หัวใจพระพุทธศาสนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวใจพระพุทธศาสนา

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:46 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,มาฆบูชา,นักเรียน,นักศึกษา
เปิดอ่าน 643 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วัน ‘มาฆบูชา’ ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงนำไปปฏิบัติเพื่อเข้าใจถึงแก่นแท้พุทธศาสนา ดังนี้

ooo

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ‘หัวใจพระพุทธศาสนา’ ในงานวันมาฆบูชา ใจความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาจิตใจว่า

“คนมีปัญญา ทำจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ให้ตรงได้เหมือนช่างศรทำลูกศรให้ตรงได้” ฉะนั้นการอบรมจิตใจให้ถึงความเป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยสติปัญญาย่อมเป็นวิถีทางของการเป็นพุทธศาสนิกชน แต่หนทางที่จะก้าวไปสู่ความเป็นบัณฑิต ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมเป็นหนทางสายเอก ด้วยอำนาจพระมหากรุณา จึงประทานโอวาทปาฏิโมกข์เป็นบทสรุปวิถีทางอบรมจิตใจของพุทธบริษัทไว้ 3 ประการ

โดยการทำความดี ละเว้นความชั่ว และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ดังที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา เนื่องในดิถีมาฆบูชา ขอพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าใช้โอกาสนี้ เร่งสำรวจจิตใจของตนด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเปรียบประดุจศรที่ยังคดงอประการใดบ้าง

เมื่อพบแล้ว จงหันมาเอาใจใส่ศึกษาปริยัติธรรมชำระจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว
จนยกระดับสู่ขึ้นปฏิบัติธรรมเปรียบประดุจการทำลูกศรให้ตรง นำไปสู่การบรรลุถึงปฏิเวธธรรมอันเป็นเป้าประสงค์ได้สมมโนปณิธาน

จึงขอให้พัฒนาจิตใจให้บรรลุสู่หัวใจพระพุทธศาสนา
ooo

 เด็กรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอบใจนโยบายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และอยากให้ทุกสถาบันถือเป็นโมเดล ดังนี้

ในปีการศึกษา 2562 มหาวิทยาลัยยังคงเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ถูกรีไทร์กลับเข้าเรียน ถือเป็นปีที่ 2 ที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ หลังจากปีการศึกษา 2561 ได้รับผลตอบรับออกมาดีมาก นักศึกษาที่กลับเข้าเรียนใหม่ที่ผ่านมาเป็นนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์หรือมีความจำเป็นจำต้องทำงานจึงต้องเลิกเรียนกลางคัน ซึ่งเมื่อทุกคนกลับเข้ามาเรียนจึงมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้เชื่อว่าจะมีนักศึกษาสนใจกลับเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเห็นตัวอย่างจากปีที่แล้วว่า มทร.ธัญบุรี สามารถทำเรื่องนี้ได้จริง

อย่ามองว่าเด็กที่ถูกรีไทร์ออกไปเป็นเด็กเกเร เพราะเด็กบางส่วนมีปัญหาทางบ้าน มีความจำเป็นต้องออกกลางคัน จึงควรเปิดใจให้โอกาสเด็กได้กลับเข้ามาเรียนต่อ

สำหรับนักศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีผลการเรียนที่อาจเข้าข่ายที่จะต้องถูกรีไทร์นั้น มหาวิทยาลัยมีแนวทางการช่วยเหลือ โดยจะเปิดโอกาสให้สามารถเทียบโอน หรือย้ายสาขาไปเรียนยังสาขาอื่นที่ชอบหรือที่ถนัดได้ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษา

นี่คือการให้โอกาสและผมเชื่อว่าเด็กถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่-เด็กเกเร
  สุรพล (กทม.)

ooo

  ตอบคุณ ‘สุรพล’ กทม.
ผมก็มีความเชื่อว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่หรือเด็กเกเร แต่บางคนมีปัญหาเรื่องครอบครัว, ขาดเงิน ฯลฯ

การที่ มทร.ธัญบุรี โดยท่านอธิการบดี “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ได้มีนโยบายให้เด็กถูกรีไทร์กลับเข้าเรียนจึงเป็นโอกาสทองอย่างดียิ่ง

นี่คือ ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ และเป็นการช่วยเหลืออย่างเข้าถึงและขอให้ทุกสถาบันได้โปรดให้โอกาสเช่นนี้

   อ๊อด เทอร์โบ
oddturbo1900@gmail.com

มีจดหมายส่งมากจากทั่วประเทศถึงเรื่อง ‘กัญชา’ ซึ่งอาจจะมีความสับสนจึงขอนำข่าวความคืบหน้าล่าสุดมาเพื่อความชัดเจน

จากจดหมายของคุณ ‘กำชัย’สารคาม และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

ooo

    ‘กัญชา’ ใช้ทางการแพทย์
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีพรรคการเมืองหลายพรรคนำเรื่องกัญชาเป็นนโยบายหาเสียงแต่ข่าวต่อจากนี้เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะ อย.มีประกาศออกมาแล้วครับ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประชุมพิจารณาอนุบัญญัติทั้งหมด 5 ฉบับ ประกอบด้วย กฎกระทรวง 1 ฉบับ เกี่ยวกับการผลิต การปลูก การสกัด การวิจัย การจำหน่ายและการส่งออกและประกาศอีก 4 ฉบับ

แบ่งเป็นประกาศตำรับที่มีส่วนประกอบของกัญชาที่จะใช้ในทางการแพทย์ แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านที่จะอนุญาตให้ปรุงยา ประกาศเกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา 3 ฉบับ ซึ่งให้ผู้ครอบครองมาแจ้งภายใน 90 วัน หลังกฎหมายบังคับใช้ โดยไม่ต้องรับโทษ

ประกอบด้วย 1.หน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียน มหาวิทยาลัยหน่วยงานที่ทำการวิจัย 2.ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีความไม่สบายใจจริงๆ ก็ให้มาแจ้งและสามารถใช้ยาจากกัญชาต่อไปได้ และ 3.บุคคลอื่นที่ไม่อยู่ในคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อ จะต้องส่งมอบกัญชาหรือยาที่เข้ากัญชาให้กับหน่วยงานของรัฐหรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปทำลาย

คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นชอบในร่างอนุบัญญัติทั้งหมดในเบื้องต้น แต่ยังต้องมอบให้ อย.ไปดำเนินการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน
เมื่อแจ้งการครอบครองแล้วก็ให้ผู้ป่วยใช้ยานี้ไปจนกว่าจะได้ไปพบแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน และได้รับการสั่งให้มีการใช้กัญชาตามระบบใหม่ที่เกิดขึ้น ยึดหลักว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทย รับรองมาว่าป่วยจริง เพราะกฎหมายมีเจตนาที่ดีให้ผู้ป่วยที่ขณะนั้นไม่สามารถมีช่องทางอื่นในการรักษาไปใช้ยาไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับ 4 กลุ่มโรคที่มีการเสนอในคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน จากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง

รวมถึงอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชนทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้น้ำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิก

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งเรื่องกัญชาให้ทราบและเข้าใจตรงกันครับ
กำชัย (สารคาม)

พ.ร.บ.ข้าวที่เป็นธรรม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363634?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ.ร.บ.ข้าวที่เป็นธรรม?

