เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,โรคซึมเศร้า,วัยรุ่น
เปิดอ่าน 546 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุการณ์การฆ่าตัวตายของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายรายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย งานจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จึงใช้หัวข้อ “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็น นักจิตวิทยา นักการศึกษา จิตแพทย์ และ องค์กรอาสาสมัคร ร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเสวนาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากรของงานเสวนาอธิบายว่า อาการเศร้าเป็นอารมณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับมนุษย์ แต่กระบวนการฟื้นฟูจากอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อเศร้าแล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แต่หลายคนมีอาการซึมเศร้าหนักขึ้น และกลายเป็นโรคซึมเศร้าตามมาในท้ายสุด

ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าอาการซึมเศร้าจะถูกกระตุ้นจากอาการเสียศูนย์จากปัจจัยต่างๆ เช่น การถูกประเมิน ทั้งคะแนนสอบ เมื่อผิดหวังไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็จะเสียศูนย์ หรือแม้แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความรักความสัมพันธ์ และความรู้สึกผิด ก็ล้วนมีผลเช่นกัน

“แม้แต่คนที่เกิดอาการเสียศูนย์อย่างฉับพลันก็ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีวิธีรับมือต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายในตัวว่าจะทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร้ายแรงแค่ไหน เนื่องจากคนแต่คนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน มีรูปแบบความคิดต่างกัน มองโลกไม่เหมือนกัน”

และเป็นเหตุให้การแสดงออกของแต่ละบุคคลต่างกันไปด้วย บุคคลที่มีอาการซึมเศร้าอาจมีพฤติกรรมบางประการที่ต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุน ดังนั้นปัจจัยแวดล้อม เช่น ครู เพื่อน ครอบครัว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นที่พึ่งพิง

ผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ หัวหน้าภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้าในนักศึกษาพบว่า นักศึกษาที่เรียนชั้นปีสูง ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า และมีมากกว่าร้อยละ 6.4 ที่ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชี้อีกว่า ชีวิตของนักศึกษากว่า 50 เปอร์เซ็นต์เกี่ยวข้องกับการเรียนหนังสือ ดังนั้นครูอาจารย์จึงมีบทบาทสูงมากในความชอบหรือไม่ชอบในการเรียน ขณะเดียวกัน คนที่นักศึกษาขอรับความช่วยเหลือเป็นคนแรกคือเพื่อน ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายมาจากปัญหาการทะเลาะกับคนใกล้ชิด รวมถึงปัญหาจากการเรียนหนังสือ

อาจารย์ปิยวรรณกล่าวว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การสอบได้คะแนนไม่ตรงตามความคาดหวังคือตัวแปรที่ทำให้เด็กอาจเกิดการเสียศูนย์ เด็กที่สอบได้คะแนนดีมาตลอด แต่เมื่อได้คะแนนลดลงอาจเกิดอาการไม่คาดคิด จนเกิดเป็นความเศร้า ขณะเดียวกันเด็กที่สอบได้คะแนนไม่ดีมาตลอด ก็เห็นคุณค่าตัวเองน้อย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กแต่ละคนจำต้องมีความหลากหลาย

ผศ.นพ.ณัฐทร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายในมุมมองของแพทย์ว่าโรคซึมเศร้ามีสเปกตรัมคือความรุนแรงของโรคตั้งแต่ในระดับที่น้อย ไปจนถึงระดับที่มากจนต้องเข้ารับการรักษา ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรคซึมเศร้าก็ยังถูกมองว่าเป็นโรคจิต ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ต้องการไปพบแพทย์ และไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า จะมองโลกให้แง่ลบ มองในแง่สิ่งเลวร้าย และสามารถนำไปสู่ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย การรักษาจำเป็นต้องอาศัยการปรับวิธีคิด และการสร้างเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วยผ่านวิธีต่างๆ พร้อมทั้งการสร้างแนวทางให้กลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม

“ในทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีภาวะที่เรียกว่า ภาวะสิ้นยินดี คือไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกสนุกอะไรเลย กินไม่ได้ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ เบลอๆ แต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน หนักเบาต่างกัน วิธีการรักษาก็จะต่างกัน”

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีภาระโรคสูงสุด จากการตายก่อนวัยอันควรด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ทุกวันนี้ยังถือว่าเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้เพราะเป็นโรคน่าอาย

ปัจจุบันกรมสุขภาพจิตทำเครื่องมืดคัดกรองและระบบพัฒนาเฝ้าระวังโรคซึมเศร้ามาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ในระดับวัยรุ่นยังไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะไม่ถูกให้น้ำหนักเท่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขณะเดียวกัน การแสดงออกของวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้า ยังคงถูกมองว่าเป็นปัญหาพฤติกรรม ทำตัวเกเร มากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็นโรค

พญ.ดุษฎี ยังระบุอีกว่าการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของนักศึกษาในสื่อ ที่มีการผลิตซ้ำและอธิบายถึงวิธีการกระทำ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เลียนแบบและทำให้อัตราการฆ่าตัวตายสูงตาม ในทางกลับกันหากมีการนำเสนอในสื่อเมื่อมีข่าวคนฆ่าตัวตายถึงวิธีการแก้ไขปัญหาและการรับมือกับโรคซึมเศร้า พบว่าการฆ่าตัวตายของประชาชนจะลดลง

“การป้องกันการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นมี 4 แนวทาง 1.การสร้างทักษะชีวิต วัยรุ่นต้องมองโลกตามความเป็นจริง จัดการอารมณ์และสังคมได้อย่างเหมาะสม 2.ไม่ผลิตข่าวซ้ำ 3.จำกัดวิธี เช่น เอาคนไปเฝ้าสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และ 4.มีระบบเฝ้าระวัง เป็นโจทย์ของโรงเรียนและสถานศึกษาในการหาวิธี” คุณหมอดุษฎีกล่าวทิ้งท้าย

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง เลือกตั้ง 62,หย่อนบัตรเลือกตั้ง,กปปส
เปิดอ่าน 454 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

        อีก 6 วันสุดท้ายก่อนที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 51 ล้านเศษ จะมีโอกาสตัดสินอนาคตของประเทศด้วยการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ เวลาที่เหลือ 6 วันนี้ จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 51 ล้านคน ที่จะทบทวน พิจารณา ทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง 12 ปีที่ผ่านมา นโยบาย รวมทั้งพฤติกรรมของนักการเมืองแต่ละพรรค เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ ออกมา “เลวน้อยที่สุด” 

จงอย่าเลือก เพียงเพราะความชอบในตัวบุคคล ว่า คนนั้นหล่อ-สวย, หนุ่ม-สาว, คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า เพราะเราจะได้คนทำงานไม่เป็นมาบริหารประเทศ

จงอย่าเลือกเพราะ เคยอยู่สีแดง-สีเหลือง หรือ กปปส.มาก่อน เพราะจะทำให้สังคมไทยไม่หลุดพ้นจากความขัดแย้ง

จงอย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้างหรือเงินซื้อเสียง เพราะสุดท้ายคนที่เข้าไปจะถอนทุนและสร้างวงจรอุบาทว์เดิม กลับมา

จงอย่าเลือกเพียงแค่เห็นนโยบายฟุ้งเฟ้อ แข่งกันลด-แลก-แจก-แถม เพิ่มประชานิยม เพราะเป็นยาพิษสำหรับประเทศในระยะยาว

จงอย่าเลือกเพียงเพราะ “อยากลองของใหม่” เพราะคิดว่าจะได้ “เปลี่ยน” เพราะของใหม่อาจจะเป็น “ปีศาจใหม่” ที่สร้างหายนะให้ประเทศมากกว่าเดิม

         แต่ขอให้ใช้ดุลพินิจเลือกอย่างถี่ถ้วน เลือกความสงบของประเทศมาก่อน เพราะความสงบจะทำให้ประเทศเดินหน้า เลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อ ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพราะ 3 สถาบันนี้ ทำให้บ้านเมืองของเราดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัยมาหลายร้อยปี

ขอให้พิจารณาเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาให้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลัก มากกว่าแค่ความ “สะใจ” หรือ “ความดังส่วนตัว” เพราะทุกข์ของคนส่วนใหญ่ยังเป็นทุกข์ของประเทศ จึงฝากไว้ประกอบการพิจารณา ในการ “พิพากษา” ประเทศ หลังจากเราว่างเว้นการเลือกตั้งมาแล้วเกือบ 8 ปี ประชากรทุกกลุ่มทั้ง รุ่นใหม่-รุ่นกลาง และรุ่นเก่า ทุกคนมีสิทธิในการกำหนด “อนาคต” ประเทศร่วมกันดังนั้น ขอให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ โดยเจตจำนงอิสระของตัวเอง หลังจากพิจารณาข้อทบทวนข้างต้นจนครบถ้วน

และเมื่อ เจ้าของอำนาจ “อธิปไตย” ได้ใช้สิทธิ์ในการตัดสินใจแล้ว พรรคการเมืองและนักการเมือง พึงเคารพ และยึดเอาผลการตัดสินใจของประชาชนเป็น “ฐาน” ในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

