เหรียญมหามงคล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหรียญมหามงคล

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:25 น.
เหรียญมหามงคล,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,018 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้มีเรื่องมหามงคลมาให้ทราบจากจดหมายของคุณ ‘อภิชัย’ ราชดำเนินเกี่ยวกับการจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางมาแจ้งให้ทราบเพื่อพี่น้องประชาชนจะได้รีบจองด่วนก่อนหมดและขอบคุณที่กรุณาแจ้งข่าวนี้มา
อ๊อด เทอร์โบ

***

   เหรียญเฉลิมพระเกียรติมหามงคล
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีความคืบหน้าฝากผ่านมายังประชาชนชาวไทยเรื่องเหรียญที่ระลึกและเหรียญเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ขอเรียนว่าเป็นเหรียญมหามงคลสมควรจะมีไว้ในภายภาคหน้า จะเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลาน ทราบว่าเปิดให้จองแล้วจะมีประชาชนไปเข้าคิวจองซื้อตั้งแต่ตี 5 จึงขอให้รีบจองด่วน ซึ่งผมขอสรุปความให้ทราบพอสังเขปดังนี้ครับ

กรมธนารักษ์เปิดให้จองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พฤษภาคม 2562

โดยมีประชาชนมาจองซื้อต่อเนื่องทั้งที่กรมธนารักษ์และธนาคารกรุงไทย ไปรษณีย์ไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิสในเซเว่นอีเลฟเว่น โดย ณ สิ้นวัน กรมธนารักษ์ระบุว่ามียอดจองเหรียญจากทุกช่องทางที่เปิดจำหน่ายทั้งสิ้นแล้วประมาณ 5% ของจำนวนเหรียญทั้งหมด เป็นเงิน 121 ล้านบาท
บรรยากาศการเปิดให้จองวันแรกจะมีคนมาเข้าคิวที่กรมธนารักษ์ไม่มากเท่ากับการจองเหรียญรอบที่ผ่านๆ มา เนื่องจากในครั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน กรมได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ไปรษณีย์ไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิสในเซเว่นอีเลฟเว่น

ทำให้มีจุดให้บริการเพื่อจองเหรียญทั่วประเทศมากกว่า 10,000 แห่ง รวมทั้งยังมีการจองในระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมธนารักษ์ ธนาคารกรุงไทย และไปรษณีย์ไทย อีกด้วย

ปีนี้มีจุดให้จองจำนวนมากขึ้นจึงทำให้เกิดการกระจายการจอง โดยตั้งแต่เปิดให้จองช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม พบว่าคนมาจองธนาคารกรุงไทยมากสุด รองลงมาคือเคาน์เตอร์เซเว่นฯ กรมธนารักษ์ และไปรษณีย์ ซึ่งการเปิดให้จองเหรียญที่ระลึกในครั้งนี้ มีกำหนด 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม-4 เมษายน และสามารถรับเหรียญได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562

การจองเหรียญแพลทินัม ซึ่งมีราคาแพงที่สุดในราคา 1 ล้านบาท และมีการผลิตเป็นครั้งแรกในไทย พบว่าชั่วโมงแรกของการเปิดให้จองมีประชาชนที่สนใจจองมาเป็นหลักสิบเหรียญ และตลอดทั้งวันมียอดจองทั้งสิ้น 27 เหรียญ เป็นเงิน 27 ล้านบาท

เหรียญดังกล่าวนั้นไม่ได้จำกัดจำนวนจองแต่ทั้งหมดจะผลิตไม่เกิน 1,000 เหรียญเท่านั้น ดังนั้นหากยอดจองเต็ม 1,000 เหรียญ ก็จะเปิดรับจองทันที
ประชาชนที่สนใจจะสั่งจองเหรียญที่ระลึกในครั้งนี้ นอกเหนือจากเหรียญแพลทินัมที่ไม่มีกำหนดการจองแล้ว เหรียญที่ระลึกราคาอื่นกำหนด 1 คน 1 หมายเลขบัตรประชาชน ที่แสดงความเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่ทางราชการออกให้จองได้ 1 สิทธิ์ ดังนี้

1.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเหรียญทองคำขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ 2.เหรียญเงินขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ 3.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาเหรียญละ 20 บาท จองได้ไม่เกิน 20 เหรียญ 4.เหรียญที่ระลึกเหรียญเงินรมดำพ่นทราย จำหน่ายราคาเหรียญละ 5,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ และ 5.เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ

ผมจึงเรียนมาเพื่อพสกนิกรประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีได้ทราบ ณ โอกาสนี้ ครับ
  อภิชัย (ราชดำเนิน)

***

    เรื่อง ห้ามเขียนที่อยู่ติดบนกระเป๋า!!
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลายคนเวลาเดินทางมักชอบเขียนชื่อที่อยู่ติดกระเป๋า เพราะคิดว่าหากกระเป๋าหายอย่างน้อยก็มีชื่อที่อยู่ให้คนที่พบเจอส่งกลับได้ แต่รู้หรือไม่ว่าเราอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ขนยาเสพติดข้ามชาติได้ ซึ่งผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเอายาเสพติดใส่กระเป๋าเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเราผ่านจุดคนเข้าเมือง หรือเครื่องสแกนกระเป๋า เราก็อาจเป็นผู้บริสุทธิ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติดข้ามชาติโดยไม่ได้ตั้งใจ

สำหรับใครที่ชอบเดินทางไกลโดยเฉพาะเดินทางข้ามประเทศควรทราบ เพราะวันนี้ดิฉันมีข้อมูลดีๆ จากคุณมิ แอร์โฮสเตส สายการบินหนึ่ง มีคำแนะนำจากสายการบินที่ควรรู้มาฝาก 2 เรื่อง คือ

1.ห้ามเขียนที่อยู่ติดกระเป๋า เพราะเราอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ขนส่งยาเสพติดข้ามชาติโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้เขียนเฉพาะชื่อ เบอร์ติดต่อ และอีเมล เท่านั้น เพราะอย่างน้อยถ้ากระเป๋าเราหายหรือตกหล่นระหว่างการเดินทางคนที่พบเห็นก็สามารถติดต่อเราทางเบอร์โทร หรืออีเมลที่เราระบุไว้ได้

2.ห้ามทิ้งตั๋วเดินทางสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะบัตรที่นั่ง หรือบอร์ดดิ้งพาส จะมีบาร์โค้ค ผู้โดยสารบางคนคิดว่าเมื่อขึ้นเครื่องมาแล้ว บัตรที่นั่งก็ไม่มีความจำเป็นอาจจะทิ้งไว้ตามที่นั่งของเรา เชื่อไหมว่าเราอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายได้ ถ้าผู้ก่อการร้ายนำบัตรที่นั่งของเราไปสแกนบาร์โค้ดก็จะทราบข้อมูลของเราทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องระวัง หากใครจะทิ้งแนะนำว่าให้มาทิ้งที่บ้าน หรือฉีกทำลายไม่ให้ตัวบาร์โค้ดสมบูรณ์

เห็นไหมคะว่าเรื่องบางเรื่องอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ เราไม่ควรมองข้ามนะคะ
  ขอบคุณค่ะ
วันทนา (ดอนเมือง)

  ตอบคุณ ‘วันทนา’ ดอนเมือง
จดหมายของคุณมีประโยชน์และเป็นคำเตือนที่น่ารับฟังและนำไปปฏิบัติเป็นการป้องกันเหตุร้ายจากมิจฉาชีพ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วจะเดือดร้อนอย่างมากเพราะผิดกฎหมายร้ายแรง

ผมเองก็มีนามบัตรติดประเป๋าเดินทางเพราะกลัวกระเป๋าหายจะได้มีชื่อที่อยู่ติดอยู่ มีคนนำมาคืนซึ่งนึกไม่ถึงว่าจะมีอันตรายจากแก๊งยาเสพติด

รวมไปถึงบอร์ดดิ้งพาสด้วยเพราะปกติพอลงจากเครื่องแล้วก็ทิ้งลงถังขยะไปเลย

ขอบคุณสำหรับคำเตือนและข้อมูล ‘คุณมิ’ แอร์โฮสเตสที่มีความปรารถนาดีมายังผู้เดินทาง
      อ๊อด เทอร์โบ

คนเมืองโวย!นโยบายพรรค “ค่ารถถูกและดี” ยังไม่โดนใจ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนเมืองโวย!นโยบายพรรค “ค่ารถถูกและดี” ยังไม่โดนใจ?

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:16 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทีดีอาร์ไอ,รถเมล์,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,379 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

วินาทีนี้ “ปัญหาหนักอก” ของคนกรุงหรือคนอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วไทยคือ ค่าเดินทาง หรือค่าโดยสารรถสาธารณะ ซึ่งนับวันพุ่งกระฉูดจนเป็นรายจ่ายมากกว่าค่าอาหารหรือค่าข้าวแล้ว…

พรรคการเมืองที่หวังได้คะแนนโหวตมาเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ต้องมีนโยบายแก้ปัญหานี้ให้โดนใจคนเมืองให้ได้ ไม่ใช่ราคาถูกแต่บริการแย่สกปรก หรือราคาแพงคุณภาพดีแต่จ่ายไม่ไหว !?!