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
พรบข้าว,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 536 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติข้าว หรือพ.ร.บ.ข้าว ฉบับใหม่กำลังเป็นประเด็นร้อน เมื่อมีการพบว่าหลายมาตราในร่าง พ.ร.บ.ข้าวไม่เอื้อต่อการช่วยเหลือชาวนาไทย มิหนำซ้ำยังเป็นการผูกขาดให้ธุรกิจการค้าข้าวตกอยู่ในกำมือของกลุ่มนายทุน จนในเวลาต่อมาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องเลื่อนวาระการประชุมออกไปเป็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์

คงต้องเฝ้าจับตาอย่างต่อเนื่องว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการแก้ไขมากน้อยเพียงใด แต่สำหรับ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย

“ผมมองว่ากระบวนการพิจารณากฎหมายมันรวบรัดมาก และไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี ผลปรากฏว่าคนที่รู้เรื่องนี้มีน้อยมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้”

อาจารย์ประภาสชี้ว่า กระบวนการพิจารณากฎมายที่รีบเร่งเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดแต่ผลเสีย และไม่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้นสนช.ควรยุติการผ่านร่างกฎหมายที่เหลือค้างอยู่ในสภาเสียก่อน เช่นร่างพ.ร.บ.โรงงาน ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือแม้แต่ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น

“เดือนที่ผ่านมา สนช.ผ่านกฎหมายออกไป 66 ฉบับ รีบเร่งขนาดนี้ ผมเรียกการกระทำแบบนี้ว่าปิดประตูตีแมว ทำในรัฐบาลระบบปิด เร่งรีบ รวบรัด ไม่รอบคอบ ประชาชนไม่ได้รับรู้ ไม่ได้พิทักษ์ประโยชน์ สนช.ควรหยุดทำเสียเพราะเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดีทางการเมือง” อาจารย์ประภาสกล่าว

ในขณะเดียวกันการกำหนดตัวคณะกรรมการในการจัดนำนโยบายตามที่พ.ร.บ.ข้าวระบุ ก็มีตัวแทนของชาวนาและภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมวงน้อยมาก ในทางกลับกันพบว่ามีฝ่ายธุรกิจ ข้าราชการ ทหารเข้าไปเป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลให้นโยบายดังกล่าวไม่สะท้อนถึงปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญ

อาจารย์ประภาส กังวลว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแก้ปัญหาข้าวไม่ตรงจุด เพราะเน้นการแก้ปัญหาข้าวชนิดข้าว พันธุ์ กข. หรือข้าวอายุสั้นที่ไทยใช้ส่งออก จนล่าสุดมีราคาตกลงเรื่อยๆ จนชาวนาไม่ได้เงินจากการปลูกข้าว

“ชาวนาอยู่ไม่รอดถ้าไม่ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณภาพสูง เช่นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ โดยเน้นแนวทางเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน แต่พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ไม่ได้ไปสนับสนุนหรือส่งเสริมเรื่องเหล่านี้เลย”

อาจารย์ประภาสชี้ว่าชาวนาไทยต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเสียใหม่เพราะไม่สามารถผลิตข้าวแข็งซึ่งมีราคาต่ำได้แล้ว แต่ควรมุ่งเน้นให้ชาวนาปรับตัวผลิตข้าวที่มีความเฉพาะตัว มีเอกลักษณ์ เช่น ข้าวเฉพาะถิ่น อย่างข้าวหอมนครชัยศรีของกลุ่มชุมชนบ้านโฉนด ชุมชนคลองโยง-ลานตากฟ้า ที่สถาบันวิจัยสังคมเข้าไปร่วมมือพัฒนาด้วย

“กลุ่มชุมชนข้าวหอมนครชัยศรีเป็นการผลิตข้าวแนวเกษตรกรรมยั่งยืน ทำกันในกลุ่มเกษตรกร เราพบว่าข้าวก็ขายได้ ดังนั้นการพิจารณากฎหมายควรจะดูด้วยว่าจะเข้าไปสนับสนุนการปรับตัวของชาวนามากน้อยแค่ไหน”

เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับเจ้าปัญหากำหนดให้การจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เฉพาะข้าวที่ผ่านการจดทะเบียนและควบคุมโดยกรมการข้าวเท่านั้น จึงเปิดโอกาสต่อการผูกขาดโดยนายทุน ซ้ำยังไม่สนับสนุนให้มีการคิดค้น เพาะพันธุ์ พันธุ์ข้าวใหม่ๆ อย่างที่ควรจะเป็นแนวทางเกษตรกรยุคใหม่

“ผมมองว่าผู้มีอำนาจในเชิงการกำหนดนโยบายประเทศไม่เชื่อว่าชาวนารายย่อยๆ จะปรับตัวลุกขึ้นมาขายข้าว เพาะพันธุ์ข้าวเองได้ แต่ปัจจุบันชาวนาไทยกลายเป็นแบบนี้กันแล้ว แต่เขายังมองไม่ออก มองเห็นเพียงภาพใหญ่ว่าการค้าขายข้าวต้องมีธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปควบคุมนะ ไม่มองวิธีคิดไปที่เกษตรกรรายย่อยๆ”
อาจารย์ประภาสชี้ว่าปลายทางของประเทศเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกต่างล้วนไปสู่การปลูกข้าวคุณภาพสูง เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม ที่ปัจจุบันเริ่มมีการส่งออกข้าวท้องถิ่นของตนเองไปต่างประเทศแล้ว แต่ที่สำคัญทิศทางของกฎหมายพ.ร.บ.ข้าวที่ควรจะเป็นต้องเป็นกฎหมายที่สนับสนุนและส่งเสริมชาวนารายย่อยไม่ใช่กฎหมายที่ถูกสั่งการออกมาจากผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายที่ถูกสั่งจากผู้มีอำนาจเพียงอย่างเดียว

พิสูจน์หลักฐานตำรวจไทย..ใบรับรองมาตรฐานโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิสูจน์หลักฐานตำรวจไทย..ใบรับรองมาตรฐานโลก

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:01 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 409 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… สุริยา ปะตะทะโย

