ชัดๆกับ”ชัชชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364661?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัดๆกับ”ชัชชาติ”

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 08:50 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,สสปาร์ตี้ลิสต์
เปิดอ่าน 616 ครั้ง

โดย…. ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” หนึ่งในสามแคนดิเดตชิงเก้าอี้ สร.1 ของพรรคเพื่อไทย กล่าวกับเครือเนชั่นถึงเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมขบวนกับพรรคเพื่อไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้รวมทั้งเจาะใจถึงวันข้างหน้าว่าหากได้ทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารนั้นจะวางทิศทางการทำงานอย่างไร…

“ผมเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ปีที่แล้ว เหตุที่ไม่ลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะผมแจ้งพรรคตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ชำนาญงานนิติบัญญัติ ผมชำนาญงานฝ่ายบริหารมากกว่า อีกทั้งในพรรคมีคนที่พร้อมกว่าควรให้พื้นที่พวกเขาลงปาร์ตี้ลิสต์และให้ไปทำงานด้านนี้แทนผม และกติกาใหม่นั้นคำนวณแล้วว่าพรรคน่าจะได้ ส.ส.ระบบนี้ไม่เยอะ ดังนั้นคนที่พร้อมกว่าผมควรจะอยู่ในรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากผมลง ส.ส.ระบบนี้แล้วลาออกไปเป็นฝ่ายบริหารก็ทำได้แต่น่าจะโดนสังคมตำหนิว่าไม่จริงใจกับประชาชน”

          00 เป็นหนึ่งในสามรายชื่อบัญชีนายกฯ ของพรรค หากวันข้างหน้าได้ทำหน้าที่นี้ จะทำงานอย่างไรและจะให้ความสำคัญกับรัฐสภาอย่างไร 
“หากถามว่าหากผมได้เป็นนายกฯ แล้ว งานฝ่ายนิติบัญญัติสำคัญหรือไม่ ย้ำว่าสำคัญนะ ผมย้ำว่าผมไม่เก่งทุกเรื่อง งานนิติบัญญัติควรให้คนในพรรคที่พร้อมกว่าผมมาทำหน้าที่นี้ดีกว่า ผมอยู่ทำงานตรงไหนก็ได้ ยืนยันเรื่องนี้ไม่มีการเตะตัดขาหรือปล่อยให้ผมขาลอย รวมทั้งไม่ได้หักหน้าใครด้วย

หากได้ทำหน้าที่เป็นนายกฯ สังคมอาจมีคำถามว่าก่อนหน้านี้มีผลงานใดบ้าง ผมเรียนว่าตอนทำงานเป็น รมว.คมนาคม กระทรวงนี้มีโครงการใหญ่และต่อเนื่องเยอะ บางเรื่องเริ่มไว้แต่ค้าง ผมไปเร่งรัดให้เดินหน้าให้เป็นโครงการเร่งด่วน และรัฐบาลในช่วงที่ผมทำงานในกระทรวงคมนาคมก็ผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….” (“ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท”) ที่ไม่ผ่านนั้น รัฐบาลตอนนั้นก็เสนอ แต่เมื่อฝ่ายตุลาการตัดสินแบบนั้นก็ยุติและสังคมควรพิจารณากันในเรื่องดังกล่าวด้วย”

 00 หากได้ทำหน้าที่นายกฯ จะสร้างความปรองดองอย่างไร 
“การสร้างความปรองดองในสังคมนั้น ผมมองว่าคนไทยควรมองอนาคต ควรสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เรื่องราวในอดีตที่เป็นคดีก็ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการและเป็นบทเรียน เราควรร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศ เหมือนการขับรถควรมองกระจกหน้าเป็นหลัก แต่เหลียวมองกระจกหลังเพื่อระวังบ้าง
หลายคนผูกติดกับสีเสื้อ วันที่ผมอยู่กับพรรค ผมใส่เสื้อสีขาวนะ รวมทั้งตอนเป็นรมว.คมนาคม ผมก็คุยกับทุกพรรค ใครมาขอสิ่งใดในการช่วยชาวบ้านผมทำให้ได้ก็ทำเลย เพราะทุกคนคือคนไทย ชาวบ้านคือเจ้านายของผม ผมต้องรับใช้คนไทยทุกคน ผมไม่ได้ให้ถนนกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว”

 00 พรรคเพื่อไทยในอดีตมีหลายข้อกังขา วันนี้ทำไมกลับมาร่วมงาน 
“หากถามว่าผมกลับมาทำงานกับพรรคอีกครั้งหลังไปทำงานเอกชนมาสี่ปีนั้น ผมกลับมาเพราะอุดมการณ์การทำงานของผมและพรรคไม่แตกต่างกัน สี่ปีในภาคเอกชนผมได้ประสบการณ์ที่จะช่วยพรรคและประเทศได้อีก

หากถามว่าผมเป็นนักการเมืองน้ำดีตามที่ความเห็นในโลกออนไลน์กล่าวถึงนั้น ควรให้คนอื่นมองผมและตอบดีกว่า บางคนถามว่ากลับมาครั้งนี้รู้หรือไม่ว่าช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลคราวที่แล้วมีคดีทุจริตเยอะนั้น ขอเรียนว่าช่วงที่ผมเป็น รมว.คมนาคม ไม่มีใครสั่งให้ผมทุจริตนะ แม้ ครม.บางคนจะโดนกล่าวหาและถูกลงโทษก็ต้องจัดการกันไปตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่แต่ละคนจะประมวลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามาจากปัจจัยใด โดยมีการตรวจสอบ

ผมมองว่าวันนี้ควรกังวลกับบางสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคือการทำงานของบางฝ่ายในบ้านเมืองที่ทำงานแล้วไม่มีการตรวจสอบ แม้จะมีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่แต่อย่าลืมว่าการตรวจสอบที่แท้จริงคือฝ่ายค้านและสื่อมวลชน หลายครั้งสองภาคส่วนนี้มีข้อมูลบางอย่างที่ลึกและพวกเราไม่รู้มาแจ้งเตือน ตรงนี้คือข้อดีของประชาธิปไตย”

  00 ตอนร่วมงานกับรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีคดีจำนำข้าวด้วย ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในโครงการนี้อย่างไรบ้าง 
“คดีที่เรียกว่าทุจริตจำนำข้าวนั้น ผมร่วมในที่ประชุม ครม.หรือไม่ ตอบว่า ผมร่วมประชุม แต่เรื่องนี้ที่เสนอ ครม. มีการกลั่นกรองมาแล้วจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ ครม.ชุดนั้นกำชับเรื่องความโปร่งใส เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่ใช้หาเสียงแล้วนำมาปฏิบัติ มันอาจมีสิ่งไม่ปกติในขั้นตอนปฏิบัติ ก็ไปไล่ดูว่าใครเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร หากถามว่าเรื่องนี้มีการทุจริตจริงหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เมื่อดูจากคำพิพากษาในเรื่องนี้ก็เชื่อว่ามี แต่จะทุจริตจากระดับใดและใครเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงนั้นควรไปไล่ดู”

 00 วันนี้กลับมาช่วยพรรคเพื่อไทยที่มีข้อกังขาเรื่องข้างต้น กังวลว่าอนาคตจะมีชะตาแบบเดียวกับ ครม.บางคนในยุคนั้นหรือไม่ 
“การที่ผมอาสามาทำงานการเมืองครั้งนี้ หากถามว่าชะตาชีวิตจะเหมือนอดีต รมต.บางคนหรือไม่นั้น บทเรียนบางอย่างในอดีตมันมีแล้ว หากอนาคตเรามีโอกาสทำงานก็จะนำอดีตเป็นบทเรียน ตรงนี้คือสิ่งสวยงามของประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบ และดีกว่าระบบที่ตรวจสอบไม่ได้คือระบบที่ไม่มีฝ่ายค้าน ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นจากประชาธิปไตย และทุกพรรคควรพัฒนาตัวเองด้วย ไม่ควรรอการเซตซีโร่จากบางฝ่าย หากเพื่อไทยทำงานไม่ดี สังคมก็ไม่เลือกเองเพราะเรียนรู้มาแล้วจากอดีต”

00 เหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยึดอำนาจโดยอ้างเหตุทุจริตนั้น 
“วันนั้นผมไม่ใช่คนยึดอำนาจ วันที่ผมเป็นหนึ่งในตัวแทน ครม.ร่วมประชุมในช่วงนั้น ที่ประชุมวันนั้นพูดกันแค่ว่ารัฐบาลจะลาออกหรือไม่จากเหตุขัดแย้งในบ้านเมือง ไม่มีการพูดถึงเหตุทุจริตเลยนะ วันนั้นผมไม่รู้ความในใจของใครบางคนว่าคิดอย่างไรบ้าง ผมขอถามว่าเหตุยึดอำนาจในวันนั้น ทำไมเมื่อรัฐบาลยุบสภาแล้วไม่ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง หากสังคมมองว่ารัฐบาลชุดที่แล้วทำไม่ดี สังคมก็ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย และพรรคอาจแพ้ก็ได้วันนั้นเพราะมีการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินแล้ว ควรปล่อยให้ประชาธิปไตยตัดสินแล้วพัฒนากันไปตามระบบ วันนั้นฝ่ายความมั่นคงดูแลความสงบของบ้านเมือง ทำไมเกิดเหตุรุนแรง วันนี้ฝ่ายความมั่นคงชุดเดียวกันทำหน้าที่นี้อยู่ ทำไมไม่มีเหตุแบบวันนั้น”