นั่นคือต้องรวบรวมเสียงกันให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรในการจัดตั้งรัฐบาล มิใช่ได้เสียงเพียงหยิบมือ (126 เสียง) แล้วไปร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภา ตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะมัน “ไม่ชอบธรรม”

          แต่มิได้หมายความว่าพรรคที่ได้อันดับ1 เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลทุกพรรคมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลหากรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะ ส.ส.ทุกคนทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อคือ “ผู้แทนปวงชน”

ฉะนั้นพรรคที่ได้ ส.ส.มากอันดับ 1 มิได้หมายความว่าต้องเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเสมอไป หากเพื่อนไม่ “คบ” หรือผู้แทนปวงชนไม่โหวตให้

ตรงกันข้ามพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 อาจจะเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

          เมื่อผลออกมาอย่างไรขอให้ทุกพรรคยอมรับกติกา และทำงานในรัฐสภาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เลิกออกมาเล่นการเมือง “ข้างถนน”

ขณะเดียวกันการเมืองในสภาและรัฐก็อย่าสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิด “การเมืองข้างถนนและการรัฐประหาร” อีก

เลือกตั้งจึงจะเป็นคำตอบที่ว่า “ประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เลวน้อยที่สุด”

    โชคดีประเทศไทย

แค้นนายใหญ่ สั่งล้ม “วราเทพ” ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นนายใหญ่ สั่งล้ม “วราเทพ” ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 08:55 น.
วราเทพ รัตนากร,พื้นที่ จกำแพงเพชร,เมืองชากังราว,ผู้สมัคร สส,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,คุณหญิงหน่อย,นายใหญ่,สายตรงนายใหญ่
เปิดอ่าน 115,288 ครั้ง

ดังที่รู้กัน “วราเทพ รัตนากร” แกนนำกลุ่มกำแพงเพชร ยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาไม่มากนักในการสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.แทนคนเก่า!!

000 ย่างเข้าสัปดาห์สุดท้าย ก่อนถึงวันเข้าคูหาจริง การหาเสียงเลือกตั้งจะเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ “ทักษิณ ชินวัตร” นักเล่นเกมเสี่ยง High Risk High Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูง อาจมีกลยุทธ์เด็ดๆ ออกมาในช่วงสุดท้าย เพื่อให้ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ได้เสียงรวมกันมากกว่า 250 ที่นั่ง

000 ที่เห็นชัดขึ้นคือ กลยุทธ์ “ชนะขาด” ในพื้นที่ “แดงเข้ม” ของพรรคเพื่อไทย ดังข้อเสนอของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ให้เลือกกันไปเลยพรรคเดียว และให้ได้คะแนน 8 หมื่นถึง 1 แสนคะแนนต่อเขต

000 การยกทีมไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่เมืองชากังราวเมื่อวันก่อน แม้จะมีแค่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ไร้เงา “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” แต่ก็มีประชาชนมานั่งฟังมากกว่า 2 หมื่นคน ที่บริเวณด้านหน้าตลาดเคไนท์ ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร บรรยากาศการหาเสียงของเพื่อไทย ทำให้คนเมืองกล้วยไข่วิจารณ์กันอึงมี่ เนื่องจากผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร ทั้ง 3 คนล้วนเป็น “คนหน้าใหม่” ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นการเมืองระดับชาติ

คนเสื้อแดงกำแพงเพชร 2 หมื่นคน

000 ดังที่รู้กัน “วราเทพ รัตนากร” แกนนำกลุ่มกำแพงเพชร ยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาไม่มากนักในการสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.แทนคนเก่า แต่สัญญาณจาก “นายใหญ่” ต้องส่งคนไปสู้กับทีมวราเทพ ทำให้แกนนำเพื่อไทยเลือกนักการเมืองท้องถิ่น และอดีตตำรวจชั้นประทวนลงสนามครบ 4 เขต

ทีมเพื่อไทยหน้าใหม่ เมืองชากังราว

000 มองจากคนนอก อาจคิดว่า “ทีมวราเทพ” คงลอยลำ แต่ฟังคนในพื้นที่บอกเล่า กลับไม่ง่ายเหมือนคิด เนื่องจากพื้นที่ อ.คลองขลุง อ.ขาณุวรลักษบุรี อ.คลองลาน และ อ.ทรายทองวัฒนา เป็นที่มั่นใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ประกาศไม่เลือกทีมเพื่อไทยเก่า

000 ก่อนเดินทางไปเวทีปราศรัยใหญ่ “คุณหญิงหน่อย” ได้ลงเดินขอคะแนนชาวบ้านในตลาดท่ามะเขือ อ.คลองขลุง โดยการเลือกเป็นจุดหาเสียงแรกนั้น นับว่าเป็นการท้าทาย “ผู้มีบารมี” เหนือทีมวราเทพ เพราะคนคลองขลุงทราบดีว่า ตลาดท่ามะเขือ เป็นที่ตั้ง “บ้านใหญ่คลองขลุง” ของ “สนั่น สบายเมือง” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร

000 ยุคไทยรักไทย “ผู้มากบารมีคลองขลุง” หนุน “วราเทพ รัตนากร” ยึดเมืองกำแพงเพชร พอมาถึงยุคแดงทั้งแผ่นดิน สนั่น สบายเมือง นำทีมอดีต ส.ส.ชากังราว อย่าง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย จัดตั้งกองกำลังคนเสื้อแดงใน 3-4 อำเภอที่กล่าวมาข้างต้น

วราเทพ กับ อนันต์ ผลอำนวย ลูกเขยของ สนั่น สบายเมือง 

000 ด้วยเหตุนี้ ลูกเขยของเจ้าพ่อคลองขลุง อย่าง “อนันต์ ผลอำนวย” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร เขต 3 จึงตกที่นั่งลำบาก เพราะคนเสื้อแดง “ไม่เอาลุงตู่” และจะเทคะแนนให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึง “ปริญญา ฤกษ์หร่าย” อดีต ส.ส.เขต 4 ที่เจอแดงพันธุ์แท้รวมหัวต้านเหมือนกัน

000 มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ ค่ายเพื่อไทย สามารถระดมคนเสื้อแดงได้ถึงหลักหมื่นนั้น เป็นเรื่องไม่ธรรมดา และหากไม่ได้ “แรงหนุน” จากคนแดนไกล การบริหารจัดการคนให้ได้เยอะๆ คงทำไม่ได้มากมายขนาดนี้

000 เช่นเดียวกัน วันก่อน “คุณหญิงหน่อย” ขึ้นไปร้อยเอ็ดอีกรอบ เพราะมีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ 2 เขตคือ เขต 1 และเขต 3 เพราะคะแนนเสียงของวราวงษ์ พันธุ์ศิลา และนิรมิตร สุจารี ตามหลังคู่แข่งจากพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ โดยคุณหญิงหน่อยย้ำให้เลือก “เพื่อไทย” พรรคเดียว “เลือกให้ชนะขาด” ไม่ต้องห่วงพรรคพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย

คุณหญิงหน่อย ลุยทั่วไทย

000 จริงๆ แล้ว พรรคเพื่อไทยในอีสาน การจัดปราศรัยใหญ่น้อยครั้งมาก เพราะมีค่าบริหารจัดการ “เก้าอี้” พอประมาณ แต่การที่ผู้สมัครเพื่อไทยได้จัดเวทีใหญ่ ย่อมตีความได้ว่า ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มไหลแล้ว

สุเทพ เทือกสุบรรณ แตกหัก ปชป.

000 เกมเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย ยังไงก็หนีไม่พ้นวาทกรรมเดิมๆ “ระบอบทักษิณ” หรือ “แดงทั้งแผ่นดิน” เพราะคนที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดนไม่ยอมแพ้ ด้วยเหตุนี้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงออกมา “ปลุกผีทักษิณ” อีกหน และวันจันทร์ที่ 18 มีนาคมนี้ “สุเทพ” แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะขึ้นปราศรัยใหญ่ที่สวนเบญจสิริ ใจกลางกรุงเทพฯ จะกระหึ่มไปด้วยเสียงนกหวีด และเสียงมือตบ

รวมพลพลังนกหวีด

000 หลายคนปรามาสว่า “ลุงกำนัน” หมดมุก และจนตรอก จึงต้องงัดวาทกรรม “ไม่เอาระบอบทักษิณ” มาปลุกระดมมวลชน กปปส. ไปเลือกพรรค รปช. แต่คนระดับสุเทพไม่ได้คิดแค่ 24 มีนาคม หากแต่มองทะลุข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสม อย่างน้อย 8-9 เสียงก็คงได้ 1 เก้าอีี้รัฐมนตรีเป็นอย่างต่ำ

“พ่อของฟ้า” วัดใจพลังเงียบ ฤาโพลล์หลอกดาว?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อของฟ้า” วัดใจพลังเงียบ ฤาโพลล์หลอกดาว?

