เปิดแล้ว “น้องไพศาล”คลังสมอง “อนาคตใหม่” ศูนย์กลาง “ซ้ายไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแล้ว “น้องไพศาล”คลังสมอง “อนาคตใหม่” ศูนย์กลาง “ซ้ายไทย”

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 08:58 น.
พรรคอนาตรใหม่,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,ไพศาล พืชมงคล,พิชัย พืชมงคล,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,ผู้สมัคร สส,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ฐานเสียงภาคใต้
เปิดอ่าน 28,477 ครั้ง

ข้อมูลน่าสนใจว่าแถวหน้าของอนาคตใหม่เป็นคนรุ่นใหม่ก็จริง แต่ข้างหลังมากไปด้วยคนระดับคุรุจำนวนมาก หนึ่งในคนเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่นั้นคือ “พิชัย พืชมงคล”

000 ไม่ต้องไปรออ่าน “ม.อ.โพล” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ “สภากาแฟโพลล์” แถวปักษ์ใต้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสาไฟฟ้าทรุด” คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ลดฮวบ ด้วยเหตุนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จึงต้องประกาศจุดยืน “สองไม่เอา” ไม่เอาลุงตู่ และไม่เอาเสี่ยแม้ว

000 ชั่วโมงนี้คะแนนนิยมของ “พรรคอนาคตใหม่” ดีวันดีคืนทั่วภาคใต้ ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร ทัพใหญ่ ปชป.ต้องเดินสายปูพรม “อ้อนขอคะแนนคนใต้” ตามสูตรเดิม

000 ภาพรวมทั้งประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า “พรรคส้มหวาน” อยู่ในกระแสความนิยมคนรุ่นใหม่และคนอยากลอง “ของใหม่” เหมือน “ไพศาล พืชมงคล” กุนซือ “บิ๊กป้อม” โพสต์ในเพจ Paisal Puechmongkol ว่า “กระหึ่มไปทั้งพรรคอนาคตใหม่จากผลโพลล์ลับและข้อมูลจาก Google Trend ว่าจะเกิดสึนามิทางการเมืองในประเทศไทย!”

ไพศาล พืชมงคล

000 ตอนท้าย “ไพศาล” เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจ “แถวหน้าของอนาคตใหม่เป็นคนรุ่นใหม่ อายุยังน้อยก็จริง แต่ข้างหลังมากไปด้วยคนระดับคุรุจำนวนมาก” แสดงว่าไพศาลเป็นคนรู้จริง และรู้ลึกเสียด้วย ประเด็น “คนทำงานเบื้องหลัง” หรือ “คลังสมอง” ของอนาคตใหม่ ยังไม่มีสื่อไหนเคยเปิดเผยมาก่อน

000 หนึ่งในคนเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่นั้นคือ “พิชัย พืชมงคล” ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการบริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นน้องชายของไพศาล พืชมงคล “พิชัย” กระโจนเข้ามาช่วยพรรคส้มหวานตั้งแต่ก่อนวันก่อตั้งพรรค โดยการชักชวนของเพื่อนๆ ในนาม “คนรุ่น 6 ตุลา” สายยุวชนสยาม หรือสายศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

พิชัย พืชมงคล

000 สืบไปสืบมาพบว่า “พิชัย พืชมงคล” เป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 90 (เข้าเรียนปี 2514 จบปี 2518) หรือสวนกุหลาบคอนเนกชั่น “รุ่น OSK90”  ถือว่าเป็นรุ่นที่เต็มไปด้วยคนดัง เช่น เนวิน ชิดชอบ, วัฒนา เมืองสุข, ทรงศักดิ์ ทองศรี, สมชัย ศรีสุทธิยากร, วุฒิสาร ตันไชย, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และวีระ สมความคิด เป็นต้น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

000 สมัยนักเรียนขาสั้น “พิชัย” จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และผองเพื่อน “ขาสั้นคอซองซ้ายจัด” ซึ่งในวันนี้ พวกเขาอยู่ในช่วงวัย 60 ปี ต่างเข้ามาทำงานเป็น “อาสาสมัคร” ให้พรรคอนาคตใหม่ รวมถึง “พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears ครั้งหนึ่ง พลากรเคยเข้าป่าอยู่ในสำนัก 54 เขตน่าน ที่มี ส.แผ้ว หรือ จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นเจ้าสำนัก พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ครั้งนี้ทุ่มเต็มที่เพื่ออนาคตใหม่ของประเทศไทย

000 คนรุ่นนี้มีความใฝ่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทย แต่การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทำให้ชีวิตพลิกผันต้องกลายเป็น “คนแพ้สงคราม” จวบจนวันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คนหนุ่มสาวยุค 1970 ได้โถมตัวเข้าสนับสนุนพรรค ทรท.เต็มที่ แต่ทักษิณพาพวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝัน

กระแสอนาคตใหม่มาแรง

000 เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรือง” นายทุนหัวก้าวหน้า ตัดสินใจตั้งพรรคอนาคตใหม่ ทำให้แรงใจไฟฝันคุโชนอีกครั้ง “คนรุ่น 6 ตุลา” จึงระดมพลไปช่วยพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยหวังจะเห็นคำขวัญ “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เกิดขึ้นจริงเสียที เพราะรอกันมานาน ร่วงโรยร่วงหล่นไปตามสังขาร

เจ๊หน่อย จะสอบตก

000 ข่าวลือว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย มีโอกาสจะ “สอบตก” น่าจะเป็นจริง เพราะเซียนการเมืองวิเคราะห์ตรงกัน พรรคเพื่อไทยจะได้ “ส.ส.เขต” แต่ไม่ได้ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” เพราะเจอพรรคฝ่ายเดียวกันตัดคะแนน ทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย

000 สัญญาณจากสนามเลือกตั้งอุบลราชธานี มีประชาชนกว่า 3 พันคนเข้ามาร่วมฟังการปราศรัยของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง “คนชั้นกลาง” ในตัวเมืองอุบลฯ ต้องการเปลี่ยนการเมืองระดับประเทศ “วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์” ลูกชาย “เกรียง กัลป์ตินันท์” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ จะไม่มีผลอะไร เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เลือกพรรคสายทหารอยู่แล้ว

วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์

000 แถมสัญญาณจากเขต 4 มหาสารคาม “สรรพภัญญู ศิริไปล์” อดีตผู้สมัครพรรคไทยรักษาชาติ ได้ประกาศให้การสนับสนุน “เจ๊แมว” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 พรรคเพื่อชาติ ส่งผลให้ “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสี่ยงต่อการสอบตกสูงมาก

เจ๊แมวกับ สรรพภัญญู อดีตผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักษาชาติ

000 ตรวจสอบไปทั่วแนวรบอีสาน คำพูดที่ว่าอีสานเป็น “ของตาย” ที่พรรคเพื่อไทยจะโกยแต้มได้มากมาย มาถึงวันนี้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นแล้ว เพราะ “ตัวแปร” ที่จะแย่งคะแนนเสียงจากเพื่อไทย กลายเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเสียเอง

“อนุมัติ-กูเซ็ง” นำทัพชน “ปชป.-รปช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนุมัติ-กูเซ็ง” นำทัพชน “ปชป.-รปช.”

