ใครจะยิ้มออกบ้าง..หลังรู้ผลหย่อนแต้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363888?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครจะยิ้มออกบ้าง..หลังรู้ผลหย่อนแต้ม

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
ประชารัฐสร้างชาติ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พปชร,พลังประชารัฐ,เหลิม บางบอน,คุณหญิงหน่อย,วัน อยู่บำรุง
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็นโดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“ประชารัฐสร้างชาติ” คือหนังสือที่พรรคพลังประชารัฐจัดทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบนำไปศึกษาและชี้แจงต่อสังคมเกี่ยวกับประวัติและผลงานของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวของ พปชร.

เพราะเหลือเวลาไม่นานนักก็จะถึงเวลาหย่อนบัตรแล้ว ยามนี้คีย์แมน พปชร.ต้องเน้นจุดขายที่ “ลุงตู่” เพียวๆ เพราะกระแสที่สังคมบอกผ่านโพลล์หลากสำนักแจ้งว่าคะแนนลุงตู่และ พปชร.ดีวันดีคืน…

แต่ที่น่าคิดต่อ คือโพลล์หลากสำนักยังบอกว่า “คะแนนเงียบ” ที่ยังไม่แสดงตนนั้น ยามนี้มีมากกว่าเสียอีก ตรงนี้แหละที่จะเป็นจุดตัดว่า “ลุงตู่” จะหยุดป้ายนี้หรือได้สิทธิไปต่อ…

“หนักใจตรงนี้ และตรงบ้านมีรั้ว เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับลุงตู่” ผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งปรารภ

แว่วมาไกลๆ ว่า ไม่นานมานี้คีย์แมนพรรคบางคนอ่อนใจที่ต้องคอยตอบคำถามชาวบ้านยามลงหาเสียงเกี่ยวกับสถานะของ “ลุงตู่” จนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แทนที่จะได้ชี้แจงนโยบายพรรคเพื่อขอแต้ม ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ผู้สมัคร ส.ส.และทีมงานต้องอ่านให้ละเอียดและพร้อมตอบคำถามชาวบ้านให้ชัดๆ

และรอดูว่าลุงตู่จะขยับแบบใดหลังจากที่ กกต.ชี้แล้วว่าลุงตู่ขึ้นเวทีดีเบตนั้น “ทำได้” แต่มีข้อแม้อยู่บ้าง…และหากทำได้ลุงตู่จะไปขึ้นเวทีหรือไม่…เพราะหาก “ลุงตู่” ย่างกรายขึ้นเวทีใดรับรองเลยว่าการรุมจี้หรือล้อมวงต้อนลุงตู่จากคนการเมืองพรรคต่างๆ นั้น จะบังเกิดพร้อมกันแบบมิได้นัดหมาย

และสิ่งสำคัญ “ลุงตู่” อย่าลืมคำเตือนจาก “เนติบริกร” ที่แจ้งไว้แล้วด้วย…

เพราะหากให้ลุงตู่ขึ้นเวที ใครบางคนใน พปชร.ยังห่วงว่า หากวันนั้นมีจริง “ลุงตู่” จะฟิวส์ขาดจากแนวคำถามและการรุกไล่ของคนการเมืองหลากพรรคหรือเปล่า…ตรงนี้น่าคิด เพราะหากเป็นแบบนั้นเท่ากับว่า พปชร.แทบจะไม่เหลือมิตรไว้ในช่วงหลังการหย่อนบัตรเลย เพราะทุกฝ่ายจะขยายความในสิ่งที่ลุงตู่ลั่นวาจาไว้เป็นแน่แท้

และเมื่อพินิจลีลาของพ่อบ้าน พปชร.ที่ลั่นกลางเวทีหาเสียงว่า “กูจะไม่ยิ้มแล้ว กูจะสู้กับมึง” นั้น เมื่อสื่อความแบบนี้ออกมาไม่ต้องวิเคราะห์ไปไกลเพราะการล้อมวงไล่บี้ พปชร.จากแทบทุกมุมนั้น แรงบีบบี้และไล่ขยี้มันกระชับวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆ และกำลังจี้ไปยัง ”ขุน” ของพปชร. รวมทั้งไพร่พลแวดล้อม

ฉะนั้นจากนี้ไป “วาจา” จะเป็นสิ่งสำคัญที่ลุงตู่และแกนนำ พปชร.ควรตรองก่อน…

ด้านโพลล์ภายในของพรรคน้องใหม่ไฟแรงพรรคนี้ สายสืบแคะมาให้พอได้ยินรวมทั้งลีลาของคีย์แมนพรรคที่ยังหวังว่าคะแนนนจะค่อยๆ ขยับไปเชิงบวกก่อนการหย่อนบัตรว่า ภาคอีสานนั้นน่าจะมี 20 ส.ส.(บวกลบ 5 คน) จาก 116 คน, ภาคเหนือได้ระดับหนึ่ง, ภาคกลางและภาคตะวันออก น่าจะเป็นเนื้อเป็นหนัง, กทม.นั้นโซนฝั่งธนฯ มีลุ้นหลายเขต หากบวกกับคะแนนลำดับรองๆ เข้าด้วยกันแล้ว สิริรวมตัวเลขกลมๆ หาก พปชร.มี ส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์แตะ “หนึ่งร้อยคน” ขึ้นไป ก็พอจะเบ่งได้บ้าง หากน้อยกว่านั้น ”รับรองจอดป้ายฝ่ายค้าน”

สายสืบแคะมาให้ทราบว่า กทม.รอบนอกและรอบในบางส่วน มีลุ้นสอบติด และพื้นที่ฝั่งธนฯ นั้น “พปชร.“ ได้ท่อน้ำดีจาก ”โกวิทย์ ธารณา” ที่นอตหลุดย้ายขั้วจาก ปชป.ไปอยู่กับพรรคน้องใหม่ แว่วว่า 9 เขตในฝั่งธนฯ นั้นมากกว่า “ครึ่งหนึ่ง” โกวิทย์ยังมีบารมีในระดับหนึ่งและพอที่จะโยกแต้มมายังฝั่งนี้ได้ และอาจจะมีเซอร์ไพรส์ในบางเขตของฝั่งธนฯ เกิดขึ้นแบบ ”งงทั้งแผ่นดิน”

“เขตละหนึ่งหมื่นแต้มในฝั่งธนฯ จะตามโกวิทย์มาที่ พปชร.” สายสืบย่านถนนเศรษฐศิริกระชุ่นให้ฟัง…แบบนี้ใครหลายคนใน พปชร.น่าจะยิ้มเบาๆ ตรงมุมปากได้บ้าง

ส่วนสายลับแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แจ้งว่า “เหลิม บางบอน” ขอเปลี่ยนคิวในการเดินสายต่างจังหวัด นัยว่าเขตใดที่ยังอ่อนจะไปช่วยกวาดแต้ม เขตใดแข็งแกร่งแล้วจะขอเว้น เพราะต้องขอเวลามาเน้นในเขตบางบอนและหนองแขม เพราะลูกชายคนกลาง “วัน อยู่บำรุง” ลงประชันในพื้นที่นี้เป็นครั้งที่สี่แล้ว (สามครั้งแรกคือสังกัดพรรคความหวังใหม่, พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยทำได้เพียงเกือบชนะ)

สายลับแจ้งว่า “เหลิม บางบอน” เน้นมากงวดนี้ มีการระดมหัวคะแนนและทีมงานมาติวเข้มว่าจุดใดอ่อน จุดไหนมีลุ้น ถี่ยิบทุกตารางนิ้ว เพราะคราวนี้มันคือเดิมพันและศึกศักดิ์ศรีอีกคราวหลังจากที่ต้องยอมให้คุณหญิงหน่อยมาช่วยเก็บแต้มในพื้นที่นี้เมื่อหลายวันก่อน

ใครต่อใครรู้ดีว่า “เหลิม บางบอน กับคุณหญิงหน่อย” ใช่ว่าจะรักกัน แต่ยามนี้คือการร่วมสู้ศึกที่มีรอบด้านจึงจำเป็นต้องยุติศึกในไว้ชั่วขณะ ฉะนั้นการที่ขุนศึกฝั่งธนฯ ต้องขึ้นเวทีพร้อมเจ้าแม่เมืองกรุงเช่นนี้ มันคือภาวะจำยอม

แถมพ่วงที่เหลิม บางบอน ต้องพา “เสี่ยไก่” ปักธง ส.ส.เขตบางแคให้ได้อีกหนึ่งหน่อตามคำขอกัน

เท่ากับว่าการบ้านที่เหลิม บางบอน ถือไว้บนสนามเมืองหลวงมีหนึ่งข้อใหญ่และหนึ่งข้อย่อย ต้องดูว่าเหลิม บางบอน จะเลือกทำการบ้านข้อใดก่อน เพราะหนึ่งคือลูกชาย และอีกหนึ่งมีใบฝากจากบ้านจันทร์ส่องหล้าแนบมา

จะปล่อยเสี่ยไก่ร่วงคาพื้นที่ใกล้บ้านมันก็กระไร แต่จะไม่ให้ลูกชายสอบติดเสียบ้างมันก็ไม่ได้ การบ้านข้อนี้เหลิม บางบอน น่าจะเพลียใจบ้าง…

ฉะนั้นหาก “เสี่ยไก่สอบได้ แต่วัน อยู่บำรุง” สอบไม่ผ่าน แต่เขตอื่นๆ ที่เหลิม บางบอน ไปตระเวนหาแต้มมาให้เพื่อไทยนั้น กลับสอบได้ มันเปรียบเสมือนดีใจแต่ไม่สุด เพราะหนึ่งในความหวังยังไม่สมบูรณ์ แม้เจ้าตัวจะลั่นวาจาว่าคราวนี้เล่นการเมืองครั้งสุดท้ายแล้ว…ก็ตาม