“ตำรวจ” เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่บังคับใช้กฎหมาย ทำงานใกล้ชิดประชาชน จึงถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นเมื่อเกิดคดีน้อยใหญ่ แต่การประพฤติตนของ “ตำรวจนอกรีต” บางนาย ส่งผลกระทบให้ภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในด้านลบ ความเชื่อมั่นเชื่อใจของชาวบ้านหดหาย แม้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีหลายหน่วยงาน แต่ก็ถูกเหมารวม และตั้งข้อสังเกตของชาวบ้านว่าจะยังได้รับความเป็นธรรมในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นหรือไม่

จะว่าไปแล้วคดีน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีอาญา สำหรับกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจจนถึงการพิพากษาของศาล การตัดสินถูกผิดขึ้นอยู่กับความหนักแน่นน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ทั้งจากพยานบุคคล พยานแวดล้อม วัตถุพยาน โดยเฉพาะหลักฐานทาง “นิติวิทยาศาสตร์” ถือว่าเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำบอกเล่า หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ฉะนั้น “สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)” จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการทำสำนวนคดีอาญา ซึ่งมีภารกิจในการสนับสนุนงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยใช้วิทยาการสมัยใหม่ในการตรวจหาและเพิ่มน้ำหนักพยานหลักฐานในทางคดีให้มีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าคดีอาชญากรรมใหญ่ระดับประเทศ คดีดังระดับโลกที่มีผลกระทบระหว่างประเทศ หลายคดีถูกคลี่คลาย คนร้ายจำนนต่อหลักฐาน ด้วยฝีมือตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หรือเรียกได้ว่า “ตำรวจนักวิทยาศาสตร์” และการันตีด้วยใบรับรองมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านนี้ โดย พล.ต.ท.พนมพร อิทธิประเสริฐ ผบช.สพฐ.ตร. เป็นประธานพิธีรับมอบใบรับรองระบบหน่วยงาน ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 จาก นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

พล.ต.ท.พนมพร อธิบายว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วางแผนและผลักดันให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจให้ได้การรับรองมาตรฐานกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยต้องมีการเตรียมการฝึกอบรมในเรื่องมาตรฐาน และสร้างความชำนาญให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดำเนินการจัดทำเอกสารต่างๆ และได้ดำเนินแผนขยายงานตรวจสถานที่เกิดเหตุของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจทั่วประเทศ จนสามารถยื่นขอรับการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ใน 3 ขอบข่าย ได้แก่ การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับชีวิต การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับทรัพย์ และ การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับระเบิด จนได้รับการรับรองระบบงานตรวจประเภท C ตามข้อกำหนดการตรวจสอบ และรับรองข้อกำหนด สำหรับหน่วยตรวจมาตรฐานเลขที่ มอก.17020:2012-2556 (IOS/IEC17020:2012) นั่นก็หมายถึงว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการรับรองมาตรฐานโลก

“นอกจากนี้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ยังได้รับการรับรองระบบหน่วยตรวจ (ISO 17020) ในงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านอื่นด้วย อาทิ ด้านตรวจลายพิมพ์นิ้วมือแฝง และการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (ISO 17025) ด้านตรวจยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกำลังดำเนินการเข้าสู่การรับรองมาตรฐานในงานนิติวิทยาศาสตร์ในงานด้านอื่นๆ ที่เหลือต่อไป จนครบทุกหน้างาน” พล.ต.ท.พนมพร ระบุ

ต้องเข้าใจว่าคดีอาชญากรรมโดยเฉพาะคดี “ฆาตกรรมอำพราง” ต้องคลี่คลายด้วยหลักฐานวิทยาศาสตร์ อาจต้องใช้เวลา คงไม่ได้รวดเร็วทันใจเหมือนในหนัง แต่อย่างน้อยชาวบ้านน่าจะอุ่นใจได้ว่าตำรวจพิสูจน์หลักฐานไทยมีใบรับรองมาตรฐานระดับโลก..!!

change สำรวจ “ปัญหาร้อนใจ”..อยากให้พรรคแก้ไขด่วน !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363635?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

change สำรวจ “ปัญหาร้อนใจ”..อยากให้พรรคแก้ไขด่วน !

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
เซ็บไซต์Changeorg,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,อังคณา นีละไพจิตร
เปิดอ่าน 427 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 267 ล้านคนและในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคนจัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นคนไทยเกี่ยวกับนโยบายเลือกตั้ง 2562 หัวข้อ ‘YOUR VOICE :ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’ ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาเป็นคำถามถึงคาดหวังต่อพรรคการเมือง ปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแก้ไข หรือนโยบายหาเสียงที่อยากได้ ผลปรากฏว่ามีผู้มาร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 5,136 คน ผู้ชายร้อยละ 62 และผู้หญิงร้อยละ 37

ผู้มาตอบคำถามร้อยละ 90 บอกว่าจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแน่นอน แต่ก็รู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับความโปร่งใสของการจัดเลือกตั้งทั้งระบบ เช่น การทำงานของกกต. การซื้อเสียง การโกงผลเลือกตั้ง ฯลฯ ประมาณร้อยละ 60 และมีกว่าครึ่งเชื่อหรือร้อยละ 52 ว่า “การเลือกตั้ง” ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างขั้วการเมืองต่างๆ

ส่วนข้อที่ให้เลือก “จัดลำดับความสำคัญประเด็นปัญหาสังคมที่ต้องการให้แก้ไขเร่งด่วน” หรืออยากให้เป็นนโยบายพรรคมากที่สุด ปรากฏว่าปัญหาที่มีผู้โหวตมากสุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ “ความเป็นธรรมทางกฎหมาย/ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” จำนวนร้อยละ 63 ส่วนปัญหาลำดับ 2 คือ “ความโปร่งใส การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” จำนวนร้อยละ 56 ส่วนเรื่อง “ปัญหาเศรษฐกิจ รายได้และปากท้อง” เป็นอันดับ 3 จำนวนร้อยละ 56

เมื่อถามถึงเรื่องสิทธิผู้หญิง ระบบบริการสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ผลปรากฏว่าปัญหาเกี่ยวกับ “สิทธิผู้หญิง” ที่อยากให้มีการแก้ไขมากสุด เรียงลำดับได้ตามนี้

ความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 55 การคุกคามทางเพศในที่สาธารณะและที่ทำงาน ร้อยละ 47 การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการฟื้นฟูให้กลับสู่สังคม ร้อยละ 38

ปัญหาสาธารณสุข คนโหวตร้อยละ 60 อยากให้คนไทยทั่วประเทศได้รับบริการรักษาอาการเจ็บป่วยดูแลสุขภาพด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีเหลื่อมล้ำของสิทธิทั้ง 3 กลุ่มคือ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการอันดับต่อไปคือ การพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉิน ร้อยละ 42 และ เพิ่มการเข้าถึงบริการแพทย์ของประชาชน เช่น โรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 41