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 11:15 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,กูเซ็ง ยาวอหะซัน
เปิดอ่าน 3,854 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ปลายเดือนที่แล้ว “อนุมัติ อาหมัด” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สนช. เพื่อมานำทัพพรรคพลังประชารัฐ รณรงค์หาเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกำหนดปราศรัยใหญ่ที่ จ.นราธิวาส 17 มีนาคมนี้ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปลี่ยนใจไม่ขึ้นเวทีหาเสียง “อนุมัติ​” จึงเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ อ.สุไหงโก-ลก

ว่ากันว่า “อนุมัติ” ได้รับมอบหมายจาก “ผู้ใหญ่” ให้มาดูแลสนามชายแดนใต้ จึงจับมือ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส 3 สมัย จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส โดยตระกูล “ยาวอหะซัน” เคยส่งลูกชาย “กูเฮง-วัชระ” ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา และได้เป็นส.ส.นราธิวาส มาแล้วคนละสมัย
เที่ยวนี้ กูเฮง ยาวอหะซัน ไปสังกัดพรรคประชาชาติ จึงเหลือแต่ “วัชระ ยาวอหะซัน” ที่ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐ

เขต 1 (อ.เมืองนราธิวาส และ อ.ตากใบ) วัชระ ยาวอหะซัน ประธานสโมสรฟุตบอลนรา ยูไนเต็ด และอดีตส.ส.นราธิวาสอาศัยฐานเสียงของบิดา-กูเซ็งเป็นหลัก แต่ประมาท “กูอาเซ็ม กูจินามิง” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ยังสวมเสื้อตัวเดิมลงสนาม

“กูอาเซ็ม กูจินามิง” ปชป. เขต 1 นราธิวาส

จะว่าไปแล้วบทบาทของวัชระ ในการทำทีมลูกหนัง “กอและพิฆาต” นรา ยูไนเต็ด ก็ได้รับความนิยมจากแฟนบอลมากมาย ใครก็รู้เมืองนราฯ เป็นเมืองคนบ้าบอล ขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ท้องถิ่นผู้คนยังเข้าชมเกมลูกหนังนัดละหลายพันคน

ส่วนกูอาเซ็ม กูจินามิง อดีตนายกเทศมนตรีตากใบ ยังต้องอาศัยกระแสพรรค กระแสชวนมาช่วยอุ้มเข้าสภาอีกสมัย แต่เขตเมืองนราฯ ปรากฏว่า คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่กำลังตื่นเต้นกับ “อนาคตใหม่ฟีเวอร์” นี่อาจส่งผลต่อคะแนนพรรค ปชป.

เขต 2 (อ.สุไหงปาดี อ.สุไหงโก-ลก และอ.แว้ง) “สุรเชษฐ์ แวอาแซ” แชมป์เก่า ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ มาสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตส.ส.หลายสมัย ยังแข็งแกร่ง แต่พรรคพลังประชารัฐส่ง “สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ หจก.บลูไอซ์ หะยีมะดาโอ๊ะ (โรงน้ำดื่มตราไลฟ์วอเตอร์) และอดีต ส.ท.เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ลงสู้มวยเก๋า

“สุรเชษฐ์ แวอาแซ”  รปช. เขต 2 นราธิวาส

สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ พปชร. เขต 2 นราธิวาส

          “สัมพันธ์” เป็นทีมงานของสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก และอยู่ในเครือข่าย “ยาวอหะซัน” เหมือนกัน

ความแข็งแกร่งของ พปชร.เมืองนราฯ อยู่ที่แกนนำทัพอย่าง “นายกฯ กูเซ็ง” กับ “อนุมัติ” สนช.คนดัง ทั้งคู่ควงแขนกันลุยหาเสียงมาแต่ปลายปีที่แล้ว

“อนุมัติ” มุสลิมปาทานเป็นนักธุรกิจชายแดนใต้ เติบโตจาก อ.สะเดา จ.สงขลา เริ่มต้นธุรกิจด้วยทำการค้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์เพื่อการส่งออกและเป็นนักธุรกิจมุสลิมที่ประสบความสำเร็จด้านพลังงานและปิโตรเลียม

มิเพียงเท่านั้นอนุมัติยังเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในโควตาจุฬาราชมนตรี และยังคั่วตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอีกด้วย

อนุมัติคาดหวังคะแนนจาก อ.สุไหงโก-ลก ที่ทีมงานการเมืองท้องถิ่นจะช่วยกวาดคะแนนมาเป็นกอบเป็นกำ ช่วยให้สัมพันธ์เอาชนะแชมป์หลายสมัยไปได้

          ทั้งกูเซ็ง-อนุมัติ คงเล่นเกมชนบทล้อมเมืองเพื่อจะคว้า 2 เก้าอี้มาครอง แต่คู่แข่งจากค่าย ปชป. และรปช. คงไม่ยอมให้ผ่านไปได้ง่ายๆ 

อ่านยุทธศาสตร์ ปชป.พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365379?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านยุทธศาสตร์ ปชป.พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:30 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 1,184 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง.. พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ยังคงเป็นประเด็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับ “จุดยืนไม่หนุนบิ๊กตู่” ของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นมติพรรคประชาธิปัตย์กันเลยทีเดียว

งานนี้หลายเสียงวิเคราะห์ว่า กระทบกับคะแนนนิยมของพรรค โดยเฉพาะกลุ่มแฟนประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาพรรคเครือข่ายทักษิณ อาจเปลี่ยนใจหันไปเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐแทน

นอกจากนั้นยังถูกมองอย่างไม่ไว้ใจว่า อภิสิทธิ์อาจพาพรรคไปจับมือกับเพื่อไทยเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมกัน ตามที่มีข่าวมาตลอดช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ว่าอาจมีสูตร 2 พรรคใหญ่จับมือไม่เอาทหาร ด้วยข้ออ้างสร้างปรองดองทางการเมือง ทำให้ “เดอะมาร์ค” ต้องให้สัมภาษณ์ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่าถึงอย่างไรก็ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน และยืนยันว่าการประกาศจุดยืนครั้งนี้ ถึงจะกระทบกับคะแนนเสียงบ้างก็ต้องยอม

แม้คำประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ จะทำให้โดนวิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก แต่จากการสอบถามผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ฐานเสียงสำคัญของพรรค เช่น ในภาคอีสาน อย่าง จ.ชัยภูมิ ได้รับคำยืนยันจากผู้สมัครว่า หลังหัวหน้าพรรคประกาศจุดยืนไม่หนุน “บิ๊กตู่” ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ปรากฏว่าคะแนนนิยมของพรรคในพื้นที่ดีขึ้น

สอดคล้องกับ “โพลล์ลับ” ของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ หลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ และพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่เอา “ลุงตู่” ปรากฏว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ตามโพลล์ลับของพรรคนี้ขยับสูงขึ้น

โดยคะแนนตามโพลล์ลับ เป็นโพลล์เฉพาะ ส.ส.ระบบแบ่งเขต 350 เขต พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดยังคงเป็นเพื่อไทย คาดว่าจะได้ ส.ส. 125-160 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 85 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 70 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 45 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 12 ที่นั่ง (เป็น ส.ส.เขตที่จะได้หลังยุบพรรคไทยรักษาชาติ จากเดิมที่โพลล์หลายสำนักระบุตรงกันว่า อนาคตใหม่น่าจะไม่ได้ ส.ส.เขตเลย)

แนวโน้มนี้ยังสอดคล้องกับเหตุผลที่แกนนำพรรคแย้มว่า การประกาศชัดๆ ว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เพราะต้องรักษาฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในภาคใต้เอาไว้ เนื่องจากคนใต้จำนวนไม่น้อยสิ้นหวังกับรัฐบาล คสช. เพราะทำให้ราคายางและราคาปาล์มตกต่ำ รวมทั้งมาตรการปลดธงแดง “ไอยูยู” ก็ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้ประกอบการประมงและชาวประมงใน 28 จังหวัดชายทะเล ฉะนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์ยังแทงกั๊ก ก็จะสูญเสียคะแนนในส่วนนี้ไป ขณะที่ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคใต้ก็มีแนวโน้มจะได้ลดลงราวๆ 10 ที่นั่งอยู่แล้ว (จาก 48-50 เขต เหลือราวๆ 38 เขต) เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น

ข้อมูลที่เป็นเหตุผลยืนยันในเรื่องนี้ก็คือ โพลล์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ “ม.อ.โพลล์” มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคใต้ที่เพิ่งเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ออกมา ปรากฏว่า ในกลุ่มประชาชนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคไหน มีแนวโน้มเลือกพรรคอนาคตใหม่มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.10 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.30 และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 5.80 ขณะที่พรรคพลังประชารัฐถูกทิ้งห่าง