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 13:17 น.
โพลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,การหาเสียง,นิด้าโพล,รังสิตโพล,กรุงเทพโพล,มอโพล
เปิดอ่าน 4,015 ครั้ง

โพลใต้หนุน “ธนาธร” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดเพราะเรารู้ดีว่าพื้นที่นี้ใครครอง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

แม้ว่าโพลล์สำรวจจะถือเป็นงานทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดแล้วตอนนี้้ แต่กับบ้านเราโดยเฉพาะ “โพลล์เลือกตั้ง” บางครั้งไม่รู้มาจาก “ตัวเลขจริง” หรือ “กระแสชั่ววูบ” กันแน่

กับคำถามว่า “คนไทยอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี” และ “อยากให้พรรคไหนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ที่ล่าสุดโพลล์ ม.อ.ออกมาเผยว่าประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ หนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั่งนายกรัฐมนตรี ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดเพราะเรารู้ดีว่าพื้นที่นี้ใครครอง นี่จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความรักความชอบในพรรคและนักการเมืองจริงแท้ และจะกลายเป็นคะแนนเสียงจริงๆ ตอนเข้าคูหาหรือไม่ ก็น่าคิด

ปรากฏว่าเมื่อส่องโพลล์หลายสำนักช่วงนี้ก็พบว่าตัวเลขที่ออกมากลุ่มหนึ่งก็ยังคงมาแนวเดิม คือไม่ได้ทำให้คนไทยแปลกใจมากนัก ขณะที่อีกกลุ่มกลับออกมาอย่างสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมตามที่เกริ่นไป

สายดั้งเดิม

จะเรียกกลุ่มนี้ว่าฝ่าย Conservative หรือ “อนุรักษนิยม” ก็คงไม่เกินไปนัก โดยสำนักโพลล์ที่คนไทยติดตามมานาน สื่อมวลชนเผยแพร่บ่อยครั้งก็คงหนีไม่พ้น 3 สำนักโพลล์ดังต่อไปนี้

          “กรุงเทพโพลล์” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในหัวข้อ “นับถอยหลัง 14 วัน สู่การเลือกตั้ง” 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค 1.เพื่อไทย 21.7% 2.พลังประชารัฐ 19.0% 3.ประชาธิปัตย์ 15.5% ขณะที่ 21.6% ยังไม่ตัดสินใจ

          ส่วนประชาชนที่ตัดสินใจแล้วอยากได้ใครเป็นนายกฯ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 24.8% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ 17.3% และ 3.อภิสิทธิ์ 13.3% ขณะที่ 17.7% ยังไม่ตัดสินใจ

การสำรวจนี้เป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ และทั้ง 4 ครั้ง ผลออกมาที่ 1-3 เป็นสามพรรคสามคนนี้ทุกครั้ง แม้ตำแหน่งนายกฯ จะสลับกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญใดๆ มากนัก

          “รังสิตโพลล์” โดย ศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ปีที่แล้วประกาศหยุดทำโพลล์เลือกตั้ง เพราะทำออกมาทีไร พล.อ.ประยุทธ์ มาวินทุกที

  

          แต่ล่าสุดวันที่ 10 มีนาคม ผลออกมาว่านายกฯ 3 อันดับแรก คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 23.51% 2.อภิสิทธิ์ 17.67% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 14.63%

          “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่แล้วสร้างปรากฏการณ์ “ไปปุ๊บเปลี่ยนปั๊บ” เมื่อผู้อำนวยการศูนย์ “ณพงศ์ นพเกตุ” ไปลงการเมือง “พรรคพลังประชารัฐ” หลังจากนั้นโพลล์ครั้งที่ 5 ของปี 2561 ในวันที่ไม่มีเงาของ “อดีตผอ.ศูนย์” คนนี้ ออกมาว่าคนไทยอยากได้นายกฯ เป็นคุณหญิงสุดารัตน์ 25.16% ทั้งๆ ที่ “บิ๊กตู่” ยึดหัวหาดผลสำรวจของที่นี่มาตลอด

ล่าสุดในการสำรวจช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คนไทยอยากได้นายกฯ 4 อันดับแรก คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 26.06% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ 24.01% 3.ไม่แน่ใจ 11.91% และ 4.อภิสิทธิ์ 11.43%

          สำหรับพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล 3 อันดับแรก คือ 1.เพื่อไทย 36.49% 2.พลังประชารัฐ 22.57% 3.ประชาธิปัตย์ 15.21%

สรุปโดยรวมแล้วยังคงวนเวียนอยู่ 3 รายชื่อพรรคใหญ่ทั้งหมดนี้

สายทางเลือก

กลุ่มนี้จะเรียกว่าฝ่าย Alternative “ฝ่ายทางเลือก” หรือวัยรุ่นจะเรียก “โพลล์อินดี้” ก็คงไม่ผิด

ไม่ใช่จะบอกว่าไม่น่าเชื่อถือ เจ้าสำนักย่อมทำทุกอย่างตามหลักการ แต่ผลที่ออกมาทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์มากกว่า

ดังที่ “ม.อ.โพล” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำเอาคนไทยสตันท์ไปหลายวิ กับประเด็น “ภาคใต้ 62” ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ “เกินกว่าครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหน 66%”

          แต่กลุ่มที่ตัดสินใจแล้วระบุเลือก 1.อนาคตใหม่ 8.10% 2.ประชาธิปัตย์ 7.30% และ 3.เพื่อไทย 5.80% ตามลำดับ!

ถามว่าอยากให้ใครเป็นนายกฯ กลุ่มนี้ระบุ 1.ธนาธร 16.10% 2.อภิสิทธิ์ 12.00% และ 3.พล.อ.ประยุทธ์ 10.30% “แต่มีอีก 41% ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ”

ถัดจากโพลล์สะตอ มาดูโพลล์ข้าวเหนียว กับ อีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสานของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับผลล่าสุด 13 มีนาคม หัวข้อ “คนอีสานกับโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ส.ส.2562”

สรุปว่าคนอีสานเลือกพรรค 1.เพื่อไทย 43.6% 2.อนาคตใหม่ 23.2% 3.พลังประชารัฐ 11.7% และ 4.ประชาธิปัตย์ 6.6%

          และนายกฯ ที่เลือกคือ 45.4% ต้องการผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แบ่งเป็น 1.คุณหญิงสุดารัตน์ 31.1% และชัชชาติ 14.3% 2.ธนาธร 24.9% 3.พล.อ.ประยุทธ์ 11.9% 4.อภิสิทธิ์ 7.0%

จริงอยู่ที่โพลล์อีสานค่อนข้างชัดเจนและระยะของตัวเลขทิ้งจนเห็นได้ชัด แต่วันนี้ถ้าโฟกัสที่ “ธนาธร” เรียกว่ามาแรงทั้งในโพลล์คนใต้และได้อันดับสองในโพลล์ฝั่งอีสานด้วยย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา!

ไหนจะยังมีโพลล์ทางเลือกอีกแหล่งอย่าง Google Trends ที่ล่าสุด 13 มีนาคม ที่ผ่านมา กระแสชี้ว่าแคนดิเดตนายกฯ ไทย ได้แก่ 1.ธนาธร 2.ชัชชาติ 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 4.อภิสิทธิ์ 5.พล.อ.ประยุทธ์

         งานนี้ต้องจับตาเพราะก่อนหน้านี้ Google Trends ทำนายผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐตรงเผงมาแล้วว่าเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

วันนี้กับ “พรรคอนาคตใหม่” ก็คงเหมือนกันที่อย่าดูเบา “ความใหม่” ยิ่งกับสนาม กทม. อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนตามการเมืองรู้ดีว่าครั้งหนึ่งหลังจากที่พรรคประชากรไทยเคยยึดหัวหาดสนามกทม. มาตลอดหลายปี อยู่ๆ เลือกตั้งปี 2535 “พรรคพลังธรรม” พรรคเกิดใหม่ ก็ปาดหน้าเค้กมาเป็นที่หนึ่ง พาดหัวหนังสือพิมพ์ตอนนั้นว่า “พลังผักชนะพลังเงิน”!

