ลูกเสือจิตอาสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกเสือจิตอาสา

1 เมษายน 2562 – 11:05 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ลูกเสือจิตอาสา
เปิดอ่าน 1,794 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้ทราบเรื่องโครงการลูกเสือจิตอาสาที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอร่วมสนับสนุนโครงการนี้เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี

ในสมัยเป็นเด็กนักเรียน เชื่อว่าทุกคนจะได้เป็นลูกเสือและเนตรนารี ซึ่งคติประจำใจที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ คือแนวทางหรือเข็มทิศแห่งชีวิตให้ดำเนินชีวิต

บ้านเมืองของเราอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ด้วยประชาชนคนไทยเป็นคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือกันและยึดมั่นในคุณธรรมและกฎหมาย

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ทราบโดยสังเขปต่อไปนี้


โครงการชุมนุมลูกเสือบำเพ็ญประโยชน์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “ลูกเสือจิตอาสาทำความดี รวมใจภักดี เทิดไท้องค์ราชัน”

กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการ และน้อมนำพระราโชบายสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกิจกรรมลูกเสือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมสร้างสัมพันธภาพอันดี เสริมสร้างทักษะชีวิต และเสริมสร้างจิตอาสาและการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

รวมทั้งเผยแพร่กิจการลูกเสือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมแรกได้แก่ กิจกรรมงานชุมนุมลูกเสือและสวนสนาม ภายใต้คำขวัญ “ลูกเสือจิตอาสาทำความดี รวมใจภักดี เทิดไท้องค์ราชัน” 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละ 6,810 คน ภาคใต้และภาคใต้ชายแดนมีจำนวน 13,620 คน รวมทั้งสิ้น 40,860 คน

ภาคเหนือจัดในวันที่ 1-5 มิถุนายน ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ภาคกลางจัดในวันที่ 3-7 มิถุนายน ณ ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออกจัดในวันที่ 5-9 มิถุนายน ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จ.ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดในวันที่ 6-10 มิถุนายน ณ ค่ายลูกเสือหนองญาติ จ.นครพนม ภาคใต้และภาคใต้ชายแดนจัดในวันที่ 16-20 มิถุนายน ณ บริเวณแหลมสมิหลา จ.สงขลา

ส่วนกิจกรรมที่ 2 กิจกรรมลูกเสือจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์ ลูกเสือ เนตรนารีให้แต่ละคนที่เข้าร่วมชุมนุมชักชวนเพื่อนร่วมกิจกรรมจิตอาสาไม่น้อยกว่า 10 คน ร่วมปฏิบัติงานจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์พื้นที่ของตนเองไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.)

โดยให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้รับรองการปฏิบัติงาน อาทิ ทำความสะอาดศาสนสถาน โรงเรียน ชุมชน และสถานที่ราชการ เก็บขยะ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และปลูกป่า

โครงการนี้จะทำให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เนตรนารี มีส่วนร่วมในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ มีความประพฤติที่เหมาะสม มีค่านิยมที่ถูกต้อง รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม

จึงขอเชิญชวนให้เข้าร่วม “ลูกเสือจิตอาสา” และจะได้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ดีต่อไป


 ช่วยกันทำโลกเป็นสีเขียว
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเป็นคนชอบเดินทางส่วนมากจะไปโดยรถทัวร์ เพราะเดี๋ยวนี้สะดวกสบายมากๆ ราคาก็ประหยัด หรือบางทีพอมีเงินก็จองข้ามเดือนไปทางสายการบินโลว์คอสต์

เดี๋ยวนี้ไปไหนๆ ก็ไม่ไกลหรอกค่ะ ถ้าวางแผนดีๆ และค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงหากรู้จักใช้จ่าย หรือถ้าจะให้แอบอิงใกล้ชิดธรรมชาติก็ไปกางเต็นท์นอนตามอุทยานแห่งชาติป่าเขาลำเนาไพรก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เวลานี้สังเกตเห็นว่าอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและร้อนหนาวไม่เป็นไปตามฤดูกาล จึงอยากให้ช่วยกันรักษาโลกของเราให้เป็นสีเขียว ซึ่งวันก่อนได้อ่านวิธีช่วยกันดูแลให้โลกของเราให้น่าอยู่สดใสด้วยวิธีง่ายๆ เช่น

เลิกใช้ถุงพลาสติกเพราะ 50% ของขยะพลาสติกถูกกำจัดไม่ถูกวิธีและการเผา ก่อให้เกิดสารไดออกซิน ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ประมาณว่ามีขยะพลาสติกยังถูกทิ้งลงทะเลในประเทศไทยประมาณ 11 ล้านตัน เป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของสัตว์น้ำและนกหลายชนิดในทะเลที่เข้าใจผิดว่าขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในน้ำคืออาหาร หากมีการช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกก็จะสามารถช่วยกันแก้ปัญหา

ช่วยกันปลูกต้นไม้-อย่าตัดไม้ทำลายป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นประโยชน์หลายๆ ด้าน ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ เพิ่มความชุ่มชื้นในบรรยากาศและยังช่วยดูดซับฝุ่นที่กำลังเป็นปัญหาในเมืองใหญ่ๆ ได้ หากเรามีพื้นที่สีเขียวมากพอ ก็สามารถลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7-24

ทำให้อากาศที่เราหายใจสะอาดขึ้นอีกด้วย โดยฝุ่นละอองจะลอยไปติดอยู่บนผิวใบไม้ และเมื่อมีฝนตกลงมาฝุ่นที่ติดอยู่บนผิวใบก็จะถูกชะล้างลงดิน ต้นไม้ใหญ่หลายชนิดจึงเหมาะจะเป็นตัวช่วยให้อากาศดีขึ้น

นี่เป็นการปฏิบัติอย่างง่ายๆ เพราะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่นี้มาจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น-ขอให้ช่วยกันนับตั้งแต่บัดนี้ค่ะ
มยุรี (คนรักษ์โลก)

ตอบ คุณ ‘มยุรี’ คนรักษ์โลก
เวลานี้ผู้คนหันมาสนใจสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศมากขึ้นครับ และจะเห็นว่ามีผู้ติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยามากขึ้น

ผมขอแทรกรายงานอากาศวันนี้-3 เมษายน ให้ทราบอย่างเป็นทางการว่าบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง

ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวัง และป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

ขอบคุณจดหมายจากคุณมยุรีที่ชี้แนะการอนุรักษ์โลกให้เป็นสีเขียวน่าอยู่อาศัย ซึ่งเราต้องมีจิตสำนึกช่วยกันครับเพราะ ‘โลกสวยด้วยมือเรา’
อ๊อด เทอร์โบ

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367584?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

1 เมษายน 2562 – 10:55 น.
พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 1,203 ครั้ง

ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ค่อนแน่ชัดแล้วว่าวันนี้ 27 พรรคการเมืองที่มี “ว่าที่ส.ส.สองระบบ” รวม 500 คน สิ่งที่ต้องตามต่อคือ…พรรคไหนจะอยู่กับขั้วใดบนเวทีการเมือง รวมทั้งผลพวงจากความพิลึกพิลั่นในการทำหน้าที่ของ กกต.ยามนี้ว่าจะออกหัวหรือก้อย…เพราะสองเรื่องนี้ผูกติดกันแบบแยกออกไม่ได้

เริ่มที่การจับขั้วการเมืองของสองพรรคใหญ่ แม้จะซาลงไปบ้างแต่ยังมีลูกติดพัน โดย “ขั้วเพื่อไทย” ยามนี้มี 246 เสียง อันประกอบด้วย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย (ตัวเลขล่าสุดที่คำนวณเบื้องต้น อนาคตใหม่หายไป แที่นั่ง เสรีรวมไทยหายไป 2 ที่นั่ง จากตัวเลขที่พรรคเหล่านี้ประกาศสัตยาบันจับมือตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่มีการอ้างว่ารวบรวมได้ 255 เสียง)

“ขั้วพลังประชารัฐ” ตอนนี้ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ “122 ส.ส.” โดยนับรวมพลังประชาชาติไทยและประชาชนปฏิรูปมาแตะมือขั้นต้น

พรรคอื่นๆ ที่ยังไม่แจ้งว่าจะชูมือหนุนขั้วใดอีก “132 คน” พรรคเหล่านี้ยังแทบไม่ออกอาการว่าจะแตะมือขั้วใด แต่ค่อนข้างชัดว่าส่วนหนึ่งจะเทไปยังพลังประชารัฐ เช่น ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา รวมทั้งพรรคเล็กๆ ที่เพิ่งรับอานิสงส์ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการประกาศผลในเบื้องต้นของ กกต. เพราะพรรคเล็กๆ หลายพรรคเหล่านี้จะมีว่าที่ส.ส.เฉลี่ยพรรคละ 1 คน

การรวมเสียงจากพรรคเหล่านี้ คีย์แมนพลังประชารัฐและเพื่อไทยต่างไม่ละความพยายามในการประสานเข้าขั้วเป็นแน่แท้ เพราะตอนนี้ 1 เสียงมีความหมายสูงยิ่งกับการเมืองยุคไทยแลนด์ 4.0

แต่น้ำหนักยังไม่เท่ากับ “ภูมิใจไทย กับ ประชาธิปัตย์” ที่มีในมือพรรคละกว่า 50 เสียง แต่สองพรรคนี้ยังไม่บอกว่าจะเอาอย่างไร ? และอ้างคำเดียวเหมือนกันคือ “รอผลอย่างเป็นทางการ 9 พฤษภาคม” !

