เอาใจช่วย’การบินไทย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาใจช่วย’การบินไทย’

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:56 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,การบินไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,780 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ไพศาล’ วิภาวดี ร้องเรียนผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ได้ตรวจสอบความจริงเกี่ยวกับการซื้อเครื่องบินของ ‘การบินไทย’ สายการบินแห่งชาติ

ในอดีตการบินไทยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มจนเป็นสาเหตุให้การบินไทยขาดทุนและหากไม่ปรับปรุงการบริหารงานก็จะถึงขั้นล้มละลายเหมือนแจแปนแอร์ไลน์

เครื่องบินบางรุ่นที่เข้าประจำการในการบินไทย ไม่เหมาะสมกับเส้นทางบิน ค่าซ่อมบำรุงสูง กินน้ำมัน และขายต่อไม่ได้ ต้องจอดตากแดดฝนที่ดอนเมืองและอู่ตะเภา อีกไม่นานก็จะเป็นเศษเหล็ก

ที่ผ่านมาการบินไทยเหมือนขุมทองที่ผู้มีอำนาจและนักการเมืองบางคนส่งคนของตัวไปแสวงหาผลประโยชน์ ไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี

ผู้บริหารระดับสูงขาดความรู้ความสามารถในธุรกิจการบิน ซึ่งมีการแข่งขันสูงมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้การบินไทยมีปัญหาไม่เหมือนสายการบินเอกชนที่กำไรมหาศาล

ถึงเวลาแล้วที่จะปรับปรุงตรวจสอบเพื่อให้ ‘การบินไทย’ เป็นสายการบินแห่งชาติเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ

 เครื่อง ‘การบินไทย’ เป็นเศษเหล็ก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมทำงานอยู่การบินไทยมานานและแม้จะเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังมีความรักผูกพันและห่วงใยสายการบินแห่งชาติของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการซื้อเครื่องบิน ซึ่งหวั่นใจว่าจะเกิดความผิดพลาดเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

อะไรคือความผิดพลาดในอดีต ?

บันทึกของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ นร 1102/8853 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ได้เสนอให้บริษัทการบินไทยทบทวนโครงการจัดซื้อเครื่องบิน A340-500 จำนวน 3 ลำ ซึ่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจในช่วงเลานั้นไม่ฟังคำทักท้วงจากสภาพัฒน์ ตรงกันข้ามกลับเห็นชอบตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ ในช่วงนั้น ให้ซื้อ A340-500 (ปัจจุบันหยุดผลิตไปแล้ว) เพิ่มจาก 3 ลำ เป็น 4 ลำ และซื้อ A340-600 (ปัจจุบันหยุดผลิตไปแล้ว) เพิ่มจาก 5 ลำ เป็น 6 ลำ

ในเวลาเดียวกันได้เห็นชอบให้บริษัทจัดหา เครื่องบินแบบ A380 จำนวน 6 ลำ รวมเป็นเงินลงทุนประมาณแสนกว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทั้ง A340-500/600 ยังจอดตากแดดตากฝน เพื่อรอการขายอยู่ที่สนามบินดอนเมืองและอู่ตะเภา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ยังไม่สามารถขายได้ เพราะเป็นเครื่องบินที่ไม่มีใครต้องการในตลาดการบิน

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 แอร์บัส ได้ประกาศหยุดผลิตเครื่องบินแบบ A380 ภายในปี 2021 สิงคโปร์แอร์ไลน์ เป็นสายการบินแรก ที่ส่งคืนเครื่องบิน A380 แก่ผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าเริ่มถอดชิ้นส่วนของเครื่องบินดังกล่าวขายเป็นอะไหล่ เพราะไม่สามารถหาผู้เช่าต่อได้ เครื่องบิน A380 ของการบินไทยคงจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันในอนาคต

การบินไทยได้รับมอบเครื่องบิน A380 เมื่อปี 2555 และตามนโยบายค่าเสื่อมที่ 20 ปี ทำให้คงต้องใช้งานเครื่องบิน A380 ไปจนถึงปี 2575 และหวังว่าคงจะไม่นำ A380 ทั้ง 6 ลำ ไปจอดเป็นเศษเหล็กเพื่อรอการขายเหมือน A340-500/600

โครงการต่างๆ ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และหนึ่งในโครงการนี้คือ ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ที่บริษัท การบินไทยฯ จะร่วมมือกับผู้ผลิตเครื่องบินคือ บริษัทแอร์บัส จัดตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่เรียกว่า MRO (Maintenance Repair and Overhaul)

ข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับธุรกิจการบินแจ้งว่า ราคาหุ้นของศูนย์ซ่อมสิงคโปร์ ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่คือ เทมาเส็ก ราคาของหุ้นดังกล่าวลดลงกว่า 30% เหตุเพราะเครื่องบินรุ่นใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง ดังนั้นงานซ่อมบำรุงจึงลดลงมาทำให้รายได้จากการให้บริการนี้ลดลงตามไปด้วย

ทางแอร์บัสยังไม่ได้ใส่เงินลงทุนในโครงการนี้ เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาและยังไม่มีข้อยุติว่าจะมี 2 ศูนย์ซ่อม แข่งขันซึ่งกันและกัน หรือจะมีแค่ศูนย์ซ่อมแค่บริษัทเดียว ซึ่งจะกระทบกระเทือน

ฝ่ายซ่อมบำรุงของบริษัท การบินไทย ซึ่งอาจจะเหมือนถูกบอนไซไปโดยปริยาย และหรือการที่แอร์บัสชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการตัดสินใจในการจัดซื้อเครื่องบินรอบใหม่ว่าจะซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสจำนวนกี่ลำ

เครื่องมือหลักในการดำเนินธุรกิจการบินคือ “เครื่องบิน” แต่การจะสร้างผลกำไรได้นั้น ต้องบริหารจัดการเครื่องบินให้ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นเครื่องบินที่จัดซื้อเข้ามาจะต้องตอบโจทย์การให้บริการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นขนาดเครื่องบิน สมรรถนะของเครื่องบิน การซ่อมบำรุงและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการเพื่อจะนำไปใช้ให้เหมาะสมกับเส้นทางการบิน

การจัดซื้อเครื่องบินต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี นับจากสั่งซื้อจากผู้ผลิต จึงจะส่งมอบเครื่องบินได้ เพราะผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารรายใหญ่ในโลกนี้มีแค่ 2 รายเท่านั้น

ข่าวล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 ระบุว่า การบินไทยเร่งเสนอแผนการจัดซื้อเครื่องบินฝูงใหม่จำนวน 38 ลำ

ความผิดพลาดในการจัดซื้อเครื่องบินในอดีต เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารการบินไทยต้องตระหนักและพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะจัดซื้อเครื่องบินในครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ผู้บริหารการบินไทยในยุคนี้มีความรู้ความสามารถและความรักในสายการบินแห่งชาติ ตลอดจนปรารถนาดีอยากให้บริษัทกลับมาเติบโตมีผลกำไรและรุ่งเรืองเหมือนในอดีต จึงขอเอาใจช่วยผู้บริหารการบินไทยในการพิจารณาเลือกแบบของเครื่องบินและเครื่องยนต์โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมือง

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นใน ‘การบินไทย’ แดนสนธยา
ไพศาล (วิภาวดี)

ฟ้าสางที่พะเยา “ธรรมนัส” เขย่า 2 เขต “เพื่อชิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟ้าสางที่พะเยา “ธรรมนัส” เขย่า 2 เขต “เพื่อชิน”

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:35 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 10,807 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ร้อนองศาเดือดเมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำทีมลุยยึดทรัพย์นายทุนดอกเบี้ยโหดและผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สำหรับพื้นที่ จ.พะเยา มีการตรวจค้นและอายัดทรัพย์ของกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พะเยา

“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 2 พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมาชี้แจงว่า กรณีมีข่าวตนกับพวกหลอกผู้อื่นให้ร่วมลงทุนแชร์น้ำมัน และเงินกู้ระหว่างประเทศว่าไม่เป็นความจริง

“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” อดีต ส.ส.พะเยา

อย่างไรก็ตาม “วิสุทธิ์” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยหลังเลือกตั้งก็จะขอต่อสู้ในคดีดังกล่าวตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ข่าวชิ้นนี้ทำให้คนกว๊านพะเยาต้องจับตาโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสนามนี้ เพราะนักสังเกตการณ์การเลือกตั้งภาคเหนือประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสพลิกแซงแชมป์เก่า-พรรคเพื่อไทย 2 เขต

เขต 1 (อ.เมือง และ อ.แม่ใจ) “อรุณี ชำนาญยา” ผูกขาดการเป็นส.ส.เขตนี้มาตั้งแต่ปี 2544 แม้จะเปลี่ยนชื่อจากไทยรักไทยมาเป็นเพื่อไทย “อรุณี” ยังยึดเก้าอี้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงเป็นกลุ่มแม่บ้าน สตรีผู้สูงอายุ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังคงมีความชื่นชอบตระกูลชินวัตร

“อรุณี ชำนาญยา”

ส่วนผู้ท้าชิง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” แม่ทัพภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ มีประสบการณ์ทางการเมืองที่โชกโชนเช่นกัน แถมมือหนัก ใจถึง หัวคะแนนส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน

4-5 ปีที่ผ่านมา “ผู้กองธรรมนัส” ใช้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เสมือนเป็นการวางฐานสร้างกลุ่มมวลชนในพื้นที่

“ธรรมนัส พรหมเผ่า”

เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) เป็นฐานที่มั่นของตระกูล “ตันบรรจง” โดย “ไพโรจน์ ตันบรรจง” ยังลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อเพื่อไทย เจอคู่แข่งหน้าใหม่ “นายกยุ้ย” จีระเดช ศรีวิราช นายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ ซึ่งในอดีตเสี่ยยุ้ยก็เป็นหัวคะแนนคนสำคัญของไพโรจน์

“ไพโรจน์ ตันบรรจง”

“ศรีวิราช” เป็นตระกูลใหญ่ใน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา คนในตระกูลล้วนถูกปลูกฝังให้สำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิดและรู้จักตอบแทนคุณแผ่นดินจากรุ่นสู่รุ่น การตัดสินใจเล่นการเมืองระดับชาติภายใต้ร่มเงาของ “ผู้กองธรรมนัส” สร้างความหนักใจให้แก่ไพโรจน์ ตันบรรจง เพราะหนนี้คงไม่ง่ายเหมือนเลือกตั้ง 2554
ประกอบกับ “นายกยุ้ย” เป็นคนเข้าถึงง่าย ใจถึง ทำงานไว ตรงกันข้ามกับไพโรจน์ ที่อาศัยกลไกหัวคะแนนของตระกูลตันบรรจง ไม่ได้ลงคลุกคลีกับชาวบ้านมากนัก

สำหรับเขต 2 (อ.เชียงคำ อ.ภูซาง และอ.จุน) แชมป์เก่า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.ผูกขาดอีกคน หาคู่แข่งในพื้นที่ได้ยาก เนื่องจากเป็นส.ส.ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้านมาโดยตลอด แม้พรรคพลังประชารัฐ จะส่ง “ส.จ.อาง” ธวัช สุทธวงค์ ลงสู้ก็คงยากที่จะชนะ บวกกับธวัชเป็น ส.จ.อำเภอปง เขต 1 แต่ย้ายมาลงสมัคร ส.ส.อีกเขตหนึ่ง

“จีระเดช ศรีวิราช”

หากประเมิน “กระแส” ผู้สมัครพรรค พปชร.ตกเป็นรองค่ายเพื่อไทย ดังที่ทราบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในใจชาวรากหญ้าในฐานะ “นายกคนเมือง” ตลอดสิบกว่าปีมานี้ แต่มองที่ตัวบุคคล พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบ เพราะเป็นคนใหม่ ใจถึง พึ่งได้ บวกกับเครือข่าย “ผู้นำธรรมชาติ” ที่มาช่วยหาคะแนน ก็ประมาทพรรค พปชร.ไม่ได้

          สรุปว่าสองเขตเมืองกว๊านสู้กันถึงฎีกาแน่และอาจถึงขั้นติดดาบปลายปืน หลังกระสุนดินดำยิงถล่มกันจนหมดคลังสรรพาวุธ

พิษร้อนพรรคการเมืองแอบปล่อยผี “โฉนดที่ดิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365586?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษร้อนพรรคการเมืองแอบปล่อยผี “โฉนดที่ดิน”

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:10 น.
โฉนดที่ดิน,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สุชาติ ตันเจริญ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ที่ดิน สปก
เปิดอ่าน 2,059 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ทุกครั้งที่มีการส่งทีมสำรวจข้อมูลไปจับเข่าคุยกับ “ชาวบ้าน” ถามว่าปัญหาหนักอกหนักใจที่ทำให้เดือดร้อนมากที่สุดคืออะไร หนึ่งในคำตอบที่รัฐบาลทุกยุคสมัยได้รับตรงกันคือ “ปัญหาไม่มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัย” ทำให้พรรคการเมืองที่กำลังจะลงสู่สนามแข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง ต้องพยายามหยิบยกเรื่องแจก “โฉนดที่ดิน” มาเป็นไฮไลท์เรียกคะแนนนิยม

ข้อมูลเบื้องต้นจากกรมที่ดินระบุว่า ในจำนวนที่ดินทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่นั้น มีการแบ่งให้ 4 หน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ได้แก่
1.กรมป่าไม้ ดูแลพื้นที่ป่าสงวนประมาณ 145 ล้านไร่ (45%)
2.กรมที่ดินดูแล 130 ล้านไร่ (40%)
3. “ส.ป.ก.” หรือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดูแล 35-40 ล้านไร่ (11%)
4.กรมธนารักษ์ ดูแลที่ดินราชพัสดุพื้นที่ 10 ล้านไร่ (3%)

ดูเหมือนว่าทั้ง 4 หน่วยงานนั้น “ที่ดิน” ในความรับผิดชอบของ “ส.ป.ก.” จะเนื้อหอมมีคนสนใจอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากสุด โดยเฉพาะพรรคการเมืองกำลังเอาไปใช้เป็นนโยบายเพิ่มคะแนนเสียงเลือกตั้ง

 พรรคไหนบ้างที่สนใจเรียกคะแนนเสียงด้วยนโยบายแจกที่ดิน ?
ช่วงปี 2561 ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินสายเป็นประธานในพิธีมอบคืนโฉนดที่ดินและทรัพย์สินคืนประชาชน โดย “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน” คืนโฉนดที่ดินทั่วทั้งประเทศไปประมาณเกือบ 2,000 ฉบับ มูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ได้ใจชาวบ้านเป็นอย่างมาก ถึงขนาดพรรคพลังประชารัฐเอาไปเป็นแนวทางปูพรมหาเสียงในนโยบายของพรรค ที่เปิดตัวในชื่อ นโยบายเกี่ยวกับการแจกที่ดิน “โฉนดทองคำ”

“ธนกร วังบุญคงชนะ” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ “โฉนดทองคำ” ว่าเป็นนโยบายที่ได้หลังลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรหลายจังหวัด ส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยเปลี่ยน “ส.ป.ก.” เป็นโฉนดที่ดิน และจากการสำรวจปัจจุบันพบการถือครองเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 4.8 ล้านครอบครัว กว่า 30 ล้านไร่ แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้ มีเพียงค้ำประกันกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้ทำนโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนด โดยจำกัดสิทธิเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เชื่อว่านโยบายนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายละเอียดนโยบาย “โฉนดทองคำ” จำนวนกว่า 30 ล้านไร่ ของพรรคพลังประชารัฐยังไม่ชัดเจนมากนัก น่าจะออกมาในรูปแบบการปรับเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็น “ใบสลักสิทธิ์” เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปี 2518 ที่ระบุไว้ว่า ส.ป.ก. เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น ทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ และผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ต้องมีฐานะยากจน

พรรคพลังประชารัฐเสนอให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ใหม่เพื่อให้สามารถนำที่ดินไปทำโรงงาน เขตอุตสาหกรรม เพื่อการพาณิชย์ ท่องเที่ยว หรือรีสอร์ทสุขภาพ เน้นให้นำไปใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

“สุชาติ ตันเจริญ” ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ อธิบายให้สื่อมวลชนฟังว่า ตอนนี้ไทยมีคนจน 2.8 ล้านครอบครัวที่ได้สิทธิ์ในการเป็นคนจนแบบถาวร เพียงแก้กฎหมายไม่กี่บรรทัดด้วยการให้เปลี่ยนมือที่ดินได้ ไม่ใช่เฉพาะทายาทเท่านั้น แต่ต้องออกแบบใหม่ให้ใบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เปลี่ยนเป็นใบสลักสิทธิ์ นำไปซื้อ ขาย โอน เช่า ต้องเสียภาษี ค่าธรรมเนียม ใช้หลักการใกล้เคียงกับกรมธนารักษ์ และกรมที่ดิน จากที่ดินผืนเดิมที่มีมูลค่าราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาท ต่อไปก็จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในทันที เป็น 10-30 เท่า หากทำครอบคลุมทั่วประเทศ ที่ดิน 30 ล้านไร่จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้กว่า 10 ล้านล้านบาท ประชาชนจะมีโอกาสเป็นเศรษฐีมีเงินมีรายได้หลายแสน หรือหลายล้านบาทต่อคนต่อครอบครัว ประชาชนสามารถเปลี่ยนจากการทำนาทำไร่ขาดทุนซ้ำซาก ยากจนถาวร มาเป็นการทำรีสอร์ทรองรับนักท่องเที่ยว สร้างตึกแถวค้าขาย ฯลฯ

การวาดฝันนำทรัพยากร “ที่ดิน” มาเป็นนโยบายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่พรรคเก่าแก่อย่าง “ประชาธิปัตย์” ก็เคยเสนอมาก่อนหน้านี้แล้วในชื่อนโยบายว่า “โฉนดสีฟ้า”

ช่วงปลายปี 2561 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจยกระดับความเป็นอยู่คนไทย 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการโฉนดสีฟ้า” หรือการจัดทำในรูปแบบ “พ.ร.บ.โฉนดชุมชน” เพื่อให้สิทธิในการจัดการที่ดินเป็นของชุมชน ยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐโดยกู้ผ่านธนาคารและตกทอดถึงลูกหลานได้ รวมถึงการเปิด “ธนาคารที่ดิน” ที่มีจุดประสงค์ในการเพิ่มที่ดินทำกินให้คนไทยและสะสางปัญหาโฉนดที่ดินซึ่งค้างคามายาวนาน รวมถึงเอกสารที่ดินอื่นๆ

หลักการ “นโยบายโฉนดสีฟ้า” มี 3 ข้อด้วยกันคือ 1.ยกระดับโฉนดชุมชนเพื่อความมั่นคงของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน 2.ยกระดับ ส.ป.ก. เพิ่มความมั่นคง และโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร 3.ยกระดับกระบวนการแปลงเอกสารครอบครองที่ดินชนิดต่างๆ ให้เป็นโฉนดที่ดินโดยเร็ว

นอกจากพรรคใหญ่แล้ว พรรคทางเลือก หรือ พรรคเล็กไฟแรง ก็แอบเตรียมเปิดตัวนโยบายเกี่ยวกับ “ที่ดิน” เช่นกัน เช่น “พรรคอนาคตใหม่” ประกาศเบื้องต้นว่าต้องการปฏิรูปการใช้ที่ดิน ด้วยวิธีแก้กฎหมายการจัดการที่ดินซึ่งซับซ้อนอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงาน พรรคจะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ดินแล้วนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น

ส่วน “พรรคสามัญชน” ที่เกิดจากการรวมตัวของนักกิจกรรมผู้ทำงานในพื้นที่ภาคส่วนต่างๆ ของไทย ระดับ “นักจิตอาสารุ่นเดอะ” หรือเอ็นจีโอที่เข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับเด็กๆ หรือชาวบ้านมาหลายสิบปี มีนโยบายจัดการที่ดินแบบเน้นหลักประชาธิปไตยฐานราก สร้างความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรที่ดิน อาจเป็นนโยบายในรูปแบบการออกเอกสารสิทธิที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินป่าไม้ ที่ดินรัฐ ฯลฯ

พรรคสามัญชนเน้นย้ำถึงการกระจายการถือครองที่ดิน ต้องให้เกษตรกรทุกครอบครัวเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างน้อย 15 ไร่ต่อครอบครัว

สำหรับ “พรรคพลังสังคม” ที่มีผู้นำพรรคชื่อ “วิฑูรย์ ชลายนนาวิน” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ อ้างถึงความเชี่ยวชาญด้านแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ พร้อมเดินหน้าชูนโยบาย “โฉนดใบเดียว” แก้ปัญหาที่ดินทำกิน หวังมัดใจคนรากหญ้าแต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะมีการแปลงในรูปแบบใด รู้แต่เพียงว่ามีความข้องเกี่ยวกับการนำที่ดิน ส.ป.ก.มาแจกจ่ายเช่นกัน

เช่นเดียวกับ “พรรครักท้องถิ่นไทย” เปิดตัวชูนโยบายยกระดับราคาสินค้าเกษตร และสัญญาว่าจะมีนโยบายออกโฉนดที่ดินแทนเอกสารสิทธิ “ส.ป.ก.” เพื่อให้ประชาชนรากหญ้ามีที่ดินทำกินและสามารถนำที่ดินไปจำนองหรือค้ำประกันกับสถาบันการเงินได้จากนโยบายที่ดินข้างต้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เกือบทุกพรรคล้วนแล้วแต่ต้องการข้องเกี่ยวกับ “ที่ดิน ส.ป.ก.” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เสมือนเป็นเค้กก้อนโตอันแสนโอชะ !

แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ออกมาท้วงติงว่า ผืนดิน ส.ป.ก.ไม่ได้ปลดล็อกง่ายๆ ใครต้องการเข้ามาแบ่งเค้กคงต้องใช้พละกำลังมากหน่อย !?!

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลสื่อมวลชนเกี่ยวกับแนวทางหรือนโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอวิธีแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรด้วยการสัญญาว่า จะเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินส.ป.ก.4-01 กว่า 35 ล้านไร่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์สามารถซื้อขายเปลี่ยนเจ้าของได้นั้น หากว่ากันตามหลักกฎหมาย “ส.ป.ก.” ยังทำไม่ได้แน่นอน เพราะกำหนดล็อกพื้นที่จัดสรรเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินเท่านั้น เมื่อมอบให้แล้วจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ ยกเว้นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

“ที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 30 ล้านไร่ จัดสรรให้เกษตรกร 7–8 ล้านครัวเรือน ถ้ามีพรรคใดจะทำเรื่องนี้ ยืนยันตอนนี้ได้เลยว่ากฎหมายยังไม่เปลี่ยน และไม่เปิดช่อง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

การที่พรรคการเมืองกำลังหาเสียงด้วยนโยบายขายที่ดิน ส.ป.ก. 30 ล้านไร่นั้น ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากย้อนหลังไป “คดีแจกที่ดินอื้อฉาว ส.ป.ก.” เคยทำให้รัฐบาลถึงกับต้อง “ประกาศยุบสภา” มาแล้ว

ย้อนไปปี 2538 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีมีการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01 โดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าของโครงการ แต่ปรากฏว่าการแจกที่ดินไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกรอย่างเดียว แต่ประกาศให้ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน จนโดนฝ่ายค้านนำมาขุดคุ้ยข้อมูลและนำอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเหตุให้พรรคพลังธรรมถอนตัวจากรัฐบาลและยุบสภาในที่สุด

เนื่องจากคำพูดของผู้มีฉายา “ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่ว่า “การแจก ส.ป.ก.ก็เหมือนการสอบชิงทุน คนรวย คนจน ย่อมมีสิทธิเท่ากัน”

สุดท้ายคำพูดนี้เหมือนฝันร้าย เสียดแทงหัวใจพรรคประชาธิปัตย์จนถึงปัจจุบัน หากมีใครเอ่ยถึงนโยบายที่ดิน ส.ป.ก.

“วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแผนปีงบประมาณ 2562 ที่ตั้งเป้าจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์เพิ่มอีก 63,000 ราย เนื้อที่กว่า 6 แสนไร่ รวมทั้งดำเนินภารกิจในการตรวจสอบสิทธิการถือครองที่ดิน เพื่อได้รับทราบข้อมูลการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้ดำเนินการจัดสรรไปแล้ว จำนวน 35 ล้านไร่ เกษตรกร 2.8 ล้านครัวเรือน ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง คือ ทำการเกษตร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยสั่งการให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ เร่งดำเนินการตรวจสอบ

“อุบล อยู่หว้า” ผู้คลุกคลีกับปัญหาที่ดินของเกษตรกรมาหลายสิบปี กล่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายโฉนดทองคำและโฉนดสีฟ้าของพรรคการเมืองว่า เป็น “ความปรารถนาของนายทุน” ที่จะเอาที่ดินสวยๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยมาเป็นของตน โดยผ่านการให้สิทธิซื้อขายแก่ชาวบ้านก่อน แล้วค่อยไปฮุบรวมขอซื้อมาตอนหลัง
“ขนาดตอนนี้กฎหมายบังคับห้ามซื้อขาย หรือกำหนดให้การซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโมฆะ พวกนี้ยังแอบไปทำสัญญาเงินกู้กับชาวบ้าน เพื่อให้ตัวเองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เหมือนกับเป็นการซื้อขายแบบปากเปล่า รู้ๆ กันกับพวกนายทุน หรือนักธุรกิจอยากได้ที่ดิน ส.ป.ก. เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวยงาม อยู่ใกล้ป่าสงวน ใกล้แม่น้ำ ทะเล ภูเขา วิวสวยๆ ทั้งนั้น ที่นักการเมืองบางคนมาบอกว่า เป็นพื้นที่แหล่งเสื่อมโทรม ก็เป็นข้ออ้างน่ารังเกียจมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ พื้นที่รอบทุ่งดอกระเจียว จ.ชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ส.ป.ก.ทั้งนั้น ถึงได้ยังคงความสวยของธรรมชาติไว้ได้ ถ้าพรรคการเมืองไหนอยากปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรจริง ต้องเน้นเอา ส.ป.ก.มาเป็นโฉนดชุมชน ให้ชาวบ้านดูแลกันเอง”

ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรข้างต้นอธิบายต่อว่า โฉนดชุมชน คือวิธีการจริงใจที่สุดที่นำ ส.ป.ก.มาจัดสรรให้ชุมชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรืออาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้เฉพาะคนที่อยู่ในชุมชนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้คนอื่นมายึดถือครอง ที่ผ่านมามีการออกระเบียบเกี่ยวกับโฉนดชุมชนบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจทำกันอย่างจริงจัง แค่ไปตั้งสำนักงานโฉนดชุมชน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือทำเกษตรของชาวบ้านอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า

“ถ้าพรรคการเมืองอยากปฏิรูปที่ดินเพื่อชาวบ้าน ต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการแจก ส.ป.ก. หรือไปให้สิทธิซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เพราะจะทำให้เกิดการฮุบที่ป่าธรรมชาติสวยงามมากขึ้น หรือฮุบที่ทำแปลงเกษตร ความเหลื่อมล้ำเรื่องในการครอบครองที่ดินของคนไทยเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องมานานกว่า 300 ปีแล้ว วิธีแก้ต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน ไม่ใช่สิทธิปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะอ้างเป็นชาวบ้าน นายทุนหรือเกษตรกร ตอนนี้อยากแนะนำให้พรรคการเมืองทั้งหลายมาช่วยกันคิดว่า ช่วยกันเสนอว่าจะมีนโยบายโฉนดชุมชนที่ได้ผลกว่าที่ผ่านมาอย่างไร”

คำแนะนำที่คมคายจากตัวแทนเกษตรกรที่คลุกคลีกับปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านมาทั่วประเทศไทย คงทำให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองหลายคนหยุดคิด หยุดฝันว่าจะ “ฮุบผืนดินสวยๆ” ผ่านคำกล่าวอ้างว่า เพื่อยกระดับฐานะเกษตรกร

เชื่อว่าทั้งนโยบาย “โฉนดทองคำ” และ “โฉนดสีฟ้า” หากไม่ฟังเสียงประชาชนทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ไปฟังแค่เสียงชาวบ้านหรือหัวคะแนนเสียงไม่กี่กลุ่ม

สุดท้ายจะกลายเป็น “นโยบายแจกที่ดินอัปยศ” ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประเทศไทยอีกครั้ง…
“ส.ป.ก.4-01” หมายถึง
เอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ใน เขตปฏิรูปที่ดิน ตาม “พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518” โดยเขตปฏิรูปที่ดินหมายถึง ที่ดินที่เป็นชุมชนเต็มรูปแบบมาก่อน หรือเป็นที่ดินป่าเสื่อมโทรม หมดสภาพป่าและไม่สามารถฟื้นสภาพป่าได้อีก ไม่รวมถึงป่าในเขตอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ หรือเขตต้นน้ำลำธาร

หลักการสำคัญ “ที่ดิน ส.ป.ก.4-01”
1) ที่ดินในเขตปฏิรูปใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ทำประโยชน์อย่างอื่น
2) ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 จะต้องมีฐานะยากจน
3) ไม่อนุญาตให้ซื้อขายที่ดิน ถือเป็นโมฆะ
4) สามารถโอน แบ่งแยก และตกทอดทางมรดกให้แก่บุคคลในครอบครัว ได้แก่ สามีภรรยา บุตร บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา และหลาน สามารถเช่าหรือเช่าซื้อเพื่อเกษตรกรรม
5) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01
6) รัฐสามารถเรียกคืนที่ดินได้หากตรวจสอบพบว่าประชาชนมิได้ใช้ทำการเกษตร

‘100 วัน 1,000 บ้าน’ ลดช่องว่างตำรวจกับชุมชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365561?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘100 วัน 1,000 บ้าน’ ลดช่องว่างตำรวจกับชุมชน

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พตอกิตติศักดิ์ เที่ยงกมล,สายตรวจระวังภัย,ประชาชน,ตำรวจ
เปิดอ่าน 792 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ

จากรูปแบบเดิมที่ทุกคนเห็นจนเป็นภาพชินตาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหมวกสีทอง ขับขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจไปกับคู่บัดดี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของงานป้องกันและปราบปรามของแต่ละโรงพัก เพื่อส่องสอดเฝ้าระวังเหตุร้าย หรือแวะเซ็นชื่อเช็กเวลาที่ตู้แดงตามจุดต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับประชาชน จึงส่งผลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นปัญหาในช่องว่างดังกล่าว พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ จึงมีแนวคิดที่จะลดช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับตำรวจในพื้นที่ กระทั่งเป็นที่มาให้ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้จัดโครงการ “100 วัน 1,000 บ้าน” ซึ่งเป็นโครงการที่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจทั้ง 5 ชุด ของ สภ.รัตนาธิเบศร์ ที่ปฏิบัติงานตระเวนตรวจตราในพื้นที่ จะต้องหยุดจอดแวะพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคย โดยให้ได้อย่างน้อย 2 หลังต่อ 1 ชุด เท่ากับว่าในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใกล้ชิดประชาชนเพิ่มขึ้นวันละ 10 หลังคาเรือน เมื่อปฏิบัติตามนโยบายนี้ครบ 100 วัน ก็จะทำให้ตำรวจเข้าถึงชาวบ้านได้ถึง 1,000 หลังคาเรือน

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในโครงการนี้จะต้องเข้าร่วมในแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม “100 วัน 1,000 หลัง” จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 ชุด ลงตรวจตราเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่แล้ว จะต้องเข้าหาชาวบ้านในพื้นที่ให้ได้อย่างน้อยสองหลังคาเรือน โดยการนั่งพูดคุยไต่ถามปัญหาสารทุกข์สุกดิบต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจากชาวบ้าน ซึ่งถ้าหากเป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยคลี่คลายให้ได้ ก็ให้ดำเนินการได้ทันทีเลย และสิ่งเล็กน้อยแบบนี้จะสามารถสร้างความประทับใจ เชื่อมความสัมพันธ์ ลดช่องระหว่างชาวบ้านกับตำรวจไปโดยปริยาย นอกจากนี้หลังจากที่ตำรวจได้นั่งพูดคุยสร้างความเป็นกันเองแล้ว ให้ถ่ายรูปเป็นหลักฐานพร้อมชื่อ บ้านเลขที่ และหมายเลขโทรศัพท์ นำมาลงในไลน์กลุ่ม เพื่อส่งงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันทั้ง 5 ชุด

“ผมในฐานะผู้บังคับบัญชาก็จะเข้ามาติดตามตรวจสอบในไลน์กลุ่มแต่ละวัน จากนั้นก็จะสอบถามถึงปัญหาหรือความเดือดร้อนของชาวบ้านที่สะท้อนกลับมาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจในแต่ละวัน เพื่อนำมาเก็บทำข้อมูลของแต่ละพื้นที่ต่อไป ประชาชนได้ใกล้ชิดตำรวจ ตำรวจก็ได้ประชาชน จะได้มาช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแลสอดส่องพื้นที่ช่วยตำรวจได้อีกแรง หากมีเหตุความไม่ปลอดภัยใดๆ เบอร์โทรศัพท์หรือไลน์ที่ได้แลกเปลี่ยนกันไว้ ก็จะทำให้ชาวบ้านสามารถสื่อสารกับตำรวจได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ตำรวจเข้าถึงประชาชนไปแล้วกว่า 400 หลังคาเรือน ได้รับเสียงชื่นชมจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเพื่อนใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยีในการสื่อสาร ช่วยลดช่องว่างระหว่างกัน และเข้าถึงกันได้มากขึ้น ต่างจากการลงพื้นที่ตรวจตราในแบบเก่าที่ผ่านมา” พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ระบุ

ว่ากันว่าตำรวจมีต้นทุนทางสังคมต่ำ มักถูกมองในเชิงลบ เป็นที่หวาดระแวงจากภาพจำของ “ตำรวจนอกรีต” ไม่กี่คน แต่โครงการ “100 วัน 1,000 บ้าน” น่าจะสร้างความไว้วางใจขึ้นได้ไม่น้อย โรงพักไหนสนใจไปปรับใช้ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ก็ไม่หวง..!!

พันธกิจพรรคการเมืองใหญ่ วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจ4.0

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พันธกิจพรรคการเมืองใหญ่ วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจ4.0

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 13:20 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคชาติพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,อุตตม สาวนายน,อนุทิน ชาญวีรกูล,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
เปิดอ่าน 421 ครั้ง

โดย…  เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น 

ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันที่ 13 มีนาคม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชิญตัวแทน 6 พรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคชาติพัฒนา (ชพน.), พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ร่วมดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ การตอบข้อซักถาม ภายใต้หัวข้อการขับเคลื่อนเรื่องที่ประชาชนและเอกชนให้ความสนใจ ซึ่งการดีเบต ได้ให้ผู้แทน 6 พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ ตอบคำถามที่แต่ละคนจับสลากได้ โดยคำถามแต่ละคนนั้นไม่ซ้ำกัน และลำดับพรรคในการตอบคำถามก็จะจับสลากก่อน-หลังในแต่ละรอบ

โดยคำถามเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น พรรคอนาคตใหม่ ที่วันนี้มี วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจเป็นผู้แทนพรรคได้ตอบเป็นคนแรก

คำถามมีว่า พรรคจะดำเนินการปกป้องและดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยอย่างไรภายใต้ยุคการค้าเสรี ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกีดกันทางการค้า และสงครามการค้ากำลังเกิดขึ้น

วีระยุทธ : ในส่วนของการค้าเสรี พรรคอนาคตใหม่ได้ศึกษาวิจัยแล้วพบว่า อย่างไรก็ยืนยันที่จะอยู่บนเวทีพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็น AEC, WTO ซึ่งไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา การที่จะต่อรองกับประเทศใหญ่ต้องอยู่บนเวทีพหุภาคีที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถต่อรองร่วมกันได้ ส่วนการเซ็นสัญญาทวิภาคีก็ยังมีความจำเป็นต่อเนื่อง แต่ทวิภาคีโดยตัวของมันเองนั้นมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นก็จะต้องทำด้วยความรอบคอบกว่าปกติ

การพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคมองว่าโจทย์หลักทางเศรษฐกิจของไทยมี 3 ข้อ 1.จะทำอย่างไรที่จะผลักดันหรือกระตุ้นให้ทุนใหญ่ ยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในประเทศสามารถที่จะออกไปเติบโตเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเติบโตขึ้นมาโดยพัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ 2.จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตข้ามชาติได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ 3.จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเองได้ พรรคเห็นว่าโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้อีก 5-10 ปีประเทศไทยสามารถทะยาน เดินหน้าต่อไปได้และยั่งยืน

ซึ่งนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ก็คือ เสนอให้มีการจัดการทุนผูกขาดอย่างจริงจังและชัดเจน โดยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าฯ อย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องมีการตีความ เพราะที่ผ่านมาปัญหาของกฎหมายดังกล่าวคือ คำว่า “อำนาจเหนือตลาด” นั้นแคบเกินไปซึ่งจะต้องมีการปรับตัวใหม่ ให้เหมาะกับธุรกิจประเภทใหม่ๆ หรือธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการสื่อสารสารสนเทศ ที่จะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีพื้นที่หายใจและสามารถเติบโตได้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายการขนส่งสาธารณะด้วย

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ตอบคำถามเรื่อง พรรคมีแนวทางการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว รวมทั้งการจัดการแรงงานให้มีความพอเพียงกับความต้องการของประเทศจากขยายตัวในอนาคตที่จะปรับตัวสูงขึ้น

“คน” คือเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องเทคโนโลยีเราหาได้มีเงินทุนก็ซื้อได้แต่เรื่อง “คน” ต้องใช้เวลาพัฒนา ขณะที่การพัฒนาคนนั้นต้องตอบโจทย์ให้ตรงจุดด้วยว่าประเทศไทยที่จะปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจนั้นต้องการบุคลากรอย่างไร แรงงานในกลุ่มต่างๆ ของอุตสาหกรรม ของภาคบริการ และภาคการเกษตร ควรมีคุณสมบัติ มีทักษะอย่างไร ดังนั้นแนวทางพรรคพลังประชารัฐจึงมุ่งเน้นการพัฒนาแรงงานให้ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัว ซึ่งเศรษฐกิจที่กำลังปรับเปลี่ยนต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ด้วยขีดความสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงได้ ประเทศไทยถึงจะแข่งขันได้ในเวทีโลกแล้วสามารถเติบโตได้อย่างไม่กระท่อนกระแท่น เช่น แรงงาน

วันนี้ที่เราขาดมากคือ “แรงงานอาชีวะ” ในระดับของสายอาชีพ ตรงนี้ พรรคพลังประชารัฐเสนอว่า เราจะต่อยอดสร้างเครือข่ายของมหาวิทยาลัย และของภาคเอกชนเพื่อพัฒนาอาชีวะให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตร เป้าหมายของประเทศ เรียกว่า “อาชีวะที่มีความหวังเห็นอนาคต” โดยมาร่วมกันทำหลักสูตร ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเขียนอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อวันแรกอาชีวะ หรือนักศึกษาเดินเข้ามาต้องตอบโจทย์ได้เลยว่าอนาคตอยู่ตรงไหน ความต้องการของประเทศไทยเป็นอย่างไร เมื่อจบมาทำงานมีรายได้และตรงความต้องการของประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยตั้งโจทย์ และภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงไม่วาจะเป็นเงินทุน หรือเทคโนโลยี นอกจากนี้ในส่วนของแรงงานในโรงงานก็ต้องปรับทักษะด้วย

ในอนาคตจะมีระบบโรโบติกส์ ระบบอัตโนมัติเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องน่าตกใจแต่ประเทศไทยต้องพร้อมที่จะเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องเสริม-ปรับเปลี่ยนทักษะของแรงงานที่มีอยู่ให้ตรงตามโจทย์นั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะดึงดูดให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน ลงทุนในประเทศได้ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือประเทศไทยมีแรงงานรองรับในระยะยาวหรือไม่

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามเรื่อง การแก้ปัญหากฎหมายไทยที่มีความซ้ำซ้อน และความไม่เป็นสากลอยู่มาก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่ตัวเองถือไว้โดยไม่พิจารณาแบบบูรณาการรอบด้าน และขาดการมีส่วนร่วมภาคเอกชนในการมองกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจอย่างไร
แนวคิดและภารกิจของพรรคภูมิใจไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคือ “ทลายทุกข้อจำกัด ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน” ซึ่งทุกวันนี้ที่ภาคเอกชนทั่วไป และประชาชนทั่วไป มีอุปสรรคใหญ่ๆ ในการทำมาหากินและสร้างรายได้ คือติดข้อจำกัดข้อกฎหมาย เช่นภาคเอกชนจะขอสร้างอะไรสักอย่างต้องไปยื่นใบขออนุญาต 7-10 หน่วยงาน จะลงทุน รับออเดอร์ผลิตของส่งออกก็ติดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเคยประสบมาสมัยที่อยู่ภาคเอกชน รับออเดอร์เข้ามานึกว่าจะช่วยบ้านเมืองเอาเงินต่างชาติเข้าประเทศ แต่ปรากฏว่าคนในประเทศเราเอง ระบบราชการประเทศเราเองไม่ตอบโจทย์ ไม่สนับสนุน แทนที่จะได้เงินกลับผลิตไม่ได้ ใบอนุญาตไม่ออก สุดท้ายต้องเสียค่าปรับให้เขา (ต่างประเทศ)

นี่คือตัวอย่างความถดถอยและความไม่พยายามที่สร้างภาครัฐให้สนับสนุนประชาชนในทุกรูปแบบตราบใดที่เขายังหาหรือสร้างรายได้ หรือทำธุรกิจลงทุนให้แก่ประเทศไทยต้องติดข้อกฎหมายข้อจำกัด กฎหมายทุกฉบับในประเทศไทยบอกว่าให้รัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเป็นผู้รักษากฎหมาย นี่คือต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น ทุกอย่างพัวพันอยู่ตรงนี้ บางทีเรื่องกรณีเดียวกันคนหนึ่งตัดสินอย่างหนึ่ง อีกรายตัดสินอีกอย่างหนึ่ง แล้วต่างชาติที่ไหนจะกล้ามาลงทุน เช่นเซ็นสัญญาภาครัฐไปแล้ววันหนึ่งก็ยกเลิก หรือจะทำอะไรสักอย่างแล้วต้องไปขออนุญาตแต่ไม่มีข้อกำหนดเวลาว่าจะอนุมัติได้ภายในวันใด ดังนั้นหาก พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็จะแก้ปัญหาด้วยการเช็กลิสต์ เราจะไล่ดูว่าสิ่งที่จะทำมีทุนพอหรือไม่ มีการออกแบบที่ดีหรือไม่ มีกำลังการผลิตที่ถูกต้องหรือไม่ จะบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างไร จ้างคนงานอย่างไร จ้างคนไทยแค่ไหน ซึ่งเราจะถือว่าคนที่เข้ามาลงทุนประกอบกิจการ ต้องมีเจตนาที่ดี แต่ถ้าทำผิดจากการเช็กลิสต์ไม่ต้องพูดกัน สิ่งที่พรรคเข้ามาแล้วตั้งใจจะทำที่สุด คือเข้ามาเที่ยวนี้ไม่มีวาระอื่น ไม่มีเรื่องการเมือง ไม่มีการแสวงหาอำนาจใดๆ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ เราจะทำอย่างเดียวคือ ทลายข้อจำกัดของกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถทำมาหากินได้สะดวก

พรรคภูมิใจไทยเสนออยู่อย่างเดียว เข้ามาทลายทุกข้อจำกัด มีข้อจำกัด กฎหมายตรงไหน มาร่วมกันทำ ซึ่งคำถามก็บอกอยู่แล้วว่าขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ต้องเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญเขียนมาขาดการมีส่วนร่วมของการเมือง ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เหมือนกับครับ คนที่มีอำนาจต้องการถืออำนาจไว้ในมือให้มากที่สุด เพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจ เพื่อจะบอกว่าอันนี้จะให้ อันนี้จะไม่ให้ แล้วคนที่เดือดร้อนก็คือเอกชน โดยที่ไม่ทราบว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนที่เลือกพวกเราเข้ามา

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย (ICT) ทั้งหมด มีคุณภาพทัดเทียมประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เพื่อดึงดูดความสามารถในการแข่งขันจากต่างชาติมาสู่ไทยเพื่อให้ไทยมีโอกาสก้าวสู่เวทีโลก

เรามีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Information Technology วันนี้ประทศไทยก็ตื่นตัวและปรับตัวมาก ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนก็เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงสร้างหลัก เช่น การลงทุนต้องมีสนามบิน มีมอเตอร์เวย์ มีท่าเรือ แต่เรื่อง Information Technology หรือเรื่อง IT ที่สำคัญซึ่งทุกประเทศทั่วโลกเขาไปสู่จุดนี้แล้วก็คือการพัฒนาโครงข่าย 5G เพราะระบบนี้จะเป็นการพัฒนาพื้นฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในทุกๆ ด้าน เช่นคนต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางไกลไปรับการรักษาพยาบาล แล้วโรงพยาบาลต่างจังหวัดอาจขาดแคลนหมอ เป็นช่องว่างระหว่างคนจนกับความรวย แต่ถ้ามีเทคโนโลยี 5G เราจะสามารถรับการรักษาทางไกลได้ ดังนั้นจากนี้ไป 2 ปีเราจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการ 5G ให้นำมาใช้ นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ในเทคโนโลยี คิดว่าเรายังให้ความสำคัญ เชิญมาลงทุนในรูปแบบของการประมูล ให้ผลตอบแทนรัฐเท่าใด รัฐยังเอาตัวเงินเป็นตัวตัดสินใจแทนที่จะมองในเรื่องว่าเมื่อได้โครงข่าย ได้คลื่นอย่างนี้ไปแล้ว จะพัฒนาอย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อการลดช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา การสาธารณสุข

ถ้าคิดในมุมนี้ประเทศจะได้อะไรมากกว่า ที่บอกว่าคุณเสนอมาหมื่นล้าน สองหมื่นล้านแล้วเอาเกณฑ์นี้เป็นการตัดสินใจ ซึ่งเกณฑ์แบบนี้ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเราก็ไม่ประสบผลสำเร็จแล้วก็ต้องมาเจรจากับผู้รับสัมปทานหรือผู้ลงทุน ดังนั้นวันนี้เมื่อจะไป 5G แล้ว ผมคิดว่าทางรัฐน่าจะมีวิธีคิดเน้น “Indirect Benefits” มีกรอบที่ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศจริงๆ แบบรัฐได้ประโยชน์ สังคมได้ประโยชน์ เศรษฐกิจธุรกิจได้ประโยชน์มากกว่าที่จะเห็นตัวเงิน รวมทั้งการดูเรื่องสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาพื้นที่ EEC, SEC ยังเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ

เรื่องขีดความสามารถหากถามว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เรื่องหลักๆ จะต้องประกอบด้วย 1.การเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่หมายถึงการรื้อกฎหมายและระบบกฎหมายให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะเสริมให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเชื่อมโยงกับโลกและมีความสำคัญในเวทีโลกได้

2.เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเวทีโลก การดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าในเชิงรุก การพิจารณาถึงข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์รวมไปถึงการทำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประเทศไทยที่จะไปเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันทั้งภูมิภาคอาเซียน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือการเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ๆ อย่างแอฟริกา
3.การพัฒนา “คน” เป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.เราจำเป็นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างประเทศเราไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมากในระบบเศรษฐกิจไทย

“ขณะที่ปีนี้ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน บทบาทของการเป็นประธานอาเซียนต้องเร่งผลักดันวาระซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นไว้ที่เรียกว่า Connectivity เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม ระบบถนน ระบบราง ระบบการเชื่อมโยงด้านพลังงาน ระบบโทรคมนาคม ซึ่งการผลักดันเรื่องนี้ควรที่จะไปเจรจากับทางจีน ซึ่งมีแนวคิด หนึ่งแถมหนึ่งเส้นทาง ที่ผ่านมาอาเซียนไม่เคยไปต่อรองกับจีนในฐานะอาเซียนที่จะทำให้การเชื่อมโยง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันแล้วตอบสนองเป้าหมายของอาเซียนซึ่งจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง”

สำหรับตลาดเดิมของเรา ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป หรือสหรัฐฯ เราต้องตระหนักว่าขณะนี้ธุรกิจที่จะต้องส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวต้องมีการปรับมาตรฐานหลายอย่างให้เป็นไปตามาตรฐานสากล ดังนั้นธุรกิจใดก็ตามซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่ส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการที่จะให้ปรับตัวเข้าสู่มาตรการต่างๆ ได้ โดยเรามีบทเรียนมาแล้วจากธุรกิจการบิน ธุรกิจประมง ที่สุดท้ายทำให้เราเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนตลาดใหม่ๆ ช่องทางที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความโดดเด่น ก็จะต้องทำงานค่อนข้างละเอียดเป็นการเฉพาะ เช่น เมื่อสมัย พรรค ปชป. เป็นรัฐบาล เราผลักดันเรื่องธุรกิจก่อสร้างให้เข้าไปในตลาดใหม่อย่างอินเดีย ตะวันออกกลางได้ หรือหากประเทศตะวันออกกลาง มีความต้องการเรื่องของความมั่นคงทางอาหารเราก็สามารถเจาะตลาดเหล่านั้นโดยการนำจุดแข็งของไทยที่มีแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้ ส่วนคำถามเรื่อง EEC , SEC นั้น ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ EEC แต่เราต้องวางเป้าหมายให้ชัดว่า พื้นที่ EEC ควรเป็นพื้นที่ที่ดึงธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่อิงกับเทคโนโลยีในอนาคต ธุรกิจพลังงานสะอาด เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของ พรรค ปชป. เห็นว่าต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ถนน ทางเรือ ด้วยเพื่อที่จะต้องดูว่าจะเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ได้อย่างไร และจะจัดตั้ง 12 มหานครทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางการตอบโจทย์ เช่น ขอนแก่น จะเป็นศูนย์กลางรองรับการทำธุรกิจด้านตะวันออก หรืออย่างพม่าเปิดพื้นที่มา แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายคือ ประโยชน์ใดที่ประชาชนและธุรกิจจะได้รับ มากกว่าการที่มองว่าการลงทุนขนาดใหญ่มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น

สุดท้าย “นายโภคิน พลกุล” แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ตอบคำถาม เรื่องแนวทางการปฏิบัติช่วง 3-5 ปีข้างหน้าต่อการวางแผนด้านผังเมืองพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนว่า เรื่องผังเมืองเป็นปัญหามาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันเรามีเขตเศรษฐกิจชายแดน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และเรามีเมืองหลัก มีเมืองรอง เราก็ต้องสร้างเมืองหลักๆ ในแต่ละภาคให้โดดเด่นขึ้นแล้วเชื่อมกับเมืองรองต่างๆ ดังนั้นการวางผังเมืองทั้งหมดต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านั้นด้วย ตัวอย่างการจัดผังเมืองใหม่ในพื้นที่ EEC ที่ต้องผ่านสิ่งแวดล้อมเยอะแยะสุดท้ายก็ไปใช้ ม.44 (อำนาจตามรธน.ชั่วคราว) ขณะที่เราสามารถที่จะดูภาพรวมแล้วมองเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลงไปในชุมชนได้ เช่น ชุมชนที่ปลูกข้าวก็ให้คนมาลองดำน้ำ ทำที่พักเป็นโฮมสเตย์ได้ ขณะที่การปรับผังเมืองเราควรต้องคำนึงถึงคนตัวเล็กให้มากที่สุดเพราะคือเศรษฐกิจฐานราก แต่ทุกวันนี้คนตัวใหญ่ปรับผังเมืองง่าย ตรงนี้เขียวอยู่ก็เอาตรงนี้ไปลงแล้วขอเป็นสีม่วง ประเภทนี้ระบบอำนาจนิยมทำให้คนที่เป็นทุนใหญ่ ทุนเส้นสายทำอะไรก็ได้หมด แต่คนตัวเล็กแถมไม่มีเสียงใดๆ เลย

“ถ้าจะทำให้การแข่งขันดีขึ้น ปัจจัยต่างๆ มีดังนี้คือ 1.ผลิตภาพ เราจะยกระดับได้อย่างไร คนตัวใหญ่ที่มีศักยภาพไปถึงต่างประเทศได้ ไม่ต้องห่วง แต่คนตัวเล็กๆ จะลำบาก เราควรดูแลเรื่องจัดงบประมาณใหม่ งบที่ไม่จำเป็นทั้งหลายอย่างซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำ วันนี้ยังไม่จำเป็น เอาสิ่งนี้มาสร้างการแข่งขันให้แข็งแรง 2.ปรับการศึกษาปรับทักษะคนในระบบแรงงาน เรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะนำไปทำงาน โดยระบบที่ยังเป็นอุปสรรคที่พูดกันอยู่คือระบบกฎหมาย ระบบราชการ ไม่เอื้อให้คนทำงานได้อย่างรวดเร็วสะดวก ประหยัด สิ่งแรกที่ต้องทำ คือกีโยตินกฎหมาย จากกฎหมายที่มีเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตอยู่มาก 1,500-1,600 ใบ ก็ปรับเหลืออยู่ 200-300 ใบที่จำเป็นจริงๆ การแข่งขันจะสู้ไม่ได้ถ้าคิดแล้วยื่นวันนี้แล้วอีก 8 เดือนถึงจะได้ใบอนุญาต ดังนั้นข้อมูลข่าวสารราชการจำเป็นต้องเปิดเผยให้ถึงกัน ถ้าข้อมูลไม่ถึงคนทำธุรกิจก็ลำบาก และระบบราชการเองก็เอาตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ประชาชนเป็นเซ็นเตอร์ และไม่มีความเป็นมืออาชีพ เช่น 6 เดือนย้าย 1 ปีย้ายก็จะช่วยประชาชน-ภาคเศรษฐกิจไม่ได้ นี่ผมพูดจากแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่เขียนอยู่นี้ สิ่งเหล่านี้เราต้องร่วมกันแก้ไขแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน”

“คุณหญิงหลุยส์” อุ้มหลาน “น้ำผึ้ง” ฝ่าด่านเพื่อไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คุณหญิงหลุยส์” อุ้มหลาน “น้ำผึ้ง” ฝ่าด่านเพื่อไทย

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 12:45 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,คุณหญิงหลุยส์,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,มนพร เจริญศรี,น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์
เปิดอ่าน 9,735 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นครพนม หัวเมืองชายโขงคึกคักยิ่ง เมื่อแกนนำของพรรคใหญ่ลงหาเสียงประชัน ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะแชมป์เก่า ต้องลุ้นเหนื่อยกว่าสมัยที่แล้ว เมื่อโพลล์หลายสำนักระบุว่า เขต 2 และเขต 4 คะแนนนิยมตกเป็นรองคู่แข่ง

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.เมืองนครพนม (เฉพาะ 6 ตำบล), อ.โพนสวรรค์ และ อ.ท่าอุเทน “ส.ส.เดือน” หรือ “มนพร เจริญศรี” อดีต ส.ส. 2 สมัย ยังลงสนามป้องกันแชมป์ โดยเช้าวันที่ 13 มีนาคมนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พา “โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร” มาช่วยหาเสียงให้มนพร ก่อนจะเดินทางไปเขต 3 และเขต 4

คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ กับ หลานสาวย-น้ำผึ้ง

ก่อนหน้านั้นวันหนึ่ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ปราศรัยที่สนามกีฬากลาง อ.เมือง จ.นครพนม ช่วย “น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 มีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยล้นหลาม

“น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์” สื่อมวลชนมักเรียกขานเธอว่า “หลานสาวบิ๊กจิ๋ว” แต่เลือกตั้ง 2562 พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้ช่วยอะไรเลย หากแต่เป็นเรื่องของเธอ และคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยกทัพไปช่วยน้ำผึ้งหาเสียง

ที่บ้านพักริมโขงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อผู้พักอาศัยในทะเบียนราษฎร 3 คนคือ พ่อใหญ่จิ๋ว, คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ และน้ำผึ้ง ช่วงหลังคุณหญิงหลุยส์ย้ายทะเบียนบ้านออกไปแล้ว พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้กลับมานครพนมนานแล้ว

“พ่อใหญ่จิ๋ว” เคยช่วยหลานน้ำผึ้งลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 แต่เธอก็แพ้ทีมนายก อบจ.คนเก่า หลังการปราชัย น้ำผึ้งยังคงพบปะพี่น้องประชาชนในเขต อ.เมืองนครพนม ตั้งโรงทานนำอาหาร ขนม น้ำดื่มแจกจ่ายพี่น้องในงานบุญ นอกจากนี้ได้นำข้าวของที่จำเป็นไปให้ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ในชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

ว่ากันว่า คุณหญิงหลุยส์พาหลานสาวไปพบ “ผู้ใหญ่” ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอฝากหลานลงสนามเขต 2 นครพนม และทางผู้ใหญ่ก็มอบหมายให้ “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม เป็นผู้สนับสนุนน้ำผึ้ง

          ลำพังคะแนนนิยมส่วนตัวของน้ำผึ้ง คงสู้กระแสพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่การได้ตัวจอมยุทธ์การเมือง “สมชอบ” ที่มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมาช่วย ก็ทำให้คู่แข่งออกอาการหนาวเดือนสามทันที

หลายปีผ่านมา น้ำผึ้งทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดเวลา

ส่วน “ส.ส.เดือน” มนพร เจริญศรี อดีต ส.ส.นครพนม ที่เคยช่วยหลานน้ำผึ้งชิงนายก อบจ.นครพนม เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ ต้องมาห้ำหั่นกันเอง ดูตามเกม “ส.ส.เดือน” เป็นต่อ “น้ำผึ้ง” แน่นอน

พ.ศ.นั้น พ่อใหญ่จิ๋วได้รับแรงใจจาก “คนดูไบ” และตัวมนพร ก็อาสาพาหลานสาวพ่อใหญ่หาเสียงเต็มที่ โดยมีแกนนำ นปช. ยกทีมมาช่วยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ผลเลือกตั้งปรากฏว่า หลานพ่อใหญ่จิ๋ว พ่ายสมชอบแบบไม่มีลุ้น

“สมชอบ” ผนึกกำลังไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส., ชูกัน กุลวงษา อดีต ส.ส. และศุภชัย โพธิ์สุ อดีต รมช.เกษตรฯ จึงเอาชนะหลานพ่อใหญ่จิ๋วได้ แต่มาวันนี้ สมชอบคิดการใหญ่ อาสารับเป็นเสนาธิการเบื้องหลัง พปชร.นครพนม ถ้าคว้า ส.ส. 2-3 เก้าอี้ สมชอบก็วางแผนต่อยึดท้องถิ่นทันที

ส.ส.เดือน หรือมนพร เจริญศรี เพื่อไทย

          สำหรับ “ส.ส.เดือน” เป็นแกนนำแดงนครพนม และได้เป็น ส.ส. ก็เพราะพลังมวลชนเสื้อแดง แต่มาถึงปีนี้ กระแสแดงราโรย ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเห็นอกเห็นใจน้ำผึ้ง เพราะไม่เคยทอดทิ้งชาวบ้าน

ด้านหนึ่ง นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.นครพนมหลายสมัย เคยปั้น “ส.ส.เดือน” มากับมือ ได้แยกตัวออกจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคเสรีรวมไทย จึงทำให้มนพรต้องสู้ตามลำพัง

          หากน้ำผึ้งชนะเลือกตั้ง ก็ยิ่งกว่าล็อกถล่ม คุณหญิงหลุยส์คงยิ้มร่า เพราะปั้นหลานไปถึงดวงดาวสำเร็จ 

วันนี้ ส.ส.เดือน ต้องหวังพึ่งคะแนนคนเสื้อแดงนครพนม

ถวายความจงรักภักดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถวายความจงรักภักดี

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 11:50 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ถวายความจงรักภักดี,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 533 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นช่วงโอกาสมหามงคลที่พสกนิกรชาวไทยจะร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตราสัญลักษณ์พร้อมความหมาย

รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเครื่องสักการะ

ขอเชิญชวนประดับตราสัญลักษณ์ตามอาคารสถานที่และบ้านเรือน เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน และเพื่อให้ถูกต้องตามประเพณีมีความสง่างาม สมพระเกียรติ

ตราสัญลักษณ์นี้จะปรากฏใน 6 แห่ง คือ 1.เครื่องใช้ในพระราชพิธีคนโทน้ำจาก 108 แห่งทั่วประเทศ 2.การทำซุ้ม 3.ธงสัญลักษณ์ 4.เสื้อหรือหมวก 5.เข็มตราสัญลักษณ์ และ 6.การนำสัญลักษณ์ไปใช้ ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ประดับในแก้วน้ำ ขวดน้ำ จาน ชาม ช้อน แจกัน เหยือกน้ำ กำไล จี้ กล่องบรรจุภัณฑ์

เว้นแต่สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยการนำไปเผยแพร่ในรูปของแผ่นพับหรือสติกเกอร์ จะต้องใช้สีที่ถูกต้องตามต้นแบบ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

การขอใช้ตราสัญลักษณ์ฯ นั้น หน่วยงานของรัฐ องค์กร ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม หรือบริษัทห้างร้าน ที่มีความประสงค์จะเชิญตราสัญลักษณ์ไปประดับหรือประดิษฐาน

ให้มีหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมแบบคำขอใช้ตราสัญลักษณ์ ไปที่คณะอนุกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันนี้ – 4 พฤษภาคม 2563 โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.opm.go.th)

ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแบบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ โดยด้านหน้าเป็นแบบตราสัญลักษณ์ ส่วนด้านหลังมีคำว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562” ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดทำเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนได้เชิญไปประดับในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รายได้จากการจำหน่ายเข็มที่ระลึกฯ ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

ในส่วนของเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างจัดทำเสื้อต้นแบบ คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้พร้อมกับเข็มที่ระลึกฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2562

โดยวันที่ 31 มีนาคม จะเปิดจำหน่วยให้ประชาชนทั่วไปเป็นปฐมฤกษ์ จำนวนอย่างละ 20,000 ชุด ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ กทม.

จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันแสดงความจงรักภักดีโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 เตรียมรับมือหมอกควันอันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวแม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก ซึ่งขอเรียนมาให้ทราบว่า พวกเราได้รับผลกระทบจากหมอกควันไฟป่าอย่างรุนแรง จนวันก่อนต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายไฟลท์เพราะหมอกควันปกคลุมสนามบินแม่ฮ่องสอนเป็นอันตรายต่อการบิน

ที่เขียนจดหมายมานี่เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเมื่อเข้าเดือนเมษายน อากาศจะร้อนมากจะเกิดไฟป่า ซึ่งไม่เฉพาะเขตประเทศเราแต่อย่างเขตพม่าที่มีป่าทึบก็เกิดไฟป่าเมื่อลมพัดมาก็หอบเอาควันมา

อย่างเขตตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บ้านผมมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะทำให้หมอกควันปกคลุมนานมาก และนอกจากมีอันตรายต่อการบินแล้วยังมีอันตรายต่อระบบหายใจด้วย

ผมจึงแจ้งเตือนมายังผู้จะเดินทางมาแม่ฮ่องสอนหรือจังหวัดภาคเหนือรวมถึงอีสานต้องระวังอันตรายโดยเฉพาะท่านที่ขับรถยนต์-จักรยานยนต์ หากเกิดหมอกควันต้องเปิดไฟหน้ารถและหากมีปัญหาต้องจอดพักรถ

อย่าเสี่ยงอันตรายขับรถในหมอกควันทึบ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอเตือนมาด้วยความหวังดี
มานพ (แม่ฮ่องสอน)

ตอบ คุณ ‘มานพ’ แม่ฮ่องสอน
ก่อนอื่นต้องขอบคุณในความปรารถนาดีแสดงความห่วงใยส่งมาพร้อมกับจดหมายที่มีประโยชน์ และเดือนเมษายนเป็นช่วงวันหยุดยาวเทศลาลสงกรานต์ จะมีปริมาณยวดยานสัญจรเดินทางมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผมเองชอบไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนเพราะธรรมชาติสวยงามและหลายๆ อำเภอก็มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีแตกต่างออกไป ประทับใจ

แต่ในช่วงฤดูร้อนนี่อาจจะมีหมอกควันเป็นปัญหาการเดินทาง จึงขอให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ไม่ชินคุ้นเคยเส้นทางต้องระวังเป็นพิเศษ
อ๊อด เทอร์โบ

ทหารพรึบ!เลือกตั้งล่วงหน้า รู้แล้วอยู่ตรงไหน ??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทหารพรึบ!เลือกตั้งล่วงหน้า รู้แล้วอยู่ตรงไหน ??

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 11:15 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ทหาร
เปิดอ่าน 1,812 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

อดทนกันถึงนาทีสุดท้าย สำหรับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ภายหลังกองทัพถูกหยิบยกมาโจมตีในช่วงระหว่างการหาเสียงของพรรคการเมืองกว่า 2 เดือน และลุกลามไปถึงการหมิ่นเกียรติทหาร นอกจากจะหวังโกยคะแนนรับเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้แล้ว เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนระบบ ทำให้กองทัพ ‘ง่อยเปลี้ยเสียขา’

การประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษ มี ผบ.หน่วยคุมกำลังรบทั่วประเทศกว่า 700 นาย เข้าร่วมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “บิ๊กแดง” จัดหนัก จัดเต็ม ทั้งปลอบขวัญและปลุกใจกำลังพลให้ฮึกเหิม ด้วยการนำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนจะบิวท์อารมณ์ด้วยการเปิดสกู๊ปพิเศษ  ที่สั่งตัดต่อเองกับมือ เป็นการรวบรวมวิกฤติการเมืองในห้วง 18  ปีที่ผ่านมา ย้ำความทรงจำอีกครั้ง

สกู๊ปดังกล่าวเปิดฉากด้วยปมเหตุความขัดแย้ง เริ่มตั้งแต่การเข้ามามีอำนาจของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เมื่อปี 2544  สังกัดพรรคไทยรักไทย และได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างท่วมท้นจนสามารถอยู่ในตำแหน่งครบวาระ 4 ปี แต่ในปี 2549 เกิดการประท้วงโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พมธ.) หรือ ‘คนเสื้อเหลือง’ ที่ไม่พอใจการบริหารงาน เนื่องจากนายทักษิณถูกกล่าวหาบริหารประเทศมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปกปิดทรัพย์สินระหว่างดำรงตำแหน่งการเมือง หลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะข้อกล่าวหารุนแรงคือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

กลายเป็นที่มาการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และศาลตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาโกงการเลือกตั้ง ทั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองนายทักษิณ 5 ปี ในขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัวรวม 76,000 ล้านบาท

นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘คนเสื้อแดง’ ขับไล่ คมช. กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายการชุมนุมยุติลง มีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมากลุ่ม พธม.กลับมาชุมนุมอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าพรรคพลังประชาชน เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ได้ยกระดับการชุมนุม โดยการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่ง ก่อนยุติการชุมนุมเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน

ความขัดแย้งยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่ม นปช.กลับมาชุมนุมอีกครั้งในปี 2552 และ 2553  เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในเดือนพฤษภาคม 2553 เกิดวิกฤติการเมืองรุนแรงที่สุด มีการเผาบ้าน  เผาเมือง ใช้อาวุธสงครามกระทำต่อกัน นำไปสู่การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

การเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้ง พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนเสียงข้างมาก ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกิดวิกฤติการเมืองอีกรอบ เมื่อรัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนทั้งประเทศ เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)  ขณะที่กลุ่ม นปช.จัดการชุมนุมตอบโต้

เหตุการณ์สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการปะทะ มีการใช้อาวุธสงครามกระทำต่อผู้ชุมนุมกลุ่มกปปส.จนเกิดรัฐประหาร 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ส่งกำลังทหารเข้าไปสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายปะทะกัน พร้อมส่งกลับบ้าน ก่อนจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองยุติลงจนถึงทุกวันนี้

การย้อนวิกฤติการเมือง พล.อ.อภิรัชต์ ต้องการย้ำให้ ผบ.หน่วยคุมกำลังกว่า 700 นาย ได้รู้ว่า การเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ ทหารควรอยู่จุดไหน ที่ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนไม่แบ่งแยก นำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีต พร้อมกำชับกำลังพลและครอบครัวออกไปใช้สิทธิ์ สำหรับการทำหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับคูหาเลือกตั้ง การนับคะแนน การขนย้ายหีบบัตร เพื่อป้องกันข้อครหา ‘โกงเลือกตั้ง’

เลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ 17 มีนาคมนี้ คงเป็นหน้าประวัติศาสตร์ เพราะทหารทั้งกองทัพ จะตบเท้าเข้าคูหาอย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากวันจริงติดภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และกำลังพลบางส่วนอยู่ระหว่างการฝึกยกระดับพลทหารเพื่อนำไปใช้ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ใน  4 ศูนย์ ประกอบด้วย กทม. จ.ลพบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว โดยแต่ละหน่วยได้ทำหนังสือขออนุญาตคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ใช้ยานพาหนะขนกำลังพลในหน่วยไปคูหาเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป 2562 น่าจะเป็นทางออกให้ประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างมั่นคง ยั่งยืน หลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง หากเลือกคนดี มีความรู้ เข้าสู่รัฐสภา เพราะทหารรู้ว่าต้องยืนตรงไหน
แล้วคนทั้งประเทศรู้หรือยัง ???

จุดยืน ปชป. -“ลุงตู่” ไม่สะเทือน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดยืน ปชป. -“ลุงตู่” ไม่สะเทือน

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 10:05 น.
กระดานความคิด,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น 

ชัดถ้อยชัดคำสำหรับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งโพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊ก “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจ เท่ากับสร้างความขัดแย้ง” และยังขึ้นพูดบนเวที THE STANDARD DEBATE “ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน” แค่นั้นไม่พอยังขนกรรมการบริหารพรรคมาแถลงข่าวยืนยันอีกว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถามว่า คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง จะส่งผลให้เกิดการพลิกผันถึงขนาดดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่ถึงขนาดนั้น แม้ว่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น   นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งยากขึ้นบ้าง เพราะขาดเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ โหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ออกแบบไว้แล้วโดยเฉพาะเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ คือ 1.ให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มีสิทธิลงมติเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมีที่ให้ ส.ว.มาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย และวุฒิสมาชิกมีจำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช.ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีเสียงสนับสนุนอยู่ในมือเห็นๆ อยู่แล้ว 250 เสียง และ 2.บุุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้เสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในบทเฉพาะกาล รัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คน รวม 750 คน ดังนั้น บุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภา 376 เสียงขึ้นไป ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็ไปหาคะแนนเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรอีก 126 เสียง ก็จะได้ 376 เสียง และพรรคพลังประชารัฐซึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีชื่อนายกฯ ตามโพลล์ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็น่าจะได้ประมาณ 100 ที่นั่ง ก็หาเสียงจากพรรคการเมืองอื่นอีกในสภาผู้แทนฯ ประมาณ 26 เสียง มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น ต้องไปหาคะแนนเสียงในสภาผู้แทนฯ ถึง 376 เสียง(เพราะไม่มีเสียง ส.ว. 250 เสียง คอยสนับสนุน) บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นสนับสนุนจึงจะได้เป็นนายกฯ ซึ่งไม่มีทางหาได้อยู่แล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกนั่นเอง ที่ออกแบบให้เป็นการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งทำให้พรรคการเมืองได้คะแนนเฉลี่ยกันไป ไม่ให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงจำนวนมากจนเป็นพรคการเมืองขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามมีการแย้งในเรื่องที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ ต่อแน่ โดยมองตรงประเด็นที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ต้องมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนฯ เป็นเสียงข้างมากด้วย อย่างน้อยต้องเกินครึ่งคือ 251 เสียง (และถ้าจะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ต้องได้ถึง 270-280 เสียง เผื่อเกิดการหักหลังในสภาผู้แทนฯ) ไม่ใช่มีแค่ 126 เสียงในสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตสนับสนุนนายกฯ เท่านั้น ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบ รวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง หากต้องการตั้งรัฐบาลก็ต้องหาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนฯ อีกราวๆ 150-200 เสียง แต่เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถจับมือกับฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือ “ประชาธิปัตย์” เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว) นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรคคือ พรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตามโพลล์คาดว่าจะได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รวมกันประมาณ 100-120 ที่นั่ง แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้อยู่แล้ว เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่า ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาจากการครอบงำของกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีผลประโยชน์กับประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจร่วมงานด้วยได้ ในขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ก็สวนทันควันว่าไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย…และนี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถ้าพรรคพลังประชารัฐไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง และนี่คือแผนลึกของพรรคประชาธิปัตย์กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย

แต่คนที่แย้งแบบนี้ คงลืมคิดไปว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ คือมีเสียง ส.ส.สนับสนุน ไม่ถึง 251 เสียง  แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะมีอำนาจต่อรองสูงในการดึงพรรคการเมืองต่างๆ มาสนับสนุนในภายหลัง นี่ยังไม่รวมถึงการพร้อมที่จะเกิด “งูเห่า” ในสภา ผู้แทนยกมือโหวตสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องต่างๆ เพราะแม้ว่าสุดท้ายอาจถูกขับออกจากพรรค แต่ก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่ให้ ส.ส.หาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมที่จะอ้าแขนรับ ส.ส.เหล่านั้น อยู่แล้ว เพื่อรัฐบาลจะได้มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น

“อภิสิทธิ์”ข่มเพื่อน ส่อทำการเมืองสู่ทางตัน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภิสิทธิ์”ข่มเพื่อน ส่อทำการเมืองสู่ทางตัน!

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 09:15 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท : ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

การเมืองหลังเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ทุกสำนักวิเคราะห์ว่า จะกลายเป็นศึกชิงที่ 2 ระหว่างประชาธิปัตย์ที่ส่งชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กับพลังประชารัฐ ที่ส่งชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงสนามแข่งขัน ขณะที่ขั้วพรรคในเครือทักษิณ ที่พ่ายน็อกในเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” เป็นฝ่ายค้านค่อนข้างแน่

แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับสร้างเงื่อนไขที่อาจจะก่อให้เกิดทางตันทางการเมือง ที่หลังเลือกตั้งอาจเกิดกรณีตั้งรัฐบาลไม่ได้หรือเกิดภาวะ “เดดล็อก” (deadlock) เพราะการประกาศว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับทั้งเพื่อไทยและไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เท่ากับ ทำลายมิตรการเมืองหมดสิ้น

สารพัดเหตุผลที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกมาสนับสนุนในการไม่ร่วมงานกับเพื่อไทยและไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ล้วนเป็นเหตุผลที่ “คนอื่น” เลวทั้งสิ้น มีดีอยู่พรรคเดียว คือประชาธิปัตย์ แถมยังบอกด้วยว่า จะเอาพรรคพลังประชารัฐร่วมหรือไม่ ต้องดูว่ามีคนอยู่ในกระบวนการสืบทอดอำนาจหรือไม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงลืมไปว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นรัฐบาลผสม การจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หลังเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงต้องอาศัยการร่วมด้วยของพรรคการเมืองใหญ่ที่อย่างน้อยสองพรรคแล้ว จึงจะไปหาพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กเข้ามาเพิ่มเติม

ว่ากันตามหน้าไพ่ทางการเมือง ขณะนี้มีเพียง 3 พรรคการเมืองเท่านั้น ที่โอกาสจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเกิน 100 ที่นั่ง คือ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ หากอภิสิทธิ์ ถึงแม้จะได้อันดับสอง และมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะ “ปาก” อภิสิทธิ์ ได้สร้างความขัดแย้งจนอาจจะถึงภาวะทางตันในการตั้งรัฐบาล

เพื่อไทยโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สวนให้ทันทีว่า ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมกับเพื่อไทย เพื่อไทยก็ไม่เอากับประชาธิปัตย์ ส่วน อุตตม สาวนายน จัดเต็มกลับไป “ให้จำไว้นะว่าพูดอะไร”
คนไม่เคยพบความยากลำบากในการต่อรองตั้งรัฐบาลผสม อย่างอภิสิทธิ์ คงไม่เข้าใจว่าบางทีการ “กลืนเลือด”จำเป็นกว่า “ปากไว” เพราะตั้งรัฐบาลปี 2551 ที่ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการรัฐบาลรับหน้าเสื่อคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลชื่อ ”สุเทพ เทือกสุบรรณ”

เห็นอารมณ์นี้ทางการเมือง บอกได้เลยว่า หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม นี้คำว่า deadlock เราจะได้ยินบ่อยขึ้น และถ้าคลายล็อกไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ คนเดียวเท่านั้นที่ยังมีอำนาจ “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่อีกหน