ที่ผ่านมาระบบขนส่งสาธารณะประเทศไทย เช่น รถเมล์ รถราง รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า มีความล้าหลังและไม่ได้รับการสนใจพัฒนาจากรัฐบาลมากนัก เช่น โครงการสั่งซื้อรถเมล์แอร์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน มูลค่า 4 พันกว่าล้านบาท กำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2561 สุดท้ายมีปัญหาฉ้อโกงทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด หรือการยกเลิกไม่ให้มีรถเอกชนแท็กซี่ การชะลอเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าในเมือง ฯลฯ

ปัญหาเหล่านี้ล้วนทำให้คนเมืองถูกมัดมือชก จำใจควักกระเป๋าจ่ายค่ารถไฟฟ้าบีทีเอสหรือเอ็มอาร์ที หรือรถเมล์แอร์แสนแพง ถ้าวันไหนเงินหมดต้องก้มหน้ารอขึ้นรถเมล์ร้อนๆ รอนานเป็นชั่วโมงๆ แบบไม่มีทางเลือก

ที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งจากพรรคการเมืองและจากค่ายทหาร ล้วนไม่ได้สนใจไยดีจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “ระบบขนส่งสาธารณะอย่างครบวงจร” มีแต่สนใจเข้าไปยุ่งกับงบก่อสร้างถนน งบซื้อรถไฟฟ้าเพิ่ม แล้วโยนภาระให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำโครงการประชานิยม รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ช่วยคนจน คนชรา ผู้พิการ ฯลฯ
เป็นแบบนี้มานานกว่า 10 กว่าปีแล้ว ยุคทักษิณ ต่อเนื่องมาถึง ยุคอภิสิทธิ์ ตามด้วยยุคทหารลุงตู่

หลายคนสงสัยว่า คนเมืองกรุงจ่ายค่ารถสาธารณะแพงแค่ไหน ?

ข้อมูลสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ศึกษาพบว่า คนกรุงกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 5 ล้านคน ไม่สามารถควักเงินจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้ 1-1.5 หมื่นบาท ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าตลอดสายต้องจ่ายเที่ยวละ 42 บาท แล้วถ้าต่อ 2 สายเพิ่มเป็น 84 บาท ไป-กลับเสียวันละ 168 บาท เดือนละกว่า 3,000 บาท ยังไม่รวมค่าวินมอเตอร์ไซค์หรือต่อแท็กซี่ในบางถนนอีกวันละเกือบร้อยบาท

ทำให้คนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อย จำใจขึ้นรถไฟฟ้าเฉพาะวันที่จำเป็นจริงๆ หรือรถติดมากๆ เท่านั้น ส่วนวันธรรมดาหันไปขึ้นรถเมล์แทน

ถ้าเจอเรื่องฉุกเฉินต้องขึ้นแท็กซี่ ก็ต้องควักแพงขึ้นไปอีก แถมเรียกยากเย็นแสนเข็ญ เปิดประตูถามหลายคันกว่าจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นรถ อ้างรถติด เติมแก๊ส ส่งรถไม่ทัน ฯลฯ

ทีดีอาร์ไอ ยังวิเคราะห์ไว้ว่าปัญหาคุณภาพและบริการของรถแท็กซี่ เกิดจาก “รายได้คนขับไม่เหมาะสม” หรือต่ำเกินไป บางคนหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือติดกระเป๋ากลับบ้านแค่ 300 กว่าบาทเท่านั้น จึงเสนอให้ปรับขึ้นค่าโดยสารอีกร้อยละ 10 เพื่อให้แท็กซี่เหลือเงินกลับบ้านไม่ต่ำกว่าวันละ 400-500 บาท หากเปรียบเทียบทั่วโลก เมืองไทยคิดค่าโดยสารต่อ 5 กิโลเมตร ต่ำสุดในโลก ประมาณ 66.50 บาท จีน 154 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท อังกฤษ 353 บาท ถูกกว่ามาเลเซียร้อยละ 30 ถูกกว่าฟิลิปปินส์ร้อยละ 10

ส่วนค่ารถเมล์นั้น ข้อมูลจาก “โครงการศึกษาการพัฒนาความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการของรถโดยสารประจำทาง” กรมการขนส่งทางบกระบุว่า ค่าโดยสารรถเมล์ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าจ้างและค่าซ่อม ทำให้คุณภาพตกต่ำ จากการศึกษาต้นทุนรถเมล์แอร์ควรเพิ่มจาก 15 บาท เป็น 23 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนรถเมล์ทั่วไป ปัจจุบันมีต้นทุนวันละ 5,000 บาท แต่มีรายรับไม่ถึงวันละ 4,000 บาท ขาดทุนสะสมทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าพันบาท ทำให้ไม่สามารถมีงบประมาณมาพัฒนาเส้นทางหรือซื้อรถเมล์เพิ่มเติมได้

ปัญหาข้างต้น ทำให้คนกรุงปวดใจ ไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงเมินเฉยไม่เคยสนใจไยดี ทุกๆ วันต้องเผชิญปัญหาขึ้นรถไฟฟ้าก็แพง รถเมล์ราคาถูกแต่ไม่มีรถให้ขึ้น แท็กซี่ก็เรียกยากไม่รับผู้โดยสาร วินมอเตอร์ไซค์ก็ขูดเลือดขูดเนื้อ ฯลฯ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “ระบบขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ปลอดภัยและทุกคนเข้าถึงได้” เชิญนักวิชาการ ตัวแทนผู้พิการ ตัวแทนผู้สูงอายุ ตัวแทนแรงงาน กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค มาร่วมกันคิดหาไอเดียหรือวิธีการที่จะช่วยแก้ไขการเดินทางของคนในเมืองใหญ่
เช่น ตัวแทนคนพิการ เสนอว่า การพัฒนาทางขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ชานต่ำ ไม่ได้ทำเฉพาะให้คนพิการ แต่ผู้สูงอายุ เด็ก คนป่วย ก็สามารถใช้ได้ด้วย ส่วนตัวแทนผู้สูงอายุเล่าถึงปัญหาการเข้าห้องน้ำที่สถานีรถไฟฟ้า ที่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง บางครั้งต้องกลับบ้านไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับออกมาใหม่อีกครั้ง หรือป้ายรถเมล์อยู่ไกลเดินไม่ไหว ไม่มีรถโดยสารในซอยเปลี่ยว

ผลสรุปจากงานเสวนาพบว่า คนกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยล้วนเจอปัญหาเดียวกันคือ ระบบขนส่งสาธารณะไม่ทั่วถึง ราคาแพง หรือไม่ได้มาตรฐาน โดยมีความหวังกับรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาปรับปรุงให้ราคาถูกลง เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

“คม ชัด ลึก” สำรวจ “นโยบายด้านคมนาคม” ที่พรรคการเมืองนำมารณรงค์หาเสียงในช่วงนี้ พบว่า พรรคการเมืองใหญ่ๆ ยังขายฝันทั่วไป ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายแก้ปัญหา อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ส่วนพรรคการเมืองเล็กๆ ก็เน้นหาเสียงไปในแนวประชานิยมของฟรีของถูก ตัวอย่างเช่น

พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ทำให้พรรคชูนโยบายพลังงานสะอาด หรือให้รถมีเครื่องกำจัดไอเสียดักเขม่า ด้วยมาตรการภาษีจูงใจและปรับรถโดยสารสาธารณะมาใช้ระบบไฟฟ้า โดยเปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5,000 คัน ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายใน 7 ปี รูปแบบ “Smart Bus” รัฐจะช่วยตรึงราคาค่าโดยสารไว้เหมือนเดิม รถเมล์ไฟฟ้าทั้งระบบ ไร้ฝุ่น มลพิษ มีเส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าและเรือ ส่วนแท็กซี่ปรับเป็น “Smart Taxi” ทำรถส่วนตัวที่มาให้บริการจากแอพพลิเคชั่นให้ถูกกฎหมาย

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้นำพรรคลงพื้นที่หาเสียงกับคนกรุงเทพฯ รับปากว่าจะพยายามเพิ่มระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มรถโดยสารประจำทาง เพิ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างและรถรับจ้างอื่นๆ

ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคถึงขนาดลงทุนนั่งขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าหาเสียงรณรงค์ให้รถขนส่งสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า EV ทั้งหมด เพื่อลดฝุ่นควัน และให้ทันสมัย สะดวกสบายมากขึ้น พร้อมนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ไฟฟ้า รับส่วนลด 1 แสนบาท นอกจากนี้ยังมี “กองทุนรถแท็กซี่” ไม่ต้องเช่าแต่เป็นเจ้าของรถเอง เพิ่มโครงการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ สนับสนุนให้เปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด เช่น รถเมล์ไฟฟ้า แท็กซี่ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการประกาศหาเสียงด้วยนโยบายขนส่งไร้รอยต่อ โดยนำระบบคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์เอไอมาช่วยแก้ปัญหาระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ และ “BANGKOK CARD” การ์ดใบเดียวใช้เดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้า เรือ รถเมล์ พร้อมด้วยรถเมล์วิ่งตอนดึก มอเตอร์ไซค์รับจ้างปลอดภัยได้มาตรฐาน

