บ่ได้ยินเสียง “พาทักษิณกลับบ้าน” สมรภูมิที่เปลี่ยนไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ่ได้ยินเสียง “พาทักษิณกลับบ้าน” สมรภูมิที่เปลี่ยนไป

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
พาทักษิณกลับบ้าน,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคตระกูลเพื่อ,ยิ่งลักษณ์,เลือกตั้ง 2562,การเลือกตั้ง,การเมืองไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคไทยรักไทย,พรรคเพื่อชาติ,นปช
เปิดอ่าน 2,095 ครั้ง

ปี 2554 คนเสื้อแดงปั่นกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ตามด้วยเพลง “คิดฮอดบ้าน” ที่ทักษิณขับร้อง ชาวรากหญ้าเลยเข้าคูหากาบัตรเลือกเพื่อไทยท่วมท้น แต่ปีนี้…เงียบ

000 นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ได้ตั้งข้อสังเกตจากการหาเสียงของ “พรรคตระกูลเพื่อ” ในสมรภูมิภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน พบว่าไม่มีการชูสโลแกน “พาทักษิณกลับบ้าน” บนเวทีปราศรัย เหมือนฤดูเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ถ้ายังจำกันได้ ปี 2550 มีการแจกแผ่นซีดีกลอนลำ “คิดฮอดทักษิณ” พ่อใหญ่แม่ใหญ่ได้ฟัง น้ำตาไหลพรากๆ อยากให้อดีตนายกฯ กลับบ้าน

000 มาถึงปี 2554 คนเสื้อแดงปั่นกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ตามด้วยเพลง “คิดฮอดบ้าน” ที่ทักษิณขับร้อง ส่งผลให้ชาวรากหญ้าเข้าคูหากาบัตรเลือกเพื่อไทย จนได้คะแนนเสียงท่วมท้น แต่ปีนี้ กกต.ออกกฎเข้มเกี่ยวกับการหาเสียง เลยทำให้ “พรรคตระกูลเพื่อ” ไม่กล้าเอ่ยถึงคนแดนไกล

000 โฟกัสไปที่สังเวียนเลือกตั้งอีสาน 20 จังหวัด สมัยที่แล้ว มีเพียง 6 จังหวัดเท่านั้นที่ค่ายเพื่อไทย “ไม่ชนะยกจังหวัด” คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ แต่ครั้งนี้ โอกาสที่เพื่อไทยจะกำชัยแบบไม่ยกจังหวัด เพิ่มเป็น 11 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ขอนแก่น เลย กาฬสินธุ์ และบึงกาฬ

อนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต ส.ส. 7 สมัย กลับสู่สนามอีกหน

000 ยุทธภูมิร้อยเอ็ด กล่าวได้ว่าเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของคนเสื้อแดง ค่ายเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น แต่จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด จาก 7 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย อาจพ่ายแพ้ถึง 4 เขต เริ่มจากเขต 1 “อนุรักษ์ จุรีมาศ” ค่ายชาติไทยพัฒนา เหนือกว่าแชมป์เก่า “วราวงษ์ พันธุ์ศิลา” ค่ายเพื่อไทย เขต 2 “รัชนี พลซื่อ” ค่ายพลังประชารัฐ อาจเบียด “ฉลาด ขามช่วง” ค่ายเพื่อไทยเข้าป้าย

เอกภาพ – รัชนี มีลุ้นที่ร้อยเอ็ด

000 พลังประชารัฐร้อยเอ็ด ยังมีโอกาสชนะเพื่อไทยอีก 2 เขตคือ เขต 3 “เอกภาพ พลซื่อ” ที่ทำงานพื้นที่ได้ดีกว่าแชมป์เก่า “นิรมิต สุจารี” และที่เขต 4 “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย” มีคะแนนนิยมเหนือกว่าอดีต ส.ส.จอมเก๋า “นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” ส่วนอีก 3 เขตโซนทุ่งกุลาร้องไห้ อดีต ส.ส.เพื่อไทย คงเอาชนะคู่แข่งหน้าใหม่ที่ห่างชั้นไปได้ไม่ยาก

สจ.โอ๋น้อย ตวงรัตน์ ลุยทุกหมู่บ้านเพราะรู้ว่าเป็นรอง

000 อย่างไรก็ตาม พลังคนเสื้อแดงในภาคเหนือตอนบน ยังเป็นเสียงชี้ขาดชัยของ “พรรคตระกูลเพื่อ” ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ ลำพูน และลำปาง โดยมีเพียงสนามพะเยา จังหวัดเดียวที่ต้องลุ้นระหว่าง “กระแสนายใหญ่” กับ “กระแสผู้มากบารมีคนใหม่”

ทีมชากังราว ทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ

000 ภาคเหนือตอนล่าง กระแสเสื้อแดงมีอยู่เป็นหย่อมๆ แต่ก็ยังประมาทกระแสคนแดนไกลไม่ได้ ทั้งสนามสุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ฉะนั้น ทีมพลังประชารัฐ โดยการนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คงต้องทำการบ้านอย่างหนัก

000 เฉพาะที่กำแพงเพชร เขต 2 แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ที่แปรพักตร์ไปอยู่ค่ายพลังประชารัฐ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเขตนี้ “ไวพจน์” ต้องสู้กับกระแส ปชป. เมื่อ “นพ.ปรีชา มุสิกุล” อดีต ส.ส.หลายสมัย ขยับขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ และส่งลูกชาย “สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามแทน

ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

หาเสียงแบบไวพจน์ สู้กระแสแดงทักษิณ

000 ตรงกันข้าม ที่กำแพงเพชร เขต 3 “อนันต์ ผลอำนวย” แชมป์เก่าจากค่ายเพื่อไทยที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ เจอมวลชนรากหญ้าคนรักทักษิณแถวคลองลานไม่แฮปปี้ แต่ด้วยบารมีของพ่อตาอย่าง “เจ้าพ่อคลองขลุง” สนั่น สบายเมือง อาจพลิกเกมกล่อมคนเสื้อแดงสำเร็จในโค้งสุดท้าย

000 ไม่ได้หายหน้าไปไหน แม้พรรคคนไทยจะยุติบทบาทไปแล้ว แต่ “อุเทน ชาติภิญโญ” อดีตหัวหน้าพรรค ยังทำหน้าที่คล้ายเสนาธิการหลังม่านให้แก่ทีมผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ สมุทรสาคร ประกอบด้วยเขต 1 อัคคเดช สุวรรณชัย อดีต นายก อบจ.สมุทรสาคร, เขต 2 มาโนช เอี่ยมประเสริฐ อดีตรองอธิการบดีสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร และเขต 3 จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ อดีตประธานสภาจังหวัด เนื่องจากทั้งสามคนนี้ทำงานร่วมกับพรรคคนไทยมานานกว่า 5 ปีแล้ว

จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ เขต 3 สมุทรสาคร

000 ในสนามเลือกตั้ง 3 เขตเมืองมหาชัย “อุเทน” ฝากความหวังไว้กับ “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” อดีต ส.อบจ.สมุทรสาคร เขตบ้านแพ้ว โดยต้องฝ่าด่านหิน “ทีมเฮียม้อ” จากพรรคชาติไทยพัฒนา และแชมป์เก่า “นิติรัฐ สุนทรวร” พรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นหญิงแกร่งแห่งบ้านแพ้ว ก็เชื่อว่า “จอมขวัญ” จะเบียดเข้าป้ายได้

“นิติรัฐ สุนทรวร” แชมป์เก่าเขต 3 สมุทรสาคร

000 การเมืองไทย หลังวันตัดสิน “คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ” อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากระแสคนแดนไกลจะแรงปานพายุถล่มฝ่ายตรงข้ามแหลกลาญ หรือเกิดความอลหม่านบ้านแตกรอบใหม่

ชายขอบโคราช “แรมโบ้” เจอของหนัก “กำนันป้อ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชายขอบโคราช “แรมโบ้” เจอของหนัก “กำนันป้อ”

วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 09:45 น.
แรมโบ้อีสาน,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,กำนันป้อ,วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล,อนุทิน ชาญวีรกูล,อีโต้อีสาน,ธีระชัย แสนแก้ว,เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,ยิ่งลักษณ์,พรรคพลังประชารัฐ,เสื้อแดง
เปิดอ่าน 5,855 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

สังเวียนเลือกตั้งนครโคราช จัดว่าใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร จากพื้นที่การปกครอง 32 อำเภอ มีเขตเลือกตั้ง 14 เขต พรรคการเมืองใหญ่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เต็มอัตราศึก ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย

ทุกเขตเลือกตั้งสู้กันถึงขั้นติดดาบปลายปืนแน่ โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 10 (อ.ครบุรี อ.เสิงสาง อ.วังน้ำเขียว เฉพาะ ต.วังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี)

คู่เอกของเขตนี้คือ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย กับ “พรชัย อำนวยทรัพย์” อดีต ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.เสิงสาง

“พรชัย อำนวยทรัพย์”  ตัวแทนกำนันป้อในเขต 10

ลำพัง ส.จ.พรชัย ไม่เท่าไรหรอก ต้องโฟกัสไปที่ลูกพี่ใหญ่ “กำนันป้อ” วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่วางแผนหาเสียงมาเกือบปี หลังเจรจากับอนุทิน ชาญวีรกูล เรียบร้อยแล้ว

“สุภรณ์” เล่นการเมืองมานาน โดยเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย เมื่ออยู่ในสภาได้จับคู่กับ ธีระชัย แสนแก้ว ส.ส.อุดรฯ ตั้งฉายา “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” รับบทองครักษ์พิทักษ์พรรคไทยรักไทยและทักษิณ

“สุภรณ์ อัตถาวงศ์”

หลังเนวิน ชิดชอบ แยกทางจาก “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย สุภรณ์กับธีระชัยก็เดินคนละเส้นทาง แรมโบ้อีสานกลายเป็นแกนนำ นปช. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์

เลือกตั้ง 2554 สุภรณ์ให้น้องชาย สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย และได้เป็น ส.ส.เขต 10 นครราชสีมา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สุภรณ์มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการทำงานมวลชนช่วยรัฐบาลหลายกรณี

“กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

ที่โด่งดังมาก ก็คือจัดตั้ง “อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ” (อพปช.) ทำให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 กอ.รมน.ภาค 2 จึงคุมตัวสุภรณ์เข้าค่ายทหาร 7 วัน จากนั้น สุภรณ์ได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ สุภรณ์จึงเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ยอมถูกพวกเดียวกันตราหน้าว่าเป็นคนทรยศอุดมการณ์คนเสื้อแดง

          ศึกเลือกตั้งหนนี้ “แรมโบ้อีสาน” เหนื่อยกว่าทุกครั้งแน่ เพราะเจอคู่แข่งระดับ “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ประธานบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด

นอกจากเป็นเสี่ยโรงแป้งมัน “กำนันป้อ” ยังมีหัวโขนกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง

แรมโบ้อีสาน เดิมพันอนาคตการเมือง

ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” มีบทบาทการเมืองในโคราชมาก่อนหน้านี้ โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” (เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว) เคยเป็น ส.ส.นครราชสีมา มาแล้ว นอกจากนั้น สามีของจิตรวรรณคือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส.ว.นครราชสีมา

การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2557 ที่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะนั้น “กำนันป้อ” ส่งลูกชาย กฤษฎิ์หิรัญ หวังศุภกิจโกศล สวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสนามเขต 10 เอาชนะบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พรรคภูมิใจไทยไปได้

กำนันป้อ เดินสายหาเสียงล่วงหน้ามาแต่กลางปีที่แล้ว

เที่ยวนี้ กำนันป้อ ไม่ได้ส่งทายาทและญาติพี่น้องลง ส.ส.เขต แต่ดัน ส.จ.คนสนิทลงเขต 10 โดยตัวกำนันป้อเองเป็นกองหนุนชั้นเยี่ยม

          สำหรับ “แรมโบ้อีสาน” จะแพ้ไม่ได้ เพราะคนเสืิ้อแดงรอซ้ำเติมอยู่ และเชื่อว่า แกนนำตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐ คงไม่ปล่อยให้แรมโบ้พ่ายคาบ้านเกิด ครบุรี เป็นแน่ 

น้ำดำน้ำเดือด “เจ๊นาง” สางแค้น “โอสถานุเคราะห์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำดำน้ำเดือด “เจ๊นาง” สางแค้น “โอสถานุเคราะห์”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 15:00 น.
วีระวัฒน์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อรดี สุทธศรี,พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธ์,โสภณ ซารัมย์
เปิดอ่าน 3,625 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

คอการเมืองแถวถิ่นเมืองน้ำดำ บอกว่า เลือกตั้งหนนี้มีอะไรแปลกๆ ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในบางเขต และอีกอย่างเลือกตั้งลดจาก 6 เขต เหลือ 5 เขต ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ใหญ่ต้องเจอกันเอง

สนามเขต 2 อ.ยางตลาด, อ.ฆ้องชัย และ อ.กมลาไสย (เฉพาะ ต.หนองแปน ต.กมลาไสย ต.หลักเมือง และต.ธัญญา) กลายเป็นเขตชิงชัยที่น่าจับตายิ่ง

เมื่อแชมป์เก่า “วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์” พรรคเพื่อไทย เจอผู้ท้าชิงเจ้าเก่า “วันเพ็ญ เศรษฐรักษา” ฉายา “เจ๊นาง โรงทาน” พรรคภูมิใจไทย

ความปราชัยแบบน่าผิดหวังมากมายของ “เจ๊นาง” คือบทเรียนสำคัญยิ่ง ในการจะเอาชนะกระแสเพื่อไทย ดูจากผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2554 วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ได้ 54,937 คะแนน ทิ้งห่างวันเพ็ญ เศรษฐรักษา ที่ได้ 26,230 คะแนน

ตอนนั้น โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม เดินทางมาบัญชาการที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย อ.ยางตลาด ด้วยตัวเอง สุดท้าย “เจ๊นาง” ก็พ่ายกระแสปูแดงแรงฤทธิ์

พ.ศ.นี้ “วีระวัฒน์” วัย 80 ปี ขาดแม่ทัพใหญ่ “อรดี สุทธศรี” ที่เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บเมื่อปี 2560 อรดีเป็นอดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ 5 สมัย ที่เคยรับบทพี่เลี้ยงให้สามี ช่วยหาเสียงบวกกับกระแสยิ่งลักษณ์ จึงกำชัยสมัยที่แล้วได้ไม่ยากนัก

ทำไม “อรดี” สาวยางตลาด จึงไปเกี่ยวกับตระกูล “โอสถานุเคราะห์” ? เริ่มจากปี 2520 อรดีตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ เลือกตั้ง 2526 สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายทุนพรรคกิจสังคม มาลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น อรดีในฐาะลูกอีสานจึงลงมาช่วยหาเสียงเต็มที่ จนนายห้างสุรัตน์ และชวลิต โอสถานุเคราะห์ ได้เป็นผู้แทนฯ

เลือกตั้ง 2535 นายห้างสุรัตน์ ร่วมสร้างพรรคชาติพัฒนา จึงส่งอรดีลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ และได้เป็น ส.ส.ติดต่อกันมาหลายสมัย โดยช่วงหลัง อรดีย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

หัวคะแนนแถวยางตลาด พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สิ้นอรดี วีระวัฒน์ก็เหมือนสิ้นกำลังใจ” แม้ทัพใหญ่ของคุณหญิงสุดารัตน์ จะยกพลมาปราศรัยเรียกขวัญและกำลังใจ แต่สถานการณ์แชมป์เก่าก็น่าห่วง

ฝ่ายผู้ท้าชิง “เจ๊นาง” วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ และเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยุทธชัยการโยธา อ.ยางตลาด เช็ดน้ำตาหลังการปราชัย เก็บรับบทเรียนในอดีต ก็เดินหน้าเปิด “โรงทาน” ดูแลชาวบ้านต่อเนื่อง และยังต่อสายกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ตลอดเวลา

“เจ๊นาง” มีชื่อเสียงมาจากการทำกิจกรรมทางสังคมช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาด โดยเริ่มหาเสียงอย่างจริงจังมาแต่ต้นปี 2560 อย่างตอนน้ำท่วมอีสาน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ขับเครื่องบินส่วนตัวไปลงที่สนามบินขอนแก่น แล้วต่อรถไปมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนใน 4 ตำบลของ อ.ยางตลาด

เที่ยวนี้ “โสภณ ซารัมย์” หวังเต็มเปี่ยมว่า “เจ๊นาง” จะเอาชนะแชมป์เก่าวัย 80 ปีได้แน่ๆ ด้วยเหตุผลที่เจ๊นาง ได้รับฉายาว่า “เจ๊นาง โรงทาน” ออกกองบวช จัดโรงทานตามงานบุญประเพณีตามวัด และหมู่บ้านต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน อีกอย่างประชาชน ก็เริ่มหันมาเลือกตัวบุคคลรุ่นใหม่ จึงทำให้เขตนี้ เจ๊นาง โรงทาน คะแนนนิยมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ลึกๆ โสภณประเมินกระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่ได้แรงเหมือนปี 2554 และภูมิใจไทยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เป็นพรรคทางเลือก ไม่ใช่คู่แค้นพรรคนายใหญ่

