลังกาย ควรหายใจเป็นปกติ ห้ามกลั้นหายใจ เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ

ทุกๆ ครั้งที่ออกกำลังกายควรมีการวอร์มอัพร่างกายก่อนโดยการย่ำเท้าอยู่กับที่ หมุนแขน ยกขา งอแขน งอขา ประมาณ 3-5 นาทีแล้วจึงค่อยๆ เริ่มเดินช้าๆ แล้วปรับความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อออกกำลังกายเสร็จก็ควรย่ำเท้าอยู่กับที่ ยืดเหยียดขาและแขน จะทำให้ปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ขอให้มีสุขภาพจิตแจ่มใส-สุขภาพกายแข็งแรงและมองโลกในแง่ดีนะครับ
เสถียร (ผู้สูงวัย)

‘ตชด.’ป้องปราบทั่วทิศพ่วงภารกิจ ‘จิตอาสาพิบัติภัย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’ป้องปราบทั่วทิศพ่วงภารกิจ ‘จิตอาสาพิบัติภัย’

1 เมษายน 2562 – 15:15 น.
สายตรวจระวังภัย,จิตอาสาพิบัติภัย,ตชด,กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
เปิดอ่าน 947 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

องค์กรตำรวจมีหลายหน่วยงาน ซึ่งได้รับมอบภารกิจแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม และความชำนาญด้านนั้นๆ เฉกเช่น กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็นหน่วยที่มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบตลอดแนวชายแดนของประเทศไทย

หลักๆ แล้ว ตชด. มีการทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และ ด้านการพัฒนาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการยอมรับในด้านความพร้อมในด้านการปฏิบัติการพิเศษต่างๆ และที่สำคัญ ตชด.ยังได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกด้วย

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. เปิดเผยว่า ห้วงที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2562 หน่วยมีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการปกป้อง เทิดทูน และพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเรื่องการป้องกันรักษาสถานการณ์ชายแดน ได้มีการจัดกำลังปฏิบัติภารกิจประจำฐานปฏิบัติการและจุดตรวจตามแนวชายแดนจำนวนทั้งสิ้น 223 ฐานปฏิบัติการ ลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

โดยมุ่งเน้นการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ส่งผลต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตอนในของประเทศ อาทิ การสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด การลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ การโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด การลักลอบสินค้าหลบหนีภาษีศุลกากร โดยเฉพาะการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในห้วงที่ผ่านมา ทาง ตชด.ทำการตรวจยึดของกลางคดียาเสพติดจำแนกตามของกลางเป็นอันดับหนึ่งในส่วนของหน่วยสนับสนุนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจับกุมยาบ้าได้กว่า 61 ล้านเม็ด กัญชาแห้งกว่า 12,000 กิโลกรัม

พล.ต.ท.สมพงษ์ ยังอธิบายอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนและการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่รับผิดชอบ ตชด. มีการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นในห้วงที่ผ่านมา คือการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของพายุโซนร้อน “ปาบึก” รวมถึงการเข้าฟื้นฟูและสร้างบ้านให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนและในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว จึงสั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดสำรวจทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบที่เกิดภัยแล้งเป็นประจำ พร้อมทั้งจัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ (รถบรรทุกน้ำ) เครื่องมือ อุปกรณ์ พร้อมเข้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ การได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ การเฝ้าระวังการเผาป่า หรือการเกิดไฟป่า เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง รวมถึงการบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ในการปฏิบัติภารกิจของ “จิตอาสาภัยพิบัติ” เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และแนวทางในการดำเนินการตามโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ​​

จากภารกิจและผลงานที่ปรากฏชัด สะท้อนให้เห็นว่า ตชด. เป็นตำรวจมืออาชีพ เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน..!!

ตำรวจอาสา…ถึงเวลาต้องยกเครื่อง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจอาสา…ถึงเวลาต้องยกเครื่อง?