          คงไม่ลืมว่าบริบทการเมืองไทยตอนนั้นผู้คนมีความเบื่อหน่ายต่อการเมืองเต็มทีแล้ว มีทั้งการรัฐประหารของกองทัพ ที่นายทหารเข้าไปมีบทบาททางการเมืองและส่อเค้าจะมีการสืบทอดอำนาจ ตอนนั้นพรรคพลังผักวางกลยุทธ์งชูคุณธรรมความดีในการสู้ศึกแบบมินิมัล-สมถะ โดยใช้ฝาเข่งมาทำป้ายหาเสียง โดนใจคนกรุงสุดๆ

ถามว่าตอนนี้บริบทการเมืองไทยต่างกันตรงไหน นึกเอาเอง แต่ถ้าพรรคส้มหวานรักษากระแสที่มีอยู่ แล้วแปลง “พลังเงียบ” ที่โพลล์รายงานไว้ข้างต้น ตัวเลขไม่น้อยเลย ตรงนี้ถ้าเอาให้มันเป็นคะแนนขึ้นมาให้ได้ ก็มีเฮล่ะพี่น้อง

งัดถั่งงัด! “มาร์ค” ชิงการนำ เสี่ยงเป็นหรือเสี่ยงตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365816?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งัดถั่งงัด! “มาร์ค” ชิงการนำ เสี่ยงเป็นหรือเสี่ยงตาย

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,ลุงตู่,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,มาร์ค อภิสิทธิ์
เปิดอ่าน 1,811 ครั้ง

เกมขั้วที่ 3 ของพี่มาร์คงวดนี้ จะออกหัวออกก้อย หรือ มะลิลาเป็นมะลิซ้อนเรามารอดูกัน

“มาร์คเป็นตัวของตัวเอง มาร์คผิดตรงไหน” ไม่ใช่โฆษณาแว่นแถมนาฬิกา แต่เป็นลีลาเที่ยวล่าของคนรูปหล่อ “มาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กับจุดยืน “สองไม่เอา ตู่-แม้ว” คือนอกจากไม่เอาขั้วเครือข่าย “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ตามอุดมการณ์เดิมแล้ว ที่เพิ่มเติมคือไม่ร่วมแผนหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งอีกด้วย

ที่สุดสถาปนาค่ายพระแม่ธรณีเป็น “ขั้วที่ 3” ในสนามรบเลือกตั้ง จากที่เคยเจอกระแส “เอาให้ชัด” วันนี้เลยชัดยิ่งกว่าชัดเสียอีก เมื่อทุกอย่างออกมาเป็นมติพรรคว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต”

กลยุทธ์นี้ของหัวหน้ามาร์คจะไม่ปรบมือก็คงไม่ได้เพราะหันไปดูอีก 2 ขั้ว ก็ทำเอากระเทือนไปเหมือนกัน

คสช.โนแคร์?

ที่จริงคนไทยรู้จักสไตล์นายกฯ ลุงตู่ กันดีว่าถ้าลองไปถามเรื่องนี้ปฏิกิริยาจะออกมาแบบ “ไม่สน ไม่แคร์” อย่างที่เห็น เอาเวลาไปปรับภาพลักษณ์เป็น “โอปป้าตู่” ดีกว่า

แต่ถ้าไปจับอาการของคนอื่นๆ ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขั้วการเมืองที่่ประกาศหนุนบิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น ก็ดุเด็ดเผ็ดจัด!

อย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผู้ที่รู้กันดีว่าเป็นกุนซือใหญ่แห่งค่ายพลังประชารัฐ จากที่คนไทยไม่ค่อยได้เห็นออกลีลาอะไรมากนักทางการเมือง

แต่ในการสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ เมื่อ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ดร.สมคิด ถึงกับหัวร้อนออกมาเฉ่งถึงเกมครั้งนี้ของพี่มาร์คว่าทำให้การลงทุนที่รอดูอยู่ต้องชะงักงัน

          เพราะหลายคนหวังว่าหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสม แต่การแสดงจุดยืนนี้ทำให้เกิดความสับสน ที่สำคัญหากตั้งรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมา การเมืองก็อาจถึงทางตันเข้าจนได้

ก็ไม่รู้ทางตันของใคร แต่ที่แน่ๆ เจ้าของขั้วที่ 3 ออกมาระบุทันทีที่ประกาศตัวชัดว่าไม่หนุน “บิ๊กตู่” ทำไมตลาดหุ้นขึ้นติดๆ กัน 2 วัน แต่คำพูดของ ดร.สมคิด ที่บอก “ถ้าไม่ให้เลือกตั้งก็ได้” จะสับสนมากกว่ามั้ง!

อย่างไรก็ดีภาพที่ว่าเดือดของสองคู่ชกคู่นี้ หลายคนมองออกว่าอาจเป็นเพียงฉากหนึ่งของละครการเมืองของคนหน้าหล่อ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ก่อนที่ภายหลังจะมาเกาะขอบโต๊ะพูดจาพาทีร่วมรัฐบาลผสมก็เป็นได้ ใครจะรู้

ดังความเห็นของ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ที่ออกมาระบุว่าการประกาศเทบิ๊กตู่ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าเป็นการสืบทอดอำนาจนั้น เป็นเพียงวาทกรรมคำหล่อในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเท่านั้น แถมยังสะท้อนความใจแคบของผู้พูดอีกด้วย

          ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ เราคนไทยเห็นกันแล้วว่าคะแนนนิยมในฐานเสียงถิ่นสะตอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เทไปทางพรรคอนาคตใหม่ จากโพลล์ของ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ล่าสุด

งานนี้ถ้าพี่มาร์คไม่ทำอะไรให้ชัดๆ จะแจ้ง วัยโจ๋เขาไม่ชอบ ดังนั้นถ้าประกาศไม่เอาแม้วแล้วได้ใจคนใต้กลุ่มเดิมมาแล้วหนึ่งกระบุง ก็ต้องประกาศไม่เอาลุงเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อคะแนนจากคนใต้รุ่นใหม่

อย่างว่าวันนี้ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เอาขั้วเดิมแน่ๆ งั้น ปชป. ขอเป็นทางเลือกที่เธอฝันก็แล้วกัน

เพื่อไทยโนเวย์?

หันไปดู “ขั้ว 2” พรรคเพื่อไทย งานนี้ชัดเจนว่า “ไม่โอเคและโนเวย์สเตชั่น” แต่ไม่ใช่เพราะไม่เอาทักษิณ เพราะเรื่องนี้รู้กันอยู่แล้วว่ายังไงเส้นทางสองพรรคนี้จะร่วมกันคงยาก

แต่น่าจะเป็นอาการหมั่นไส้ที่พรรคประชาธิปัตย์มาขโมยซีนตาใสเอาช่วงนี้มากกว่า แต่อะไรจะแรงเท่ากับที่คนเพื่อไทยล้วน “รู้ทัน” ในลีลาหล่อเนียนของหัวหน้ามาร์ค เพราะหากดูคำพูดของเขาวันแถลงจุดยืนที่ระบุไว้นั้น ฟังแล้วยังต้องพยามแปลไทยเป็นไทยอีกที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์จะอยู่ในส่วนไหน

คำตอบมีว่า “ผมไม่สนับสนุนคนโกงและไม่สนับสนุนเผด็จการ จะขอเป็นฝ่ายค้าน ไม่เป็นพรรคร่วม พรรคจะทำตามจุดยืน ใครรวมเสียงข้างมากได้ ตามหลักสากล ต่อให้พรรคที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากต้องร่วมงานกับพรรคใดก็ตาม ทางพรรคประชาธิปัตย์ขอเวลาทบทวนและยืนยันต้องเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และเดินตามนโยบายของพรรคเท่านั้น”

ดังนั้นลีลาของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สองแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จึงออกมาระบุตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ที่บอกไม่หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ เพราะจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเปิดมาแบบนี้คุณหญิงหน่อยก็แสดงจุดยืนทันทีว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เด็ดขาดเหมือนกัน!!

ในขณะที่ วัฒนา เมืองสุข ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางแค พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่างานนี้ฝ่ายพี่มาร์คน่าจะกำลังเล่นลิเกทางการเมือง หากหัวหน้าและพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นกับประชาธิปไตยสุจริตอย่างที่ปากว่าโดยตาไม่ขยิบ ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมสังฆกรรมกับพรรคที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจทุกรูปแบบ ประชาธิปไตยสุจริตไม่ได้เกิดขึ้นด้วยลมปาก แต่ต้องเริ่มจากสุจริตต่ออำนาจประชาชน

         งานนี้ใครจะว่าอะไรก็ว่าไป เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงวันเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ผู้เพิ่งขอเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของคนไทย เวลานี้ก็ต้องเก็บปากเก็บคำ เก็บแต้มโกยคะแนนหลังเลือกตั้งดีกว่า

ถึงตอนนั้นจะออกลีลาหล่อแบบไหน รอดูกันอีกที

หมัดเด็ด “ลุงกำนัน” รวมพลัง “คนเกลียดแม้ว”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมัดเด็ด “ลุงกำนัน” รวมพลัง “คนเกลียดแม้ว”

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 10:37 น.
สุเทพ,ลุงกำนัน,พรรครวมพลังประชาชาติ,สุเทพ เทือกสุบรรณ,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 4,549 ครั้ง

กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ลำเลิกเบิกประจาน ขึ้นภาษาพ่อขุน ระดับลุงกำนันผู้ยอมตากหน้าเดิน “คารวะแผ่นดิน” ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ คงไม่มีอะไรจะต้องเกรงใจกันแล้วเช่นกัน

คนที่ออกอาการ “ปรี๊ดแตก” ลั่นสวนยางที่สุด เมื่อหัวหน้า “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจุดยืนไม่หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ก็คือคนเคยรักกันมากอย่าง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย นั่นเอง

ด้านหนึ่งต้องขอบคุณระบบเลือกตั้งรอบนี้จริงๆ ที่อะไรๆ มันบีบให้เราได้รู้เช่นเห็นสัญชาตญานนักการเมืองไทยมากขึ้น

          งานนี้เราจึงได้เห็นลีลาการกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ชนิดลำเลิกเบิกประจาน ขึ้นภาษาพ่อขุน ระดับลุงกำนันผู้ยอมตากหน้าเดิน “คารวะแผ่นดิน” ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ เท่านี้คงไม่มีอะไรจะต้องเกรงใจกันแล้วเหมือนกัน!