          00 อีกหนึ่งปัจจัยที่สังคมไม่พอใจรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยตอนนั้นคือการพยายามออกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจนนำมาสู่ความขัดแย้งในประเทศ 
“ตอนนั้นเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา ผมก็รับรู้ว่าสังคมในวันนั้นไม่พอใจและจากมุมนี้รัฐบาลก็ยุบสภาแต่ผมไม่ได้มีหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติในตอนนั้น”

          00 ช่วงนี้ออกหาเสียงตอนหนึ่งที่ใช้ในการปราศรัยที่บอกว่าสังคมควรเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการนั้นสื่อถึงอะไร 
“ผมอ่านหนังสือเรื่องประชาธิปไตยตายอย่างไร และได้คำตอบว่า ตายเพราะปืนและตายเพราะคนที่ไม่เลื่อมใสประชาธิปไตยแต่กลับใช้ประชาธิปไตยเป็นทางผ่าน ตรงนี้หลายชาติมีตัวอย่างให้พวกเรามองนะ และพวกเราควรระวังพวกนี้ที่ชอบมาทางประตูหลัง หากถามว่าสังคมยอมรับการยึดอำนาจว่าทำได้หรือไม่ บางคนบอกยอมรับได้ ผมมองว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เลื่อมใสประชาธิปไตยแบบแท้จริง”

         00 หากบางคนบอกว่าอดีตนายกฯบางคนก็ไม่เลื่อมใสประชาธิปไตยและใช้เป็นแค่เครื่องมือ 
“ผมไม่เคยร่วมงานโดยตรงกับอดีตนายกฯ ที่ถามมานะ แต่อดีตนายกฯ คนนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง เรื่องแบบนี้ควรมองปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยแล้วมาถกเถียงกันและจะเป็นคำตอบที่สวยงามตามวิถีประชาธิปไตย วันนี้เราควรมองอนาคต เหมือนการขับรถที่มองกระจกหน้าเป็นหลัก แต่ควรเหลียวมองกระจกหลังบ้าง เหมือนหันไปมองบทเรียนในอดีตบ้าง”

     00 การเปิดรายละเอียดนโยบายพรรคจะมีอะไรบ้าง 
“จะเสนอชุดนโยบายพรรคกับสังคมเร็วๆ นี้ รัฐธรรมนูญมีรายละเอียดเยอะที่โยงกับนโยบายพรรค คราวนี้สิ่งที่พรรคจะใช้หาเสียงด้านนโยบายเชื่อว่าจะไม่แพ้ฟาวล์ ผมมองว่านโยบายต่างๆ ที่หลายรัฐบาลทำนั้นมีสิ่งดี แต่บางรัฐบาลเน้นเศรษฐกิจมหภาคมากไป ตัวเลขที่ออกมานั้นมันดี แต่ยังไม่มองไปยังระดับล่างมากนัก ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมุมมอง ดังนั้นควรมองระดับจุลภาคด้วย

การสร้างความแข็งแกร่งในระบบเศรษฐกิจไทยควรสร้าง Brand Thailand ให้เกิดและเข้มแข็งทุกด้าน เม็ดเงินจะกระจายไปยังทุกภาคส่วน สิ่งที่พรรคมองคือ ไทยทำ คือหัวใจ ไทยทันสมัย คือไทยแลนด์ 4.0 แต่มันติดตรงที่ว่าระเบียบต่างๆ ของไทยมีเยอะตรงนี้ควรทำให้มันง่ายขึ้น วันนี้หมดยุคให้เงินกับประชาชนควรมองว่าเราจะผลิตเค้กก้อนใหญ่อย่างไรดีกว่ามานั่งแบ่งเค้กก้อนเดิม หากบางโครงการที่บางรัฐบาลทำมาแล้วเกี่ยวกับการให้เงินประชาชน รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาและทำต่อ ผมไม่ขัดข้อง แต่จะเสนอว่าควรให้ในกรณีจำเป็นจริงๆ และควรเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งมวลจะดีกว่า”

 00 การวางแผนงานของพรรคในวันนี้ ผู้มีบารมีนอกพรรคเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ 
“ยืนยันไม่มีในยุคนี้ แต่ยุคก่อนๆ นั้นผมไม่ทราบ แต่ทุกครั้งที่ผมไปประชุมพรรคไม่มีคนอื่นเข้ามา วันนี้พวกเราคือทีมเพื่อไทย ข้อมูลการทำงานและการตัดสินใจจะอยู่ในห้องประชุม”

ไฟป่า-ภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟป่า-ภัยแล้ง

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 08:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟป่า,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 205 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมเป็นคนเมืองกาญจน์ที่ปกติน้ำท่าอุดมบริบูรณ์มากๆ และยังมีเขื่อนด้วย แล้วหลายปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งเหมือนที่อื่นๆ

แต่มาปีนี้ ผมได้ติดตามข่าวสาร แล้วรู้สึกหวั่นใจ เมื่ออ่านข่าวจาก ‘คมชัดลึก’ วันก่อนว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญ ซึ่งอยากรายงานเป็นสื่อกลางผ่านไปยังประชาชนว่าจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร

นักวิชาการคาดการณ์ว่าภัยแล้งปีนี้เกิดภาวะช่วงภัยแล้งยาวนานกว่าปี 2557-2558 และสภาพอากาศปีนี้เป็นภาวะเอลนีโญ ซึ่งกรมชลประทานยืนยันปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ มีน้ำใช้ในการได้ 24,095 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีเพียงพอใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และสำรองไว้ต้นฤดูฝนบางส่วน

สถานการณ์ภัยแล้งที่มาเร็วขึ้นและได้ให้ทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุด

ที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาทันท่วงทีในแนวทางทำงานแบบบูรณาการผ่านอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน บริหารงานเชิงรุกทั้งโครงสร้างภาคเกษตร

ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ ได้เปิดปฏิบัติการฝนหลวงแล้วพร้อมกับให้กรมฝนหลวงตั้งฐานฝนหลวง 20 ชุด เพื่อปฏิบัติการให้ทั่วทุกภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งชี้แจงเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดทำนาปรังต่อเนื่อง

พร้อมที่มากับภัยแล้งคือไฟป่า ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้ง ทำให้เกิดไฟป่าได้โดยง่าย และบางทีก็เกิดจากฝีมือคนทั่วไปที่จุดไฟเผาใบไม้ หรืออื่นๆ เช่นหาของป่า, เผาป่า, หาเห็ด ฯลฯ

จดหมายของผมอาจจะทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาๆ เพราะเกิดขึ้นทุกปี แต่อย่าลืมว่า ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ นะครับ เพราะภัยแล้งนี้ทำความเดือดร้อนแสนสาหัส และไฟป่าก็จะทำให้เกิดหมอกควัน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง -น่าเป็นห่วงมากๆ ครับ
 วีระชัย (กาญจนบุรี)

 

   ตอบคุณ ‘วีระชัย’ กาญจนบุรี
ประเทศไทยของเรานี่แปลกที่สุดโลก คือ ไม่ทำอะไรที่เป็นการแก้ปัญหา หรือวางแผนทำงานระยะยาว ดังนั้น จึงเกิดเรื่องสร้างความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ และภัยเกิดจากมนุษย์ ให้คนไทยเป็นประจำ เช่น น้ำท่วมทุกปี – เกิดภัยแล้งทุกปี – ปีแล้วปีเล่า

ยิ่งไปกว่านั้นคือ รัฐบาลได้ทุ่มเทเงินนับแสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่เรียกว่า “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ท่วมเป็นประวัติศาสตร์

พอถึงรัฐบาล คสช. นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ก็ประกาศแก้ปัญหาแบบระยะยาว ซึ่งเรียกสายหรูว่า แบบบูรณาการ มีการขุดลอกคูคลอง และอีกมากมายหลายแผนการ แต่ยังไม่มีอะไรเห็นชัดเจน

มาถึงเรื่องไฟป่าก็เช่นกัน เพราะเกิดขึ้นทุกปี และปีนี้ก็เกิดขึ้นแล้วในหลายจังหวัดทางอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งพอถึงเดือนเมษายนที่ร้อน-แห้งแล้งมากๆ ก็จะเกิดไฟป่าได้ง่าย

รัฐบาลจึงต้องวางแผน ‘ดับไฟป่า’ และ ‘ป้องกันไฟป่า’ นับตั้งแต่เวลานี้ – คนไทยไม่สนใจเท่าไร ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือ นายกรัฐมนตรี

ขอเพียงให้ดูแลประชาชนตามนโยบายและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงและเท่าที่ดูแล้ว ไม่เห็นพรรคไหนมีนโยบายชัดเจนเรื่องภัยธรรมชาติ