แน่นอนว่าการยังไม่เปิดจุดยืนตอนนี้ นับเป็นแต้มที่มีราคาสำหรับพรรคที่มีเสียงตุนในมือไว้พอที่จะชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองไทยยามนี้ได้

พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินจึงลอยชายในขั้นนี้ แต่บริบทแตกต่างกัน…

พรรคสีน้ำเงินเป็นปึกแผ่น แกนนำชี้ทิศอย่างไร ลูกพรรคตบเท้าไปมุมนั้น แบบนี้ง่ายสำหรับการดีล แต่พรรคนี้ยังต้องลุ้นในคดีทุจริตเลือกตั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นกับกรรมการบริหารพรรคบางคนตามที่มีกระแสข่าววงในแพลมออกมา

หากเป็นความจริงย่อมมิใช่เรื่องสนุกเป็นแน่แท้

ส่วนพรรคสีฟ้าในกาลข้างหน้าต้องมองว่าจะเดินย่ำเหตุการณ์ 10 มกราหรือไม่ เพราะสถานการณ์วันนี้เริ่มบ่งชี้ไปยังประวัติศาสตร์หน้าเดิมแล้ว

แม้จะดึงเวลาการเคาะโต๊ะไปจนนาทีสุดท้ายว่าจะสังกัดขั้วใด เนื่องจากวันนี้ไร้กัปตันทีมตัวจริง แต่รอยแยกสีฟ้านั้นชัดแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายคัาน ใครจะหนุนพลังประชารัฐ…

การเมืองไทยวันนี้และวันหน้าแปลความได้ว่าดึงเช็งกันได้เป็นเดือน สิ่งที่ใช่อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้ เพราะปฏิทินของจริงต้องนับจากวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป เนื่องจากจะเห็นภาพชัดว่างูเห่าภาคสามจะค่อยๆ โผล่ออกมาจากพรรคใดบ้าง และจะชัดเจนสุดในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ส่วนกระแสข่าวต่อรองเก้าอี้การเมืองเริ่มแพลมมาแล้ว โดยเฉพาะจากอีกขั้วหนึ่งที่วันนี้นอกจากทำศึกนอกแล้วศึกในระอุไม่ต่างกัน เพราะมีการเลื่อยขาเก้าอี้และปล่อยข่าวอัดอีกก๊กในพรรคกันนัวไปหมด…เพราะการตีตราจองเก้าอี้หลักๆ ที่หมายมั่นปั้นมือกันนั้นมันคือการรับรางวัลในการต่อสู้ และเป็นธรรมดาของการเมืองไทย เนื่องจากคนวงในมองกันแล้วว่ารัฐบาลใหม่อยู่ไม่ยืด

สรุป ณ เพลานี้ การจับขั้วการเมืองคงยุติชั่วคราว บนหน้าสื่อ แต่ในทางลับนั้นการดีลต้องมีการประสานไปเรื่อยๆ มิฉะนั้นอาจโดนแผนล้วงคองูเห่าและตายน้ำตื้นจากน้ำมือขั้วตรงข้าม เพราะความนอนใจในสถานการณ์นั่นเอง

เมื่อเกมจับขั้วยุติเบื้องต้นไปกลายๆ เกมยามนี้ตกหนักไปที่ กกต. เพราะตอนนี้มีหลากเรื่องทิ่มแทงไป เช่น ข้อร้องเรียนให้เปิดคะแนนดิบผู้สมัคร ส.ส.ออกมา เพราะมันไม่สอดรับกับคะแนนที่ กกต.ประกาศตัวเลขล่าสุด จนเกิดความอลหม่านไปทั่ว

การร้องนับแต้มใหม่ในบางเขตที่มีความไม่โปร่งใส

รวมทั้งกระแสข่าวลือหนาหูว่า “ใบสารพัดสี” ที่ กกต.เก็บไว้ หากเปิดออกมาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยแว่วมาว่ามีนับไม่ถ้วนที่น่าจะออกมาเร็วๆ นี้ และแว่วว่าอาจจะจัดเลือกตั้งซ่อมในช่วงหลังสงกรานต์

อีกทั้งอาจมีการยุบพรรคบางพรรคเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าพ่วงมาด้วย

หากใบหลากสีผลิออกมาไปยังพรรคต่างๆ ที่แว่วมาว่าโดนกันถ้วนหน้า และบางพรรคอาจโดนของหนักถึงขั้นยุบพรรคจากหลากฐานความผิด

ถ้าสถานการณ์ออกมารูปนี้ บางพรรคมีเปรียบ บางพรรคเสียจังหวะ และจะกระทบการฟอร์มรัฐบาลใหม่ด้วย

รวมทั้งข้อกล่าวหาและหลักฐานว่า ใบสารพัดสีที่ผลิมานั้นมาจากสาเหตุใดและต้องชัดเจนต่อสังคม

แต่หากใบสารพัดสีว่อนออกมาท่ามกลางเครดิตของ กกต. ที่ยามนี้แทบหมดไปนั้น มันคือโจทย์ยากอีกข้อที่ กกต.ต้องตอบสังคมให้กระจ่าง ยิ่งมีการเลือกตั้งซ่อมมากเท่าใด คำถามจะมากขึ้นทวีคูณ

การบ้านเหล่านี้ 7 เสือ กกต. รับไปเต็มๆ เพราะความไม่ชัดแจ้งในการทำหน้าที่จัดการและควบคุมการเลือดตั้งครั้งนี้ เนื่องจากผลการหย่อนบัตรที่ออกมาเป็นคำตอบที่คาใจสังคม จนมีการขยับของนิสิตนักศึกษารวมทั้งมวลชนจำนวนหนึ่ง ล่ารายชื่อบีบกกต.ให้ยุติการทำหน้าที่ครั้งนี้ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากล
หากมองดีๆ แล้วการที่จะทำให้ กกต.ชุดนี้ยุติการทำหน้าที่ด้วยการล่ารายชื่อนั้นต้องยื่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง และหากมีการรับคำร้องไว้ก็ต้องดูต่อว่าจะมีคำสั่งใดลงมาตามคำร้องบ้าง

หากสิ้น กกต.ชุดนี้ ผลจะเป็นเช่นใด…

แน่นอนว่าหาก 7 เสือกกต.ต้องหลุดพ้นหน้าที่ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม ผลการหย่อนบัตรก็ไม่มีใครรับรอง และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องโมฆะไปโดยปริยาย …จากนั้นต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่เพื่อมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่

รัฐบาลและคสช.ต้องอยู่ทำงานต่อไปจนกว่ารัฐบาลใหม่จะมารับช่วงต่อ

หากสถานการณ์วันข้างหน้าเป็นแบบนั้น แน่นอนว่า บางพรรคที่เคยมีเสียงมากอาจจะมีเสียงลดลง บางพรรคที่พอมีแต้มอาจจะสูญพันธุ์ไป บางพรรคจะยึดที่นั่งเพิ่ม

แต่หาก กกต.ยังดึงดันเดินหน้าต่อไปและไร้คำชี้แจงที่เคลียร์ใจให้แก่สังคมได้ แนวโน้มการปลุกระดมมวลชนให้ออกมาขับไล่นั้นจะมีสูงยิ่ง และหากมีการทำแบบนี้จริง อาจจะเข้าเงื่อนไขที่ใครบางคนมองและคาดเอาไว้ว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นและจะมีผลพวงตามมา การต่อสู้ทางการเมืองจากหีบบัตรเลือกตั้งจะไหลลงมาสู่ท้องถนนเพื่อเคลื่อนตัวประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และอาจลุกลามไปเรื่อยๆ โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเส้นสนกลในที่ใครบางคนวางหมากไว้

คนเหล่านี้ย่อมเป็น “เหยื่อ” เพราะหากวันข้างหน้าสถานการณ์บานปลาย หน่วยงานความมั่นคงต้องควบคุมสถานการณ์ และตอนนั้นอาจมีมือที่สามมาเป็นผู้ปลุกชนวนให้สองฝ่ายเกิดการปะทะและมีความสูญเสียตามมา โดยคนที่วางแผนในเกมนี้หวังผลลัพธ์ว่าจะเข้าทาง…เพราะคนวางแผนนี้ขับเคลื่อนรูปเกมแล้วแบบเป็นระบบ เพราะหวังพลิกจังหวะด้วยการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นตัวแทน

ดังนั้นการที่พลังบริสุทธิ์จะออกไปแสดงพลังใดๆ ควรเริ่มจากข้อกฎหมายและความสงบ ก่อนที่จะตัดสินใจไหลบ่าลงสู่ถนน

หวังว่าคนบริสุทธิ์ที่จะออกมาเคลื่อนไหว จะมีสติไตร่ตรองและไม่ร่วงลงหลุมพรางที่ใครบางคนวางไว้

เพราะบทเรียนการสูญเสียของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในอดีตหลายครั้งนั้น ควรยุติไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่พึงต้องเพิ่มเติมบันทึกหน้าใหม่ที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพียงเพื่อสนองความต้องการของใครบางคน

อย่าห่วงว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ให้ห่วงว่าจะไม่ได้ตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าห่วงว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ให้ห่วงว่าจะไม่ได้ตั้งรัฐบาล

1 เมษายน 2562 – 09:50 น.
พตอจรุงวิทย์ ภุมมา,กกต,ภูมิธรรม
เปิดอ่าน 1,387 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

กลายเป็นตำบลกระสุนตกไปเรียบร้อยสำหรับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หลังจากที่การปฏิบัติงานของสำนักงาน กกต. ที่มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในหลายแง่มุม ทั้งจำนวนบัตร และผู้ใช้สิทธิ์ที่ไม่ตรงกัน การขานบัตรดีบัตรเสีย ที่มีข้อสงสัย “เข้าข้าง”บางพรรค การประกาศผลคะแนนที่ถูกมองว่า มี “บัตรงอก” 

แม้ว่าทางเลขาธิการ กกต. จะชี้แจงข้อกล่าวหาตลอด แต่ดูเหมือนว่า การชี้แจงนั้นยังมิอาจทำให้กระแสที่ทำให้ กกต.ตกเป็นจำเลย รอดพ้นไม่ ตรงกันข้ามกลับขยายวง ทั้งเรื่องการล่าชื่อถอดถอนในโลกออนไลน์ และการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ

ในแง่ภาคประชาชน นิสิตนักศึกษา เป็นเรื่องปกติที่ต้องเคลื่อนไหวกดดันให้กกต.กระทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง-ชอบธรรม” ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะสามารถแสดงออกได้มากกว่านี้

แต่ด้านพรรคการเมือง ซึ่งมีพื้นที่แสดงออกและกดดันมากกว่านิสิต นักศึกษา ประชาชน ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการ “กดดัน” เกินพอดี จะตามมาซึ่งปัญหาใหญ่กว่านั้น

พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ เป็นสองพรรคการเมืองที่กดดันการทำงานของ กกต. และมุ่งตรงไปทำนองที่ว่า กกต. = “โกงเลือกตั้ง”

ภูมิธรรม เวชยชัย หรือเสี่ยอ้วน เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงกับยกกรณีการโกงการเลือกตั้งปี 2500 มาเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2562 และกล่าวหาว่า “ยิ่งกว่า”

การเลือกตั้งปี 2500 ที่ “เสี่ยอ้วน” ยกมากล่าวอ้างเปรียบเทียบนั่น เป็นการเลือกตั้งที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา ลงมาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวขานว่า “สกปรก” ที่สุด ทำให้พรรคเสรีมนังคศิลา มีที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของสภา คือ 83 ที่นั่ง (สภาในขณะนั้นมี 160 ที่นั่ง) พรรคประชาธิปัตย์ ของ ควง อภัยวงศ์ ตามมาลำดับสอง คือ 28 ที่นั่ง

มีการตีแผ่ว่า มีสารพัดวิธีในการ “โกง” การเลือกตั้ง วิธีที่โด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น เรียกว่า “พลร่ม” และ “ไพ่ไฟ” คือการยึดบัตรประชาชนไปกาคะแนนในบัตรเลือกตั้งเอง จนพรรคเสรีมนังคศิลา ประสบชัยชนะ

ความเหมือนของปี 2500 กับปี 2562 ที่กำลังเกิดขึ้น ที่ “เสี่ยอ้วน” กล่าวถึงมีอยู่ประการเดียวคือ การเกิดความไม่เชื่อมั่นในหมู่นิสิต นักศึกษา และประชาชน ต่อการเลือกตั้งที่กำลังขยายวงไปเรื่อยๆ ที่ กกต.จะต้องออกมาแสดงความโปร่งใสต่อการจัดการเลือกตั้ง รื้อการทำงานของสำนักงาน กกต. ที่ต้องสรุปรวมๆ ว่า “ล้มเหลว” พรรคการเมืองทั้งหลายต้องประคับประคองการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ผ่านไปโดยเรียบร้อย เพราะหากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถผ่านไปโดยเรียบร้อย จะเกิด “ภาวะแทรกซ้อน” ได้หลายประการ

ประการแรก หากการกดดันให้ กกต.ทั้ง 7 ลาออกเป็นผล หรือ กกต.ทั้ง 7 น้อยใจลาออกไปเกินครึ่ง ก็จะไม่มีผู้รับรองผลความเป็น ส.ส.ของผู้ได้รับเลือกตั้ง และถ้าล่าช้าเกิน 60 วันหลังการเลือกตั้ง จะถูกตีความว่า “โมฆะ” อีกได้หรือไม่

ประการที่สอง เมื่อไม่มี กกต. ก็ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ จะต้องมีการสรรหา กกต.ใหม่ โดยโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ต้องใช้เวลาและปัญหาการยอมรับ รวมถึงผู้มาใหม่ต้องขอเวลาเตรียมการ ถ้าเป็นดังนี้ จะต้องใช้เวลาข้ามปีในการจัดการเลือกตั้ง

ประการต่อมา การตบเท้าของผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพ ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ที่แถลงถึงการยึดมั่นความสงบและให้คนดีปกครองบ้านเมือง ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีไม่บ่อยนักสำหรับการออกมาของผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ซึ่งส่งสัญญาณบางอย่าง โดยเฉพาะต่อความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

เพราะเห็นการเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงของ ทักษิณ ชินวัตร ที่กดปุ่ม “เพื่อไทย-อนาคตใหม่” ด้วยคำว่า “อย่ายอมแพ้” และการริบรางวัลเกียรติยศ “จักรดาว” ของมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร รวมถึงการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากทักษิณ ฝ่ายความมั่นคงคงมีการประเมินแล้วว่า หากไม่ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” โอกาสจะขยายวงแห่งความขัดแย้งจะเป็นไปได้สูง จึงต้องออกมาส่งสัญญาณบางอย่าง

“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม แห่งเพื่อไทย รวมทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ ต้องอ่านประวัติศาสตร์ ปี 2500 ให้จบ อย่าอ่านท่อนเดียว เพราะแม้ว่านักศึกษา-ประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการโกงเลือกตั้ง แต่ตอนจบของประวัติศาสตร์ 2500 คือการยึดอำนาจของคณะนายทหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในท้ายที่สุด

          ฉะนั้น บรรยากาศแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาลทั้งสองขั้วที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่น่าเป็นห่วง ตราบใดที่ทุกฝ่ายยังอยู่ใน เกม-กติกา ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีบางฝ่ายเริ่มใช้เกมการเมืองปลุกนิสิต-นักศึกษา และประชาชนออกมาบนท้องถนน สิ่งที่ต้องเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ “จะไม่มีรัฐบาลให้จัด”

บทสรุปเลือกตั้ง 62 “พลังลุงตู่” มีชัย “ธนาธร” กินบุญ “แม้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทสรุปเลือกตั้ง 62 “พลังลุงตู่” มีชัย “ธนาธร” กินบุญ “แม้ว

30 มีนาคม 2562 – 13:00 น.
พรรคเพื่อไทย,ผลดารเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,เลือกตั้งสกปรก,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคตใหม่,คะแนนเสียง,สสเขต
เปิดอ่าน 9,403 ครั้ง

สภาพโดยรวมของพรรคการเมือง 4 พรรคหัวแถว หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งระหว่างนี้คงต้องลุ้นการนับคะแนนของ กกต.ไปพลางๆ ก่อน 

******************

เกมชิงเก้าอี้ ส.ส.จบไปแล้ว แต่สมรภูมิชิงอำนาจเพิ่งเริ่มต้น “พรรคเพื่อไทย” เปิดเกมรุกดึงพันธมิตร 5 พรรค ปักธง “หยุดการสืบทอดอำนาจ” ขณะที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ยังมั่นใจว่าจะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ แต่ขอรอดู กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เสียก่อน

คาดหมายว่าศึกชิงทำเนียบจะเข้มข้นขึ้นในช่วงหลัง 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นเดดไลน์ที่กกต.จะต้องรับรองผล ส.ส.ทั้งสองระบบให้เรียบร้อย

“พลังประชารัฐ” โตเร็ว

ก่อนวันเลือกตั้งนักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักฟันธงตรงกันว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะมาอันดับ 2 แต่ผลการนับคะแนนดิบจากการแถลง กกต. พบว่า พลังประชารัฐได้ 8,433,137 คะแนน เป็นอันดับหนึ่งแบบเหลือเชื่อ และได้ ส.ส. 97 ที่นั่ง

          แม้จุดอ่อนของนายกฯ ประยุทธ์ จะถูกโจมตีเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ แต่แคมเปญ “ความสงบจบที่ลุงตู่” กลับตอบโจทย์คนไทย เพราะพวกเขาต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ไม่อยากเห็น “ม็อบเผาบ้านเผาเมือง” อีก

จะว่าไปแล้ว 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ประเทศชาติสงบ และการพัฒนาการทางเศรษฐกิจรุดหน้า

อีกด้านหนึ่ง 8 ล้านเสียงสะท้อนมติมหาชนทุกเพศวัย ที่ออกจากบ้านมาเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ ด้วยหวังที่จะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ที่พลิกล็อกถล่มทลายก็คือผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ครองแชมป์เมืองหลวง พร้อมกันนั้นยังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง เจาะภาคเหนือตอนบน รวมถึงภาคอีสาน และภาคใต้

นอกเหนือจาก 97 เขต ส่วนอีก 253 เขตที่เหลือก็ได้คะแนนเฉลี่ย 10,000-20,000 คะแนน จึงทำให้คะแนนรวมของพลังประชารัฐได้อันดับหนึ่ง

“เพื่อไทย” ขาลง

แกนนำพรรคเพื่อไทยและคนแดนไกลต่างทราบดีว่า “กติกาเลือกตั้ง” แบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เอื้อต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์เหมือนที่ทำได้ในการเลือกตั้ง 2548 สมัยพรรคไทยรักไทย

คนแดนไกลจึงวางกลยุทธ์ให้มี “พรรคพี่-พรรคน้อง” จึงเกิดพรรคไทยรักษาชาติ โดยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้เพื่อไทย ส่งผู้สมัครส.ส. 250 เขต และพรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 175 เขต

ผลพวงของ “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคน้อง-ไทยรักษาชาติ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ปลุกเอฟซีให้โหวตยุทธศาสตร์เลือกพรรคเดียว และเลือกให้ได้เขต 7-8 หมื่นคะแนน

          ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ 7,920,630 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ปี 2554 เพื่อไทยเคยได้ 15,744,190 คะแนน แสดงว่าคะแนนหายไปประมาณ 7 ล้านเสียง

อย่างไรก็ดี พรรคทักษิณก็กินบุญเก่าที่คนอีสานและคนเหนือที่ยังฝังใจแบบรักแล้วรักเลย จึงได้ ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง แต่กติกาเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมทำให้เพื่อไทยไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ฮ่องกงเอฟเฟกต์” ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ตอกย้ำให้คนไทยใจรักชาติระดมพลไปช่วยลุงตู่ชนิดโหวตไม่ต้องคิด จนสร้างผลกระทบฐานเสียงของ ปชป.อย่างรุนแรง

“ลัทธิมาร์ค” พาปชป.พัง

นับแต่พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งไม่เคยพบความปราชัยย่อยยับเท่ากับครั้งนี้ จากการเลือกตั้ง 2554 ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 11,433,501 คะแนน แต่ครั้งนี้ได้ 3,947,726 คะแนน หายไป 8 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขต 33 ที่นั่ง

เลือกตั้ง 2522 และ 2535/1 พรรค ปชป.หวิดสูญพันธุ์ในสนามกรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์ในเมืองหลวง ภาคเหนือเหลือแค่ 1 ที่นั่ง ภาคอีสานได้ 2 ที่นั่ง ภาคกลางก็ร่วงเกินครึ่งของอดีตส.ส.ปี 2554 รวมถึงภาคใต้ถูกเจาะทั้งตอนล่างและตอนบน

อดีตส.ส.หลายคนประเมินว่า การประกาศ “ไม่เอาประยุทธ์” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก

          หากส่องเข้าไปดูคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าคะแนนที่หายไปจากพรรคปชป. จะไปโผล่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ที่เคยเลือก ปชป. จะมองว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และหักโค่นระบอบทักษิณได้

ต้องยอมรับว่าเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรค ปชป.ออกแคมเปญ “ต้านระบอบทักษิณ” จนส่งผลให้กระแสพรรคดียิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2562 แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป เมื่อพรรคพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที

หลังเลือกตั้งพรรค ปชป.จึงมีสภาพ “ศึกสองขั้ว” เหมือนที่ครั้งเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอีกหน

บุญแม้วหล่นทับ “อนาคตใหม่”

ก่อน 24 มีนาคม นักวิเคราะห์การเมืองจะให้ความสำคัญของ “เฟิร์สโหวตเตอร์” หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 7 ล้านคน โดยคาดหมายผลการเลือกตั้งว่า พรรคอนาคตใหม่ จะได้รับคะแนนส่วนนี้

เมื่อผลการนับคะแนนเสร็จสิ้นลง พรรคอนาคตใหม่ ได้ 6,265,950 คะแนน กลายเป็นพรรคอันดับสาม รองมาจากพรรคเพื่อไทย

เบื้องต้น “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับเพื่อนพ้อง ต้องการเปิด “พื้นที่ใหม่” นอกเหนือจากขบวนมวลชนเสื้อแดงที่ยึดโยงอยู่กับทักษิณ โดยหวังดึงคนรุ่นใหม่ๆ หรือคนกลางๆ มาสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

          “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ธนาธร ประกาศ “ไม่เอาทักษิณ” เพราะสิ่งที่คนแดนไกลเสนอนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคอนาคตเปลี่ยนท่าทีอีกครั้งเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

ธนาธรได้พูดถึงการนำทักษิณกลับมาสู่กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกที่พรรคอนาคตใหม่ชนะเลือกตั้งได้ทั้ง ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อมากมาย

ส่องลึกเข้าในคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นได้คะแนนมาจาก 2 ทางคือ กระแสธนาธรกับคะแนนจากพรรคไทยรักษาชาติ

175 เขตที่ไม่มีพรรคไทยรักษาชาติ ได้ส่งให้ 30 เขตที่ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะแบบไม่คาดฝัน

ทั้งหมดนี้เป็นสภาพโดยรวมของพรรคการเมือง 4 พรรคหัวแถว หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งระหว่างนี้คงต้องลุ้นการนับคะแนนของ กกต.ไปพลางๆ ก่อน

กระแสปลด กกต.นับวันร้อนแรงยิ่งขึ้น โดยมีบางฝ่ายแอบสุมไฟให้ลุกโชน หวังจะให้เกิดสถานการณ์เหมือนในอดีต เหมือนที่ตั้งธงไว้แล้วว่า เลือกตั้งสกปรก

กลยุทธ์”มิ่งขวัญ” ปัดฝุ่นแบรนด์เดิม เพิ่มเติมคือเก้าอี้ส.ส.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลยุทธ์”มิ่งขวัญ” ปัดฝุ่นแบรนด์เดิม เพิ่มเติมคือเก้าอี้ส.ส.

30 มีนาคม 2562 – 12:16 น.
พรรคการเมือง,สัตยาบัน,ไม่เอา คสช,คสช,พรรคฝ่ายประชาธิปไตย,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,พี่มิ่ง,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 4,214 ครั้ง

ถ้าใครอ่านเกมออกจะรู้ว่านี่แหละคือสไตล์ของ “พี่มิ่ง” ไอ้ที่จะเดินออกมาฟันดาบขาดสองท่องทันทีก็ใช่ที่ แต่มันต้องมีท่วงท่ากันมากหน่อยเพราะนี่คือมิ่งขวัญ นะจ๊ะ

**************

โมเมนต์สำคัญขนาดที่มีการรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนไม่ต้องการให้มีการสืบทอดอำนาจจาก คสช. และมีการลงสัตยาบันร่วมกันของ 6 พรรคการเมือง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แต่กลับไม่ปรากฏ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” แกนนำจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ควรจะเป็นพรรคที่ 7 รวมแล้วได้ 255 เสียง

หน้าข่าวและสังคมไทยเลยมีการคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ที่พูดเยอะคือเมื่อนัดแล้วใยไม่มา งานนี้น่ากลัวดีลตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยล่มแน่ๆ!

แต่ถ้าใครอ่านเกมออกจะรู้ว่านี่แหละคือสไตล์ของ “พี่มิ่ง” ไอ้ที่จะเดินออกมาฟันดาบขาดสองท่องทันทีก็ใช่ที่ แต่มันต้องมีท่วงท่ากันมากหน่อยเพราะนี่คือ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เจ้าแห่งกลยุทธ์

วันที่ไม่มาตามนัดของพี่มิ่ง

ฟ้อนเทียนสร้างราคา?

ถ้าใครรู้ว่าช่วงเวลาของการรอคอยสมาร์ทโฟนตัวใหม่จนไดัจับมันครั้งแรก มันหอมหวนยังไง หรือก่อนหน้านี้นักร้องดังฝั่งอเมริกามีแผนจะปล่อยซิงเกิลใหม่ เธอก็ให้ทีมงานเก็บ Archieve โพสต์ในอินสตาแกรมของเธอเอาไว้ และทิ้งความสงสัยให้แฟนๆ กว่าร้อยล้านคนทั่วโลก ด้วยฟีดข้อมูลว่างเปล่า

จากนั้นเธอกลับมาพร้อมกับประกาศซิงเกิลใหม่ด้วยโพสต์ VDO Teaser วิธีการนี้นอกจากจะสร้างปรากฏการณ์ “การรอคอย” “ความตื่นเต้น” ใหัแฟนเพลงของเธอแล้ว ยังช่วยให้กลยุทธ์การตลาดของนักร้องสาวคนนี้ทะลุเป้าหมายได้อย่างเกินคาด

ในทางการตลาดนี่จึงนับเป็นวิธีการสำคัญเพื่อจะทำให้เห็นว่ามีผู้คนติดตามและให้ความสนใจกับบุคคลหรือตัวสินค้ามากมายขนาดไหน

          วันนี้กับท่วงท่าของคนระดับมิ่งขวัญในทางการเมืองก็คงไม่ต่างกัน ทุกคนน่าจะมองรูปรอยออกว่า ช่วงเวลาเกือบ 10 ชั่วโมงเต็มจากช่วงเช้าที่พี่มิ่งไม่มาตามนัด จนกระทั่งตอนที่เจ้าตัวออกมาแถลงข่าวที่สำนักข่าว The Standard ช่วงค่ำของวันเดียวกัน ระหว่างนั้นได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีนักข่าวกี่ชีวิต และแม้แต่เจ้าตัวยังบอกเองว่าทั้งวันนั้นมีโทรศัพท์เข้ามากว่า 300 สาย

งานนี้ถ้าใครจะเรียกว่านี่คือลีลาฟ้อนเทียนของพี่มิ่ง แต่เอาเข้าจริงนี่คือกลยุทธ์การ “สร้างคุณค่า” ของแบรนด์สินค้า ที่ตอนนี้ “แบรนด์มิ่งขวัญ” แห่ง “พรรคเศรษฐกิจใหม่” อัพขึ้นไปทะลุทั้งต้นทุน ยิ่งกว่ากำไรด้วยซ้ำ

เก๋าเกมการตลาด-การเมือง

ไม่ใช่นักการตลาดธรรมดา แต่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เหนือชั้นมากกว่านั้น ถ้าเปรียบก็คงปรมาจารย์สำนักตั๊กม้อ

มิ่งขวัญเรียนจบนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงจากโรงเรียนวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

          ใครจะคิดว่าจากพนักงานฝ่ายขาย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เขาไต่ระดับจนก้าวขึ้นมาเป็นนักขายมือหนึ่ง และยังเป็นตำนานข้ามขั้นจากผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทันทีโดยมิได้เป็นไปตามจารีตการบริหารแบบญี่ปุ่น คือการเรียงตามลำดับอาวุโสและชั้นงาน

ที่สุดมีผลงานเด็ดดวงมากมายให้องค์กรยักษ์จนเข้าตารัฐบาลไทยรักไทยชวนให้มาดูแลแคมเปญกระตุ้น เศรษฐกิจ ก่อนได้รับเลือกให้เป็น ผอ.อสมท ช่อง 9 พลิกโฉม “แดนสนธยา” ให้กลายเป็น “โมเดิร์นไนน์ทีวี” สุดแซบ และอื่นๆ มากมายบรรยายไม่พอ

แม้แต่ในทางการเมือง เมื่อเขามาแล้ว มิ่งขวัญ หรือพี่มิ่ง ก็ผ่านร้อนหนาวจนเห็นแจ้ง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาไหลไป “พรรคพลังประชาชน” ร่วมเสนอชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกฯ และได้เก้าอี้รองนายกฯ ดูแลเศรษฐกิจ และ รมว.พาณิชย์

จากนั้นผ่านมาสู่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่ได้ออกลีลามานัก ก็เปลี่ยนผ่านมาจนกระทั่งยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียง 40 กว่าวันเป็นนายกฯ แต่พี่มิ่งเป็นเพียง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

          ว่ากันว่าเมื่อบทบาทถูกเฟดออกเจ้าตัวจึงขอลาออกจากพรรคเพื่อไทยช่วงปลายปี 2556 และเว้นวรรคการเมือง

กลับมาอย่างผู้กำชัย?

จำกันได้หรือไม่ช่วงอุ่นเครื่องหาเสียงเลือกตั้งนับแต่ช่วงปี 2561 ในขณะที่คนไทยมีตัวเลือกมากมายพรรคการเมืองต่างๆ ที่พากันเปิดตัวคึกคัก

ผ่านมาจนปลายๆ ปี เราไม่รู้ว่าจริงหรือไม่กับการเม้าท์กันว่าช่วงนั้นพรรคพลังประชารัฐได้มาเกาะโต๊ะขอพี่มิ่งให้ไปช่วยงาน หรือกลับกันที่อีกคนเป็นฝ่ายเกาะโต๊ะ ติดที่มีการต่อรองบางอย่างจนบิ๊กๆ ตระกูล ส. ของพลังประชารัฐ ไม่ค่อยโอเท่าไหร่ แต่ที่สุดข่าวนี้ก็เงียบไป

จนกระทั่งพี่มิ่งเปิดตัว “พรรคเศรษฐกิจใหม่” เดือนพฤศจิกายน 2561 ด้วยหลักการ “เป็นอิสระจากทุกขั้ว เป็นตัวของตัวเอง”

และเริ่มสู้ศึกเลือกตั้งเรื่อยมา ด้วยสไตล์ส่วนตัวยากที่ใครจะเลียนแบบ กับความเป็นนักการตลาดชั้นครู ในเวลาเพียงเดือนเศษเท่านั้น เราได้เห็นพี่มิ่งนั่งอยู่แถวเดียวกับแกนนำทุกพรรคตัวเต็ง

ด้วยเวลาอันสั้นพี่มิ่งยิงตรงตั้งแต่ชื่อพรรคเพื่อให้เข้าถึงและจำง่าย ชาวบ้านฟังแล้วไม่ต้องแปล เพราะเศรษฐกิจเก่ามันไม่เวิร์ก!

จากนั้นแทนที่จะเดินหาเสียงอาบเหงื่อ (ซึ่งก็คงมีบ้าง) แต่พี่มิ่งเน้นปรากฏตัวเวทีดีเบต เพื่อเข้าถึงคนไทยได้กว้างกว่า เห็นหน้าทั้งจอบนฝาบ้าน และจอบนฝ่ามือ

          ไม่เพียงอัดนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจของพรรค ยังมีการใช้แผ่นชาร์ตฟีเจอร์บอร์ดที่ดูง่ายเหมือนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อสไล์ด 119 แผ่นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพี่มาร์คต้นปี 2554 มาแล้ว

ที่สำคัญทุกเวทีพี่มิ่งจะสามารถถขโมยซีน ตรึงทุกคนไว้อยู่หมัด เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งตามคอนเซ็ปต์พรรค “ได้เวลาความสุขของคนไทย” แต่ก็แน่นด้วยข้อมูล

ท้ายที่สุด 24 มีนาคม จะเพราะคนไทยกาเลือก หรือเพราะอิทธิฤทธิ์ของระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคพี่มิ่งกวาดไปได้ 6 ที่นั่งบัญชีรายชื่อ

จากพรรคที่เปิดตัวเงียบไม่หวือหวา มาสู่วันที่่แกนนำพรรคระดับบิ๊กเนมทุกคนต้องรอเขาอยู่คนเดียว ว่าเอายังไง?

แถมคนไทยทั้งชาติยังต้องมานั่งตีความเงื่อนไข 4 ข้อของพรรคเศรษฐกิจใหม่ในการร่วมรัฐบาลกับฝ่ายไหน สวยเลือกได้จริงๆ

ร่วมกับขั้วไหน “ภท.” มีคำตอบแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367462?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมกับขั้วไหน “ภท.” มีคำตอบแล้ว

30 มีนาคม 2562 – 11:02 น.
อนุทิน,อนุทิน ชาญวีรกูล,เนวิน,พรรคภูมิใจไทย,ตั้งรัฐบาล,เสี่ยหนู,พรรคตัวแปร
เปิดอ่าน 20,202 ครั้ง

วันนี้เปิดหน้าเลยว่า อนุทินคือ “บุคคลที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้” ทั้งเชียร์ทั้งอวยกันแบบไม่กั๊ก

************

หันมามองท่าทีของพลพรรค “ภูมิใจไทย” ก็ต้องบอกว่าไปทางเดียวกัน เมื่อหัวว่าไง ท้ายก็ว่าตาม ดังที่เขาบอกว่าพรรคนี้ “อนุทินคิด อนุทินตัดสินใจ”

แม้แต่ในเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย วันนี้เปิดหน้าเลยว่า อนุทินคือ “บุคคลที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้” ทั้งเชียร์ทั้งอวยกันแบบไม่กั๊ก

หลังจากที่ 6 (+1) พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันจัดตั้งรัฐบาล หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช. รวมเสียงว่าที่ ส.ส.ได้มากกว่า 250 เสียง

          แต่ฝ่ายหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างเสี่ยหนูที่ไม่ได้มาร่วมงานก็ออกมาแสดงความชัดเจนในแบบฉบับของภูมิใจไทยเช่นกันว่า “จะไม่แสดงความคิดเห็นจนกว่า กกต.จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ” ซึ่งหมายถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2562

ขณะที่ ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ก็กล่าวเช่นกันว่า กระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่รู้ไม่ทราบ

แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันในจุดยืนเดิม คือจะรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่วนการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย

มุมนี้หลายคนเชื่อว่านอกจากเพื่อใช้เวลาตัดสินใจยังเพื่อหาทางลงให้ดีที่สุดสำหรับคำพูดของหัวหน้าพรรค และแนวทางของพลพรรค ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถตีความได้หลายทาง

          เช่นก่อนเลือกตั้ง 2 วัน เสี่ยหนูพูดว่า “ภูมิใจไทยจะให้อันดับ 1 ตั้งรัฐบาลก่อน” จากนั้นหลังเลือกตั้งเขาออกมาพูดว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่เคยพูดว่าจะไม่เอานายกฯ ที่ไม่มาจาก ส.ส.” คือจะไม่สนับสนุนให้นายกฯ ที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกฯ

และการออกมาโต้ข่าวหนุนบิ๊กตู่ของหัวหน้าพรรคช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่เอาบิ๊กตู่” แต่แปลว่า “ยังไม่ตัดสินใจ”

ยิ่งเมื่อบวกกับที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โพล่งออกมาหลังข่าวแมวดำวิ่งตัดหน้าว่า “แมวกำลังจะจับหนูได้” คนเลยดึงมาตีความตอนนี้กันยกใหญ่

มากไปกว่านั้นถ้าหันไปดูความคิดเห็นของชาวโซเชียลที่ติดตามเพจของพรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่แสดงจุดยืนไม่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลกับบิ๊กตู่

ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยเลยต้องทำตัวเงียบๆ รอหัวหน้าส่งสัญญาณและใช้เวลาตรงนี้เพื่อจัดการทุกเงื่อนไขเคลียร์ใจกับหลายคน

          บางทีอาจเป็นเรื่องเก้าอี้กระทรวงสำคัญ 4 แห่ง ที่กำลังมีกระแสคำถามว่า “จริงหรือไม่?” อยู่ตอนนี้ก็ได้

หยุดเถอะ!ค่านิยม”เด็กอ้วนน่ารัก”แนะพ่อแม่ปิดเทอมอย่าตามใจลูก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367364?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดเถอะ!ค่านิยม”เด็กอ้วนน่ารัก”แนะพ่อแม่ปิดเทอมอย่าตามใจลูก

29 มีนาคม 2562 – 11:10 น.
เด็กอ้วน,อาหาร,ผศพญหทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์
เปิดอ่าน 534 ครั้ง

บทความพิเศษ…

ผู้ใหญ่ควรเลิกค่านิยมชม “เด็กอ้วนน่ารัก” แต่ควรหันมาให้ความตระหนัก ใส่ใจ ช่วยควบคุมอัตราเด็กอ้วนที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมด้วยการเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้บุตรหลาน ก่อนปล่อยให้เกิดโรคอ้วนในเด็กและนำพาไปสู่ความเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคต

“อุ๊ย อ้วนจ้ำม่ำ น่ารักจัง” คำพูดชื่นชมด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเมื่อเห็นเด็กอ้วน ได้ยินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหมือนเป็นการสนับสนุนว่า เด็กต้องอ้วน จึงจะดูน่ารัก ทำให้ผู้ปกครองขาดการตระหนักถึงภัยคุกคามที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ เพราะภายใต้ความน่ารัก จ้ำม่ำ ของเด็กอ้วนคนนั้นๆ สุขภาพของน้องอาจจะไม่ดีและมีปัญหาก็เป็นได้ และเมื่อยิ่งน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของอายุ ยิ่งส่งผลเสียให้เกิดโรคร้ายคุกคามตามมาด้วย

รายงานจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กรมอนามัย ระบุว่า พ.ศ.2559 มีเด็กวัยเรียนที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน มากถึงร้อยละ 13.1 และเด็กที่เป็นโรคอ้วนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสเป็นโรคอ้วน 1 ใน 4 และจะส่งผลต่อเนื่องหากเด็กอ้วนจนถึงวัยรุ่น เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 3 ใน 4 ที่จะนำไปสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs)

