หลังเลือกตั้ง 24 มีนารัฐบาลข้างน้อยไต่เส้นด้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังเลือกตั้ง 24 มีนารัฐบาลข้างน้อยไต่เส้นด้าย

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 10:55 น.
รศอัษฎางค์ ปาณิกบุตร,พรรคประชาธิปัตย์,รศดรสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 2,297 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

นับถอยหลังเข้าสู่วันเลือกตั้ง อีก 2 วันก็จะถึงวันสำคัญของประเทศ “เลือกตั้ง 24 มีนาคม” หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมานานถึง 8 ปี การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะพาประเทศไทยก้าวเดินไปในทิศทางใด

เมื่อประชาชนได้เข้าสู่กระบวนการที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม กับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา สำหรับคนที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ ก่อนประชาชนอีกกลุ่มจะตบเท้าเข้าคูหาไปหย่อนบัตรกันในวันที่ 24 มีนาคมนี้ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันนั้น ในวันนี้นักวิชาการได้มองถึงทิศทางการเมืองไทยหลังเลือกตั้งกันอย่างไร

รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่า การที่ “พรรคเพื่อไทย” จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น “พรรคจะต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย”  เพราะจากกติกาที่มีอยู่ พรรคเพื่อไทยจะต้องได้ที่นั่งส.ส.มากกว่าครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโอกาสก็มีอยู่แต่เป็นไปได้ยาก

ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะออกมาปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ แต่คาดว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะอยู่สายเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ “ประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ต่อเมื่อ พรรคได้คะแนนมาเป็นที่สอง คือเป็นที่หนึ่งในฝ่ายของรัฐบาล” แต่ว่าทางด้านของพรรคพลังประชารัฐจะยอมหรือ ถ้าประชาธิปัตย์จะไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอนว่าถ้าเอาตามคำพูดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้าตามยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่สามารถเกิดการพลิกแพลงได้เสมออะไรก็คงจะเกิดขึ้นได้

เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯ แน่ 95% แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเลขในสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะถ้าพรรคพลังประชารัฐมีเสียงต่ำกว่า 275 หรือต่ำกว่าครึ่ง จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เริ่มต้นในการเสนอนโยบาย การบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องโดนคัดค้านตลอดเวลา และถ้าอยู่ยาวไปหน่อย ก็ต้องรอการลงมติไม่ไว้วางใจแล้วโหวตกัน “ตราบใดที่คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ แล้ว มีเสียงในสภาไม่ถึง 275 คุณประยุทธ์ก็อยู่ไม่ได้ ถึงมีอยู่ 251 ก็ไม่มีเสถียรภาพ เพราะต้องมีงูเห่าแน่ๆ” ในสภาผู้แทนราษฎร ส.ว.อาจช่วยให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่สามารถทำให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ได้ ถ้ามีเสียงต่ำกว่า 275 ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องยาก ทุกพรรคการเมืองต่างรู้ตัวว่า ลงตัวไม่ได้ เว้นแต่ฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันแล้วได้เกิน 250 ก็จะมีพรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. 30 หรือ 40 เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตอนแรกอาจจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ในที่สุดถ้าเห็นตัวเลขก็จะหันมาทางนี้

และแม้จะมีกระแสความกังวลถึงเรื่องเดดล็อกทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ “รศ.อัษฎางค์” คิดว่า ไม่น่าเกิด “ถ้าทุกฝ่ายรักประเทศกันจริง ไม่ใช่รักประชาชนจนน้ำลายไหล” เพราะอยากเห็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่ไม่มีคนเห็นแก่ตัว “ถ้าหากรู้ว่าตนเองไม่ได้แล้วดันทุรังอยู่ไปมันก็ไม่ถูกต้อง เสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสินอยู่แล้วว่าเขาเอาเราหรือไม่เอาเรา” เลยคิดว่าไม่น่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมืองขึ้น ถ้ามีสปิริตทางการเมืองกันจริงๆ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าหลังจากผ่านการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมไป ประชาชนเขาจะเอาใคร ใครเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็ควรจะมอบให้คนคนนั้นเขาไป แต่ถ้ามีการใช้เล่ห์เหลี่ยม ก็อาจจะเกิดเดดล็อกขึ้นได้เหมือนกัน แต่ควรจะเกิดน้อยมากถ้าเราพิจารณาถึงสปิริตทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และได้ระบุด้วยว่า ตัวแปรสำคัญทางการเมืองครั้งนี้คือ พรรคภูมิใจไทย แต่โอกาสที่พรรคขนาดกลาง จะได้เป็นนายกฯ นั้นคงยาก

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้สะท้อนมุมมองทิศทางด้านเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งไว้ว่า

หากพิจารณาจากแนวนโยบายของพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่า ผลข้อแรกที่จะเกิดขึ้น คงไม่เชิงเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ถ้าดูจากปัจจัยของแนวนโยบายที่ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากนัก กับข้อที่สอง คือ จะเห็นว่ามีแนวนโยบายประชานิยมค่อนข้างมาก เมื่อออกมาเป็นแบบนี้ “จะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในแง่ระยะสั้น แต่ไม่เชิงเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน”  ตัวที่จะมาช่วยเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับเรื่องของภาคต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุดจะมาในเรื่องแนวนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องจับตาดู เช่น แนวนโยบายที่กระตุ้นเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานจะทำได้มากมายขนาดไหน และจะมีการกระตุ้นในเรื่องของนโยบายประชานิยม ซึ่งก็มีขอบเขตจำกัดเรื่องงบประมาณอย่างไร

โดยปัจจัยที่จะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจดีขึ้นหลังเลือกตั้ง ปัจจัยอันแรก คือ เรื่องเสถียรภาพ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่อาจจะยังมีไม่มากนัก ตรงนี้อาจจะมีผลในแง่บวก ในสองเรื่องคือ ตลาดหุ้น เมื่อนักลงทุนรู้สึกว่าไม่มีการเกิด Disruption ทางการเมือง แม้เศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งจะมีแรงกระเพื่อมต่อไปได้บ้าง แต่ที่สุดแล้วถ้ารัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง ตัวนี้จะเป็นผลบวกในตลาดหุ้น เรื่องที่สอง คือ ถ้ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพ เราดูได้จากแนวนโยบายว่า มีการส่งเสริมเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางเอกชนแล้วก็ต่างประเทศจ้องอยู่ว่าเราจะกระทบหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าตัวนี้เป็นบวกขึ้นมา คนก็จะมีจิตวิทยาคิดว่าให้ดำเนินไป ส่วนจะเป็นผลบวกมากหรือบวกน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรัฐบาลเข้ามาแล้ว จะรักษาเสถียรภาพไว้อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนต้นหรือไม่

ปัจจัยที่สอง คือ จะดูว่ามีการชะลอตัวลงในเรื่องของการกระตุ้นสาธารณูปโภคพื้นฐานหรือไม่ และคิดว่าตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดเรื่องของคนที่เข้ามาลงทุน ที่เขากำลังมองจากนี้ไป 4-5 ปีข้างหน้า โครงสร้างการลงทุนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะขึ้นอยู่กับว่า ผลของการเลือกตั้งนั้น จะทำให้เขามีความมั่นใจ จากการมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งทางการเมืองหรือไม่ แต่ถ้ามีผลปรากฏออกมาว่า มีปัญหาเรื่องเดดล็อก หรือมีประเด็นปัญหาที่ดูท่าทางแล้ว จะมีเสถียรภาพได้ลำบาก ผลของการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นบวกกลับจะเป็นลบไปในแง่จิตวิทยา

เพราะพอเกิดเดดล็อก “จะเกิดประเด็นปัญหาว่า รัฐบาลจะมีความสามารถในการที่จะสร้างสรรค์ เสถียรภาพ ขนาดไหน” เดดล็อกตรงนี้อาจจะหมายความว่า

หนึ่ง ปัญหาก็คือ อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ว่าไม่สามารถมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะฉะนั้นพอไม่ได้เสียงข้างมาก ก็จะมีปัญหาที่ปกครองได้ แต่ออกกฎหมายไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นประเด็นที่กระทบในแง่ลบ ซึ่งตรงส่วนนี้ยังไม่ใช่ผลจากเดดล็อกทางการเมือง