ส่วน ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีการโหวตให้ ปัญหาขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม มากที่สุดถึงร้อยละ 67 ถัดมาคือปัญหามลพิษทางอากาศ พีเอ็ม 2.5 ร้อยละ42 และ ปัญหาการควบคุมการใช้สารพิษทางการเกษตรและการฟื้นฟูดิน ร้อยละ 33 และ “ปัญหาสิทธิมนุษยชน” มีการโหวตเรียกร้อง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จำนวนร้อยละ 36

ส่วนประเด็นเกี่ยวข้องกับ “สิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” มีคำถามว่าคนไทยอยากเห็นสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้ตอบว่าอยากให้สัดส่วนผู้หญิงเพิ่มเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 28 เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 22 เพิ่มเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 15 ส่วนผู้ตอบว่าจำนวนเท่าเดิมดีอยู่แล้วมีเพียงร้อยละ 8 และมีผู้ตอบว่า “ไม่แน่ใจ” ร้อยละ 17

เมื่อ “คม ชัด ลึก” นำโพลล์สำรวจความคิดเห็น ‘YOUR VOICE :ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’  ไปสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปัญหากระบวนการยุติธรรม ที่แทบจะไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสนใจนำมาเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งอย่างจริงจัง ทั้งที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนมากที่สุด!

“อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็นถึงปัญหา ความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม ได้รับความสนใจสูงสุด เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อตัวเองเป็นผู้เสียหาย สอดคล้องกับข้อมูลของคณะกรรมการสิทธิฯ ที่มีผู้ร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เช่น การทำงานของตำรวจในการจับกุมผู้กระทำผิด ความล่าช้าในการหาหลักฐาน การส่งคดีไปศาล การประกันตัวผู้ต้องหา ฯลฯ

“ปัญหาเหล่านี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่โตเหมือนปัญหาเศรษฐกิจหรือระบบการศึกษา แต่กลายเป็นปัญหาที่ทำให้คนเดือดร้อนที่สุด น่าเสียดายตอนนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนนำประเด็นนี้มาทำเป็นนโยบายอย่างหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น นโยบายปฏิรูปตำรวจ นโยบายการเยียวยาผู้เสียหาย นโยบายการคุ้มครองพยาน การใช้สิทธิประกันตัว หรือการแก้ไขระบบสืบสวนหาหลักฐานการดำนเนินคดีความต่างๆ ส่วนตัวแล้วอยากให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่หมด เช่น เปลี่ยนจากระบบกล่าวหา ไปเป็นระบบไต่สวน หมายความว่าถ้าใครถูกแจ้งความว่าทำผิดกฎหมาย ต้องไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่ใช่ให้เป็นภาระของผู้แจ้งความที่ต้องไปหาหลักฐานมาบอกว่าคนนั้นทำผิดอย่างไร”

นอกจากนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนข้างต้นยังเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ เพราะเป็นเรื่องที่มีคนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งคนที่เป็นผู้เสียหายหรือคนที่เป็นผู้ต้องหา ปัญหาเรื่องการอุ้มหายหรือการทรมานในห้องขัง ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิทธิความเสมอภาคทางเพศที่คนไทยโหวตว่าเป็นปัญหาสำคัญ ก็เพราะว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ ภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา หรือแม้กระทั่งเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน มีคนร้องเรียนเข้ามาตลอด เรื่องแบบนี้ไม่มีพรรคการเมืองพูดถึงเท่าไรนัก
นอกจากนี้ “อังคณา” ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีผู้มาโหวตให้ความสำคัญร้อยละ 36 แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่คิดว่าตัวเองมีเสรีภาพในเรื่องนี้ รวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย ช่วงหาเสียงเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองกล่าวถึงนโยบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น เรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ หรือพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่รัฐบาลคสช.ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ถือเป็นการคุมคามเสรีภาพของประชาชนโดยตรง แต่พรรคการเมืองใหญ่ๆ ก็ยังไม่พูดว่าจะแก้ไขกฎหมายนี้อย่างไร ถ้าได้เป็นรัฐบาล

ตัวแทนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยมีความหวังกับพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่มากนัก เพราะดูๆ แล้ว ยังมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ต่อให้นักการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นส.ส จะอยากแก้ไข แต่ถ้าพวก ส.ว.ไม่เห็นด้วยหรือไม่สนับสนุนก็คงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก”

ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมือง “ดร.รัชดา ธนาดิเรก” กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัครส.ส กทม.กล่าวถึงผลสำรวจของเว็บไซต์ change.org ว่าคนไทยอยากให้มีการแก้ไข “ความไม่ยุติธรรม” มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาการใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง และไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องสิทธิเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะ “ตำรวจ” ผู้เป็นด่านสำคัญในการพิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนยังพึ่งพาไม่ได้เต็มที่

“เช่น ประเด็นทางสังคมที่คนไทยสนใจอยากให้แก้ไขมากสุดคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการคุกคามทางเพศในที่ทำงานหรือที่สาธารณะ ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากคดีความเหล่านี้ไม่ได้รับความยุติธรรม ตำรวจไม่ได้เอาจริงเอาจังในการจับคนทำผิดมาลงโทษ เพราะทุกครั้งที่มีคนไปแจ้งความก็ไม่ได้มีการสืบหาหลักฐานไปดำเนินคดีและต่อให้ใครโชคดีผ่านขั้นตอนตำรวจมาได้ เมื่อส่งคดีไปที่อัยการก็ยังเจอปัญหาอุปสรรคไม่ได้ความยุติธรรมในขั้นตอนสั่งฟ้องอีก หรือแม้จนกระทั่งถึงการฟังคำพิพากษาของศาล หลายครั้งคนไทยรู้สึกว่าแปลกๆ หรือมีคำถามมากมายเกี่ยวกับคำพิพากษาของหลายคดี ก็เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมเหล่านี้มีการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีบารมีได้ง่าย คนยิ่งจนก็ยิ่งถูกกีดกันออกไป ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยที่พรรคการเมืองต้องช่วยกันเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งของพรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอให้เพิ่มพนักงานสอบสวนผู้หญิง เพราะรัฐบาล คสช.สั่งไม่ให้เพิ่มโควตาตรงนี้ แต่เราไม่เห็นด้วย เพราะตำรวจหญิงคือด่านแรกที่จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมในการสืบสวนคดีต่างๆ และควรมีการกระจายอำนาจการโยกย้ายตำรวจไปยังส่วนภูมิภาค ไม่ให้จำกัดรวมศูนย์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น”