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้ปลี่ยนรูปแบบคมนาคมขนส่ง จากระบบถนนมาเป็นระบบรางด้วยรถไฟเป็นหลัก จะเร่งสร้างรางรถไฟครอบคลุมทั่วประเทศไทย และพัฒนาขนส่งระบบรอง เช่น รถบัส หรือ รถมินิบัส เชื่อมต่อชุมชนกับขนส่งมวลชนหลักอย่าง สถานีรถไฟและสนามบิน นอกจากนี้ยังเสนอนโยบายสร้างระบบรางขนส่งไฮเปอร์ลูป หรือระบบที่ยานพาหนะเคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้รวดเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูง ใช้พลังงานเพียงร้อยละ 15 ของระบบเดิม และใช้งบประมาณน้อยกว่าครึ่ง

ส่วนพรรคเล็กที่มีนโยบายด้านนี้ชัดเจนได้แก่ พรรคประชานิยม พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ หัวหน้าพรรค เสนอวิธีแก้ปัญหารถเมล์ด้วยคำสัญญาว่าจะเพิ่มรถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 1 หมื่นคัน และเปลี่ยนค่าโดยสารรถปรับอากาศเหลือเพียง 10 บาทตลอดสาย และ 40 บาทตลอดวัน

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงนโยบายขนส่งมวลชนว่า เมืองใหญ่ที่ดีต้องมีพื้นที่ถนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เพื่อช่วยการเดินทางให้สะดวกสบาย เมืองหลวงกรุงเทพฯ มีพื้นที่ถนนแค่ร้อยละ 3.76 เท่านั้น วิธีการที่เสนอให้รัฐบาลใหม่ไปลองคิดทำ คือ เพิ่มพื้นที่ถนนโดยใช้ที่ดินของรัฐ เช่น พื้นที่ของหน่วยงานทหารที่มีอยู่จำนวนมาก จะช่วยให้มีพื้นที่ถนนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15

“นโยบายทุกพรรคตอนนี้​ยังขาดทิศทางการพัฒนาประเทศ​ในด้านระบบคมนาคมขนส่งและจราจร​ ถ้าไม่มีเป้าหมายว่าประเทศจะเป็นอะไรในอนาคต​ ก็ตั้งแนวทางพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและจราจรไม่ได้​ เช่น ถ้ากำหนดว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคารของอาเซียน​ ก็มีแนวพัฒนาระบบขนส่งแตกต่างจากเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาลระดับโลก นโยบายตอนนี้เหมือนจับแพะชนแกะ​ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายด้านนี้ละเอียดที่สุด​ แยกเป็นประเภทการคมนาคมต่างๆ​ แต่ยิ่งละเอียดก็ยิ่งเห็นชัดว่าไม่มีทิศทาง​ สะเปะสะปะ​ เอาทุกอย่างทั้งเชื่อมโยงระหว่างประเทศ​ ศูนย์กลางขนส่งสินค้า​ รถไฟทางคู่​ รถไฟฟ้าความเร็วสูง​ ท่าเรือ​ สนามบิน​ แต่ไม่มีเป้าหมายหลักชัดเจน”

รศ.ดร.พนิต วิเคราะห์ต่อว่า ตอนนี้ทุกพรรคพูดถึงโครงสร้างขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ​ เช่น​ มอเตอร์เวย์ ถนนสายหลัก​ รถไฟความเร็วสูง​ รถไฟทางคู่​ ท่าเรือน้ำลึก​ สนามบินนานาชาติ​ แต่ปัญหาหลักของคนไทยคือเส้นทางสายรอง​ ทั้งถนนสายรอง​ รถไฟสายรอง​ การเดินทาง การขนส่งในลำคลองต่าง​ๆ​ หรือสนามบินภายในประเทศ​ นโยบายเหล่านี้หายไปเพราะอยากเน้นสร้างไทยให้เชื่อมกับโลก​ แต่ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่หรือเส้นทางสายหลักก็ยังเชื่อมโยงกับศูนย์กลางต่างๆ​ รวมถึงเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐในเมืองใหญ่ไม่ได้ตามเดิม​ สรุปคือเน้นช่วยคนรวยหรือคนมีโอกาส​อยู่แล้ว แต่คนในชนบทยังไม่มีโอกาสเช่นเดิม
สอดคล้องกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผอ.การวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวยอมรับว่า พรรคการเมืองเน้นหาเสียงด้านการลงทุน เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือระบบรถไฮเทคบางประเภท แต่ไม่ได้กล่าวถึงอัตราค่าโดยสาร

“สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนคือ แก้ปัญหาราคารถเมล์และคุณภาพ เพราะเป็นสิ่งที่คนเมืองต้องการ ปรับราคารถเมล์สูงขึ้นสักนิดแล้วเพิ่มบริการให้ดีขึ้น มีป้ายรถเมล์มากขึ้น ที่สำคัญคือ ควรทำตั๋วรถโดยสารแบบรวมกัน รถไฟฟ้าไม่ควรราคาเกิน 15–30 บาทตลอดสาย ส่วนค่ารถเมล์ที่เหมาะสมประมาณ 12-15 บาท ไม่ควรเกิน 20 บาทตลอดสาย”

ขณะที่ตัวแทนคนขี่จักรยาน “วิเศษ คุณฤทธิพงศ์” มูลนิธิกองทุนไทย เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการเสี่ยงอันตรายว่าสุดแสนลำบาก ขี่ในถนนซอยก็โดนรถยนต์บีบแตรไล่ ออกมานอกถนนก็โดนรถเมล์เบียด ส่วนทางจักรยานก็โดนมอเตอร์ไซค์หรือหาบเร่แผงลอยยึดเอาไป

“ทั้งที่รัฐบาลรณรงค์ลดเลิกใช้รถยนต์ ลดโลกร้อน ลดฝุ่นพิษ แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองไหนเสนอนโยบายเรื่องเส้นทางจักรยาน หรือให้ลดการไปทำงานที่ออฟฟิศ เปลี่ยนเป็นทำที่บ้านแทน”

“รสนา โตสิตระกูล” แสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนว่า คนกรุงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากมานานแล้ว จะนั่งรถไฟฟ้าก็แพง ไม่รู้จะเอารถยนต์ไปจอดที่ไหน จะขึ้นรถเมล์ก็ไม่ทันนัดหมาย ต้องเดิน 3 กิโลกว่าจะเจอป้าย ปัญหาเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน

          “เพราะฉะนั้นคนในชุมชนต้องออกมารวมตัวช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตัวเองอย่างไร กำหนดทิศทางด้วยตัวเอง เชื่อมโยงกับภาครัฐ พวกเรามีสิทธิ เพราะเป็นคนจ่ายเงินภาษี อย่าปล่อยให้นักการเมืองหรือรัฐมีอำนาจฝ่ายเดียว อำนาจต้องกลับมาอยู่ที่ประชาชน คนไทยไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีอำนาจอย่างไรบ้าง ถ้าไม่รวมตัวกันก็จะไม่มีอำนาจต่อรองในการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ”

ความคิดเห็นข้างต้น นับเป็นการสรุปวิธีการแก้ปัญหาสะสม “ระบบการขนส่งสาธารณะ” ที่เกิดมาเนิ่นนานในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยเป็นอย่างชัดเจน

ห้วงเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นโอกาสอันดีที่ผู้ลงคะแนนเสียงในแต่ละเขตเลือกตั้ง จะนัดรวมตัวกันเพื่อใช้ “อำนาจ” ของตัวเอง เสนอระบบขนส่ง “ค่ารถถูกและดี” ให้โดนใจ ร่วมกันออกแบบเสร็จแล้วเสนอไปยังนักการเมืองในท้องถิ่นนั้นได้ทันที ช่วยกันหาวิธีการต่อรองกับพรรคการเมือง ให้รู้ว่าคะแนนเสียงมีค่า อยากได้ต้องมีนโยบายเหล่านี้ตอบแทนกลับมา

หากพรรครับปากแล้ว ขายนโยบายสำเร็จแล้ว สุดท้าย ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งจะเป็นคนติดตามเองว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร หรือเป็นเพียงนโยบายกลเม็ดหาเสียงลอยลม

ขอให้อย่าลืมไปว่า “อำนาจ” ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังคงอยู่ในมือประชาชน

สังเวียนชากังราว “ค่ายวราเทพ” ชน “ค่ายหมอปรีชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังเวียนชากังราว “ค่ายวราเทพ” ชน “ค่ายหมอปรีชา”

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:05 น.
สังเวียนเลือกตั้งวช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้งว..ช้างชนช้าง 