โปรเจกท์ยักษ์ สร้างเมืองทหาร โจทย์ใหม่ขยี้กองทัพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364037?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรเจกท์ยักษ์ สร้างเมืองทหาร โจทย์ใหม่ขยี้กองทัพ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:45 น.
ถอดรหัสลายพราง,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กองทัพ,ทหาร
เปิดอ่าน 4,259 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

กองทัพไม่ได้กังวลอนาคตทางการเมืองหลังวันที่ 24 มีนาคม 2562 หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะจับมือกับพรรคในเครือข่ายและขั้วตรงข้ามคสช.อย่าง อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย หลังมีนโยบายสอดคล้องเรื่องปฏิรูปกองทัพลดงบประมาณและกำลังพล

นโยบายดังกล่าวเป็นเพียง ‘วาทกรรม’ หรือการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองที่มีส่วนได้เสียกับกองทัพ เพื่อหวังดึงคะแนนเสียง แต่ในทางปฏิบัติถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

เนื่องจากบริบทภารกิจที่มีความหลากหลายมิติ

และกองทัพยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารประเทศให้แก่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

การปฏิรูปกองทัพไม่ใช่เรื่องใหม่และมีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เพื่อให้ทันต่อสังคมโลก แต่กรณีพรรคการเมืองต่างขั้ว รัฐบาลคสช.ประกาศความมุ่งหวังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง จัดระเบียบกันใหม่ นั่นเพราะว่าแทบทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหาเกิดความวุ่นวายจนนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติกองทัพมักจะเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาผ่านรัฐประหาร รวมถึงผลพวงจากการคงอำนาจของรัฐบาล-คสช. ที่เกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่จะชี้ให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลได้ชัดขึ้นเพราะรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด คือการยึดอำนาจรัฐบาลในขั้วอำนาจเดิม ที่มีบุคคลในตระกูลชินวัตรขับเคลื่อนอยู่

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคสช.พยายามปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็กและแข็งแรงเช่นเดียวกับนานาประเทศ โดยเฉพาะการวางกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ก็ยังติดปัญหาที่กำลังพลส่วนใหญ่ยังผูกขาดกับภารกิจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่เส้นทางระหว่างนี้อาจไม่ราบรื่นมากนัก โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของกองทัพบกเสี่ยงจะถูกพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามหยิบมาเป็นเงื่อนไขโจมตีอีกครั้ง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบก้อนโต รองรับการย้ายที่ตั้งหน่วยรบทั้งหมดในพื้นที่ กทม.ไปต่างจังหวัดให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการกลางปี 2562 นี้

สำหรับหน่วยที่จะถูกย้าย อาทิ กองร้อยทหารม้า (ลาดตระเวน) ที่ 1(ร้อย.ม.(ลว.)1) กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.), กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4.รอ) กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยาน (ปตอ.) กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1พัน.2 รอ.) กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน3 รอ.)

ส่วนที่ตั้งเดิมของหน่วยทหารทั้งหมดจะนำไปใช้ประโยชน์หลายด้านทั้งการขยายพื้นที่ให้หน่วยทหารอื่นที่ยังมีที่ตั้งใน กทม. การเปิดพื้นที่สีเขียวฟอกปอดให้คนกรุงลดความคับคั่งของประชากรและการจราจร

ที่สำคัญสามารถขจัดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองในเรื่องการทำรัฐประหาร หากหน่วยกำลังรบที่ใช้ยึดอำนาจอยู่ไกลจากเมืองหลวง

สำหรับที่ตั้งหน่วยทหารเหล่านี้จะถูกกระจายไปประจำต่างจังหวัดในคราวเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดความโดดเดี่ยว เช่น จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.สมุทรสาคร เป็นต้น ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะสร้างเป็นเขตเมืองใหม่ หรือเมืองทหาร ต้องใช้งบประมาณสูงพอสมควร ประกอบด้วยสิ่งสาธารณูปโภคครบครัน เช่น บ้านพัก ตลาด ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อชดเชยให้กำลังพลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้กองทัพบกยังมีแผนลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากเดิม 100% เหลือ 75% ส่วนอีก 25% จะนำไปปรับปรุงยุทโธปกรณ์เดิมให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าที่มีอยู่เพียงพอแล้วในการรองรับภัยคุกคามในปัจจุบัน อีกทั้งความสัมพันธ์ทางทหารทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ผบ.เหล่าทัพ กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสจะเกิดปะทะมีน้อย

ในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากรัฐบาลทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตย กองทัพก็กำลังปฏิรูปตัวเองทั้งด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และที่ตั้งหน่วยทหาร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดรับกับบริบททางการเมือง

เกม”ยุบพรรค”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกม”ยุบพรรค”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:41 น.
ศรีสุวรรณ จรรยา,เกมยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,016 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปข้อมูลตัวเลขผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งนี้ มีจำนวนกว่า 1 หมื่นคน จาก 76 พรรคการเมือง เป็นการเลือกตั้งเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 8 ปี และครั้งแรกของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เขียนขึ้นภายใต้การกำกับของรัฐบาลคสช.และแม่น้ำหลายสาย

และยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 24 มีนาคม อุณหภูมิการเมืองก็ปรับตัวสูงมากขึ้น การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเข้าสู่โหมดตะลุมบอนเต็มรูปแบบ ดุเดือดเลือดพล่าน

เกมการเมืองหนึ่งที่งัดเอามาใช้กันอยู่ในขณะนี้ที่เห็นได้ชัดคือ การยื่นยุบพรรคการเมือง

ที่รวบรวมได้ตอนนี้มีหลายพรรคการเมืองด้วยกันที่ถูกร้องให้ยุบ

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องกกต.เพื่อให้ส่งศาลรธน. ยุบ พรรคอนาคตใหม่ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การเลือกตั้ง พ.ศ.2561 กรณีเว็บไซต์ “พรรคอนาคตใหม่” ลงประวัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อ้างว่าเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2551-2555 ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายนพดล อมรเวช หัวหน้าพรรครวมใจไทย ยื่นคำร้องถึงประธานกกต. เพื่อให้ส่งศาลรธน. สั่งยุบพรรคการเมืองจำนวน 12 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคพลังปวงชนไทย พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล และพรรคภราดรภาพ  กรณีที่พบว่ามีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองเหล่านี้แก้ไขระยะเวลาการเข้าเป็นสมาชิกของผู้สมัครในระบบข้อมูลสมาชิกพรรค ให้ผู้สมัครเป็นผู้มีคุณสมบัติครบในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เข้าข่ายกระทำผิดพ.ร.ป.พรรคการเมือง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยื่นต่อกกต.เพื่อให้ส่งศาลรธน. ยุบพรรคพลังประชารัฐ กรณีเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรค ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่เป็น ผบ.ทบ. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลในขณะนั้น

ดังนั้นการที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรค จึงเข้าข่ายผิดพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 มีการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายเอกภพ เหล่าลาภะ เลขาธิการศูนย์ประสานงานองค์กรชาวพุทธแห่งชาติ ยื่นต่อ กกต. ให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป จากการที่พรรคนำพระพุทธศาสนามาหาเสียงด้วยการอ้างถึง “พระพุทธเจ้า” ในป้ายหาเสียง  ซึ่ง กกต.ตอบกลับว่า กรณีดังกล่าวไม่ผิดพ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561

นี่ไม่รวมถึงกรณีที่ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล รธน. เพื่อสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ภายหลัง กกต.พบว่าหนังสือแจ้งรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ มีการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 เพราะเป็นเรื่องที่ กกต. พบว่าเข้าข่ายกระทำผิดและยื่นต่อศาลรัฐธรรมเองโดยไม่เกี่ยวกับมีใครมาร้องให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