ส่วนประเด็นที่อยากให้เพิ่มโควตาหรือสัดส่วนของผู้หญิงหรือเพิ่ม “สิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” ขึ้นไปเป็น 20–30 เปอร์เซ็นต์ นั้น “ดร.รัชดา” กล่าววิเคราะห์ว่า อาจเป็นไปได้ยากเพราะที่ผ่านมาสมาชิกสภามักมีสัดส่วนผู้หญิงเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจาก ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดีพร้อมทุกอย่าง ไม่ค่อยอยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก

“อยากเล่าให้ฟังว่า แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง พยายามสนับสนุนผู้หญิงมาลงเลือกตั้นหรือเป็นกรรมการบริหารพรรค เช่น บัญชีรายชื่อในทุก 5 คน ให้มีผู้หญิง 1 คน ก็ยังหาคนอยากมาสมัครยาก หรือโควตากรรมการพรรคที่มี 29 คน ให้ผู้หญิง 10 คน ก็ยังหาไม่ครบ การเดินทางมาประชุมที่พรรคบ่อยๆ หรือการเดินหาเสียงเป็นผู้แทนราษฎร ต้องใช้ความทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังเงิน เดินตากแดดหาเสียง ไปงานศพ งานแต่ง งานต่างๆ ควักเงินเองหมด แล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉพาะเงินเดือนส.ส.คงไม่พอ ส่วนมากผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ทั้งการศึกษา หน้าที่การงาน ครอบครัว ฯลฯ เวลาที่เราไปชวนก็จะปฏิเสธ เพราะมีทางเลือกที่ดีในอาชีพอื่นๆ กว่ามาก”

ทั้งนี้ ดร.รัชดา กล่าวทิ้งท้ายว่ารู้สึกดีใจที่ change.org ทำโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมาให้พรรคการเมืองรับรู้ เชื่อว่า ส.ส.ทุกคน อยากรู้ว่าประชาชนในเขตเลือกตั้งตัวเองมีความต้องการอยากให้แก้ไขปัญหาเร่งด่วนอะไรบ้าง หลายครั้งเกิดความขัดแย้งกันเองในชุมชน ส.ส.เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เช่น ปัญหาที่เรียกร้องให้มอเตอร์ไซค์สามารถขึ้นสะพานข้ามแยก เพราะในต่างจังหวัดทำได้แต่ในกรุงเทพฯ ห้ามทำ เมื่อหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้ามีการทำโหวตลงคะแนนเสียงหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เป็นปัญหาขัดแย้งแบบนี้จะดีมาก เพราะคนที่เป็นส.ส.เขตนั้น จะได้มีข้อมูลมาช่วยตัดสินใจได้ว่าจะมีนโยบายแก้ไขอย่างไรให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด

“วริศรา ศรเพชร” ผู้อำนวยการ Change.org ประเทศไทยแสดงความคิดเห็นว่าการส่งเสียงของผู้ใช้ Change.org กว่า 5 พันคนครั้งนี้ เสมือนเป็นการส่งสัญญาณบอกนักการเมืองว่าอย่าลืมประชาชน เพราะพวกเขามีความหวังให้ตัวแทนที่เลือกมาไปแก้ปัญหาต่างๆ เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญ ทำให้คนธรรมดาเกิดพลังในการส่งเสียงเรียกร้องนโยบายที่อยากได้ หรือไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัญหาสังคมได้ ใครบ้างที่ฟังพวกเขาและใครบ้างที่รักษาสัญญา ใครบ้างที่ไม่ลืมประชาชน

“จากผลสำรวจพบว่าปัญหาใหญ่อยากให้แก้มากที่สุดคือปัญหากระบวนการยุติธรรม สิทธิผู้หญิงคุณภาพการรักษาพยาบาล ปัญหาขยะ มลพิษอากาศ ฯลฯ ผลที่ได้ครั้งนี้ ทางเราจะส่งต่อไปยังสื่อต่างๆ เพื่อช่วยกันสื่อสารให้พรรคการเมืองที่มาลงเลือกตั้งได้รับรู้ หรือรับทราบว่าประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนใจและอยากให้แก้ไขก่อน จากนั้นจะเชิญชวนให้สมาชิกมาช่วยกันเปิดหัวข้อรณรงค์ประเด็นหรือปัญหาที่ตัวเองสนใจ และชวนผู้ลงสมัครมาตอบประเด็นข้อเรียกร้องต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้แทนฯ มีโอกาสสื่อสารและเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามมากถึงร้อยละ 93 อยากให้ภาครัฐรับฟังเรื่องร้องเรียนออนไลน์ด้วย”

นอกจากผลสำรวจข้างต้นแล้ว change.org ยังมีโครงการสำรวจพื้นที่แต่ละจังหวัดว่ามีปัญหาอะไรที่ประชาชนอยากให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเร่งด่วนมากที่สุด เช่น เชียงใหม่เป็นเรื่องอากาศพิษ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นปัญหาการดูแลเกษตรกร หรือจังหวัดชัยภูมิเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ฯลฯ

นอกจากเว็บไซต์ข้างต้นแล้วยังมีเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายรูปแบบ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ยูทูบ ฯลฯ ที่กำลังช่วยกันทำหน้าที่ “ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศไทย’ เป็นเสมือน “สื่อกลาง” สะท้อนความต้องการของ “ผู้ลงคะแนนเสียง” ไปยัง “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หากพรรคการเมืองไหนมีความชาญฉลาดในการรับฟังและเร่งมือทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แท้จริงต่อพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง เชื่อว่าต้องได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอน

ส.ส.สอบตกก็คือคนที่ปล่อยให้ “เสียงของประชาชน” หายไปกับสายลม!

ฮึดสู้ยกสุดท้าย “3 ทัพเพื่อชิน”ลุยอีสาน กวาดทุกแต้มชดเชยทษช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363640?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮึดสู้ยกสุดท้าย “3 ทัพเพื่อชิน”ลุยอีสาน กวาดทุกแต้มชดเชยทษช.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:43 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,ศึกเลือกตั้ง,สุดารัตน์ เกยุราพันธ,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงสุดารัตน์,โอ๊ค,พานทองแท้ ชินวัตร,นายใหญ่
เปิดอ่าน 8,037 ครั้ง

สถานการณ์พลิกผัน “พรรคไทยรักษาชาติ” ออกอาการ “ลูกผีลูกคน” หากโชคร้ายเกิดถูกยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้งก็วุ่น ค่ายเพื่อไทยจึงดำเนินกลยุทธ์ “กวาดเก็บทุกแต้ม” !!