“น้ำท่วม-ภัยแล้ง-ไฟป่า” เลยเป็นปัญหาโลกแตกคู่ประเทศไทยตลอดไปหรืออย่างไร ?
       อ๊อด เทอร์โบ

***

‘ดับเครื่องชน’ ส่งท้ายด้วยจดหมายของคุณ ‘วิโรจน์’ บางแสน ซึ่งเป็นข่าวดีที่รอคอย จากมติมหาเถรสมาคมให้จัดระเบียบงานบวชและการสำรวมในบริเวณวัดวาอารามทั่วประเทศ

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอสนับสนุน และขออนุโมทนาสาธุ และหวังว่าต่อไปงานบวช-งานวัดจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย–พอเพียง และขอความร่วมมือจากญาติโยมพุทธศาสนิกชนให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

***

   บวชแบบพอเพียง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวพุทธและบวชแล้ว และทุกวันนี้ก็มีความสุขสงบ พอมีเวลาก็เข้าวัดทำบุญ ทำงาน และหากไม่มีเวลาพอก็จะสวดมนต์ นั่งสมาธิอยู่กับบ้านที่ห้องพระ
ต่อมาเมื่อมีข่าวงานบวชที่วัดสิงห์ ซึ่งขบวนแห่นาคมีเรื่องราวใหญ่โต ไปทำร้ายร่างกาย-ลวนลาม เจ้าหน้าที่ครู นักเรียน จนพวกป่วนเมืองนี้ถูกจับไปเกือบหมดแก๊ง ซึ่งทราบว่าจะมีการลงโทษสถานหนักตามกฎหมาย หลายกระทง ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของคนที่อยากเห็นพวกอันธพาลได้รับโทษ

มีข่าวดีแจ้งให้ทราบว่า เมื่อต้นเดือน มส.(มหาเถรสมาคม) มีมติแจ้งให้เจ้าคณะปกครองหรือพระผู้ใหญ่ผู้ดูแลวัดวาอารามทั่วประเทศ

ต่อไปนี้ห้ามดื่มสุรายาเมาในบริเวณวัด การสูบบุหรี่ในวัดและในการบวชก็ให้เป็นไปแบบพอเพียง และฉลองใหญ่โต เรียกว่าจัดระเบียบการบวชใหม่–ดีจริงๆ ด้วย
  วิโรจน์ (บางแสน)

หัวหน้า คสช.ไม่ใช่ จนท.รัฐ?เปิดคำชี้ขาดศาลรธน. เทียบเคียง “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวหน้า คสช.ไม่ใช่ จนท.รัฐ?เปิดคำชี้ขาดศาลรธน. เทียบเคียง “บ

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 12:55 น.
คสช,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 1,745 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

แม้ กกต.จะเปิดไฟเขียวให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมดีเบตนโยบาย และขึ้นเวทีปราศรัยได้ ทำให้พรรคพลังประชารัฐเตรียมแผนนำ “บิ๊กตู่” ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกในนามแคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียวของพรรค ที่ จ.นครราชสีมา บ้านเกิด ในวันที่ 10 มีนาคมนี้แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ในทางกฎหมายก็ยังไม่จบ

เพราะยังมีคำร้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ ที่ยื่น กกต.เอาไว้ ว่า “บิ๊กตู่” มีลักษณะต้องห้ามสำหรับการเป็น “ว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ” เพราะยังดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช.อยู่ ซึ่งถือเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ”

ย้อนดูรัฐธรรมนูญมาตรา 89 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรคการเมืองเอาไว้ข้อหนึ่งว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160

เมื่อตามไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 160 จะพบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีอยู่ 8 ข้อ / ปัญหาอยู่ที่ข้อ 6 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

พอตามไปดูมาตรา 98 ก็พบว่าคือ “ลักษณะต้องห้ามของการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.” / ในวงเล็บ 15 ระบุว่า ห้ามเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ปัญหาอยู่ตรงนี้ เพราะมีการตีความว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช. คือ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” หรือไม่ เพราะเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจต่างๆ ตามกฎหมาย และยังได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็น “เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่ม” ตามพระราชกำหนดเงินเดือนประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ. 2557″ ด้วย / โดยหัวหน้า คสช.ได้รับเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาทต่อเดือน และเงินเพิ่ม 50,000 บาทต่อเดือน รวมแล้วเดือนละ 125,590 บาท

หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อหัวหน้า คสช.สามารถใช้อำนาจได้ตามกฎหมาย และมีค่าตอบแทนเป็นรายเดือนตามที่กฎหมายกำหนด แล้วจะไม่เป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ได้อย่างไร

เรื่องนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม บอกเอาไว้ว่า “คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเป็นแค่องค์กรชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ”

สอดคล้องกับที่ “บิ๊ก ป.ป.ช.” หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เคยบอกเอาไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ ว่า คสช.ไม่เข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นองค์กรชั่วคราวที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

แต่คำถามก็คือการตีความเช่นนี้ถูกต้องและมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ เพราะมีคนไปค้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2543 ซึ่งเคยตีความคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” มาแล้ว สรุปว่าต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย และปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชา หรือในกำกับดูแลของรัฐ
4.มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

พิจารณาจากลักษณะ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความ คีย์เวิร์ดสำคัญที่ยังเห็นแตกต่างมีอยู่อย่างเดียวคือคำว่า “ปฏิบัติงานประจำ” เพราะรองนายกฯวิษณุ และป.ป.ช. บอกว่า “ไม่ประจำ” เป็นแค่ “องค์กรชั่วคราว” / แต่ฝ่ายที่ยื่นให้ตีความอาจจะมองว่า คสช.อยู่มาเกือบ 5 ปีแล้วยังไม่ประจำอีกหรือ ขณะที่ลักษณะข้ออื่นๆ ดูจะปฏิเสธไม่ได้

แน่นอนว่าผู้มีอำนาจวินิจฉัยสุดท้ายย่อมอยู่ที่ กกต. เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่จนถึงวันนี้ กกต.ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยออกมา ทั้งๆ ที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อชาติบอกว่า เป็นประเด็นสำคัญเสียยิ่งกว่าขึ้นดีเบต ขึ้นปราศรัยได้หรือไม่เสียอีก

และนี่เองที่ทำให้ จตุพร มองว่า นี่อาจเป็นการเพาะเชื้อให้มีช่องทางประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ในอนาคต หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ตรงใจผู้มีอำนาจ

สุดท้ายเรื่องแบบที่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่…ต้องรอดู !!

สายควัน-พันธุ์รัมย์ “เนวิน” ผนึกพรรคเขียว ลุ้นค่ายสีน้ำเงิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สายควัน-พันธุ์รัมย์ “เนวิน” ผนึกพรรคเขียว ลุ้นค่ายสีน้ำเงิน

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 09:38 น.
เนวิน ชิดชอบ,เนวิน,พรรคภูมิใจไทย,นิรโทษกรรมกัญชา,กัญชาเสรี,พรรคผ่อน,พรรคเขียว,พันธุ์รัมย์,บุรีรัมย์,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัครเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 8,094 ครั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย โหมกระแสกัญชาเสรีอย่างต่อเนื่อง แถมหลังเลือกตั้ง ยังมีงานช้างสำหรับคนสายเขียวที่บุรีรัมย์อีกด้วย

000 ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยจะมาถึงจุดที่พรรคการเมืองกว่าสิบชูประเด็น “กัญชาเสรี” หาเสียงครึกโครม แถมมีคนขานรับมากมาย ล่าสุด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสำหรับผู้ครอบครองกัญชา มีผลบังคับใช้แล้ว จึงมีประชาชนไปสอบถามการขอแจ้งยื่น “นิรโทษกรรมกัญชา” ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กันหลายร้อยราย และเมื่อวานนี้ (4 มี.ค.) “พรรคผ่อน” และ “พรรคเขียว” ได้เชิญผู้ป่วยและแพทย์ที่ต้องการใช้กัญชาในการบำบัดรักษาไปพบกันที่สำนักงาน อย. เพื่อติดตามเรื่องนิรโทษกรรมกัญชา

000 อะไรคือ “พรรคผ่อน” ? ปลายปีที่แล้ว แอดมินเพจลุงเนวิน ได้โพสต์ภาพ “เนวิน ชิดชอบ” กับ “กรุณา ชิดชอบ” พร้อมข้อความว่า “นายเนวิน ไม่เล่นการเมืองแล้ว แต่สังกัดพรรคผ่อน” โดยโลโก้พรรคนั้นเป็นรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก แถมชื่อพรรคยัง “Party Party” คนออกแบบโลโก้นี้คือ “แนน” ชิดชนก ชิดชอบ ลูกสาวคนเก่งของเนวิน ที่จบออกแบบตกแต่งภายในมาจากอังกฤษ ว่ากันว่า แนนออกโรงสนับสนุนเรื่องกัญชาเสรีสุดๆ

000 ไม่รู้เท็จจริงอย่างไร “ไพศาล พืชมงคล” ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol แจ้งข่าว “พรรคผ่อน” ของเนวิน ชิดชอบ กับเครือข่ายรณรงค์กัญชาทุกเครือข่าย ประกาศจัดงาน “พันธุ์รัมย์” ที่บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน แม้งานจะมีตอนหลังเลือกตัั้ง แต่ “สายเขียว-สายควัน” ก็แชร์ข่าวนี้กระหึ่มเมือง

000 โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย โหมกระแสกัญชาเสรีอย่างต่อเนื่อง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคเปิดประเด็น “คัดค้านนายทุนผูกขาดสัมปทานกัญชา” เนื่องจากกฎหมายยาเสพติดใหม่ ผู้ที่จะสามารถเข้ามาเป็นผู้ได้รับอนุญาตผลิต นำเข้า จำหน่าย มีอยู่แค่ 7 กลุ่ม โดยภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วม

พรรคภูมิใจไทยเร่งเครื่องเรื่องกัญชาเสรี 

000 น้องชายเนวินบอกว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันเรื่อง “กัญชาเสรี” ให้สำเร็จภายใน 2 ปี ถ้าทำไม่ได้ พร้อมนำทัพภูมิใจไทยลาออกแสดงความรับผิดชอบ ค่ายสีน้ำเงินพูดถึง “แคลิฟอร์เนียโมเดล” มานานแล้ว โดยจะเสนอให้ประชาชนยื่นจดขอปลูกกัญชาได้ครัวเรือนละ 6 ต้น “เราต้องการให้ประชาชนปลูกเองอย่างเท่าเทียม” ส่วนผู้บริโภคจะต้องบริโภคในบ้านตัวเอง หรือสถานที่ที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่บริโภคในที่สาธารณะหรือที่ใดก็ได้

000 ส่องกล้องไปที่สนามเลือกตั้งกว๊านพะเยา “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ และผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พะเยา ต้องทำงานหนักขึ้น เพราะกระแสเพื่อไทยยังแรง ประกอบกับคู่แข่ง “อรุณี ชำนาญยา” อดีต ส.ส.หลายสมัย ขยันเดินเข้าหารากหญ้าเสื้อแดง พร้อมย้ำเลือกเพื่อไทย “ค้าขายดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง สมกับที่ได้ฉายาว่า พรรคข้าวแปงจ้าว”

ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังคงมุ่งมั่นหาเสียง

000 จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยเมืองพะเยาคือ เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) “ไพโรจน์ ตันบรรจง” อดีต ส.ส. ไม่ค่อยลงพื่้นที่ จึงทำให้คนหน้าใหม่ค่ายพลังประชารัฐ “เสี่ยยุ้ย” จีรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ น้องรักของ “ผู้กองธรรมนัส” ที่เข้าถึงง่าย ใจถึง ทำงานไว ลงพื้นที่ด้วยตนเองตลอด มีคะแนนดีวันดีคืนขึ้นมา

จีรเดช ศรีวิราช ตัวเต็งค่ายพปชร. เขต 3 พะเยา

000 ด้วยเหตุนี้ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” จึงลงพื้นที่ อ.ปง จ.พะเยา อย่างรีบด่วน เปิดการปราศรัยหาเสียงช่วยไพโรจน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 3 “เฉลิม” ประกาศลั่นเวที เลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด ได้ “สุดารัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี หากเลือกพรรคพลังประชารัฐได้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ชาวบ้านปรบมือชอบใจกันใหญ่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปช่วยคนในตระกูลตันบรรจง หาเสียงพะเยา

000 ไม่เกี่ยวกับการเมือง “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชนหลังจากที่มีกระแสข่าวว่า ตนเองมีคำสั่งให้ “วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา พักงานในกรณีทุจริตนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน กรณีมีคำสั่งให้นายก อบจ. หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้ดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนและยังไม่มีการชี้ผิดถูก

ไพโรจน์ ตันบรรจง แชมป์เก่า เพื่อไทย

000 อันที่จริง “เสี่ยอี๊ด” วรวิทย์ บุรณศิริ น้องชายของวิทยา บุรณศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด นับแต่แยกทางกับ “ผู้กองธรรมนัส” โดยฝ่ายหนึ่งไปสังกัดพลังประชารัฐ แต่เสี่ยอี๊ดยังอยู่พรรคเดิม

จัดทีมรุกสกัดข่าวปลอม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดทีมรุกสกัดข่าวปลอม!

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 08:56 น.
สายตรวจเลือกตั้ง,บิ๊กโจ๊ก,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ทษช,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สื่อโซเชียล
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร อินทะเกตุ 

ใกล้เข้าไปทุกขณะสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 20 วันข้างหน้า จะเรียกว่าโค้งสุดท้ายก็ไม่แปลก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมี “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือที่เพิ่มเติมขึ้นมาในการหาเสียง ซึ่งไม่ใช่การหาเสียงแบบเดิม ผ่านการลงพื้นที่ ปราศรัย หรือออกสื่อกระแสหลักเท่านั้น รวมถึงคอการเมืองและประชาชนทั่วไปก็ใช้โซเชียลมีเดียในการเช็กข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และ ไลน์ ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียยอดฮิตสำหรับการติดตามข่าวสารของผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งมีสถานการณ์เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองของพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ให้ต้องติดตามลุ้นว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ และสิ่งหนึ่งที่ตำรวจ ในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากแต่ละหน่วยจัดกำลังลงพื้นที่เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังต้องมีทีมคอยมอนิเตอร์โซเชียลมีเดีย เพราะในห้วงของการเลือกตั้งได้มีการปล่อยข่าวปลอมเผยแพร่ผ่านช่องทางนี้ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในบ้านเมือง

ถึงแม้ตำรวจจะมีหน่วยงานไว้รับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ แต่ในยุค 4.0 จะตั้งรับในฐานที่มั่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องจัด “ทีมรุก” ด้วยการตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังการกระทำผิดทางโซเชียลมีเดียช่วงเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติการเชิงรุกแบบนี้เป็นทางถนัดของบิ๊กตำรวจชื่อดังแห่ง พ.ศ.นี้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)

“บิ๊กโจ๊ก” ถูกมองว่าเป็นคนสนิทของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเอาง่ายๆ ว่า “บิ๊กโจ๊ก” เป็นมือขวารัฐบาล ทำหน้าที่ปราบปรามตามนโยบาย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างคะแนนความนิยมให้รัฐบาล โดยเฉพาะการปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบ เอาโฉนดที่ดินคืนชาวบ้าน กระทั่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นปฏิบัติการหาคะแนนนิยมให้แก่ “นายกฯ ลุงตู่” เพื่อปูทางสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต ขณะเดียวกันเมื่อมีข่าวปลอมโจมตีภาพลักษณ์รัฐบาลในทางเสียหาย ทีมงานของ “บิ๊กโจ๊ก” ก็ปิดจ๊อบจับคนเผยแพร่ในเวลาอันรวดเร็ว และทุกครั้งเมื่อถูกถาม “บิ๊กโจ๊ก” ก็จะบอกว่า “ผมเป็นลูกน้องท่าน ได้บารมีท่านทำงานได้สะดวกรวดเร็ว” แถมยืนยันว่าการปราบนายทุนเงินกู้เอาโฉนดคืนชาวบ้าน ไม่ใช่การหาเสียงให้นายกฯ แต่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องรีบทำ

การตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังการกระทำผิดทางโซเชียลมีเดียช่วงเลือกตั้ง คงเป็นผลพวงมาจากกรณีที่ นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เป็นผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14(2) จากกรณีเรื่องค่าฝุ่นมลพิษ พีเอ็ม 2.5 ที่ออกมาระบุว่า สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แห่งหนึ่งผ่านเพจพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อหาค่าพีเอ็ม 2.5 ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าไม่เป็นจริงตามที่ได้ระบุไว้ ต่อมาโลกออนไลน์ยังมีเรื่องข่าวปลอมเผยแพร่เอกสารคำสั่งย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตามด้วยข่าวทหารเกณฑ์ จากประจำการ 2 ปี เป็น 4 ปี โดยไม่ให้กลับบ้าน

เกี่ยวกับประเด็นนี้ “บิ๊กโจ๊ก” แจกแจงว่า ตำรวจได้ร่วมกับ กสทช. จัดทำวอร์รูมเฝ้าระวังการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิด โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง ที่มีการใช้สื่อโซเชียลดำเนินการทางการเมืองมากขึ้น แต่ไม่ได้จับตาเพจการเมืองใดเป็นพิเศษ เพราะหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ก็จะปรากฏชัดอยู่แล้ว ซึ่งย้ำเตือนไปยังผู้ใช้สื่อโซเชียลต่างๆ ระมัดระวังการโพสต์หรือแชร์ข้อมูล ต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้วกว่า 50 ราย แม้ยังไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรง แต่ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ข่าวปลอม ข่าวลือ สร้างความตื่นตระหนก ถึงจะทำผิดในต่างแดน ก็สามารถดำเนินคดีได้

“กัญชาเสรี” เฟ้อ! คิดถึง “ป.ปลา” สายเขียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กัญชาเสรี” เฟ้อ! คิดถึง “ป.ปลา” สายเขียว

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 08:40 น.
กระดานความคิด,ยาเพสติด,กัญชา,ปปลา,กัญชาเสรี
เปิดอ่าน 836 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนาง บางปะกง 

ไปไหนมาไหน ได้ยินแต่คนพูดถึงนโยบายหาเสียงเรื่อง “กัญชาเสรี” ของหลายพรรคการเมือง บางพรรคเสนอปลูกกัญชา 1 ล้านไร่ บางพรรคเอาแค่หอมปากหอมคอ ปลูกกัญชา ครัวเรือนละ 2 ต้น

หลังจากที่รัฐบาลประยุทธ์ออก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา กฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้มีการผลิต การนำเข้าหรือส่งออกกัญชา ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัย รวมถึงเกษตรกรรมและพาณิชยกรรม

แต่ยังไม่มีนโยบายกัญชาเสรี กฎหมายยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 จึงต้องควบคุมอย่างเข้มงวด จะอนุญาตให้เฉพาะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือหน้าที่ป้องกันปราบปราม ผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม สถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ ผู้ป่วย และผู้ขออนุญาตอื่นๆ ให้เป็นผู้ผลิต หรือจำหน่าย

พรรคการเมืองหนึ่ง จึงเสนอแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติด เปิดทางให้พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างความร่ำรวยให้คนไทย เพราะกัญชาเป็นพืชสมุนไพร เป็นการแพทย์ทางเลือก พรรคนี้เชื่อว่ากัญชาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร

          อันเนื่องมาจาก “กัญชาเฟ้อ” ในเวทีหาเสียง ทำให้นึกถึงนักเลือกตั้งผู้โด่งดังในภาคอีสานคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตมาจากการค้าพืชผลการเกษตรต้องห้าม

“ป.ปลา” เป็นชาวอำเภอริมโขง อีสานเหนือ โดยเปิดเผย ป.ปลา มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และดูดทรายจากแม่น้ำโขง แต่ที่คนทั่วไปรู้จักดีคือ “พ่อค้าพืชผลการเกษตรรายใหญ่” (สำนวนของนักข่าวท้องถิ่นที่ใช้อ้างถึงธุรกิจของ ป.ปลา สมัยโน้น)

เลือกตั้งปี 2526 ป.ปลา ลงสมัคร ส.ส.หนแรกในสีเสื้อพรรคเงินผัน และระหว่างเป็นผู้แทนฯ ได้ขยายอิทธิพลไปจังหวัดใกล้เคียง ด้วยการดึงตัวอดีต ส.ส.บางคนเข้ามาในสังกัด เพราะจังหวัดใกล้เคียงที่ว่านั้น มีแหล่งผลิต “พืชผลทางการเกษตร” อยู่บนเทือกเขา

เลือกตั้งปี 2529 ป.ปลา รับบทแม่ทัพอีสาน ของพรรคสารวัตรคนดัง โดยวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองจังหวัด โดยตัวเขาเองลงเขต 1 นครพนม แต่โชคร้ายเจอคู่แข่งอย่างอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ผู้ทรงอำนาจสมัยนั้นมอบให้ “บิ๊กทหาร” ออกมาตั้งพรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนระบอบเปรมาธิปไตย

ฤดูเลือกตั้ง พ.ศ.นั้น สื่อจึงให้ความสนใจมาก เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ผู้กว้างขวาง” แห่งหัวเมืองชายโขง กับอดีตนายพลใหญ่ โดย ป.ปลา มีแต้มต่ออยู่หลายขุม เพราะมีหัวคะแนนอยู่ แถมมีภรรยาเป็นประธานสภา ส.จ.นครพนม

          ระหว่างการหาเสียงปีนั้น ผู้สมัคร ส.ส.ในเครือข่าย ป.ปลา ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ประกาศถ้าได้เป็น ส.ส. จะเสนอขอแก้กฎหมาย ปลดล็อกพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน เพื่อการส่งออก และสร้างรายได้ให้คนอีสาน 

ก่อนถึงวันหย่อนบัตร มีรายงานข่าวว่า “ทีมหมวกแดง” เต็มพื้นที่ ทำเอาหัวคะแนน ป.ปลา ออกอาการจับไข้หนาวสั่น ผลเลือกตั้ง “บิ๊กทหาร” ได้คะแนนอันดับ 1 ส่วน ป.ปลา สอบตกแบบเจ็บปวด

หลังรัฐประหาร 2534 ป.ปลา ย้ายมาสังกัดพรรคของบิ๊กทหารคนนั้น โดยลงสมัคร ส.ส.ทีมเดียวกัน ในการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 ปรากฏว่า บิ๊กทหารสอบได้ แต่ ป.ปลา สอบตกอีกสมัย

จาก ป.ปลา ตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ ป.ป.ส. และ D.E.A.(Drug Enforcement Administration) พบว่า ป.ปลา มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ ปี 2516-2530

ปี 2539 ป.ปลา ถูกส่งไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐ และได้ทำข้อตกลงยุติคดีไว้กับรัฐบาลสหรัฐ ยินยอมรับโทษคุมขัง 40 เดือน คุมประพฤติ เป็นเวลา 5 ปี ไม่มีการปรับ จนกระทั่งปี 2542 ตม.สหรัฐได้ดำเนินการส่งตัว ป.ปลา กลับมารับโทษในประเทศไทย

เมื่อพ้นโทษออกมา ป.ปลา พยายามกลับมาสู่การเมืองท้องถิ่น โดยสนับสนุนผู้สมัครนายก อบจ.คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้น ป.ปลา ก็เงียบหายไป

          แวดวงหัวคะแนนแถวชายโขง ฟังนโยบายกัญชาเสรี ต่างก็พูดถึงบทบาทของ ป.ปลา วงไหนวงนั้น พูดไปก็หัวเราะไป

สมรภูมินครนายก “สายเจ๊แดง” ชน “สายอดิเรกสาร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364532?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมรภูมินครนายก “สายเจ๊แดง” ชน “สายอดิเรกสาร”

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 08:27 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เจ๊แดง,สมชาย วงศ์สวัสดิ์,พรรคเพื่อไทย,พลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 9,163 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

 นครนายก เป็นจังหวัดเล็กๆ มี ส.ส.ได้ 1 คน แต่การเลือกตั้งทุกสมัยในช่วงหลังๆ กลับดุเดือดเลือดพล่าน เพราะเป็นศึก 2 ตระกูลคือ “อิสระเสนารักษ์” กับ “กิตติธเนศวร”

เที่ยวนี้ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” อดีต ส.ส.หลายสมัย ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ส่งลูกชาย “สกลชัย อิสระเสนารักษ์” ลง ส.ส.เขตแทน

“สกลชัย อิสระเสนารักษ์”   พรรคประชาธิปัตย์

“เสี่ยชาญชัย” วางระบบสาขาพรรคมานาน จนทำให้ ปชป.นครนายก มีคะแนนเสียงตุนไว้ในคลังแล้วประมาณ 2 หมื่นแต้ม

หันไปทางค่าย “กิตติธเนศวร” สองพ่อลูก “สิทธิชัย กิตติธเนศวร“ และ “เกรียงไกร กิตติธเนศวร” ขอหลบภัยไปอยู่บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โดย “เสี่ยแหมะ” อยู่ลำดับที่ 41 และเกรียงไกร ลูกชายอยู่ลำดับ 66

คนอย่าง “เสี่ยแหมะ” รู้ดีว่า ถ้าเอาลูกชายไปลง ส.ส.เขตอีก ก็แพ้อีกสมัย จึงดึงน้องชาย “เสี่ยอ๋า” วุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต ส.ส.หลายสมัย ย้ายจากภูมิใจไทย กลับมาเพื่อไทย

เสี่ยชาญชัย พาลูกชายหาเสียง

เลือกตั้ง 2554 “เสี่ยอ๋า” คนเพื่อนเยอะ สวมเสื้อภูมิใจไทย เอาชนะทั้งหลานชาย เกรียงไกร และผู้แทนจอมเก๋า ชาญชัย ฉะนั้น นาทีนี้คงไม่มีใครมาแรงเท่าเสี่ยอ๋าแล้ว

บังเอิญมีผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ ชื่อ “สมพงษ์ สายทอง”  อดีต ส.อบจ.นครนายก เขต 2 อ.ปากพลี สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก “ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร” อดีต ส.ส.สระบุรี ซึ่งประกาศสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ และอาสาจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี และนครนายก

“วุฒิชัย กิตติธเนศวร”

          ว่ากันว่า คนทั้งอำเภอปากพลี จะเทคะแนนให้ “ส.จ.สมพงษ์” ได้เป็น ส.ส.นครนายกคนแรก ที่มาจากไทพวนปากพลี โดยคนบ้านเดียวกัน “ธวัชชัย บุญมา” อดีต ส.ว.นครนายก หนุนเต็มตัว

“เสี่ยแหมะ” ก็รู้เกมนี้ดี จึงมีการนัดปรึกษาหารือกับ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” สามีเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่สนามกอล์ฟโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยวันนั้น มีอดีต ส.ส.แปดริ้ว และผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี เข้าร่วมวงพูดคุยด้วย

          นัยว่า “เสี่ยแหมะ” ผู้ใกล้ชิดตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะเจ๊แดง รับบทผู้ประสานงาน 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี และนครนายก 