สอดคล้องกับคำแนะนำของ ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “เด็กอ้วน อาจจะดูน่ารัก แต่อาจจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแข็งแรง” เนื่องจากเด็กอ้วน น่ารัก จะกลายเป็นโรคอ้วน นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในเด็ก และมีโรคอื่นๆ ติดตัวไปด้วยเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

จากสภาพวิถีชีวิตในปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อให้เด็กซื้ออาหารรับประทานได้ง่าย จึงง่ายต่อการรับประทานอาหารได้ตามใจปากและต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ได้รับพลังงานอาหารเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ได้โรคอ้วน และเบาหวานตามมาในที่สุด ส่งผลให้พัฒนาการของโรคเบาหวาน จากร้อยละ 5 เพิ่มเป็นร้อยละ 17.9 ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังตรวจพบอีกว่า อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในเด็ก ซึ่งยังไม่นับรวมวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น และเนื่องจากคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้รู้เท่าทัน ยกเว้นน้ำตาลสูงหรือต่ำจนเกินไป จึงยากต่อการประเมินได้ด้วยตัวเอง ทางที่ดีคือไม่ปล่อยให้บุตรหลานเกิดโรคอ้วนจนนำพาไปสู่โรคเบาหวาน

“เราพบว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กมาจากโรคอ้วน และเบาหวานในเด็กควบคุมยากกว่าผู้ใหญ่ ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ เมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ฮอร์โมนเปลี่ยนจะยิ่งควบคุมยากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือ ดูแลสุขภาพไม่ให้เด็กเป็นโรคอ้วน จนเป็นโรคเบาหวานน่าจะดีสุด” ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ กล่าว

ด้าน ศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ หัวหน้าโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงอันตรายของโรคอ้วนในเด็กว่า ผู้ใหญ่ควรเลิกค่านิยมชื่นชม “เด็กอ้วนน่ารัก” เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด การปล่อยให้เด็กอ้วนนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนำไปสู่การเป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ใช่เด็กจ้ำม่ำ หรือเด็กอ้วน คือเด็กน่ารัก ดังที่เคยคิดกัน

ที่ผ่านมาได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง จากการตรวจสุขภาพร่างกายเด็กนักเรียน จาก 5 โรงเรียนในสังกัดเครือข่ายของภาครัฐ สพฐ. ที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการตรวจวัดความดัน พบว่า มีปื้นดำที่คอ ซึ่งเกิดภาวะดื้อของฮอร์โมนในเรื่องการควบคุมน้ำตาลในร่างกาย เมื่อเวลาอ้วนมากๆ จะมีภาวะดื้อ แล้วจะเกิดปฏิกิริยาต่อเซลล์ผิว ทำให้เกิดเป็นปื้นสีดำขึ้นมา แสดงว่า เด็กอ้วนมากเกินไป และเริ่มจะเสียงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

นอกเหนือจากความเสี่ยงโรคเบาหวาน สิ่งที่พบต่อมาคือ โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก เพราะเด็กที่อ้วนมากๆ จะมีความดันสูงมากกว่าปกติ จากการตรวจพบว่า เด็กบางคนมีความดันสูงกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางรายเคยตรวจเจอความดันสูงถึง 150 ต้องรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบเพื่อพาไปรักษา และเมื่อตรวจไขมัน พบว่า 1 ใน 3 ของเด็กอ้วน มีน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวานทุกคน แต่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานสูงมาก แต่ที่น่ากังวลกับสิ่งที่ตรวจพบคือ ร้อยละ 70 ขึ้นไป มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต

ซึ่งข้อมูลที่ตรวจพบนี้ เริ่มทำให้ผู้ปกครองตระหนักและใส่ใจบุตรหลานเพิ่มมากขึ้นในระยะแรก โดยเริ่มมีการควบคุมจนเด็กมีน้ำหนักลดลง แต่ไม่มีความยั่งยืนเพราะน้ำหนักได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ซึ่งผู้ปกครองไม่ได้อยู่ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เด็กจึงสามารถรับประทานอาหารเองได้ตามใจเพิ่มมากขึ้น

ศ.พญ.ชุติมา กล่าวเพิ่มอีกว่า แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เด็กห่างไกลจากโรคอ้วนได้นั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติอย่างอดทน ต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมผู้ปกครองไม่ควรทิ้งอาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้เด็กหยิบรับประทานเอง ควรเปลี่ยนจากน้ำอัดลมมาเป็นน้ำเปล่าอยู่ในตู้เย็น และเตรียมอาหารที่มีประโยชน์จัดใส่ตู้เย็นไว้ให้เพื่อง่ายต่อการรับประทาน เช่น อาหารพวกธัญพืช กล้วย 1 ผล ฝรั่งครึ่งผล หรือ มะละกอ 6-8 ชิ้น จัดเรียงใส่กล่องให้พอดีต่อการรับประทานหนึ่งครั้ง และเพื่อง่ายเมื่อเด็กนำมารับประทานด้วยตัวเอง

พร้อมกันนั้น ผู้ปกครองควรสร้างวินัย 3 ข้อ ให้บุตรหลานเพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง วินัยข้อหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องของการรับประทาน ฝึกให้เป็นเวลา สามมื้อ ไม่กินจุบกินจิบ รวมถึงชนิดของอาหารที่รับประทานก็ต้องมีประโยชน์ และควรฝึกให้รับประทานมื้อเช้าทุกวัน เพราะเป็นมื้อสำคัญที่สุด วินัยข้อสอง ว่าด้วยเรื่องของการใช้เวลา ควรฝึกให้เด็กให้รู้ว่า ช่วงนี้เป็นเวลารับประทาน เป็นเวลานอน และเป็นเวลาออกกำลังกาย เมื่อถึงเวลานอนต้องนอน เพราะเดี๋ยวนี้เด็กนอนดึก ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนของฮอร์โมนซึ่งเกิดความหิว อยากรับประทาน เมื่อรับประทานเยอะก็ยิ่งทำให้อ้วน และ วินัยข้อที่สาม ว่าด้วยเรื่องของการใช้เงิน ควรฝึกและสอนให้เด็กรู้จักเลือกและซื้ออาหาร รู้จักเปรียบเทียบว่า อาหารอะไรเกิดประโยชน์ หรือไม่เกิดประโยชน์ ถ้าอยากรับประทานแต่เป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรซื้อ

เมื่อทราบถึงภัยร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในความน่ารักของเด็กอ้วนแล้ว ผู้ใหญ่ยุคใหม่ควรเปลี่ยนค่านิยมจากเด็กอ้วนน่ารักมาเป็นการตระหนัก คิดใหม่ว่า เลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรให้สุขภาพดี ห่างไกลจากโรคอ้วนวัยเด็กกันดีกว่า

‘เมาแล้วขับ’ คนนั่งโดนด้วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367353?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เมาแล้วขับ’ คนนั่งโดนด้วย

29 มีนาคม 2562 – 09:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เมาแล้วขับ คนนั่งโดนด้วย
เปิดอ่าน 896 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 นายกฯ ‘ลุงตู่’ สั่งเอาจริง
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จนถึงวันนี้ผมคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัวเพราะต่างแย่งชิงกันเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราเป็นแค่คนนอกได้แค่เป็นกองเชียร์แต่เชื่อว่าจนถึงสงกรานต์นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยยังชื่อ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ คนเดิม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานเดือนมีนาคม พอถึงเมษายนก็จะเข้าสู่บรรยากาศของสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดยาวหลายวัน 13-16 เมษายน และบางคนลาหยุดก่อนและหลังเลยได้พักเป็นสัปดาห์ไปเลย

ช่วงนี้มีข่าวออกมารายวันเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะการใช้รถใช้ถนนซึ่งจะเข้มข้นกว่าทุกปี

ช่วงนี้นายกฯ ลุงตู่ อารมณ์ดีแม้มีฟิวส์ขาดอารมณ์เสียเป็นบางครั้งก็เป็นปกติของมนุษย์และผมอาจจะบอกย้ำเตือนว่าตำรวจจะจับคนนั่งรถที่มีคนเมาขับด้วยเพราะไม่ห้ามปราม ไม่มีละเว้น

ผมจึงขอแจ้งเตือนว่านอกจาก ‘เมาไม่ขับ’ แล้วยังต้องห้ามคนไม่ขับดื่มไม่งั้นจะโดนจับด้วยและทางที่ดีอย่าพกเหล้า-เบียร์ ของมึนเมาทุกชนิดขึ้นรถไปเพราะมีความผิดด้วย
สามารถ (ผู้ปรารถนาดี)


ตอบคุณ ‘สามารถ’ ผู้ปรารถนาดี
ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของคุณที่เขียนจดหมายส่งมา ซึ่งบางคนคิดว่ากฎหมายเรื่องคนนั่งรถไปหรือผู้ร่วมทางจะไม่มีความผิดเป็นเรื่องใหม่กฎหมายใหม่ แต่มีออกมานานแล้ว

ผมเลยขอให้ช่วยกันปฏิบัติคอยห้ามปรามคนขับดื่มและอย่านำเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดติดไปกับรถเพราะมีความผิดตามกฎหมายด้วย

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ก็ยังประกาศให้ทราบว่าใครที่ขับรถแล้วดื่มเหล้าชนคนตายต้องติดคุก เพราะกฎหมายเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ทำก็ละเว้น ก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังใช้รถใช้ถนน

หากใช้ความเร็วที่มากเกินไปและมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นจะต้องลงโทษคดีอาญาและคดีแพ่ง ไม่อย่างนั้นก็หลุดกันหมด รัฐบาลเอาจริงเอาจังแบบนี้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่โดยที่ไม่ใช่กฎหมายใหม่