ส่วนบุคคลที่คนใต้อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดในกลุ่มที่ตัดสินใจแล้ว ก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 16.10 รองลงมาถึงจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 10.30

คะแนนนิยมที่สะท้อนออกมาแบบนี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้อง “ประกาศจุดยืน” ครั้งสำคัญ ซึ่งโดยปกติพรรคการเมืองไทย ไม่ค่อยทำกันแบบนี้

แต่ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ลึกล้ำกว่านั้น เพราะหากไล่ดูคะแนนจากผลโพลล์ทุกโพลล์ จะเห็นได้ว่าพรรคจะได้ ส.ส.เขตราวๆ 80-90 ที่นั่ง เมื่อรวมกับปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ราวๆ 100-120 ที่นั่ง จำนวนเสียงขนาดนี้ ถือว่าเป็น “ตัวแปรสำคัญที่สุด” ในการตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพมั่นคง

หากลองดู “โพลล์ลับ” ของพรรคฝั่งประชาธิปไตย สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยได้ 150 ที่นั่ง (อาจได้แค่นี้ เพราะปาร์ตี้ลิสต์มีแนวโน้มไม่ได้เลย) หากจะตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ ต้องหาเสียง ส.ส.อีกราวๆ 150 เสียง เพื่อรวมให้ได้ 300 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร แต่ลองไล่ดูคะแนนพรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ จะพบว่ารวมกันทุกพรรคที่เหลือแล้ว รวมอย่างไรก็ยังไม่ถึง 150 เสียง นี่ยังไม่นับการโหวตนายกฯ ในรอบแรกที่ต้องใช้เสียงถึง 376 เสียงอีกด้วย

ในทางกลับกันอีกด้านหนึ่ง ถ้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบรวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง ต้องการตั้งรัฐบาล ก็ต้องหาเสียงสนับสนุนอีกราวๆ 150-200 เสียง โดยไม่สามารถจับมือกับฝั่งเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว)

นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรค คือพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยได้อยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แทน “บิ๊กตู่” ได้

ถ้าไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง

และนี่คือแผนลึกของประชาธิปัตย์ กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย

นักวิชาการฝรั่งอึ้ง! คนอีสาน 3 หมื่นฟังปราศรัยพรรคฝั่งทหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365369?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักวิชาการฝรั่งอึ้ง! คนอีสาน 3 หมื่นฟังปราศรัยพรรคฝั่งทหาร

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:02 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ปราศรัย,เปิดปราศรัย,ผู้สมัคร สส,วิรัช รัตนเศรษฐ
เปิดอ่าน 5,042 ครั้ง

อะไรจะขนาดนั้น เมื่อฝรั่งมังค่า เห็นคนเรือน 30,000 มาฟังปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐที่ขอนแก่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว!

           000 เมื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล้มแผนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ทำเอาแกนนำ “พรรคพลังประชารัฐ” ปีกนักเลือกตั้ง รู้สึกหงุดหงิดบ้าง ในที่สุด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สวมหัวโขนนายกรัฐมนตรี ก็มีคิวงานตรวจราชการที่ภาคอีสาน 2 จังหวัดซ้อนในวันที่ 13 มีนาคมนี้ เริ่มจากที่ขอนแก่นเป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานอาคารสถานีรถไฟขอนแก่น และตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ที่นครราชสีมา 

เวทีปราศรัยใหญ่ พปชร.ที่โคราช 

           000 การเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดโคราชหนนี้ “ลุงตู่” ก็มีคิวจะไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ลอดประตูชุมพล และไหว้ศาลหลักเมืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวโคราชเคารพนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล

          000 ก่อนหน้านั้น “วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราชของพลังประชารัฐ เตรียมการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตลาดเซฟวัน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา โดยหวังว่า “พล.อ.ประยุทธ์” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะมาปรากฏตัวต่อหน้าเอฟซีลุงตู่ ในวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชารัฐยังเดินหน้าจัดเวทีปราศรัยใหญ่ตามแผนเดิม โดยมีชาวโคราช 32 อำเภอมาร่วมฟังการปราศรัย 2 หมื่นคน

ชาวบ้านที่มาฟังการปราศรัย ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ของวิรัช รัตนเศรษฐ 

          000 เช่นเดียวกัน “เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพใหญ่ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม ที่พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น โดยมีชาวบ้านหลายหมื่นคนเดินทางมาร่วมฟังการหาเสียง ส่วนใหญ่มาจากเขตเลือกตั้ง 2 และ 10 ซึ่ง “วัฒนา ช่างเหลา” ลูกชายของเอกราช ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 บอกนักข่าวว่า มั่นใจชนะใจชาวบ้านและจะชนะเลือกตั้งแน่นอน 

เอกราช ช่างเหลา

 วัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น

        000 ที่น่าสนใจเว็บไซต์ข่าวสารทางเลือก isaanrecord.com เดอะอีสานเรคคอร์ด ได้เสนอรายงานการปราศรัยใหญ่ที่ขอนแก่น ของพรรค พปชร. ผ่านบันทึกของ “นักวิชาการชาวต่างชาติ” ที่กำลังมาทำงานวิจัยเรื่องโลกาภิวัตน์ในขอนแก่น ตอนหนึ่งระบุว่า “หากจะพูดว่า พรรคพลังประชารัฐ “พรรคฝั่งทหาร” กำลังเผชิญกับการต่อสู้อันยากลำบากในภาคอีสาน หลังจากผลโพลล์ระบุคนอีสานยังคงเลือก “เพื่อไทย” คงจะไม่น่าเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะการปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐที่ขอนแก่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ร่วมฟังมากถึง 30,000 คน” 

          000 บันทึกของนักวิชาการต่างชาติได้บรรยายภาพตอนเลิกเวทีปราศรัย การจราจรติดขัด ชาวบ้านนั่งรถกระบะกลับบ้าน และสรุปตอนท้ายว่า “หากเมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับเวทีปราศรัยวันนี้ ผู้คนที่อยู่ด้านหลังรถกระบะพากันตอบว่า พร้อมที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคพลังประชารัฐ” นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่นักวิชาการกลุ่มนี้มีคำถาม เพื่อไทยยังวางใจในคะแนนนิยมอยู่หรือ?  

        000 ตัวเลขมวลชนของ พปชร. ทีมงานเอกราชระบุว่า มีผู้มาฟังการปราศรัยมากถึง 35,000 คน และอาจจะมีการจัดปราศรัยอีกครั้ง โดยตั้งเป้าจะให้มีผู้ร่วมฟังการปราศรัย 50,000 คน ไม่ใช่ตัวเลขขี้โม้โอ้อวดแน่ เพราะเคยทำมาแล้วเมื่อวันเสาร์ 

อรอนงค์ สาระผล เพื่อไทย

          000 ความหวังสูงสุดของ “เอกราช” คือ ทุ่มสรรพกำลังดัน “วัฒนา ช่างเหลา” เป็นส.ส.ให้ได้ แต่คู่แข่งจากเพื่อไทย “อาจารย์เต่า” อรอนงค์ สาระผล ก็ถือว่าเป็นด่านโหดหิน เพราะตลอดเวลาที่ “ภูมิ สาระผล” เป็นผู้แทนฯ ขอนแก่น 6-7 สมัย อาจารย์เต่าก็เดินเคียงข้างสามีตลอดมา จึงรู้จักหัวคะแนนทุกหมู่บ้าน

เจริญ แซ่เต็ง

          000 อีกเขตหนึ่งที่พรรคพลังประชารัฐหวังเจาะที่มั่นเพื่อไทย เขต 10 ขอนแก่น “เจริญ แซ่เต็ง” เดินเคาะประตูบ้านอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพราะรู้ตัวดีว่ายังเป็นรอง “บัลลังก์ อรรณนพพร” น้องชายของพงศกร อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และอยู่ในเครือข่ายสาย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ 