1 เมษายน 2562 – 13:50 น.
ตำรวจอาสา
เปิดอ่าน 2,260 ครั้ง

รายงาน…

แม้ว่าเจ้าหนูน้อย “แซม” เด็กชายวัย 2 ขวบ ที่ถูกตำรวจอาสาใช้ไม้ฟาดจนหัวแตก สลบเหมือดคาอ้อมอกแม่ จะรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้แล้ว แต่ขอร้องว่าสังคมไทยอย่าเพิ่งรีบลืมเรื่องนี้เร็วไป เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

เพราะถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรมพื้นๆ โดยไม่ได้ตามไปแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งหมายถึงการควบคุมขอบเขตการทำงานของตำรวจอาสาที่ต้องเน้นย้ำเรื่องความประพฤติเป็นสำคัญแล้ว  ต่อไปก็จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จากผู้ก่อเหตุกลุ่มเดิมๆ อีกไม่มีวันจบสิ้น

ขณะที่ตำรวจอาสาดีๆ ที่อุทิศตัวเพื่อสังคมก็จะถูกเหมารวมว่าเป็นจุดด่างของสีกากีไปทั้งหมด

อย่างเหตุการณ์ที่เกิดกับน้อง “แซม” และครอบครัวนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อพฤติกรรมลุแก่อำนาจของตำรวจอาสา แต่เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่อยู่ในความสนใจของสังคม เพราะการกระทำของตำรวจอาสารายนี้ถือว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุมาก

คำบอกเล่าจากปากของแม่น้องแซม กัลยา ตมกลาง  ลำดับเหตุการณ์ได้ว่า

คืนวันที่ 26 มีนาคม 2562 สามีคือ สิวา นิลขำ พาเธอและลูกชาย ขี่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไปหาอาหารรับประทานในซอยเขาตาโล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ขากลับระหว่างขี่รถมาตามถนน สังเกตเห็นว่าตำรวจกำลังตั้งด่านตรวจอยู่ข้างหน้า

ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับ เพราะไม่ได้สวมหมวกกันน็อก สิวาจึงตัดสินใจวกรถกลับ โดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุเลยว่า การพยายามหลบหนีความผิดของพวกเขานั้นมันมีค่าปรับรุนแรงถึงขั้นเกือบต้องชดใช้ด้วยชีวิตของลูกรักเลยทีเดียว

หลังวกรถกลับ สิวากระหยิ่มใจ คิดว่าเขาน่าจะรอดพ้นการจับกุมของตำรวจแน่แล้ว แต่ทันใดนั้นกลับปรากฏเงาดำทะมึนพุ่งออกจากมุมมืดข้างทาง ตรงมายังพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

สถานการณ์คับขัน สิวาทำอะไรไม่ถูก รู้เพียงว่าต้องขับต่อไปข้างหน้าเพื่อ “หนี”

แต่โชคไม่เข้าข้าง ! พลันที่ความคิดของสิวาสะดุดลงเพียงแค่นั้น ชายที่สังเกตเห็นว่าสวมชุดดำก็เหวี่ยงไม้ที่กำแน่นอยู่ในมือไปที่มอเตอร์ไซค์ หมายสกัดให้จำนนในทันที แต่ด้วยสัญชาตญานเอาตัวรอด สิวาเบี่ยงตัวหลบอย่างฉับไว ทำให้ไม้พลาดไปโดนศีรษะลูกชายที่ซ้อนท้ายอยู่ข้างหลังกับเมียสาวอย่างจังจนแน่นิ่งไป

หลังเหตุการณ์ยุติ สิวา กับ กัลยา รีบอุ้มร่างลูกน้อยไปโรงพยาบาลบางละมุง ก่อนเข้าแจ้งความที่โรงพัก สภ.หนองปรือ ให้ดำเนินคดีกับชายที่ก่อเหตุ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นตำรวจอาสาจริง

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะบรรยาย มันเหนือจากคำว่าเกินกว่าเหตุมากแล้ว ความผิดแค่หลบด่านไม่อยากจะเสียค่าปรับมันผิดขนาดนั้นเลยหรือ…ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรนอกจากเป็นห่วงลูก กลัวลูกจะเป็นอะไรไป เพราะเป็นลูกชายคนเดียว จึงอยากขอความเป็นธรรมให้แก่ลูก ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ก่อเหตุ”
กัลยา ซึ่งยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ทางจิตใจ ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อท้องถิ่น เหมือนต้องการความเห็นจากสังคมถึงพฤติกรรมของตำรวจอาสาที่ปฏิบัตินอกหน้าที่จนเกือบทำให้ลูกชายของเธอเสียชีวิต