กับอันที่สอง ในแง่ของเดดล็อกทางการเมือง เช่น การที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าจะไม่เข้าร่วมกับใครเลย ในกรณีนี้อาจเกรงกันว่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง แต่คิดว่าจริงๆ แล้วตัวเดดล็อกนี้สามารถคลายได้ คิดว่าที่ร้ายแรงที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเป็นรัฐบาลที่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะเสียงข้างมาก แต่ว่าในแง่การออกกฎหมายต้องพึ่งพาอีกพรรคหนึ่ง จึงขอเรียกตรงส่วนนี้ว่าเป็นเดดล็อกทางการเมือง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเดดล็อกเสียทีเดียว เพราะเชื่อว่า “เดดล็อกที่จะเกิดขึ้น ไม่ถึงกับมีการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

ในกรณีนี้คิดว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคที่เป็นพันธมิตร อีกฝ่ายคือพรรคพลังประชารัฐ และก็จะมีพรรคประชาธิปัตย์ ที่วางตัวมาอยู่ตรงกลาง พรรคที่เป็นกลางอีกประเภทหนึ่ง ก็คือ พรรคที่สามารถเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็มีหลายพรรค เช่น พรรคชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ฯลฯ เชื่อว่า “ลักษณะการจัดตั้งของรัฐบาล จะมีเดดล็อกได้กรณีอย่างเดียวคือ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก” ซึ่งยังคิดว่า “การที่จะเกิดเดดล็อกถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้นั้น จะไม่เกิดในความเห็นผม” ยังเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ความต้องการเสียงเพียง 126 เสียง ในการจัดตั้งรัฐบาลไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ที่เป็นห่วงคือ รัฐบาลจะบริหารได้ไหม ถ้าหากว่าไม่ได้คะแนนเสียงรวมกันแบบมีเอกภาพ

ทั้งได้คาดคะเนถึงทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้งด้วยว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล “หมายความว่าพรรคเพื่อไทยต้องเก่งมาก ที่สามารถชนะและได้ ส.ส.มากถึง 376 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย หรือไม่ก็เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ได้รับแรงสนับสนุนจากส.ว.” คิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยขึ้นมาได้ในลักษณะนี้ “ในระยะแรกทางพรรคเพื่อไทยก็คงดำเนินการหลายอย่างในเรื่องที่เคยได้ทำมาแล้ว เกี่ยวกับนโยบายทางด้านรากหญ้า แต่เอาเข้าจริงๆ มีข้อจำกัดอยู่ในแง่ของงบประมาณ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการกำหนดเลยว่าคุณจะหาตรงไหน” ข้อจำกัดตรงนี้จะทำให้ใช้จ่ายอะไรได้ยากขึ้น และเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญคือ “จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับระบบต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งตรงนี้จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่สูงขึ้น ที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” และถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรต่างกับพรรคเพื่อไทย ถึงแม้แนวนโยบายจะต่างกันบ้าง ส่วนในแง่ของการเมืองตรงนี้ก็สำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องเก่งเหมือนกับเพื่อไทยที่ต้องหาให้ได้ 376 คน หรือพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับความร่วมมือจากวุฒิสภา มองว่า “เสถียรภาพของคุณอภิสิทธ์เอง ต้องพึ่งพาทางด้านนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหาร” ในแง่นี้จะมีประเด็นปัญหาตั้งแต่ตอนต้นเลย ในเรื่องของการจัดตังรัฐบาล แต่ถ้าเป็นพรรคพลังประชารัฐจะเห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกของคนส่วนหนึ่ง “ต้องยอมรับว่าคนชนชั้นกลางจะรู้สึกว่ามันมีเสถียรภาพ เพราะว่าภายใต้รัฐบาลนี้ สามารถมั่นใจในเรื่องของวุฒิสภาได้ อย่างน้อยที่สุดเราต้องยอมรับว่า จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่สถาบันทหารก็ยังเป็นสถาบันที่มีองค์ประกอบที่การเมืองจะต้องคำนึงถึง อันที่สามหมายความว่าแนวโน้มนโยบายต่างๆ เหล่านี้พอจะเห็นได้ชัดจากความต่อเนื่องจากที่ทำเอาไว้”

ฤดูเลือกตั้งจบแล้ว “เพื่อไทย” ชนะ แต่พ่ายเกมตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366556?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤดูเลือกตั้งจบแล้ว “เพื่อไทย” ชนะ แต่พ่ายเกมตั้งรัฐบาล

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 09:52 น.
เพื่อไทย,เลือกตั้ง,พปชร,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,พรรคอนาคตใหม่,สุดารัตน์
เปิดอ่าน 7,924 ครั้ง

ทุกสำนักโพลล์ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง ตัวแปรฝ่ายประชาธิปไตยคือ “พรรคอนาคตใหม่” แต่การนำ “ลุงตู่” สู่เวทีปราศรัยก็อาจกระชากเรตติ้งส่งท้าย

000 ก่อนคืนหมาหอน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้องให้ผู้ที่ “ไม่เอาเผด็จการ” ไม่ต้องลังเลเลือกพรรคเล็กๆ เทคะแนนให้ “เพื่อไทย” พรรคเดียว เพื่อบรรลุเป้าหมายได้ ส.ส.รวม 250 เสียง ก็จะสู้กับ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนของฝ่าย คสช.ได้

000 ทุกสำนักโพลล์ ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึง 250 เสียง และเต็มที่คาดว่าน่าจะได้ 170 เสียง ส่วนพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย รวมแล้วก็คงได้ไม่เกิน 30 เสียง

000 ตัวแปรฝ่ายประชาธิปไตยคือ “พรรคอนาคตใหม่” ที่มาแรงในสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล หลายฝ่ายกังขาจะแปร “เสียง” ในโลกเสมือนจริงเป็น “คะแนน” ได้มากน้อยแค่ไหน แต่จากการหาเสียงในภาคอีสานโค้งสุดท้าย พรรคอนาคตใหม่ได้ใช้กลยุทธ์ “เก้าอี้” ระดมคนมาฟังการปราศรัยเหมือนพรรคการเมืองใหญ่ๆ ชอบทำกัน

000 การหันกลับมาใช้กลยุทธ์ “จัดตั้งมวลชน” มานั่งเก้าอี้ สะท้อนว่าแกนนำพรรคส้มหวานชักไม่มั่นใจว่า “เสียงสวรรค์” เมื่อถึงวันเลือกตั้งจะลอยหายไปหรือกลายเป็นคะแนน จึงต้องงัดกลยุทธ์นักเลือกตั้ง “มือยิงขั้นเทพ” มาใช้แก้ปัญหาเสียงดีไม่มีคะแนน

000 ฝ่าย “พรรคพลังประชารัฐ” ที่มากไปด้วย “นักเลือกตั้งอาชีพ” ซึ่งชำนาญการเลือกตั้งในพื้นที่ชนบทจะสังเกตเห็นกลยุทธ์ “ปราศรัยย่อย” สลับ “ปราศรัยใหญ่” ถี่มาก เพราะแกนนำ พปชร. รู้ดีว่ากติกาเลือกตั้ง “บัตรเดียว” และทุกแต้มถูกนับรวม ดังนั้นการจัดตั้งมวลชนโดยใช้ระบบ “เก้าอี้” ถือว่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการเดินสายเคาะประตูบ้าน

พรรคพลังประชารัฐ 80-90 ที่นั่ง

000 การพลิกเกมนำ “ลุงตู่” สู่เวทีปราศรัยได้สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบมากขึ้น ต้องยอมรับลุงตู่มีแฟนคลับ หากวันปราศรัยใหญ่ ลุงตู่ขึ้นเวที แล้วลิงค์ไปเวทีย่อยทั่วประเทศก็เชื่อว่าจะกระชากเรตติ้งส่งท้ายได้ระดับหนึ่ง

000 ประเมินว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะได้ ส.ส.เขต ประมาณ 60 เสียง เมื่อนับรวมคะแนน “ส.ส.พึงมี” ก็อาจทำให้ยอดรวม ส.ส.ทะลุ 80-90 เสียง เนื่องจากผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้อันดับ 2-3 จะทำแต้มได้ประมาณ 3 หมื่นคะแนน จะมากกว่า 100 เขตทั่วประเทศ

000 สำหรับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่หมายชิงอันดับ 2 กับพรรคพลังประชารัฐ ก็คาดหมายจะได้ ส.ส.รวม 150 เสียง แต่เอาเข้าจริง ปชป.อาจได้ต่ำกว่า 100 เสียง เพราะสนามเลือกภาคใต้ ที่หวังโกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ จะโดนตัดแต้มโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่

000 ด้าน “พรรคภูมิใจไทย” มีเป้าหมายการเก็บคะแนนอันดับ 2 เหมือนพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นความคาดหวังว่าจะได้ ส.ส.เขตก็ประมาณ 30 เสียง เมื่อรวมคะแนน ส.ส.พึงมี คงได้ประมาณ 60 ที่นั่ง