ปัณณวัฒน์ นาคมูล อดีตแกนนำ นปช.เมืองลับแล

          000 สื่อหลายสำนักจัดทำบทวิเคราะห์ ส.ส.เขตทั่วประเทศ โดยระบุว่า “พรรคอนาคตใหม่” จะไม่ได้เก้าอี้ “ส.ส.เขต” เลย แต่สายสืบเลือกตั้งประเมินว่าพรรคส้มหวานมีโอกาสจะได้ 1 ที่นั่งจากเขต 1 อุตรดิตถ์ โดยตัวผู้สมัคร ส.ส.อย่าง เลิศศักดิ์ จันทร์สูง ก็ไม่โดดเด่นอะไร แต่ทีมงานเบื้องหลัง “ปัณณวัฒน์ นาคมูล” หัวหน้าคณะทำงานพรรค จ.อุตรดิตถ์นั้น มีประสบการณ์ทำงานมวลชนเสื้อแดงโชกโชน และเคยช่วยงาน “ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” อดีต ส.ส.เมืองลับแล 5 สมัยมาก่อน

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต ส.ส. อุตรดิตถ์

        000 จะว่าไปแล้ว “กนก ลิ้มตระกูล” อดีตส.ส.อุตรดิตถ์ ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย เขต 1 คะแนนนิยมส่วนตัวตกต่ำ และได้เป็น ส.ส.สมัยที่แล้วก็เพราะกระแสยิ่งลักษณ์ ส่วน “ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” ขยับขึ้นเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 พรรคเพื่อไทย ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยกนกเต็มที่หรือเปล่า? 

ธนาธร กับเลิศศักดิ์ จันทร์สูง

          000 เชื่อว่านักสังเกตการณ์ทางการเมืองกำลังจับตามองพรรคอนาคตใหม่ที่มาแรงในโลกออนไลน์ หลายคนเฝ้าดูว่าคะแนนในโลกเสมือนจริงจะแปรเป็น “คะแนนดิบ” ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ พื้นที่ “เขตเมืองใหญ่”ในทั่วประเทศ ปรากฏว่า กระแสฟ้ารักพ่อ ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ 

ไฟใต้ – ไฟป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365384?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ – ไฟป่า

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟใต้,ไฟป่า
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความวิตกอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่มาพร้อมๆ กันจากฝีมือผู้ก่อการร้าย คือ ‘ไฟใต้’

กับ ‘ไฟป่า’ ที่กำลังมาพร้อมๆ กับภัยแล้ง จนมีประชาชนจดหมายมาให้จัดการโดยเด็ดขาดรวดเร็ว

คุณ ‘พิทักษ์’ สตูล แจ้งให้ทราบว่าปกติเมืองสตูล มีความสงบสุข ประชาชนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง แต่ปรากฏว่า มีการวางระเบิดแบบไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย รวมถึงเขตพัทลุง

นี่แสดงว่า ‘ไฟใต้’ ลุกลามไปจังหวัดสตูล-พัทลุง แล้วหรือ เพราะปกติจะมีรุนแรงแค่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

จึงขอให้ทหารออกมาช่วยดับไฟใต้ แทนที่จะแค่รวมพลังแสดงอำนาจเพื่อการเมือง อย่าปล่อยให้ประชาชนคนใต้ต้องมีชีวิตแขวนอยู่กับเส้นด้ายเลย
อ๊อด เทอร์โบ


   ระวัง ‘ไฟใต้’ – ‘ไฟป่า’ ลุกลาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนเมืองสตูล จังหวัดเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติทางทะเลและป่าเขาสวยงามจนเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวไปใต้ได้สักครั้งในชีวิต

แต่มาวันก่อนสตูลบ้านผมมีผู้ก่อการร้ายวางระเบิดใกล้สถานีตำรวจ-ขู่วางระเบิดทางรถไฟ ฯลฯ เรียกว่ามากันเป็นชุดเลยครับ

รวมไปถึงพัทลุงบ้านเพื่อนผมด้วย ซึ่งปกติก็เงียบสงบไม่มีคนร้าย ซึ่งทำให้ผมคิดว่าต่อไป ‘ไฟใต้’ คือการก่อการร้าย – การวางระเบิดจะลุกลามไปทั่วภาคใต้หากปล่อยไว้

ผมเป็นคนรักสงบจึงขอให้ทหารช่วยส่งกำลังมาช่วย เพราะตำรวจเอาไม่อยู่แล้ว ต่อไปจะมีระเบิดอีก ต้องไปและขอร้องให้ทหารคุ้มครองประชาชน ขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดิน อย่าไปยุ่งกับการเมืองหรือนักการเมืองเลย เพราะคนไม่ดีอยู่ได้ไม่นาน

นอกจาก ‘ไฟใต้’ ลามไปถึงสตูล – พัทลุงแล้ว ผมขอเตือนว่า ‘ไฟป่า’ ภาคเหนือ – อีสาน ก็กำลังมาพร้อมกับภัยแล้ง

ขอนำรายงานอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยามาแจ้งให้ทราบว่า วันนี้จนถึง 17 มีนาคม ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพ เนื่องจากมีอากาศร้อนขึ้น โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในตอนกลางวัน

ต้องระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตก ควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่
ด้วยความปรารถนาดีครับ
 พิทักษ์ (สตูล)



   ขายของออนไลน์ – ต้องคุมเข้ม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีน้องสาวที่ชอบซื้อของออนไลน์มาก โดยบอกว่าทันสมัย ไวทันใจดี แต่วันก่อนก็เจอดีเพราะสั่งซื้อเสื้อผ้าแล้วถูกหลอกลวงเงียบหายไป

เวลานี้เลยรู้สึกเซ็งในชีวิต เพราะไม่รู้จะไปฟ้องร้อง ไปบอกใครก็อายเดี๋ยวจะถูกแซวว่าโง่ และผมจึงขอเป็นสื่อกลางเขียนจดหมายนี้มา เพราะได้ข่าวว่าทางราชการเตรียมแผนการจัดระเบียบคุมเข้มการขายของออนไลน์ โดยมีหลายหน่วยงานช่วยกัน

โดยมี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จัดหาแนวทางควบคุมธุรกิจสินค้าออนไลน์ แบบเบ็ดเสร็จ โดยเชิญทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมกันหารือถึงแนวทางการควบคุมและการป้องกันปัญหาการหลอกลวง ทั้งหน่วยงานที่ดู ด้านมาตรฐานสินค้า เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และหน่วยงานที่ดูด้านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

จะได้ร่วมกันคิดถึงการวางแนวทางในอนาคตจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้หมดลงไปอย่างไรเพราะปัจจุบันการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์มีประเด็นที่ร้องเรียนมามากที่ สคบ. หรืออาจจะพบเห็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบธุรกิจก็มีการหลบเลี่ยง การนัดมาประชุมกันอีกครั้งจึงน่าจะมีความก้าวหน้าในการควบคุมให้เกิดผลมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และสิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยจากการซื้อสินค้าออนไลน์

สคบ.ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจสินค้าออนไลน์ ต้องเร่งหาทางดึงผู้ประกอบธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนขายตรง และตลาดแบบตรง ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะในรายที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีอยู่หลายแสนราย แต่มีผู้มาจดทะเบียนจริงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพียง 4 หมื่นราย และมาจดทะเบียนกับ สคบ.เพียงแค่หลัก 100 รายเท่านั้น หากผู้ใดไม่รีบมาจดทะเบียนจะมีบทลงโทษ คือจำคุก 1 ปี และปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

ปีนี้ ได้มอบนโยบายให้ควบคุมสินค้าออนไลน์เป็นพิเศษ และสามารถใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าไปดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ.ไปตรวจสอบ ทำการล่อซื้อ และสุ่มตรวจการขายสินค้าออนไลน์จากผู้ประกอบธุรกิจหลายรายแล้ว หากพบว่า ไม่จดทะเบียนถูกต้อง จะมีความผิดและถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

ผมจึงขอสนับสนุนให้ทางการช่วยควบคุมจัดการระเบียบการค้าออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ปล่อยไว้อาจเหมือนแชร์ลูกโซ่ในอดีตครับ
   ประโยชน์ (ปทุมวัน)