         000 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสมรภูมิอีสานคึกคักด้วย “ทัพเพื่อไทย” ที่ยกขบวนไปหาเสียงทั้งทัพใหญ่ทัพเล็ก เพราะสังเวียนที่ราบสูง มี ส.ส.ร้อยกว่าคน อีกอย่าง พรรคเครือข่าย “นายใหญ่” เป็นแชมป์ ส.ส.อีสาน 4 สมัยซ้อนตั้้งแต่เลือกตั้ง 2544, 2548, 2550 และ 2554 สำหรับเลือกตั้ง 2562 ก็คงได้ครองแชมป์สมัยที่ 5 ตามคาด

          000 เมื่อสถานการณ์พลิกผัน “พรรคไทยรักษาชาติ” ออกอาการ “ลูกผีลูกคน” หากโชคร้ายเกิดถูกยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้งก็วุ่น ค่ายเพื่อไทยจึงดำเนินกลยุทธ์ “กวาดเก็บทุกแต้ม” ไม่ให้เหลือเผื่อแผ่ไปถึง “แนวร่วม” อย่างพรรคอนาคตใหม่, พรรคเพื่อชาติ, พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย

          000 ฉะนั้นในวันที่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์“ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทยไปหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.ที่หนองคาย และ อุดรธานี จึงประกาศ “ขอให้กาเพื่อไทยชนะทุกเขต ไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นเสียง” เพราะแค่เลือกให้เพื่อไทยชนะไม่พอเพราะจะต้องให้เพื่อไทยได้คะแนนถล่มทลายมากกว่า ส.ว.250 คน จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

          000 “คุณหญิงหน่อย” ใช้ข้ออ้างว่าสู้กับ “ส.ว.250 คน” เพื่อกระตุ้นแฟนคลับ “ชินวัตร” กาเพื่อไทยเบอร์เดียว ไม่ต้องปันใจให้พรรค “สีเดียวกัน” ลึกๆ แล้ว เพื่อไทยต้องการ “คะแนน” มาชดเชยอีก 100 เขต ที่ไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. ในกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

โอ๊ค พานทองแท้ ยังเดินสายคู่คุณหญิงสุดารัตน์

          000 ที่ขาดไม่ได้สำหรับ “ทีมสุดารัตน์” คือ “พานทองแท้ ชินวัตร” โดยทั้งคุณหญิงหน่อย และ “โอ๊ค” จะเดินฝ่าฝูงชนจำนวนมากที่เข้ามาสวมกอด คล้องพวงมาลัย ผูกผ้าขาวม้า และขอจับมือ ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง เสียงปรบมือต้อนรับยาว

          000 หลังทีมสุดารัตน์กลับถึงกรุงเทพฯ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ก็เดินทางถึงหนองคาย โดยขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงที่หน้าวัดโพธิ์ชัย พร้อมผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย 3 เขต คือ กฤษฎ ตันเทอดทิตย์, ชนก จันทาทอง และเอกธนัช อินทร์รอด นับเป็นหนที่สองที่ “เหลิม บางบอน” ตะลอนมาถึงชายแดนหนองคาย

ร.ต.อ.เฉลิมไปหาเสียงที่หนองคายหนที่สอง

           000 ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทยชนะ “ยกจังหวัด” ทั้งหนองคายและอุดรธานี เก็บแต้มได้เฉลี่ยเขตละ 4-5 หมื่นคะแนน ดังนั้นรอบนี้เพื่อไทยคงกังวล “คะแนนลด” เพราะกระแสพรรคอนาคตใหม่กำลังมาแรงในภาคอีสานเช่นกัน

          000 สองทัพไปอีสานเหนือ ทัพที่สามไปอีสานใต้ นำโดย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บุกไปอุบลราชธานี ช่วยทีม “เกรียง กัลป์ตินันท์” คนสนิทของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ โดยขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ อ.วารินชำราบ  ช่วยหาเสียงให้ “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 แถมยังเดินสายไป อ.เดชอุดม และ อ.นาจะหลวย ช่วยผู้สมัคร ส.ส.อีกสองเขต

อดีตนายกฯ สมชาย มีชาวบ้านมาต้อนรับอบอุ่น

          000 กี่โพลล์ที่สำรวจมาชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ติด 1 ใน 5 ของผู้ที่ประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ แต่ “เสี่ยหนู” ไม่ท้อ ลุยหาเสียงไปทั่วประเทศ วันก่อนไป อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี  ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พลกฤติ ปุญญอมรศรี หาเสียงบริเวณตลาดมวกเหล็ก มีกลุ่มมวกเหล็กคาวบอยและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็กมาต้อนรับ

เสี่ยหนู นำทีมลงพื้นที่ อ.มวกเหล็ก

          000 สมรภูมิสระบุรี พรรคภูมิใจไทยต้องขับเคี่ยวกับพรรคเพื่อไทย 2 เขตคือ เขต 2 “ส.จ.เชง” พลกฤต ปุญญอมรศรี เจอแชมป์เก่า “อรรถพล วงษ์ประยูร“ เพื่อไทย และเขต 3 สองผู้แทนฯ เก่าต้องวัดฝีมือ “วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ” ค่ายภูมิใจไทย กับ “องอาจ วงษ์ประยูร” ค่ายเพื่อไทย เนื่องจากประชากรลด จำนวน ส.ส.จาก 4 คนก็เหลือ 3 คน เลยกลายเป็นไฟท์บังคับของคนดังสระบุรี 

วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย สระบุรี

          000 ตำนานการเมืองสระบุรีมีอยู่ 2 ตระกูลใหญ่คือ “อดิเรกสาร” กับ “วงษ์ประยูร” ซึ่งวันนี้ทายาท พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร หายไปจากสนามเลือกตั้งนับแต่ “หลานปู่มาณ” พ่ายเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เหลือแต่ลูกชายของ “ผู้ใหญ่อ๊อด” บัญญัติ วงษ์ประยูร อดีตส.ส.สระบุรี 2 สมัย ที่ยังยึดพื้นที่อำเภอรอบนอกแถว อ.พระพุทธบาท อ.บ้านหมอ อ.หนองแซง และอ.มวกเหล็ก

          000 ในวัย 84 ปี “ผู้ใหญ่อ๊อด”  ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลพุกร่าง อ.พุทธบาท และยังคงความเป็น “บ้านใหญ่” แห่งพุกร่าง ที่มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย ทั้งในแวดวงราชการและภาคธุรกิจ

สมรภูมิลาดกระบัง “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมรภูมิลาดกระบัง “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม”

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:16 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,วิสูตร สำเร็จวาณิชย์,ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,952 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