พรรคภูมิใจไทย 40 ที่นั่ง

000 พรรคเก่าอย่าง “พรรคชาติไทยพัฒนา” และ “พรรคชาติพัฒนา” ที่มีกลยุทธ์การเก็บแต้มแบบ “ล็อกเป้ายิง” ก็น่าจะได้ ส.ส.รวมทั้งสองระบบประมาณพรรคละ 15 เสียง

000 อีกไม่นานก็จะได้เห็นหน้า “ส.ส.ป้ายแดง” กันแล้ว อยากพูดถึง “ผู้แทนเก่า” ที่ชื่อ “จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต ส.ส.สุรินทร์ ผู้นำนวัตกรรมการตลาดการเมือง โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาจาก “นิภาพร” เป็น “ยิ่งลักษณ์” เพื่อลงสมัคร ส.ส. และได้จุดประกายความคิดให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ทั่วประเทศ

จ่าประสิทธิ์ พายิ่งลักษณ์ กราบขอคะแนนชาวบ้าน

000 สมัยเลือกตั้ง 2554 “จ่าประสิทธิ์” ได้เป็น ส.ส. เพราะอภินิหารเสื้อแดงบวกนารีขี่ม้าขาว และเลือกตั้งหนนี้ จ่าประสิทธิ์ลงสนามไม่ได้ ก็ให้ภรรยา-ยิ่งลักษณ์ ลงสนามเขต 6 สุรินทร์ พรรคเพื่อชาติ เจอกระแสข่าวลือมากมาย จ่าประสิทธิ์ต้องพาภรรยาไปกราบขอคะแนนชาวบ้าน น่าจะปิดตำนาน “ส.ส.เสื้อแดง” เสียแล้ว

กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง

000 เลือกตั้งจบแต่เกมบนท้องถนนไม่จบ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ในนาม “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” จะเดินหน้าทำกิจกรรมการเมืองต่อไป และครั้งนี้มี “นพ.ทศพร​ เสรีรักษ์” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ เข้าร่วมด้วย โดยตั้งเป้าว่าขอสู้ไปจนกว่าจะได้รัฐบาลของประชาชน พูดอีกนัยหนึ่งคือ ต้องได้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล

ไปเลือกตั้งกันเถอะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปเลือกตั้งกันเถอะ

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 410 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเชิญชวนทุกท่านที่มีสิทธิ์ลงคะแนนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ 08.00-17.00 น.

ขออนุญาตไม่ชี้แนะว่าลงคะแนนให้ใคร-พรรคใด แล้วแต่ดุลพินิจการตัดสินใจของท่านและขอเตือนว่าโปรดอย่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นอันขาดเพราะมีโทษตามกฎหมาย

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย-ตำรวจ ฯลฯ โปรดอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนให้ได้รับความสะดวกปลอดภัย
อนาคตของชาติอยู่ในมือท่านแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 อนุรักษ์ บางกะเจ้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวบ้านคนหนึ่งในบางกะเจ้า เพราะเกิดที่นี่ โตที่นี่ วันนี้เริ่มสงสัยว่าต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยยืนเรียงรายให้ความเขียวขจียามปั่นจักรยานผ่านมันหายไปไหน บ้านหลังใหญ่ๆ สวยๆ ผุดขึ้นแทนที่ ยังไม่นับป้ายประกาศขายที่ดินเยอะแยะเต็มไปหมด

บางกะเจ้าเหมือนปอดของกรุงเทพมหานครที่ใหญ่ที่สุด ช่วงนี้มีคนมาเที่ยวกันเยอะเพราะเดินทางสะดวก ไปเช้าเย็นกลับได้ จะไปปั่นจักรยาน แวะพิพิธภัณฑ์ แวะตลาดน้ำ แถมนั่งร้านกาแฟชิลๆ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนงบน้อย และมีเวลาน้อย

ผมกลัวว่าต่อไปอาจจะไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยมอื่นๆ มาเร็วไปเร็ว สุดท้ายพื้นที่สีเขียวกลายเป็นซากร้านค้าที่ไม่มีใครอยากมาเที่ยว

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคนที่เข้ามาในพื้นที่สีเขียวผืนนี้ว่า ผมและชาวบ้านยินดีต้อนรับทุกท่านเสมอ แต่การที่มีคนเข้าไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันแหล่งท่องเที่ยวก็จะค่อยๆเสื่อมลงไปหากไม่มีวิธีจัดการ

เมื่อกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีโครงการ “อาสาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว น้ำใส ไร้ขยะ” ผมและชาวบ้านขอชื่นชมนโยบายนี้ที่เห็นว่าบางกะเจ้าเป็นที่ที่ทุกคนต้องการอนุรักษ์ไว้ ช่วยทำให้ปอดของกรุงเทพฯ และแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด สีเขียวที่สุดของกรุงเทพฯ นั้น รักษาไว้ตลอดไป
อนุรักษ์ บางกะเจ้า


ตอบคุณ ‘อนุรักษ์’ บางกะเจ้า
ผมเองไปเดิน-วิ่งออกกำลังกายที่บางกะเจ้าบ่อยๆ ในวันหยุดเพราะไปมาง่ายสะดวกสบาย สมัยก่อนไม่ค่อยมีคน แต่ทุกวันนี้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตไปเรียบร้อยแล้วครับ

ด้วยเหตุนี้จึงมีผลกระทบตามมาคือเริ่มมีขยะ มลพิษ และหลายๆ อย่างตามมา ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบจัดการโดยด่วนก่อนจะสายเกินแก้

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนโครงการของรัฐมนตรีท่องเที่ยว ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ที่จัดโครงการ ‘อาสาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว น้ำใส ไร้ขยะ’

ขอให้ทำเป็น ‘บางกะเจ้าโมเดล’ ถ้าประสบความสำเร็จแล้วก็ขยายไปที่อื่นทั่วประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


 ดื่มน้ำสะอาดเพื่อสุขภาพ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังผู้ต้องการดูแลสุขภาพอย่างง่ายๆ)

ดิฉันเป็นคนรักและดูแลสุขภาพโดยเฉพาะผิวพรรณ สาวๆ ที่อยากมีผิวชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวลล่ะก็ ขอแนะนำให้ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำนี่แหละค่ะที่จะช่วยขับเอาสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น แถมยังช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

วิธีการเลือกน้ำดื่มสะอาด ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาดูกันว่าในชีวิตประจำวันเราจะเลือกน้ำดื่มแบบไหนให้มีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

1.ค่าความเป็นกรด-ด่าง การพิจารณาคุณภาพน้ำดื่ม ว่าดีหรือไม่ดี ต้องใช้ตัวชี้วัดหลายตัวชี้วัด เริ่มกันที่การวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง มีการกำหนดไว้ว่า น้ำดื่มจะต้องมีค่าอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ซึ่งมีความเป็นกรดหรือเบสเพียงเล็กน้อย สามารถดื่มได้ ไม่เป็นอันตราย

2.น้ำตู้หยอดเหรียญ ดื่มได้ จากการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำบริโภคในปี 2561 ของกรมอนามัยพบว่ามีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภค ร้อยละ 40.13 โดยน้ำประปาน้ำตู้หยอดเหรียญและน้ำบรรจุถัง 20 ลิตร มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภคมากที่สุด

3.น้ำประปาอยู่ในมาตรฐาน การตรวจวัดมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ที่ทางกรมอนามัยกำหนดเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำประปานั้น ใช้ตัวชี้วัดในการตรวจสอบมากถึง 21 ตัวชี้วัด ทั้งด้านกายภาพ เคมี แบคทีเรีย ค่าความกระด้าง ค่าความเป็นกรด-ด่าง ฯลฯ มั่นใจได้ว่าน้ำประปาไทยมีคุณภาพที่ดี

4.ดื่มน้ำต้มสุกปลอดภัยกว่า สำหรับพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสะอาด หากซื้อน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งที่ไม่มั่นใจในคุณภาพ ก่อนนำมาดื่มควรต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที แล้วเก็บในภาชนะที่สะอาดมีฝาปิดมิดชิด

5.หยดทิพย์ อ.32 ช่วยได้ ส่วนการนำน้ำจากแม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำผิวดินแหล่งอื่นๆ มาใช้โดยตรง ควรปรับปรุงคุณภาพน้ำและฆ่าเชื้อโรคก่อน ด้วยการแกว่งสารส้มชนิดก้อนในน้ำสักครู่ จะเห็นว่ามีตะกอนเริ่มจับตัวที่ก้นภาชนะ ตั้งทิ้งไว้สักพักจนตกตะกอนหมด จากนั้นเทเฉพาะน้ำที่ใสแล้วแยกออกมา

จากนั้นนำน้ำใสมาฆ่าเชื้อโรคต่อด้วยการใช้หยดทิพย์ อ.32 ของกรมอนามัย ซึ่งเป็นสารละลายคลอรีนชนิดเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วน 1 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเติมผงปูนคลอรีนตามปริมาณที่กำหนด จากนั้นปล่อยให้มีระยะเวลาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปใช้อุปโภคบริโภค

โปรดให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำมากขึ้น ดื่มให้เป็นความเคยชินถึงแม้บางครั้งเราไม่รู้สึกหิวกระหายน้ำก็ตาม และลดการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟ ชานมไข่มุก มาดื่มน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้องปกติเป็นประจำ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนรักสุขภาพค่ะ
ปูเป้ สายคลีน

‘ปปง.’ตั้งศูนย์ปราบการกระทำผิดเลือกตั้ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปปง.’ตั้งศูนย์ปราบการกระทำผิดเลือกตั้ง!