แน่นอนบางคนอาจคิดว่านี่คือการตอบโต้ตามจุดยืนที่จะหนุนลุงตู่เป็นอุดมการณ์ แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการช่วงชิงคะแนนเป็นสูตรสำเร็จ

เพราะเมื่อมาร์คเดินเกมแบบนี้ย่อมชัดเจนว่าหวังเก็บแต้มจากฐานเสียงคนใต้ ดังนั้นกำนันเทือกจึงลุกขึ้นมาผลักประชาธิปัตย์ไปอยู่ฝ่ายทักษิณทันที

ดังในการปราศรัยที่ตะกั่วป่า จ.พังงา กับวรรคทองว่า “เป็นคนผลักดันให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ก็ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่”

และอีกทีที่ลุงกำนันกล่าวปราศรัยที่ ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเป็นผู้เจรจากับเนวิน ชิดชอบ (ซึ่งตอนนั้นอยู่ฝ่ายทักษิณ) ไกลถึงต่างประเทศแล้ว ยังไปหา บรรหาร ศิลปอาชา อีกด้วยถึงที่บ้าน

มีการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงและก็เดินสายเจรจากับ นักการเมืองแถวหน้าหลายคน จนในที่สุดก็สามารถจัดการให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ เพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปได้

สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จในการเจรจากับกลุ่มต่างๆ ยังว่ากันว่าสุเทพใช้กลยุทธ์ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ให้ดูแลกระทรวงนั้นต่อไปนั่นเอง นี่จึงถือเป็นฉากประวัติศาสตร์สำคัญทางการเมืองไทย

แต่อะไรก็ยังไม่แสบเท่ากับที่บอกว่าฝ่ายปชป.คงหวังให้ฝ่ายทักษิณไหลมาหนุนให้ได้เป็นนายกฯ และที่ผ่านมาทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ก็เคยอยู่ข้างเดียวกันโดยประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 60 มาแล้ว

ถึงตรงนี้คนไทยเปิดวาร์ปไปดูภาพเก่าครั้งเราคล้องนกหวีดกอดกันกลมก็ได้แต่ถอนใจ

อย่างไรก็ดีลีลาหนนี้ของลุงกำนันไม่ใช่น้ำเน่าเคล้าดราม่าแบบไร้น้ำหนัก เหมือนกับเหตุการณ์ช่วงวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา กับฉากที่มีคนไปทำป้ายไล่หัวหน้ามาร์คขณะหาเสียงบางแค ระบุ “ไม่ต้อนรับพรรคการเมืองไม่เอาลุงตู่ (หมดเวลาเกรงใจ)”

นี่ไม่นับเพราะคนไทยรู้ว่างานนี้มีเบื้องหลัง และพี่มาร์คเองก็รีบบอกว่าคนที่ทำคือพี่เมียของ “โกวิทย์ ธารณา” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกไป เพราะไม่พอใจเรื่องไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. และไปช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ

          แต่กลยุทธ์สำคัญที่พรรคลุงกำนันพลิกเกมคือการเน้นไปที่ฐานเสียงคนใต้ที่ไม่เอาทักษิณและรักบิ๊กตู่ ซึ่งก็มีอีกมาก ดังนั้น วาทกรรมที่ว่าถ้า “ไม่เอาลุงตู่ ก็เท่ากับเอาทักษิณ” จึงแพร่กระจายเป็นไวรัลอยู่แถวภาคใต้

ขณะที่ “แทน เทือกสุบรรณ” ลูกชาย ก็สำทับด้วยเกม ถ้าเลือกปชป. ก็แปลว่าเลือกให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าเลือกรวมพลังประชาชาติไทย ก็จะได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะได้เข้าไปช่วย “นายกฯลุงตู่” ทำงาน

โอ้โหงานนี้คนไทยบอกเลย เลือกตั้งครั้งไหนจะแซบเท่าหนนี้เป็นไม่มีอีกแล้ว!

/////

ภาพเครดิต

เฟซบุค สุเทพ เทือกสุบรรณ

เฟซบุค พรรครวมพลังประชาชาติไทย – ACT Party

“3 ก๊ก 1 กั๊ก” เดดล็อกหลังเลือกตั้ง 62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“3 ก๊ก 1 กั๊ก” เดดล็อกหลังเลือกตั้ง 62

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 10:29 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,พรรคพลังประชารัฐ,เสี่ยหนู,อนุทิน,นายอนุทิน ชาญวีรกูล,เจ๊หน่อย สุดารัตน์
เปิดอ่าน 2,995 ครั้ง

ต้องบอกเลยว่าเลือกตั้งงวดนี้มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ และวัดใจนักเลือกตั้งชนิดลุ้นกันนั่งไม่ติด

สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 การวิเคราะห์การเมืองหลังเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่หัวไร่ปลายนายันล็อบบี้เลาจน์ในโรงแรมหรูระยับ

จากการประเมินผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ รวมถึงบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบางแห่ง พบว่าจำนวนส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อจำของพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.รวม 130-150 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 90-100 คน, พรรคพลังประชารัฐ 80-90 คน, พรรคภูมิใจไทย 38 คน, พรรคอนาคตใหม่ 30 คน, พรรคเสรีรวมไทย 15-20 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย 10-15 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา 20 คน, พรรคชาติพัฒนา 15 คน, พรรคประชาชาติ 12 คน, พรรคเพื่อชาติ 10 คน และที่เหลือกระจายไปยังพรรคอื่นๆ

ก๊กทักษิณ-ฝ่ายค้าน

ทุกสำนักโพลล์ทุกสำนักข่าว เชื่อว่า “พรรคเพื่อไทย” จะได้เสียงจำนวนมากที่สุด แต่ก็ประสบปัญหาในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเมื่อ “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไปแล้ว

แผนเพื่อไทยโกยส.ส.เขต และไทยรักษาชาติเก็บแต้มสะสมบัญชีรายชื่อต้องสะดุด ความหวังที่เหลือของฝ่ายชินวัตร จึงต้องอาศัยพรรคเพื่อชาติ, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย กวาดแต้มให้ได้มากที่สุด

          สถานการณ์การเลือกตั้ง 2562 ต่างจาการเลือกตั้ง 2554 ไม่อาจจุดกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ได้ เพราะภาพลักษณ์ของ “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นนักการเมืองหน้าเก่า บอบช้ำ ไม่สดใหม่เหมือนตอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสนาม

อีกประการหนึ่ง “พลังคนเสื้อแดง” อ่อนแรง และถูกแยกสลาย ไม่คึกคักและเข้มข้นเหมือนปี 2554 รูปธรรมแห่งพรรคเพื่อชาติให้คำตอบได้ดีว่า รากหญ้าเสื้อแดงไม่เหมือนเก่า

ก๊กประยุทธ์-รัฐบาล

นักวิเคราะห์การเมืองรุ่นเก๋าสรุปว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ในชั่วโมงนี้ยิ่งกว่าพรรคสามัคคีธรรม เพราะมีมุ้งย่อยอยู่ในพรรคนี้ประมาณ 10 กลุ่ม แต่ในความหลากหลายก็กลายเป็นจุดแข็งของพรรค เพราะมุ้งเหล่านี้มีนักเลือกตั้งมืออาชีพเป็นแม่ทัพ ซึ่งชำนาญการเลือกตั้งในพื้นที่ชนบท

          นักเลือกตั้งอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, วิรัช รัตนเศรษฐ, อนุชา นาคาศัย และอีกหลายคน ผ่านสนามรบเลือกตั้งมาโชกโชน รู้ดีว่ากติกาเลือกตั้ง “บัตรเดียว” และทุกแต้มถูกนับรวมหมด ทำให้มืออาชีพมีวิธีการ “เก็บแต้ม” เป็นระยะๆ โดยไม่รอนาทีสุดท้าย

สังเกตได้จากการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีเวทีปราศรัยมากที่สุด และระดมคนได้เวทีละ 1-2 หมื่นคน โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน

สำหรับแนวร่วมที่ประกาศชัดว่าหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ อีกสองพรรคคือ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา แม้หัวหน้าพรรคหรือผู้ชี้นำพรรค มิได้ลั่นคำว่าหนุนลุงตู่ แต่วงในก็รู้กันดีว่าพวกเขาจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ รวมถึงพรรคพลังท้องถิ่นไท นำโดย ชัชวาลล์ คงอุดม

ก๊กปชป.-ชิงตั้งรัฐบาล

เกมไม่เอาลุงตู่ของ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้น มุ่งหวังที่จะดึงการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบทักษิณและไม่ปลื้มลุงตู่ เลยขอเป็น “ทางเลือกใหม่” ในโค้งสุดท้าย

การเลือกตั้งปีนี้ พรรค ปชป.ประสบปัญหาใหญ่ ถูกมองว่าเป็น “พรรคเครื่องเคียง” จึงไม่มี “สปอนเซอร์” รายใหญ่ให้การหนุนช่วย บวกกับขาด “แม่บ้านใจถึง” แบบสุเทพ เทือกสุบรรณ พลอยทำให้ขุนพลในสนามรบทำงานลำบาก

ด้วยเหตุนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงตั้งโต๊ะแถลงไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ กระชากเรตติ้งให้ ปชป.มีราคา และดึงแต้มในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ไม่ให้ไหลไปที่พรรคอนาคตใหม่

ก๊กสายกั๊ก-อนุทิน

ว่ากันตามจริง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทย มีสัญญาใจกับกลุ่มบูรพาพยัคฆ์มาแต่สมัยตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์

มาถึงเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทยยุค “อนุทิน ชาญวีรกูล” มีการรีแบรนด์ภูมิใจไทยให้เป็น “พรรคไม่มีสี” หรือสลัดภาพ “พรรคทรยศนายใหญ่” หวังซื้อใจคนอีสานและเหนือ

ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงเป็น “ขั้วกั๊ก” ที่รอวันจับมือได้ทั้งสองก๊กเพื่อไทยและก๊กประยุทธ์ ขณะเดียวกัน “เนวิน” ผู้มากด้วยเพื่อนพ้องน้องพี่เครือข่าย “กลุ่ม 16” รวมเสียงพลิกเกมเป็น “ขั้วทางเลือก”

         ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมก่อนวันหย่อนบัตรโดยภาพรวม “3 ก๊ก 1 กั๊ก” เชื่อว่าหลังเลือกตั้งฝุ่นตลบแน่ และอาจเข้าสู่สถานการณ์ “เดดล็อกทางการเมือง” เนื่องจากไม่มี “ขั้วไหน” ได้เสียงข้างมากโดยเด็ดขาด

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดว่าต้องเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ภายในกี่วัน กี่เดือน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้เลือกภายใน 30 วัน นับแต่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก ซึ่งจะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ต่อได้แบบไม่มีกำหนด แถมยังมี ม.44 อยู่ในมือ

นายทุนชะลอ”อัดน้ำเลี้ยง”สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายทุนชะลอ”อัดน้ำเลี้ยง”สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
น้ำเลี้ยง,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 6,556 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ไม่กี่วันข้างหน้าจะรู้ผลเเล้วว่าหลังการปิดหีบเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะเข้าเส้นชัยในอันดับใดบ้าง

การเมืองตอนนี้เเบ่งข้างเเละขั้วที่ชัดเจนกันมาพักใหญ่เเล้วเเละมีเเนวโน้มที่จะเเบ่งขั้วกันต่อไปอีกในอนาคต เเม้บางพรรคเพิ่งจะออกตัวในการเปิดเงื่อนไขทางการเมืองของตัวเองต่อสังคมเเต่ก็ชัดเจนบนเงื่อนเวลาที่ยังมีให้ชาวประชาวินิจฉัย

เเม้จะมีการใช้วาทกรรมเฉือนกันผ่านหน้าสื่อเเละบนเวทีหาเสียงเกี่ยวกับบทบาทของเเต่ละพรรคว่าอยู่ขั้วใดเเละหนุนใคร อีกทั้งยังมีการเเฉความลับของบางฝ่ายในหลายปีที่ผ่านมาออกมาให้สังคมรับรู้

วังวนน้ำเน่าการเมืองไทยยังอยู่ในมิติเดิมๆ เพียงเเต่เปลี่ยนวิธีนำเสนอในหลากรูปเเบบเท่านั้น เเละการหาเสียงคราวนี้เเทบไม่เเตกต่างกับการหาเสียงหลังเหตุพฤกษาทมิฬที่เเบ่งฝ่ายกันว่า ฝั่งนี้คือพรรคเทพ ฝ่ายนั้นคือพรรคมาร เพราะเที่ยวนี้ก็มีการเเยกขั้ว “ต้านเผด็จการ” เเละขั้ว “หนุนบิ๊กตู่”

การเปิดสงครามน้ำลายดิสเครดิตกันเเบบไม่อายฟ้าไม่เกรงใจดินกันนั้น มีสื่อความว่าไม่มีใครยอมใครเเละไม่กี่วันที่เหลือนี้น่าจะเเรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเวทีปิดท้ายของหลากพรรคที่น่าจะมีการชูความจำเป็นที่สังคมต้องเลือกพรรคของตัวเองเเบบถล่มทลาย เเละทำไมต้องเมินขั้วตรงข้ามเเบบทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น
กรณีที่ควรพินิจในขั้นต่อไปคือก่อนที่จะทราบผลเบื้องต้นว่าใครเเละพรรคใดชนะในเขตเลือกตั้งใดนั้น วันนี้กลเกมใต้ดินเป็นเยี่ยงใด โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องสำคัญคือ “เงิน”

ต้นปีที่ผ่านมา “เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา “เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง” ช่วงหนึ่งที่น่าคิดต่อว่า ”ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเชื่อว่าหากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้

ทั้งนี้ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งในระดับประเทศและเลือกตั้งท่องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆ โดยอีก 30,000 ล้านบาทจะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึง 0.3%”

เม็ดเงินห้าหมื่นล้านบาทในการเลือกตั้งส.ส.นั้น เเน่นอนว่าต้องมีการใช้หมุนเวียนในประเทศ เเละการใช้เงินในการหาเสียงนั้น กฎหมายกำหนดไว้คนละ 1.5 ล้านบาท เเต่บนความจริงซึ่งคนการเมืองรู้กันดีว่าใช้ไปเท่าใดเเละเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมทั้งยังรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเเละคู่เเข่งใช้ไปกี่บาท…

“มันเป็นธรรมเนียม อย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยบาท ค่าน้ำมันชองชาวบ้าน” “บางหมู่บ้านถามมาเเล้วจะจ่ายเท่ากับเลือกตั้งท้องถิ่นไหม จ่ายเเบบนั้นไม่ไหว เพราะเลือกตั้งท้องถิ่น คนมีสิทธิน้อยกว่าเลือกส.ส. หากให้ราคานั้น ก็ต้องให้เท่ากัน งบบานปลาย” “ไม่ไหวทางนั้นใช้เงินเยอะจัง ไม่รู้มาจากไหน” “ฝั่งนั้นจ่ายมัดจำชาวบ้านเเล้ว 3 ครั้ง ครั้งละหนึ่งร้อยบาทให้ไปฟังปราศรัย เเละจ่ายอีกส่วนที่เหลือในวันเลือกตั้ง” “พรรคเรากระเเสดีกว่า ชาวบ้านเลือก เเต่ฝ่ายนั้นใช้เงินมาก กลัวชาวบ้านเปลี่ยนใจ” ฯลฯ ต่างๆ นานา เหล่านี้คือสิ่งที่คนการเมืองหลากพรรคสะท้อนหลังไมค์กับสื่อหลากสำนักเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองเเละคู่เเข่ง เเต่บนความจริงฝ่ายตัวเองก็อัดฉีดกันเพียงเเต่น้ำหนักอาจสู้คู่เเข่งไม่ได้….เเละหวังที่จะป้ายสีขั้วตรงข้ามมากกว่า

ตรงนี้จะสอดรับกับการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยหรือไม่ เพราะเม็ดเงินก้อนนั้นน่าจะมีบางส่วนไหลลงมาในระบบใต้ดิน เเละคำศัพท์การเมืองใช้คำว่าหนึ่งกิโลกรัมเเทนค่าเงินหนึ่งล้านบาท

ฉะนั้นผู้สมัครส.ส.หนึ่งคนของหนึ่งพรรคใหญ่เเละกลางจะมีราคาไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับโอกาสเเละความเสี่ยงในการสอบคัดตัวซึ่งประชาชนเป็นคนตัดสิน

เขตเลือกตั้งประเภทบิ๊กเนมปะทะบิ๊กเนม ราคาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ราว 100 กิโลกรัมต่อหนึ่งคนจากหนึ่งพรรค ซึ่งเป็นน้ำเลี้ยงที่คนการเมืองเเทบทุกพรรควาดหวังกับสิ่งนี้ เเละช่วงท้ายๆ นี้ หากพบว่าคู่เเข่งอัดฉีดดีกว่าก็ต้องชงเรื่องเข้าไปยังเเกนนำพรรคว่าจะเคาะราคาสู้หรือไม่ ส่วนเขตรองๆ ลงมาก็ใช้อัตรา 20-40 กิโลกรัม หากการเเข่งขันไม่รุนเเรงนักก็ใช้ในอัตราไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง (อัตราข้างต้นเป็นตัวเลขโดยประมาณการที่คนการเมืองหลายพรรคให้ข้อมูล)

ตัวเลขเหล่านี้จะชัดเเจ้งก็ต่อเมื่อปิดหีบไปเเล้ว เเต่ละพรรคจะเคาะราคาค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เเต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ล่าสุดตอนนี้บริษัทห้างร้านระดับยักษ์หลากเเห่งที่หลายคนรู้กันดีว่าเป็นเเบ็กอัพในการปล่อยน้ำเลี้ยงทางลับให้หลายพรรคนั้น ผู้สมัครส.ส.กทม.คนหนึ่งเเจ้งว่า ตอนนี้เเกนนำพรรคจ่ายน้ำเลี้ยงมาครึ่งเดียวจากที่รับปากไว้ โดยอ้างว่าบริษัท…ขอชะลอการดูเเลปัจจัยหลักหลายร้อยล้านบาทโดยจะชำระหลังการเลือกตั้งเเทน ทำให้คีย์เเมนพรรคต้องหาเเหล่งทุนอื่นมาให้ก่อนเเละจ่ายเพียงครึ่งเดียว

“ไม่ใช่เเค่ไม่จ่ายเเค่พรรคของผม เเต่พรรคอื่นๆ ก็โดนด้วย”

ส่วนสารตั้งต้นของการที่นายทุนยักษ์ชะลอการอัดฉีดไปยังพรรคต่างๆ เหมือนที่ผ่านมานั้น เเสดงว่านายทุนยักษ์น่าจะอ่านเกมออกเเล้วว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเเบบใดเเละสอดรับกับกระเเสข่าวล้มเลือกตั้งที่คนการเมืองกระสากลิ่นนี้มาระยะหนึ่งเเล้วเพราะพรรคบิ๊กเนมพรรคหนึ่งที่น้ำเลี้ยงดียามนี้ปั่นคะเเนนนิยมไม่ขึ้นเลย…เเละอาจหมดหวังที่จะเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลไปพร้อมกับทุนรอนจำนวนมหาศาลที่อัดลงไปยังสามร้อยกว่าเขตเลือกตั้งเเต่สิ่งที่ลงทุนลงเเรงไปนั้นเสมือนว่าสัญญาณตอบรับไม่เเรงพอ…

ฉะนั้นเกมล้มกระดานน่าจะเหมาะที่สุด โดยอาจจะหาสารพัดเรี่องราวมายึดโยงเเละเกี่ยวพันเพื่อชี้ไปว่าการหย่อนบัตรครั้งนี้ควรที่จะโมฆะ เเละกลับคึนสู่ฐานะเดิมของทุกฝ่าย ก่อนที่จะไปจัดรูปเกมกันใหม่เเต่เกมล้มกระดานนี้จะต้องมี “เเพะบูชายัญ” เเละใครจะต้องสังเวยชีพเพื่อบัดพลีกรรมในครั้งนี้ ตรงนี้ต้องติดตาม…
เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ เสียด้วย

ดูหมิ่นศาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูหมิ่นศาล

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 09:03 น.
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,สส,ผู้พิพากษา,ดูหมิ่นศาล
เปิดอ่าน 1,965 ครั้ง

โดย…  รองศาสตราจารย์ กรกฎ ทองขะโชค คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ  

ในช่วงใกล้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) การหาเสียงเป็นเรื่องปกติของผู้สมัครรับเลือกตั้งภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 แต่อย่างไรก็ตามการหาเสียงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายปกติ โดยเฉพาะการปราศรัยหาเสียงที่อาจกระทบต่อบุคคลภายนอก หากทำให้บุคคลภายนอกเสียหายโดยเฉพาะองค์กรศาล ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลอื่น และองค์กรอื่นๆ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 “ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ในความผิดฐานนี้ การดูหมิ่นศาลจะพิจารณาการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นเช่นเดียวกันกับความผิดฐานดูหมิ่นในมาตราอื่นๆ การดูหมิ่น หมายความว่า การดูถูกเหยียดหยาม การสบประมาท หรือทำให้อับอาย และอาจจะกระทำด้วยวาจา เช่น คำด่า คำหยาบคาย คำดูถูก คำค่อนขอด หรือเป็นการกระทำด้วยกิริยาอย่างอื่นเช่น ให้ของลับ ถ่มน้ำลายรด ยกส้นเท้าให้ก็ได้ ดังนั้น การดูหมิ่นศาล จึงหมายถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการดูถูก เหยียดหยาม ด่าทอ สบประมาท ทำให้อับอาย และเป็นการกระทำที่จะเป็นการลดคุณค่าของศาลในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น โดยไม่ว่าจะกระทำด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือกิริยาใด สิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองของความผิดมาตรานี้ คือความเด็ดขาดของอำนาจรัฐในการรักษาความยุติธรรม ความผิดฐานนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องคุ้มครองชื่อเสียงของศาลหรือผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการตัดสินพิพากษาคดี ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพิทักษ์ผู้พิพากษาเป็นการส่วนตัว

ในการคุ้มครองผู้พิพากษา เป็นการคุ้มครองชื่อเสียงของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นนั้น เป็นการกระทำที่กระทบต่อชื่อเสียง ต่อคุณงามความดี ต่อศักดิ์ศรีของผู้พิพากษาที่ได้กระทำหน้าที่ โดยหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของผู้พิพากษาคือ มีหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยผู้พิพากษาจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่โน้มเอียงไปฝ่ายใด เพื่อให้คู่ความได้รับความยุติธรรม ดังนั้น เมื่อมีการกระทำดูหมิ่นเกิดขึ้น กฎหมายได้วางหลักไว้ว่า จะต้องเป็นการดูหมิ่นที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ซึ่งหมายความว่า ในความผิดดูหมิ่นศาลจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพูด กล่าว หรือการกระทำใดๆ ที่แสดงว่าเป็นการไม่เคารพหรือไม่พอใจในคำตัดสิน เช่น อาจจะพูดเป็นนัยว่าผู้พิพากษาลำเอียง หรือกล่าวต่อผู้อื่นว่าการตัดสินคดีไม่ยุติธรรม หรือการกล่าวใส่ร้ายผู้พิพากษาว่ารับสินบน หรือแม้กระทั่งเขียนบทความที่เป็นการกล่าวหาว่าการตัดสินคดีนั้นไม่มีความยุติธรรม เป็นต้น

ผู้พิพากษาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวผู้พิพากษา แต่หมายความถึง การทำหน้าที่เป็นศาล ซึ่งการทำหน้าที่เป็นศาลนั้น คือการทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว นอกจากนี้ การดูหมิ่นนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือผู้พิพากษา จะกระทำลับหลังก็ได้

ในเรื่องความผิดฐานดูหมิ่นศาลนั้น จะเห็นได้ว่า มีลักษณะของการกระทำความผิด คือในเรื่องของการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ความผิดนี้การกระทำที่เป็นการดูหมิ่น คำว่า ดูหมิ่นนี้ก็มีความหมายเหมือนกับ ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ดูหมิ่นคนธรรมดาทั่วไป ตามที่กล่าวไปแล้ว ศาล หมายความถึง ศาลยุติธรรม หรือศาลอื่นในราชอาณาจักร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร ศาลเยาวชน ศาลครอบครัว เป็นต้น

โดยในการคุ้มครองตัวองค์กรหรือสถาบันศาล เป็นเรื่องของค่านิยมคนไทยที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาล ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการ กล่าวคือ การที่ประชาชนจะให้ความนับถือศรัทธาองค์กรศาล เพื่อให้ศาลได้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมตัดสินคดีความนั้น องค์กรศาลเองจะต้องทรงเกียรติ มีความน่าเคารพ และสง่างาม เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในศาล โดยตัวองค์การศาลเองนั้นก็ได้ออกระเบียบ กฎต่างๆ เพื่อที่จะรักษาความทรงเกียรตินี้ไว้ ดังจะเห็นได้จาก “วินัย” ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญในความประพฤติของผู้พิพากษาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าศาลถูกดูหมิ่นโดยการทำให้เสื่อมเสียอับอาย ลดคุณค่าของศาลลง ก็จะส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาลได้ และเมื่อเกิดความระแวงในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาลเสียแล้ว การจะวินิจฉัยสั่งการอะไรออกไปก็ไม่เกิดความศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนหวั่นไหวได้ เช่น การกล่าวว่า ศาลเชียงใหม่ไม่ดี ตัดสินคดีไม่มีความเป็นธรรม การกล่าวในลักษณะนี้จะส่งผลให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจไปในทางลบและมององค์กรศาลทั้งภาพรวมว่ามีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนในองค์กรไม่ดี หรือไม่ดีเพราะมีการรับสินบน ซึ่งคนที่ได้ยินหรือรับฟังจะสามารถตีความไปได้หลายประการ ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวในลักษณะเช่นนี้ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐานดูหมิ่นศาลเช่นกัน

ความผิดฐานนี้มีที่มาจากค่านิยมของคนในชาติที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาลที่สืบเนื่องมาจากอำนาจศาลในสมัยโบราณ และเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์และผู้ครองแคว้นหรือเจ้าผู้ปกครองเป็นผู้ใช้ ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า “ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้นไพร่ฟ้าปกหน้า กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึง เจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยซื่อไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึงชอบ” ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติให้มีการคุ้มครององค์กรศาลขึ้น เพื่อสอดรับกับวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของคนในชาติ

“โหวตโน” ป่วน โหวตแบบ “หมอเลี้ยบ” สลายฝ่ายประชาธิปไตย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โหวตโน” ป่วน โหวตแบบ “หมอเลี้ยบ” สลายฝ่ายประชาธิปไตย

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 09:01 น.
โหวตโน,กระแสโหวตโน,เลือกตั้ง 2562,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อชาติ,พรรคอนาคตใหม่,การเมือง,หาเสียงเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 14,391 ครั้ง

ปฏิกิริยาโหวตโนของชาวแพร่ ฝ่ายหนุน ทษช. ส่งผลให้ตัวแทน “พรรคอนาคตใหม่” และฝ่ายประชาธิปไตยเดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งที่ตอนแรกกะว่าคะแนนจะไหลมาทางตนเองแท้ๆ

000 งานแรกของอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในนาม “ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” ที่ จ.ร้อยเอ็ด “3 เวที 3 เขตเลือกตั้ง” นำโดย “จาตุรนต์ ฉายแสง” และ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ทั้ง 3 เขตนี้เป็นจุดเสี่ยงที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะ “สอบตก” เพราะเจอคู่แข่ง “แข็งโป๊ก” เริ่มจาก “นิรมิต สุจารี” เขต 3, “ฉลาด ขามช่วง” เขต 2  และ “วราพงษ์ พันธุ์ศิลา” เขต 1

จาตุรนต์ ฉายแสง

000 จากการเคลื่อนไหวของ “อ๋อย-เต้น” ก็ชัดว่า กลุ่มนี้ยังจะเดินหน้าช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ตรงกันข้ามกับ “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” อดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรค ทษช. ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของชาวบ้านให้ “โหวตโน” เพราะเชื่อว่าคะแนนโหวตโนจะชนะ และทำให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

000 เหตุผลที่ “เสี่ยแมว วรวัจน์” มั่นใจสูงยิ่งในชัยชนะของ “โหวตโน” 2 เขตเลือกตั้ง เพราะผลเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคเพื่อไทย เคยได้เขตละ 5-6 หมื่นคะแนน ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.อันดับ 2 ได้เพียง 2 หมื่นคะแนน

คนแพร่รณรงค์โหวตโน

000 ปฏิกิริยาโหวตโนของชาวแพร่ ส่งผลให้ตัวแทน “พรรคอนาคตใหม่” เดือดเนื้อร้อนใจ ตอนแรกก็แอบหวังว่า คะแนนจาก ทษช.(เพื่อไทยเดิม) จะไหลมาที่พรรคส้มหวานเมืองแพร่ แต่เมื่อเจอ “เกมโหวตโน” ก็โวยทันที

000 ทำนองเดียวกัน สนามเลือกตั้งเมืองแพร่ พรรคเพื่อชาติ ก็ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 2 เขตคือ ธนกฤติ ตุ้ยดี เขต 1 และทักษิณ ฝากมิตร เขต 2 ลึกๆ ก็แอบคาดหวังที่จะได้อานิสงส์จาก ทษช. แต่เจอเกมโหวตโน “จตุพร พรหมพันธุ์” ถึงออกปากบ่นน้อยใจว่า หากพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่เป็น “เอกภาพ” โอกาสจะรวมเสียงได้มากกว่า “ฝ่าย คสช.” ก็ยากยิ่งนัก

นิชนันท์ วังคะฮาต ช่วยผู้สมัคร ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย

000 อีกตัวอย่างหนึ่งของความปั่นป่วนของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” เมื่อ ฐิติมา ฉายแสง ไปช่วยพรรคอนาคตใหม่หาเสียง ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงชลบุรี “นิชนันท์ วังคะฮาต” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี ค่าย ทษช. ประกาศชัดว่า ช่วย ธเนศพล เอกกลาง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี พรรคเสรีรวมไทย เรียกว่าไปคนละทางสองทาง

000 ด้านแกนนำแดงตะวันตก “นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” อดีตรองหัวหน้าพรรค ทษช. ก็ฝากไปถึงสมาชิก ทษช.ทั่วประเทศเลือกผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย หากเขตไหนไม่มีเพื่อไทย ก็ให้เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย นัยว่า “ผู้ใหญ่” ของ ทษช. ให้เทโหวตไปที่ผู้สมัคร ส.ส.คนไหนก็ได้ ที่มองว่า มีแววจะชนะ แต่ต้องอยู่ในฝ่ายเดียวกัน

000 หลายฝ่ายคาดหมายว่า “พรรคเพื่อชาติ” น่าจะได้รับการสนับสนุนจากอดีตแกนนำ ทษช. เพราะถือว่ามีความใกล้ชิด “พรรคตระกูลเพื่อ” มากที่สุด เอาเข้าจริง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรค ทษช. ไม่มีใครนึกถึงพรรคเพื่อชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” จะบ่นน้อยอกน้อยใจว่า พรรคเพื่อชาติคือพรรคกระยาจก

000 เหลืออีกไม่ถึงสิบวันจะเลือกตั้ง “ตู่ จตุพร” จึงสวมหัวโขนประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องมวลชน “คนเสื้อแดง” ลุกออกจากบ้านไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย แต่ในคำว่าฝ่ายประชาธิปไตย ประธาน นปช.รู้ดีว่า “แดงก้าวหน้า” เฮโลสาระพาไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ จึงต้องออกโรงส่งสัญญาณให้เลือกพรรคเพื่อชาติ

000 ในชั่วโมงนี้ พรรคเพื่อไทยคงต้องเร่งรณรงค์ “เลือกให้ชนะขาด” เหมือนกรณีข้อเสนอของ “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ที่เสนอ “เลือกอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อชนะขาดอย่างถล่มทลาย” เพราะเกรงว่า การเลือกแบบกระจายให้ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” 4-5 พรรคจะนำมาซึ่งความหายนะของเพื่อไทย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

000 ว่ากันตามจริง “หมอเลี้ยบ” กังวลว่า ลำพังพรรคเพื่อไทยชนะในเขตเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนไม่มากหรือ “ชนะไม่ขาด” ก็จะทำให้คะแนนที่ต้องการเพื่อได้ “ส.ส.พึงมี” (ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์) ลดน้อยลง เรื่องที่พูดกันเล่นๆ ว่า “คุณหญิงหน่อย” จะสอบตกก็มีโอกาสสูง

000 สำหรับสนามเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคชาติพัฒนา นำโดย “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา โฟกัสอยู่ 2 จังหวัดคือ นครราชสีมา และสกลนคร เฉพาะสมรภูมิภูพาน “สาคร พรหมภักดี” อดีต ส.ส.สกลนครหลายสมัย อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ตระกูล “พรหมภักดี” ลงสนาม 3 เขต ได้แก่เขต 1 พรศรี พรหมภักดี ภรรยาของสาคร เขต 2 วิลเลี่ยม พรหมภักดี และเขต 3 วีระศักดิ์ พรหมภักดี อดีตนายก อบจ.สกลนคร สองคนนี้เป็นน้องชายของสาคร

สุวัจน์ นำทีมปราศรัยกลางสวนยาง

วีระศักดิ์ พรหมภักดี มีโอกาสชนะ ที่เขต 3 สกลนคร

000 เขตที่พรรคชาติพัฒนา มีโอกาสปักธงได้มากที่สุดคือ “วีระศักดิ์” เขต 3 (อ.กุดบาก, อ.นิคมน้ำอูน, อ.พังโคน, อ.วาริชภูมิ และ อ.ส่องดาว) เพราะเป็นฐานเสียงดั้งเดิมของตระกูลพรหมภักดี และแชมป์เก่าจากค่ายเพื่อไทย ได้เป็น ส.ส.จากกระแสยิ่งลักษณ์ มาสมัยนี้ กระแส “หญิงหน่อย” ไม่แรงเหมือนที่คาด

ชาวสกลนคร 2 หมื่นคน ฟังการปราศรัยของพรรคชาติพัฒนา ที่ อ.วาริชภูมิ

000 เล่นการเมืองแบบสุวัจน์ รู้กำลัง รู้ประมาณตัวเอง จึงต้องเลือก “สมรภูมิ” ที่คาดว่าชนะ ไม่รบ “พร่ากำลัง” ต่างจากพรรคใหญ่บางพรรค เปิดแนวรบใหญ่ หวังกวาดแต้ม แต่สุดท้ายอาจพลาดหมด เพราะกระแสพรรคไม่ได้