 ตำนานการเมืองกำแพงเพชร หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า 40 ปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ชนะยกจังหวัด 2-3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งต้องให้เครดิต “เสนาะ พึ่งเจียม” ผู้รับเหมาก่อสร้างเมืองขาณุวรลักษบุรี และ “นพ.ปรีชา มุสิกุล” ที่สร้างฐานสมาชิกพรรค ปชป.ให้เติบใหญ่

“นพ.ปรีชา” เป็นชาวนครปฐม แต่มารับราชการที่ รพ.กำแพงเพชร ตั้งแต่หนุ่มๆ และเปิดคลินิก “หมอปรีชา” รับใช้ชาวชากังราว จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปี 2518 หมอปรีชาลาออกจากราชการ ลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เป็นผู้แทนฯ สมใจ จากวันนั้นถึงวันนี้ หมอปรีชา เป็น ส.ส.กำแพงเพชรมา 11 สมัยแล้ว

หมอปรีชากับ สุขวิชาญลูกชาย 

ปี 2526 “เรืองวิทย์ ลิกค์” เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร และ ส.จ.เขต อ.เมืองกำแพงเพชร ก้าวลงสนามใหญ่ในสีเสื้อกิจสังคม พร้อมสโลแกน “ใจถึง พึ่งได้ พบง่าย ใช้คล่อง” และได้เป็น ส.ส. ร่วมกับหมอปรีชา ค่าย ปชป.

กระทั่ง “วราเทพ รัตนากร” ทายาทกำนันคนดังและเจ้าของกิจการรับซื้อพืชไร่รายใหญ่แห่งขาณุฯ คว่ำเสนาะ พึ่งเจียม ได้เป็น ส.ส. จากนั้น วราเทพจับมือกับเรืองวิทย์ ผนึกกำลังสร้างกลุ่มการเมืองให้เป็นปึกแผ่น ทำให้เมืองกล้วยไข่แบ่งเป็น 2 ขั้วคือ “กลุ่มวราเทพ” กับ “กลุ่มหมอปรีชา” ที่แข่งขันกันมาแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน

“ไผ่ ลิกค์”

เลือกตั้ง 2562 กำแพงเพชร มี 4 เขตเลือกตั้ง แต่เขต 1 และเขต 2 เป็นสงครามตัวแทนระหว่าง “เรืองวิทย์-วราเทพ” ที่ย้ายจากเพื่อไทยมาพลังประชารัฐ กับ “กลุ่มหมอปรีชา” ค่าย ปชป. ที่คู่คี่สูสีมาก

เขต 1 อ.เมืองกำแพงเพชร (ยกเว้น ต.สระแก้ว และ ต.ไตรตรึงษ์) “ไผ่ ลิกค์” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร อาศัยฐานเสียงเดิมของพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ ต้องแข่งกับเด็กในคาถาของ “หมอปรีชา” คือ “ธิติ มหบุญพาชัย” ลูกชายเจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภักดีพณิชยการและเทคโนโลยี จากประชาธิปัตย์

“ธิติ มหบุญพาชัย” เขต 1 ชน “ไผ่ ลิกค์”

มีข้อน่าสังเกต “ไผ่ ลิกค์” ไม่ได้ขายนโยบายพรรคหรือชูแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ หากแต่ขายความเป็นลูกชายของเรืองวิทย์ อดีต ส.ส. 9 สมัยเมืิองชากังราว เพื่อลดกระแสต้านจากคนเสื้อแดง

ที่น่าสนใจ ในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร กระแสพรรคอนาคตใหม่ค่อนข้างแรง และอาจทำให้คนเสื้อแดงบางปีกเทคะแนนไปให้พรรคส้มหวาน ดังนั้น วงการต่อรองที่บอกว่า ไผ่ ลิกค์ ขี่เด็กหมอปรีชา ก็ไม่แน่เหมือนกัน

“ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์”  นำทีมกำแพงเพชร พลังประชารัฐ 

เขต 2 อ.โกสัมพีนคร, อ.พรานกระต่าย, อ.ลานกระบือ, อ.ไทรงาม (เฉพาะ ต.มหาชัย ต.หนองคล้า ต.หนองทอง และ ต.พานทอง) และ อ.เมืองกำแพงเพชร (เฉพาะ ต.สระแก้ว) “หมอปรีชา” แชมป์เก่าสมัยที่แล้ว ไม่ลง ส.ส.เขต หลบไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ โดยส่งลูกชาย “สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามชนกับ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ค่ายพลังประชารัฐ

ปี 2554 “สุขวิชาญ” ลูกหมอปรีชา ลงเขต 1 แพ้ไผ่ ลิกค์ จึงย้ายมาเขต 2 ส่วน “กำนันตู้” สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ที่เคยลงเขต 2 สมัยที่แล้ว แพ้หมอปรีชาแค่ 1,800 คะแนน ขยับไปอยู่บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ลงหาเสียงช่วยไวพจน์อีกแรงหนึ่ง

          ไวพจน์รู้ตัวดีว่า เมื่อย้ายจากเพื่อไทย จะต้องเจอกระแสคนเสื้อแดงแอนตี้ จึงใช้กลยุทธ์ขาย “ตัวบุคคล” ขายความเป็นไวพจน์ ที่ช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน 

ศึกเลือกตั้งหนนี้ “วราเทพ รัตนากร” มีเดิมพันสูง และต้องนำพา “กลุ่มกำแพงเพชร” เข้าสภาให้ได้ทั้ง ส.ส.เขต 4 คน และบัญชีรายชื่อ 2 คน

          หมอปรีชาจะซ้ำรอยปี 2548 หรือเปล่า…ปชป.สอบตกยกจังหวัด คืนสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร ต้องสู้ด้วยดาบปลายปืนอย่างแน่นอน

สมาชิกวุฒิสภาใน’กรุ’คสช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมาชิกวุฒิสภาใน’กรุ’คสช.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 10:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,คสช,สมาชิกวุฒิสภา
เปิดอ่าน 595 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…พลซุ่มยิง

250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่ใช่แค่ตัวช่วยปูทางการกลับเข้ามามีอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเสาค้ำบัลลังก์รัฐบาลในอนาคตตามที่คาดการณ์ไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้วยภาพลักษณ์โดดเด่น ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ

ข้อครหา ‘สืบทอดอำนาจ’ จากฝ่ายการเมืองเด่นชัดขึ้นหลัง ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยอมรับว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาส.ว. และไม่ขอเปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมอีก 9-12 คน ที่จะทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจำนวนไม่เกิน 400 คน และส่งให้ คสช. เคาะชื่อให้เหลือ 194 คน

ก่อนจะนำมารวมกับอีก 6 คนที่จะมาทำหน้าที่โดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีส.ว.อีกส่วนที่มาจากการเลือกกันระหว่างกลุ่มอาชีพ 10 กลุ่ม โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบอิสระ และองค์กรเสนอชื่อ จำนวน 200 คน ก่อนส่งให้ คสช.เลือกอีกเช่นกันให้เหลือ 50 คน

คณะกรรมการสรรหาส.ว.ชุดดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นแค่เพียง ‘พิธีการ’ เพราะคสช.มีรายชื่อทั้ง 194 คน ไว้ในใจแล้ว โดยเฉพาะสัดส่วนอดีตนายทหารและตำรวจ คาดว่าน่าจะมีชื่อ “บิ๊กกี๋” พล.อ.นพดล อินทรปัญญา สนช. เพื่อนรัก “บิ๊กป้อม” หลังเคยรวบรวมรายชื่อสมาชิกสนช. จำนวนหนึ่ง ยื่นฟ้องศาลปกครองกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติให้สนช. ยื่นและเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รวมทั้งคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร อีกหลายคน พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ พล.อ.วลิต โรจนภักดี พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. พล.ร.อ. ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ส่วนเพื่อนเตรียมทหาร(ตท.) รุ่น 12 ของพล.อ.ประยุทธ์ คาดว่าจะมีชื่อเป็น ส.ว. อาทิ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้ง พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน อดีตผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ตท.10 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ตลอดจนถึง พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.สกล ชื่นตระกูล อดีตแม่ทัพภาค 4 พล.ท.พจุณ ตามประทีป อดีตทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม อดีตเลขา สมช.
นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนของทหารที่กำลังเกษียณราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยคาดว่า “บิ๊กเจอร์รี่” พล.อ.ธนเกียรติ ชอบชื่นชม ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย น้องรักของพล.อ.ประวิตร อีกคน จะมีชื่อเป็น ส.ว.