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตตปรีชา เจริญสหายานนท์,กกต,ปปง,การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เปิดอ่าน 581 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   ทีมข่าวอาชญากรรม

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศ และรัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามภูมิลำเนาของตัวเอง พร้อมทั้งกำหนดให้การซื้อสิทธิขายเสียงและการทุจริตในการเลือกตั้งเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งหลายหน่วยงานมีการตั้งศูนย์อำนวยการ หรือศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยช่วงการเลือกตั้ง จัดชุดทำงานสืบสวนหาข่าว เพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดดังกล่าว หากพบการกระทำผิดก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายในทันที

เช่นเดียวกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” เพื่อดำเนินการประสานและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก ส.ส. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ซึ่งตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม บัญญัติให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ปปง. อธิบายว่า ศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จะมีหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการประสานรับและส่งเรื่องจาก กกต. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานเพื่อขยายผลในการดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงรับหรือส่งรายงาน หรือข้อมูลเกี่ยวกับคดี เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ตามมาตรา 73 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการ 1.จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด 2.ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด” พล.ต.ต.ปรีชา ระบุ

ด้วยเหตุนี้ ปปง.จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่ลงสมัครเป็น ส.ส. ขอให้ระมัดระวังการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หรือการหาเสียงทุกรูปแบบ ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากจะเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งอาจถูกยึดและอายัดทรัพย์ได้ นอกจากนี้หากบุคคลใดมีพฤติการณ์ในการโอน หรือรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ปรีชา บอกด้วยว่า กล่าวโดยสรุปแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ตัวผู้กระทำความผิดเอง ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือนอมินี ที่รับโอนทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิดทุกคนก็ยังอาจต้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานฟอกเงินด้วย อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่พบเห็นผู้ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสมายังสำนักงาน ปปง. ได้ที่สายด่วน ปปง.1710

ว่ากันว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ถือเป็นวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ ซึ่งคนไทยผู้มีสิทธิทุกคนเป็นผู้กำหนด ฉะนั้นช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่าให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง..!!

ประชันนโยบายโค้งสุดท้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366402?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชันนโยบายโค้งสุดท้าย

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 13:15 น.
กระดานความคิด,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,พรรคชาติพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคชาติไทยพัฒนา,รรคเพื่อชาติ,พรรคประชาชาติ,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 648 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นพัฒนาการการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองต่างๆ เอา “นโยบาย” มาขาย มาประชันกันในการหาเสียงเลือกตั้ง มากกว่าเน้นตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส. เหมือนเมื่อก่อน

คราวนี้เรามาดูกันว่า… พรรคการเมืองแต่ละพรรค งัดเอานโยบายเด็ดอะไรบ้างมาอวดกันในช่วงโค้งสุดท้าย

  พรรคพลังประชารัฐ
– ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท, ปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน, อาชีวะ 18,000 ต่อเดือน
– บัตรประชารัฐ ต่อยอดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขยายจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สู่อีก 4 กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ, คนพิการ, สตรีมีครรภ์ และผู้ใช้แรงงาน
– ‘มารดาประชารัฐ’ ดูแลตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และจะดูแลต่อไปจนถึงอายุ 6 ขวบ
ตั้งครรภ์รับเดือนละ 3,000 บาท รวมสูงสุด 27,000 บาท
ค่าคลอด 10,000 บาท
ค่าดูแลเด็กเดือนละ 2,000 บาท จนครบ 6 ขวบ รวม 144,000 บาท
รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 181,000 บาท ต่อเด็ก 1 คน

    พรรคเพื่อไทย
– หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. เลือก “เพื่อไทย” ให้ถล่มทลาย
– ‘หวยบำเหน็จ’ ถูกรับเงินรางวัล ไม่ถูกเงินที่ซื้อหวยเข้ากองทุนเพื่อออมไว้ แล้วเบิกได้เมื่อเกษียณอายุ มีดอกเบี้ยและเงินปันผล
– ปรับหนี้ เติมเงิน ลดภาษี สร้างเศรษฐีใหม่
– พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้ภายใน 180 วัน เช่น พักหนี้เกษตรกร 3 ปี, ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท, เงินเดือนปริญญาตรีสตาร์ท 18,000 บาท
– ลดงบกลาโหม 10%, ยกเลิกเกณฑ์ทหาร
– สานต่อโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในชื่อ ‘30 บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่’

   พรรคประชาธิปัตย์
– กำจัดคอร์รัปชั่น ปราบโกงทุกรูปแบบ
– นโยบาย ‘สร้างชาติ : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย’ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายในชุดนโยบาย ‘แก้จน สร้างคน สร้างชาติ’
– สร้างดัชนีปิติ (PITI) หรือ Prosperity Index Thailand Initiative ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชนแทนการยึดจากจีดีพีเพียงอย่างเดียว
– เก็บรายได้ภาษีเพิ่มจากเศรษฐีที่ดิน-เศรษฐีทรัพย์สิน-เศรษฐีหุ้น และเก็บภาษีจากทุนผูกขาดที่ได้ใบอนุญาตพิเศษและสัมปทานจากรัฐ
– ปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 20%
– สนับสนุนการออมรองรับวัยเกษียณในตลาดทุนผ่าน RMF และปรับปรุงเกณฑ์ LTF
– ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 10%
– เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสนซึ่งหมายถึง การรับเบี้ย “เด็กเข้มแข็ง” 5,000 บาทในเดือนแรก และเดือนละ 1,000 บาท ไปจนเด็กอายุครบ 8 ปี
– เรียนฟรีจนจบ ปวส.
– ประกันรายได้แรงงานไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท ต่อปี

  พรรคอนาคตใหม่
– ป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารอีก โดยการ ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย อาทิ สถาปนาอำนาจของรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ, ลดงบประมาณทางทหาร, ลดนายพล, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
– ล้างมรดกบาปที่คณะรัฐประหารก่อไว้ ฟื้นให้รัฐธรรมนูญได้กลับมาเป็นกฎหมายสูงสุดจริงๆ
– เอาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกลับคืนมา
– ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ
– ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร
– ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ

    พรรครวมพลังประชาชาติไทย
– ชูหลักการ “พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์  ขจัดระบอบทักษิณ”
– ยกระดับราคาสินค้าเกษตร 100% ของต้นทุน

    พรรคชาติพัฒนา
– ไม่สร้างปัญหาทางการเมือง ภายใต้นโยบาย NO PROBLEM
– สร้าง กทม. เป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้นโยบาย กรุงเทพไม่มีปัญหา (ฺBangkok No Problem) อาทิ สมาร์ทคลีนแอร์ มีอากาศบริสุทธิ์, เชื่อมต่อการขนส่งมวลชน รถ ราง เรือ ให้มากขึ้น และพัฒนาตั๋วร่วมแบบไร้รอยต่อ, ส่งเสริมคน กทม. ให้เล่นกีฬา โดยสร้างสนามกีฬาให้ทั่วถึง
– ตั้งโครงการบ้านเกษียณสำราญ สำหรับผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านพักคนชรา เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 2,000 บาท

        พรรคภูมิใจไทย
– นโยบายปลูกกัญชาเสรี เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนหารายได้
– ขับ Grab  ถูกกฎหมาย แก้กฎหมายขนส่งเพื่อปากท้องประชาชน
– แบ่งปันกำไรภาคเกษตร
– พักหนี้ กยศ.