เหตุการณ์ผ่านไป 2 วัน แพทย์อนุญาตให้ สิวา และกัลยา รับลูกกลับบ้านได้ หลังจากผ่านการรักษาด้วยการเย็บแผลที่ศีรษะไปหลายเข็มและเฝ้าดูอาการจนมั่นใจแล้วว่าปลอดภัยดี

แต่ครอบครัวของ สิวา ก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าคู่กรณีเพื่อรับคำขอโทษแม้แต่ครั้งเดียว

ขณะที่ห้องสนทนาในสังคมออนไลน์ ซึ่งตั้งวงบริภาษหนุ่มตำรวจอาสาผู้นี้มาตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่สุดกับความคับข้องในบทบาทของตำรวจอาสา ที่ความจริงแล้วไม่มีอำนาจอันใดเลยที่จะปฏิบัติเยี่ยงนี้กับประชาชน

ผู้คนจำนวนมากพยายามขุดคุ้ยประวัติของตำรวจอาสารายนี้จากชื่อที่ปรากฏในสำนวนคดีของตำรวจ สภ.หนองปรือ แต่ไม่พบว่ามีข้อมูลในทางเสื่อมเสีย นอกจากเรื่องราวที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมในลักษณะจิตอาสา

อย่างไรก็ดี หลังถูกกระแสสังคมก่นด่าอย่างหนัก จนต้องเก็บตัวอยู่หลายวัน หนุ่มจิตอาสารายนี้ได้ตัดสินใจเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ เพื่อแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเองแล้ว

ตำรวจอาสาหนุ่มรายนี้ ยอมรับในสิ่งที่ทำลงไป แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาให้ใครได้รับอันตราย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นมีเด็กซ้อนท้ายอยู่ด้วย “ผมไม่ได้ฟาด แค่ยกไม้กั้นไว้เฉยๆ ไม่รู้ว่าจะไปโดนเด็ก เพราะไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ด้วย”

เขาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ตรงข้ามกับคำให้การของ สิวา และกัลยา ที่อ้างว่าเขาใช้ไม้ฟาดและยังจะตามมาซ้ำ

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยืดอกยอมรับว่าในเมื่อทำลงไปแล้วก็ต้องรับผิด เพียงแต่ขอให้สังคมเข้าใจว่าเขาไม่มีเจตนาทำร้ายใคร และขอโอกาสให้เขามีที่ยืนบ้าง “มันทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องว่าไปตามความผิดครับ เพียงแต่ขอพื้นที่ให้ผมได้พูดบ้าง ไม่ใช่มาว่าผมอย่างเดียว”

กระนั้นก็ตาม วีรกรรมของตำรวจอาสาหนองปรือหนนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงวงการตำรวจอาสาทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การทำงานแบบที่เรียกว่า “เหาะเกินลงกา” ของตำรวจอาสาท้องที่ต่างๆ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความเห่อเหิมอำนาจที่ไม่มีในตัวของบุคคลเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกับกรณีครอบครัวน้องแซม ล่าสุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคงหนีไม่พ้นกรณี ตำรวจอาสาสำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ กระโดดถีบมอเตอร์ไซค์ที่หนุ่มวัยรุ่นขี่หลบหนีด่านตรวจภายในซอยมิตรอุดม (สุขุมวิท74) ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จนล้มกลิ้งหัวฟาดพื้นเสียชีวิต ขณะที่แฟนสาวบาดเจ็บ เมื่อหลังสงกรานต์ปีที่ผ่านมา

พฤติการณ์การก่อเหตุของอาสาสมัครรายนี้ คล้ายกับกรณีที่ จ.ชลบุรี คือ ตำรวจอาสาจะแยกตัวไปซุ่มยืนห่างจากด่านตรวจ คอยดักสกัดจับผู้ต้องสงสัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้น ซึ่งการกระทำของเขานั้น รุนแรง โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่ตามมา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจอาสารายนี้ถูกดำเนินคดีข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