“เสี่ยแหมะ” ร่วมประชุมกับ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์”

ว่ากันตามจริง คนนครนายกทราบดีว่า “เสี่ยแหมะ” กับ “เสี่ยอ๋า” สองพี่น้อง ต่างแยกกันทำมาหากิน พี่ชายทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในนาม หจก.วิศิษฎ์ชัย หจก.นครนายกการโยธา และบริษัท ศูนย์สัมมนากิตติธเนศวร จำกัด (จันทรารีสอร์ต)

ส่วนน้องชาย มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชื่อ บริษัท กอบชัย (นครนายก) จำกัด ซึ่งมีญาติฝ่ายภรรยาร่วมถือหุ้นอยู่ และวังยาวรีสอร์ท

“เสี่ยอ๋า” วุฒิชัย กิตติธเนศวร เคยเป็นประธานสภาจังหวัดนครนายก (ส.จ.) 4 สมัย และเป็นนายก อบจ.นครนายก และปัจจุบัน เป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนครนายก มีฐานเสียงจากกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านหนาแน่นในพื้นที่ อ.องครักษ์

สมัยที่แล้ว เสี่ยอ๋า ชนะทั้งหลานชายและ ส.ส.ชาญชัย เพราะได้แรงหนุนจาก “เสี่ยจ้อน” สัญญา บุญ-หลง นายก อบจ.นครนายก ผู้กว้างขวางใน อ.องครักษ์ และ อ.บ้านนา

“สมพงษ์ สายทอง” พรรคพลังประชารัฐ 

         “เสี่ยจ้อน” มาลงหลักปักฐานในนครนายก ตั้งแต่สมัยบิดาคือ “เดช บุญ-หลง” เป็น ส.ส.นครนายก จึงมีฐานเสียงมวลชนอยู่ในเขตองครักษ์ และบ้านนา

ในวันที่ “ปรพล” ลูกชายของปองพล อดิเรกสาร นัดคุยเครือข่ายราชครูเดิมที่สระบุรี เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีเสี่ยจ้อนร่วมวงด้วย เพื่อจัดทีมลงสมัคร ส.ส.ในนามพลังประชารัฐ

          “เสี่ยอ๋า” จะแพ้หรือชนะ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยพิเศษจาก “เขาชะโงก” และทายาทราชครู(เดิม) “เสี่ยจ้อน” เดินเครื่องช่วย ส.จ.สมพงษ์เต็มร้อยหรือไม่ ?

จับจังหวะพรรคและคนการเมืองก่อน”ชิงบัลลังก์สร.1″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364413?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะพรรคและคนการเมืองก่อน”ชิงบัลลังก์สร.1″

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 13:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 387 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สนามการเลือกตั้งครั้งนี้ระอุดุเดือดไม่น้อยกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา วังวนการเมืองไทยคล้ายว่ายังไม่หลุดออกจากมิติเดิมๆ ข่าวคราวการทุจริตเลือกตั้งยังโผล่ตามสื่อและโลกออนไลน์

วาทกรรมสาดโคลนรวมทั้งสงครามน้ำลายบังเกิดแทบทุกเวทีและทุกแพลตฟอร์มทั้งบนดินและใต้ดิน

คราวนี้ก็เช่นกัน พลันที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เริ่มมีท่าทีจะทำงานการเมืองต่อหลังยึดอำนาจมากว่าสี่ปี คนการเมืองขั้วตรงข้ามออกมาจัดหนักทันควันและเมื่อ “ลุงตู่” ตอบรับคำเชิญเป็นนายกฯ ตามที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งเทียบเชิญไปนั้น คู่ขัดแย้งทางการเมืองเดิมอย่าง “เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์” ก็เบนเข็มในแทบบัดดล เพราะ “มวยคู่เอก” คราวนี้กลายเป็น “เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ” ไปแล้ว

เป้าหลักการเมืองที่โดนรุมกระหน่ำแบบต่างกรรมต่างวาระ ต่างลีลานั้น ตกไปอยู่ที่ “ลุงตู่” เน้นๆ เพียงผู้เดียว ส่วน พปชร.คือตำบลกระสุนตกที่ต้องออกมาปกป้องและตอบโต้แทนลุงตู่จากแนวร่วมขั้วตรงข้าม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ และปชป.นั้นมีวาทะกระแทกไปยังลุงตู่และพปชร.แบบไม่เว้นวัน
ล่าสุด “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” คีย์แมนพปชร.ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า “กูจะไม่ยิ้มแล้ว กูจะสู้กับมึง” นั้น แสดงว่า การก้าวข้ามความขัดแย้งตามแคมเปญที่พรรคน้องใหม่แจ้งไว้นั้น น่าจะเก็บเข้าลิ้นชักไปชั่วคราว เพราะหากปล่อยให้ขั้วตรงข้ามกระหน่ำฝ่ายเดียวแบบนี้ ลุงตู่และพปชร.น่าจะน่วมไปก่อนวันหย่อนบัตร

แม้คีย์แมนพปชร.ที่เคยสังกัดไทยรักไทยจะขึ้นเวทีและชี้จุดตายของเพื่อไทยว่า “คือปฐมบทความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างผลเสียหายกับระบบเศรษฐกิจไทยหลากด้าน จนลุงตู่ต้องอาสามาแก้ไขเพื่อดับไฟปัญหาและวางฐานรากการเมืองในอนาคตแบบมีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ”

แต่ “เพื่อไทย” หยิบสิ่งที่สังคมเรียกร้องตอนนี้คือเศรษฐกิจย่ำแย่ และไม่ควรปล่อยให้มีการสืบทอดอำนาจ ไม่อย่างนั้นคนไทยจะลำบากต่อเนื่อง ยามนี้ พท.พยายามโยนสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์แก้จนคนไทย และอ้างการใช้นักบริหารมืออาชีพเข้ามาทำงาน ช่วงนี้พท.ยิงนโยบายหลากชุดออกมาตามจังหวะ และพยายามเลี่ยงที่จะมิแตะหรือกล่าวถึงแผลเก่าอย่าง ”โครงการจำนำข้าว” โดยพยายามเข็นชุดความคิดในการดูแลชาวนาที่เป็นเสมือนขุมกำลังหลักที่จะยกมือให้ผู้สมัคร ส.ส.ของเพื่อไทยเข้าไปเป็นผู้แทนฯ แต่ไม่รู้ว่าหากผลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสอบคดีจำนำข้าวลอตสองออกมาในช่วงนี้ พท.น่าจะเหนื่อยกว่าเดิมเป็นแน่แท้

ส่วนการไล่ขยี้พปชร.นั้น จะพบว่า “เพื่อไทย” พยายามที่จะซัดไปยังการวางเครือข่ายอำนาจทางกาารเมืองที่ คสช.วางไว้ ตั้งแต่การเดินเข้าสู่รัฐสภา เพราะ 250 ส.ว. ที่คสช.เป็นผู้คัดกรองให้ทำหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ ได้สองสมัยนั้น และมอบให้ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่ง คสช.เป็นคนคัดเลือก ส.ว.นั้น ตรงนี้คือเป้าที่เพื่อไทยกระทุ้งเสมอๆ ยามตระเวนขอแต้มคนไทยให้ชนะมากที่สุดเพื่อหักด่านนี้และหักหน้าคสช.แบบไม่ให้ใครค้านสายตา

เมื่อพท.เดินเกมแบบนี้บวกกับแนวร่วมทางการเมือง เช่น ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ที่อ้างตัวเองว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยและต้านเผด็จการ จับมือกระแทกไปยังลุงตู่แบบไม่เว้นวรรคนั้น แต่อย่าลืมว่า “ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ และอนาคตใหม่” ในตอนนี้ก็มีความเสี่ยงหลากด้านที่อาจจะเข้าเกณฑ์ “ไม่ได้ไปต่อ”

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ และ ”ปิยบุตร แสงกนกกุล” สองแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่แสดงจุดยืนต้านรัฐประหารและเคยวิพากษ์สถาบันมาหลายครั้งในหลากวาระ และคล้ายว่ากาลก่อนกำลังจะมากุมกรรมในยามนี้ที่อาจกระเทือนไปยังอนาคต…

ส่วนพรรคน้องของเพื่อไทยที่ชื่อ “ไทยรักษาชาติ” นั้น สตาฟฟ์การเมืองของ ทษช.คนหนึ่งยอมรับว่า “ช่วงแรกๆ ชาวบ้านไม่รู้จักพรรคเลย แต่เหตุการณ์เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ชาวบ้านรู้จักมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็โดนถามแล้วว่าจะโดนยุบพรรคไหม คนทำงานในพื้นที่ตอบคำถามยากนะ สมมุติว่าหากพรรคไม่โดนยุบ มันก็ยากที่จะเบียดปชป.หรือพปชร.ให้ชนะ แม้แต่ขึ้นอันดับที่สามยังเหนื่อยในหลายๆ เขตเลยเพราะเปิดตัวกระชั้น แนวนโยบายไม่ชัด ชาวบ้านรู้จักว่าเป็นพรรคใหม่ของทักษิณ ตรงนี้เหนื่อยอยู่เยอะหากได้โอกาสไปต่อ”

ขณะที่คณะทำงานของเพื่อชาติ ยอมรับว่า “วันนี้คีย์แมนพรรคมีความขัดแย้งจริง โดยเฉพาะเรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบ เพราะมีใครบางคนมาสลับรายชื่อและมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ จนตอนนี้คีย์แมนในพรรคแทบจะแยกกันเดินแล้ว และยังมีการให้ข่าวในเชิงสุ่มเสี่ยงว่าพรรคทำผิดกติกาและไม่เป็นประชาธิปไตย สถานการณ์วันนี้ยอมรับว่า วุ่นมาก”

ส่วน “ประชาธิปัตย์” นั้น คล้ายว่า อยู่มุมใดก็ได้เปรียบ หากอ่านรหัสหลากครั้งที่หัวหน้าพรรคสีฟ้าสื่อออกมาให้สังคมรับรู้เป็นระยะว่า “ไม่จับมือกับระบอบทักษิณและไม่ร่วมงานกับพรรคที่ คสช.หนุน”

คนใกล้ชิด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอ่ยให้ฟังแบบน่าคิดว่า “หากมองประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงหลายสิบปี จะพบว่ายามการเมืองเละบ้านเมืองมีวิกฤติ ประชาธิปัตย์มักจะอยู่ในสถานะที่สังคมพึงพาได้ เช่น ยุคที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ, ยุค รสช.ที่มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากนั้น “ชวน หลีกภัย” ได้เป็นนายกฯ หรือกระทั่งช่วงต้มยำกุ้ง ปชป.ก็กลับมาเป็นรัฐบาล, ยุคหลัง คมช.ที่รัฐบาลตอนนั้น(สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ต้องยุติหน้าที่ พรรคก็เข้าร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่นๆ การเมืองคราวนี้ก็เช่นกัน พรรคยึดหลัก แม้จะมีอดีต ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นย้ายออกไปบ้าง แต่กระแสพรรคนั้นสังคมยังยอมรับ และยังยืนยันว่าพรรคไม่มีทางต่ำกว่าอันดับที่สองในการเลือกตั้งครั้งนี้”

สายสืบย่านถนนเศรษฐศิริแจ้งข้อมูลลับว่า พรรคสีฟ้ายามนี้จับจังหวะที่ พท.และพปชร.ปะทะกัน พรรคจะเดินเกมในสไตล์ของพรรคและน่าเชื่อว่าสังคมจะเคาะชื่อ ปชป.เป็นคำตอบสุดท้ายในการหย่อนบัตรและจะได้รับโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

ขณะที่พรรคขนาดกลางยังแทงกั๊กนั้น เริ่มที่พรรคสีน้ำเงิน ความหวัง 60 ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ “เสี่ยหนู” ยังฝันอยู่และยังเหยียบเรือสองแคมเพราะภูมิใจไทยสวิงไปอยู่ขั้วใดก็ได้บนกระดานการเมือง แว่วว่าเสี่ยหนูมีคำสั่งลับแล้วว่า ”ส่งการบ้านทุกอาทิตย์ เขตใดไม่กระเตื้อง ยุติการดูแล“ แต่ยังต้องลุ้นเหนื่อยกับข่าวเชิงลบจากปักษ์ใต้ที่มีการแอบเก็บไลน์แกนนำพรรคบางคนที่สั่งการในเชิงสุ่มเสี่ยงกับการทุจริตเลือกตั้ง หากมีการนำมาขยี้เมื่อใด ”ภท.” น่าจะเพลีย

ส่วนที่มาแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างพรรคสีชมพู “ชาติไทยพัฒนา” ตอนนี้ลูกนาและหนุ่มท็อปใจชื้นได้บ้างเพราะกระแสในต่างจังหวัดยังจดจำพรรคนายกฯ บรรหารได้อยู่ อย่างน้อยตัวเลขที่จะได้รับคงไม่น้อยกว่าคราวที่แล้วคือ 19 ชีวิต

แต่ต้องลุ้นด้วยว่าหลังสิ้นมังกรเมืองสุพรรณไปแล้ว กัญจนา และ วราวุธ ศิลปอาชา จะเข็นพรรคสีชมพูไปได้ไกลเพียงใด

ขณะที่ “ชาติพัฒนา” ยามนี้กำลังโหมอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะคราวที่แล้วตัวเลข 7 ส.ส.นั้น มันค่อนข้างน้อยมากสำหรับพรรคที่มีประวัติก่อตั้งโดย “น้าชาติ มาดนักซิ่ง” คราวนี้ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของชพน. หวังว่าจำนวน ส.ส.คราวนี้ต้องมากขึ้น และ ชพน.ต้องเป็นตัวแปรหลักบนเวทีการเมืองหลังการหย่อนบัตรให้ได้

ด้านรวมพลังประชาชาติไทยที่นำโดย “ลุงกำนัน” นั้น แม้จะใช้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ออกมาฟัดกับอนาคตใหม่เมื่อหลายวันก่อนก็พอจะชิงพื้นที่สื่อได้บ้าง แต่กระแสที่ตอบกลับนั้นไม่ใช่ผลบวกนัก และยามนี้พรรคที่เคยบอกว่าหนุนลุงตู่เต็มที่นั้น กระแสเริ่มจางและแผ่วลงเรื่อยๆ จนไม่อาจคิดได้เลยว่า สิ่งที่ลุงกำนันฝันไว้อาจจะวูบไปในเร็วพลัน

คีย์แมนพรรคขนาดกลางคนหนึ่งยอมรับว่า หากผลการเลือกตั้งคราวนี้หรือโพลล์ที่แทบทุกพรรคจัดทำกันนั้นผลออกมาตรงข้าม เช่น ทราบมาว่าพรรคที่ คสช.หนุนอยู่นั้นหากกระแสไม่ดี ใบเหลือง, ใบส้ม, ใบแดง จะออกมาเพื่อจับผิดคู่แข่ง และตอนนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่า “ไทยรักษาชาติ” โดนใบดำ(ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิตสำหรับกรรมการบริหารพรรค) และใบแดง(ยุบพรรค) คู่แข่งของพรรคที่ คสช.หนุนก็หายไปหนึ่งพรรค และมันกระเทือนพรรคเพื่อไทยเต็มๆ เพราะมีการยอมรับกันล่วงหน้าแล้วจากแกนนำ พท.ว่า เปิดทางให้ ทษช.เก็บแต้มในพื้นที่ที่ พท.ไม่เคยชนะ และหวังให้เข้าป้ายอันดับที่สองหรือสาม เพื่อเอายอด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อพรรคน้องโดนยุบ พรรคพี่ก็กระเทือน แม้จะมีคำสั่งทางลับให้หนุนพรรคสาขา เช่น เสรีรวมไทย หรือเพื่อชาติ มันก็ยากที่จะไปบอกชาวบ้านแบบนั้น

รอดูว่ายี่สิบกว่าวันจากนี้ไป บริบทและสถานการณ์การเมืองจะพลิกไปอยู่มุมใด และใครจะได้แต้มต่อ…

บูรพาพยัคฆ์เลือกใคร? “โกทร” กับ “เล็กน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูรพาพยัคฆ์เลือกใคร? “โกทร” กับ “เล็กน้ำ”

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 11:30 น.
สังเวียนเลือกตั้ง  ช้างชนช้าง,สุนทร วิลาวัลย์,ภูมิใจไทย,อำนาจ วิลาวัลย์,พรรคพลังประชารัฐ,นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์,เกียรติกร พากเพียรศิลป์
เปิดอ่าน 5,439 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…  ช้างชนช้าง 

จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลมากนัก ใครๆ ก็รู้ว่า เมืองนี้เป็นที่ตั้งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี, มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ และกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ฉายา “บูรพาพยัคฆ์”

เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 3 เขต จึงมีเสียงซุบซิบแถวโรงแรมเก่าแก่ ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงว่า นักรบบูรพาทุกค่ายทุกหน่วย จะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใด ?