  พรรคชาติไทยพัฒนา
– ก้าวข้ามความขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงปฏิรูปแผ่นดิน
– ลดต้นทุนการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร มีกำไร 5,000 บาท ต่อไร่
– ส่งเสริมการรวมตัวสร้างนิคมการเกษตรเพิ่มอำนาจต่อรอง
– สร้างสวัสดิภาพเด็ก สตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
– ส่งเสริมความคล่องตัวในการทำงานของท้องถิ่นด้วยการเพิ่มงบประมาณ
– ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้
– ขยายการเกษียณงานเป็น 65 ปี ให้ผู้สูงอายุกู้ยืมเงินได้ 5,000-25,000 บาท เมื่อสมทบเงินเข้ากองทุนตามกำหนด

 พรรคเพื่อชาติ
– 1 ตำบล 1 นักศึกษาแพทย์ ให้ทุนนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ได้เรียนแพทย์
– ยกระดับ รพ.ตำบล ให้มีความทันสมัย
– ยกเลิกเอกสารสิทธิทุกประเภทให้เหลือเพียง ‘โฉนดใบเดียว’

          พรรคประชาชาติ
– ยกเลิกดอกเบี้ย กยศ.
– สนับสนุนกู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ย
– รักษาพยาบาลฟรี
– เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต่อปี
– ออกเอกสารสิทธิที่ทำกิน ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

   พรรคเสรีรวมไทย
– ปฏิรูปกองทัพ ตัดวงจรรัฐประหาร
เห็นนโยบายแต่ละพรรคการเมืองแล้ว นโยบายของพรรคไหนเข้าตาและคิดว่าทำได้จริง ให้คะแนนไปเลย

ศึกคนชายแดน ลูกชาย “ป๋าเหนาะ” เจอสายแข็ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366395?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกคนชายแดน ลูกชาย “ป๋าเหนาะ” เจอสายแข็ง

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 12:35 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,พรรคพลังประชารัฐ,เจ้าพ่อวังน้ำเย็น,สนธิเดช เทียนทอง,ตรีนุช เทียนทอง,เสนาะ เทียนทอง,พรรคประชาธิปัตย์,ป๋าเหนาะ
เปิดอ่าน 4,292 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

คนสระแก้วเพิ่งเห็น “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” หอบสังขารวัย 80 เศษ ขึ้นปราศรัยบนรถโมบาย 6 ล้อ ซึ่งในอดีตยี่ห้อ “เทียนทอง” ไม่ต้องปราศรัยก็เข้าป้ายสบายๆ

บังเอิญสมรภูมิเลือกตั้งสระแก้วเกิดการพลิกผัน เมื่อ “เทียนทอง” สายกำนันขวัญเรือน ย้ายไปสวมเสื้อพลังประชารัฐ จึงเหลือแต่สายป๋าเหนาะ ที่อยู่พรรคเพื่อไทย

เขต 1 “ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว ชน “สนธิเดช เทียนทอง” อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลวัฒนานคร

“ฐานิสร์ เทียนทอง”

เขต 2 “ตรีนุช เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว วัดฝีมือ พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น อดีต ส.ว.สระแก้ว

ส่วนเขต 3 “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว ทายาทของ “เสนาะ เทียนทอง” เจอคู่แข่งหน้าใหม่ “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” นักการเมืองท้องถิ่น มีฐานเสียงใน อ.อรัญประเทศ และ อ.ตาพระยา

“ตรีนุช เทียนทอง”

          ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐสระแก้ว จะแยกเป็น 2 สาย โดยสายสองพี่น้องตระกูลเทียนทอง “หนึ่ง-เหน่ง” อยู่ในสังกัดบ้านใหญ่พนมสารคาม-สุชาติ ตันเจริญ ส่วนเสี่ยสุรศักดิ์ ต่อสายตรง “พี่ใหญ่” ค่ายบูรพาพยัคฆ์

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 ที่ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว สุชาติ ตันเจริญ ได้นำผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา มาร่วมเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส.สระแก้ว เขต 2 ตรีนุช เทียนทอง แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “เทียนทอง” กับ “ตันเจริญ” ได้เป็นอย่างดี

“สรวงศ์ เทียนทอง”

เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.ตาพระยา และอ.วัฒนานคร (ต.ช่องกุ่ม และต.แซร์ออ) “สรวงศ์” เป็นแชมป์ในสนามนี้มาหลายสมัยแล้ว

สำหรับผู้ท้าชิง “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” พรรคพลังประชารัฐ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนวรรณ์ จำกัด รับเหมาก่อสร้าง และผู้จัดการตลาดเดชไทย (โรงเกลือ) เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ควบตำแหน่งรองประธานสภาเทศบาลตำบลอรัญประเทศ แถมยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ สุรศักดิ์ยังมีน้องชายชื่อ พ.ต.อ.สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว

“สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์”

ด้วยความเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมีชื่อเสียงในเขตเทศบาลตำบลอรัญฯ สุรศักดิ์ได้ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 19 ทำกิจกรรมสร้างบ้านตามโครงการ “ทบ.สร้างบ้านผู้ยากไร้” และกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ อีก

เลือกตั้ง 2554 สรวงศ์ เทียนทอง ได้ 52,138 คะแนน เอาชนะ พล.ท.อิสระ วัชระประทีป พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ 29,787 คะแนน แต่เลือกตัั้ง 2562 “บอย” ลูกป๋าเหนาะ เจอคู่แข่งสายแข็ง-สายเขียว จึงไม่ประมาท ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ในทุกอำเภอของเขต 3

“เสนาะ เทียนทอง”

เนื้อหาการปราศรัยของสองพ่อลูกหนีไม่พ้นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลขั้วเผด็จการและขอให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย เลือกสรวงศ์  เทียนทอง เพื่อขับไล่ขั้วเผด็จการ ไม่ให้สืบทอดอำนาจต่อไปได้อีก

เฉพาะป๋าเหนาะถึงขั้นลำเลิกเบิกประจานหลานรัก “ผมประชุมกับพรรคเพื่อไทยประกาศเจตนารมณ์ไม่เอาเผด็จการทุกรูปแบบ แต่พอหันหลังกลับบ้าน ต้องตะลึง เมื่อหลานทั้ง 2 แอบไปลาออกจากพรรคเพื่อไทยและย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่ได้บอกกล่าวผมสักคำ ซึ่งผมยอมไม่ได้ที่มีหลานเนรคุณ”

ขณะที่ “เหน่ง-ตรีนุช เทียนทอง” ได้ปราศรัยทุกเวทีว่า “ตรีนุช เปรียบเสมือนเป็นลูกหลานของตระกูลเทียนทอง คุณลุงเสนาะ เป็นคนที่รักเหมือนพ่อคนที่ 2 ของครอบครัว เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ความรักความผูกพันที่พวกเรานั้น ยังมีต่อพ่อใหญ่ไม่เสื่อมคลาย”

         ทุกฤดูเลือกตั้งที่ผ่านมา “ป๋าเหนาะ” ไม่เคยเหนื่อยเท่ากับครั้งนี้ มิเพียงต้องสู้กับหลานรัก หากยังต้องเผชิญหน้ากับ “พลังสีเขียว” ที่ไม่เคยมีปัญหากับตระกูลเทียนทองมาก่อน 

เลือกตั้ง 24 มี.ค.ปลอดภัย-บริสุทธิ์-ยุติธรรม ??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง 24 มี.ค.ปลอดภัย-บริสุทธิ์-ยุติธรรม ??