ขณะที่ พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ มีคำสั่งย้ายนายตำรวจระดับ ผกก.สภ.สำโรงเหนือ และรองลงมาอีก 3 นาย ไปช่วยราชการที่ ศปก.ภาค 1 และ ศปก.บก.ภ.จว.สมุทรปราการ พร้อมกันนี้ได้มีคำสั่งให้ตำรวจอาสาใน จ.สมุทรปราการ ทั้งหมดยุติการทำงานทันที

“ผมได้เห็นคลิปเมื่อเช้าถือว่าทำนอกกรอบกฎหมายที่ตำรวจอาสาไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปตรวจค้นหรือจับกุมใคร”

พล.ต.ต.ธรรมนูญ ยอมรับว่าการทำงานของตำรวจอาสา หรืออาสาตำรวจบ้าน ทุกวันนี้ไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการใช้อำนาจ และมักทำงานเกินหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจนเกิดปัญหาตามมาอยู่เนืองๆ

ขณะที่ พ.ต.ท.กฤษณ์ มาสุข รอง ผกก.ป.สภ.หนองปรือ ยอมรับเช่นกันว่า ปัญหาอาสาสมัครที่มักทำตัวกร่างและเกินกว่าเหตุนั้นคงมีอยู่บ้าง แต่อาจไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม สภ.หนองปรือ คงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ และได้สั่งระงับการทำงานของอาสาทั้งหมด โดยจะมีการคัดกรองความประพฤติและประวัติของผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานโดยละเอียดเสียใหม่ ก่อนที่จะมอบหมายหน้าที่ให้มาช่วยเหลืองานราชการต่อไป

ด้านทนายความชื่อดัง เดชา กิตติวิทยานันท์ จากเพจ “ทนายคลายทุกข์” ระบุว่าอาสาตำรวจหรืออาสาจราจรไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจในการตรวจค้นจับกุมหรือตั้งด่าน มีแต่อำนาจเถื่อนเท่านั้น

ทนายเดชา ระบุด้วยว่า กรณีตำรวจอาสาปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต และผิดกฎหมาย ตำรวจที่รับผิดชอบและนำอาสาเหล่านี้มาร่วมทำงานอาจต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายโดยตรงเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ด้วย

“ควรทำเป็นคดีตัวอย่าง เพราะนับวันพวกอาสาสมัครทั้งหลายจะลุแก่อำนาจไปตั้งด่านตรวจค้นจับกุมโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญเพราะบุคคลทุกคนเสมอกันตามกฎหมาย มาตรา 27 บุคคลธรรมดาจึงไม่สามารถจับคนอื่นได้”

ส่องไส้ใน “ส.ส.ส้มหล่น” ที่แท้แต้ม “ทษช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องไส้ใน “ส.ส.ส้มหล่น” ที่แท้แต้ม “ทษช.”

1 เมษายน 2562 – 12:43 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคไทยรักษาชาติ,ผลการเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ว่าที่ สส,คะแนนเลือกตั้ง,ส้มหล่น,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 17,873 ครั้ง

ภาพรวมของพรรคอนาคตใหม่ ประเมินว่ากว่าร้อยละ 60 ของคะแนนดิบ 6 ล้านคะแนนนั้น ได้มาจากอุบัติเหตุรถบัสค่าย ทษช.พลิกคว่ำกลางทาง 

**************

เกินความคาดหมายสำหรับผลการเลือกตั้ง 2562 “พรรคอนาคตใหม่” ที่คว้าอันดับ 3 ได้ 6,265,950 คะแนน และได้ ส.ส.เขต จำนวน 30 ที่นั่ง แต่แกนนำอนาคตใหม่ก็คงพอจะทราบว่า ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคได้รับอานิสงส์จากเหตุยุบพรรคไทยรักษาชาติ

หากส่องดูคะแนนรายเขต ว่าที่ ส.ส.อนาคตใหม่ ล้วนแจ้งเกิดจากเขตที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ จึงอนุมานได้ว่าคะแนนของ ทษช.ได้ถ่ายเทมาที่พรรคส้มหวาน