แต่หากลูกชายคนกลางยังไม่สามารถเดินเข้ารัฐสภาด้วยบัตร ส.ส.แล้วนั้น “เหลิม บางบอน” คงวางมือแบบไม่สบายใจนักเป็นแน่แท้

สรุปว่าหาก วัน อยู่บำรุง มิอาจสานฝันได้… “เหลิม บางบอน” คงไม่หยุดเล่นการเมือง ตรงนี้ก็ยิ้มเหงาๆ ตรงมุมหัวใจได้อีกสำหรับชายวัย 72 ปี

สังเวียนวัดสิงห์ “ทีมเฮียล้าน” ปะทะ “ม่วงศิริ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363891?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังเวียนวัดสิงห์ “ทีมเฮียล้าน” ปะทะ “ม่วงศิริ”

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,ตระกูลม่วงศิริ,พรรคไทยรักไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,วัดสิงห์,ภูมิใจไทย,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,เฮียล้าน,สุทธิชัย วีรกุลสุนทร
เปิดอ่าน 4,840 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

หลายคนอาจสับสนว่า ที่ตั้งของวัดสิงห์ และโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ อยู่ในเขตบางบอนหรือเขตบางขุนเทียน แต่ในพื้นที่การปกครองนั้น ทั้งวัดและโรงเรียนอยู่ในเขตจอมทอง แต่นักเรียนที่มาเรียนหนังสือ ก็มาจากเขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน เป็นส่วนใหญ่

พูดง่ายๆ วัดสิงห์คือชายขอบของเขตจอมทอง และเป็นจุดเริ่มต้นของบางบอน-บางขุนเทียน ที่มีตระกูลม่วงศิริ เป็นบ้านใหญ่คอยดูแลคนแถวถิ่นนี้

การเลือกตั้ง 2562 เขตจอมทอง พ่วงเขตธนบุรี (เฉพาะแขวงดาวคะนอง แขวงบุคคโล และแขวงสำเหร่) เปลี่ยนจากเขต 25 มาเป็นเขต 23 ซึ่งสมัยที่แล้ว “นันทพร วีรกุลสุนทร” ชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.เขตนี้

“นันทพร วีรกุลสุนทร” ค่าย ประชาธิปัตย์ 

ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2554 นันทพร วีรกุลสุนทร พรรคประชาธิปัตย์ 44,140 คะแนน และสุวัฒน์ ม่วงศิริ พรรคเพื่อไทย 38,399 คะแนน

สมัยเลือกตั้ง 2544, 2548 “สุวัฒน์ ม่วงศิริ” สังกัดพรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.เขตจอมทอง 2 สมัยซ้อน ถัดมาเลือกตั้ง 2550 กติกาเปลี่ยนเป็น “แบ่งเขต พวงใหญ่” สุวัฒน์สวมเสื้อพรรคพลังประชาชน สอบตก

“สุวัฒน์ ม่วงศิริ”  ค่ายภูมิใจไทย

เมื่อฤดูเลือกตั้ง 2554 มาถึง ตระกูลม่วงศิริ ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่สุวัฒน์ยังอยู่พรรคเพื่อไทย และลงสนามพ่ายให้ “เจ๊นัน นันทพร” ค่าย ปชป.

ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ สุวัฒน์ ม่วงศิริ สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงแข่งกับแชมป์เขตจอมทอง 2 สมัยคือ นันทพร วีรกุลสุนทร เหมือนศึกมวยล้างตา

ที่แปลกประหลาดหน่อย ตรงที่ก่อนเส้นตายยืนยันสมาชิกพรรค ก็มีข่าว “เจ๊นัน นันทพร” จะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย แต่หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โทรศัพท์พูดคุย ทำให้เจ๊นันมั่นใจว่าจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเดิม ทำให้ตัดสินใจอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไป

เจ๊นัน ขวัญใจคนจอมทอง 

ตระกูล “วีรกุลสุนทร” เป็นนักการเมืองท้องถิ่นเขตจอมทองมายาวนานกว่า 20 ปี โดย “เฮียล้าน” สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ได้ทำงานสร้างฐานเสียงต่อเนื่อง เลือกตั้ง ส.ก.คราวใด ก็ได้รับเลือกตั้งมา 5 สมัยแล้ว

อย่างการเลือกตั้ง ส.ก.ปี 2553 “เฮียล้าน” นำลูกชาย พิรกร วีรกุลสุนทร ลงสนามและได้เป็น ส.ก.จอมทอง เขต 1 ส่วนตัวเฮียล้านได้เป็น ส.ก.เขต 2 ด้วยความแข็งแกร่งของ “ทีมวีรกุลสุนทร” ส่งผลให้ “เจ๊นัน” เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ มาสองสมัยแล้ว

คนแถวจอมทองจะทราบดีว่า ขับรถไปตามถนนเอกชัย เลยเขตวัดสิงห์ไปทางตลาดบางบอน ก็เป็นเขตเลือกตั้งบางบอน-หนองแขม ซึ่งเป็นฐานเสียงของตระกูล “ม่วงศิริ”

“ธวัชชัย ทองสิมา” ค่ายเพื่อไทย

เฉพาะส่วนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์นั้น ตระกูลม่วงศิริ ได้เข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนเต็มที่ โดย “สุเทพ ม่วงศิริ“ เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ, “กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และ “กำนันประพันธ์ ม่วงศิริ” อดีต ส.ก.เขตบางบอน เป็นประธานมูลนิธิมัธยมวัดสิงห์
แม้วันนี้ ตระกูลม่วงศิริ กับตระกูลวีรกุลสุนทร จะอยู่พรรคเดียวกัน แต่ก็เดินคนละทาง ตามประสาคนบ้านใหญ่ สุวัฒน์ ม่วงศิริ ที่เปลี่ยนสีเสื้อเที่ยวนี้ คงยากจะเอาชนะเจ๊นันได้

ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องไปใช้บริการอดีต ส.ก.เขตจอมทอง สมัยพรรคไทยรักไทย อย่าง ธวัชชัย ทองสิมา อดีตผู้อำนวยการองค์การสัมพันธ์และกิจกรรมสังคม รพ.นครธน มาลงสนามเขตจอมทอง คงทำได้แค่เก็บแต้ม

สุวัฒน์  ไม่ได้อยู่ในทีมม่วงศิริ 

จอมทอง บางบอน และบางขุนเทียน ยังมีลักษณะสังคม “กึ่งเมือง กึ่งชนบท” วัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นยังผูกติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์ จึงต้องมีบ้านใหญ่ “ม่วงศิริ” และ “วีรกุลสุนทร”

ไปต่อไหวมั้ย? “ตู่” แบก “เพื่อชาติ” สวนควันข่าวลือแพแตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปต่อไหวมั้ย? “ตู่” แบก “เพื่อชาติ” สวนควันข่าวลือแพแตก

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
พรรคเพื่อชาติ,จตุพร พรหมพันธ์ุ,ตู่ จตุพร,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,นปช,แกนนำ นปช,หาเสียงเลือกตั้ง,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 7,929 ครั้ง

บังเอิญช่วงฝุ่นตลบ ภายในพรรคเพื่อชาติ ก็มีปัญหาเรื่องผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และยังมีกรณี อดีต ส.ส.ยื่นใบลาออก อุ๊ต๊ะ! ถึงปัญหาภายนอกไม่มี ปัญหาภายในก็มาก

          000 ช่วงที่มีข่าว กกต.มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ กองเชียร์ “พรรคตระกูลเพื่อ” จำนวนไม่น้อยก็ส่งเสียง “พรรคเพื่อชาติ” โดยหวังจะฝากผีฝากไข้ไว้กับพรรคนี้ หากพรรค ทษช.มีอันเป็นไป

          000 บังเอิญช่วงฝุ่นตลบ ภายในพรรคเพื่อชาติ ก็มีปัญหาเรื่องผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามมาด้วยกรณี “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” อดีต ส.ส.นครราชสีมา ยื่นหนังสือลาออกจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติ อ้างอุดมการณ์ แนวคิดและวิธีการบริหารพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน แถมไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อบุคคลลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ทีมเพือชาติ กินง่ายอยู่ง่าย เหมือนสมัย นปช.สัญจร

          000 อย่างไรก็ตาม ทีมงานพรรคเพื่อชาติได้แจกข่าวว่า 24-25 กุมภาพันธ์ 2562 แกนนำพรรคนำโดย “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ รวมถึง “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ จะยกขบวนไปหาเสียงที่ จ.สกลนคร และ จ.มหาสารคาม

          000 เมื่อถึงวันปราศรัยหาเสียงจริงๆ ไร้เงา “สงคราม” กับ “ยงยุทธ” ก็มีแค่ “จตุพร พรหมพันธุ์” พร้อมกับ อารี ไกรนรา และ วิโชติ วัณโณ รองหัวหน้าพรรค ที่ออกเดินสายปราศรัยไปตามอำเภอต่างๆ โดยมี “พราหมณ์ศักดิ์รพี พรหมชาติ” ประธาน นปช.สกลนคร ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ เป็นผู้ประสานงาน