เรื่องเกมยุบพรรค พรรคการเมืองกลัวกันหนักหนาถึงกับหลายพรรคการเมืองไม่ยอมให้แกนนำหรือคนสำคัญของพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง อย่างพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์   ก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคพรรคเพื่่อไทย โดยทางพรรคเพื่อไทยหาตำแหน่งให้เป็น “ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค” แทน เพื่อให้คุณหญิงสุดารัตน์ อยู่ในเซฟตี้โซน เพราะตามกฎหมายในกรณีที่พรรคการเมืองใดถูกยุบกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง
บางพรรคการเมืองก็ใช้วิธีการตั้งพรรคสาขาขึ้นเผื่อว่าถ้าพรรคการเมืองหลักถูกยุบก็ยังมีพรรคการเมืองของพวกตนเหลืออยู่ (แต่อาจลืมนึกไปว่าการตั้งพรรคสาขาหลายๆ พรรค อาจไม่เป็นผลดีในระบบเลือกตั้งแบบ “บัตรเดียว” ที่ใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้  เพราะทำให้ประชาชนสับสน และคะแนนเสียงสนับสนุนกระจายตัว ไปๆ มาๆ อาจได้จำนวน ส.ส. รวมแล้วน้อยลง)

นอกจากนี้การใช้เกมยื่นยุบพรรคการเมืองด้วยข้อหาที่ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะยุบหรือไม่ยุบ ต้องใช้เวลามากพอสมควร ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดถูกยื่นยุบแม้จะยังไม่ถูกยุบในทางปฏิบัติก็ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นอาจทำให้ประชาชนหวั่นเกรงว่าถ้าเลือกพรรคการเมืองนี้ไปสุดท้ายก็ถูกยุบ การเมืองวุ่นวายอยู่ดี จึงอาจหันไปลงคะแนนให้พรรคอื่น ขั้วอื่น

ที่สำคัญการยุบพรรคการเมืองยังส่งผลว่าหากพรรคการเมืองใดถูกยุบไปก่อนเลือกตั้งแกนนำหรือคนสำคัญของพรรคการเมืองนั้นที่ถูกเสนอชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรคฯนั้น  ก็จะไม่ถูกเสนอชื่อให้โหวตในรัฐสภาเป็นนายกรัฐมนตรี
เห็นไหม… เกมยุบพรรคการเมือง มันช่างน่ากลัวจริงๆ

“สายเขียว”จะเฮดังได้ไหม?หาก”ภท.”ดันกัญชาเสรีได้จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สายเขียว”จะเฮดังได้ไหม?หาก”ภท.”ดันกัญชาเสรีได้จริง

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:25 น.
รงค์ วงษ์สวรรค์,กัญชา,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 531 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ใครเล่าจะเชื่อว่าวันนี้กัญชาอาจจะกลาย “เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและค้าขายได้” และคำว่า “กัญชาธิปไตย” ซึ่ง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับนำมาใช้เมื่อราวๆ กว่า 40 ปีในหลากอารมณ์อักษร วันนี้ “กัญชา” คือหนึ่งในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยนำเสนอกับสังคมว่าหากปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น จะมีรายได้ปีละ 420,000 บาท…

“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกับ “เครือเนชั่น” เกี่ยวกับหลากนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าหวือหวาและฉีกแนวการหาเสียงจากช่วงที่ผ่านมามากว่า “นโยบายพรรคเกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการ พรรคคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประชาชน”

สิ่งที่พรรคคิดมาตั้งแต่แรกคือปัญหาใหญ่ของประเทศ คือปัญหาความยากจนและหนี้สิน เพราะฉะนั้นเราควรมีการจัดเรียงลำดับปัญหาในสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ พรรคคิดว่าการนำเสนอนโยบายพรรคให้ประชาชนได้พิจารณานั้นทำได้จริง

เริ่มที่นโยบาย “สีเขียว” ที่ค่อนข้าง “ร้อน” กันก่อน ตามประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยบอกเอาไว้ว่า จะทลายข้อจำกัดเพื่อปากท้องประชาชนด้วยการปลูกกัญชาเสรีนั้น

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า “เราจะทลายข้อจำกัดหลายอย่าง เพื่อให้คนไทยสามารถประกอบอาชีพอย่างมีเสรีภาพและมีรายได้จากศักยภาพของตนเอง เรื่องกัญชานั้น ใช้ตามหลักของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา คือ 1.ให้สามารถใช้ในเชิงการแพทย์ได้ 2.ใช้ในเชิงพาณิชย์ 3.จำกัดจำนวนที่ปลูกที่บ้านและลงทะเบียน

บางคนถามว่ากัญชาเสรีนั้นยังมีสถานะยาเสพติดไหม ผมถามกลับว่า ถ้าไม่เสพจะมีอาการไหม บางคนอาจจะเคยรับประทานกัญชาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกลงแดงอยากลองอีก

บางคนบอกว่ามีโอกาสที่จะมอมเมาสังคม ผมถามว่า วันนี้ก็มีสิ่งมอมเมาอยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว พรรคไม่ได้ไปสร้างเรื่องที่ไหน จากการค้นคว้าวิจัยก็พบว่าเสพกัญชาจะทำให้ง่วงนอน บางคนมองว่าจะมีปัญหาว่าเยาวชนเสพกัญชา เพราะอยู่ใกล้ตัวนั้น ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะคงไม่เสพกันทั่วไป”

เมื่อถามว่า การปลูก 6 ต้นจะมีรายได้ครอบครัวละ 420,000 บาทต่อปี เม็ดเงินนี้จะมาจากไหน เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยอธิบายว่า “แคลิฟอร์เนียขายกิโลกรัมละ 7 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทเป็นขั้นต่ำ แต่ที่แพงกว่าคือนำไปสกัดเป็นน้ำมันกัญชา ราคาขวดละ 1 แสนบาท และจะมีแพงไปถึง 5 แสนบาทถึง 1 ล้าน แม้ว่าพวกเขาจะมีการปลูกเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ทำให้ดีมานด์ซัพพลายลดลง”

จากกัญชา ว่าด้วยพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ซึ่งภูมิใจไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ไว้ น่าติดตามผลในทางปฏิบัติ

ศักดิ์สยามเล่าว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง พรรคนำเรื่องนี้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าพรรคมีนโยบายอะไรบ้าง พรรคจะแปรนโยบาย 12 ด้านไปสู่การปฏิบัติ โดยการจัดทำพระราชบัญญัติ 12 เรื่อง ซึ่งมันพร้อมที่จะสามารถผลักดันเป็นกฎหมายหลังเลือกตั้งทันที ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับอนุญาตจากประชาชนให้ไปทำหน้าที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ปัญหาความยากจนและหนี้สินของประชาชนทุกระดับชั้น กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ เกษตรกร โดยพรรคเห็นว่าการที่พวกเขาไปทำการเกษตร ปลูกพืชเศรษฐกิจแต่ละชนิด เช่น ข้าว ยาง มัน ปาล์ม อ้อย พืชเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือกลไกการกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม พรรคมองเห็นว่าพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่ง คือ “อ้อย” ที่มี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ดูแล มีการแบ่งและกำหนดราคา คือแบ่งกำไรอย่างเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ แบ่งกันตามสัดส่วน 70 ต่อ 30 มาสามสิบปีเศษแล้ว ทำไมพืชเศรษฐกิจตัวอื่นถึงไม่มีกฎหมายแบบนี้มารองรับ

พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ มักจะมีเรื่องที่สะท้อนกลับมาตลอดคือ ลงทุนและลงแรงมากที่สุดแล้วก็ขาดทุนมากที่สุด ในขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ตรงกลางน้ำ คือผู้แปรรูป หรือผู้อยู่ปลายน้ำคือผู้ขาย ไม่เคยมีใครที่จะต้องมาเสี่ยงขาดทุน คือผู้ประกอบการที่อยู่กลางน้ำกับปลายน้ำกำไรตลอดเวลา ปัญหาคือโครงสร้างในการกำหนดกลไกราคา เพราะฉะนั้น พรรคใช้ตัวแบบคืออ้อยมาศึกษา ปรากฏว่าพืชตัวอื่นๆ ก็ทำได้ หากทำแบบนี้ได้ ราคาสินค้าเกษตรจะเปลี่ยนไปทันที

เรานำเอาต้นทุนเป็นหลัก คือ ใครลงทุนมากหลังจากมีกำไร ก็ต้องได้แบ่งกำไรไปมาก มันคือความเป็นธรรมที่ควรเกิดขึ้น แบบนี้จะไม่มีใครขาดทุน ยกตัวอย่าง ข้าวหอมมะลิ ข้อมูลในปีนี้ถ้าเป็นโครงสร้างปกติในขณะนี้ จะขายได้ประมาณ 18,000 บาทต่อตัน ถ้าใช้กลไกกฎหมายที่พรรคร่างไว้มาดำเนินการ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะได้กำไรเพิ่มอีก 1,500 บาทต่อตัน หรือข้าวขาวก็ขยับจากตันละ 7,000 กว่าบาทในวันนี้เป็น 8,700 บาท ซึ่งนี่เป็นแค่การบริหารจัดการ ไม่มีการใช้งบประมาณ ซึ่งทำไม่ได้แล้ว กฎหมายห้าม “ประชานิยม” จะไปแทรกแซงโดยใช้วิธีรับจำนำ, ประกันราคานั้น ทำไม่ได้แล้ว ผมเป็นห่วงว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าไม่ดูกฎหมายให้ดีแล้วไปประกาศนโยบายที่ขัดกับกฎหมาย หลังการเลือกตั้งจะมีปัญหา”

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยบอกว่านโยบายต่างๆ นั้นศึกษามาแล้ว โดยเฉพาะโครงสร้างราคาสินค้าเกษตร คือต้องการแก้ระบบใหม่ทั้งหมด เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ใช่ เพียงแค่ออกกฎหมายเรื่องการแบ่งปันกำไรอย่างเป็นธรรม(Profit Sharing) เชื่อว่าเกษตรกรจะได้สัดส่วนการแบ่งกำไร 75% จากกำไรที่มี อีกตัวอย่างคือ มันสำปะหลัง พรรคคิดว่าราคาควรจะตกอยู่กิโลกรัมละ 4 บาท ปาล์มนั้น ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างแบ่งปันกำไร แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่นำสิ่งที่เป็นศักยภาพของประเทศมาใช้

“พืชเศรษฐกิจคือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย มีอยู่ 4 ชนิดที่เป็นพืชพลังงานได้คือ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านนี้คือบราซิลทำเอทานอล 100% และไม่ต้องนำเข้าปิโตรเลียม บราซิลมีการศึกษาปัญหาเรื่องที่จะให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อมาสร้างเป็นพืชพลังงาน ถ้าเป็นเรื่องพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตเป็นน้ำมัน ไม่แพง แต่ในส่วนนำปาล์มน้ำมันไปผลิตไฟฟ้าอาจจะดูแพง ถ้าไม่มองภาพรวมของประเทศ เช่น ภาคใต้มีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน การที่บ้านเราไม่นำปาล์มน้ำมันมาใช้ผลิตไฟฟ้า แต่โรงงานต้นแบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยทำเสร็จแล้วที่จ.กระบี่, ราชบุรี, บางปะกง แต่หัวใจจริง ๆ คือ จ.กระบี่ เพราะปาล์มปลูกมากที่ภาคใต้ วันนี้ปาล์มล้นตลาด และสินค้าที่เคยส่งไปที่อียู ขณะนี้ก็อาจจะมีปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับสุขภาพซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า หากเราผลิตไฟฟ้าด้วยปาล์มน้ำมัน อาจจะดูว่าต้นทุนสูงกว่าหากเทียบกับการนำถ่านลิกไนต์มาผลิตไฟฟ้า แต่สิ่งสำคัญคือปาล์มไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หากใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า มันจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวและชีวิตชาวประมงภาคใต้ ซึ่งกว่าจะคืนสภาพกลับมามันใช้เวลา สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อเกษตรกรมีตลาดที่สมบูรณ์ ผลิตออกมาก็ขายได้ สิ่งที่ตามมาคือเศรษฐกิจจะเกิดภาวะหมุนเวียน รัฐบาลจะมีรายได้คือเก็บภาษีได้มากขึ้น สิ่งต่างๆ จะต่อเนื่องกัน เครื่องจักรทุกตัวจะหมุนของมันเอง

หากถามว่าภาระเพิ่มขึ้นไหม ผมตอบว่าไม่ เพราะเรื่องพลังงาน ถ้าพักเรื่องไฟฟ้าไว้ มาดูเรื่องของการใช้พลังงานในเรื่องรถยนต์ เราขาดดุลการค้าในเรื่องการนำเข้าปิโตรเลียมมาตั้งเยอะ ถ้าเราใช้วิธีนี้ เราจะส่งออกด้วยซ้ำไป แล้วจะได้มีรายได้กลับมา พอรัฐมีรายได้ สิ่งต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาตามมา

ถ้าเราบริหารโดยการใช้โครงสร้างบริหารสินค้าเกษตร คือมีกฎหมายแบบอ้อย เราจะใช้เงินที่ได้จากการขาย (เม็ดเงินอยู่ในห่วงโซ่การผลิต) เรามีของมันอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐทำในอดีตคือนำงบประมาณเข้าไปแทรกแซง แล้วนำมาซึ่งการทุจริต สิ่งที่พรรคกำลังกระทำนั้นเป็นเรื่องความยั่งยืน ถามว่าอ้อยกับน้ำตาลทำมา 35 ปี วันนี้ไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ถ้ากฎหมายของเราทำแบบนี้ เราจะทำให้อ้อยซึ่งตันละประมาณ 800-1,000 บาท ราคาจะไปอยู่ที่ 1,200 บาทต่อตันทันที เพราะจะต้องนำผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาคิด วันนี้อ้อยคิดแค่เรื่องน้ำตาล ที่แบ่งกำไรกัน ร้อยละ 70/30 แต่ถ้านำเอากากน้ำตาลกับเอทานอลมาบวกด้วยพวกเขาจะได้ 1,200 บาทต่อตันเลย ถ้าคิดแบบนี้ รัฐเข้าบริหารจัดการควบคุม รับรองพี่น้องเกษตรกรรวย”

2562 “อันธพาลครองเมือง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2562 “อันธพาลครองเมือง”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,2562 อันธพาลครองเมือง
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พาดหัวข่าวใหญ่ ‘คม ชัด ลึก’ เมื่อ 16 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ‘จ่อข้อหาหนัก ซ่องโจร-กังขัง’ เรื่องแก๊งอันธพาลงานบวชทำร้ายร่างกาย-อนาจารเด็กนักเรียน ร.ร.มัธยมวัดสิงห์ เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นที่เศร้าสะเทือนใจอย่างมาก

เรื่องนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นให้ลงโทษพวกอันธพาลนี้อย่างหนักตามกฎหมายรวมถึงนายกรัฐมนตรี-ผบ.ตร.และประชาชนคนไทยที่รักสงบรักความยุติธรรม

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำจดหมายจาก ‘ครูน้อย’ กทม. แสดงความรู้สึกและขอให้ตำรวจจับกุมทุกคนรวมถึงให้ทางกรมการศาสนาหรือวัดวาอารามต่างๆ ได้โปรดออกระเบียบใหม่เรื่องการแห่นาคหรืองานบวชให้เป็นแบบพอเพียง เงียบสงบ ไม่รบกวนผู้อื่นและที่สำคัญต้องอย่าดื่มสุรายาเมาทำให้ขาดสติ

ถึงเวลาต้องปฏิรูปจัดระเบียบงานบวช-งานแห่นาคใหม่ได้แล้วตั้งแต่บัดนี้

 อ๊อด เทอร์โบ

***

  21 ก.พ.เข้าสู่ฤดูร้อน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนรุ่นเก่าเคยดูหนังเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ซึ่งคนรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมมีอันธพาลกวนเมือง-ครองเมือง โดยตำรวจไม่ปราบปรามให้สิ้นซาก

แต่นึกไม่ถึงว่า พ.ศ.2562 ยังจะมีอันธพาลครองเมืองและไม่ใช่เกิดห่างไกล-แต่อยู่แค่บางขุนเทียนนี่เอง

ข่าวคราวเรื่องราวทั้งหมดผมไม่ขอเล่าให้ฟังเพราะสื่อทุกชนิดได้แจ้งรายละเอียดอยู่แล้ว แต่อยากจะขอแจ้งความต้องการให้ตำรวจติดตามจับกุมคนป่วนเมืองมาลงโทษให้สาสมความผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้พ่อแม่ญาติโยมที่จะบวชลูกหลานได้โปรดนึกถึงความพอเพียง ประหยัดและมีสมาธิไม่จัดแบบฟุ้งเฟ้อรบกวนความสงบชาวบ้าน

ขอให้จัดระเบียบงานบวชนาค-งานบวช ใหม่ งดการดื่ม-การละเล่น-รวมถึงมหรสพอึกทึก ถึงเวลาปฏิรูปแล้วครับ
   ครูน้อย (กทม.)

  ซื้อของออนไลน์ถูกหลอก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันมีเรื่องแจ้งเตือนมายังทุกท่านที่ซื้อของ ซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะเจอเข้ากับตัวเองเพราะได้รับของที่ไม่ตรงกับที่ดิฉันสั่งซื้อไป จึงขอแจ้งมาให้โปรดระวังและให้ สคบ.ช่วยจัดการตามกฎหมายเพราะเข้าข่ายหลอกลวง

วันก่อนเห็น สคบ.ให้ระวัง ซึ่งดิฉันรีบบอกมาอีกโดยเกรงว่าหลายคนจะตกเป็นเหยื่อและทางการได้ออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการคือ

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งเตือนผู้บริโภคให้ระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอพพลิเคชั่นไลน์ มีความเสี่ยงที่จะได้สินค้าไม่ตรงตามที่สั่งซื้อไป โดยมีผู้ที่ถูกหลอกมาร้องเรียนกับสคบ.แล้วหลายร้อยราย ขณะที่สคบ.กำลังจับตาการซื้อสินค้าออนไลน์และเก็บเงินปลายทาง จะเป็นช่องทางของพวกมิจฉาชีพ

บางครั้งคนที่ต้องจ่ายเงินปลายทางอาจเป็นคนที่ไม่ได้ซื้อสินค้า เช่น เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุที่อยู่เฝ้าบ้านเห็นลูกซื้อสินค้ามาแล้วมีคนมาส่ง ก็จ่ายเงินให้จากการเก็บเงินปลายทาง โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่รู้ว่าสินค้าที่ส่งมานั้นคืออะไร แต่เก็บเงินไปแล้ว จากนั้นเมื่อเปิดดูสินค้ากลับพบว่าสินค้าที่จ่ายเงินไปไม่ตรงตามที่โฆษณาหรือเป็นสินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอก เมื่อมาแจ้งให้สคบ.ช่วยตรวจสอบ มิจฉาชีพกลุ่มนี้ก็ปิดเว็บไซต์หนี

เรื่องนี้เป็นที่สนใจในสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้บริโภครายหนึ่งซื้อรองเท้ายี่ห้อดังจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อได้รับสินค้ากลับพบว่าเป็นสินค้าปลอม เมื่อสอบถามไปยังผู้ส่งก็ปฏิเสธที่จะคืนเงิน

สคบ.ได้รับการร้องเรียนหลายครั้งจึงแจ้งเตือนให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง ตรวจสอบข้อมูลของผู้ขายให้ชัดเจนว่ามีการจดทะเบียนถูกต้องกับกรมธุรกิจการค้า เกี่ยวกับการทำธุรกิจค้าขายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซหรือไม่

หรือมีการจดทะเบียนขายตรงหรือตลาดแบบตรงกับ สคบ.หรือไม่ หากพบว่าไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องและมีความน่าสงสัยก็ให้ยกเลิกการซื้อสินค้าเพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง

ดิฉันเองขอตำหนิว่า สคบ.ควรจะทำงานให้ทันเหตุการณ์และไม่ใช่ทำแบบวัวหายล้อมคอก และอย่าเป็นยักษ์ไม่มีตะบองเพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ต้องดูแลประชาชนค่ะ
 ชบาแก้ว (รัชดา)

  ตอบ คุณ ‘ชบาแก้ว’
ก่อนอื่นขอเรียนว่ามีจดหมายจากประชาชนแจ้งเรื่องถูกหลอกลวงการซื้อสินค้าออนไลน์เช่นเดียวกันนี้ส่งมาหลายรายและต่างเสียเงินเสียทองไปโดยไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเจ้าของสินค้าปิดเว็บไซต์หนีหายไปแล้ว

ขอบคุณจดหมายของคุณที่ปรารถนาดีแจ้งเตือนมาและขอให้ทางสคบ.ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่อยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป หรือแค่บอกให้ระวัง

คิดว่าหาก สคบ.จะเอาใจใส่ทำงานโดยเข้มข้นและทันต่อสถานการณ์ เรื่องการซื้อสินค้าออนไลน์และตรวจสอบว่ามีการโฆษณาเกินจริงหรือไม่ จะได้จัดการดำเนินการตามกฎหมาย

ในหลายกรณีที่ผ่านมาประชาชนต้องทนรับกรรมถูกหลอกลวงเสียหาย เสียเงินและถูกมองว่าไม่ฉลาดเฉลียวเลยโดนหลอก-น่าเจ็บใจจริงๆ
         อ๊อด เทอร์โบ

“ตระกูลเพื่อ” ป่วน รู้ชะตากรรม “ทษช.” ถ้าหายไป 150 เขต?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตระกูลเพื่อ” ป่วน รู้ชะตากรรม “ทษช.” ถ้าหายไป 150 เขต?

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ปรีชาพล พงษ์พานิช,แคนดิเดตนายกฯ,พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,ซูเปอร์ดีล,การเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทษช,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 9,252 ครั้ง

ลุ้นระทึกไปอีกหนึ่งสัปดาห์เต็ม  กว่าจะถึงวันที่ 7 มีนาคม วันนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ คำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)!!

          000 แล้ววันนี้ก็มาถึง ใกล้ถึงจุดจบของ “ปรากฏการณ์สะเทือนแผ่นดิน” เมื่อ กกต. ได้ยื่นคำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้จึงไม่ไต่สวน โดยนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 7 มีนาคมนี้

          000 จากที่คนแดนไกลร่วมออกแบบ “พรรคพี่น้อง” หวังจะให้ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของ ทษช. เป็นจุดชี้ขาดชัยชนะให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้ในวันที่ 24 มีนาคม สถานการณ์พลิกผัน ทษช. กลับตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสุดๆ “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรคหนุ่ม คงต้องลุ้นระทึกไปอีกหนึ่งสัปดาห์เต็ม 

ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช

          000 หากคำตัดสินวันนั้นออกมาเป็นลบต่อพรรค ทษช. ปัญหาที่ตามมา พรรคเพื่อไทยจะเอายังไงกับ “150 เขต” ที่หายไป เพราะเดิมที “พรรคพี่” ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต เพียง 250 เขต ส่วน “พรรคน้อง” อย่าง ทษช. ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 175 เขต โดยมี 25 เขตที่แข่งกับเพื่อไทย แต่ไม่หวังได้ ส.ส.เขต เพราะต้องเก็บคะแนนตกน้ำมากกว่า 

          000 ยกเว้นพรรคเพื่อไทย ก็จะมีพรรคการเมืองในแนวทางเดียวกันอีกหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย ประชาชาติ พลังปวงชนไทย และพลังไทยรักไทย ซึ่งยังไม่รู้ว่าพรรคใดจะได้รับอานิสงส์มากน้อยแค่ไหนจากกรณี ทษช.เจอวิกฤติเลวร้ายที่สุด 

ทษช.ปราศรัยที่ชัยนาท แฟนคลับยังต้อนรับดี

          000 ลีลาแบบนักโต้วาทีของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค ทษช. ที่ขึ้นเวทีปราศรัยที่จ.นครปฐม วันก่อน “เลือกพรรคใหม่แต่หัวใจดวงเดิม เลือกพรรคใหม่แต่ท่านดูหน้าตาสิครับ นี่หมายถึงใคร พรรค ทษช. ‘ทษช.’ ย่อมาจากอะไร” ยังงี้ จะไม่ให้คนเขาวิจารณ์ว่ามีคนนอกพรรคคอยบงการได้อย่างไร?

ทีมยุทธศาสตร์ ทษช. ยังออกหาเสียง

          000 สัปดาห์ก่อนยังดูเงียบๆ แต่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล แถลงผลสำรวจกระแสแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (5–26 ก.พ.2562) ปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ร้อยละ 31.9 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ร้อยละ 53.5 ในการสำรวจครั้งล่าสุดคือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.6 เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก      

         

อนุทิน ชาญวีรกูล คะแนนนิยมดีขึ้น

          000 สนามเลือกตั้งบุรีรัมย์และสุรินทร์ เป็นหัวใจของพรรคภูมิใจไทย และ “เนวิน ชิดชอบ” เพราะถือว่าสุรินทร์ก็เป็นบ้านเกิดของพ่อ–กำนันชัย ชิดชอบ แต่ผลการเลือกตั้ง 2554 เนวินรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ที่สนามเมืองช้าง ค่ายสีน้ำเงินได้ ส.ส.มาแค่คนเดียวจาก 8 เขต ฉะนั้นเลือกตั้งปีนี้จึงมุ่งมั่นเพิ่มเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้       

          000 สมรภูมิสุรินทร์มี 7 เขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย ที่มีลุ้นสู้กับคู่แข่งอยู่ประมาณ 4 เขต โดยฝากความหวังที่เขต 1 “ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว ซึ่งเป็นแม่ทัพภูมิใจไทยเมืองช้าง ได้สร้างฐานคะแนนผ่านกีฬาฟุตบอลและมวยไทยต่อเนื่อง