การรณรงค์ผ่านการหาเสียงของหลายพรรคการเมือง ขอให้ประชาชนต่อต้าน 250 ส.ว. ที่จะเข้ามาโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เหมือนตุนคะแนนไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์

พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุถึงข้อครหาดังกล่าวว่า การเสนอชื่อนายกฯ ขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องเสนอร่วมกันทั้งสองสภา ซึ่งส.ว.มีอำนาจแค่ตรงนี้ เป็นการแก้ปัญหากรณีที่พรรคนี้ได้ แต่พอเสนอชื่อขึ้นมาแล้วพรรคอื่นไม่ยอมรับก็จะมีความขัดแย้งกันต่อไป จึงต้องหาวิธีการปลดล็อกตรงนี้

ทั้งนี้ ส.ว.ยังต้องเข้าไปต่อกรกับพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. ที่ประกาศจะรื้อแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของคสช.ทั้งระบบหากมีอำนาจ เนื่องจาก ส.ว.มีหน้าที่โดยตรง ในการติดตาม ผลักดันแผนดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังกำหนดให้ ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ที่สำคัญส.ว.ยังมีอำนาจตรวจสอบนักการเมืองโดยการรวบรวมสมาชิกให้ได้ตามที่กำหนดร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกภาพ ว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ การตรวจสอบการเสนอ แปรญัตติ รวมถึงการกระทำใดของคณะรัฐมนตรี( ครม.) เกิดความเสียหายแล้วไม่ยับยั้ง สามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งไปทั้งครม

การเพิ่มอำนาจให้ส.ว.โหวต ‘นายกรัฐมนตรี’ จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่ หากคนที่ได้รับเลือกอาจไม่ได้มาจากพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

ปอกเปลือก “พงศกร” โยง “ปิยบุตร” ซ้ายใหม่ รอล้างมรดก คสช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปอกเปลือก “พงศกร” โยง “ปิยบุตร” ซ้ายใหม่ รอล้างมรดก คสช.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 09:36 น.
พรรคอนาคตใหม่,พงศกร รอดชมภู,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พลทพงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พลทพงศกร รอดชมภู,รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,820 ครั้ง

เส้นทางสายสีเขียวของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ไม่ธรรมดายังไง ถึงได้มาอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลำดับต้นๆ

000 อุณหภูมิการเมืองร้อนระอุไม่แพ้อากาศยามเที่ยงวัน เพราะมีคดีฟ้องร้องกันมากมาย เนื่องจากสื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทอย่างสูงใน “สงครามเลือกตั้ง” ครั้งนี้ ข่าวเท็จแพร่ระบาดหนัก เปรียบเหมือน “ใบปลิวเถื่อนออนไลน์”

000 ล่าสุด “พล.ท.พงศกร รอดชมภู” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกดำเนินคดีแชร์ข่าวปลอมบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อข่าวที่แชร์ระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ‘เบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาท’ ซึ่ง “ดร.โหน่ง” หรือ พล.ท.พงศกร ได้ลบออกไปหลังทราบว่าเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

พล.ท.พงศกร รอดชมภู

000 หลายคนกังขา นายทหารที่เคยดำรงตำแหน่ง “รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบที่มาของข่าวชิ้นนั้นก่อน นี่น่ะหรือ…ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลำดับต้นๆ ก่อนหน้านี้ รองหัวหน้าพรรคส้มหวานก็แสดงความเห็นแปลกๆ ไม่สมราคามันสมองของพรรค

000 ย้อนไปดูเส้นทางสายสีเขียวของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไร ปี 2551-2553 พล.ท.พงศกร ยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการทหารสูงสุด นั่งตบยุงรอวันเกษียณอายุราชการ แต่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับได้ตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช. สร้างความประหลาดใจให้แก่คนในหน่วยงานความมั่นคงอย่างมาก โดยทำงานร่วมกับ “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ที่เป็นคนวงใน “ชินวัตร”

000 ถ้าเป็นสมัยสงครามเย็นช่วงท้ายๆ เสธ.โหน่ง หรือ ดร.โหน่ง น่าจะอยู่ใน “กลุ่มทหารประชาธิปไตย” เพราะมีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และต้องการนำกองทัพออกจากการเมือง ฉะนั้น “ดร.โหน่ง” จึงเป็นนายทหารคนเดียวที่ลงนามไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 2549 ร่วมกับนักวิชาการปีกต้านเผด็จการ ตามมาด้วยการเข้าร่วมลงชื่อกับ “เครือข่ายสันติประชาธรรม” เรียกร้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร เมื่อปี 2551

000 ด้วยเหตุนี้ “ดร.โหน่ง” จึงสนิทสนมกับนักวิชาการหัวก้าวหน้า โดยเฉพาะคณะนิติราษฎร์ ดังนั้น เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ชักชวนมาร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ดร.โหน่ง จึงตอบรับทันที อีกประการหนึ่ง นายทหารคนนี้ มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบกลางซ้ายหรือสังคมนิยมประชาธิปไตย เหมือนกับเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่เรียนจบกฎหมายจากฝรั่งเศส และซึมซับความคิดพวกปีกซ้ายมาเยอะ

ปิยบุตร แสงกนกกุล

000 หลายปีก่อน คนเสื้อแดงที่หลบภัยในอยู่ใน สปป.ลาว พูดกันอึงมี่เรื่อง “สวนยางพารา” ของนักธุรกิจไทยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงของแดงฮาร์ดคอร์ และนักธุรกิจคนนี้ “สุรชัย แซ่ด่าน” เคยพูดผ่านยูทูบว่าเป็น “นายทุนก้าวหน้า” อันสอดคล้องกับแนวคิด “กลุ่มแดงเก่า” (อดีตสมาชิก พคท.สาย-ธง แจ่มศรี) ที่เคยเสนอคำขวัญ “ทุนก้าวหน้า ดีกว่าอำมาตย์ล้าหลัง”

ธนาธรปราศรัยที่ปัตตานี จะถอนทหารออกจากชายแดนใต้

000 วันนี้ กลุ่มแดงเก่าประกาศหนุนพรรคการเมืองของ “นายทุนก้าวหน้า” คนนั้น และระดมพลฝ่ายซ้ายเก่า ออกหาเสียงช่วยพรรคที่ก้าวหน้าที่สุด ทั้งในเขตเมืองและชนบท พร้อมยกย่องว่า “นายทุนชาติ” คนนี้แหละที่จะมาสานต่อเจตนารมณ์ 2475 ของคณะราษฎร์

000 ชักเละ ไม่รู้ใครปล่อยข่าว “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ไปคุยกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ทำเอาโฆษกพรรคต้องออกมาแก้ข่าวว่า “สงคราม” ไม่ได้เจอกับ “สุริยะ” มาเป็นสิบปีแล้ว พร้อมย้ำว่า “เราจะเป็นพรรคฝั่งประชาธิปไตย”

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์

000 อันที่จริง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” เป็นนักเลือกตั้งคนละสายพันธุ์ แต่หลังรัฐประหาร 2557 “ยงยุทธ ติยะไพรัช” หรือ “ยุทธ แม่จัน” ผู้มากบารมีแห่งเชียงราย กลายเป็น “แกนนำ” คนสำคัญของ นปช. โดยไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก“ยงยุทธ” จะมาประจำการอยู่ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว จัดรายการทีวีชื่อ “ฉุกคิด” ทำให้ “ยงยุทธ” มาผูกพันกับ “ตู่ จตุพร” มากขึ้น

ยงยุทธ ติยะไพรัช

จตุพร พรพมพันธุ์

000 เมื่อมาก่อร่างสร้างพรรคเพื่อชาติ “ยุทธ แม่จัน” กับ “ตู่ จตุพร” ก็เดินไปด้วยกัน ท่ามกลางอาการระแวงแคลงใจจากแกนนำ นปช.อีกฟากหนึ่งที่ไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ และในที่สุด สองคนนี้ก็เกิดรอยร้าวลึกในหัวใจ นี่คือปมที่มาของความวุ่นวายในพรรคเพื่อชาติ

สงคราม ยงยุทธ จตุพร ในวันปราศรัยใหญ่

000 เชื่อกันว่า หากพรรคไทยรักษาชาติ ประสบอุบัติเหตุคดียุบพรรค ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อชาติ สายเหนือที่ “ยุทธ แม่จัน” รับผิดชอบ จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ อย่างเช่น แพร่ เพชรบูรณ์ และพิจิตร แต่พรรคเพื่อชาติสายอีสาน จะไม่ได้อะไรเลย เหตุผลเพราะคนชื่อ “ตู่” เป็นผู้รับผิดชอบ

กรรมไล่ล่าพรรคเครือข่ายทักษิณ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมไล่ล่าพรรคเครือข่ายทักษิณ!