อารี ไกรนรา ควง ตู่ จตุพร ไปหาเสียงภาคอีสาน

          000 ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อชาติรายหนึ่งที่น่าสนใจในเขต 2 สกลนคร คือ “เฉลิมชัย อุฬารกุล” อดีต ส.ส.สกลนคร 5 สมัย ที่หันมาลงสนามเลือกตั้งอีกหน โดยให้เหตุผลว่า การเมืองแบบใหม่ คนรุ่นใหม่ กติกาใหม่ คนรุ่นเก่าก็ทำได้ หลายปีที่ผ่านมา “เฉลิมชัย” ไปทำธุรกิจสวนกล้วยไม้และโรงงานพลังงานชีวมวล 

เจ๊แมว กุสุมาลวตี ศิริโกมุท 

          000 สนามตักศิลานคร “เจ๊แมว” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย สมัยที่แล้ว เกิดความขัดแย้งกับ “หัวเขียง” ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อย่างรุนแรง ถึงขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ จึงตัดสินใจสมัคร ส.ส.วันสุดท้าย สวมเสื้อเพื่อชาติ ลงสังเวียนเขต 4 (อ.โกสุมพิสัย) ชนลูกชายหัวเขียง “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” อดีต ส.ส.มหาสารคาม

เวทีปราศรัยของเจ๊แมว ที่ อ.โกสุมพิสัย

          000 มองเกมของเจ๊แมวในสีเสื้อเพื่อชาติ คงยากที่จะหักโค่น “ค่ายหัวเขียง” ลงได้ แต่ก็ทำให้ “จิรวัฒน์” เหนื่อยขึ้น และอาจเปิดช่องให้ “มือที่สาม” สอดแทรกเข้าป้าย และผู้สมัคร ส.ส.ที่จะหยิบชิ้นปลามันไปกิน คนแถวโกสุมพิสัยก็รู้กันอยู่ว่าเป็นใคร?

จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ลูกชายหัวเขียง

          000 นี่ก็อีกราย “นปช.อกหัก” อดีตแกนนำแท็กซี่หมอชิต “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” ที่อุทิศกายใจเสี่ยงเป็นตายให้ “เครือข่ายนายใหญ่” จนได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และวาดหวังอยากเป็น ส.ส.จันทบุรี บ้านเกิดเมืองนอนในการเลือกตั้ง 2562 แต่สุดท้ายทางพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งใน จ.จันทบุรี จึงตัดสินไปสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทย ในบทบาทที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์ของทีมเสรีรวมไทย จันทบุรี

          000 สนามเลือกตั้งสุโขทัย “พรรณสิริ กุลนาถศิริ“ อดีตนายก อบจ.สุโขทัย ผู้สมัครส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ต้องเจอ “คนกันเอง” อย่างผู้แทนเก่า “ประศาสตร์ ทองปากน้ำ” ที่สวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนาม โดยการสนับสนุนของ “อารยะ ชุมดวง” อดีต ส.ส.สุโขทัย 6 สมัย

อารยะ ชุมดวง

          000 สมัยที่แล้ว “เฮียแก้ว ประศาสตร์” สังกัดซุ้มสมศักดิ์ สวมเสื้อภูมิใจไทย แข่งกับแชมป์เก่า เขต 1 “วิรัตน์ วิริยะพงษ์” ค่าย ปชป. แต่แพ้ขาด เที่ยวนี้ “สมศักดิ์” ตัดสินใจนำน้องสาว “พรรณสิริ” ลงสนาม ฝ่ายประศาสตร์เลยต้องเลือกเพื่อไทย ยังหาเสียงแบบเก่า “คิดไม่ออกบอกแก้ว” 

เฮียแก้ว ประศาสตร์ ทองปากน้ำ

          000 วันก่อน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ยกทีมไปหาเสียงช่วยประศาสตร์ ทองปากน้ำ และลูกสาว–ประภาพร ทองปากน้ำ ที่เขต 3 แสดงว่า “นายใหญ่” ไม่ยอมให้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” โชว์พลัง “ชนะยกจังหวัด” ได้ง่ายๆ เพื่อนำเก้าอี้ ส.ส.ไปต่อยอดทางการเมือง

          000 หากพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ของ “ดำรงค์ พิเดช” จะได้เก้าอี้ส.ส.เขต ก็ต้องโฟกัสไปที่เขต 2 ชัยภูมิ (จัตุรัส บ้านเขว้า หนองบัวระเหว เนินสง่า) ที่มีอดีต ส.ส. 2 สมัย “ปาริชาติ ชาลีเครือ” รองหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าฯ ลงสนามเอง โดยไม่หวั่นกระแสนายใหญ่ เพราะมั่นใจฐานเสียงตระกูล “ชาลีเครือ” ซึ่งพี่ชาย–สุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา และน้องชาย–มนตรี ชาลีเครือ นายก อบจ.ชัยภูมิ

ปาริชาติ ชาลีเครือ

          000 ผู้ใดสงสัยว่าเหตุใดพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตทั่วประเทศ คอการเมืองที่เกาะติด “เสี่ยเอี้ยง–ดำรงค์” แอบคันปากยิบๆ อยากจะเปลี่ยนชื่อพรรคนี้้เป็น “พรรคป่ารอยต่อฯ” ให้รู้แล้วรู้รอดไป 

‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ขอฝ่าวงล้อมของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ขอฝ่าวงล้อมของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
ภูมิธรรม เวชยชัย,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 351 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

หนึ่งในปรากฏการณ์ใหม่ๆ และแปลกๆ ของแวดวงการเมือง เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ “ไม่ครบองค์”

เพราะการหย่อนบัตรคราวนี้แชมป์เก่าหลายสมัย(แต่คือองค์กรเดียวกันในหลากชื่อที่ต้องเปลี่ยนไปตามกติกาการเมืองคือ ไทยรักไทย 2 ครั้ง, พลังประชาชน และเพื่อไทยอย่างละ 1 สมัย) นั้น พบว่าในคราวนี้…เพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต “250 คน” จาก 350 เขต และส่ง “97 ชีวิต” เป็นผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์จากโควตา 150 คน

ตัวเลขดังกล่าวสร้างความ “ฉงน” ไม่น้อยให้หลายคน เพราะมีคำถามตามมาว่าหลีกทางให้พรรคเครือข่ายมีทางเดินและไปจับมือกันในวันหน้าหรือไม่…เพราะในอดีตที่ผ่านมาเมื่อครั้งใช้ชื่อไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย(ครั้งแรก) มิเคยพบเลยว่า “เพื่อไทยบรรจุกระสุนและกำลังพลไม่เต็มอัตราศึก” ดั่งเช่นยามนี้…

“ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อธิบายเหตุผลต่างๆ กับเครือเนชั่นไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับย่างก้าวของพรรคกับสนามการเมืองตอนนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพรรคอันดับหนึ่งของการเมืองไทยและหลายพรรคหวังล้มแชมป์เก่าให้ได้

   0 ทำไม “เพื่อไทย” เดินเครื่องไม่เต็มสูบกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ?
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆ มาและสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะมีการวางกติกาและเงื่อนไขพิเศษที่เอื้อให้บางพรรค จนเกิดคำพูดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” เพราะคนเขียนกติกาต้องการให้พรรคอันดับหนึ่งเผชิญปัญหาและข้อจำกัด พรรคได้ศึกษาอุปสรรคข้างต้นแล้วจึงปรับวิธีที่จะให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากสังคมให้มากที่สุดและต้องให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้งสองระบบได้รับการเลือกตั้งมากที่สุดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย โดยมองข้ามข้อจำกัดที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเลือกส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบในจำนวนดังกล่าว เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

ฉะนั้นการเลือกตั้งคราวนี้ บางพรรคส่งครบตามจำนวนที่กฎหมายระบุ บางพรรคส่งผู้สมัครมาก บางพรรคส่งน้อย วันนี้มันไม่ใช่หลักประกันแล้วว่าหากส่งครบแล้วจะชนะ เพราะที่ผ่านมาจะพบว่าบางพรรคส่งครบแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งก็มี หรือบางพรรคยังไม่ติดอันดับหนึ่งในห้าพรรคที่สังคมเลือกเลย

ข้อจำกัดและช่องว่างเหล่านี้ที่เกิดขึ้น พรรคจึงใช้วิธีนี้เดินตามเงื่อนไขและจังหวะดังกล่าวเพื่อให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้พรรคได้อันดับที่หนึ่งของประเทศจากผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบให้มากที่สุด ฝ่าวงล้อมเงื่อนไขของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด หากถามว่าคาดการณ์จะได้ ส.ส.เท่าใด วันนี้ไม่ขอตอบ แต่จะชี้แจงในช่วงใกล้ๆ วันเลือกตั้ง

ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทางออกของบ้านเมืองหลังจากที่ทนกันมาหลายปี การพัฒนาประเทศต้องเริ่มที่การเลือกตั้ง

          0 เหตุผลที่พรรคเลือกคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และชัยเกษม นิติศริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ มาจากปัจจัยใด?
พวกเราคือทีมเพื่อไทย เพราะช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ ฉะนั้นทีมเพื่อไทยมีทั่วประเทศ คือผู้สมัคร ส.ส.ที่เปรียบเสมือน “ขุนพลด่านหน้า” ของพรรคไปฟังปัญหาของชาวบ้านมาแจ้งพรรค จากนั้น “คณะทำงานมืออาชีพ” ที่มีหลากด้านของพรรคจะประมวลผลเพื่อสรุปส่ง “ทีมผู้นำของพรรค” ที่มีกว่าสามสิบคนสรุปเป็นนโยบายไว้เป็นคำตอบแล้วให้สังคมพิจารณา

องคาพยพของพรรคจะเชื่อมโยงชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนความต้องการเข้ามาที่พรรค และทีมต่างๆ จะนำนโยบายพรรคไปบอกสังคม พูดง่ายๆ พวกเราคือทีมเพื่อไทยที่ทำงานครบและสู้ทุกมิติ