สนามเลือกตั้งเขต 1 (อ.เมืองปราจีนบุรี, อ.บ้านสร้าง และ อ.ศรีมโหสถ) กลายเป็น “ศึกสองตระกูล” ไปโดยปริยาย เมื่อ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ ส่งหลานชาย “อำนาจ วิลาวัลย์” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสนามป้องกันแชมป์

“อำนาจ วิลาวัลย์”  พรรคภูมิใจไทย

ผู้ท้าชิง “ส.จ.หรั่ง” เกียรติกร พากเพียรศิลป์ พรรคเพื่อไทย น้องชาย “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี

ที่แปลกๆ คือ พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “ส.จ.เบนซ์” นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์ หรือ นุกูลใจ พากเพียรศิลป์ ลูกชายของนายกเล็กน้ำ บุญเกื้อ ลงสนามด้วย

จริงๆ แล้ว “ส.จ.หรั่ง” เกียรติกร พากเพียรศิลป์ อดีตรองนายก อบจ.ปราจีนบุรี ก้าวเข้าสู่การเมืองระดับประเทศครั้งแรก ในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 โดยลงสมัครร่วมทีมกับ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ ส.จ.หรั่งสอบตก

“นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์” หรือ “นุกูลใจ พากเพียรศิลป์” พรรคพลังประชารัฐ  

ปี 2552 “โกทร” เจอใบแดง “เกียรติกร” ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ปีถัดมา เกียรติกรเล่นเกมยื้อลาออกจาก ปชป. และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพ โกทรเลยส่งหลานชาย อำนาจ ลงสนามในสีเสื้อภูมิใจไทย เอาชนะผู้สมัครจากเพื่อไทยได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

เลือกตั้ง 2554 โกทรนำทัพภูมิใจไทย กวาดเก้าอี้ ส.ส.ปราจีนฯ มา 2 ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ นักการเมืองท้องถิ่นแถว อ.นาดี

“เกียรติกร พากเพียรศิลป์”  พรรคเพื่อไทย

ปีนี้ โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส.ส.ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมภูมิใจไทยสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส.ว.ปราจีนบุรี ลงเขต 3 แทนเพชรินทร์ พร้อมกับวางตัวลูกสาว กนกวรรณ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ และกนกวรรณ ลูกสาว  

          “โกทร” แห่งบ้านใหญ่วิลาวัลย์ มีฐานเสียงอยู่รอบนอกเขตเทศบาลเมืองปราจีนฯ และมีภรรยา บังอร วิลาวัลย์ เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี กองบัญชาการของโกทร อยู่ที่โรงแรมบางปะกง

          ส่วน “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี มีกองบัญชาการอยู่ที่โรงแรมโซเฟีย และมีฐานเสียงหลักอยู่ในเขตเทศบาล จึงผูกขาดตำแหน่งนายกเล็กมายาวนาน

ปี 2558 หัวหน้า คสช.ได้สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของบุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ “เล็กน้ำ บุญเกื้อ” กลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่เดิม เมื่อ 26 ตุลาคม 2561

“บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์”  นายกเล็กเมืองปราจีน 

การปรากฏชื่อ “ส.จ.เบนซ์” นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์ หรือนุกูลใจ พากเพียรศิลป์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “เล็กน้ำ” ก็สร้างความประหลาดใจให้แก่คอการเมืองลุ่มน้ำบางปะกงเป็นอย่างมาก

          2 บ้านใหญ่ปราจีนฯ เล่นเกมอะไร ? และคนบ้านใหญ่ตัวจริงของบูรพาพยัคฆ์ คิดอะไรอยู่ ต้องรอชมหลังปิดหีบเลือกตั้ง 24 มีนา

เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง

วันที่ 4 มีนาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เชิญชวนใส่เสื้อเหลือง,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 5,427 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวมหามงคลสำหรับปวงชนชาวไทยมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งรัฐบาลและทุกหน่วยงานกำลังเตรียมพร้อมและวางแผนให้สมพระเกียรติและเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ตามโบราณราชประเพณี

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เฝ้าติดตามข่าวนี้ด้วยความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและขอเชิญชวนให้ชาวไทยใส่ ‘เสื้อเหลือง’ และแจ้งเรื่องการเตรียมงานพระราชพิธีมาให้ทราบ
อ๊อด เทอร์โบ

***

 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนให้แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์รัชกาลใหม่ แต่หากมีเสื้อสีเหลืองตัวเก่าอยู่แล้วก็นำมาใช้ได้และเชิญชวนให้แต่งในช่วง 4 เดือน คือเมษายน-กรกฎาคม เพราะเดือนเมษายน และพฤษภาคม มีพระราชพิธี เดือนกรกฎาคม เป็นเดือนเฉลิมพระชนมพรรษา

จึงเชิญชวนให้ใส่เสื้อเหลืองกันต่อเนื่องทั้ง 4 เดือน และสำนักนายกรัฐมนตรีจะจัดทำเสื้อดังกล่าวจำหน่ายเป็นต้นแบบต่อไป

ในกรณีจะทำเสื้อต้องขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกต้อง โดยจะมีการเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เพราะมีพระราชวินิจฉัยแล้ว และจะได้มีหนังสือยืนยันถึงนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้นสามารถดำเนินการ

สำหรับการพระราชพิธี 2-6 พฤษภาคม เรื่องการเสด็จเลียบพระนครในขบวน พยุหยาตราทางสถลมารค โดยเสด็จฯ ออกจากพระบรมมหาราชวัง ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และเสด็จฯ กลับพระบรมมหาราชวัง ทั้งหมดระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

ระยะเวลาที่จะประทับอยู่ในวัดต่างๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที รวมแล้วทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที ถือเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ที่จะมีในวันที่ 5 พฤษภาคม นอกจากนี้จะมีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ช่วงปลายเดือนตุลาคมหน้ากฐินจะมีขบวนเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ต่างๆ ออกจากท่าวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวรารามเพื่อถวายผ้าพระกฐินและเสด็จฯ กลับเพื่อมาขึ้นที่ท่าราชวรดิฐ

เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรครึ่ง มีพลพาย 2,200 คน ประจำเรือทั้งหมด 52 ลำ เต็มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นกระบวนพยุหยาตราที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

***
  ใต้ลุกเป็นไฟ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนไทยผู้รักชาติและเป็นคนที่ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีทำมาหากินเลี้ยงชีวิตและครอบครัวมีความสุขอย่างพอเพียงและอยากให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขและเจริญรุดหน้าให้เท่าเทียมกับนานาประเทศ

แต่เวลานี้รู้สึกสิ้นหวังและอยากถามว่าเมื่อไรภาคใต้ด้ามขวานทองจะอยู่กันโดยสงบสุขและปลอดภัยเพราะขนาดตำรวจยังโดนคนร้ายหรือผู้ก่อการร้ายฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม 2 ศพ แล้วยึดปืน-เผารถวอดวายที่เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

นี่คือการกระทำของผู้ก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่มีนายตำรวจหลายคนบิดเบือนประเด็น และพอเกิดเรื่องแล้วบรรดาบิ๊กๆ ทหารตำรวจก็ลงพื้นที่ หรือไปมอบพวงหรีด มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา และผมเชื่อว่าเดี๋ยวก็เกิดขึ้นอีก

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล (หลายรัฐบาล) ไม่สามารถแก้ไขดับไฟใต้ได้จนทำให้ราษฎรพี่น้องชาวใต้หวาดผวา การทำมาหากินฝืดเคือง ชาวสวนยางออกไปกรีดยางไม่ได้ บรรดาคนงานก็หนีตายไปทำงานอย่างอื่น เพระขืนไปทำสวนยางชีวิตไม่เหลือ

ผมจึงเรียกร้องให้ทหารตำรวจเลิกเล่นการเมืองหรืออยู่เบื้องหลังการเมือง เพราะหน้าที่ของพวกคุณคือปกป้องประเทศชาติ ประชาชนคนไทย และทำงานแบบมืออาชีพ

เลิกวิ่งเต้นหาตำแหน่ง เลิกเก็บส่วยหรือเป็นผู้มีสีที่มีอิทธิพลและบรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพวกอยู่ในพื้นที่ต้องรู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร
ประเทศชาติต้องสูญเสียกำลังพลและคนไทยต้องเซ่นสังเวยนับหมื่นคนและทุ่มเทเงินงบประมาณหลายแสนล้านบาท แล้วจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ตลอดไปหรือ ?
 บัญญัติ (เมืองนรา)

  ตอบ คุณ ‘บัญญัติ’ เมืองนรา
ในฐานะคนไทยที่มีจิตใจรักชาติสุดชีวิต ผมเองก็ตกใจและสิ้นหวังเพราะไม่รู้ว่าอีกกี่ปีภาคใต้จะสงบสุขหรือแผ่นดินไม่ลุกเป็นไฟเช่นนี้
ปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายที่นราธิวาส ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าพวกโจรใต้ไม่ใช่โจรกระจอกเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยแดนไกลพูด หากแต่มีแผนการก่อเหตุร้ายอย่างมีแบบแผนกลยุทธ์หรือยุทธวิธีที่ผ่านหลักสูตรก่อการร้ายต่างประเทศและต้องมีเงินทุนช่วยเหลือมหาศาล เพื่อทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งแยกดินแดน
โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และไม่กลัวทหารตำรวจที่มีอยู่เต็มไปหมดและหากปล่อยไว้ ปักษ์ใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดใต้จะกลายเป็นแดนมิคสัญญีเหมือนซีเรียแดนสงครามกลางเมือง

หันไปดูนายกรัฐมนตรีหรือบรรดาขุนทหารแม่ทัพนายกอง หรือรัฐมนตรีกลาโหมก็ได้ แค่แสดงความเสียใจและประกาศจะจัดการให้เด็ดขาด แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปตามสายลม

ผมขอบอกว่าอาวุธที่ยึดไปจากทหาร-ตำรวจหลายครั้งหลายหนจะหวนกลับมาทำลายชีวิต-ทำลายความสงบสุขของคนไทย
ขอให้ดับไฟใต้โดยทันทีอย่างรุนแรงเฉียบขาดในรัฐบาลนี้เพระมีอำนาจอยู่เต็มมือ !
   อ๊อด เทอร์โบ