“5 ส้มหล่น” เมืองหลวง

ดังที่ทราบพรรคเพื่อไทย กับพรรคไทยรักษาชาติ แบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เฉพาะสนามกรุงเทพฯ ทษช.ส่งเพียง 8 เขต และในเขตดังกล่าวนี้ ผลปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ชนะเลือกตั้งถึง 5 เขต

เขต 20 มณฑล โพธิ์คาย โดยค่าย ทษช. ส่ง ธกร เลาหพงศ์ชนะ หลานชายของปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีตแกนนำกลุ่มวังพญานาค

 นพสรัญ วรรณศิริกุล ลูกสาวผู้ใหญ๋เล็ก

เขต 21 สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ซึ่งเขตนี้ กวีวงศ์ อยู่วิจิตร อดีตประธานสภาเขตบางนา ที่สวมเสื้อ ทษช.เป็นตัวเต็งคนหนึ่ง

เขต 22 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เดิมทีคู่แข่งคนหนึ่งคือ สราริน ชาลีวรรณ อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท พีเอ็นเอ็นฯ ที่สวมเสื้อ ทษช.

เขต 24 ทศพร ทองศิริ บอกได้คำเดียวว่า ส้มหล่นจริงๆ เมื่อ นพสรัญ วรรณศิริกุล ค่าย ทษช. และลูกสาวผู้ใหญ่เล็ก สุวัฒน์ วรรณศิริกุล อดีต ส.ส.ผูกขาด ไม่ได้อยู่ในสนาม

พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ แกนนำ นปช.

เขต 25 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้คะแนนหนุนช่วยจาก กมลพัฒน์ ปุงบางกะดี่ พรรค ทษช. ทั้งที่เธอมีลุ้นมาก เนื่องจากสามี พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ หรือ สมชาย ไพบูลย์ แกนนำ นปช.เคยลงสมัคร ส.ส.มาหนหนึ่งแล้ว แต่พ่ายตระกูลม่วงศิริ

         จึงไม่น่าแปลกใจที่อดีต ส.ส.พรรคเก่าแก่ ร่วงยิ่งกว่าใบไม้ร่วงทางฝั่งธนบุรี

ชัดเจน “บูรพาแดง”

พรรคไทยรักษาชาติ ได้รับมอบหมายให้ยึดภาคตะวันออก จึงส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงชิงชัยในสนามระยอง, จันทบุรี และตราด ยกเว้นฉะเชิงเทรา และชลบุรี ที่ส่งแค่ครึ่งหนึ่ง

          สนามจันทบุรี ประวัฒน์ อุตตะโมต อดีต รมช.เกษตรฯ และอดีต ส.ส.จันทบุรี สมัยพรรคไทยรักไทย เป็นพี่เลี้ยงให้พรรค ทษช.จันท์ฮิ เมื่อไม่มี ทษช. อนาคตใหม่ก็ชนะยกจังหวัด  ได้แก่ เขต 1 พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา, เขต 2 จารึก ศรีอ่อน และเขต 3 ญาณธิชา บัวเผื่อน

ทำนองเดียวกันที่สนามตราด กำนันเล็ก ทินวัฒน์ เจียมอุย ค่าย ทษช. เต็งหนึ่งที่จะล้มแชมป์เก่า ธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลังกำนันเล็กถอย ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ ก็ได้รับใบบุญไปเต็มๆ

สนามชลบุรี 8 เขต แบ่งเป็นเพื่อไทย 4 เขต ไทยรักษาชาติ 4 เขต โดย ทษช.รับโควตาส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 5-8 จึงไม่น่าแปลกที่อิทธิพล คุณปลื้ม จะพ่ายจรัส คุ้มไข่น้ำ เขต 6 พรรคอนาคตใหม่ และปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ จะแพ้แก่ กวินนาถ ตาคีย์

          สนามแปดริ้วไม่ต้องพูดถึง ตระกูลฉายแสง ประกาศเทคะแนนให้โจ๋งครึ่ม พรรคส้มหล่นคว้าไป 2 เขตตามคาด