ส่วนการเลือกคุณหญิงสุดารัตน์นั้น เพราะเป็นนักการเมืองมานาน (ส.ส.หลายสมัยและอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง) รวมทั้งยังอยู่ในหัวใจของประชาชน เสมือนเป็นจุดเชื่อมเพื่อไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านมาให้พรรคแก้ไขและตอบโจทย์นี้ได้ การเลือกชัชชาตินั้น เพราะมีดีกรีนักวิชาการ เคยผ่านงานบริหารองค์กรเอกชนชั้นนำและเคยเป็นรัฐมนตรี จึงลงตัวในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจคนหนึ่ง ส่วนการเลือกชัยเกษมนั้น เพราะเป็นนักกฎหมายและเคยเป็นอดีตอัยการสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงนักกฎหมายและข้าราชการ

สามคนนี้คือทีมผู้นำของพรรคที่มีสามด้านเด่น คุณสมบัติเหล่านี้จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าเพราะหากเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ อีกสองคนจะเป็นเสมือนผู้ช่วยและร่วมงานกับคณะทำงานมืออาชีพด้านต่างๆ ของพรรค มันคือองค์ประกอบที่ลงตัวและเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพราะปัญหาบ้านเมืองหลายปีมานี้มีหลายเรื่องสะสม ควรนำคนที่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานแก้ไข เพราะหลายปัญหาเช่น เศรษฐกิจวันนี้สังคมรับรู้ว่าเป็นเช่นใด เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงิน และไม่ใช่การเร่งแจกบัตรประชารัฐไปช่วยคนจน เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศดับไปกี่ตัวแล้ว วันนี้ควรต้องรีเอนจิเนียริ่ง(การรื้อและรวมทั้งปรับระบบองค์กร)

วันนี้พรรคมุ่งเน้นการดูแลเกษตรกร, ผู้ประกอบการรายย่อย, ผู้ประกอบการท่องเที่ยว, คนรุ่นใหม่ทุกกลุ่ม, คนสูงอายุ และผู้ใช้แรงงานให้แข็งแกร่ง จึงใช้ประสบการณ์จากบุคลากรของพรรคมาทำงาน

ที่ผ่านมานั้นเมืองไทยใช้ทรัพยากรไปมากในบางโครงการของรัฐและดูแลกลุ่มทุนใหญ่ แต่กลับละเลยคนส่วนใหญ่ในประเทศจนเหมือนว่าวันนี้ประเทศเดินไม่ได้แล้ว พรรคจะมาดูแลส่วนนี้ ย้ำว่านโยบายใดที่หลายรัฐบาลทำไว้ดีแล้ว หากเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากสังคมจะสานต่อ และจะเริ่มนโยบายที่ดีและเหมาะสมเข้ามาเพิ่ม

การทำงานเป็นทีมแบบนี้ ดีกว่าการมีผู้นำเดี่ยวที่บางเรื่องชำนาญ หลายเรื่องไม่ชำนาญ เช่น นายทหารบางคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการทหารแต่ไม่มีความชำนาญด้านการบริหารบ้านเมือง เข้ามาทำหน้าที่ที่ไม่เหมาะสม นายทหารแบบนี้ควรกลับเข้ากรมกองน่าจะเหมาะสมกว่า

          0 หากสังคมถามว่าเคยใช้บางนโยบายบริหารประเทศแบบผิดพลาดมาแล้ว อาทิ โครงการรับจำนำข้าว วันนี้มาขอโอกาสอีกครั้งจะชี้แจงอย่างไรให้สังคมเข้าใจ?
นโยบายของพรรคนั้นมาจากการรับฟังเสียงของประชาชนว่าต้องการให้มีนโยบายแบบใดที่ตอบโจทย์ วันนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นมีปัญหา เรารู้ว่าบ้านเมืองควรเดินไปทางไหนและจะทำเช่นใดให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว เพราะเชื่อว่าการแก้ไขเศรษฐกิจวันนี้ต้องการการปรับปรุงกว่าร้อยละแปดสิบ หากยังแก้ไขไม่ได้กำลังซื้อในประเทศจะถดถอยลงและไม่แข็งแกร่ง พรรคมั่นใจสิ่งที่พรรคจะดำเนินการเพราะที่ผ่านมาพรรคได้พิสูจน์กับสังคมแล้วว่าเราเป็นพรรคเดียวที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนปัญหาและข้อกังขาของสังคมที่มีอยู่กับพรรคนั้น พรรคจะอธิบายความให้สังคมเข้าใจ เพราะไม่มีใครลบความจริงออกจากประวัติศาสตร์ได้ เพราะหลายโครงการที่พรรคทำมานั้นเชื่อมั่นว่ามีผลดี และบางโครงการโดนโจมตีด้วยวาทกรรมและใช้เวลากว่ามันจะคลี่คลาย

ใกล้เข้าคูหาต้องจับตา’ผู้มีอิทธิพล’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใกล้เข้าคูหาต้องจับตา’ผู้มีอิทธิพล’

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:55 น.
สายตรวจเลือกตั้ง,พลตทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น,บิ๊กบัว,ผบชน
เปิดอ่าน 606 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร  อินทะเกตุ 

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม แม้จะกำหนดวันเวลาเข้าคูหาที่ชัดเจนแล้ว แต่ “กูรูการเมือง” ยังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเรียบร้อยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะภาพรวมของฝ่ายการเมืองหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกเปิดทางให้ทำกิจกรรมยังคงโจมตีตอบโต้กันไปมา รวมถึงความเคลื่อนไหวมวลชนอาจจะเกิดการยั่วยุจนทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันได้

เป็นที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความดุเดือดเข้มข้น มีกระแส “ฟีเวอร์” เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ต่างๆ นานา ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งๆ ที่ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายแล้วก็ตาม ฉะนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยให้การเลือกตั้งเดินไปข้างหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้มีความรุนแรงวุ่นวาย ทำผิดกฎหมายซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ว่าด้วยการดูแลความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นกลุ่มบุคคลหรือผู้มีอิทธิพลจึงเป็นอีกปัจจัยที่ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจต้องจับตาดู หาข่าว ดูความเคลื่อนไหว เพื่อรับมือจัดทำแผนป้องกันไม่ให้ก่อความวุ่นวายป่วนการเลือกตั้งครั้งนี้

ย้อนไปเมื่อปี 2559 ช่วงต้นเดือนมีนาคม คสช. โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 ได้มีหนังสือไปถึงผบ.พล.1 รอ. เชิญหัวหน้าฝ่ายการข่าวเพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 เพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เคยให้ข้อมูลในขณะนั้นว่า ผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในการจับตาของเจ้าหน้าที่มีประมาณ 6,000 ราย โดยมีทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และข้าราชการทหาร ตำรวจ

สำหรับผู้ที่เข้าข่ายมีอิทธิพลแบ่งเป็น 16 ฐานความผิด ได้แก่ 1.นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ 2.ฮั้วประมูลงานราชการ 3.หักหัวคิวรถรับจ้าง 4.ขูดรีดผู้ประกอบการ 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี 6.เปิดบ่อนการพนัน 7.ลักลอบค้าประเวณี 8.ลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย 9.ล่อลวงแรงงานไปยังต่างประเทศ 10.แก๊งต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง 12.รับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้กำลัง 13.ลักลอบค้าอาวุธสงคราม-ปืนเถื่อน 14.บุกรุกที่ดินสาธารณะ-ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 15.เรียกรับผลประโยชน์บนเส้นทางหลวงสาธารณะ และ 16.ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ที่สำคัญการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในครั้งนั้นมีการระบุชื่อผู้มีอิทธิพลในเมืองกรุงโดยอย่างน้อย 2 คน ได้ลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นพรรคใหญ่กองเชียร์เยอะ และพรรคน้องใหม่แต่พลังหนุนดี ด้วยเหตุนี้ “แม่ทัพนครบาล” อย่าง “บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. จึงไม่อาจนิ่งนอนใจ แม้ที่ผ่านมาการข่าวยังดูนิ่งๆ ไม่มีความเคลื่อนไวของกลุ่มก่อกวน แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้รับมือเพื่อให้การเลือกตั้งสนามใหญ่ในเมืองหลวงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ เปิดเผยถึงความพร้อมในการดูแลรักษาความเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้ง ว่ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มั่นใจและมีความพร้อมดูแลการเลือกตั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สำเร็จลุล่วง มั่นใจรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งได้ ซึ่งได้สั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่ทำข้อมูลของทุกกลุ่มที่อาจจะก่อให้เกิดผลต่อการเลือกตั้ง หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการรายงานว่าจะมีเหตุหรือผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ส่วนการดูแลรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง คูหา และการนับคะแนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดูแลอย่างแน่นอน และทำในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการประสานงาน กกต.กทม.อยู่แล้ว เพื่อนำมาจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยในคูหาการเลือกตั้งต่างๆ เป็นการเตรียมกำลังตำรวจเพื่อรองรับการเลือกตั้งและรักษาความปลอดภัย

“เวลานี้ยังไม่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น เหตุที่มีเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็เป็นการเผา ทำลายป้ายหาเสียง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ส่วนกลุ่มอิทธิพล หรือกลุ่มมือปืนเข้ามาทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว สำหรับการดูแลผู้สมัครหาเสียงนั้น ภายหลังจากที่มีการประชุมร่วมกันว่ามีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมาแล้ว ก็กำชับให้ตำรวจของเราวางตัวเป็นกลาง ดูแลกลุ่มผู้สมัครทุกพรรคให้เท่าเทียมกัน หากผู้สมัครเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยง สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจคุ้มกันได้ แต่ต้องมีหลักการและเหตุผล ถ้าทุกพรรคบอกว่าตัวเองเสี่ยงทั้งหมดมีการร้องขอไป 10-20 คน ตำรวจจะแย่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการร้องขอตำรวจไปดูแลผู้สมัครตามพรรคต่างๆ และยังไม่มีพื้นที่ใดที่น่าหนักใจที่จะต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษ” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ ระบุ

แม้ข่าวกรองของแต่ละหน่วยจะยังไม่พบความเคลื่อนไหว แต่การเฝ้าระวังจับตาไว้ก็ไม่เสียหาย โดยเฉพาะสนามใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามไปแก้ทีหลัง ยิ่งเป็นโค้งสุดท้ายใกล้ถึงวันเข้าคูหาใช้สิทธิ์ออกเสียงยิ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ..!!