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 08:50 น.
ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 19,146 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายเสนาธิการในระบอบทักษิณ ได้คิดกลยุทธ์“แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”เพื่อหวังเอาชนะกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ออกแบบเพื่อ“ไม่ให้เกิดพรรคใหญ่เด็ดขาด”อันจะก่อให้เกิดเผด็จการรัฐสภา จึงมีพรรคตระกูลเพื่อ ที่แตกตัวจากเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) รวมถึงประชาชาติ

ก่อนเหตุการณ์ “8 กุมภาฯ” ทุกสำนักวิเคราะห์ ยังคงให้ “ราคา” พรรคในเครือข่ายทักษิณว่า จะได้ที่นั่ง ส.ส. รวมกันมากที่สุด ถึงขนาดอาจจะเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฏร แต่ทักษิณ ชินวัตร ไม่มั่นใจว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ จึงให้พรรคในเครือข่ายเล่นเกม “อันไม่บังควรอย่างยิ่ง” เพื่อหวัง “ชนะเด็ดขาด” ในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

แต่ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” เกม “อันมิยังควรอย่างยิ่ง” ถูกเบรกดังเอี๊ยด และพรรคไทยรักษาชาติกำลังเผชิญกับชะตากรรมยุบพรรค

การวินิจฉัยถึงที่สุด ของศาลรัฐธรรมนูญจะมีขึ้น วันที่ 7 มีนาคม ซึ่งหากมีคำตัดสินยุบพรรค ก็ต้องวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 14 คน รวมถึงอาจจะมีใครหรือองค์กรใดนำคำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปสู่การดำเนินคดีอาญากับบรรดา “ทายาทอสูร” ต่อไปก็เป็นได้

พรรคที่คิดว่าอาจจะได้อานิสงส์หากไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนเสียงจะหลั่งไหลมา“เพื่อชาติ”หนึ่งในพรรคเครือข่ายทักษิณแต่สถานการณ์ของพรรคเพื่อชาติ เสี่ยงต่อการแตกและอาจถูกร้องให้ยุบพรรคเมื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน ทั้ง โสภณ เพชรสว่างและ สมชาย เพศประเสริฐ ลาออก และขอถอนชื่อ พร้อมร้องว่ามีการ“ซื้อขาย” ลำดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมทั้งกล่าวหาว่าจตุพร พรหมพันธ์ ครอบงำพรรคปล่อยข่าวลือกันว่า “ผู้พิทักษ์เสื้อแดง” เป็นผู้รับประโยชน์จากการจัดลำดับบัญชีรายชื่อ

รวมทั้งเรื่องร้าวลึกระหว่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช “ ซี้ปึ๊ก” ทักษิณ ชินวัตร กับ จตุพร พรหมพันธ์ ว่าด้วยเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยง”

ส่วนพรรคแม่อย่างเพื่อไทย ที่ ”เข็มขัดสั้น” ส่งผู้สมัคร 250 เขต ว่ากันว่า หลีกทางให้พรรคพันธมิตร กำลัง “ปวดหัว” ว่า อาจจะได้ ส.ส.ไม่ล้นหลามอย่างที่คิด เพราะระบบคิดคะแนนใหม่แบบ “สัดส่วนผสม” ถ้าได้เขตมาก จะได้ปาร์ตี้ลิสต์น้อยหรือไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างที่กลุ่มเนชั่นวิเคราะห์ว่า เพื่อไทยจะได้ ส.ส.เขต 136 เขต นั่นหมายความว่า ถ้าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะต้องได้10,200,000 เสียง(136 x 75,000) ขณะที่เพื่อไทยส่งผู้สมัครเพียง 250 เขต ฉะนั้นต้องได้คะแนนเสียงต่อเขต เฉลี่ยมากกว่า 40,800 เสียงขึ้นไป (10,200,000/250)ซึ่งยาก!

ถ้าเป็นดังนี้ โอกาสที่เพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย โดยได้เฉพาะ ส.ส.เขต จะเป็นไปได้มาก ดังนั้น “บิ๊กเนม” ในเพื่อไทยจะกลายเป็น ส.ส.สอบตก เป็นทิวแถว

กรรมจะตามทันหรือไม่? และตามทันแค่ไหน อีก 2 สัปดาห์ได้รู้กัน บอกได้เพียงว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพระสยามเทวาธิราช ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ ใครคิดไม่ดีกับแผ่นดิน “กรรมจะไล่ล่า”

ขี่จยย.บนทางเท้า..ต้องกวดขันเท่าไหร่ถึงจะมี’สำนึก’!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขี่จยย.บนทางเท้า..ต้องกวดขันเท่าไหร่ถึงจะมี’สำนึก’!

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 12:15 น.
ขี่จยยบนทางเท้,สายตรวจระวังภัย,ย้นศร,ทางเท้า,จักรยานยนต์
เปิดอ่าน 488 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย โดย…  ศุภชัย เพชรเทวี

“คนเดินเท้า” ในเมือง “ศิวิไลซ์” อย่างกรุงเทพมหานคร รวมทั้งอีกหลายที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “ทางเท้า” หรือ “ฟุตบาท” แทนที่จะเป็นเขตปลอดภัยแต่กลับต้องคอยระแวดระวัง กลายเป็นผู้อยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน และกลายเป็นภาพชินตาให้พบเห็นทั่วทุกหัวระแหง แม้จะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเป็นนโยบายหลัก “จับจริง ปรับจริง” ก็ไม่วายมีคนขาดสำนึกฝ่าฝืนกันอยู่บ่อยๆ ถือเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่หายเสียที

แม้จะมีกรณีตัวอย่างทางการเอาจริงเหมือน “เชือดไก่ให้ลิงดู” เมื่อตำรวจเอาผิดส่งฟ้องผู้ต้องหาที่ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนนักเรียนหญิงได้รับบาดเจ็บขณะยืนรอรถเมล์บนฟุตบาท ส่วนศาลก็ตัดสินลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ยังมีปรากฏให้เห็น คล้อยหลังไม่นานเจ้าหน้าที่ออกกวดขันยังได้ปะทะฝีปากกับวินรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าฝืน แสดงให้เห็นว่านอกจากไม่ยอมรับความผิดยังขาดจิตสำนึกโดยสิ้นเชิง ถัดจากนั้นอีกพักใหญ่ก็มีข่าวคึกโครมบนโลกออนไลน์ เมื่อมีคลิปวงจรปิดเปิดโปงพฤติกรรมคนขับขี่รถจักรยานยนต์ขับขี่ “ย้อนศร” บนทางเท้า พอถูกคนเตือนกลับไม่พอใจ ขับรถย้อนกลับมาชนจนล้มหงายท้องแล้วหนีไปอย่างหน้าตาเฉย

ด้วยเหตุผลนี้ตำรวจจราจร รวมทั้งเทศกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ต้องออกมากวดขันวินัยจราจรกับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่บนทางเท้าเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความปลอดภัยบนทางเท้าให้แก่ประชาชน รวมถึงยืดอายุการใช้งานทางเท้า

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. เปิดเผยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่าตำรวจบก.จร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร.(TACTICS) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กวดขันและจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้ามาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวน 94 ราย พร้อมนำเข้าระบบของกรุงเทพมหานครและตำรวจ ซึ่งพื้นที่บริเวณริมทางเท้าเป็นที่สัญจรของประชาชน และรอขึ้นรถประจำทาง หรือข้ามถนน แต่กลับมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์หลายคนมาใช้สัญจร ถือว่าไม่มีวินัยและมักง่าย และคาดว่าทำกันมานานแล้ว ทั้งนี้ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการกวดขันจับกุมในทุกที่ที่มีการร้องเรียนผ่านทางเพจของผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร เพจของบก.จร. และสายด่วนที่ใช้สำหรับแจ้งเบาะแสผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า เมื่อได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการกวดขันและจับกุม

“ผลการกวดขันตั้งแต่กรกฎาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน บนพื้นที่ 233 จุดรอบกรุงเทพฯ มียอดผู้กระทำผิดเกือบ 15,000 ราย ส่วนในอนาคตจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ตามจุดเฝ้าระวัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หรือตำรวจ สามารถใช้ภาพกล้องวงจรปิดดังกล่าว ในการออกหมายเรียกผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นหากใครที่คิดจะขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าก็ขอให้พึงระวัง หากพบกระทำความผิดซ้ำจะมีการปรับด้วยอัตราโทษที่เพิ่มขึ้น” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวย้ำ

ออกระเบียบเพิ่มโทษก็แล้ว ตัวอย่างเข้าคุกก็มีให้เห็น เรื่องวินัยจราจรต้องให้เจ้าหน้าที่คอยกวดขันอีกเท่าไหร่ถึงจะมีสำนึกเคารพกฎเพื่อลดอุบัติเหตุ..!!