ทษช.หนุนล้มช้าง

ความปราชัยของ 2 ตระกูลการเมืองคือ “สะสมทรัพย์” และ “ไกรวัตนุสสรณ์” แห่งชาติไทยพัฒนา เป็นเรื่องที่โจษขานกันไม่สิ้น เฉพาะที่สมุทรสาคร ค่าย ทษช.ก็ส่งครบ 3 เขต แต่หลังยุบพรรค ผลการเลือกตั้งก็พลิกไปที่อนาคตใหม่ 2 เขต

เขต 1 ทองแดง เบ็ญจะปัก ชนะตัวแทนบ้านใหญ่มหาชัย อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ และเขต 2 สมัคร ป้องวงษ์ ชนะลูกรักเฮียม้อ อภิชาต โพธิ์ถนอม

นครปฐม 5 เขต ก่อนหน้า 24 มีนา ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า ตระกูลสะสมทรัพย์ จะพ่ายแพ้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว

          ตอนแรกตระกูลสะสมทรัพย์ ขอแค่ 4 เขต โดยแบ่งให้ตระกูล “แก้วพิจิตร” ไป 1 เขต แต่ค่าย ทษช.ส่งครบทุกเขต แถมเอาจริงด้วย เมื่อเกิดเหตุยุบพรรค คะแนน ทษช.ก็ไหลมาทางอนาคตใหม่

ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อดีต ส.ส.5 สมัย

เขต 3 สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา พลิกชนะเจ้าพ่อบางเลน ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อดีต ส.ส. 5 สมัย เขต 5 จุมพิตา จันทรขจร ไม่นึกไม่ฝันว่า จะชนะพี่ใหญ่ของสะสมทรัพย์-เผดิมชัย

ส่วนที่เขต 1 พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ค่าย ปชป. และบ้านใหญ่ “แก้วพิจิตร” เกือบพ่ายสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่ เพราะลูกสาวกำนันดังนครปฐม ค่าย ทษช.หันมาช่วยพรรคส้มหวาน

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พี่ใหญ่ของสะสมทรัพย์

ภาพรวมของพรรคอนาคตใหม่ ประเมินว่ากว่าร้อยละ 60 ของคะแนนดิบ 6 ล้านคะแนนนั้น ได้มาจากอุบัติเหตุรถบัสค่าย ทษช.พลิกคว่ำกลางทาง

          กระแสธนาธรก็ใช่ แต่ปฏิเสธกรณีคะแนนส้มหล่นจากพรรค ทษช. จนเบียดคู่แข่งเข้าป้าย ส.ส.เขตไม่ได้แน่นอน

อย่าให้ กกต.เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ กกต.เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

1 เมษายน 2562 – 12:30 น.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,รู้ลึกกับจุฬาฯ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 803 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

กระแสโจมตีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะคลายความรุนแรงลง เนื่องจากความกังขาและไม่มั่นใจในมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ตามที่มีข่าวปรากฏออกมา

ในบรรดาประเด็นที่สาธารณชนตั้งคำถามกับ กกต.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ ตัวเลขของบัตรเลือกตั้งและผู้มาใช้สิทธิที่รายงานไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง การประกาศผลคะแนนการเลือกตั้งในครั้งแรกเพียงร้อยละ 95 ก่อนจะประกาศเต็มร้อยในหลายวันต่อมา รวมถึงการสั่งไม่นับคะแนนบัตรกว่า 1,500 ใบที่ถูกส่งมาจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น

รศ.ตระกูล มีชัย จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ความผิดพลาดของ กกต.ชุดนี้ เป็นสิ่งที่ “ไม่น่าจะเกิดขึ้นมากขนาดนี้” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่เอาใจใส่ที่จะติดตาม การปล่อยปละละเลย จนปัญหาบานปลายทำให้คนเสื่อมศรัทธาในตัว กกต.