เนวิน กับ ปกรณ์ มุ่งเจริญพร

          000 อีกคนหนึ่งที่เป็นความหวังของเนวิน เขต 2 “กิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ“ ลูกชาย “เสี่ยติ่ง” นายก อบจ.สุรินทร์ ที่สวมเสื้อภูมิใจไทย พ่ายภรรยาของ “ชูชัย มุ่งเจริญพร” อดีตส.ส.ค่ายเพื่อไทยสมัยที่แล้ว หนนี้ตัวชูชัยลงสนามเอง ศึกศักดิ์ศรี “ทุนใหญ่” คงสู้กันดุเดือดแน่

กิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ

          000 ส่วนพื้นที่หมู่บ้านช้าง เขต 3 สุรินทร์ “ศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา” อดีตนายก อบต.กระโพ น้องชายสุริยะ ร่วมพัฒนา อดีต ส.ส.สุรินทร์ ก็หวังทำศึกล้างตากับ “คุณากร ปรีชาชนะชัย” ลูกชายเถ้าแก่โรงสี อ.ท่าตูม ที่ได้เป็น ส.ส. เพราะกระแสยิ่งลักษณ์

คนเลี้ยงช้าง ศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา

          ปิดท้ายที่เขต 7 ค่ายเนวินก็คาดว่า “พรชัย มุ่งเจริญพร” อดีต ส.จ.สุรินทร์ จะเอาชนะชูศักดิ์ แอกทอง อดีต ส.ส.เพื่อไทย 4 สมัยได้ โดยมี “ซ้อกุล” ปทิดา ตันติรัตนานนท์ อดีต ส.อบจ.สุรินทร์ เขต อ.กาบเชิง ลงช่วยหาเสียงอีกแรง

ทรงศักดิ์ ทองศรี ทุ่มเต็มที่เพื่อภรรยา-แว่นฟ้า ทองศรี

          000 จากอีสานใต้ไปหัวเมืองชายฝั่งโขง “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในฐานะ “เขยบึงกาฬ” ขอลุ้นเต็มที่กับ “แว่นฟ้า ทองศรี” ภรรยาที่ลงสมัครส.ส.เขต 1 โดยลงสนามครั้งแรก แว่นฟ้า–ลูกหลานคนบึงกาฬ พ่ายกระแสยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ถอดใจ เกาะติดทำงานพื้นมาโดยตลอด สดับเสียงหัวคะแนน “แว่นฟ้า” มีโอกาสลุ้นมากกว่าหนที่แล้ว คนที่เหนื่อยจะเป็น เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย

ไม่ขับให้ดับเครื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ขับให้ดับเครื่อง

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
ไม่ขับให้ดับเครื่อง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หมอกควัน,อากาศพิษ
เปิดอ่าน 301 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
เวลานี้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งต่อไปก็จะมีปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผาป่าหรือไฟป่าตามมา

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนป้องกันไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะเกิดปัญหามลภาวะตาม ซึ่งทุกผ่ายต้องร่วมมือกัน

วันก่อนมีข่าวที่น่าสนใจจาก กทม.ว่าจะนำร่องเรื่องโครงการ ‘ไม่ขับ-ให้ดับเครื่อง’ ซึ่งจะเริ่มจากพนักงานขับรถของ กทม. เพราะหลายคนติดเครื่องขณะรอรับส่งหรือติดเครื่องเปิดแอร์เพราะอากาศร้อน

เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ ในส่วนของ กทม.ที่มีรถยนต์ในสังกัดถึง 10,000 คัน ได้ให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการลดฝุ่นละออง PM 2.5 ด้วยการกำชับพนักงานขับรถยนต์ดับเครื่องยนต์ทุกครั้ง เมื่อไม่ปฏิบัติงานหรือจอดรถรับ-ส่ง ประชาชนสามารถติดตามผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ที่เว็บไซต์ http://www.bangkokairquality.com หรือ Facebook: กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ผ่านทางโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และประมวลผลแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ในพื้นที่จุดเสี่ยง

ขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เปลี่ยนมาให้ระบบขนส่งสาธารณะ ใช้รถจักรยานหรือเดินเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนน ซึ่งเป็นการลดปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ

ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับเพราะควันพิษจากเครื่องยนต์พ่นออกจากท่อไอเสียรถยนต์-จักรยานยนต์ใน กทม.ที่มีเป็นแสนๆ คันต่อวัน หรือาจจะเป็นล้านจะทำให้อากาศเสียมีอันตรายต่อร่างกายระบบหายใจมากๆ ครับ

ทุกหน่วยงานโปรดช่วยกันออกกฎระเบียบตามโครงการ ‘ไม่ขับให้ดับเครื่อง’ นับตั้งแต่วันนี้และโดยเร็วที่สุด
  ศักดา (หัวลำโพง)

ooo

 ตอบ คุณ ‘ศักดา’ หัวลำโพง
เวลานี้หมอกควันอากาศเป็นพิษค่อยเบาบางลงบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าหากไม่หาทางป้องกันแบบระยะยาวแล้วต่อไปจะเกิดขึ้นอีก
ขอบคุณจดหมายที่มีสารประโยชน์ของคุณเรื่อง กทม.มีนโยบายรณรงค์โครงการ ‘ไม่ขับให้ดับเครื่อง’ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วชอบใจมากและขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคน

ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นข้อบงคับของ กทม.ฝ่ายเดียว ซึ่งหากช่วยกันแล้วผมเชื่อว่าอากาศใน กทม.จะบริสุทธิ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นพิษทำให้ตามัว-หายใจไม่ค่อยออก เช่นที่ผ่านมา

อย่าให้ต้องออกเป็นกฎหมายหรือบังคับกันเพียงแต่ร่วมมือกันโดยสมัครใจและมีความรับผิดชอบมีจิตสำนึกก็พอแล้ว
     อ๊อด เทอร์โบ
ooo

คุณ ‘สมบูรณ์’ พิษณุโลก ได้ส่งจดหมายเรื่อง “ไฮเปอร์ลูป” มาซึ่งเหมือนจะเป็นภาพยนตร์นวนิยายมากกว่าเรื่องจริง แต่เชื่อเถิดว่ากำลังเกิดขึ้นแล้วในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

‘ดับเครื่องชน’ ขอให้ศึกษาดูและแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลแต่รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม และ ‘ไฮเปอร์ลูป’ กำลังมีใช้แล้วที่ดูไบ แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่จะขยายต่อไปเป็นระหว่างเมืองและจะมาแทนรถไฟความเร็วสูงที่จะล้าสมัย

  ‘ไฮเปอร์ลูป’ 1,200 กม./ชม.
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมศึกษาเรื่องระบบการขนส่งที่เหมาะสมกับประเทศไทยของเราแล้วยังมีความหวังว่ารถไฟความเร็วสูงจะให้ประโยชน์สูงสุด แต่เวลานี้ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้ว่ารัฐบาลหน้าหรือชาติหน้าตอนบ่ายจะได้ใช้หรือไม่

กว่ารถไฟความเร็วสูงจะได้ใช้ผมว่าอาจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้เพราะหลายประเทศกำลังสนใจสร้างระบบขนส่ง ล่าสุดที่เรียกว่า ‘ไฮเปอร์ลูป’ ซึ่งมีความเร็วถึง 1,200 กม./ชม. เร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงหลายเท่าและทำให้ รฟท.ปัจจุบันของไทยกลายเป็นเต่าติดล้อไปเลย

ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีการขนส่งแบบใหม่ ซึ่งยานพาหนะจะเคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานที่เกิดจากอากาศ ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำความเร็วสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวงเงินการลงทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง

โดยจะนำเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปมาทดลองในเส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร และ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ระยะทาง 840 กิโลเมตร เนื่องจากการลงทุนไฮสปีดเทรนใน 2 เส้นทางนี้มีความคุ้มค่าทางการเงินต่ำ ถ้าเปลี่ยนมาลงทุนด้วยเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปจะมีความเป็นไปได้มากกว่า นอกจากนี้ ไฮเปอร์ลูปยังมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น ท่อเหล็กที่นำมาประกอบเป็นอุโมงค์ตัวรถ รวมถึงงานระบบที่สามารถผลิตในประเทศ