4พรรครับประกัน นโยบายไม่ขายฝัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363760?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4พรรครับประกัน นโยบายไม่ขายฝัน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:05 น.
ดรกอบศักดิ์ ภูตระกูล
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี 

เนชั่นทีวี จัด NATIONDEBATE ศึกเลือกตั้ง 62 โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาดีเบตร่วมกัน 4 พรรค คือ “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดำเนินรายการโดย นายวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ ในหัวข้อ “นโยบายแห่งความฝัน…กับวันแห่งความเป็นจริง”

  คิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวที่บอกว่าพรรคการเมืองสร้างแต่นโยบายขายฝัน เพ้อฝัน ที่ทำไม่ได้จริง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล บอกว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้น เกิดมาจากการไปถามพี่น้องประชาชนว่าเขาติดปัญหาอยู่ตรงไหน อยากได้อะไร แล้วเราก็เอาสิ่งที่ประชาชนคิด หรือประชาชนทำ มาเป็นนโยบายของเรา หลายเรื่องเรามั่นใจว่าเป็นการสืบต่อสิ่งที่ทำอยู่ อย่างพรรคของเรามีสี่รัฐมนตรีที่ทำงานมาหลายปี ก็ได้ทำหลายนโยบายและเป็นนโยบายที่คิดว่าประชาชนจะพอใจ ยืนยันนโยบายพรรคไม่มีเพ้อฝัน เพราะมีอยู่ในปัจจุบัน สามารถจับต้องได้ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำมาหนึ่งปีแล้วเป็นนโยบายที่เป็นไปได้รวมถึงนโยบายหาบเร่แผงลอยที่ตึงเกินไป จะมีการดำเนินการผ่อนผันในเรื่องนี้ให้ หากได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล่าวว่าา วันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้จดยื่นนโยบายกับกกต.ไปทั้งหมด 12 เรื่อง ซึ่งนโยบายของพรรคไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะคิดขึ้นมา แต่พรรคมีการทำวิจัยมาแล้วว่าทำได้จริงไม่มีเพ้อฝัน การขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุดหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เรื่องแรกที่จะมีการขับเคลื่อนเลยคือ โปรฟิต-แชริ่ง การแบ่งกำไรอย่างเป็นธรรม และไม่ขอออกความเห็นว่าพรรคใดมีนโยบายขายฝันบ้าง เชื่อประชาชนรู้ดีว่าเรื่องอะไรเป็นยาพิษ เรื่องอะไรเป็นยาชูกำลัง จากการรับรู้ข่าวสารประชาชนสามารถตัดสินใจพิจารณาเรื่องนี้ได้เองว่าควรจะเลือกพรรคใด

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ บอกว่า ไม่ขอวิจารณ์พรรคอื่น แต่ขอเรียนว่านโยบายทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เพ้อฝันและทำได้จริง เนื่องจากหลายนโยบายพรรคเคยทำมาแล้ว และครั้งนี้เป็นการต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ด้วยงบประมาณที่มีมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำได้จริงหมด ขอยืนยันว่าทำได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต ทั้งหมดนี้สามารถทำออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนและเมื่อถึงเวลาประชาชนตรวจสอบได้แน่นอน
ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้ใช้วิธีการเดินทางไปในทุกพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา หลังจากนั้นก็นำมาวิเคราะห์วิจัยงานทางวิชาการสนับสนุน มีนักวิชาการ มีเอ็นจีโอ ที่เข้ามาร่วมจัดทำนโยบาย เสร็จแล้วก็ไปศึกษาตัวแบบจากต่างประเทศ ทั้ง 3 กระบวนการนี้ได้ถูกแบ่งออกมาเป็นนโยบาย โดยตั้งฐานจากวิสัยทัศน์ก่อนว่าเราอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหน ซึ่งได้กรั่นกรองออกมาเป็นไทยสองเท่า คือ คนไทยเท่าเทียมกันเพื่อนำประเทศไทยไปเท่าทันโลก และออกมาเป็นนโยบาย 12 นโยบายหลัก โดยมีนโยบายเฉพาะกลุ่มอีก 10 กว่าตัว ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีทางที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคที่ทำนโยบายเพ้อฝันได้เลย เพราะเราเพิ่งตั้งพรรค ยังไม่เคยมีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาล
การใช้ภาษีประชาชนไปกับคำว่าแจกเงิน คำว่าประชานิยม มีความเหมาะสมหรือไม่
จุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นอุดมการณ์นิยม เพราะมีฐานที่มาจากอุดมการณ์ของพรรคทั้งหมด 10 ข้อ ที่เป็นคำประกาศ ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อ 2489 ทั้งหมดนี้ได้ถูกแปลงมาเป็นนโยบาย และผ่านรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งหมดเราเคยทำมาแล้วและก็ทำมาได้จริง
กอบศักดิ์ ระบุว่า เงินที่เราให้ไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เพื่อช่วยเหลือให้เขาอยู่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือนโยบายของพลังประชารัฐมองทะลุว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหนักของประเทศไทย ซึ่งเกิดมาจากความเชื่อแต่ก่อนที่เราต้องช่วยให้เจ้าสัวรวยก่อน แล้วรายได้จะกระจายลงมาช่วยให้ชาวบ้านดีขึ้นเอง แต่รอมา 40 ปี ไม่เคยไปถึงชาวบ้านเลย ตอนนี้จึงคิดว่าต้องเริ่มใหม่ ทำให้เกิดความเข้มแข็งจากฐานราก เราต้องทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมายืนได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นนโยบายระยะยาวที่ทำควบคู่ไปกับการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ประชาชน เพื่อเป็นตาข่ายรองรับไม่ให้เขาเกิดปัญหาในชีวิต ซึ่งหากใช้ภาษีก็ไม่ได้ใช้มาก
ปิยบุตร บอกว่า หลังๆ คำว่า ประชานิยม ได้ถูกทำให้กลายเป็นคำที่น่ากลัวไปหมด เอาจริงๆ ทุกพรรคการเมืองที่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งต้องทำนโยบายที่สนองต่อความต้องการของประชาชนออกมาอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่ทำเพื่อประชาชน ไม่ให้ประชาชนนิยม อย่างนี้จะให้ใครนิยม จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องทำ
ศักดิ์สยาม ชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประเทศ คือเรื่องความยากจนและหนี้สิน เพราะว่าโครงสร้างในการประกอบอาชีพของประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ กฎหมายยังคงไปจำกัดสิทธิบางอย่างอยู่ วันนี้เรื่องของการใช้เงินเพื่อที่จะเป็นสวัสดิการ ต้องถามสองเรื่องก่อน คือ 1.มีการตรวจสอบชัดเจนหรือไม่ว่าเป็นผู้ด้อยจริงๆ 2.งบประมาณของทางราชการมีเพียงพอหรือไม่ พรรคมองว่าต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน เช่น การกำหนดราคาสินค้าเกษตรที่ไม่เป็นธรรม ของพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ข้าว ยาง มัน อ้อย ปาล์ม มีแค่อ้อยอย่างเดียวที่ออกพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณไปแทรกแซง เพราะสามารถใช้โครงสร้างของพ.ร.บ.อ้อยน้ำตาลที่มีกับพืชอีกสี่ตัว แบ่งกำไรที่เกิดขึ้นให้แก่เกษตรกรได้ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องทำให้ประชาชนแข็งแรง มีรายได้ที่มาจากศักยภาพของตนเอง

   นโยบายปากท้องอันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศในขณะนี้
ปิยบุตรอธิบายว่า พรรคมีนโยบายในการปลดหนี้สำหรับเกษตรกรที่ทำเกษตรไม่ไหวแล้ว ส่วนเกษตรกรที่ยังมีศักยภาพในการทำงานอยู่แต่มีหนี้สิน จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ ปัญหาที่ดินทำกินในเรื่องที่ทับป่า ป่าทับที่ เราจะเข้าไปยุติการดำเนินคดีเป็นการชั่วคราว และต้องมีการขีดเส้นแบ่งกันใหม่ เอาความคิดเรื่องป่าชุมชนสิทธิชุมชนมาใช้ ให้ใช้ประโยชน์ใช้สอยร่วมกัน เรื่องสวัสดิการเรามีนโยบายคือเด็กแรกเกิดเราจะมีเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาทต่อเดือน เยาวชนอายุ 18-22 ปี จะมีเงินเดือนให้เดือนละ 2,000 บาท อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้มีโอกาสเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาโดยไม่ต้องกู้กยศ.
ศักดิ์สยามบอกว่า พรรคบอกมาตลอดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศคือเรื่องความยากจนและหนี้สินของประชาชน ซึ่งเรามองกลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกร ในการปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด พืชไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่กลไกการกำหนดราคา ซึ่งไม่มีกฎหมายมารองรับให้เป็นธรรม มีตัวเดียวที่ทำก็คืออ้อย ที่เป็นการแบ่งปันกำไรอย่างเป็นธรรม ซึ่งเราจะมาทำเรื่องนี้ให้พืชเศรษฐกิจทุกตัว จะส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอล ไบโอดีเซล ให้เต็มรูปแบบ เป็นการประหยัดเงินที่จะไปซื้อปิโตรเลียม และสามารถส่งออกได้ เรื่องหนี้กยศ.ที่มีปัญหา ซึ่งจะปรับโครงสร้างให้ ดอกเบี้ยต้องไม่มี เบี้ยปรับต้องไม่มี ผู้ค้ำประกันก็ไม่ควรมีแล้วเพราะเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษา สิ่งสำคัญคือระยะเวลาในการชำระคืนต้องยาว เวลาปลอดหนี้ต้องเพิ่ม จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนฟรีด้วยระบบออนไลน์ และความเท่าเทียมในเรื่องของสุขภาพ ที่จะยกระดับ อสม.
จุรินทร์ ยืนยันว่าเรื่องปากท้องคือการแก้จนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งต้องเพิ่มรายได้ สองต้องลดรายจ่าย สามต้องแก้หนี้ สี่ต้องเพิ่มเงินเก็บหรือเงินออม จึงจะแก้จนได้ ซึ่งพรรคมีนโยบายที่จะประกันรายได้ทั้งข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด และก็อ้อยที่จะมีระบบการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง จะมีกองทุนน้ำชุมชนเพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการแหล่งน้ำในชุมชนไว้ใช้ทำเกษตรได้ ผู้ใช้แรงงานจะประกันรายได้ 120,000 บาทต่อปี พรรคจะไม่เลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่จะปรับวิธีการให้ดีขึ้น จะให้เป็นเงินสดสามารถไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหมู่บ้านในตำบลได้ที่ไม่ใช่แค่ร้านธงฟ้า โดยจะเพิ่มเงินให้เป็น 800 บาทต่อคน สำหรับคนจน ส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาท และอสม.ก็จะเพิ่มเป็น 1,200 บาท ส่วนการลดรายจ่ายก็คือ เรื่องของสวัสดิการต่างๆ เช่น เรียนฟรี เกิดปั๊บรับแสน โดยเดือนแรกเราจะให้ 5,000 บาท ต่อไปจะอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาท ไปจนถึงอายุ 8 ขวบ เพื่อให้แม่มีเงินไปซื้ออาหารครบสามมื้อ
กอบศักดิ์บอกว่า  นโยบายที่พรรคจะทำมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน เรียกว่าการสานต่อสิ่งที่ดีๆ อยู่ในขณะนี้ การแก้ไขในสิ่งที่พลาดพลั้งไป และเรื่องของการเพิ่มเติม เรื่องปากท้องอย่างเช่น บัตรประชารัฐ เราขยายผลต่อแน่นอน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เรื่องบ้านล้านหลังที่จะทำ เพราะมองว่าคนจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีบ้าน ทำเรื่องการอุดหนุนชาวนาว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้รับรายได้ที่เหมาะสม แต่เราจะไม่จำนำเกินราคา แต่จะจำนำในราคาที่เหมาะสม แต่ส่วนที่เหลือก็อุดหนุนชาวนาไป เช่น ค่าเก็บเกี่ยว รวมถึงเรื่องการปลูกไม้มีค่า เราจะสานต่อเรื่องนี้ที่เพิ่งมีพ.ร.บ.ออกมา รวมถึงนโยบายหาบเร่แผงลอยที่ตึงเกินไป จะมีการดำเนินการผ่อนผันในเรื่องนี้ให้หากได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล จะมีการจัดทำนโยบายมารดาประชารัฐเพื่อแม่และเด็ก การทำเรื่องส.ป.ก. 4.0 ให้สามารถโอนย้ายสิทธิ์ได้ พร้อมเพิ่มมูลค่าเมื่อนำไปค้ำประกัน

อุดรแดงเดือด “เมียขวัญชัย” ชน “น้องอีโต้อีสาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363757?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดรแดงเดือด “เมียขวัญชัย” ชน “น้องอีโต้อีสาน”

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อาภรณ์ สาราคำ,ขวัญชัย ไพรพนา,อุทัย แสนแก้ว,่ พรรคเพื่อไทย,อีโต้อีสาน,ธีระชัย แสนแก้ว,คนรักทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 10,656 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ภาพรวมสมรภูมิเลือกตั้งอุดรธานี 8 เขต ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ยังเป็นต่อทุกสังเวียน แม้ครั้งนี้ จะมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ลงสนามมากขึ้น แต่ด้วยกระแสคนเสื้อแดง และกระแสคนรักทักษิณ ยังทำให้อดีต ส.ส.เพื่อไทย หายใจคล่องกว่าพรรคอื่น

อาภรณ์ เดินเคาะประตูบ้าน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี (บางตำบล) เจ้าของแชมป์เขตนี้คือ ทองดี มนิสสาร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน 2557 ทำให้พรรคต้องเลือกเฟ้นกันอยู่นาน กว่าจะมาลงเอยที่คู่ชีวิต “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร
ปลายปีที่แล้ว มีข่าว พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะลงสนามเขต 4 “ขวัญชัย” ก็ไลฟ์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวแก่สมาชิกชมรมคนรักอุดรว่า อาภรณ์ สาราคำ ภรรยา ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง

อาภรณ์ สาราคำ

ฝ่าย พ.ต.ท.สุรทิน ได้จัดงานบวงสรวงใหญ่เอาฤกษ์เอาชัยที่บ้านหนองขาม เพราะสุรทินนับถือเจ้าปู่จงมาประมาณ 20 ปี หลังทราบข่าวดีจากพรรค

          29 มกราคม “ขวัญชัย” แจ้งข่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง “อาภรณ์” เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 อุดรธานี ส่วน พ.ต.ท.สุรทิน ได้ข่าวว่า ขาดคุณสมบัติ ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้

กลางปีที่แล้ว “ขวัญชัย” ออกจากเรือนจำ ได้แถลงชัดเจน ขอเป็นกองเชียร์หนุนภรรยา “อาภรณ์” อดีต ส.ว.อุดรธานี ลงสมัคร ส.ส.เขต ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย

ขวัญชัย ไพรพนา เคยหนุนภรรยา เป็น ส.ว.อุดรฯ มาแล้ว

ส่วนคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทยคือ “อุทัย แสนแก้ว” อดีต ส.จ. และอดีตแกนนำมวลชน น้องชาย “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์

         ทั้งขวัญชัย และอุทัย ก็เคยทำงานร่วมกันในนาม “คนรักทักษิณ” ช่วงปี 2550 ได้เคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดเหตุปะทะกัน โดยเวลานั้น “ธีระชัย” เป็นมือขวาของเนวิน ชิดชอบ ในการจัดทัพมวลชนสนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ

อุทัย แสนแก้ว อดีตแกนนำคนรักทักษิณ เมืองอุดรฯ

ขวัญชัย ไพรพนา และอุทัย แสนแก้ว ตกเป็นจำเลยคดีทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และทำให้เสียทรัพย์ เหตุเกิดในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 โดยคดีดังกล่าวนำเข้าดำเนินการในศูนย์สมานฉันท์และสันติวิธีของศาลจังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์ทั้ง 7 คน กับอุทัย แสนแก้ว จำเลยที่ 2 สามารถพูดจาตกลงกันได้ ส่วนขวัญชัยถูกจำคุก 2 ปีเต็ม และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561

อุทัย ไปหาเสียงที่ไหน หนีบหัวหน้าพรรคไปด้วย 

ดังที่ทราบกัน “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว เลือกเดินตามกลุ่ม “นายใหญ่บุรีรัมย์” ออกจากค่าย “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย ช่วงรัฐบาล คสช. “อีโต้อีสาน” ยังทำงานกับชาวไร่อ้อย และชาวสวนยาง โดยมีตำแหน่งเป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)”

ปลายปีที่ผ่านมา ธีระชัย แสนแก้ว ในฐานะแม่ทัพภูมิใจไทย อุดรธานี ได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต ที่สนามมวยอีโต้อีสาน จึงมีการโชว์พลังความพร้อม ด้วยการสวมนวมชกมวยขึ้นเวที

ธีระชัย แสนแก้ว ฉายา “อีโต้อีสาน”

ฉะนั้น การพบกันระหว่าง “อาภรณ์” ภรรยาขวัญชัย กับ “อุทัย” น้องชายอีโต้อีสาน เหมือนการรีเทิร์นแมตช์อดีต “คนกันเอง”

          ศึกนี้ต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ น้องอีโต้อีสาน อาจเป็นรองในด้านกระแสพรรค แต่มีลูกตื๊อลูกตาม และกำลังภายในจากพี่ชาย คงมีลุ้นจนถึงคืนสุดท้าย

ลึก-ลึกศึกงานบวช “วัดสิงห์คอนเนกชั่น” “ม่วงศิริ” ปึ้กกว่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลึก-ลึกศึกงานบวช “วัดสิงห์คอนเนกชั่น” “ม่วงศิริ” ปึ้กกว่า

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:26 น.
วัดสิงห์,มัธยมวัดสิงห์,เฉลิม อยู่บำรุง,คนใหญ่บางบอน,วัน อยู่บำรุง,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,ทีมงานใจถึงพึ่งได้,บางขุนเทียน-จอมทอง,พื้นที่เลือกตั้ง,ตระกูลอยู่บำรุง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,สมัคร สส
เปิดอ่าน 108,203 ครั้ง

ศึกวัดสิงห์ ตอนแรก “วัน” ดูจะเดินเกมแรง แต่ข้ามวันไปก็ลดดีกรีลงมา คงเกรงปฏิกิริยามวลชนในพื้นที่ หรือไม่ก็นึกได้ว่าไม่ใช่พื้นที่เลือกตั้งของตระกูลอยู่บำรุง!

          000 ศึกแดงเดือด–พรีเมียร์ลีกกร่อยไปเลย เมื่อเจอข่าวกลุ่มชายฉกรรจ์ “ตลาดล่าง–วัดสิงห์” บุกถล่ม “โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์” ตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ยันบ่ายวันจันทร์ ข่าวนี้ยึดครองพื้นที่ข่าว ประกอบกับตัวละครสมทบอย่าง “วัน อยู่บำรุง” ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางบอน–หนองแขม ออกมาปกป้อง “ลูกสาว” (นักเรียนที่ถูกทำร้าย) ของสมาชิก “เอฟซีใจถึงพึ่งได้”

          000 ตอนแรก “วัน” ดูจะเดินเกมแรง แต่ข้ามวันไปก็ลดดีกรีลงมา คงเกรงปฏิกิริยามวลชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ก่อเหตุล้วนเป็นคนย่านบางขุนเทียน อีกอย่างหนึ่ง บางขุนเทียน–จอมทอง ไม่ใช่พื้นที่เลือกตั้งของตระกูลอยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง กับแม่ลำเนา ศิษย์เก่ามัธยมวัดสิงห์

         000 ใช่เลย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” และ “ลำเนา อยู่บำรุง” เคยเรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เพราะทั้งคู่เป็นคนย่านนี้ “เฉลิม” อยู่แถวทุ่งบางบอน ส่วน “อาจารย์แป้น ลำเนา” อยู่สวนส้มบางมด สมัยเรียนวัดสิงห์ไม่ได้ชอบพอกัน ความรักมาผลิบานตอนที่ “อาจารย์แป้น” เรียนครูอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูสวนดุสิต และ “เฉลิม” เพิ่งเรียนจบโรงเรียนนายสิบทหารบก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับลูกชาย – วัน

          000 ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2559 “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ควงลูกชาย “วัน” ไปร่วมงาน “คืนสู่เหย้า สิงห์สัมพันธ์ 59 ชาวชมพู–เขียว” ที่สนามโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เพื่อกลบกระแสข่าว “เฉลิม” ป่วยหนักอาการร่อแร่ นัยว่า “เนาวรัตน์–เถลิง” น้องชายของเฉลิมเรียนที่มัธยมวัดสิงห์ ยกเว้นลูกชาย 3 คน ที่เรียนสวนกุหลาบฯ  

ปี 2559 เฉลิม มาร่วมงานคืนสู่เหย้า รร.มัธยมวัดสิงห์

          000 เดิมทีโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ชื่อโรงเรียนวัดสิงห์ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสิงหราชพิทยาคม เมื่อปี 2514 และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ปี 2538 เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้รองรับเด็กๆ ในพื้นที่บางขุนเทียน และบางบอน ผู้มีอุปการคุณของโรงเรียน จึงเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในตระกูล “ม่วงศิริ” ตั้งแต่ “กำนันปลิว” จนมาถึงรุ่นลูก

กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ แห่งบ้านใหญ่บางบอน

          000 ปัจจุบัน “ทีมม่วงศิริ” ได้เข้ามาดูแลโรงเรียนนี้เต็มที่ “สุเทพ ม่วงศิริ” เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ “กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และ “กำนันประพันธ์ ม่วงศิริ” อดีต ส.ก.เขตบางบอน เป็นประธานมูลนิธิมัธยมวัดสิงห์

ทีมงานม่วงศิริ

          000 สำหรับที่ตั้งของวัดสิงห์ และโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 23 เขตจอมทอง เขตธนบุรี (เฉพาะแขวงดาวคะนอง แขวงบุคคโล และแขวงสำเหร่) ซึ่งเป็นฐานการเมืองของ “เจ๊นัน” นันทพร วีรกุลสุนทร ภรรยาของ “เฮียล้าน” สุทธิชัย วีรกุลสุนทร

          000 สมรภูมิเลือกตั้งปากน้ำ 2562 มีความคึกคักมากเป็นพิเศษ เมื่อตระกูล “อัศวเหม” ขอทวงพื้นที่คืนจากพรรคเพื่อไทย เพราะการเลือกตั้ง 3 สมัยที่ผ่านมา “บ้านใหญ่อัศวเหม” พ่ายแพ้แก่พลังเสื้อแดง และพรรคของทักษิณมาตลอด หนนี้ กลุ่มอัศวเหมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสู้ค่ายเพื่อไทย แชมป์เก่า

ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

          000 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ นำโดย อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อนุชา นาคาศัย, อิทธิพล คุณปลื้ม และชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ท่ามกลางพลังมวลชนมากกว่า 2 หมื่นคน

อัครวัฒน์ อัศวเหม

          000 หัวหน้าทีมอัศวเหม ในสังเวียนเลือกตั้งคือ “อัครวัฒน์ อัศวเหม” อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ และหลานของวัฒนา อัศวเหม ลงเขต 1 อ.เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะ ต.ปากน้ำ) ซึ่งเทศบาลนครสมุทรปราการนั้น อยู่ใต้การบริหารของคนในเครือข่ายบ้านใหญ่อัศวเหม 

ทีมสมุทรปราการก้าวหน้า ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

          000 ฝั่งพระประแดง “ฐาปกรณ์ กุลเจริญ” หลานชายของสนิท กุลเจริญ อดีต ส.ส.หลายสมัย ก็ร่วมทีมอัศวเหม หวังนำตระกูล “กุลเจริญ” คืนสู่สภาผู้แทนฯ อีกรอบ 

เสี่ยเอ๋ ในบทบาทประธานสโมสรลูกหนัง

          000 มิเพียงการเมือง “เสี่ยเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ทุ่มเทเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน โดยรับตำแหน่งประธานสโมสร “สมุทรปราการ ซิตี้” (ชื่อเดิม–พัทยา ยูไนเต็ด) ลุยศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 โดยนัดเปิดสนามฤดูกาล วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 ที่สนามสมุทรปราการ สเตเดี้ยม (กกท.บางพลี) ทีมปากน้ำเอาชนะทีมเชียงใหม่ เอฟซี ไปได้สกอร์ 3-2 ภายใน 3 ปี “เสี่ยเอ๋” สัญญากับชาวสมุทรปราการ จะสร้างสนามเหย้าที่มีความจุ 32,000 คนแน่นอน

ลอกคราบ “อนาคตใหม่” ซ้ายซ่อนรูป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “อนาคตใหม่” ซ้ายซ่อนรูป

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,กระดานความคิด,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 7,036 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา  บางปะกง

หลายคนกังขาท่าทีของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ต่อพรรคอนาคตใหม่ และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่จิกกัดไม่เลิกรา

ถ้ายังจำกันได้ กลางปีที่แล้ว “ปวิน” เชื้อเชิญธนาธรไปร่วมบรรยายในหัวข้อ “การเมืองแห่งความหวัง : ก้าวพ้นทศวรรษที่สูญหาย” ที่มหาวิทยาลัยโดชิชา ที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีปวินเป็นเจ้าของคลาส ตอนนั้น ฝ่ายที่ไม่ชอบธนาธร ก็วิจารณ์อย่างหนัก กรณีหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปพูดตามคำเชิญของนักวิชาการที่มีชื่ออยู่ใน “บัญชีดำ” ของ คสช. เกี่ยวกับความมั่นคงและสถาบันเบื้องสูง

สเตตัสล่าสุดของ “ปวิน” ที่วิจารณ์ตรงๆ ว่า “นักวิชาการไทยที่หันไปเชียร์อนาคตใหม่เพราะเบื่อเพื่อไทย นั่นเป็นทางเลือกของคุณ จะชอบของใหม่เพราะภาพลักษณ์ธนาธร นั่นก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าจะมาเถียงว่าเพราะเพื่อไทยสู้ไปกราบไปแล้วเบื่อ เลยหันไปเลือกอนาคตใหม่ อันนี้ขอด่านักวิชาการพวกนี้ว่าอีตอแหล”

          จริงๆ แล้ว ปวินคาดหวังสูงว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จะสานต่อเจตนารมณ์ของ “คณะนิติราษฎร์” ในการแก้ไขมาตรา 112 โดยบรรจุไว้ในแนวทางนโยบายของพรรค แต่แกนนำสองคนนี้ ไม่เอาประเด็นละเอียดอ่อนมาทำเป็นนโยบายหาเสียง 

สองแกนนำอนาคตใหม่ ตระหนักดีถึงปฏิกิริยาโต้กลับ และความแตกต่างระหว่าง “คณะนิติราษฎร์” กับพรรคการเมือง จึงเดินหน้าหาฐานเสียงในกลุ่มที่ไม่ชอบ คสช. ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่

รูปแบบการเปิดตัวของ “พรรคอนาคตใหม่” ก็คือการตลาดการเมือง โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์คน (Personal Brand) พวกเขาเชื่อมั่นในทฤษฎี Political Marketing ที่ว่า “พรรคการเมืองจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ต้องเป็นพรรคที่มีเข็มมุ่งทางการตลาดเท่านั้น”