“ตัวคณะกรรมการเองก็อาจจะมีปัญหาในความพร้อม เพราะทั้ง 7 ท่าน มีเพียงท่านเดียวเท่านั้นที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง ท่านอื่นอาจจะไม่มีเวลาศึกษาเตรียมตัว ประกอบกับขาดประสบการณ์จริงเลยทำให้พลาด ตัวเลขาธิการ ก็อาจจะขาดประสบการณ์ในการจัดการ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะผิดพลาดมากถึงขนาดนี้”

อาจารย์ตระกูลชี้ว่า เหตุการณ์การนำส่งบัตรเลือกตั้งจากประเทศนิวซีแลนด์ล่าช้า จนนำส่งไม่ทัน ทำให้ต้องประกาศในเวลาต่อมาว่าบัตรกว่า 1,500 ใบ เป็นบัตรเสีย ยิ่งสะท้อนว่า กกต.ประมาทเลินเล่อ และปัดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะสิทธิของประชาชน เสียงทุกเสียงของประชาชนที่อยู่ในบัตรเลือกตั้งมีความสำคัญยิ่งยวด คุณจะปล่อยปละละเลยไม่ได้ ทำไมถึงไม่จัดการ”

นอกจากนี้ ขั้นตอนการนับผลคะแนนเลือกตั้งเองก็มีข้อกังขาอย่างยิ่ง เนื่องจากกรรมการในหน่วยเลือกตั้งกว่า 90,000 หน่วยทั่วประเทศไทยจะต้องกรอกแบบฟอร์มรายงาน ส.5/16 หลังการนับคะแนน แล้วจึงใช้คะแนนดังกล่าวรายงานผลไปยังส่วนกลาง ดังนั้นไม่ควรที่จะต้องใช้เวลานานเป็นวันๆ ในการนับคะแนน
“เจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำหน่วย พอเขาขานคะแนนเสร็จก็จะบันทึกลงแบบฟอร์ม ส.5/16 หรือ ส.5/18 เช็กกันหลายคนมาก นับเสร็จก็รายงานได้ การคีย์ข้อมูลเพื่อรายงานผลต่อส่วนกลางก็ไม่น่าจะใช้เวลานาน แต่กลายเป็นว่ารายงานผลได้แค่ 95 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แถมไม่รายงานให้จบ ทั้งๆ ที่ยังไม่จบต้องไม่หยุดนับ” อาจารย์ตระกูลกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาทาง กกต.เคยซักซ้อมเตรียมการหรือไม่ อย่างไร

ขณะเดียวกัน กกต.ก็ควรสืบไปยังต้นตอปัญหา เพื่อดูว่าสาเหตุของปัญหาการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่จุดไหน หากเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบเลือกตั้งที่ใช้ในปี 2562 หรือระบบจัดสรรปันส่วนผสมมีปัญหา ทำให้มีบัตรเสียมากกว่า 5 ล้านใบ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขต่อไป

อาจารย์ตระกูลชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ กกต.เกิดวิกฤติศรัทธาจากประชาชน และไม่ควรมีทีท่ากล่าวอ้างหรือกล่าวโทษแก่ผู้ที่ตั้งคำถาม เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวที่ปรากฏมาจนถึง ณ บัดนี้ ทำให้เกิดความสงสัยได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริต

“ผมขอย้ำว่า กกต.ต้องทำตัวให้เป็น กกต. ต้องยึดมั่นในความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง ตัดสินต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใด ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ทำให้เกิดวิกฤติ อย่าให้ประชาชนมองว่าเขาไม่เชื่อใจคุณ และการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม”

หมายความว่า จนถึงตอนนี้ หาก กกต.ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาและชี้แจงความผิดพลาดให้ประชาชนรับรู้ได้ ประชาชนจะมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม ส่งผลต่อผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลและกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง

อาจารย์ตระกูลระบุอีกว่า กกต.ควรแสดงความรับผิดชอบทางคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้เกิดกระแสเชิงบวก อย่างน้อยที่สุดก็ควรเปิดเผยคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งเขตทุกเขตในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบและตั้งคำถาม มีความโปร่งใสในข้อมูล

“แถลงการณ์ที่ออกมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคลียร์ หัวเรือใหญ่ตอบคำถามไม่ได้ ยิ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นแก่ประชาชน ถ้าเคลียร์ตรงนี้ไม่ได้ จะไม่จบ แล้วอาจจะลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอื่นๆ ที่จะตามมา”

“ที่สำคัญคือ กกต.มีสำนึกไหมว่าบัตรเลือกตั้งทุกใบของประชาชนนั้นมีค่า” อาจารย์ตระกูลกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหมาย