สุดจัด! ศึกงานบวช จาก “ฟ้ารักลุง” สู่ “กัปตันแม่หน่อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดจัด! ศึกงานบวช จาก “ฟ้ารักลุง” สู่ “กัปตันแม่หน่อย

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 11:02 น.
พรรคเพื่อไทย,ดราม่างานบวช,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,ศูนย์รังสิต,วิวาทะ,บวชตลาดล่าง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,คุณหญิงหน่อย,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เปิดอ่าน 7,194 ครั้ง

ปัญหาข้างเคียงที่ตอนแรกลุกลามข้ามคลองเชียงรากมาถึงถนนเพชรบุรีที่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นกระแสอวยทางการเมือง ชนิดกลับตาลปัตร

อย่างที่รู้กันว่า เรื่องวิวาทะงานบวชระหว่างนักศึกษาลูกแม่โดมรั้วรังสิต กับกลุ่มชาวบ้านเจ้าภาพงานบวช จบไปแล้วเมื่อช่วงวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้ตั้งโต๊ะเจรจาหย่าศึกระหว่างนักศึกษาที่เป็นคนโพสต์คลิปและตัวแทนนักศึกษา กับ ธวัช พวงปทุม และ ญานิสา พุ่มแพ เจ้าภาพจัดงานบวช ตัวแทนชุมชนคุ้งผ้าพลับ ย่านคลองเชียงราก

          แต่ปัญหาข้างเคียงที่ตอนแรกลุกลามข้ามคลองเชียงรากมาถึงถนนเพชรบุรีที่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นกระแสอวยทางการเมือง ชนิดกลับตาลปัตร

ควันหลงงานบวช

          เรื่องคาบเกี่ยวที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น คือเรื่องที่ก่อนหน้านี้มีชายชื่อ “ชาญวุฒิ พวงรัตน์” ฝ่ายเจ้าภาพงานบวชได้ออกมาโพสต์ใช้ข้อความข่มขู่นักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความกังวลจนต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน

          ที่สุดมีการเปิดวาร์ป จนพบว่าเป็นหนึ่งในทีมของ “ศุภชัย นพขำ” ผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 2 หมายเลข 7 พรรคเพื่อไทย แถมชาญวุมิคนนี้ยังเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.ปทุมธานี เขต 3 ในกลุ่ม “พลังหนุ่ม รวมใจพัฒนาเมืองคลองหลวง” อีกด้วย

   

ศุภชัย นพขำ” ผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 2 หมายเลข 7 พรรคเพื่อไทย ออกมาขอโทษแทนลูกทีม ที่ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว

          สุดท้ายโป๊ะระเบิด พอเจ้าตัวตั้งสติได้ ก็รีบออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขอโทษขอโพย

          แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะไม่เพียงทางด้านนักศึกษาที่เสียความรู้สึกกับหนุ่มคนนี้อย่างแรง แม้กระทั่งต้นสังกัดก็ไม่เอาเขาไว้อีกต่อไป

สั่งลุยจากที่ตั้ง

          เกมแก้สถานการณ์เริ่มต้นทันทีวันที่ 6 มีนาคม ขณะที่ข่าวกำลังร้อน “แม่หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เปิดฉากทวิตข้อความจาก sudaratofficial ทั้งภาพเอกสาร และข้อความระบุว่า ได้ให้ชาญวุฒิออกจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วทันที

          ถ้าสังเกตดีๆ ก่อนหน้านี้คุณหญิงหน่อยจะแทนตัวเองว่า “ดิฉัน” ในการสื่อสารทางสังคมออนไลน์ มีช่วงหลังที่เธอหันมาใช้ชื่อตัวเองว่า “หน่อย” สั้นๆ หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มแทนตัวเองว่า “แม่หน่อย” จากกระแส “ขอเป็นเขยแม่” ติดแฮชแท็ก #จินนี่ที่รัก

http://www.komchadluek.net/news/hotclip/364846

          มาถึงการแก้ปัญหาลูกทีมล้ำเส้น เธอก็ระบุว่า “ถ้าบุคคลที่ทำพฤติกรรมอันน่ารังเกียจนี้เป็นสมาชิกของพรรค เราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดค่ะ แม่หน่อยได้คุยกับน้องที่ประสบเหตุ เพื่อให้กำลังใจแล้วค่ะ ขอให้กำลังใจน้องๆ ที่จะสอบทุกคนนะคะ”

          ทั้งยังแจ้งไปยัง กกต.จว.ปทุมธานี และสั่งตรวจสอบด้วยว่าถ้าชาญวุฒิเป็นสมาชิกพรรคก็จะได้จัดการตามข้อบังคับให้เด็ดขาดอีกด้วย

          ถึงตรงนี้ก็นับว่าได้ใจประชาชนไปพอสมควร กับการเดินเกมอย่างรวดเร็วฉับไว แถมเด็ดขาด ซึ่งนับเป็นยกแรก

รับฟังปวงชน

          ยกต่อมา อะไรจะเด็ดไปกว่า การได้เห็นตัวจริงเสียงจริงของผู้เป็นฮีโร่ !

          ไม่ว่าเหตุผลลึกๆ ของการปรากฏตัวที่ มธ.ศูนย์รังสิต ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จะเพื่อแก้ปมที่ทำเอากระแสเพื่อไทยตกวูบๆ แถวเชียงราก

          หรือมาเพราะมีนักศึกษาบางคนแท็กไปหาเขา หรือมาเพราะมีคนไปเปิดไฟสปอตไลท์ส่องขึ้นฟ้าเรียก

          แต่ทันทีที่เขาโพสต์ทวิตเตอร์ว่า “เจอกันที่ประตูเชียงรากประมาณ 2 ทุ่ม” ก็ทำเอาแฟนคลับ และบรรดาลูกแม่โดมส่งเสียงเฮไปตามๆ กัน ออกมารอรับ ตั้งแถว ปูเสื่อ ราวกับรอดูซุปตาร์มาแรงก็ไม่ปาน

          ขณะที่ชาวเน็ตก็ยังพากันรุมคอมเมนต์อวยชัชชาติเป็นยอดมนุษย์รัวๆ เช่น “จริงๆ แล้วชัชชาติไม่ได้จะมาเชียงราก แต่เชียงรากไปหาชัชชาติเอง” หรือ “เมื่อชัชชาติมา ธรรมศาสตร์จะลุกเป็นเพื่อไทย” !!

          ที่สุดช่วงค่ำของวันที่ 6 มีนาคม ภาพที่คนไทยเห็นจากข่าวพร้อมกัน ก็คือประตูเชียงราก 1 มธ.ศูนย์รังสิต แทบแตก

          เมื่อเจ้าของฉายารัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีมาถึง นักศึกษาก็พากันกรูเข้าไปรุมเซลฟี่ และขอจับมือจำนวนมาก

ภาพจากเฟซบุคมนุษย์ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

          แน่นอนครั้งนี้ ชัชชาติได้รับฟังปัญหาจากตัวแทนสภานักศึกษา มธ. หลายประเด็น และมีการปรึกษาหารือแนะนำกันไปหลายเรื่อง ซึ่งบอกเลยลีลาและมาดของชัชชาติตอนนั้น หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่ใช่ว่าที่นายกฯ รอบนี้ ก็คงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.รอบหน้า

          แต่ที่แน่ๆ พอมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งตะโกนว่า “ฟ้ารักลุง” ออกมา…บอกเลยสุดจัดชัชชาติ !

สองคนสองพลัง

          อย่างไรก็ดี งานนี้ไม่รู้จะเป็นการตีคืนกระแส #ฟ้ารักพ่อ หรือไม่ก็ตามที

          แต่เวลานี้ ได้มีการปล่อยกระแสอวยให้สองแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เป็นสองฮีโร่พันธุ์แกร่งแห่งแดนเชียงรากไปแล้ว

          จากทวิตเตอร์ของคุณหญิงหน่อย ที่ “sudaratofficial” จะพบภาพที่ทวิตมาจากนักศึกษาคนหนึ่ง ชื่อ Tanawat Wongchai‏ กับกราฟฟิกปกภาพยนตร์ค่ายมาร์เวล

          แต่เป็นภาพของคุณหญิงหน่อยในรูปลักษณ์ของกัปตันมาร์เวล และมีชัชชาติกับฮีโร่อีกหนึ่งคนยืนประกบอยู่ด้านหลัง

          ทั้งยังแคปชั่นภาพว่า “กัปตันแม่หน่อย” เธอจะกลายเป็นหนึ่งในฮีโร่ที่มีพลังมากที่สุดในเชียงราก ในขณะที่สงครามระหว่างงานบวชกับนักศึกษา มธ. ได้แผ่ขยายมายังโลกโซเชียล กัปตันแม่หน่อยพบว่าเธอและลุงชัชช่ากำลังอยู่ในศูนย์กลางของมหันตภัยครั้งใหญ่ของเชียงราก พร้อมแฮชแท็ก #แม่มาแล้ว #ทีมแม่ยาย #SaveChiangrak” ก็มีผู้มากดไลค์และรีทวิตจำนวนมาก

          ไปๆมาๆ จากฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกลับมาเป็นฝ่ายโกยแต้มซะอย่างนั้น

แค้นข้ามทศวรรษ “คงสมพงษ์” วงศ์เทวัญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นข้ามทศวรรษ “คงสมพงษ์” วงศ์เทวัญ

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 10:05 น.
บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ,พลอสุนทร คงสมพงษ์,บิีกจีอด
เปิดอ่าน 70,597 ครั้ง

ศึกที่เปลี่ยนจากรุ่นพ่อมาเป็นรุ่นลูก เพื่อตอกย้ำว่ากองทัพบกภายใต้การดูแลของบิ๊กแดง ไมใช่ใครจะเคี้ยวข่มกันได้ง่ายๆ

นาทีนี้จะมีใครมาแรงเท่า “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เขาคือบุคคลผู้ไม่เคยขาดตกไปจากฉายา “นายทหารพิเศษผู้จงรักภักดี” ไปเลยแม้แต่น้อย

          ในมิติประวัติศาสตร์การทหาร–การเมือง ตระกูล “คงสมพงษ์” ได้เป็น ผบ.เหล่าทัพ ถึงสองคน โดยทิ้งระยะห่างประมาณ 29 ปี จากรุ่นสู่รุ่น ด้วยบุคลิกของพ่อกับลูกที่ไม่ต่างกันนัก

ชาติทหารหยามไม่ได้

          คงยังจำได้ดีกับเคสให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” ที่บิ๊กแดงสวนกลับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ขึ้นปราศรัยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่าจะตัดงบกลาโหม 10% มาสร้างคนรุ่นใหม่

          จากนั้น ยังโชว์เหนือด้วยการหยิบเอานโยบาย Smart Soldier-Smart Army ที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เคยเริ่มไว้ ลุกขึ้นมาเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วกับการโชว์วิดพื้น และซิท–อัพ เกณฑ์ 72 ครั้ง และวิ่ง 2 กิโลเมตร

          ที่จริง ลีลาของบิ๊กแดงช่วงหลังๆ ก็มีการมองหากลิ่นแปลกๆ อยู่บ้างพอสมควร ยิ่งมาถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด หลายคนก็แทบจะไม่หายใจ

         กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา บิ๊กแดงนำข้าราชการทหารและกำลังพลกว่า 700 นาย กล่าวคำปฏิญาณตนและถวายบังคมหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หน้าหอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดกึกก้องไปทั่วบริเวณ ว่า

          “ข้าพระพุทธเจ้า จักรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต” (3 ครั้ง) ก่อนจะนำกำลังพลกล่าวคำปฏิญาณตนตามที่ได้เตรียมไว้

        แน่นอนการแสดงออกครั้งนี้ เพื่อตอบโต้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ต่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารขณะลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ปราจีนบุรี

          แต่มองอีกมุม นี่คือการตอกย้ำว่ากองทัพบกภายใต้การดูแลของบิ๊กแดง ไมใช่ใครจะเคี้ยวข่มกันได้ง่ายๆ บรรยากาศการกล่าวคำปฏิญาณตนครั้งนี้ จึงค่อนข้างเข้มขลังไม่น้อยเหมือนกัน

เส้นทาง“บิ๊กแดง”

          เส้นทางชีวิต “บิ๊กแดง” ช่างน่าสนใจ เพราะการได้นั่งตำแหน่งที่คนไทยซึ้งดีว่ามีบทบาทต่อการเมืองไทยขนาดไหน ย่อมเป็นบุคคลไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

          อย่างที่รู้ นอกจากนายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” ที่มีบทบาทอย่างสูงหลังการรัฐประหารปี 2549 แล้ว ยังมีนายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” ที่มาคู่คี่กัน เพียงแต่ช่วงหลังจะเฟดออกไปให้สายบูรพาพยัคฆ์มากกว่า

         แต่บิ๊กแดง คือ สายวงศ์เทวัญที่สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้ หลังว่างเว้นไปถึง 15 ปี นับแต่ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ เคยดำรงตำแหน่งในปี 2545-2546

          บิ๊กแดงเกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2503 บิดามารดาคือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พ.อ.หญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์

          ในด้านการศึกษา บอกเลยเข้มทั้งในและต่างประเทศ เพราะนอกจากเขาจะเป็นหนึ่งใน “เซนต์คาเบรียล คอนเนกชั่น” แห่งสายเลือดน้ำเงิน–ขาวแล้ว

          เขายังเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 20 (ตท.20), และยังจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 31 (จปร.31)

นายทหารผู้จงรักภักดี

          เส้นทางรับราชการ บิ๊กแดงเริ่มสังกัดที่หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กองทัพบกไทย นับจากปี พ.ศ. 2527

          โดยเริ่มรับราชการเป็นนักบินที่ศูนย์การบินทหารบก ก่อนโอนย้ายมาอยู่เหล่าทหารราบ ขึ้นเป็นผู้บังคับหน่วยภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)

          จากนั้นขยับขึ้นมาตามลำดับชั้น โดยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 (1 ต.ค. 2559–30 ก.ย. 2560) โดยการเสนอชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

          จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 และเข้าสู่เส้นทาง 5 เสือกองทัพบก เป็น ผบ.ทบ. ช่วง 1 ตุลาคม 2561 โดยจะมีอายุราชการถึงปี 2563

          อย่างไรก็ดี ระหว่างทางกว่าที่จะมาถึงวันนี้ ฉากหลังที่โดดเด่นของบิ๊กแดง คือ “จุดยืน ปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ผู้เคยเผชิญหน้ากับม็อบ และแกนนำเสื้อแดงมาไม่น้อย

          ชีวิตส่วนตัว บิ๊กแดงสมรสครั้งที่ 2 กับ ดร.อ้อ กฤษติกา คงสมพงษ์ นักวิชาการและ อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์

          มีบุตรชาย–บุตรสาวที่เกิดจากภริยาคนแรก ชื่อ “พลุ” ร.อ.พิรพงศ์ คงสมพงษ์ และ “เพลิน” ร.ท.พญ.อมรัชต์ คงสมพงษ์

          แต่ที่เด็ดคือ บิดาเขาคืออดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้ที่คนไทยไม่เคยลืม

แค้นเก่า “บิ๊กจ๊อด–เสรีพิศุทธ์”

ย้อนไปก่อนหน้าจะเกิดรัฐประหาร 2534 สถานการณ์อึมครึมระหว่างกองทัพกับ “ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เชิญ “พล.ต.มนูญ รูปขจร” หรือ “พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร” มาเป็นที่ปรึกษา 

          ตอนนั้น “มนูญกฤต” ดัน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เป็นผู้บังคับการกองปราบปราม เพราะเชื่อฝีมือในความห้าว ไม่เคยก้มหัวให้ทหาร เสมือนยกระดับกองปราบฯ เป็นกองกำลังปกป้องรัฐบาล

          ผนึกกับ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ที่เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแล อสมท และประกาศต่อต้านการปฏิวัติ โดยใช้รถโมบายของ อสมท ติดตามความเคลื่อนไหวของการเตรียมการปฏิวัติ 

          ช่วงตึงเครียด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้นำกำลังกองปราบฯ มารายล้อมบ้านพักนายกฯชาติชาย ภายในซอยราชครู เมื่อคณะผู้ก่อการยึดอำนาจ ใช้วิธีบุกจับ “พล.อ.ชาติชาย” บนเครื่องบิน “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงนั่งหัวโต๊ะประกาศยึดอำนาจ และ “บิ๊กจ๊อด” ได้เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

          “เฉลิม” หนีออกนอกประเทศ ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูก พล.อ.สุนทร เรียกรายงานตัวที่ศูนย์บัญชาการ รสช. สนามเสือป่า

          การที่ พล.อ.อภิรัชต์ ต้องแจ้งความดำเนินคดีหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถือเป็นการประกาศศึกอีกรอบ ระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กับตระกูล “คงสมพงษ์” เพียงแต่เปลี่ยนจากรุ่นพ่อมาเป็นรุ่นลูก

ยุบพรรค ทษช. “เสรีพิศุทธ์” รับส้มหล่น เลือกข้าง”ตระกูลเพื่อ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบพรรค ทษช. “เสรีพิศุทธ์” รับส้มหล่น เลือกข้าง”ตระกูลเพื่อ”

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 09:26 น.
เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย,วัชรา ณ วังขนาย,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 9,278 ครั้ง

หลายคนวิเคราะห์กันหนาหูว่า เมื่อพรรคไทยรักษาชาติเกมโอเวอร์ไปแล้ว พรรคไหน หรือใครบ้างที่ได้รับประทานส้ม วันนี้มีคำตอบว่าทำไม พรรคเสรีรวมไทยก็ได้เหมือนกัน

          พลิกแฟ้มข่าวจะพบความสัมพันธ์ของ “วีรบุรุษนาแก” กับเครือข่ายพรรคเพื่อไทยอยู่ 2 ช่วง โดยก่อนเลือกตั้ง 2554 กระแสข่าวแรงจัด “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” จะลงเล่นการเมืองในเสื้อสีแดง พรรคเพื่อไทย

          นัยว่า “เสรีพิศุทธ์” สนิทกันดีกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายเก่า, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คนกันเอง แถมข้างฝ่ายเจ้าของพรรคตัวจริงก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องสองปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ก็ข่าวนี้ก็เงียบหายไป

          เมื่อปีที่แล้ว ช่วงมีข่าวปล่อยคนนั้น คนนี้จะมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็มีข่าว “เสรีพิศุทธ์” เป็นตัวเต็งคนหนึ่งที่จะได้รับไฟเขียวจากคนแดนไกลให้เป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” นัยว่าจะชิงดำกับ “คุณหญิงหน่อย” ด้วย

          คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ส่งเสียงเชียร์ เพราะชื่นชอบการจัดรายการวิเคราะห์การเมืองทางยูทูบ วิพากษ์ทหารเป็นหลัก จนได้รับเชิญไปนั่งทอล์กทางสถานีทะเว็นตี้โฟร์ทีวี(จอแดง) อยู่บ่อยๆ

          ในที่สุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็เลือกที่จะสร้าง “พรรคเสรีรวมไทย” โดยมีแนวทางการเมือง สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อชาติ 

วีรบุรุษนาแก

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีชื่อเดิม ว่า เสรี โดยปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อเพราะภรรยามักเจ็บออดๆ แอดๆ จนมีคนแนะนำว่าชื่อภรรยาไม่ถูกโฉลก แต่ถ้าจะเปลี่ยน ต้องให้สามีเปลี่ยนด้วยตามนั้น

          ตามประวัติ เขาเกิดเมื่อ 3 กันยายน 2491 มีชื่อเล่นว่า “ตู่” เป็นคนจังหวัดธนบุรี จบมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก ไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) และจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 24 (นรต.24)

          เขาเคยรับราชการอยู่ที่ อ.นาแก จ.นครพนม ช่วงปี 2515-2524 ซึ่งเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่มีคอมมิวนิสต์ชุกชุมในยุคนั้น ที่สุดทำผลงานปราบคอมมิวนิสต์ จนถูกใจคนไทย ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษนาแก” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

          ปี 2529 ที่ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เองที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมท้าชนกำนันเป๊าะ หรือ สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อภาคตะวันออก จนนำมาสู่การจับกุมเจ้าพ่อคนนี้ได้ในเวลาต่อมาจากคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว

          เรียกได้ว่า แม้ว่าผลงานทำนองนี้ของเสรีพิศุทธ์ จะมีเพียบ ทั้งจับบ่อนปอ ประตูน้ำ, คดีบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้าที่มีตำรวจอยู่เบื้องหลัง, คดีทุจริตลำไย, ทุจริตทางด่วนบูรพาวิถี ฯลฯ

          นั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะเขามักได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง ถูกโยกย้ายหลายครา เช่นไปนั่งอยู่ตามกองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น

          แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ปี 2541), จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก (ปี 2547)

          ปลายปี 2549 “เสรีพิศุทธ์” กลับมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งขึ้นแทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เมื่อ 1 ตุลาคม 2550 แถมยังไปมีชื่อเข้าเป็น สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อีกด้วย

          ต้นปี 2551 พลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ผ่านไปไม่ทันถึงวันสงกรานต์ 8 เมษายน 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการ ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนด้วยซ้ำ

          กระทั่งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามากู้หน้าให้ ด้วยการยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553

          สุดท้ายไม่รู้ไปไงมาไง “บิ๊กตู่สายตำรวจ” คนนี้ไปโผล่เป็นผู้สมัครอิสระลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงปี 2555 ภายใต้สังกัด “กลุ่มพลังกรุงเทพ” แต่ก็พ่ายแพ้ไป

เสียงเสรี..เขย่า คสช.

เมื่อบ้านเมืองผ่านมาสู่ยุครัฐบาล คสช. “บิ๊กตู่คนนี้” ก็ไปโผล่ออกมาจ้อหน้าจอกับเขาบ้าง แต่ดันไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ อย่างถึงพริกถึงขิง ในรายการ “เสียงเสรี SEREE VOICE” ทุกบ่ายเสาร์–อาทิตย์ ของ “ฟ้าให้ทีวี” และเป็นช่องแรกที่ถูกคำสั่งมาตรา 44 จอดำในที่สุด

ปี 2557 มีข่าวเล็กๆ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ประกาศตั้ง “พรรคเสรีรวมไทย” เพื่อให้เป็นพรรคที่ดี มีนักการเมืองเป็นแบบอย่างที่ดี ทำประโยชน์ให้แผ่นดินเกิด โดยมี “มูลนิธิกลุ่มเพื่อนเสรี” เป็นฐานกำลัง

ปลายปี 2561 พรรคเสรีรวมไทย ของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เรียกเสียงฮือฮากันพอสมควร เมื่อปรากฏชื่อ “วัชรา ณ วังขนาย” ในฐานะเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย เนื่องจาก “กลุ่มวังขนาย” คืออาณาจักรธุรกิจน้ำตาลรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ผลิตน้ำตาลจากอ้อยปีละนับแสนตัน และสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันหลายหมื่นล้านบาท

จริงๆ แล้ว เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย “วัชรา” รองประธานกรรมการกลุ่มวังขนายจึงตัดสินใจเล่นการเมือง โดยสวมเสื้อ ทรท.ลงสนามที่เขต 6 นครราชสีมา อาศัยฐานมวลชนไร่อ้อย อ.แก้งสนามนาง ได้เป็น ส.ส.สองสมัยติดต่อกัน

เลือกตั้ง 2550 และ 2554 “วัชรา” ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนาแต่พ่ายแพ้แก่ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย

แพ้คู่แข่งจากเครือข่ายชินวัตรถึง 2 รอบ เที่ยวนี้ วัชราขอแทงหวยวีรบุรุษนาแก นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค โดยในบัญชีรายชื่อ ส.ส.ของพรรคเสรีรวมไทย ลำดับ 1 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค และลำดับ 2 วัชรา ณ วังขนาย เลขาธิการพรรค

หลายคนอาจคิดว่า พรรคเสรีรวมไทย ไม่ใกล้ชิดพรรคตระกูลเพื่อ แต่หากมองตัวละครจากกลุ่มน้ำตาลวังขนาย อาจทำให้พรรคของนายตำรวจใหญ่ได้รับอานิสงส์จาก “วิกฤต

“เพื่อชาติ”พรรคแตกจริงหรือ…. สงคราม กิจเลิศไพโรจน์…มีคำตอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364999?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อชาติ”พรรคแตกจริงหรือ…. สงคราม กิจเลิศไพโรจน์…มีคำต

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,พรรคเพื่อชาติ,จตุพร พรหมพันธุ์,ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 4,440 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครีอเนชั่น

“สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ถึงกระแสข่าวแกนนำและผู้สมัครส.ส.ทั้งสองระบบมีปัญหาภายในพรรค เพราะใครบางคนในพรรคมีการแอบอ้างคำสั่งลับและมีการเรียกรับปัจจัยหลายอย่างในการลงสมัคร ส.ส.คราวนี้ จนมีกระแสข่าวว่าสองกองเชียร์และผู้ช่วยการหาเสียงพรรคเพื่อชาติที่ชื่อ “ยงยุทธ ติยะไพรัช และจตุพร พรหมพันธุ์” แยกสายการดูแลพรรค การดูแลผู้สมัครส.ส.และการขึ้นเวทีหาเสียงกันแล้ว

มีข้อมูลลับแจ้งมาว่า หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น…ดีไม่ดีพรรคนี้อาจจะมีบางคนอยู่ที่นี่และบางชีวิตต้องย้ายค่าย คำตอบเรื่องนี้คืออะไร หัวหน้าพรรคเพื่อชาติตอบไว้ที่นี่

“ก็คุยกันอยู่ตลอด ไม่มีอะไร ส่วนเรื่อง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ที่ลาออกจากรองหัวหน้าพรรคและชี้แจงว่าไม่พอใจการจัดลำดับผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และมีบางเรื่องในพรรคที่เสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมายนั้น พ.ต.ท.สมชาย ลาออกจากพรรคเดิมมานานพอสมควร พรรคเพื่อชาติมีปัญหาอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นพรรคเล็กและพรรคใหม่ แต่มีคนสนใจที่จะลงสมัครส.ส.เป็นจำนวนมาก บางเขตมีคนมาสมัคร 7-8 คน พรรคต้องมีการคุยกันก่อน ถ้าไปจี้ว่าจะเอาคนนั้น คนที่เหลือก็จะไม่พอใจ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาคุยกันก่อน ถ้าตกลงไม่ได้ค่อยมาโหวต

 กระแสข่าวการซื้อลำดับผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แท้จริงคืออะไร
“ลำดับปาร์ตี้ลิสต์มีผู้แจ้งความจำนงที่จะลงสมัคร 400 กว่าคน แบบนี้จะจัดอย่างไรให้ลงตัว คนที่ผิดหวังจากการสมัครแบบเขตก็มาลงปาร์ตี้ลิสต์

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการลาออกของพ.ต.ท.สมชาย เพราะลำดับปาร์ตี้ลิสต์ของรองหัวหน้าพรรคคนอื่นๆ อยู่อันดับสูงกว่าพ.ต.ท.สมชายนั้น ผมไม่ทราบว่า พ.ต.ท.สมชาย คิดอย่างไร ตอนแรก พ.ต.ท.สมชาย อยู่ลำดับที่สิบกว่าๆ แต่ทีนี้ต้องดูว่าแต่ละคนทุ่มเททำงานให้พรรคขนาดไหน แล้วกรรมการบริหารพรรคก็โหวต

ผมเป็นหนึ่งในคนคัดเลือกนะ ไม่ได้ตัดสินคนเดียว ดังนั้นเราต้องยึดเอาสียงส่วนใหญ่แต่ทุกคนมีเหตุผลชี้แจงว่าทำไมคนนั้นถึงอยู่อันดับนั้น พอมีคนสมัครเยอะเข้า บางคนอาจจะหลุดๆ ไปบ้าง

   พ.ต.ท.สมชายบอกว่าอาจจะมีการเล่นพรรคพวก หรือการใช้เงิน
“ใครจะกล้ามาจ่ายเงินผม เรายังไม่ทราบว่าจะได้ส.ส.สักกี่คน ช่วงแรกประเมินว่าส.ส.แบบเขตได้ศูนย์คน พรรคเราเป็นพรรคเล็ก คณะกรรมการการคัดสรรในพรรค 11 คนมีสิทธิ์มีหนึ่งเสียงเท่ากัน บางคนอาจไม่ได้เข้ามาประชุมก็อาจจะหลุดไปบ้างแต่ที่ประชุมพรรคจดไว้แล้วว่าคุณทำอะไรบ้าง”

 คุณจตุพรบอกว่าพรรคนี้เป็นพรรคกระจอก
“ผมยอมรับ พรรคเราไม่มีนายทุน ผมไม่ได้เป็นนายทุนพรรค ธุรกิจของผมเป็นบริษัทหุ้นส่วนพี่น้อง พวกเขาไม่ให้ผมเอาเงินมาเล่นการเมือง”

   สมาชิกพรรคแต่ละคนพบว่าเป็นแกนนำ นปช. แทบทั้งนั้น
“ก่อนที่จะเข้ามาร่วมพรรคคุยกันแล้วว่าพวกเราต้องการแบบนี้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เป็นแบบนี้ไม่ต้องเข้ามาพรรคนี้ ถ้าเข้ามาแล้ว ไม่มีอุดมการณ์แบบนี้ คุณออกไป”

          บทบาทของคุณยงยุทธกับคุณจตุพร มีส่วนร่วมอย่างไรในพรรค
“ไม่มี ส่วนตัวนั้นครอบครัวคุณยงยุทธ ผมรู้จักกันทั้งครอบครัวมีความสนิทกัน ทำธุรกิจกันบางเรื่อง ส่วนคุณจตุพรนั้น เรามีอุดมการณ์เดียวกันคือประชาธิปไตย ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ฉะนั้นอุดมการณ์ในทางการเมืองค่อนข้างเหมือนกัน คุณจตุพรเป็นผู้เช่าตึก (อิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว จัดทำทีวีดาวเทียมคนเสื้อแดง) ก็เป็นธรรมดาที่คุยกัน ตอนที่คุณจตุพรเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมก็ไปเยี่ยมไปคุยกันเป็นเรื่องธรรมดา”

ช่วงที่ตั้งพรรคเพื่อชาติทำไมคุณยงยุทธกับคุณจตุพรมีบทบาทในพรรคมากเหลือเกิน
“หลักของการตั้งพรรคนี้คือ ทำไมเราไม่คุยกัน เราควรจะหาพรรคหนึ่งที่เป็นเกาะกลางที่ทุกฝ่ายสามารถคุยกันได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนสีอะไร เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อบ้านเมือง

หากถามว่าทำไมทุกการเคลื่อนไหวของพรรคถึงมีชื่อ 2 คนนี้เสมอนั้น พรรคเพื่อชาติ ชื่อนี้ความหมายดี พวกเราเลยมาคุยกับหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการพรรคชุดก่อน พวกเขาก็เห็นด้วยกับแนวทางของพวกเรา คุณยงยุทธก็อยากสนับสนุน แต่ขออยู่เบื้องหลังในการดู สนับสนุนเรื่องนโยบายต่างๆ คุณจตุพรขอเป็นกองเชียร์พรรค”

 ทำไมบทบาทของพรรคเพื่อชาติขึ้นอยู่กับคุณจตุพร
“ไม่ได้อยู่ที่คุณจตุพร พวกเราพูดกันและมีการปรึกษาหารือ คุณจตุพรก็มาเป็นผู้ถ่ายทอดสู่สังคม”

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคุณยงยุทธบอกว่าจะพาคุณทักษิณ ชินวัตรกลับบ้าน แบบนี้แสดงว่าทิศทางของพรรคไม่ได้เป็นเกาะกลางเสียแล้ว เพราะเหมือนกับการท้าทาย คสช.ตรงๆ

“ทิศทางของพรรคยังไม่เปลี่ยน นโยบายพรรคและอุดมการณ์พรรคยังเหมือนเดิม เหตุที่คุณยงยุทธบอกว่าจะพาคุณทักษิณกลับมา หมายความว่าคนที่มีปัญหาอยู่ทำไมไม่เอามาคุยกันด้วย คสช.กลัวคุณทักษิณหรือ เพราะบางฝ่ายไปสร้างภาพและเกิดกลัวกัน ความจริงมีอะไรก็เรียกมาคุยกันสิ เกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกามีปัญหามานานวันนี้ยังคุยกันได้เลย”

คสช.บอกว่าไม่ได้ห้ามคุณทักษิณกลับบ้าน พรรคมีนโยบายนี้อย่างไร
“เราต้องดูว่าการที่พวกเขาพูดแบบนี้ ถ้าพวกเขาเจอแบบนี้ (กรณีทักษิณ ชินวัตร) จะกลับมาไหม ต้องดูว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงอะไร ช่วงประชาธิปไตยหรือเปล่า หากกลับเข้ามาแล้วจะเสียเปรียบไหม”

แต่ช่วงที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกฯ คุณทักษิณก็ไม่กลับประเทศ
“ก็ยังกลับไม่ได้”

มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อชาติมีแผนบางอย่างซ่อนอยู่และหัวหน้าพรรคเพื่อชาติแอบไปคุยกับคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคพลังประชารัฐมาแล้ว
“ไม่มี ผมไม่ได้เจอคุณสุริยะตั้งแต่คุณสุริยะหายตัวไปจากการเมือง ไม่รู้ว่าข่าวนี้มาได้อย่างไร ยอมรับว่ามีคุยแบบเป็นทางการอยู่บ้าง แต่ไม่มีการแอบคุย”

          “ผมเป็นหนึ่งในคนคัดเลือกนะ ไม่ได้ตัดสินคนเดียว ดังนั้นเราต้องยึดเอาสียงส่วนใหญ่แต่ทุกคนมีเหตุผลชี้แจงว่าทำไมคนนั้นถึงอยู่อันดับนั้น พอมีคนสมัครเยอะเข้า บางคนอาจจะหลุดๆ ไปบ้าง”

          “ก่อนที่จะเข้ามาร่วมพรรค คุยกันแล้วว่าพวกเราต้องการแบบนี้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เป็นแบบนี้ ไม่ต้องเข้ามาพรรคนี้ ถ้าเข้ามาแล้ว ไม่มีอุดมการณ์แบบนี้ คุณออกไป”

อดีตสองนายพลสีกากีวิพากษ์การเมืองกับตำรวจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อดีตสองนายพลสีกากีวิพากษ์การเมืองกับตำรวจ

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 14:27 น.
พลตตวิชัย สังข์ประไพ,สีกากี,นายพล,พลตตสุพิศาล ภักดีนฤนาถ
เปิดอ่าน 2,415 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเมืองกับตำรวจนั้น แทบจะแยกกันไม่ออก เพราะสังคมมองว่าคนการเมืองกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มักจะโดนกล่าวถึงในเชิงลบเสมอและมีอิทธิพลร่วมกันจนมีการเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นระยะ

เครือเนชั่นได้สัมภาษณ์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตหลักสี่และจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในประเด็นการเมืองกับตำรวจไว้อย่างน่าสนใจ

       ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่มาก จะแก้ไขแบบจริงจังอย่างไร
พล.ต.ต.วิชัย : พรรคประชาธิปัตย์ยกเรื่องนี้เป็น 1 ใน 10 นโยบายของพรรค ยาเสพติดถือเป็นปัญหาของชาติ สร้างปัญหามาก คดีทุกวันนี้ 80% เกิดจากยาเสพติด คนติดยาเสพติดทั่วประเทศมีประมาณ 3 ล้านคน งบประมาณที่เอามาดูแลเรื่องยาเสพติดก็เสียไปมหาศาล เงินในส่วนนั้นสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ ในแต่ละปีเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ปัญหานี้น้อยลง

พล.ต.ต.สุพิศาล : ผมดูแลเรื่องยาเสพติดตั้งแต่เป็น ร.ต.อ. อยากให้สังคมรู้ว่าทำไมยาเสพติดยังอยู่ในเมืองไทย ขอเรียนว่าสามเหลี่ยมทองคำเป็นต้นตอของยาเสพติดที่เข้ามาในประเทศ เป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดความมั่นคงทางทหารของประเทศหนึ่ง เป็น Army Trade เมื่อเกิดขึ้น สิ่งที่เป็นสินค้าที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความไม่มั่นคงคือยาเสพติด

สิ่งที่เราควรทำลายคือสารตั้งต้นของยาเสพติดที่มาจากประเทศมหาอำนาจหรือนำสารเหล่านี้ผ่านประเทศเรา และต้องสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเจ้าของดินแดนนั้น ยาเสพติดในบ้านเรา คนไทยเป็นเหยื่อของยาเสพติดมาตลอด คนผลิตมียาเสพติดเป็นโรงงาน อย่างไรก็กำไร คนเสพโดนจับก็ไม่รู้เรื่อง

  แนวของปะฉะดะที่พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงจะทำเช่นใด และแนวทางของพรรคอนาคตใหม่จะแก้ไขเรื่องนี้แบบใด
พล.ต.ต.วิชัย : ต้องยอมรับว่ายาเสพติด ทำให้เกิดความร่ำรวยให้บางคน แต่ฆ่าคนทั้งประเทศ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์เป็นนโยบายที่จับต้องได้ ทำได้เลย ปะฉะดะ ปะ คือ พบ ฉะ คือ ทำผิดคือลงโทษ ดะ คือไม่เลือกหน้า ตอนนี้ต้องยอมรับว่าการสืบสวนเป็นอำนาจของตำรวจ ถ้าเราให้ ป.ป.ส.มีอำนาจในการสอบสวนมากขึ้น เป็นการคานอำนาจและแบ่งเบางานตำรวจ เพราะในทางสอบสวน ป.ป.ส.มีข่าวสารยาเสพติดมากกว่าตำรวจอีก ป.ป.ส.ทำสำนวนจับกุมและส่งอัยการและฟ้องศาลได้โดยไม่ต้องผ่านตำรวจ

พรรคประชาธิปัตย์จะเพิ่มโทษให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสอบวินัยผู้บังคับบัญชา ส่วนผู้เสพถือเป็นผู้ป่วย หากจับมาแล้วควรทำการบำบัดรักษา แต่สังคมก็ไม่ยอมรับพวกเขา แต่ถ้าบำบัดหลายรอบแล้วยังไม่เลิก ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พล.ต.ต.สุพิศาล : แนวทางแก้เรื่องนี้ของพรรคคือปลดล็อก ปรับโครงสร้าง เปิดโอกาส วันนี้ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่ต้นทุนต่ำ แต่ขายได้ราคาสูง ดังนั้นกฎหมายต้องเปลี่ยนด้วยการแทรกแซงตลาด การรีดิวซ์ราคายาเสพติดให้ลดลงเป็นหัวใจสำคัญ ต้องมองถึงโครงสร้างของกระบวนการ งานป้องกันเป็นหัวใจ ผู้ต้องหาจำนวนมากเกิดจากยาเสพติด ถ้าคนพวกนี้คือเหยื่อของอาชญากรรม เราคิดว่าพวกเขาคือผู้ป่วย พวกเขาหลงผิดกับมูลค่าของเงิน ถูกหลอกเพื่อขาย ซึ่งต้นทางสามารถคัตเอาท์ได้เลย

    เป้าหมายจริงๆ คืออะไรในการแก้ปัญหาเรื่องนี้
พล.ต.ต.วิชัย : วันนี้ผู้เสพในเรือนจำแทบจะไม่มี เพราะมีการคัดกรองนำไปบำบัดเพื่อส่งกลับสู่สังคม แต่สิ่งที่เราจะทำคือเน้นปฏิบัติการ ผมปราบปรามยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2544 จนกทม. ฝั่งธนบุรี แทบไม่มียาเสพติดในตอนนั้น กฎหมายระบุว่ายาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต ตัวอย่าง ถ้าศาลตัดสินแล้วควรนำไปประหารชีวิตเลย ยาเสพติดจะเบาบางลงทันที มาตรการในการปราบปรามมันเป็นความจำเป็น

มาตรการแรกคือการให้ความรู้ พ่อแม่ต้องดูแลลูก โรงเรียน สังคม ทหาร ต้องดูแลตรงนี้ ถ้าทำทั้งหมดอาจสอดคล้องหรือและมีผลดีต่อตำรวจที่หลายฝ่ายช่วยทำตรงนี้ เพราะการล่อซื้อบางทีล่อซื้อเทียมให้พวกเขาส่งมาหลายล้านเม็ด แต่มันไม่ได้ผล เราก็จับได้แค่ตัวปลอมที่มาส่ง ตัวจริงก็ผลิตต่อไป ก็ถอนลำบาก เราต้องทำให้ผู้เสพน้อยลง ถ้าจะมัวแต่ป้องกันก็ไม่ได้เพราะเด็กยังเสพอยู่ ดังนั้นเราต้องทำให้คนมีความรู้ก่อน สถานบำบัดต้องมีเยอะเข้าไว้ ต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ที่คอยบำบัด

พล.ต.ต.สุพิศาล : สิ่งสำคัญคือการทำจริงคือ 1.ต้องตัดเส้นทางสารตั้งต้นให้ได้ 2.ลดแรงจูงใจของผู้ค้า ให้ความรู้แก่ผู้ค้า 3.หน่วยงานที่ต้องแข็งแรง คือตำรวจ D.A.R.E ของสหรัฐ (Drug Abuse Resistance Education โครงการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจการต่อต้านการใช้ยาเสพติดและการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง) พวกเขาใช้ตำรวจ D.A.R.E ไปฟูมฟักให้ความรู้แก่เด็ก เพราะเด็กคือเหยื่อ ดังนั้นตำรวจ D.A.R.E ต้องถูกสร้าง และให้กองทุนมากขึ้น เพื่อไปปรับปรุงฟื้นฟูเด็กให้เตรียมรับแรงกระแทกจากปัญหายาเสพติด ถ้าเด็กป้องกันตัวเองได้นั่นคือขั้นแรกของนโยบาย คือ ชุมชน เปิดโอกาสให้ชุนชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะการกระจายอำนาจจากรัฐบาลในเรื่องเม็ดเงิน ให้ชุมชนสามารถใช้เงินโดยความคิดของพวกเขาเอง แบบที่ต้องทำเอง ตำรวจมีหน้าที่เข้าไปดูแล และมีตำรวจ D.A.R.E เข้าไปให้ความรู้ จัดสถานที่ของชุมชนให้แข็งแรง หาทิศทางหรืองานให้เด็กที่ติดยาเพื่อระบายกิจกรรมที่พวกเขาอยากเล่นอีกเส้นทางหนึ่ง เรียกว่าชุมชนบำบัด ซึ่งเป็นหัวใจหลักและเสริมตำรวจ D.A.R.E ให้มากที่สุด เพื่อให้พวกเขาสร้างองค์ความรู้ในรากฐาน

ส่วนกฎหมายหรือผู้ที่ต้องขังยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ที่ค้า เราอย่าคิดว่าพวกเขาเป็นผู้กระทำผิด ถ้าเราเปลี่ยนยาเสพติดให้เหมือนกัญชาที่เราจะเอามาขาย ถ้ายาเสพติดราคาถูก โดยตัดราคา และเปลี่ยนทิศทางของการลงโทษ เพราะการประหารชีวิตไม่ได้ผล รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ทิศทางของการปราบปรามไม่มีการสิ้นสุด

การสิ้นสุดของเรื่องนี้คือ 1.ตัดต้นทางของสารตั้งต้น 2.สร้างรากฐานชุมชน ช่วยกันบำบัดตรงกลาง ต้องปลดปล่อยคนที่เป็นเหยื่อทั้งหมดออกไป และสุดท้ายคนไทย คือการเปิดโอกาสให้คนในสังคมร่วมบูรณาการทั้งหมด ตั้งแต่ระดับครอบครัว และต้องเอาใจใส่คนในสังคม ให้ความรู้ เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนต้องลงมาบูรณาการอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยตัวใครตัวมัน ส่วนเรื่องการปราบปรามต้องเด็ดหัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ อย่ามัวเด็ดปลายแถวเพื่อสร้างผลงาน

พล.ต.ต.วิชัย : เรื่องสารตั้งต้นนั้นรัฐบาลทำอยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่า ประเทศรอบบ้านนั้นเดิมอาจจะมีประเทศเดียว แต่ตอนนี้ บางประเทศมองว่าเป็นรายได้ที่ดี หลายประเทศเริ่มทำตรงนี้ ถ้าเราจะไปพูดในการเมือง ให้พวกเขาหยุดในเรื่องสารตั้งต้น พวกเขาก็รับปาก แต่ตรงนี้คือรายได้ของประเทศเหล่านี้ และพวกเขาอาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย ดังนั้นมันค่อนข้างยากที่จะไปบังคับพวกเขา เพราะเป็นรายได้และเป็นเรื่องการเมืองของพวกเขา มันยุ่งยากพอสมควร ฉะนั้นเราต้องแก้ไขภายในประเทศเราให้ได้

ตอนที่ผมอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. เราดูแลชุมชน บำบัดนักศึกษา โรงเรียนต่างๆ แต่ต้องยอมรับว่าสังคมเรา ยาเสพติดนั้นคนติดยามาจากคนรากหญ้า คนจน พ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกและไปเสพยาเสพติด อันนี้เป็นต้นตอของปัญหา ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องเข้าไปดูแล อย่างเช่น ถ้าเอาทุกมหาวิทยาลัยมาลงช่วยด้านการศึกษากับชุมชน มันจะช่วยได้เยอะมาก

พล.ต.ต.สุพิศาล : เราต้องเข้าใจว่า ปัญหานี้กระทบกับชุมชนข้างล่าง ดังนั้นเกราะที่สำคัญคือคนข้างๆ เด็ก นั่นคือต้องเอาใจใส่ ส่วนภาครัฐนั้นขาดการและประมวลผล เคยติดตามผู้ที่เข้ารับการเยียวยาและปลดล็อกออกจากผู้เสพแล้วกลับไปบ้าน เราจะติดตามพวกเขาด้วยเทคโนโลยี เราต้องเข้าถึงเรื่องความรู้ ที่อยู่อาศัย ผลลัพธ์ที่บอกว่าพวกเขาหาย จากการเสพยานั้น เรื่องแบบนี้มันจะกลับมาอีกหรือไม่

 ส่วนการปฏิรูปตำรวจนั้น “ผู้การแมว” และ “ผู้การแต้ม” แสดงมุมมองเรื่องนี้ว่า
พล.ต.ต.สุพิศาล : คนที่จะมาประกอบอาชีพตำรวจนั้น จากนี้ไม่ต้องเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และโรงเรียนเตรียมทหาร พาตำรวจกลับบ้าน กลับสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วกระจายอำนาจ หากทำแบบนี้จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีงบประมาณมากมาย

ส่วนการแต่งตั้งนั้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรยุ่งกับการแต่งตั้งระดับล่างลงไป ยกเว้นตำแหน่ง ผบ.ตร.เพียงคนเดียว โดยการแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นอยู่กับบอร์ดก.ต.ช. โดยจะถูกออกแบบจากตำรวจเท่านั้น อาจจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านกระบวนการคัดสรรมาจากภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมด้วย โดยมีการเลือกรายชื่อว่าที่ ผบ.ตร. และลงคะแนนจาก ผกก.ทุกสถานี โดยว่าที่ ผบ.ตร. 2 คน นำคุณสมบัติเข้าบอร์ดก.ต.ช. และเป็นสิทธิของนายกฯ ที่จะเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ตรงนี้คือโครงสร้างที่จะถูกตัดเรื่องของการกระจายอำนาจทางการคลัง จะต้องลงไปที่ อปท. หน่วยงานที่จะเป็นแม่งานให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อทำสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มี ปัจจุบันตำรวจยังต้องหิ้วสมบัติส่วนตัวไปที่สถานีตำรวจ ตรงนี้คือส่วนหน้าของงานทั้งหมด

นโยบายใหม่จะต้องถูกออกแบบโดยรื้อโครงสร้าง และนำเทคโนโลยีเข้ามา การทำงานส่วนหน้า จะต้องมี co-space เพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้ ห้องคุมขังจะไม่มี ต้องฝากขังที่ศาล ห้องควบคุมจะเป็น co-space เป็นที่ให้ความรู้ เชื่อมความสัมพันธ์ ตกลงคดีความที่ไม่อยากขึ้นศาล คดีที่ขึ้นศาลจะต้องเป็นคดีที่สำคัญ ความยุติธรรมชุมชนจะเกิดที่นี่ ยุติธรรมสมานฉันท์อาจจะเกิดที่อัยการ

เราจะสร้าง justech คือ justice+technology ตั้งแต่การเอาตัวจนถึงปล่อยตัว เรื่องของการควบคุมอาชญากรรม จากเครื่องมือเทคโนโลยีที่มี คือเรื่อง inside outside คือตำรวจที่ต้องรับใช้ชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ จาก 5 ทฤษฎีกับ 1 หลักการ 1 หลักการสุดท้ายคือหลักการแก้ไขปัญหาผันไปตามความต้องการของประชาชน

พล.ต.ต.วิชัย : ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี ประชาชนสนใจแค่ตำรวจไม่ดี ดังนั้นต้องมีการปฏิรูป ระบบของเราแทบจะเหมือนกับญี่ปุ่น แต่ของญี่ปุ่นไม่มีปัญหา ดังนั้นมันอยู่ที่คน เราต้องแก้ที่คน เราต้องมีวิธีการปฏิรูป นายกฯไม่มีสิทธิ์แต่งตั้ง ผบ.ตร. ไม่อย่างนั้นตำรวจอยู่ข้างการเมือง เพราะนายกฯเป็นคนแต่งตั้งตำรวจ โครงสร้างเสีย ตำรวจที่ทำงานดีๆ เลยเสียไปเลย ผบ.ตร.ต้องมาจาก ก.ตร. เพราะคนที่รู้ดีว่าใครดีและไม่ดี คือตำรวจ เพราะฉะนั้นนเราต้องคัดผบ.ตร.จาก ก.ตร. ถ้าผบ.ตร.ไม่ดี นายกฯ หรือสังคมสั่งปลดได้

ทำไมงานสอบสวนสมัยก่อนไม่เสียหาย มาเสียหายในบางช่วง เพราะเราไม่เคยแก้ให้พวกเขา คนที่ได้ทำงานสอบสวนก็ท้อ เพราะงานหนัก ความเจริญก้าวหน้าก็ไม่มี ทำไมเราไม่แก้ตรงนี้ ทุกวันนี้ที่บอกว่าสังคมต่อว่ามากที่สุดคือ เรื่องสอบสวน ความยุติธรรมกับประชาชน เราต้องไปดูแลเรื่องการบริการ ความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และตำรวจต้องทำเรื่องสืบสวนและเรื่องการป้องกันเท่านั้น อันไหนที่ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย มอบให้คนที่ทำหน้าที่นั้นๆ ทำงาน ไม่ต้องให้ตำรวจทำ”

ระวัง ‘พนันเลือกตั้ง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง ‘พนันเลือกตั้ง’

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 14:23 น.
ระวัง 'พนันเลือกตั้ง'
เปิดอ่าน 249 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาทุกทีและมีการสำรวจหรือทำโพลล์จากหลายแห่งออกมาทำนายผลการเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะได้จำนวน ส.ส.เท่าไร

การวิเคราะห์หรือทำโพลล์เหล่านี้ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ที่ ‘ดับเครื่องชน’ จะเตือนแบบฟันธงเลยว่าระวังข้อมูลเหล่านี้จะเป็นผลกระทบที่จะทำให้การเลือกตั้งมีผลคลาดเคลื่อนได้จาก ‘การพนัน’ ของบรรดาผู้มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

คนไทย (บางคน) ที่มองเห็นอะไรเป็นการพนันได้-เสีย จะพนันผลการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีตลอดและขอเตือนให้ทางการโดยเฉพาะตำรวจตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อปราบปราม ‘โต๊ะพนัน’ หรือ ‘บ่อนพนัน’ เลือกตั้ง

ขอเรียนให้ทราบว่านี่เป็นเรื่องจริงเพราะปกติจะมี ‘โต๊ะพนันบอล’ แต่ ‘โต๊ะพนันเลือกตั้ง’ นี่บรรดาเซียนพนันออกราคาเล่นวันเป็นแสนเป็นล้าน หรือพวกเงินน้อยก็เล่นกันตามอัตภาพ

จึงขอแจ้งล่วงหน้าให้ตำรวจจัดการโต๊ะพนันเลือกตั้ง อย่าให้เกิดขึ้นได้และมีผลต่อการลงคะแนนด้วย
    อ๊อด เทอร์โบ



 ปัญหา ‘พระธรรมทูต’
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมติดตามข่าวเรื่อง ‘พระธรรมทูต’ คือมีการส่งพระสงฆ์ไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศแล้วเห็นว่าจะต้องมองดูความจริงที่เกิดขึ้น
อย่างล่าสุดมีการอบรมพระที่จะส่งไปต่างประเทศแล้วผมเห็นว่าจะมีปัญหาแอบแฝงอยู่มากดังที่มีข่าวปรากฏว่า

การทำงานด้านเผยแผ่ในต่างแดนนั้น ยุคแรกๆ ที่ทำงานด้านนี้ ซึ่งถือได้ว่ามีความลำบากในการทำงานมากเพราะติดขัดทั้งในเรื่องกฎหมาย การถูกล้อเลียน ดูถูกจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา

การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศต้องหนักแน่น เข้มแข็ง อดทน ที่สำคัญต้องทำงานให้สอดคล้องกับทั้งพระธรรมวินัย และกฎหมายในแต่ละพื้นที่จะทำถูกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นอกจากนี้ไม่ควรทำงานแบบแบ่งนิกาย

ผู้ที่เข้ารับการอบรมจะต้องอบรมเป็นระยะเวลา 3 เดือน ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้นและต้องไปศึกษาดูงานด้านการเผยแผ่ที่ประเทศอินเดียและเนปาล ต้องเลือกประเทศที่ต้องการจะเดินทางไป เพื่อที่จะฝึกภาษาท้องถิ่นเพิ่มเติมด้วย โดยผู้ที่เข้าอบรมรุ่นที่ 25 ยังคงเลือกประเทศที่จะเดินทางไปคือสหรัฐและประเทศแถบทวีปยุโรปมากที่สุด

ผมเป็นคนตรงไปตรงมามองว่าพระธรรมทูตยังมีระบบเส้นสายหรือเลือกปฏิบัติหรือยังมีกิเลสรักความสุขสบายโดยมุ่งไปที่อเมริกาหรือยุโรปที่เจริญแล้ว

ทำไมไม่จัดส่งพระสงฆ์ไปจำพรรษาในภาคใต้บ้างเพราะวัดวาอารามหลายแห่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระอยู่ควรพิจารณาส่งไปจะดีกว่าส่งพระธรรมทูตไปเมืองนอก
        สมเกียรติ (ยะลา)

 ตอบ คุณ ‘ สมเกียรติ’ ยะลา
ผมชอบใจในความคิดของคุณอย่างมาก โดยเฉพาะในตอนท้ายของจดหมายที่อยากคัดหา-อบรม ส่งพระไปจำพรรษาไปยังวัดในชายแดนหรือชนบทที่วัดขาดพระสงฆ์ไปเผยแพร่พุทธศาสนา เป็นขวัญกำลังใจให้แก่พุทธศาสนิกชน

ดีกว่าส่ง ‘พระธรรมทูต’ ไปต่างประเทศ ซึ่งควรพิจารณาว่ามีประโยชน์หรือจำเป็นแค่ไหน และพระบางรูปก็อยู่ยาว

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นและกรมการศาสนาจะต้องทบทวนแนวทางปฏิบัตินับแต่บัดนี้
       อ๊อด เทอร์โบ



‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘จรรยา’ แม่ลูกสอง ซึ่งสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ

อยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการทำแบบต่อเนื่องให้ยาวนานจะได้ผลดีมีประโยชน์มากกว่านี้
     อ๊อด เทอร์โบ



 ช่วยเด็กจมน้ำเอาชีวิตรอด
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันขอสนับสนุนแผนการของกระทรวงสาธารณสุขจัดรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำว่า

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดให้วันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ป้องันเด็กจมน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง

มากกว่าโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อในรอบ 10 ปี พบว่าเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 904 คน หรือวันละ 2.5 คน ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงทุกปี โดยเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปีที่ผ่านมา มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 231 คน เกือบครึ่งของเหตุการณ์เป็นการชวนกันไปเล่นน้ำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่ขาดทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำและไม่รู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง

ให้ทุกจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2564 และขอให้ดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด

พื้นที่เล่นต้องปลอดภัยมีคอกกั้น ส่วนเด็กโตสอนให้ยึดหลัก ตกน้ำอย่าตกใจ ตั้งสติลอยตัวไว้ การช่วยเพื่อนที่ตกน้ำให้ใช้หลักตะโกนโยนยื่น อย่าลงไปในน้ำเพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้
    จรรยา (แม่ลูกสอง)

เมืองหลวงโคราช “สุวัจน์” แรง “ค่ายแดง” แผ่ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองหลวงโคราช “สุวัจน์” แรง “ค่ายแดง” แผ่ว

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 13:05 น.
พรรคชาติพัฒนา,พรรคเพื่อไทย,ภูมิใจไทย,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,726 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา เขตเลือกตั้ง 14 เขต มี ส.ส. 14 คน สภาพการต่อสู้โดยภาพรวม เป็นศึกคนหน้าเดิม ที่แยกย้ายกันไปอยู่ในพรรคต่างๆ

วิรัช รัตนเศรษฐ พาครอบครัวไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับอดีต ส.ส.โคราชอีกหลายคน ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี หอบลูกไปอยู่ภูมิใจไทย ส่วนอดีต ส.ส.เพื่อไทย ยังอยู่ครบ เช่นเดียวกับพรรคชาติพัฒนา

กล่าวกันว่า เขตที่กล่าวว่าเป็น “เมืองหลวงโคราช” คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2

2 เขตเลือกตั้ง เป็นที่มั่นของ “พรรคชาติพัฒนา” มาหลายยุคหลายสมัย อย่างสมัยที่แล้ว ผู้ชนะคือ เขต 1 วรรณรัตน์ ชาญนุกูล และเขต 2 วัชรพล โตมรศักดิ์

เขต 1 อ.เมืองนครราชสีมา (4 ตำบล) ที่ปรึกษาใหญ่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ดึง “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มาลงสมัครรักษาเก้าอี้ในเขตนี้แทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

ผู้ว่าฯ เบิร์ด หรือธงชัย ลืออดุลย์ อยู่กับคนโคราชมากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ และสมัยเป็นผู้ว่าฯ เป็นคนสั่งรื้อถอนร้านอาหารรุกล้ำเขื่อนลำตะคอง และทำโครงการผันน้ำจากเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มาใช้ผลิตประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

ด้านพรรคเพื่อไทย ส่ง “ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา” หรือ “นายกหลี” อดีตรองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และอดีตเลขานุการของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

เดิมทีเขตตัวเมืองย่าโม มีกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม โดยเลือกตั้่ง 2554 พรรคเพื่อไทย ส่งสมโภชน์ ประสาทไทย แกนนำ นปช.โคราช ลงสนาม แต่ก็พ่ายพรรคชาติพัฒนา ปีนี้ กลุ่มเสื้อแดงยังให้การสนับสนุน ร.ต.อ.สุปชัย บวกกับฐานเสียงสมัยที่ทำงานการเมืองท้องถิ่น ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย จึงไม่ขี้เหร่เท่าไร

เหนืออื่นใด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะลูกย่าโมคนหนึ่ง เดินทางมาช่วยหาเสียงให้ “นายกหลี” สองรอบแล้ว

ศึกครั้งนี้ สุวัจน์จึงทุ่มสุดตัวและมั่นใจในความนิยมของชาวโคราชที่มีต่ออดีตผู้ว่าฯธงชัย เชื่อว่า ธงชัยมีคะแนนนำ “นายกหลี” จากพรรคเพื่อไทย

พรรคภูมิใจไทย ส่ง “อดุลย์ อยู่ยืน” สมาชิกสภา อบจ.นครราชสีมา, รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา มีฐานเสียงอยู่ในเขต อ.เมืองโคราช อยู่พอสมควร

เขต 2 อ.เมืองนครราชสีมา (16 ตำบล) แชมป์เก่าคือ “วัชรพล โตมรศักดิ์” ค่ายชาติพัฒนา มีประสบการณ์การทำงานการเมืองท้องถิ่นยาวนาน เป็น ส.อบจ.นครราชสีมา 4 สมัย, รองนายก อบจ. 2 สมัย และประธานสภา อบจ.

ที่โดดเด่นคือ ผลงานด้านกีฬา เคยเป็นประธานสโมสรวอลเลย์บอลนครราชสีมา เดอะมอลล์วีซี และผู้จัดการทีม “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี โดยส่วนตัว วัชรพลเป็นนักประสานสิบทิศ จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีก

ส่วน “สุธรรม พรสันเทียะ” นักธุรกิจบ้านจัดสรร พรรคเพื่อไทย และ “ประพิศ นวมโคกสูง” อดีตครูโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา พลังประชารัฐ รวมทั้ง “ลบพาล ธีระบุตร” นักธุรกิจบ้านจัดสรรชื่อดัง พรรคภูมิใจไทย ขอท้าชิงแชมป์ คอการเมืองบอก วัชรพลเป็นเต็งแชมป์ แต่ “สุธรรม” ก็มีลุ้น เพราะพรรคเพื่อไทยยังเป็นที่ชื่นชอบคนฐานราก

สรุปว่า เก้าอี้ ส.ส.เขตเมืองหลวงโคราช 2 เขต ยังจะเป็นของพรรคชาติพัฒนาอีกสมัย

สายล่อฟ้าของแท้ยี่ห้อ “เสรีพิศุทธ์” จากบิ๊กจ๊อดถึง บิ๊กแดง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สายล่อฟ้าของแท้ยี่ห้อ “เสรีพิศุทธ์” จากบิ๊กจ๊อดถึง บิ๊กแดง

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 08:39 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,ผู้สมัครเลือกตั้ง,ตัดสิทธิ์ทางการเมือง,เสรีพิสุทธ์,พรรคเสรีรวมไทย,บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กจ๊อด พลอสุนทร คงสมพงษ์
เปิดอ่าน 11,964 ครั้ง

เกมเลือกตั้งก็ร้อนแรง เกมนอกสนามก็น่าจับตาใกล้ชิด จน “บิ๊กแดง” ต้องทำอะไรบางอย่าง แต่อย่าลืม หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยคนนี้แหละ ที่เคยปะฉะดะกันมาก่อนตั้งแต่รุ่นพ่อ

000 ถ้าเปรียบ “เกมอำนาจการเมืองไทย” เป็นหนังเรื่องหนึ่ง คนไทยก็มักได้ชมหนังม้วนเก่าอยู่บ่อยๆ จากกรณียุบพรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน แล้วก็มาถึงพรรคไทยรักษาชาติ

แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ

000 ดังที่ทราบกัน พรรคไทยรักษาชาติ ถูกออกแบบให้เป็น “พรรคเก็บแต้ม” โดยหวังที่จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประมาณ 30-40 ที่นั่ง จึงไม่เน้น “ส.ส.เขต” แต่เท่าที่ตรวจสอบดูก็มี “ผู้สมัคร ส.ส.เขต เกรดเอ” จำนวน 3 เขตคือ พิจิตร เขต 1 “วินัย ภัทรประสิทธิ์” อดีต ส.ส.หลายสมัย แม้ตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” จะย้ายไปอยู่พรรคไหน ก็ไม่เคยสอบตก

วินัย ภัทรประสิทธิ์

000 อีก 2 เขตอยู่ใน จ.แพร่ ได้แก่ เขต 1 “ทศพร เสรีรักษ์“ และเขต 2 “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” สองอดีต ส.ส.ที่ยึดพื้นที่นี้มานานกว่า 3 สมัยแล้ว บางสมัยอดีต ส.ส.ทศพรลงไม่ได้ ก็ให้ภรรยาลงแทน

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

ทศพร เสรีรักษ์

000 จะว่าไปแล้ว “คะแนน” ของพรรคไทยรักษาชาติ ก็คือคะแนนนิยมของผู้ที่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทยมาแต่เก่าก่อนนั่นแหละ แต่โชคร้ายที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบ 350 เขต ดังนั้น คะแนนดังกล่าวจะไหลไปที่พรรคไหน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเสรีรวมไทย

000 เกมเลือกตั้งก็ร้อนแรง เกมนอกสนามก็น่าจับตาใกล้ชิด หลายคนยังจำได้ สมัยที่ “เสธ.แดง” อาละวาดผู้นำกองทัพยุค “ป.ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สมัยที่ยังเป็น ผบ.ร.11 รอ. ในฐานะแกนนำยังเติร์กยุคใหม่ หัวขบวนเตรียมทหารรุ่น 20 และ จปร.รุ่น 31 รวมพลเพื่อนพ้องน้องพี่ออกมาแสดงพลังปกป้อง ผบ.ทบ.สมัยโน้น

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

000 ปี 2556 “บิ๊กแดง” ยังเคยนำนายทหารไปตบเท้าแสดงพลังหน้าสื่อใหญ่ฉบับหนึ่ง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็น ผบ.ทบ. ซึ่งสะท้อนว่า จุดยืนในการปกป้องผู้บังคับบัญชา และปกป้องสถาบันเบื้องสูงของเขาโดดเด่นมานานแล้ว

000 สืบเนื่องจากหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตะเพิดนายทหารที่ปราจีนบุรี “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพบก ได้นำผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ระดับผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองพลทหารบก พร้อมนายทหารระดับสูงทั่วประเทศกว่า 796 นาย กล่าวปฏิญาณตนขอรักษาสถาบันกษัตริย์ ป้องเกียรติและศักดิ์ศรีทหาร พร้อมหนุนรัฐบาลที่ยึดระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

000 ฝ่าย “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้กังวลใจอะไรกับการถูก ผบ.ทบ.ฟ้องร้องดำเนินคดี โดยบอกตอนนี้ขอเวลาหาเสียง “เรื่องนี้ ขอให้สบายใจได้ ไม่มีปัญหา ทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอน ผมไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

000 การเผชิญหน้ากันระหว่าง “อดีตนายตำรวจใหญ่” ที่สวมเครื่องแบบนักการเมือง กับนายทหารที่กุมอำนาจกองทัพ ทำให้หลายคนนึกถึง “สถานการณ์อึมครึม” บรรดา “ขุนทหาร” ไม่ค่อยพอใจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ดึงตัว “พล.ต.มนูญ รูปขจร” หรือ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร มาเป็นที่ปรึกษา โดยตอนนั้น “มนูญกฤต” ดัน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” มาเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม เสมือนเป็นกองกำลังปกป้องรัฐบาล

000 ด้วยเหตุนี้ คณะผู้ก่อการยึดอำนาจ จึงใช้วิธีบุกจับ “พล.อ.ชาติชาย” บนเครื่องบิน เพราะช่วงขัดแย้งแหลมคม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้นำกำลังกองปราบฯ มารายล้อมบ้านพัก “น้าชาติ” ภายในซอยราชครู แต่สุดท้ายก็เจอแผน “จับตัวน้าชาติ” ทุกอย่างก็จบ

เมื่อ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นั่งหัวโต๊ะประกาศยึดอำนาจ และ “บิ๊กจ๊อด” ได้เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

000 หลังรัฐประหาร “ผู้การมนูญ” ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “มนูญกฤต” และคล้อยหลังได้ไม่นาน พล.ต.อ.เสรี เตมียเวส เปลี่ยนชื่อสกุลเป็น “เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” ดังทุกวันนี้

หาเสียงที่ไหน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะโจมตี คสช. เป็นหลัก

000 จะว่าไปแล้ว ชีวิตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยิ่งกว่า “แมวเก้าชีวิต” ช่วง รสช.เรืองอำนาจ ก็ตกต่ำอยู่พักหนึ่ง เมื่อ “มนูญกฤต” ไปเป็นที่ปรึกษา “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยนั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย “เสรีพิศุทธ์” ก็ถูกดึงมาใช้งานอยู่พักใหญ่ หรือแม้แต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยังดึงมาปราบมาเฟียโบ๊เบ๊ และสอบทุจริตลำไยอบแห้ง

สมศักดิ์ เทพสุทิน นำภาพติดคู่กับน้องสาว พรรณสิริ ที่สุโขทัย

000 รู้สึกผิดหวังลึกๆ สำหรับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กรณี “บิ๊กตู่” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะไม่ขึ้นปราศรัยในเวที 4 ภาค นักเลือกตั้ง “จมูกมด” อย่างสมศักดิ์และพวกรู้ดีว่า “กระแสพรรค” ของ พปชร.ในขอบเขตทั่วประเทศ สู้พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และประชาธิปัตย์ ไม่ได้ จึงอยากได้ภาพน่ารักๆ และลีลาพูดจาปราศรัยของ “ลุงตู่” มากระชากเรตติ้งโค้งสุดท้าย

หลักฐานเบี่ยงเบน ประวัติ “ธนาธร” ไม่ได้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลักฐานเบี่ยงเบน ประวัติ “ธนาธร” ไม่ได้

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 12:35 น.
ออฟเรคคอร์ด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 19,814 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด  ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

25 เม.ย.2556 มติบอร์ด PICNI เห็นชอบควบรวมกิจการกับ เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) เพื่อนำหุ้นกลับมาเทรดรอบใหม่ ต่อมา วันที่ 27 พ.ค. 2557 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รายงาน ก.ล.ต.ซื้อหุ้น ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น (PICNI) จำนวน 7.1% ในวันเดียวกันนั้น เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) แจ้งขายหุ้น PICNI จำนวน 86.36%

24 พ.ย. 2557 PICNI เข้าควบรวมกิจการกับ เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP และกลับมาซื้อขายรอบใหม่เมื่อ 1 ก.พ.2561

ผู้ถือหุ้น WP ณ วันที่ 6 พ.ย.2557 มีชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือ 7.45% ผ่านไปถึง 25 มี.ค.2559 สัดส่วนลดเหลือ 3.72% ก่อนจะค่อยๆถอยออกไปจนล่าสุดไม่ปรากฏรายชื่อ

เป็นประวัติศาสตร์ที่ ธนาธร จะปฏิเสธไม่ได้ เพราะทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง

ขณะที่ WP เลือกที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์เช่นกัน ราวกับว่า ธนาธร เป็นคนไม่ดีหรืออย่างไร เป็นคนทำให้บริษัทเสื่อมเสียอย่างนั้นหรือ

การออกมาชี้แจงของ ธนาธร ที่อาสามาเป็นผู้นำชาติ การออกมายอมรับว่า เคยถือหุ้น PICNI และขายออกไปแล้ว น่าจะสง่างามกว่าการไปกล่าวหาว่าเป็นการทำลายล้างทางการเมือง

หากคิดจะแล่นการเมืองต้องยอมที่ต้องเปียกฝน เพราะว่าเมื่อเดินเข้าสู่รัฐสภา หรือ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องถูกตรวจสอบหนักกว่านี้หลายเท่า

ธนาธร จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง หากเผชิญหน้ากับความจริงไม่ได้ ก็ไม่ควรเข้ามาสู่การเมือง และออกไปจากการเมืองซะ

“คนเราไปแก้ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่ชี้แจงเหตุผลที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ได้ ไม่ควรเบี่ยงเบน ยกเรื่อง เหตุผลทางการเมืองมากลบเกลื่อนความจริงทางประวัติศาสตร์”

ส่วนบางบริษัทที่เลือกใช้การ “ขู่ฟ้อง” เพื่อปิดปากสื่อ ช่างเป็นวิธีการไดโนเสาร์ที่เขาเลิกทำกันแล้ว ทุกคนต้องพิสูจน์กับความจริง เพราะไม่มีใครหนีความจริงหรือปฏิเสธความจริงได้ตลอดไป!

ไม่คุ้ม- “บิ๊กตู่” ช่วยหาเสียง พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่คุ้ม- “บิ๊กตู่” ช่วยหาเสียง พปชร.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
กระดานความคิด,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 922 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น

 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  ก็ออกมาบอกแล้วว่า “ไม่ได้ช่วยหาเสียงอะไรกับใคร”

และยังมีการอ้างถึง “แหล่งข่าวใกล้ชิด” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า  ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ไปร่วมปราศรัยหาเสียงช่วยพรรคพลังประชารัฐที่ จ.นครราชสีมา ตามที่พรรคกำหนด และในสัปดาห์นี้จะยังไม่มีการลงพื้นที่หาเสียงนอกเวลาราชการในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนโค้งสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงหรือไม่ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งตามความเหมาะสม

เมื่อนักข่าวเอาเรื่องนี้ไปถามนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  นายอุตตม บอกว่า เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้พิจารณาเองและพรรคจะเคารพการตัดสินใจของท่านและยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าหาเสียงต่อไป เพราะพรรคมีการวางแผนในส่วนของพรรคไว้แล้ว
มันจึงสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่มีรายงานข่าวว่า “พปชร.” ได้ล้มแผนดัน “บิ๊กตู่” ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พปชร. ขึ้นปราศรัย 4 ภาค เนื่องจากแกนนำของพรรคได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบทุกประเด็น จึงได้ข้อสรุปกันว่านอกจากเงื่อนไขบางประการในข้อกฎหมายแล้ว หากพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นปราศรัย สิ่งที่ตามมาจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเจอการถูกรุมโจมตีจากฝ่ายต่างๆ รวมถึงประเด็นการตอบโต้ที่จะมีตามมาของผู้เกี่ยวข้องในพรรค จะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่พรรคได้นำเสนอแก่ประชาชนให้หันไปสนใจประเด็นขัดแย้งมากกว่านโยบายของพรรคในด้านต่างๆ ที่อุตส่าห์หาเสียงมาโดยตลอด ดังนั้น พปชร.จึงจะใช้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งมุ่งนำเสนอนโยบายจะเป็นผลดีต่อพรรคมากกว่า

       การที่พรรคพลังประชารัฐนึกขึ้นได้และหันกลับมาใช้แนวทางชูนโยบายของพรรคมากกว่า “ตัวบุคคล” ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ช่วยหาเสียงนั้น น่าจะถูกต้องแล้ว

เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ตอบข้อซักถามของพรรคพลังประชารัฐว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถช่วยหาเสียง ร่วมกิจกรรม และขึ้นเวทีปราศรัยได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ จะปลอดภัย  เพราะหนังสือที่ กกต. ตอบกลับมามีข้อความด้วยว่า “แต่ต้องไม่เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด”

สรุปก็คือทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้มีเงื่อนไข ซึ่งจะมีปัญหาตามมาในเงื่อนแง่กฎหมาย  เช่น การไปช่วยหาเสียงต้องดำเนินการนอกเวลาราชการเท่านั้น การไปช่วยหาเสียงไม่สามารถใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่น ไม่สามารถใช้รถยนต์ประจำตำแหน่ง ไม่สามารถใช้เจ้าพนักงานของรัฐติดตามอำนวยความสะดวก การเดินทางไปต่างจังหวัดโดยเครื่องบินไม่สามารถใช้เครื่องบินของราชการแม้ว่ามีภารกิจงานราชการในช่วงกลางวันแต่มีการหาเสียงตอนเย็น  เหล่านี้อาจนำไปสู่การที่พล.อ.ประยุทธ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นการแอบแฝงใช้ทรัพยากรของรัฐเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองได้ทั้งสิ้น
นั่นเป็นเพียงในเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย แต่ยังอาจมีปัญหาในเรื่องข้อเท็จจริงที่ถูกมองว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกฯ และหัวหน้าคสช. ไปช่วยหาเสียงให้พรรคพลังประชารัฐเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น  ไหนจะเรื่องบุคลิกที่พูดจาโผงผางของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจเป็น “พิษ” ส่งผลด้านลบต่อพรรคพลังประชารัฐได้ตลอดเวลา  ไม่ได้มีแต่ด้านบวกอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่
และหากมองย้อนไปก่อนหน้าได้มี “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หรืออาจารย์แหม่ม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในมันสมองคนสำคัญที่ร่วมผลักดันนโยบายของพรรคมองว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ช่วยหาเสียงให้พรรคก็คงไม่ถือเป็นจุดที่จะทำให้พรรคเสียเปรียบ เนื่องจากพรรคยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการได้ และเชื่อว่าคะแนนเสียงจากประชาชนที่จะมีให้พรรคนั้นมาจาก 3 ส่วน คือ 1.ผู้นำ 2.นโยบาย และ 3.ผู้สมัคร โดยบริบทในบางพื้นที่นั้นภาพผู้นำของพรรคไม่ได้สำคัญไปกว่าตัวผู้สมัครที่ใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่ หรือบางพื้นที่ ประชาชนจะมองที่นโยบายของพรรคว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้เขาได้หรือไม่เป็นหลัก

และ “อาจารย์แหม่ม” ยังเปิดเผยด้วยว่านับตั้งแต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค มันส่งผลทั้งในด้าน “บวก” และ “ลบ” ในเวลาเดียวกัน
แต่ “นโยบายของพรรค” ที่มีความเป็นไปได้มากกว่าอีกหลายพรรคที่มุ่งแต่หวังผลทางการเมือง และเกิดขึ้นจากเสียงเรียกร้องของประชาชน มีระดมสมองช่วยกันคิดจากคนในพรรค เพื่อตอบโจทย์ให้ประชาชน รวมถึงได้หยิบยกผลงานวิจัยต่างๆ ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาปลุกปั้น  ดูตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปในแบบภาพรวมตามความจำเป็น ดำเนินงานตามแผนและยุทธศาสตร์ที่มีกำกับไว้ เพื่อให้บรรลุผลได้จริง  ดังนั้นนโยบายของพรรคต่างหากที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นคงจะพูดได้ไม่ผิดว่าการที่ “พรรคพลังประชารัฐ” กลับมาใช้วิธีเดินหน้าหาเสียงด้วยนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายนำหน้า การชูตัว “ผู้นำ” จึงมาถูกทิศถูกทางแล้ว