ขอเตือนผู้ที่ขับรถด้วยความคึกคะนอง คนที่ชอบดื่มเหล้าเวลาขับรถ แม้กระทั่งคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็ต้องถูกพิจารณาด้วยที่ไม่ห้ามปราม

ขอให้จำไว้เป็น ‘กฎเหล็ก’ เลยนะครับ เพื่อตัวท่านเองและผู้ร่วมเดินทางและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

อ๊อด เทอร์โบ


ส่งท้ายวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองแต่เป็นสาระความรู้พอสังเขปเกี่ยวกับรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งใช้เวลากว่าสิบปีก่อสร้างและจะเป็นสถานที่สำคัญแห่งใหม่ของประเทศไทย

หวังว่า ส.ส., ส.ว.ทุกท่านจะมุ่งมั่นทำงาน ณ ‘สัปปายะสภาสถาน’ ที่สร้างจากเงินภาษีหยาดเหงื่อของประชาชน เพื่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไปตลอดกาล
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘รัฐสภาใหม่’ ใหญ่ติดอันดับโลก
สัปปายะสภาสถาน เป็นโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ของประเทศไทยและแห่งที่ 3 ของประเทศไทยแทนที่อาคารเดิมบริเวณข้างสวนสัตว์ดุสิตโครงการก่อสร้างตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนทหาร (เกียกกาย) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โครงการได้ริเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมพ 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมจัดหาสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จนมีมติเลือกที่เดินราชพัสดุถนนทหาร (เกียกกาย) เป็นสถานที่ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2562 โดยใช้งบประมาณเกือบ 4 หมื่นล้านบาท จะเป็นอาคารรัฐสภาใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่ามหาศาลาประชาชนของจีนมีทุกอย่างครบครันทั้งศูนย์ประชุม ห้องทำงาน ส.ส.และส.ว. ฯลฯ

คำว่า สัปปายะ แปลว่า สบาย แต่ในทางธรรม สัปปายะ หมายถึงสถานที่ประกอบแต่กรรมดี ซึ่งสมัยก่อนหากประเทศประสบกับปัญหาวิกฤติการณ์ในบ้านเมือง พระมหากษัตริย์จะสร้างสถานที่ขึ้นเพื่อใช้ในการปลุกขวัญและสร้างกำลังใจเนื่องจากความเชื่อเรื่องการดำเนินชีวิตในทางโลกียะจะต้องประกอบกับโลกุตระด้วย กล่าวคือการนำธรรมะมาใช้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตทางโลก

ซึ่งหากปัจจุบันบ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์ความเสื่อมทางศีลธรรมก็ต้องช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของคนในชาติเหมือนดังเช่นการสถาปนาเขาพระสุเมรุครั้งใหม่ขึ้นในยุครัตนโกสินทร์

คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่…แก้อาย “สิทธิมนุษยชน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่…แก้อาย “สิทธิมนุษยชน”

29 มีนาคม 2562 – 07:58 น.
คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่,สิทธิมนุษยชน
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

All human beings are born free and equal in dignity and rights.

“มนุษย์ทุกคนเกิดมามีความเป็นอิสระและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

ข้อความข้างต้นเป็นบทบัญญัติแรกของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”(Universal Declaration of Human Rights) ที่องค์การสหประชาชาติยกร่างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2490 หรือ 72 ปีที่แล้ว ตัวแทนจากประเทศไทยเป็น 1 ใน 48 ประเทศแรกของโลกที่ร่วมลงคะแนนเสียงรับรองข้อตกลงนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติใช้เป็นแนวทางดูแลคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพลเมือง

“จารึกทรงกระบอก”(Cyrus cylinder)

หนึ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือเป็นพลเมืองที่มีสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยวินาทีนี้ คือ

ความรู้สึกว่าไม่ได้รับ “ความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง”

ตอนนี้คนไทยแทบทุกคน ไม่ว่าเป็นกลุ่มเชียร์พรรคบิ๊กตู่ หรือเชียร์กลุ่มพรรคเพื่อไทย ต่างรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการทำงานของ “กกต.” ที่มีผู้คนร่วมลงชื่อถอดถอนผ่านเว็บรณรงค์ Change.org ทะลุ 8 แสนคนแล้ว

วินาทีนี้ไม่ว่า กกต.จะบอกตัวเลขอะไร พรรคไหนได้เท่าไร คงไม่มีใครอยากเชื่อถือมากนัก นอกเสียจากว่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดของจำนวนคะแนนเสียงจากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 9 หมื่นกว่าหน่วยทั่วประเทศไทย

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาคดีเหตุการณ์ระเบิดศาลอาญา เมื่อวันที่7มีนาคม2558ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก(ภาพจากFacebookศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

หากคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หมายความว่าพวกเรากำลังโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการไม่ได้รับความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง

ย้อนไปในอดีตการปกป้องคุ้มครอง “สิทธิมนุษยชน” ของประชาชน ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในโลกมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว จากเอกสารประวัติศาสตร์ “จารึกทรงกระบอก” (Cyrus cylinder) ที่พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียสั่งให้จารึกไว้ เพื่อประกาศเลิกทาสและให้เสรีภาพพลเมืองในการเลือกนับถือศาสนาอย่างอิสรเสรี

ใครสนใจอยากศึกษาเรื่องราวจารึกทรงกระบอกนี้แบบลึกซึ้ง คงต้องเดินทางไปดูด้วยตาตัวเองที่พิพิธภัณฑ์แห่งอังกฤษ (British Museum) เพื่อซึมซับความรู้สึกในจิตสำนึกสิทธิมนุษยชน แบบที่รัฐบาลไทยยังไม่ค่อยสนใจมอบให้พลเมืองของตัวเองมากนัก

ล่าสุด ตัวแทนองค์การสหประชาชาติทนไม่ไหว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศว่าไทยเป็น 1 ใน 38 ประเทศ ที่มี “พฤติกรรมน่าละอาย” เพราะไปละเมิดข่มขู่ ทำร้าย รังแก จับกุม ทรมาน กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 สำนักข่าวอัลจาซีราเสนอข่าวคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เผยแพร่รายงานการประชุมเกี่ยวกับ การประกาศรายชื่อ 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอาย (UN denounces ‘shameful’ reprisals on activists in 38 countries) เนื่องจากหน่วยงานรัฐในประเทศเหล่านี้มีพฤติกรรมไปจับกุมตัวหรือทรมานกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐโดยไม่มีพยานหลักฐาน

รายงานข้างต้น ยกตัวอย่าง “ไมตรี จำเริญสุขสกุล” ถูกเจ้าหน้าที่ทหารไทยแจ้งความว่าทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไปโพสต์เรื่องราวชาวบ้านที่ถูกทหารทำร้ายตบหน้า นายไมตรียังถูกคุกคามและข่มขู่ว่าจะฆ่าทิ้งด้วย หรือกรณีของ “อิสมาแอ เต๊ะ” เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี ที่ถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างการใช้กฎหมายตั้งข้อหากลั่นแกล้งนักสิทธิมนุษยชนอีกหลายรายในประเทศไทยด้วย

อดีตรัฐบาลทหาร คสช. รู้ดีว่าถูกต่างชาติจับตามองอย่างใกล้ชิด จึงพยายามประกาศนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้ เช่น คำประกาศ “สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เน้นส่งเสริมสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มชายขอบทั้งคนไทยและคนต่างด้าว มีคำสัญญาว่าจะเร่งแก้ไขกฎหมายให้ทุกคนได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน รวมถึงการชักชวนกลุ่มธุรกิจเข้าร่วมกับ “หลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีขั้นตอนการ “คุ้มครอง เคารพ เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจต่างๆ

แต่ดูเหมือนนโยบายข้างต้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2561 รัฐบาล คสช.ยังคงสอบตกเพราะล้มเหลวในการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ให้ดีขึ้นด้วย

หากพิจารณาจากสถิติคดีของ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนถึง 1 มีนาคม 2562 พบว่ามีทั้งหมด 176 คดี ให้ความช่วยเหลือรวม 356 คน แบ่งเป็น ชาย 247 คน หญิง 108 คน เพศทางเลือก 1 คน โดยขึ้นศาลพลเรือน 117 คดี ขึ้นศาลทหาร 59 คดี และอยู่ระหว่างสอบสวน 26 คดี อยู่ระหว่างพิจารณา 45 คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์/ฎีกา 16 คดี มีคดีถึงที่สุดแล้ว 89 ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวข้องกับ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

ในวันนี้ “คนไทย” กำลังจะได้รัฐบาลใหม่แล้ว หลังรอคอยนานกว่า 5 ปี ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาล ก็คงต้องทำตามคำมั่นสัญญาเป็นนโยบายหาเสียงผ่านเวทีสาธารณะ ว่าจะต่อสู้เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชน แก้ไขความน่าอายของประเทศไทย

ย้อนไปวันที่ 7 มีนาคม 2562 เครือข่ายปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งคนไทยและต่างชาติ จัดเวทีสาธารณะหัวข้อ “เปิดแนวคิดพรรคการเมืองกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน” ในวันนั้นมีแกนนำพรรคการเมือง 5 พรรคมานำเสนอนโยบายในเรื่องนี้ของตัวเอง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน และพรรคมหาชน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าได้รับเลือกเป็น ส.ส. จะไม่ละทิ้งคำสัญญาเหล่านี้

ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ “อลงกรณ์ พลบุตร” ที่กำลังเตรียมขึ้นแท่นเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่ของบิ๊กตู่ ก็มาร่วมให้คำสัญญาด้วยเช่นกัน โดยเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับประชาธิปไตย อ้างว่าเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่ขาดกันไม่ได้ ถ้าพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจะทำ 3 เรื่องสำคัญก่อนคือ 1.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทำกรอบสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมตามแนวทางทั้ง 21 ของยูเอ็น หรือองค์การสหประชาชาติ 2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ เช่น ตำรวจ ให้เปลี่ยนระบบส่งตำรวจให้ไปขึ้นตรงกับจังหวัดโดยตรง 3.ปฏิรูปกฎหมายที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ขณะที่ “วัฒนา เมืองสุข” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ที่มีโอกาสลุ้นเป็นแกนนำรัฐบาลชุดใหม่เช่นกัน ได้เคยเสนอนโยบายสำคัญจะทำหลังเลือกตั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ (restore economy) 2.การคืนอำนาจให้ประชาชน (return power to the people) และ 3.การปฏิรูปอำนาจรัฐ (reform government authority) โดยเน้นแก้ไขกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักประกันหรือเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ราคาถูกสุด

“พรรคเพื่อไทยจะปฏิรูปองค์กรที่ละเมิดสิทธิมากสุด เช่น กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม การยกเลิกเกณฑ์ทหารด้วย เพราะไม่สอดคล้องกับการป้องกันภัยคุกคามประเทศรูปแบบใหม่แล้ว ส่วนเรื่องความเท่าเทียมหญิงชาย หรือ กฎหมายแต่งงาน ก็จะให้เสรีภาพเต็มที่ เพราะคุณไปยุ่งอะไรกับพวกเขา ชายชอบชาย หญิงชอบหญิง มันก็เรื่องของเขา ไปหนักอะไรของคุณ ทำไมต้องเดือดร้อนด้วย เขาไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย หรือกระทบความมั่นคงอะไร ผมจะเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาถามว่าต้องการอะไร พรรคเพื่อไทยจะปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องหลักปฏิญญาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ” วัฒนากล่าวให้คำสัญญาในวันนั้น

ขณะที่ พรรณิการ์ วานิช ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 7 ของพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ ส.ส. อย่างแน่นอน ให้คำสัญญาว่า จะทบทวนประกาศและคำสั่งของ คสช.ทั้งหมด อันไหนที่ละเมิดสิทธิของประชาชนต้องยกเลิกและเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และจะยกเลิกกฎหมายพิเศษที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯลฯ เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ผล แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มเอาไปแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ ผ่านไปสิบกว่าปีใช้งประมาณไปกว่า 3 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง

“เรื่องแรกๆ ที่พรรคอนาคตใหม่จะรีบทำถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลคือ แก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพราะให้อำนาจรัฐมากเกินไป และไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน เช่น ยึดคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ที่จริงแล้วเนื้อหากฎหมายพวกนี้ต้องเน้นไปที่ป้องกันการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เน้นไปที่จับผิดเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านคอมพิวเตอร์ อย่าลืมว่า ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด รัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ไปทำลายเสียเอง”

“ปิยนุช โคตรสาร” ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” เกี่ยวกับคำสัญญาของตัวแทนพรรคการเมืองเกี่ยวกับ “การผลักดันสิทธิมนุษยชน” ว่า รู้สึกยินดีที่ผู้นำพรรคการเมืองมีนโยบายหรือคำมั่นสัญญาจะปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน เพราะ “ประชาธิปไตย” จะดำเนินไปได้ต้องควบคู่ไปกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพราะถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่นำไปสู่การเข้าถึงสิทธิประการอื่นๆ ส่วนคำสัญญาของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติจัดทำ “กรอบสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 21 สิทธิตามแนวทางของสหประชาชาตินั้น ถือเป็นเรื่องน่ายินดี อยากเสนอให้แต่งตั้งบุคลากรจากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานร่วมกัน และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการปฏิบัติงานได้อย่างอิสรเสรี

“ในวันนั้นมีข้อเสนอให้สร้างกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายด้วย เพราะที่ผ่านมามีการถูกโจมตี ข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักปกป้องสิทธิ และควรมีมาตรกสนป้องกันการทรมานหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี โดยกำหนดเป็นกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติงานของรัฐบาล รวมถึงการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ”

ห้วงเวลานี้…หากไม่เกิดวิกฤติความชอบธรรม “กกต.” ประเทศไทยคงจะได้รัฐบาลใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากนั้นคนไทยควรเตรียมตัวไปทวงถามสัญญา “พรรคการเมือง” ที่ได้รับเสียงโหวตจากพวกเราว่า เมื่อไรจะทำตามนโยบายหาเสียง ช่วยกู้หน้ากู้ศักดิ์ศรีให้ประเทศไทยหลุดออกจากรายชื่อประเทศที่มี พฤติกรรมน่าละอาย ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ?

รวมถึง การแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็น “การได้รับความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง” ด้วย

เพราะถือเป็นการ “ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อย่างรุนแรง จนทำให้คนไทยที่แตกแยกเป็นหลายฝ่ายหลายสีอาจกลับมารวมพลังกันได้อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมกว่านี้

หรือที่สากลโลกเรียกว่า Free and Fair Elections

เช็กก่อนเชื่อ..วิกฤติข่าวปลอมระบาดโซเชียล!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กก่อนเชื่อ..วิกฤติข่าวปลอมระบาดโซเชียล!

29 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ข่าวปลอม,โซเชียล
เปิดอ่าน 1,051 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สายตรวจระวังภัย..ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 62
จะว่าไปแล้วโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคมยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการรับรู้ข้อมูลข่าวสารบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะอยู่ที่ไหนก็ดูได้เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกวันนี้ก็ครอบคลุมทุกพื้นที่ อยู่หัวไร่ปลายนาก็ดูได้แบบสบายๆ

แต่ความสะดวกสบายของเทคโนโลยีก็มักจะมาพร้อมเรื่องร้ายๆ ได้เสมอ เพราะยังมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีหาผลประโยชน์หรือสร้างความวุ่นวายก่อให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังขึ้นในสังคม ยิ่งแล้วเป็นช่วงสถานการณ์สำคัญ หรือมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ประเทศชาติ ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของผู้คน เนื่องจากทุกวันนี้มีเว็บไซต์ที่ลง “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์ (Fake News)” อยู่ค่อนข้างมาก และมีการแชร์ไปบนโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะ “เฟซบุ๊ก” ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด

หลายคนอาจสามารถแยกแยะด้วยตัวเองได้ว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม ถึงกระนั้นยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถแยกแยะได้ หรืออาจแยกแยะได้ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งแล้วเป็นช่วงความร้อนแรงทางการเมืองของไทยตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนเลือกตั้งเสร็จสิ้น ยังมีการปล่อยข่าวปลอมมาระบาดบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอด โจมตีคนโน้น ป้ายสีคนนี้ แอบอ้างสื่อหลักก็มี ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวาย อาจเสียหายจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เฉกเช่นข่าวปลอมที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อโซเชียลมีเดียมีการแชร์ข่าว “ปลด กกต.” ทำให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.บก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. ออกมาอธิบายว่า ทางศูนย์เฝ้าระวังโซเชียล บก.ปอท.ตรวจสอบพบเป็นสำนักที่ตั้งขึ้นมาเพื่อนำเสนอข่าวปลอมที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ 2-3 วัน โดยแรกเริ่มจะเสนอข่าวที่มีอยู่ในโซเชียลทั่วๆ ไป ก่อนจะสร้างหรือผลิตข่าวปลอมออกมาให้คนหลงเชื่อแล้วแชร์ข่าวปลอมออกไปในสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจ ปอท.ออกมาชี้แจง และย้ำเตือนเรื่องข่าวปลอมที่แพร่ระบาด หากแต่ออกมาเตือนอยู่เป็นระยะและต่อเนื่อง นั่นแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมที่ระบาดบนโลกออนไลน์เข้าขั้น “วิกฤติ” ซึ่งนอกจากการเฝ้าระวังสืบสวนจับกุม ก็ยังแนะนำว่าประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ด้วยการตรวจสอบกับสำนักข่าวที่มีมาตรฐาน หรือ เว็บไซต์ของทางรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณา วิเคราะห์แยกแยะให้ดีก่อนว่าเรื่องหรือข่าวเหล่านั้นเป็นความจริง หรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดก่อนจะส่งหรือแชร์ต่อให้คนอื่น มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษสูง ทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับวิธีสังเกตข่าวปลอมด้วยตัวเองสามารถทำได้ง่ายๆ คือ 1.ดูชื่อเว็บไซต์ เป็นเว็บไซต์หรือสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงหรือไม่ แต่ก็ต้องระวังเว็บไซต์ที่ตั้งใจใช้ชื่อลอกเลียนแบบให้คล้ายกับสำนักข่าวชื่อดังด้วยซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นชื่อเดียวกันได้ 2.พิจารณาความสมเหตุสมผล ควรอ่านเนื้อหาให้ครบถ้วน อย่าอ่านแค่พาดหัว จากนั้นใช้ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์พิจารณาเนื้อหาของข่าวนั้นๆ 3.ตรวจสอบแหล่งที่มา โดยตรวจสอบดูว่าข่าวดังกล่าวนั้นมีต้นตอมาจากแหล่งไหน รวมทั้งเปรียบเทียบกับแหล่งข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีทั้งแหล่งข่าวในประเทศและต่างประเทศเพื่อดูว่าเนื้อหาตรงกันและถูกต้องหรือไม่ มีการบิดเบือนหรือเปล่า แหล่งที่มาของข่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และ 4.มีภาพประกอบยังเชื่อไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นตัวช่วยยืนยันว่าจะเป็นข่าวจริงเสมอไป ต่อให้เป็นภาพจริง หรือตัดต่อ ก็อาจเป็นภาพของข่าวอื่นที่ถูกนำมาใช้บิดเบือนประกอบข่าวปลอมได้เช่นกัน

เสรีภาพในการติดตามหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและรับผิดชอบต่อสังคม เพราะข่าวปลอมที่ระบาดล่าสุดจะยังไม่ใช่เรื่องสุดท้ายอย่างแน่นอน..!!