เวลานี้บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูป 6 บริษัททั่วโลก ขณะเดียวกันก็มีประเทศกว่า 40 แห่ง ที่ให้ความสนใจในการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น ประเทศจีนและอินโดนีเซียที่ได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ขณะที่โครงการในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส
ข้อดีของไฮเปอร์ลูปคือ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปรียบเทียบกับไฮสปีดเทรนที่ทำความเร็วสูงสุดแค่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไฮเปอร์ลูปยังมีต้นทุนน้อยกว่า ถ้าทำในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะเดินทางได้ในเวลา 30 นาที

สำหรับความเสถียรของเทคโนโลยี ความปลอดภัย ด้านวิศวกรรม ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งควรใช้งบลงทุนต่ำกว่าไฮสปีดอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงให้ สนข.ไปดูด้านกฎหมายว่า กรมรางฯ หรือกรมการขนส่งฯ ใครจะเป็นคนกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้ เพราะเป็นยานพาหนะที่อยู่ในท่อ ไม่ใช่ถนนหรือราง
ผมสรุปเรื่องข้อดีของไฮเปอร์ลูปมาให้ทราบและเชื่อว่าอีกนานกว่าจะมีใช้ในเทศของเรา เพราะขนาดรถไฟธรรมดาจะทำเป็นรถไฟความเร็วสูงยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่าเลย
     สมบูรณ์ (พิษณุโลก)

ooo

รายละเอียดข้อมูลต่างๆ นั้นโปรดศึกษาได้และสรุปว่าไฮเปอร์ลูปทำความเร็วสูงสุด 1,200 กม./ชม. หากใช้เส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ 700 กม. จะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

รถไฟความเร็วสูงวิ่งความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. จะกลายเป็นของเก่าล้าสมัยตกยุคไปเลย
   อ๊อด เทอร์โบ

ระบบตำรวจไม่ทำงาน…ทำอันธพาลครองเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระบบตำรวจไม่ทำงาน…ทำอันธพาลครองเมือง?

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
อาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,ปัญหาความรุนแรง,ในรั้วโรงเรียน,อันธพาล,ตำรวจ
เปิดอ่าน 2,626 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เหตุการณ์ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์มาแรงแซงทุกกระแส สังคมตั้งคำถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เมืองไทยกลับสู่ยุคอันธพาลครองเมืองกันอีกแล้วหรือ ถือเป็นประเด็นที่น่าถอดบทเรียน

เริ่มจากมุมมองการใช้ความรุนแรงของวัยรุ่นและเยาวชนกันก่อน อาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารอุเทนถวาย บอกว่า กว่า 80% ของปัญหาความรุนแรงในรั้วโรงเรียนมาจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเลยก็ว่าได้ เด็กบางคนมีครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือแหล่งเสื่อมโทรม ทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมต่างๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์สืบพงษ์ บอกว่า โรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่งมีปัญหาความรุนแรงมากกว่าช่างกลด้วยซ้ำไป ขณะที่วัยรุ่นในชุมชนต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ก็มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเยอะมาก อายุของผู้กระทำผิดก็น้อยลงเรื่อยๆ เรื่องสภาพแวดล้อมของเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถชักจูงให้กระทำรุนแรงรูปแบบต่างๆ ได้ง่ายมาก

ขณะที่มุมมองของนักอาชญาวิทยาอย่าง ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ บอกว่า คดีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ อายุของผู้ที่ก่อเหตุอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นด้วยซ้ำไป ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ และแสวงหาการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่มหรือเพื่อนรุ่นพี่ เช่น หากอยู่ในกลุ่มรถซิ่ง ก็อยากจะขับรถให้เก่ง หากอยู่กลุ่มที่ชอบมีเรื่องทะเลาะวิวาท ก็จะมีพฤติกรรมเป็นหัวโจกในการหาเรื่อง เพื่อให้ได้การยอมรับจากกลุ่มเพื่อนๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “พวกมากลากไป”

อาจารย์จอมเดช ยังมองในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายว่า จริงๆ ความผิดที่คนเหล่านี้ก่อ มีข้อกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ทั้งการห้ามดื่มสุราในวัด ในโรงเรียน แต่สถานที่เหล่านี้ตรวจสอบได้ยาก เพราะจะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทุกแห่งก็คงจะเป็นไปได้ยาก จึงทำให้ยังมีการฝ่าฝืนข้อกฎหมายอยู่ โดยสิ่งสำคัญที่ควรจะแก้ไขก็คือจิตสำนึกของแต่ละบุคคลในการเคารพกฎหมายมากกว่า

แม้อาจารย์จอมเดช จะออกตัวว่า การลักลอบกระทำผิดกฎหมายในบางสถานที่ แม้จะทำผิดอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ก็ยากที่ตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบได้ทุกเหตุการณ์ แต่อดีตตำรวจนักปฏิรูปอย่าง พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร บอกว่า เหตุการณ์ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ สะท้อนปัญหาของระบบตำรวจไทยอย่างชัดเจน
“นี่คือภาพสะท้อนว่าระบบงานรักษากฎหมายของประเทศไทยมีปัญหาร้ายแรงที่ต้องเร่งปฏิรูปโดยด่วน” พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว พร้อมแจกแจงปัญหาเป็นข้อๆ ให้เห็นกันชัดๆ

1.การใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ทำไมโรงเรียนจึงไม่สามารถแจ้งให้ตำรวจมาจัดการดำเนินคดีได้ ทำให้ต้องไปเตือนเอง ก่อให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายในที่สุด

2.ปัญหาลักษณะนี้มีเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส รถเร่ขายสินค้าใช้เครื่องขยายเสียงโฆษณาตามถนนหลวงและตรอกซอกซอยต่างๆ เต็มไปหมด ประชาชนต้องอยู่กันด้วยความอดทน เพราะไม่รู้ว่าจะแจ้งให้ใครมาจัดการได้ หรือแจ้งแล้วแต่ไม่มีใครมาจัดการ

3.ทางแก้คือต้องทำให้ กทม.และเมืองใหญ่ๆ มีตำรวจของตนเอง เพื่อทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบ ทั้งสอบสวนและดำเนินคดีได้ด้วย ไม่ต้องไปพึ่งตำรวจแห่งชาติดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่ก็โอนตำรวจนครบาลไปสังกัด กทม. เหมือนประเทศที่เจริญทั่วโลกที่งานตำรวจอยู่ในความรับผิดชอบของเมืองใหญ่ทั้งสิ้น ตามหลักกระจายอำนาจและเข้าใจพื้นที่

พ.ต.อ.วิรุตม์ ยังบอกด้วยว่า ปัญหาทั้งปวงเกิดจากระบบสอบสวนเละเทะล้มเหลว “ไม่ตาย ไม่เป็นข่าว – ไม่มีเงิน ไม่สอบสวน” ทำให้กลุ่มอันธพาลนอกกฎหมายไม่กลัวตำรวจ ส่วนคนสุจริต คนดี ตกเป็นเหยื่อถาวร

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ เป็นเพราะระบบงานตำรวจของบ้านเราเป็นระบบ “รอรับแจ้งความ” ซึ่งเป็นระบบงานตำรวจแบบเก่า ตำรวจจะนั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้ประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ถือเป็นการปฏิบัติงาน “เชิงรับ” แม้จะมีฝ่ายสืบสวนและสายตรวจออกพื้นที่บ้าง แต่ก็เป็นการทำงานตามวงรอบ และวางแผนแบบรวมศูนย์ ไม่ได้วางแผนร่วมกับประชาชนเพื่อป้องกันอาชญากรรมอย่างแท้จริง

แต่ระบบตำรวจแบบใหม่ที่ทั่วโลกใช้กันกว่า 80% แล้ว คือระบบที่เรียกว่า community policing แปลเป็นไทยว่า “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” คือการส่งตำรวจไปอยู่ ไปทำงานในชุมชน ไม่ใช่นั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้รู้ถึงปัญหาในชุมชน และวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เช่น ปัญหาเด็กแว้น รถซิ่ง ปัญหาอันธพาลที่สร้างความเดือดร้อนในชุมชน แต่ปัจจุบันตำรวจไทยยังนั่งรอแจ้งความที่โรงพัก ทำให้กลุ่มอันธพาลและผู้มีอิทธิพลอยู่สบาย แถมยังขยายอิทธิพลจนไม่กลัวใคร เมื่อตำรวจรับเรื่องร้องทุกข์ กว่าจะเข้าไปแก้ไข ก็ไม่ทันแล้ว

การบริหารงานตำรวจแบบใหม่ เริ่มมีนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ เช่น โครงการปักกลด ที่ให้ตำรวจทำตัวเหมือนพระธุดงค์ ไปปักหลักอยู่ในชุมชนเพื่อรับทราบปัญหา และทำแผนแก้ไขปัญหาอาชญากรรม