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 12:15 น.
ถอดรหัสลายพราง,เลือกตั้ง62,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บริสุทธิ์,ยุติธรรม
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ศูนย์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) ภายใต้การกำกับดูแลของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ได้กำหนดแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยเพื่อให้การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์-ยุติธรรมและคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย

แผนปฏิบัติการดังกล่าว เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานความมั่นคงระหว่าง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมสรุปแผนการดูแลรักษาความปลอดภัย ทั้งในเหตุการณ์ปกติ คือ

การอำนวยความสะดวกประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และหากกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

ต้องจัดชุดเฉพาะกิจ ดูแลพื้นที่เสี่ยง-พื้นที่ล่อแหลมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ รวมทั้งจัดชุดรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้งนี้ยังต้องเกาะติดงานด้านการข่าว เน้นความถูกต้องแม่นยำ ภายหลังมีการปลุกกระแส ‘โกงเลือกตั้ง’ อย่างต่อเนื่อง ให้จับตาสถานการณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการลงคะแนนในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม เป็นต้นไป โดยเฉพาะในห้วงการนับคะแนนและการประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากขั้นตอนดังกล่าว จะมีทั้งกองเชียร์-กองแช่ง มาเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้ง หากออกมาไม่ตรงใจ อาจเกิดการปลุกระดมทำให้เกิดความวุ่นวาย

สำหรับปฏิบัติการ ‘เฟคนิวส์’ หรือข่าวลวง

ที่จะส่งผลกระทบให้การเลือกตั้งเกิดความไม่เรียบร้อย พล.อ.ประวิตร เน้นย้ำให้ หน่วยงานเกี่ยวข้องออกมาตอบโต้ และเอาผิดกับบุคคลที่เผยแพร่อย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและง่ายต่อการเข้าถึงของประชาชนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ขณะเดียวกันภาคใต้ถือเป็นพื้นที่น่าห่วง

ภายหลังการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลุกลามไปยัง จังหวัดสงขลา

สตูล และพัทลุง โดย พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เตรียมแผนและมาตรการรองรับสถานการณ์ แบบจัดกำลังเต็มอัตราศึก ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ หรือการจัดชุดปฏิบัติการทางอาวุธ รวมถึงชุดลาดตระเวนในแบบจรยุทธ์ ให้ปฏิบัติการทันต่อเป้าหมายเพื่อเป็นการจำกัดการเคลื่อนที่ของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่

รวมถึงการสแกนพื้นที่หน่วยเลือกตั้งทุกจุด

เส้นทางลำเลียงหีบลงคะแนนเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หากประเมินแล้วมีความเสี่ยง อาจต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการลำเลียง

และถ้าเกิดกรณีฉุกเฉิน ก็จะมีชุดเคลื่อนที่เร็วทางอากาศ และภาคพื้นที่ดินคอยสนับสนุนเข้าพื้นที่ปฏิบัติการทันทีควบคู่กับการขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลที่มีหมาย ป.วิอาญา

“พล.อ.ประวิตร สั่งการให้กำชับกำลังพลทุกนายตื่นตัวในการปฏิบัติหน้าที่รักษาบรรยากาศประเทศให้เกิดความเรียบร้อย ลดเงื่อนไขที่จะกลายเป็นประเด็นให้ผู้ไม่หวังดี นำไปขยายผลและส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ภายหลัง มีการสร้างข่าวบิดเบือนทหารขนคนไปเลือกตั้ง การปลอมแปลงเอกสาร ทหารปฏิบัติการไอโอช่วยเหลือพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อหวังผลให้ประชาชนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งภัยแทรกซ้อนจากปัจจัยอื่น” แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุ

ส่วนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส) ได้ปรับลดกำลังทั่วประเทศไปแล้ว 70% จากเดิมมี 200 กองร้อย กองร้อยละ 150 คน รวมกำลังพล 3 หมื่นนาย และนายทหารประจำกองบัญชาการ 50 นาย ปัจจุบันคงเหลือ 150 กองร้อย กองร้อยละ 70 คน

นายทหารประจำกองบัญชาการ 10 คน เพื่อสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งและการลงพื้นที่หาเสียงของทุกพรรคการเมือง

แต่การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม กกล.รส.จะออกมาปฏิบัติหน้าที่ 100% อีกครั้ง โดยส่วนหนึ่งได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์นอกคูหาเลือกตั้ง

และอีกส่วนได้รับคำสั่งให้ดูแลพื้นที่ตั้งของหน่วยทหารพื้นที่สำคัญทางราชการ เพื่อป้องกันมือที่สาม สร้างสถานการณ์ปั่นป่วนให้เกิดขึ้น

โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ 7 ประการเดิม 1.การปฏิบัติต่อเป้าหมายบุคคลและการติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
2.การติดตามเฝ้าระวังสื่อโทรทัศน์โทรคมนาคม ระบบการติดต่อสื่อสารสถานีวิทยุชุมชน และสื่อออนไลน์
3.การควบคุมระบบคมนาคม การจัดตั้งด่านตรวจจุดตรวจ เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมาย และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย 4.การควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมต่อต้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการบริหารงานแผ่นดิน 5.การปฏิบัติการกิจการพลเรือน 6.การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. 7.การปฏิบัติตามนโยบายของ ผบ.กกล.รส.

นับถอยหลังอีก 3 วัน สู่การเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่เปลี่ยนประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางจับตามอง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นที่ยอมรับของประชาชนในประเทศและต่างชาติหรือไม่ ???

เปิดกลยุทธ์”วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพน้อยอีสาน พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดกลยุทธ์”วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพน้อยอีสาน พปชร.

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 11:45 น.
วิรัช รัตนเศรษฐ,ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 4,072 ครั้ง

โดย… ณัฐภัทร พรหมแก้ว

แกนนำกลุ่มนครชัยบุรินทร์  “วิรัช รัตนเศรษฐ” ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่รับผิดชอบพื้นที่นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และเลย ได้เปิด “บ้านรัตนเศรษฐ” ฐานบัญชาการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เครือเนชั่น” ในช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงถึงสถานการณ์ในพื้นที่เมืองโคราช ที่หลายพรรคการเมืองต่างหมายมั่นปั้นมือหวังยึดเป็นเมืองหลวงให้ได้

ขณะเดียวกันเลือกตั้งเที่ยวนี้สมาชิกใน “บ้านรัตนเศรษฐ” ต่างพาเหรดสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐกันพรึบพรับ โดย “วิรัช” ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 นางวลัยพร รัตนเศรษฐ น้องสาวแท้ๆ ลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29 นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา เป็นผู้สมัคร ส.ส. เขต 7 นครราชสีมา นายอฐิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ผู้สมัครส.ส. เขต 6 นครราชสีมา นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 นครราชสีมา และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยานายวิรัช เป็นผู้สมัครส.ส. เขต 8 นครราชสีมา

“วิรัช” ให้เหตุผลการมาร่วมชายคาเมื่อวันมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ว่า “ได้สอบถามประชาชนว่ามีพรรคการเมืองใดที่ดูแลประชาชนชัดเจน เราจะอยู่ตรงนั้น วันนี้พรรคพลังประชารัฐดูแลชัดเจน”

“วิรัช” เคยรับหน้าที่เลขานุการของ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกฯ ผู้ล่วงลับ ได้เรียนรู้เคล็ดวิชามากมาย ผ่านการเป็นส.ส.มาหลายสมัย และเคยขึ้นถึงเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” ครั้งสังกัดพรรคชาติไทย แต่ก็มีเหตุให้ต้องลาออกไป เนื่องจากเจอข้อครหา “โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้” ด้วยการอนุมัติจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักแพงเกินจริงที่มอบให้ชาวบ้านนำไปปลูก

ขณะที่ปัจจุบันยังมีกรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ไต่สวนกรณีกล่าวหาความโปร่งใสโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลอีกด้วย

“เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหาและต้องใช้เวลาอีกนาน ทุกคนต่างมีปัญหาหมด ไม่มีใครที่ไม่มี ผมไม่ได้กังวลอะไร และขอย้ำว่าการเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีเรื่องข้อแลกเปลี่ยนทางคดีในป.ป.ช.” วิรัช ชี้แจงเรื่องนี้ในวันสมัครสมาชิกพรรค

หากในสนามเลือกตั้งเวลานี้บทบาทของ “วิรัช” เรียกว่าเป็น “แม่ทัพน้อยอีสาน” ของ “พลังประชารัฐ” ก็ไม่ผิด การเดินสายปราศรัยแทบทุกเวลาที เขาใช้ไม้เด็ดคือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เขาให้ชื่อใหม่ว่า “บัตรลุงตู่” วิรัช พยายามตอกย้ำให้ชาวบ้านจดจำว่าของอุปโภคบริโภคที่ได้กินได้ใช้ก็เพราะบัตรใบนี้ หรือเพราะลุงตู่

          โดยเฉพาะกลยุทธ์หาเสียงโค้งสุดท้าย เขาบอกแค่ว่าต้องพยายามบอกกับประชาชนว่าสิ่งที่ชาวโคราชได้รับจากการดูแลของพล.อ.ประยุทธ์ ในหลายเรื่องเป็นอย่างไรเท่านั้น

“คนโคราชชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา ยังไม่เคยมีนายกฯ คนไหนมีผลงานเด่นชัดให้คนโคราชจับต้องได้เช่นนี้มาก่อน เห็นได้จากโครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และรัฐบาลนี้ยังได้อนุมัติรถไฟรางเบาวิ่งในเมืองโคราชอีกด้วย ตรงนี้ถือว่านครราชสีมาได้รับการดูแลอย่างจริงใจ เราต้องขอบคุณในฐานะตัวแทนพี่น้องประชาชน”

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นชาวโคราชด้วยนั้น มีผลกับความนิยมของพรรคมากน้อยแค่ไหนไม่รู้ แต่ที่ “วิรัช” สามารถพูดแทนคนโคราชได้ คือคนโคราชรู้สึกว่าใครที่ทำเพื่อบ้านเมืองคนโคราชสนับสนุน ขณะเดียวกันใครที่คิดเอาโคราชมาหลอกลวง คนโคราชจะลงโทษ

          “ตลอดระยะเวลาที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา 30 กว่าปี จนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ายังไม่มีนายกฯ คนไหนที่ดูแลประเทศไทย ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกครัวเรือน ให้ทุกเดือนตรงเวลา ตรงนี้เป็นจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถครองใจชาวบ้านได้” วิรัช กล่าวย้ำ

แม้จะยอมรับว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มาร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านพลาดโอกาสพบเจอแคนดิเดตนายกฯ ผู้นี้ แต่นั่นคงไม่มีผลกับกระแสความนิยมในพื้นที่ว่าจะดีหรือไม่ ซึ่งวิรัชระบุว่า เรื่องนี้ต้องบอกว่ากระแสดีขึ้นโดยระบบของมัน ถึง พล.อ.ประยุทธ์มา คนโคราชก็รัก ถึงไม่มาก็รัก จะยังไงก็รัก!!!

ทั้งนี้ “นครราชสีมา” ถือเป็นจังหวัดใหญ่ มีถึง 14 เขตเลือกตั้ง “วิรัช” พูดจากความรู้สึกโดยตรงว่า “ผมอยากได้ทุกเขต แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าอาจจะขาดไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม กว่าพรรคอื่นจะชนะพลังประชารัฐ ก็ต้องบอกว่าลำบากจริงๆ ผมรู้ว่าทุกพรรคพยายามสุดความสามารถ แต่ในความพยายามนั้น เขาอาจแพ้เราบ้าง”

นอกจากพื้นที่ “นครราชสีมา” แล้ว ยังมีพื้นที่รับผิดชอบอีก 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์ และเลย รวมกันทั้งหมดมี 38 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัครของพรรคทุกคนพร้อมที่จะดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยนโยบายที่ออกมาสามารถดูแลได้มากกว่าทุกพรรค อย่ามาใช้วาทกรรมเศรษฐกิจแย่ ความจริงมันไม่ได้แย่ ดังนั้นการที่ตั้งเป้ากวาด ส.ส. ให้ได้มากกว่าครึ่งจากทั้งหมด 38 เขตนั้น วันนี้ยังไม่รู้จะมากหรือน้อยกว่าที่คิดไว้

          “คนที่จะมาสร้างอีสาน มาดูแลพี่น้องชาวอีสาน นาทีนี้จากประสบการณ์ที่เป็นผู้แทนฯ มา 30 กว่าปี ไม่มีใครดีเท่า พล.อ.ประยุทธ์ ขอยืนยัน วันนี้จะใช้คำนี้ก็คงไม่ผิดว่า คนโคราชมีขวัญใจคนใหม่แล้ว คือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านทุ่มเทในการพัฒนานครราชสีมามากกว่าทุกๆ นายกรัฐมนตรีที่เคยมีมา”

ส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มีผลงานและคะแนนนิยมในภาคอีสาน ทาง “แม่ทัพน้อยอีสาน” ของพปชร. ตอบทันทีว่า “แน่นอน ผมกล้ายืนยันได้เลยว่ายังไม่มีโครงการไหนเลยที่นายทักษิณทำให้คนโคราชที่เห็นชัดเหมือนพล.อ.ประยุทธ์”

“ส่วนใครจะบอกว่าท่านเป็นเผด็จการ ผมยืนยันได้เลยว่า วันนี้ท่านสืบทอดเจตนารมณ์เรื่องเดียวคือ ทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย นี่ถือว่าดีที่สุด แต่ถ้าเลือกคนอื่นผมไม่กล้าการันตีว่าอะไรจะเกิดขึ้น และพรรคพลังประชารัฐไม่ได้สืบทอดอำนาจจากใคร แต่สืบทอดความสงบเรียบร้อย”

ดังนั้นงานสำคัญของ “วิรัช” และครอบครัว “รัตนเศรษฐ” เที่ยวนี้จะเป็นไปตามเป้ามากน้อยแค่ไหน จะได้รับการปูนบำเหน็จจากผู้ใหญ่ที่คอยแบ็กอัพอย่างเต็มที่ ด้วยการตอบแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใด ทุกอย่างจะปรากฏหลังวันหย่อนบัตร 24 มีนาคม 2562

“ทวี”มั่นใจประชาชาติคว้า25ส.ส.หากขั้วตรงข้ามดื้อ “จบในสภาแน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ทวี”มั่นใจประชาชาติคว้า25ส.ส.หากขั้วตรงข้ามดื้อ “จบในสภาแน่

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 10:24 น.
ประชาชาติ,วันมูหะมัดนอร์ มะทา,พตอทวี สอดส่อง,ณหทัย ทิวไผ่งาม,พรรคประชาชาติ
เปิดอ่าน 2,361 ครั้ง

“พรรคประชาชาติ” คือพรรคที่หลายคนมองว่าอยู่ขั้วต้านการสืบทอดอำนาจ และหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้

“ประชาชาติ” ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 215 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 58 คน ส่วนบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคมี 3 ชื่อ ได้แก่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค และ น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรค

เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ว่า “ช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง พรรคมีความพร้อม เน้นให้ผู้สมัคร ส.ส.เข้าพบประชาชนและปราศรัยในทุกภาค เพื่อชี้จุดยืนของพรรคที่ต้านเผด็จการและอธิบายนโยบายพหุวัฒนธรรมของพรรค โพลล์ของพรรคชี้ว่า คะแนนนิยมดีขึ้นในหลายจังหวัด เช่น อำนาจเจริญ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ขอนแก่น เลย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พรรคน่าจะได้ ส.ส. แคน เป็นอย่างน้อย ฉะนั้นพรรคน่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบ 25 คน”

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า “ถ้าเราคิดว่าเสาหลักในการทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ผมมองว่ามีอยู่ 4 เสาหลักคือ เสาหลักที่ 1 เสาหลักทางด้านการเมืองการปกครอง เสาหลักที่ 2 คือเสาหลักทางด้านสังคมซึ่งแยกเป็นศาสนากับการศึกษา เสาหลักที่ 3 คือเรื่องทางเศรษฐกิจ ส่วนเสาหลักที่ 4 คือเรื่องความมั่นคง
ทั้งสี่เสาหลักนี้จะต้องมีความสมดุล แต่เรื่องใหญ่คืออำนาจทางการเมืองพรรคการเมืองจะเป็นเสาหลักที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับคืนมา ย้ำว่า พรรคประชาชาติต้องการจะมาทำงานการเมือง คือเจตนารมณ์เพื่อจะเข้าไปบริหารและปกครองประเทศในช่องทางประชาธิปไตย”

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า วันนี้กระแสพรรคประชาชาติในอีสาน ได้ไปทำโพลล์แล้ว หลายจังหวัดพรรคจะมี ส.ส.ด้วย วันนี้พรรคประชาชาติ เป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยโอกาสที่พรรคประชาชาติจะก้าวไปสู่จุดหมายนั้น เราต้องทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้และต้องรวมกันให้ได้ 376 คนขึ้นไปจากการเลือกตั้งครั้งนี้แม้จะค่อนข้างยากก็ตาม เพราะพรรคที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมต้องมี ส.ส.อย่างน้อย 250 คนที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้

การเมืองช่วงจากนี้ไปจะเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (เหตุการณ์รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 โดยคณะปฏิวัติภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร พล.อ.เกรียงศักดิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ และร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 แต่สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหารจนกระทั่งได้ฉายาว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายหลังการเลือกตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งภายใต้หลากปัญหาและมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล จนมีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา สมัยที่สอง ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ได้แถลงชี้แจงถึงปัญหาที่ผ่านมา และได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)

          “ผมมองว่าหากอีกฝ่ายยังขืนกระแสและพยายามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยให้ส.ว. 250 คนมาลงมติเลือกนายกฯ และมีพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่งไปร่วมตั้งรัฐบาล แน่นอนว่าทางนั้นจะพยายามทำให้สำเร็จ สมมุติว่าทำได้จริง ประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่เกิดขึ้นได้ หากวันนั้นเราได้บางคนตามที่เป็นข่าวแล้วทำงานไประยะหนึ่ง วันนั้นพรรคประชาชาติจะร่วมลงชื่อหรือเป็นแกนนำในยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ วันนั้น ส.ว.ก็มาร่วมลงมติไม่ได้ ถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินแบบใด เรื่องนี้ต้องจบในรัฐสภา”

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมี ส.ส.งูเห่าภาคสาม ตามที่หัวหน้าพรรควิเคราะห์ไว้หรือไม่นั้น เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “วันนี้ต้องยอมรับว่าระบบเผด็จการไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศชาติได้ ระบอบเผด็จเป็นระบอบที่คนกลุ่มหนึ่งมีความสุข ประชาชนส่วนใหญ่มีความทุกข์ ประชาชนต้องออกมาบ่นว่าไม่ไหวแล้ว สภาพเศรษฐกิจแย่มาก ประชาชนต่างเฝ้ารอวันที่จะเลือกตั้งเร็วๆ แต่บ้านเมืองขณะนี้เป็นบ้านเมืองที่ป่วยจนต้องหายาขนานใหม่ ยาขนานนั้นคือยาประชาชาติ ยาประชาชาติซึ่งจะเป็นการรักษาประเทศไทยและจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้น”

          เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “ตอนนี้การซื้อเสียงจากพรรคใหญ่บางพรรคเกิดขึ้นแล้วในหลายเขต ขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกติกาที่ชัดและไปตรวจสอบด้วยเพื่อนำคนทำผิดออกไปจากเส้นทางการเมือง เพราะพรรคต่อต้านเรื่องนี้ เพราะหากซื้อเสียงก็จะมีการถอนทุนด้วยการทุจริตในช่วงเป็นรัฐบาล จากนั้นก็จะมีการยึดอำนาจ วงจรอุบาทว์กลับมาแบบเดิม หัวหน้าพรรคย้ำทุกเวทีว่าอย่าให้เงินซื้อประชาชนได้ ต้องตอบแทนในคูหาเลือกตั้งกับคนพวกนี้”

          “หากวันนั้นเราได้บางคนตามที่เป็นข่าวมาเป็นนายกฯ พรรคประชาชาติจะร่วมลงชื่อหรือเป็นแกนนำในยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนั้น ส.ว.ก็มาร่วมลงมติไม่ได้ ถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินแบบใด เรื่องนี้ต้องจบในรัฐสภา”

‘1762’ สายด่วนสงกรานต์ 24 ชม.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘1762’ สายด่วนสงกรานต์ 24 ชม.

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 10:10 น.
สงกรานต์,สายด่วน1762,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 247 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ร่วมสงกรานต์วิถีไทย
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนเหนืออยู่ลำปางเมืองรถม้า ทุกปีจะกลับบ้านไปทำบุญตักบาตรตามประเพณีไทยในช่วงสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทยและวางแผนว่าปีนี้จะขับรถกลับบ้านและไปแบบสบายๆ ออกเดินทางก่อนวันหยุดยาวเพราะช่วงนั้นรถจะเยอะเดินทางลำบาก

ทุกปีที่ผ่านมามักจะมีปัญหาเรื่องการเล่นสงกรานต์บ่อยๆ ไปในทางลามกอนาจาร ซึ่งผมดีใจที่ทางรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศแนวทางหรือโยบายหลักช่วงเทศกาลสงกรานต์และขอสนับสนุนตามข่าวที่ประกาศมาว่า

การจัดงานประเพณีสงกรานต์ปีนี้ จัดงานภายใต้แนวคิดสงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ทุกชีวาปลอดภัย ส่งเสริมประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย สะท้อนถึงวิถีชีวิตด้วยการทำบุญตักบาตร เข้าวัด สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ เล่นน้ำอย่างคุ้มค่า และเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หน่วยงานต่างๆ ได้กำหนดแนวทางและมาตรการจัดงานประเพณีทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงจังหวัดที่มีพื้นที่ติดประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

แบ่งเป็น 3 แนวทาง 14 ด้าน ได้แก่ 1.การรณรงค์จัดสงกรานต์แบบไทย อาทิ สืบสานประเพณีท้องถิ่น รณรงค์แต่งผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น “ไม่แป้ง ไม่โป๊ และไม่แอลกอฮอล์” โดยจะจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังร่วมกับตำรวจ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นความไม่เหมาะสมต่างๆ อาทิ โชว์สรีระอนาจาร ลวนลาม คุกคามทางเพศ ทะเลาะวิวาท แจ้งสายด่วน 1762 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2.รณรงค์ใช้น้ำคุ้มค่า งดใช้รถบรรทุกตระเวนสาดน้ำในพื้นที่ต่างๆ กำหนดเวลาเล่นน้ำ ห้ามใช้แป้งและสี ไม่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เล่นน้ำอย่างสุภาพ

3.รณรงค์ทุกชีวาปลอดภัย ขอความร่วมมือสถานบันเทิง กำหนดเวลาเปิด-ปิดงาน และงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ตามเวลาที่กำหนด

ใช้มาตรการเมาไม่ขับ ปลอดแอลกอฮอล์ มีวินัยจราจร เน้นการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยว ส่งคนกลับบ้านปลอดภัย ตรวจจับความเร็วรถ จัดโซนนิ่งดูแลการจัดงานป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม มูศูนย์แจ้งเตือนภัยสภาพอากาศแก่ประชาชน

ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขในการเล่นสงกรานต์ จึงได้แจ้งมาตรการเหล่านี้มาและขอร้อง ขอความร่วมมืออย่าให้เกินเลยมากมายขาดสติจนโดนตำรวจจับแล้วจะเสียใจภายหลัง
ไพโรจน์ (ลำปาง)

ตอบ คุณ ‘ไพโรจน์’ ลำปาง
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนติดปีกบินนะครับ นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่าจะมีประชาชนเดินทางไปทำบุญและท่องเที่ยวต่างจังหวัดมากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่กรุณาแจ้งแนวทางนโยบายการจัด-การเล่นสงกรานต์ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขอร่วมสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะ ‘สายด่วนสงกรานต์ 24 ชม. 1762’ นี่ยอดเยี่ยมมากและขอให้มีเจ้าหน้าที่ประจำการบริการดูแลช่วยเหลือประชาชนตามแผนด้วย ไม่ใช่โทรไปแล้วไม่มีใครรับสายหรือตอบคำถามอะไรไม่ได้จะเปล่าประโยชน์

นอกจากการเล่นสงกรานต์ตามวิถีไทยแล้ว ขอเตือนเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ในการเดินทางช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ด้วยเพราะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและถือคติว่า ‘เมาไม่ขับ’ และ ‘ง่วงหรือเพลีย’ ก็ไม่ขับให้จอดพัก

ขอให้ทุกหน่วยงาน เช่น ตำรวจทางหลวง, ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจท้องที่และอาสาสมัคร ฯลฯ ช่วยดูแล-ช่วยเหลือประชาชนด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางแจ้งข่าวอันเป็นมหามงคลสำหรับท่านที่สนใจจะบวช-ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
จึงขอบอกบุญมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 บวชเฉลิมพระเกียรติ
มหาเถรสมาคม(มส.) มีมติจัดโครงการบรรพชาอุปสมบท ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 2-16 พฤษภาคม จำนวน 6,810 รูปทั่วประเทศ

คณะสงฆ์กรุงเทพฯ มีมติเลือกวัดพิชยญาติการามเป็นศูนย์กลางในการจัดโครงการดังกล่าว โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท เตรียมเอกสารหลักฐาน ประกอบด้วยรูปถ่ายหน้าตรง 1-2 นิ้ว สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด ใบรับรองแพทย์ และต้องมีผู้ปกครอง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือญาติมาเซ็นรับรองเอกสารในวันที่สมัคร 1 ชุด

โดยผู้สมัครเข้าร่วมบรรพชาอุปสมบทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ท่านที่สนใจจะร่วมเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์โครงการนี้ร่วมทำบุญผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ สาขาเฉลิมนคร ชื่อบัญชี วัดพิชยญาติการาม วรวิหาร โครงการอุปสมบทเลขบัญชี 037-255705-0 สอบถามได้ที่ไลน์ @thai9599 หรือเฟซบุ๊ก : วัดพิชยญาติการาม วรวิหาร โทร.0-2438-1738, 08-8565-1915, 09-3915-3995