“ทักษิณ“ สร้าง ”พรรคไทยรักไทย“ ด้วยการนำกลยุทธ์การตลาดเข้ามาใช้ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา จนสามารถเสนอ ”โปรดักท์” ที่เรียกว่า “ประชานิยม” อันแตกต่างในตลาดจนประสบชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

พรรคอนาคตใหม่ กำลังก้าวเดินไปตามทฤษฎี Political Marketing โดยเริ่มจากการสร้างแบรนด์ “ผู้นำพรรค” อย่าง “เอก ธนาธร” เป็นภาพผู้นำคนรุ่นใหม่ การใช้กลยุทธ์ออนไลน์ปั่นกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ก็เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว

          เชื่อว่า แกนนำพรรคส้มหวาน คงได้บทเรียนจากในอดีตของ “พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย” และ “พรรคพลังใหม่” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว สองพรรคการเมืองนี้เป็นศูนย์รวมปัญญาชนก้าวหน้า ผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

พรรคสังคมนิยมฯ ปักป้ายสังคมนิยมเด่นชัด ส่วนพรรคพลังใหม่ ยังอยู่ก้ำกึ่งระหว่างเสรีนิยมกับสังคมนิยมแบบรัฐสวัสดิการ

เลือกตั้ง 2518 สองพรรคคนรุ่นใหม่ ได้ ส.ส.มาเกินคาด และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ แต่โชคร้ายที่อุดมการณ์สังคมนิยมเบ่งบาน กลางสมรภูมิระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย

เลือกตั้ง 2519 กระแสลมขวาจัดพัดแรงราวพายุใหญ่ กวาดอดีต ส.ส.พรรคสังคมนิยมฯ และพรรคพลังใหม่สอบตกกราวรูด

ว่ากันตามจริง ปิยบุตร จบกฎหมายจากฝรั่งเศส และมีความสนใจในการเติบใหญ่ของ “พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส” มานานแล้ว การสร้างพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่มีนายทุนคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของพรรค ก็ไม่ต่างจากการสร้างพรรคสังคมนิยม ที่มีอุดมการณ์ชี้นำพรรค วัฒนธรรมภายในองค์กร ก็พยายามทำให้เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่รากขึ้นมา

แต่ ใจ อึ๊งภากรณ์ กลับมองว่า มันเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่พรรคอนาคตใหม่ ดูเหมือนยังไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ ของไทย เพราะพรรคกระแสหลักเดิมๆ มักจะมีนายทุนหรือทหารเป็นแกนนำ และมีนายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

ทำนองเดียวกัน สุวินัย ภรณวลัย มองว่า คำประกาศกวาดล้างมรดก ของ คสช. และข้อเสนอของปิยบุตรเหล่านี้คือ Manifesto หรือ คำประกาศการปฏิวัติของพรรคปฏิวัติ ตามโมเดลการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ปิยบุตรเป็นผู้รู้ระดับต้นๆ ของประเทศนั่นเอง

          24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นพรรคแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ หรือพรรคปีกซ้ายที่มีชะตากรรม ไม่ต่างจากพรรคพลังใหม่ และพรรคสังคมนิยมฯ ในอดีต

‘เพชรรา’ ในดวงใจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เพชรรา’ ในดวงใจ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ศิลปินแห่งชาติ,เพชรา เชาวราษฎร์,โครงการ รักพี่วิน,เครดิตบูโร
เปิดอ่าน 762 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีข่าวน่ายินดีที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศชื่อ “ศิลปินแห่งชาติ” พ.ศ.2561 ซึ่งมีหลายแขนงหลายท่านด้วย และมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ถือได้ว่าทุกท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่าเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลัง

มีอยู่ท่านหนึ่งที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ยินดีปลาบปลื้มเป็นพิเศษคือนางเอกตลอดกาล ‘เพชรา เชาวราษฎร์’ ซึ่งคนรุ่นก่อนก็รู้จักกันดี เจ้าของฉายา ‘นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง’ แปลเป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ‘เพชราตาหวาน’ ซึ่งแต่ก่อนใครตาสวยตาหวานก็จะยกย่องเรียกว่า ‘ตาหวานเหมือนเพชรา’

ก่อนอื่นขอนำเรื่องชีวิตของนางเอกตาหวานจากเมืองระยองมาสรุปพอสังเขปให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่า

“เพชรา เชาวราษฎร์” แสดงภาพยนตร์มาประมาณ 300 เรื่อง ประสบความสำเร็จงดงามทุกเรื่อง ทำกำไรให้ผู้สร้างภาพยนตร์เป็นที่กล่าวขาน แม้ชาวบ้านในชนบทไม่มีโอกาสดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ได้ดูหนังกลางแปลงแค่ชื่อเพชรา เชาวราษฎร์ เป็นที่ติดปาก ติดอกติดใจคนไทย

แม้หยุดการแสดงไประยะหนึ่งแล้วด้วยปัญหาสุขภาพด้านดวงตา แต่ยังอยู่ในวงการบันเทิงอยู่เบื้องหลังการจัดรายการเพลงทางสถานีวิทุยและถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประสงค์จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ รวมทั้งอยู่เบื้องหลังงานภาพยนตร์

ภาพยนตร์ที่ทำให้มีชื่อเสียงคือ “นกน้อย” ออกฉายเมื่อปี 2507 โดยดอกดิน กัญญามาลย์ เป็นผู้ให้โอกาส ปรับเปลี่ยนบทบาทให้มีความโดดเด่น เป็นเด็กกำพร้า ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ แต่ก็สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างชื่อให้ได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองในสาขาผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

ดังนั้นจึงไม่เกินเลยหากผมจะขอบอกว่า ‘เพชรา’ ในดวงใจเพราะเธอคือนางเอกที่งดงามและโดนเด่นเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในจอเงินและชีวิตจริง

‘เพชรา’ ต้องต่อสู้กับชีวิตมาตั้งแต่เด็กและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจนถึงเวลานี้

ooo

ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งกัน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นเด็กวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ดีใจที่ธนาคาร 5 แห่ง ได้จัดโครงการช่วยเหลือเงินกู้ ซึ่งเวลานี้พวกเราต้องเจอดอกมหาโหด กู้เงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์และอยากให้รับรู้ว่าเป็นเรื่องดีมากและขอให้ชาววินทุกคนได้ทราบนโยบายนี้ว่า

โครงการ “รักพี่วิน” ร่วมกับ 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยเครดิตเพื่อราย่อย จำกัด (มหาชน) ปล่อยเงินกู้และช่วยค้ำประกันกลุ่มอาชีพอิสระ อาทิ วินมอเตอร์ไซค์ หรือกลุ่มผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์สาธารณะ

พี่วินเป็นโครงการนำร่องให้สินเชื่อแก่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และจะขยายไปยังกลุ่มอาชีพอื่น ซึ่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ใช้สนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อตามโครงการนี้ 10,000 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 100,000 บาท คาดช่วยกลุ่มอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อ 10,000 ราย แบ่งเป็น 1.กู้ซื้อรถใหม่ อนุมัติไม่เกิน 100,000 บาท 2.กู้ฉุกเฉิน ซ่อมแซมรถ และแก้หนี้นอกระบบไม่เกิน 50,000 บาท โครงการนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 4,580 ล้านบาท ลดปัญหาหนี้นอกระบบได้กว่า 100 ล้านบาท

วินมอเตอร์ไซค์ติดเครดิตบูโร หรือมีพฤติกรรมการชำระหนี้ไม่ดีนั้นจะได้รับการปล่อยกู้จากธนาคารเพียงบางแห่งเท่านั้น อาทิ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ในวงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ยค้ำประกันไม่เกิน 28% ต่อปี อาทิ ถ้ากู้เงิน 50,000 บาท ผ่อน 4 ปี ซื้อมอเตอร์ไซค์จากร้านค้าทั่วไปผ่อนเดือนละ 2,500 บาท หากกู้ผ่านโครงการรักพี่วินผ่อนเดือนละ 1,500 บาท ประหยัดเดือนละ 1,000 บาท หรือมากกว่า 40,000 บาท ใน 4 ปี

คุณสมบัติจะต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีบัตรประจำตัวประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์สาธารณะ (บัตรเหลือง) มีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศกว่า 200,000 คน

ผมในฐานะวินมอไซค์จึงขอแจ้งข่าวดีนี้ให้พวกเราได้ทราบและขอบคุณที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ขอให้คำมั่นว่าจะบริการอย่างดีโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการแรกและจะประพฤติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
      บุญเกิด (วินห้วยขวาง)

 

   ตอบคุณ ‘บุญเกิด’ ห้วยขวาง
เรียนให้ทราบว่าผมเองก็ใช้บริการวินมอไซค์เป็นประจำ บอกตามตรงว่าทีแรกก็กลัวๆ จะเฉี่ยวชนหรือหล่นลงมา แต่ตอนหลังก็ปรับตัวได้ ได้พูดคุยกับพี่ๆ วินแล้วเห็นบ่นเสียงเดียวกันว่าต้องไปกู้เงินนอกระบบมาดาวน์และหารายได้ผ่อนเอา และที่สำคัญต้องเซ้งเสื้อวินมาราคาเป็นหลายหมื่น พวกคิววินดีๆ ราคาเป็นแสน
นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเมื่อกลุ่มธนาคารมีนโยบายช่วยเหลือให้กู้เงินปล่อยสินเชื่อแบบนี้จึงน่าสนับสนุนอย่างมาก

ขอฝากให้ชาววินช่วยรักษาความดี เมื่อได้เงินกู้มาอย่าเอาไปกินเหล้า เล่นพนัน จะหมดตัวครอบครัวลำบาก และอย่าไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และขับขี่ด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นประการสำคัญ