 ตอบคุณ ‘ประโยชน์ (ปทุมวัน)’
ผมได้รับการร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวงการซื้อสินค้าออนไลน์หลายราย โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับของหรือไม่ก็ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อแล้วพอจะไปฟ้องตำรวจแจ้งควาดำเนินคดีก็ถูกหาว่าไว้ใจพวกนี้ได้อย่างไร – สรุปว่าตำรวจไม่รับแจ้งแล้วบอกให้ไปติดตามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเอง
พอมาอ่านข่าวจากจดหมายของคุณแล้วก็อนุโมทนาเห็นด้วยที่ สคบ.จะเป็นแกนนำจัดการเรื่องนี้ก่อนที่จะเกิดเรื่องลุกลามจนแก้ไขไม่ได้แล้ว จะมีผู้เสียหายเป็นวงกว้างแบบแชร์ลูกโซ่สมัยก่อน

เวลานี้ สคบ. จะต้องก้าวทันโลกออนไลน์ อย่าคิดว่าผู้ซื้อต้องระวังตัวเองนั้นคือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เชื่อว่ามีกฎหมายควบคุมจัดการผู้หลอกลวงต้มตุ๋น ปะปนอยู่แล้ว และอย่าอยู่นิ่งเฉยลอยแพ

ขอร่วมเป็นกำลังใจและส่งเสริมสนับสนุนให้ สคบ.คุ้มครองประชาชนอย่างเร่งด่วนด้วย
      อ๊อด เทอร์โบ

เช็กลิสต์ราคาก่อนปล่อยตัว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365383?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กลิสต์ราคาก่อนปล่อยตัว

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 09:10 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,หย่อนบัตร,เลือกตั้ง62,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตายคลายจุดเป็น โดย… เร้นกาย ไร้เงา

โค้งสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร สงครามน้ำลายสาดกันสะบัด แต่ละพรรค แต่ละคนจัดการตอบโต้และขุดเรื่องราวฝ่ายตรงข้ามมาประเคนกันแบบไม่ยั้งจนคนไทยหลายคนเพลียใจว่าน้ำเน่ายังเวียนวนกับคนการเมืองมิจางหาย

ขณะเดียวกันสิบกว่าวันนี้พรรคต่างๆ ปล่อยตารางหาเสียงรวมทั้งชุดนโยบายกันแบบถี่ยิบ เพราะตอนนี้เริ่มชัดแจ้งแล้วว่า ใครและพรรคใดมีโอกาสจะเข้าวินในเขตเลือกตั้งใดบ้าง

แม้บางเขตที่มีลุ้นทั้งสอบได้และอาจหลุดโผคีย์แมนพรรคจะเลือกกันแบบแก้ตารางกันวุ่นเพื่อลงไปตีตรา ป้องกันเหตุสุดวิสัย

และบางพื้นที่แม้ไม่มีลุ้นแกนนำบางพรรคก็ต้องไปเพื่อปรากฏตัวเชิงสัญลักษณ์ว่า พรรคนี้มิได้ละเลย…

          แต่ที่แน่ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้ง คือน้ำเลี้ยงที่แต่ละพรรคจะปล่อยออกให้ผู้สมัครนั้นว่ากันว่ายามนี่ไหลแล้ว แต่ความแรงดันจะต่ำหรือสูง ขึ้นอยู่กับผลโพลล์ว่าโอกาสจะเป็นเช่นใด

ค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้คือไม่เกินคนละ 1.5 ล้านบาทนั้น ความจริงแล้วไซร้…แทบไม่พอหากหวังแตะอันดับดีๆ

คนการเมืองหล่นวาจาให้ได้ยินว่า อันดับ 1 นั้นพบว่าอัตราตัวเลขอยู่ที่แปดหลักจนถึงเก้าหลักในเขตที่ปะทะกันแบบช้างชนช้างนั้น ดีกรีอยู่ที่ว่าจะใช้กี่กิโลกรัม (ศัพท์การเมือง 1 กิโลกรัมคือ 1 ล้านบาท) และพื้นที่ราบสูงที่มี 116 เขตเลือกตั้ง คือพื้นที่ที่ผู้สมัครแต่ละพรรคต้องคำนวณพิกัดน้ำหนักของน้ำเลี้ยงแจ้งคีย์แมนพรรคมากที่สุด

ส่วนภาคเหนือ, กลาง, ตะวันออก และตะวันตก รวมทั้งปักษ์ใต้ และเมืองหลวงนั้น ต้องดูกันรายพื้นที่ว่าตาชั่งของคีย์แมนพรรคจะแตะไปที่อัตราใด…

          และคราวนี้มีการอัดน้ำเลี้ยงกันแบบอู้ฟู่เพราะหนึ่ง ส.ส. คือหนึ่งตัวแปรทางการเมืองที่มีสามนัย บนบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ

นัยแรก คือ เป็น 1 ใน 350 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีผลกับการคิดฐานส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคต้นสังกัด

นัยสอง คือ จะส่งผลไปยังพรรคต้นสังกัดว่าจะยืนขั้วใดระหว่างรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

นัยสาม คือ แคนดิเดตนายกฯ

ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.คราวนี้อาจจะใช้คำเปรียบเทียบว่ามูลค่ายิ่งกว่ามนุษย์ทองคำ เพราะคราวนี้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยน้ำเลี้ยงเพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสตบเท้าเข้าสภาผู้แทนฯ นั้นมากยิ่งกว่ามากหากเทียบกับการเลือกตั้งในอดีต

รวมทั้งกลยุทธ์ดูดแต้มจากพรรคที่หมดลุ้นและพรรคที่หมดสิทธิ์ลงแข่ง โดยมีการเสนอเงื่อนไขแบบงามๆ เพราะหลายวันมานี้ได้ทราบมาว่าอดีตคนในเครือข่าย ทษช.โดนตื๊อหนักมากและมีการเปิดดีลงามๆ กันหลายเคส แต่ ทษช.นั้นรู้คำสั่งทางลับไปแล้วว่าจะเทแต้มให้พรรคใดและเขตไหน เพื่อหักหน้า ปชป., พปชร., คสช. และลุงตู่

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ “ชาวนากับงูเห่า” ภาคสาม บนเวทีการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งในการประสานตัวขอเสียงและใจแบบข้ามห้วย โดยเคสนี้จะเกิดขึ้นในช่วงการโหวตเลือกนายกฯ เพราะไม่ว่าพรรคใดจะจับมือกับพรรคอื่นๆ ตั้งรัฐบาล แน่นอนว่า หนึ่งเสียงนั้นมีความหมาย และหนึ่งเสียงนั้นอาจนำพาอีกหลากเสียงมาได้จนเปลี่ยนดุลการเมือง

          แว่วว่าอดีตผู้จัดการรัฐบาลบางคนวางเกมไว้แล้วว่าจะช้อนใครเข้าก๊วนด้วยเงื่อนไขใดบ้าง

สมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งคุมพรรคประชากรไทย และทักษิณ ชินวัตร ในยามที่เร่ร่อนต่างแดนช่วงที่พลังประชาชนโดนยุบและไร้หัวหน้าพรรค คือสองตำนานชาวนาที่โดนงูเห่าฉกไปเต็มๆ

งูเห่าภาคสามนั้น สายสืบไปเลาะตะเข็บข้อมูลได้ความว่า คนใน ปชป., พท. คือเป้าหลักที่ท่อน้ำเลี้ยงลึกลับจะต่อเข้าไปแบบเหมาเข่ง และหากบิ๊กดีลนี้ผ่าน จะมีการสลับขั้วย้ายพรรครวมทั้งบรรณาการสุดงามแบบไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

          แว่วมาว่า เกมตลบหลังเจาะว่าที่ ส.ส.พปชร. มาร่วมขบวนกับขั้วตรงข้ามนั้น ก็มีการวางแผนไว้แล้ว 

เพราะมีการปล่อยข่าวกันในหมู่คนการเมืองแล้วว่า ยามนี้คะแนนนิยมของ พปชร.และลุงตู่มิได้ติดลมบน แม้ช่วงนี้ พปชร.และลุงตู่จะมีการปล่อยของออกมาเพียบ แต่มันเหมือนไร้ปฏิกิริยาตอบรับในยามนี้และยามหน้า

จึงมีท่าทีเบื้องต้นแล้วว่าลุงตู่อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน และปูดข่าวลอยลมให้คนการเมืองไล่เช็กกันว่าแกนนำใน พปชร. แต่ละมุ้งสวมคอนเวิร์สกันมาพักใหญ่แล้ว

หากแยกย่อยกลุ่มก๊วนใน พปชร.แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก 1.กลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี นำโดย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค 2.กลุ่มอดีตกปปส. นำโดย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค 3.กลุ่มสามมิตร นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

หาก 3 กลุ่มที่เริ่มผิดใจกันแตกหักกันขึ้นมา ก๊กที่สบายสุดหนีไม่พ้น สามมิตร ที่ชำนาญด้านย้ายพรรค พลิกขั้ว พลิกลิ้น โดยเฉพาะ สมศักดิ์ ที่ขน ส.ส.มัชฌิมาประเคนให้แก่แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในหลายครั้ง ส่วนอีก 2 ก๊ก คงหนีไปเกาะพรรคอื่นยาก

แต่หาก สามมิตร คิดตีตัวออกห่าง ก็ต้องเช็กลิสต์คดีของตัวเองให้ดี เพราะหลายคนมาด้วยเงื่อนไขของคดีติดตัว หากไม่เช็กทิศทางลมให้ดีมีหวังภัยถึงตัวได้เหมือนกัน

          ทว่าสูตร พปชร.หักกันเอง ย้ายขั้วซบตักพรรคตรงข้ามจับมือตั้งรัฐบาลคงยาก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า 250 ส.ว.จะโหวตใคร คะแนนฝั่งตรงข้ามเติมให้เต็มคงยาก แถม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีอำนาจใช้ ม.44 ออกมาตรการทุกอย่างได้หมด อภินิหารทางกฎหมายที่เล่นแร่แปรธาตุได้ตลอด ไม่มีใครกล้าหืออือ
ชั่วโมงนี้ข่าวปล่อยจัดตั้งรัฐบาลมีหลายสูตร โดยเฉพาะฝั่ง พท. ที่พยายามกดดันไปที่ปชป. เพราะถือเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล หาก ปชป.เคาะว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับใคร โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีสูง เงื่อนไขของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แค่เรียกกระแสตีกินแต้มโค้งสุดท้าย

เพราะประวัติศาสตร์ของ ปชป. รู้กันทั้งบางว่า หากอยากจับขั้วรัฐบาล ต้องมีกองทัพหนุนอยู่ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นก็ซดแห้วมานมนาน อภิสิทธิ์โดดมาเล่นเกมนี้ ตั้งโต๊ะแถลงบรรดาพรรคการเมืองอื่นยังไม่เชื่อน้ำคำ รอดูสัญญาณจาก ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคปชป. จะออกลูกไหน เพราะเหมือนจงใจซ่อนไพ่ นายหัวชวน เป็นท่าไม้ตายเผื่อพลิกเกม

การเมืองเข้มข้นช่วงโค้งสุดท้าย การต่อรอง แรงเสียดทาน มุ่งตรงไปที่ระดับแกนนำพรรคจะตัดสินอนาคตของพรรคอย่างไร สูตรจัดตั้งรัฐบาลมีหลายตัวเลือก แต่โฟกัสหลักยังอยู่ที่ “พล.อ.ประยุทธ์”

อุบัติภัยบนถนน..ลดลงได้ด้วยวินัยจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุบัติภัยบนถนน..ลดลงได้ด้วยวินัยจราจร

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 07:10 น.
สายจตรวจระวังภัย,อุบัติภัยบนถนน,วินัย,จราจร,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ผบชสตม
เปิดอ่าน 619 ครั้ง

คอลัมน์…  สายจตรวจระวังภัย  โดย… กรกมล อักษรเดช

อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียเป็นสถิติที่สูงทุกปี แม้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยอยู่ตลอด หลายคนระมัดระวัง อีกไม่น้อยก็ขับรถด้วยความประมาท คนส่วนใหญ่เคารพกฎจราจร แต่อีกจำนวยมากยังขาดวินัยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่และสงกรานต์ ที่มักมีอุบัติเหตุจำนวนมาก

สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตราย (27 ธ.ค. 61-2 ม.ค. 62) แสดงให้เห็นว่าการรณรงค์ค่อนข้างล้มเหลว เพราะเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 40.39 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 28.30 ซึ่งยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.64 รถปิกอัพ 6.95 ​นอกจากนี้ช่วงหลังได้เกิดอุบัติเหตุกับรถสาธารณะ โดยเฉพาะรถโดยสาร ทำให้แต่ละครั้งที่เกิดอุบัติเหตุมีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะจึงต้องมีความรับผิดชอบเป็นเท่าตัว

แม้ผลการรณรงค์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่หลายฝ่ายยังคงเดินหน้ารณรงค์ เพื่อลดการบาดเจ็บสูญเสียจากอุบัติภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะการปลูกฝังวินัยจราจรให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย ผกก.3 บก.ทท.1 พ.ต.อ.จันทร์ชัย แดงประเสริฐ ผกก.ด่านตม.ท่าอากาศยานกรุงเทพ(ดอนเมือง) จึงได้ร่วมกันเปิดโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติบนท้องถนน “ขับขี่ปลอดภัย ปลูกฝังวินัย อุ่นไอรัก” โดยมีผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) กว่า 300 คน เข้าร่วมอบรม

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ กำหนดให้มีโครงการอบรมเสริมสร้างวินัยจราจรในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมา ดังนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงน้อมนำโครงการดังกล่าวมาต่อยอด ด้วยการริเริ่มโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองศ์ท่าน สอดรับกับตามมติที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินโครงการเสริมสร้างวินัย ลดอุบัติภัยบนท้องถนน ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ

“โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและลดอุบัติภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดจาก รถแท็กซี่ และเพื่อสร้างจิตสำนึกและมารยาทในการใช้รถใช้ถนนให้แก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และความปลอดภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ให้ได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองในการเข้ามามีส่วนร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน ถือเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่สามารถป้องกันและลดอุบัติภัยบนท้องถนนได้ ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 300 คน ในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการกระตุ้นจิตสำนึก แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กจุดหนึ่ง แต่เชื่อว่าจุดเล็กๆ นี้ จะสามารถผลักดันทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคมได้” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อธิบาย

สิ่งที่ทุกภาคส่วนรณรงค์มาตลอดคือเรื่องวินัยจราจร การเคารพกฎ ขับรถด้วยความไม่ประมาท ถ้าทุกคนถือปฏิบัติจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ แม้อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่การมีวินัยจราจรจะเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ยากขึ้น..!!

“ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365262?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่”

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 12:55 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,เอสเอ็มอี
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองยิ่งชุลมุน แต่ก็ยังมีเวลาอีกพอสมควรที่ภาคส่วนต่างๆ จะเสนอความเห็น และยื่นข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการผลักดันไปสู่นโยบาย อย่างที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี(SMEs) ได้จัดเวทีสาธารณะสะท้อนความคิดของเอสเอ็มอีไทยไปสู่พรรคการเมือง โดย “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย” ร่วมกับ “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” จัดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กในหัวข้อ “ความหวัง SMEs ไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่” มีผู้เข้าร่วมคือ กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่(อนค.) อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มาเข้าร่วม ได้แสดงความคิดเห็นต่อพรรคการเมืองโดยตรง

“สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เรามุ่งที่จะเป็นเครือข่ายของเอสเอ็มอีไทย ที่จะเป็นหลักในการพัฒนาพวกเราในทุกมิติ โดยรวมพลังกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตั้งใจจะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้แก่พวกเราที่เป็นคนตัวเล็กๆ ด้วยกัน” คำกล่าวเปิดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กจาก “โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ทั้งได้ระบุวัตถุประสงค์ในการจัดงานไว้ 3 ประการ คือ 1.สะท้อนเสียงของคนตัวเล็ก และบอกแนวทางแก้ปัญหาที่ต้องการเกี่ยวกับเอสเอ็มอี 2.รับฟังและแลกเปลี่ยนนโยบายด้านเอสเอ็มอีกับผู้ที่กำลังจะเข้ามาพัฒนาประเทศ และ 3.เป็นการรวมพลสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ประธานศูนย์วิจัยธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ กล่าวว่า “ของขวัญที่เอสเอ็มอีอยากได้จากรัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น” นั่นคือ อยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าเอสเอ็มอีนั้นเป็นกลุ่มของคนตัวเล็กที่มุ่งมั่นจะทำธุรกิจ ไม่ได้เป็นคนตัวเล็กที่รอแต่ความหวังจากสิ่งที่รัฐบาลให้มา แต่ต้องการจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยอยากให้รัฐบาลพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นและสงบสุข รวมทั้งการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้แก่ประชาชน

จากข้อมูลของ SME Poll พบว่า ในปี 2561 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคจำนวนมาก โดยปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหลักๆ เลยก็คือ สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ปัญหาเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ ปัญหาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการจำหน่ายสินค้าได้ลดลง ทั้งยังมีเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือโดยด่วนด้วย อย่างเช่นการเข้ามาทำการแข่งขันในอุตสาหกรรมขนาดเล็กของทุนต่างชาติ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอสเอ็มอียังต้องต่อสู้ต่อไป

ดร.ณัฐพลบอกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยสนับสนุนให้มีแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยปราศจากภาระผูกพัน หรือภาระค้ำประกันมากที่สุด โดยข้อมูลที่ได้มาจากทาง SME Poll มาจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มเอสเอ็มอีจำนวน 1,800 ตัวอย่าง ในช่วง 15 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นผู้หญิง ร้อยละ 52 และเป็นผู้ชาย ร้อยละ 48 ส่วนมากมีอายุอยู่ที่ 40-50 ปี รองลงมาคือ มีอายุอยู่ที่ 30-40 ปี ทำให้รู้ว่ากลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอีไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจจะทำธุรกิจ และมีประสบการณ์ ทั้งที่เริ่มต้นมาด้วยตัวเอง และต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัว ทั้งยังเป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็นคนตัวเล็กอยู่จริงๆ เพราะส่วนมากยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ธุรกิจไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน และดำเนินธุรกิจมานานกว่า 6 ปี

  วิสัยทัศน์ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อเอสเอ็มอี
กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะร้อยละ 99 จากวิสาหกิจของประเทศไทยมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงการเป็นแหล่งจีดีพีที่สำคัญของประเทศ ซึ่งปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอี มาจากการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ไปไม่สุด เรามีเอสเอ็มอีแบงก์ บสย. กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ มี สสว. ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทางพรรคพลังประชารัฐ จึงมีเป้าหมายที่จะทำให้ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน ไม่ใช่ตามมีตามเกิดอย่างในปัจจุบัน และมีเป้าหมายที่จะ “สร้างผู้ประกอบการจาก 3 ล้านรายให้กลายเป็น 5 ล้านราย” ด้วย

อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตามสโลแกนของพรรคที่ว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” เราจึงมุ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อปกครองประชาชน และเรื่องของเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม โดยรัฐบาลที่เข้ามาจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้นำ ต้องทำให้กฎหมายที่จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ประกอบการได้อย่างคล่องตัว ไม่ใช่ออกกฎหมายมาให้พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า ต่อไปนี้ต้องทำให้เอสเอ็มอีเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป โดยพรรคอนาคตใหม่จะทำ 3 เรื่อง คือ “ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง และเปิดโอกาส” เราจะปลดล็อกในเรื่องของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และเอื้อต่อทุนใหญ่ที่เป็นการผูกขาด เช่น เรื่องการขอใบอนุญาต และต่อไปนี้ต้องเป็น E-Government ที่หมายถึง การให้บริการของภาครัฐ ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปลดล็อกเรื่องเงินทุน ปรับโครงสร้างให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในการทำธุรกิจ ให้คนตัวเล็กมีอำนาจต่อรองกับทุนใหญ่ และเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ให้สมกับศักยภาพที่มีอยู่

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า หลักการของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้อย่างต่อเนื่องช้านาน คือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ที่เป็นหลักคิดที่อยากฝากเอสเอ็มอีไปพิจารณา ซึ่งเพิ่มรายได้ก็คือ ความสามารถในการขายสินค้าที่มากขึ้น ต้องมองว่าภาครัฐจะเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของเอสเอ็มอีได้อย่างไร จะสามารถไปร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร เป็นส่วนที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่วนการลดรายจ่าย รู้สึกเห็นใจเอสเอ็มอี เพราะเวลาไปกู้เงินต้นทุนจะแพงกว่าธุรกิจอื่น และธนาคารให้กู้ก็มีน้อย ก็หวังว่าในอนาคตหากพรรคเสนอให้ทางธนาคารใหญ่ปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลาง เพื่อแก้ปัญหาแหล่งเงินกู้ จะได้รับการตอบรับที่นำไปสู่การขยายโอกาสให้เอสเอ็มอีได้

และนี่คือเสียงสะท้อนด้านวิสัยทัศน์ ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็น “คนตัวเล็ก” แต่แท้จริงแล้วเป็นเป็นกลุ่มใหญ่ในเศรษฐกิจของประเทศอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “สภาเอสเอ็มอี” เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีไปข้างหน้าอย่างก้าวไกลกับทางพรรคการเมืองด้วย ซึ่งทั้ง 4 พรรคการเมือง ต่างก็เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เอสเอ็มอีได้เสนอปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันกับภาครัฐได้โดยตรง เป็นการผลักดันที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ในการประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีที่มากขึ้นอีกทางหนึ่ง

เด้งตำรวจเซ่นพิษการเมือง !?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด้งตำรวจเซ่นพิษการเมือง !?

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 12:45 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กแป๊ะ,สายตรวจเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 5,674 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ 

จะว่าไปแล้วการเมืองกับตำรวจแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะในสังคมยังมองว่าบุคคลทางการเมืองกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มักจะถูกกล่าวถึงในเชิงลบ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายวาระต่างๆ ขั้วใครมา ขั้วไหนวิน ฝ่ายไหน พวกใคร ได้ดิบได้ดี เสมือนหนึ่งมีอิทธิพลร่วมกัน

ผ่านพ้นไปแล้วหลังจากที่ตั้งตารอมานานแสนนาน สำหรับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจวาระประจำปี 2561 ระดับ สารวัตร (สว.) ถึง รองผู้บังคับการ (รองผบก.) ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่าต้องเลื่อนออกไป และอาจจะส่งผลต่อการจัดวางกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง ถือเป็นอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่าความร้อนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน

เกี่ยวกับเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รองผบช.สกพ.) ได้ออกมาชี้แจงแถลงไข เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา เพราะ ผบ.ตร.ได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากมีจำนวนมากทำให้ต้องมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด อีกทั้งครั้งนี้มีการปรับตำแหน่งในสถานีตำรวจทั่วประเทศ 1,482 สถานี ซึ่งปรับโละ สารวัตรปราบปราม (สวป.) แต่เพิ่ม สารวัตรสอบสวน ให้เป็นไปตามนโยบายของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมทั้ง “บิ๊กแป๊ะ” เอง ที่จะให้มีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบสวน ให้มีการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนไปตามปริมาณคุณภาพงาน จึงแต่งตั้งรวมไปในคราวเดียวกัน โดยให้ตำรวจไปรับตำแหน่งใหม่ ในวันที่ 13 มีนาคม นี้

ท่ามกลางการรอลุ้นโผแต่งตั้งโยกย้ายจะออกหรือไม่ออก โดยกระแสข่าวจากแหล่งข่าวคนสำคัญในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ออกแน่ในวันที่ 6 มีนาคม ทั้งนักข่าวและนายตำรวจต่างตั้งตารอกันทั้งคืน แต่ยังเงียบ จู่ๆ วันรุ่งขึ้นกลับปรากฏคำสั่งย้าย “บิ๊กตำรวจ” จ.พะเยา ที่ลงนามโดย “บิ๊กแป๊ะ” ซึ่งเป็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 180/2562 ลงวันที่ 6 มีนาคม ใจความว่า เพื่อให้การปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงให้ พล.ต.ต.อดุลย์ ดรุณเพท ผบก.ภ.จว.พะเยา มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการ ศปก.ตร.มอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

การเด้งเข้ากรุครั้งนี้ว่ากันว่าเป็นผลพวงจากเรื่องร้อนทางการเมือง ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง จากกรณีที่ น.ส.อรุณี ชำนาญยา ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้หอบเอกสารหลักฐานที่ถูกชายชุดดำติดตามตลอดช่วงลงพื้นที่ ขณะที่คณะหาเสียง หรือหัวคะแนนของพรรคมักจะมีรถยนต์แปลกหน้าขับวนเวียนรอบๆบ้าน นอกจากนี้ตัวแทน หรือกลุ่มผู้หาเสียง หรือผู้สนับสนุนพรรค ยังมีโทรศัพท์ลึกลับเข้ามาข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่สนับสนุนพรรคและตัวผู้สมัครเป็นอย่างมาก จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล จึงอาจเป็นความบกพร่องที่เกิดขึ้น จนไปนำไปสู่การสั่งเด้ง

นอกจากนี้ยังมีนายตำรวจอีกคนที่เฉียดฉิว โดย “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในฐานะที่กำกับดูแลการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตำหนิด้วยวาจาต่อ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และสั่งให้ยุติการสำรวจความคิดเห็นหรือทำโพลล์ตำรวจในสังกัด เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้น เนื่องจากจะทำให้เกิดประเด็นและข้อครหาตามมา ซึ่งเบื้องต้น พล.ต.ต.พิเชษฐ ยืนยัน เป็นการสำรวจเฉพาะกลุ่มตำรวจ ไม่ได้สำรวจความเห็นประชาชน ทำให้ “บิ๊กปู” มองว่า ยังไม่เข้าข่ายความผิด ตามมาตรา 72 และมาตรา 157 ของกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากไม่เข้าข่ายชี้นำ หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็น แต่จะส่งเรื่องให้ กกต.พิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ และคงไม่ต้องสั่งกำชับตำรวจทั่วประเทศ เพราะการตำหนิตำรวจเชียงใหม่ครั้งนี้ น่าจะทำให้ตำรวจทั่วประเทศไม่กล้าทำเช่นนี้อีก

แน่นอนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งมีหลายคนสมหวัง และมีอีกไม่น้อยที่อกหัก แต่เป็นตำรวจต้องมีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นผู้เสียสละพร้อมทำงานได้ทุกที่ และแม้เคสเด้งเข้ากรุของผู้การฯ พะเยา ทั้งเจ้าตัวและผู้ใหญ่ในรั้วปทุมวันจะไม่มีคำอธิบายเหตุผล แต่สื่อทุกสำนักต่างฟันธงว่าเป็นเพราะพิษการเมือง..!!

เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
ธีรภัทร พริ้งศุลกะ,เลือกตั้ง 62,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุเทพ เทือกสุบรรณ,ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์,พรรคประชาธิปัตย์,พรรครวมพลังประชาชาติไทย
เปิดอ่าน 1,949 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง

แทบไม่น่าเชื่อ ศึกเลือกตั้งโค้งสุดท้ายจะเป็นการเผชิญหน้ากัน ระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

หลังจาก “อภิสิทธิ์” แถลงย้ำจุดยืนไม่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี และจะไม่จับมือร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยอย่างแน่นอน

ด้าน  “สุเทพ”  ได้โพสต์เฟซบุ๊กสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอบโต้หัวหน้าพรรค ปชป. ทันทีว่า “ผมเคารพในการตัดสินใจครั้งนี้ของท่าน  แต่ก็เสียดายในฐานะคนคุ้นเคย ที่เคยร่วมในอุดมการณ์เดียวกันมาอย่างยาวนาน เคยร่วมสร้างปาฏิหาริย์ครั้งที่  1  โดยการออกมาเดินบนท้องถนนท่ามกลางมวลมหาประชาชนเรือนแสนเรือนล้าน เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณและคว่ำกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง”

จากนั้น  ลุงกำนันของมวลมหาประชาชน  ได้ย้อนอดีตสมัยพลังนกหวีด  “คนที่เคยเสียสละ  เสียเลือด เสียเนื้อ  บาดเจ็บล้มตายเพราะมีอุดมการณ์ร่วมกันในครั้งนั้น คนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์มาตลอดชีวิตเหมือนผม  ตัดสินใจชัดเจน  ประกาศหนุนพลเอกประยุทธ์  แบบไม่ต้องเกรงใจ  ด้วยเช่นกัน”

          วันนี้  “อภิสิทธิ์”  เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ส่วน  “สุเทพ”  หันหลังให้พรรคเดิมมาเป็น  “ผู้สนับสนุนหลัก”  พรรครวมพลังประชาชาติไทย

ฉะนั้น  สุราษฎร์ธานีจึงเป็นสมรภูมิใหญ่ที่สื่อส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะพื่้นที่เลือกตั้งนี้ จะทำให้ ปชป.ไปไม่ถึงเป้าหมาย  กวาด “50 ส.ส.” ภาคใต้ เมื่อ “พรรคเทือกสุบรรณ” ขอปักธง 2 เขต ประกอบด้วยเขต 1 “ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์”  ที่ต้องเจอ  “กำนันเล็ก”  ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชายของสุเทพ งานนี้ทีม ปชป.ก็อยู่นิ่งไม่ได้

“ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์”

เขต 6 “ธีรภัทร พริ้งศุลกะ” อดีต ส.ส. ลูกชายของ นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.หลายสมัยเจอกับ “ภูมิ เทือกสุบรรณ” ส.อบจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ ลูกชายดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายลุงกำนัน

เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 1 “ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์” ค่าย ปชป. อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำงานการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน 25 ปี หากมองในชื่อชั้นอาจเป็นรองคู่แข่งอย่างอดีต ส.ส.อย่างกำนันเล็ก

อย่างไรก็ตาม วันเสาร์ที่ 16 มีนาคมนี้ ทัพใหญ่ของ ปชป. นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย พร้อมขุนพลปักษ์ใต้อีกนับสิบคนที่จะไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามข้างโรงแรมวังใต้ สภากาแฟเมืองหอยใหญ่บอกว่า หลังการปราศรัยใหญ่ก็น่าจะทราบแล้ว ปชป.เมืองหอยใหญ่จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ครบทุกเขตหรือไม่ ?

“ธานี เทือกสุบรรณ”

ส่วน “ธานี เทือกสุบรรณ” ผู้สมัครจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย น้องชายคนเล็กของสุเทพนั้น เคยเป็นกำนันตำบลท่าสะท้อน อ.พุนพิน เหมือนพี่ชาย ต่อมา ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.สุราษฎร์ฯ จากนั้นได้เข้าสู่งานการเมืองระดับชาติ โดยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี ในการเลือกตั้งซ่อม 2552

ถ้ายังจำกันได้ “กำนันเล็ก” นี่แหละที่เป็นคนแรกที่เปิดเผยข่าวว่า สุเทพในฐานะประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(มปท.) เตรียมการจะก่อตั้งพรรคการเมือง

          แม้รู้ว่าแพ้กระแสพรรคแน่ๆ แต่กำนันเล็กก็ไม่ยอมถอย เชื่อมั่นในความเป็นผู้แทนคนติดดินทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง จึงแอบลุ้นลึกๆ ว่า บารมีลุงกำนันจะพลิกสถานการณ์ได้ในวันสุดท้ายก่อนเปิดหีบเลือกตั้ง 

กำนันเล็ก เดินหาเสียงทุกวัน