“TKO”….จะเกิดขึ้นไหม บนเวทีการเมืองไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“TKO”….จะเกิดขึ้นไหม บนเวทีการเมืองไทย

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
TKO,จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,ทษช,เลือกตั้ง62,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 935 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

ไม่กี่อึดใจข้างหน้าก็จะรู้แล้วว่า “ไทยรักษาชาติ” จะมีสถานะใดบนถนนการเมืองระหว่าง “ยกคำร้องหรือยุบพรรค” แต่คอการเมืองเปิดถ้วยแทงกันมาหลายวันแล้วว่า “รอดหรือไม่” และบางโต๊ะปิดรับการแทงไปตั้งแต่หัววัน…

ใครใคร่อยากเสี่ยงมุมใดเชิญตามความต้องการ… แต่ส่วนใหญ่ชี้ไปแล้วว่า “ทษช.” น่าจะหมดสิทธิ์เดินหน้า และคนการเมืองใน ทษช. ที่แกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นลูกหลานรวมทั้งคนใกล้ชิดของคีย์แมนพรรคเพื่อไทยนั้น คงซาบซึ้งแล้วว่าการกระทำอันมิบังควรและเล่นเกมเสี่ยงที่ใครต่อใครไม่กล้าทำ แต่ ทษช.ลุยไฟไปแล้ว วันนี้หลายคนใน ทษช.ทราบชะตาแล้วว่าเหลือลมหายใจบนถนนการเมืองอีกกี่ครั้ง…

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรเจาะกันต่อคือ “แต้มที่ ทษช.มีในมือนั้น” จะเทไปยังพรรคใดที่อยู่ขั้วต้านลุงตู่ แม้คะแนนที่ ทษช.มีอยู่นั้นอาจจะไม่มากไม่น้อย แต่เมื่อนำมารวมๆ กับแต้มที่ผู้สมัครและพรรคอื่นๆ ตุนไว้ก็น่าจะพอถูไถ และในบางเขตดีไม่ดีอาจจะเข้าวินแบบไม่มีใครคิดก็เป็นได้

ส่วนอีกพรรคหนึ่งที่แม้จะไม่เกี่ยวกับ “พรรคตระกูลเพื่อ” แต่เมื่อดูชื่อคีย์แมนพรรคแล้วก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะ “ลุงตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ใครต่อใครก็รู้ว่าเป็นใคร…แต่การที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังปวงชนไทย มาร้องเรียน กกต.ให้ยุบพรรคเพราะน้ำเลี้ยงไม่ไหล โดยแกนนำพรรคเบี้ยวมาหลายวันแล้ว จนหลายคนต้องเจ็บตัวไปเพราะสัญญาปากเปล่าเช่นนี้

ข่าวคราวแบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีเท่าใดนักกับตระกูลชินวัตร เพราะหน้าประวัติศาสตร์การเมืองจะจดจารเพิ่มอีกบทหนึ่งแบบไม่น่าจดจำนัก

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งพรรคที่คอการเมืองเปิดราคาแล้วว่า ได้สิทธิ์ไปต่อหรือจอดป้ายนี้คือ “อนาคตใหม่” ที่วันนี้หลายคนมองว่ามาแรงเก็บแต้มคนรุ่นใหม่และคนหน่ายพรรคอื่นๆ ได้แบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะหลากความที่คีย์แมนพรรคนี้กำลังผจญอยู่นั้น เรียกได้ว่าเหนื่อยน้องๆ ทษช.เลยทีเดียว

แว่วว่าคดีความของอนาคตใหม่อาจจะมีการวินิจฉัยหลังการหย่อนบัตรไปแล้ว หากมีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคนี้ จะหมายความว่า “คะแนนเหล่านี้คือคะแนนตกน้ำ” ไปฟรีๆ และอาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลของการเด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว…ที่คนการเมืองบางส่วนมองว่า มันจะเป็นต้นบทของอีกหนึ่งเรื่องร้อนในอนาคตอันใกล้หรือไม่ว่า การล้มเลือกตั้งจะบังเกิดไหม…โดยคนการเมืองกำลังมองเกมนี้อยู่แบบไม่กะพริบตา

คนการเมืองประเมินให้ฟังว่า อนาคตใหม่กับคะแนนที่ชาวบ้านร้านตลาดหย่อนให้ในคูหานั้น หากมีมากจนสมดุลการเมืองเอียงขั้วแล้วนั้น การเมืองไทยอาจจะเกิด Technical Knockout (TKO) คำนี้เป็นศัพท์ในวงการมวย หมายถึง การชนะน็อกด้วยเทคนิคหรือกติกา เช่น กรรมการยุติการชก, นักมวยหรือทีมงานของนักมวยขอยอมแพ้ หรือ แพทย์เห็นว่าไม่สมควรชกต่อไป

โดยอนาคตใหม่จะเป็นหนึ่งใน TKO คราวนี้ และอีกปัจจัยร่วมคือ พรรคน้องใหม่ไฟแรงบางพรรคอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากจำนวน ส.ส.ที่ไม่เข้าเป้าแม้จะมีการเชื้อเชิญรวมทั้งดูดอดีต ส.ส.และอดีต รมต.หลายชีวิตมาร่วมงาน เพราะตั้งแต่วันตั้งไข่จวบจนวันนี้แม้พรรคน้องใหม่จะตะกายดาวขึ้นติดอันดับหนึ่งในสามพรรคใหญ่ได้ในการหย่อนบัตรครั้งแรก แต่คีย์แมนพรรคน้องใหม่มองว่า พรรคนี้ต้องคว้าอันดับหนึ่งเท่านั้นหรือขี้เหร่ที่สุดคือรองแชมป์

เพราะหากพรรคน้องใหม่เป็นรองแชมป์ได้ TKO จะเกิดกับแชมป์ในเร็ววัน

แต่กาลล่าสุดพรรคน้องใหม่เหมือนว่าคีย์แมนพรรคจะถอดใจแล้วและรอลุ้นว่า TKO จะเกิดกับตัวเองได้หรือไม่..เพราะตัวเลขจากโพลล์ลับที่ไปสำรวจความเห็นประชาชนนั้นกระแสปั่นไม่ขึ้น

ฉะนั้น TKO ที่เหมือนไม่ตั้งใจให้เกิด แต่ความจริงนั้นคีย์แมนพรรคน้องใหม่ต้องการมากที่สุดให้ TKO เกิดกับใครบางคนที่พรรคน้องใหม่หนุนอยู่ จะเปิดพื้นที่ให้ขั้วตรงข้ามรุมสอยตามกติกากฎหมาย และส่งผลให้ TKO บนกระดานการเมืองแบบล้มโต๊ะ

แปลความง่ายๆ เลือกตั้งไปแล้ว แต่ TKO เกิดขึ้นและอาจเลือกตั้งใหม่ โดยอานิสงส์ของ TKO จะเกิดกับพรรคน้องใหม่แบบเต็มๆ เพื่อจัดสมดุลและวางระบบใหม่ไว้สู้ศึก แต่หลายพรรคคงไม่ยอมให้ TKO บังเกิดขึ้น และต้องการ Knockout (KO) พรรคน้องใหม่ตั้งแต่ยกแรกเท่านั้น

เกมนี้ต้องตามแบบใกล้ชิดเพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้บนสนามการเมืองไทย

เปิดโพลล์รัฐ”พลังประชารัฐ”จ่อ 100 ที่นั่ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดโพลล์รัฐ”พลังประชารัฐ”จ่อ 100 ที่นั่ง!

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 09:50 น.
พลังประชารัฐ,โพลล์,เลือกตั้ง62,สุเทพ เทือกสุบรรณ,ลุงกำนัน,พลังประชาชาติไทย,ชัช เตาปูน,พรรคพลังท้องถิ่นไท,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 10,050 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

นับจากวันนี้เหลืออีกไม่ถึง 20 วันก็จะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งกันแล้ว หลายองค์กรก็ได้จัดทำโพลล์สำรวจคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวว่าที่นายกฯ และพรรคการเมือง ว่าแต่ละพรรคมีโอกาสได้ส.ส.กี่คน กี่ที่นั่ง จากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต 350 เขต จำนวน ส.ส.350 คน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเลือกตั้งหนนี้เป็นการเลือกตั้งระบบ “บัตรเดียว” คือมีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว เลือกเฉพาะผู้สมัครแบบแบ่งเขต แล้วจะนำคะแนนที่ได้ไปคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” อีกทีหนึ่ง ฉะนั้นโพลล์ที่ทำออกมาจึงเป็นโพลล์คาดการณ์ผลการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเท่านั้น ส่วนที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์ต้องรอลุ้นวันเลือกตั้งจริง

สำหรับโพลล์ที่นำมาเปิดในวันนี้เป็นโพลล์ที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ซึ่งมีเครือข่ายเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โพลล์นี้มีความน่าสนใจเพราะมีความแม่นยำสูงระดับหนึ่ง ถ้าบอกชื่อไปทุกคนต้องร้องอ๋อ แต่สิ่งที่แตกต่างจากผลโพลล์ที่สื่อมวลชนหลายสำนักจัดทำก็คือคาดการณ์จำนวน ส.ส.ที่พรรคพลังประชารัฐจะได้รับพุ่งสูงใกล้เคียงกับพรรคประชาธิปัตย์ในระดับเกือบร้อยที่นั่ง เรียกว่าหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว

รายละเอียดของโพลล์จากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขต ส.ส. 350 คน คาดว่าพรรคเพื่อไทยยังคงได้ ส.ส.สูงสุด คือ 122 คน (ข้อมูลนี้ต่างจากโพลล์สื่อสำนักต่างๆ ที่คาดการณ์ว่าเพื่อไทยชนะ 130 เขตขึ้นไป)

ส่วนอันดับ 2 คือ พรรคประชาธิปัตย์ 83 คน พรรคพลังประชารัฐ 82 คน (ห่างกัน 1 ที่นั่งเท่านั้น) พรรคภูมิใจไทย 35 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 8 คน พรรคชาติพัฒนา กับพรรคประชาชาติ พรรคละ 3 คน

ขณะที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่มี ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคพลังท้องถิ่นไท ของ “ชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม ได้ส.ส.พรรคละ 1 คน ส่วนที่เหลือคาดว่าไม่ได้ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลยรวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ด้วย

เมื่อเจาะมาที่พื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีที่นั่ง ส.ส.ให้แย่งกัน 30 ที่นั่ง ผลประเมินของโพลล์หน่วยงานรัฐปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่ายังคงรักษาแชมป์เอาไว้ได้ คือได้ ส.ส.19 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน โดยในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคที่ชนะเลือกตั้งและได้ ส.ส.ในกรุงเทพฯ มีเพียง 2 พรรคนี้เท่านั้น แต่โพลล์ล่าสุดพบว่าพรรคที่คาดว่าจะปักธง กทม.ได้สำเร็จในการเลือกตั้งหนนี้คือพลังประชารัฐ 2 คน และพลังท้องถิ่นไท 1 คน จากเขตบางซื่อ ฐานเสียงสำคัญของ “ชัช เตาปูน” นั่นเอง (คราวที่แล้วลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้งนี้ตั้งพรรคใหม่คือพรรคพลังท้องถิ่นไท)

พื้นที่ที่มีความผันแปรสูงอีกภาคหนึ่งคือภาคใต้ มี ส.ส.ทั้งหมด 50 คน พรรคประชาธิปัตย์หายไปราว 10 ที่นั่ง เหลือเพียง 38 คน พลังประชารัฐปักธงได้ 4 คน เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย นอกจากนั้นยังมีพรรคประชาชาติ 3 คน และรวมพลังประชาชาติไทยอีก 1 คน

ประเด็นที่น่าสังเกตจากโพลล์นี้ก็คือพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในภาคอีสานให้แก้พรรคพลังประชารัฐถึง 26 ที่นั่ง ขณะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.เลย เช่นเดียวกับพรรคเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยคือ “พรรคตระกูลเพื่อ” ทั้งหลาย ทั้งเพื่อชาติ เพื่อธรรม ไทยรักษาชาติ รวมไปถึงอนาคตใหม่ แต่พรรคเหล่านี้อาจได้ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งมีที่นั่ง ส.ส.ให้แย่งกันอีก 150 ที่นั่ง

สำหรับโพลล์จากสื่อมวลชนสำนักต่างๆ รวมทั้ง “เนชั่นวิเคราะห์เลือกตั้ง” ที่จะเปิดต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ ได้คาดการณ์จำนวน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ คือราวๆ 62 ที่นั่งในส่วนของส.ส.เขต

กระบี่มีพลิก! “โกสุทธิ์” สายโกหงวน คว่ำ “เอ่งฉ้วน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364666?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระบี่มีพลิก! “โกสุทธิ์” สายโกหงวน คว่ำ “เอ่งฉ้วน”

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เนวิน ชิดชอบ,สุชีน เอ่งฉ้วน,อาคม เอ่งฉ้วน,โกหงวน,สมศักดิ์ กิตติธรกุล,สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 10,824 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

 แว่นแคว้นแดนทักษิณ สภากาแฟตามหัวเมืองใหญ่ๆ เม้าท์กันอึ่งมี่ว่า พรรคเก่าแก่จะแพ้เลือกตั้ง 3 สนามในพื้นที่ตอนบน และจังหวัดกระบี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น

พ.ศ.นี้ สนามกระบี่มี ส.ส. 2 คน จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือก “สุชีน เอ่งฉ้วน” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว ลงเขต 2 และวางตัว “น้ำผึ้ง” พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ลูกสาวอดีต ส.ส.พิเชษฐ์ ไว้ในบัญชีรายชื่อลำดับ 24

เขต 2 กระบี่ (อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม อ.เกาะลันตา อ.ลำทับ และ อ.เขาพนม (ยกเว้นตำบลหน้าเขาและตำบลเขาดิน) “สุชีน” ลูกชายอาคม เอ่งฉ้วน เจอคู่ต่อสู้ที่ไม่ธรรมดาคือ “สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง” พรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

“สุชีน เอ่งฉ้วน”

“อาคม เอ่งฉ้วน” อดีตส.ส.กระบี่ 10 สมัย ที่สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ไม่ได้ติดใจเรื่องลำดับในบัญชีรายชื่อส.ส. เพราะต้องการดันลูกชายให้เป็น ส.ส.อีกสมัยเท่านั้นเอง

4-5 ปีมานี้ “อาคม” ต้องดูแลสุขภาพ ไม่ได้ออกงานสังคมเลย แต่สถานการณ์การต่อสู้อันเข้มข้น อาคมจึงต้องหอบสังขารขึ้นเวทีหาเสียงช่วยลูกชาย ส่วน “พิมพ์รพี” ก็ร่วมหาเสียงกับทีมของสุชีนในเขตเก่าของพ่อพิเชษฐ์

สำหรับโปรไฟล์ของโกสุทธิ์-นักการเมืองหนุ่มไฟแรงนั้น เป็นน้องเขยของ “โกหงวน” หรือ “สมศักดิ์ กิตติธรกุล” นายก อบจ.กระบี่ 6 สมัย จึงทำให้ค่ายปชป.อยู่เฉยไม่ได้ และตัวอาคมเอง แม้ป่วยยังต้องเดินเคาะประตูบ้าน

“โกสุทธิ์” หรือ สฤษฎ์พงษ์ เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยาง มีพี่น้อง 10 คน สู้ชีวิตจนจบปริญญาเอก ด้วยการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โกสุทธิ์เป็นสมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ ตอนอายุ 27 ปี และก้าวมาเป็นรองนายก อบจ.กระบี่

โกสิทธิ์-สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย

ชีวิตนักการเมืองท้องถิ่นของโกสุทธิ์ ดูราบรื่นเหมือนคลื่นอันดามันยามสงบ โกสุทธิ์มีเวลาทุ่มเททำงานการเมืองเต็มที่ เพราะได้แรงสนับสนุนจากภรรยาและญาติพี่น้องของตระกูลกิตติธรกุล

กลางปีที่แล้ว “เนวิน ชิดชอบ” ประมุขบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ยกทีมมาอุ่นเครื่องกับทีม “อินทรีอันดามัน” กระบี่ เอฟซี ที่มี “โกฉวน” สมเกียรติ กิตติธรกุล เป็นประธานสโมสร ซึ่งโกฉวนยังเป็นนายกสมาคมกีฬา จ.กระบี่ ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 22 ปี โกฉวนเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตกับ “โกหงวน” สมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่

ก่อนเกมมิตรภาพ “โกฉวน” ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเนวิน ชิดชอบ และคณะทีมงานบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งจัดขึ้นในห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ โดยโกหงวน นายก อบจ.กระบี่ พร้อมบรรดา ส.จ.กระบี่ ได้ซื้อบัตรมาร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำ โดยเจ้าภาพจัดไว้จำนวน 500 ที่นั่ง

เจ๊เปี๊ยะ แม่ทัพได้มาช่วยโกสิทธิ์หาเสียง

          เนวินใช้กีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์กับ “กลุ่มการเมืองท้องถิ่น” มานานแล้ว โดยทุกจังหวัดที่เนวินเดินทางไปเยือนย่อมหมายถึงการปักหมุด “การเมือง” ไว้ล่วงหน้า

ว่ากันตามจริง เนวินสนิทชิดเชื้อกับตระกูล “กิตติธรกุล” มาแต่สมัยไทยรักไทย ตอนที่มีการเลือกตั้ง 2550 “โกหงวน” ได้จัดทีมผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงแข่งกับทีม ปชป. ซึ่ง “โกสุทธิ์” ก็อยู่ในทีมพลังประชาชน หลังความปราชัย โกสุทธิ์มุ่งมั่นทำงานสภา อบจ.กระบี่ และได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารท้องถิ่นรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์กว้างไกล

พ่อ-ลูก “อาคม-สุชีน” ปชป.กระบี่

มาถึงวันนี้ “โกสุทธิ์” เขยตระกูล “กิตติธรกุล” ได้แรงใจจากโกหงวน นายกอบจ.กระบี่ และโกฉวน เจ้าของโรงแรมหลายแห่งในพื้นที่เกาะพีพี และธุรกิจสัมปทานรังนกในพื้นที่ จ.กระบี่ พังงา และจังหวัดใกล้เคียง

          โกสุทธิ์มีความพร้อมเต็มที่ และพรรคภูมิใจไทยได้วางฐานการเมืองในภาคใต้มานานหลายปี โอกาสที่จะปักธงสีน้ำเงินบนแผ่นดินกระบี่ก็มีความเป็นไปได้สูง