พื้นที่ขอบกรุงด้านตะวันออกยังมีสภาพ “กึ่งเมืองกึ่งชนบท” มีความลงตัวระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับเขตเกษตรกรรม วิถีชีวิตแบบใหม่กับวิถีชีวิตดั้งเดิม นี่คือเขตลาดกระบัง

ลาดกระบังในสายตาคนเมืองอาจนึกถึงเขตพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และสนามบินสุวรรณภูมิ และพื้นที่ตั้งของแหล่งขนส่งขนาดใหญ่ของบริษัทขนส่งต่างๆ

         ความเป็นลาดกระบังในมิติทางการเมืองก็ต้องพูดถึงตระกูล “สำเร็จวาณิชย์“ ที่ยึดสนามการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ “วิบูลย์ สำเร็จวาณิชย์” จนมาถึงน้องชาย “วิสูตร สำเร็จวาณิชย์” 

“วิสูตร สำเร็จวาณิชย์” 

การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ ปี 2553 พรรคเพื่อไทยคว้า 2 ที่นั่ง สก.เขตลาดกระบัง ประกอบด้วยเขต 1 วิสูตร สำเร็จวาณิชย์ เขตที่ 2 ณัฐ สำเร็จวาณิชย์ ลูกชายของวิสูตร

          เลือกตั้งส.ส.ปี 2554 ตระกูลสำเร็จวาณิชย์ ส่ง “อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ลูกสาวของวิบูลย์ ลงสนามเลือกตั้งเขต 20 ลาดกระบัง (เขตเดิม) สังกัดพรรคเพื่อไทย เอาชนะคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย 

“อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 เขตลาดกระบัง เปลี่ยนมาเป็นเขต 18 “วิสูตร” เป็น ส.ก.เขตลาดกระบัง มาหลายสมัย อยากเป็นส.ส. แต่ไม่มีโอกาสสักที จึงตัดสินใจย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ

จริงๆ แล้ว วิสูตรมีความสนิทสนมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มายาวนาน ถ้ายังจำกันได้สมัยเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ก็มีความคิดจะผลักดันให้วิสูตรเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. หากว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ ของเพื่อไทยชนะ

“อิ่ม” ธีรรัตน์ พบประชาชนแบบใจถึงใจ

ช่วงเว้นวรรคการเมืองสมัย คสช.เรืองอำนาจ วิสูตรยังไปร่วมงานวันเกิดของคุณหญิงสุดารัตน์ทุกปี แต่คนเพื่อไทยก็เข้าใจในเหตุผลการสวมเสื้อพลังประชารัฐ

ด้านหลานสาว-ธีรรัตน์ เคยทำงานอยู่แผนกพัฒนาบุคลากร ฝ่ายยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้แก่ผู้บริหารระดับสูงธนาคารกสิกรไทยมาก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และเมื่ออยู่ในสภาผู้แทนฯ “อิ่ม ธีรรัตน์” สนิทสนมกับ “เดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล” ราวกับครอบครัวเดียวกัน

นักการเมืองอาวุโสลุยหาเสียงหนัก 

“อิ่ม ธีรรัตน์” จัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองหญิงแถวหน้าคนหนึ่งของเพื่อไทย แนวคิดการเมืองของ “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม” ค่อนข้างแตกต่างกันในช่วงหลัง ในฐานะคนรุ่นใหม่ ธีรรัตน์ จะวิพากษ์การบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. อยู่บ่อยครั้ง

มีอยู่ปีหนึ่งชาวนาเขตลาดกระบังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำ “ส.ส.อิ่ม” จึงหาลู่ทางขายข้าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ด้วยเหตุนี้เธอจึงมองว่า รัฐบาลประยุทธ์บริหารประเทศล้มเหลว

ว่ากันตามฟอร์ม “หลานอิ่ม” ย่อมเหนือกว่าในฐานะอดีต ส.ส. แถมสีเสื้อเพื่อไทยในเขตลาดกระบังยังขายได้ แต่เธอไม่ประมาทจึงลงพื้นที่ต่อเนื่อง

จากอดีตสก.เพื่อไทย วันนี้สวมเสื้อพลังประชารัฐ 

“วิสูตร” รู้ตัวว่ากระแสพรรคเป็นรองในพื้นที่จึงอาศัยการเดินเคาะประตูบ้านและชูสโลแกน “เข้าถึงพื้นที่ ทราบดีเรื่องปัญหา น้อมอาสารับใช้ ตั้งใจทำงานจริง” ที่เคยทำสำเร็จในการเลือกตั้งท้องถิ่น

      ศึกสายเลือด “บ้านใหญ่-ลาดกระบัง” อาจทราบผลก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งก็เป็นได้

นักการเมืองเปิดศึกทหารหวังคะแนนหรือหลักการ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363631?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองเปิดศึกทหารหวังคะแนนหรือหลักการ!

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:04 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย,กองทัพ,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,เกณฑ์ทหาร,เจ๊หน่อย,ไทยรักษาชาติ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,ทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร,ลุงกำนัน,สุเทพ เทือกสุบรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,104 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านการเปิดศึกของพรรคการเมืองกับกองทัพมีความระอุที่รุนแรง หลังจากเจ๊หน่อย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แห่งเพื่อไทยโยนระเบิดสองลูกใหญ่เข้าใส่กองทัพด้วยการประกาศแนวคิดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และลดงบประมาณของกองทัพลง 10 เปอร์เซ็นต์หรือปีละกว่าสองหมื่นล้าน ตามซ้ำด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ ที่เปิดประเด็นก่อน “เจ๊หน่อย” ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเป็นมวยหมัดยังไม่หนักการเปิดประเด็นของเศรษฐีหัวเอียงซ้ายอย่างธนาธร จึงเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หมัดหนักอย่างเจ๊หน่อย ออกโรงจึงเจอสวนจาก “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สั้นๆ ง่ายๆ ด้วยการให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” เท่านั้น อุณหภูมิทางการเมืองก็ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที นักการเมืองในซีก ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเพื่อไทย เพื่อชาติ และพันธมิตรอย่าง ธนาธร อนาคตใหม่ ต่างดาหน้าออกมาถล่มกองทัพชนิด “รัวกระสุนใส่ “แบบไม่ยั้ง

ไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) ที่เพลี่ยงพล้ำในเหตุการณ์ “8 กุมภา” ซึ่งกำลัง “หลบเลียแผล” เคยประกาศยุติการรณรงค์หาเสียง รอจังหวะ “วิวาทะ” กับกองทัพ “พลิกลิ้น-กลับท่าที” ขอรณรงค์ ปราศัยหาเสียงใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งประชาธิปัตย์ ก็ไม่พลาดโอกาสโหนกระแสปฏิรูปกองทัพเพื่อรักษาฐานเสียงก่อนที่กระแสจะไปพรรคตระกูลเพื่อในเครือข่ายทักษิณ และอนาคตใหม่ โดยประชาธิปัตย์ หาได้ประโยชน์ไม่ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นคำให้สัมภาษณ์ อวดอ้างความดีว่าในครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรี อัตราการเพิ่มของงบประมาณกลาโหมน้อยที่สุดกว่ารัฐบาลต่างๆ พร้อมสนับสนุนการ “ลดการเกณฑ์ทหาร” มิใช่การเลิกเกณฑ์ทหารแบบอนาคตใหม่และเพื่อไทย เรียกว่ายังมีลีลากั๊กแบบฉบับประชาธิปัตย์อยู่เช่นเดิม

ส่วน “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งรวมพลังประชาชาติไทย ที่เคยสนับสนุน “กองทัพ-ลุงตู่” อย่างเต็มสูบ ก็ตี “กรรเชียงหนี” ไม่กล้าออกมากางปีกป้องกองทัพ

สภาพของกองทัพในยามนี้จึงเหมือนถูก “โดดเดี่ยว” ไม่มีพรรคใดกล้าโดดอุ้ม มิหนำซ้ำซีกทักษิณและพันธมิตร จะอาศัยโค้งสุดท้ายนี้เชือด “กองทัพกับบิ๊กตู่” ซึ่งตามมาด้วยการท้าตีท้าต่อยกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการพยายายาม “ลากลุงตู่ ให้ลงมาสู่เวทีดีเบต แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้ดีว่าเกมดีเบต หรือเกมโต้วาทีจะเป็นเวที “ขยี้ลุงตู่” ได้ชะงัด

แต่คนเป็นอดีตผู้นำเหล่าทัพ หัวหน้าคณะยึดอำนาจและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีหรือจะไม่รู้เกมตื้นๆ ของนักกการเมืองที่เป็น “นักโต้วาที” ต้องรอดูโค้งสุดท้ายว่า “ลุงตู่ “จะพลิกเกมเช่นใด เพราะแน่ชัดแล้วว่าทุกพรรคที่ขอแย่งอำนาจจากรัฐบาลนี้จะเอา “กองทัพ” มาเป็นประเด็นหลักในการขย้ำลุงตู่ เพื่อสร้างกระแส “ต่อต้านเผด็จการ-การสืบทอดอำนาจ” เป็นประเด็นหลักที่จะกระพือกระแสก่อนวัน “พิพากษา”

“ธนาธร” “ปีศาจ” ตนใหม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” “ปีศาจ” ตนใหม่?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:53 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,โฆษกพรรค,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,ฟ้ารักพ่อ,savethanathorn
เปิดอ่าน 22,419 ครั้ง

ก็ไม่รู้ที่สุดแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะนำพา “พ่อของฟ้า” ไปตรงไหนในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งนี้ #Savethanathorn จะช่วยได้ขนาดไหน น่าติดตาม

“เอาเข้าไปค่ะ พลาดปุ๊บเหยียบปั๊บ“!!”

ณ จุดนี้ ความคิดเห็นในทวิตเตอร์ของกลุ่มคนที่ติดแฮชแท็ก #Savethanatorn ออกมาในท่วงทำนองโกรธเคืองและผิดหวังแบบนี้หมด เพราะหลายคนเชื่อว่านี่คือการรังแกเพื่อสกัดดาวรุ่งอีกดวงที่กำลังเจิดจ้า

ตอนนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ของเขา กำลังเจอเรื่องราวทางกฎหมายอย่างน้อยก็สองเรื่อง แต่เพียงเท่านี้ คนที่ไม่ไหลเทไปกับ #ฟ้ารักพ่อ พูดเลย…รอดยาก !

เรื่องแรก คือประเด็นที่ธนาธรและพรรคไปเหยียบตาปลา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ หลังจากการไลฟ์สดรายการคืนวันศุกร์ให้แก่ประชาชนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561

มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กระแสข่าวเกี่ยวกับพลังดูด จนไปเจอฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความดำเนินคดี

ราวเดือนกันยายนปีที่แล้ว คณะกรรมการบริหารพรรค 3 คน คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ไกลก้อง ไวทยการ และ จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ปฏิเสธทุกข้อ

มาถึงวันนี้ เรื่องนี้กลับมาร้อนแรงจน “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่าคดีเงียบหายไปสักพักหนึ่งแล้ว ทำไมถึงกลับมามีความคืบหน้าอีกครั้งช่วงนี้

ซึ่งไม่ว่าจะยังไง 27 กุมภาพันธ์ 2562 กรรมการบริหารพรรคจะไปพบอัยการสูงสุดตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งคงต้องรอดูกันว่าจะไปถึงขั้นไหน และจะมีการฝากขังคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่หรือไม่

อันนี้ คือเรื่องความวัว ที่ตอนแรกยังทันไม่จบดี พรรคอนาคตใหม่ ก็มาถูกจับโป๊ะเข้าอีก กับประเด็นรายงานประวัติของธนาธรในเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่ เกิดมีคนตาดีเห็นว่ามีการกรอกข้อมูลผิดไปจากความเป็นจริง

คือระบุว่าเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ติดต่อกันถึง 2 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2551-2555 แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าช่วงปีนั้นมีชื่อบุคคลอื่นรั้งตำแหน่งอยู่ทั้งสิ้น

ตอนแรกหลายคนไม่นึกว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่อง เพราะนี่คือ Human error ที่มีการกรอกข้อมูลผิดเท่านั้น

เว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ ก็แค่เข้ามาแก้ไขประวัติในส่วนนี้ให้ถูกต้อง ว่าธนาธรเคยได้รับตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรม จ.นครนายก ตั้งแต่ปี 2550-2554

แต่แทนที่จะจบ กลับลามไปถึงประเด็นทางกฎหมาย เช่นที่ เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุกับสื่อว่าการที่พรรคอนาคตใหม่อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงาน แต่ทิ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไว้นานถึง 5 เดือน เป็นคำแก้ตัวที่อ้างยาก

“และความผิดนี้มีโทษถึงขั้น “ยุบพรรค” ตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 (5) กำหนดห้ามไม่ให้ผู้สมัครจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยการหลอกลวง”

หรือที่ ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ตอนหนึ่งว่านี่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน

“ดังนั้นผู้ใดจะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็สามารถกระทำได้ และมีสิทธิที่จะได้รับสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่ศาลสั่งปรับผู้กระทำผิดด้วย ผู้ใดอยากได้สินบนนำจับก็ไปแจ้งความได้เลย”

ปรากฏว่าล่าสุด ในการให้สัมภาษณ์เปิดเผยกับรายการ “เป็นเรื่อง เป็นข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์ PPTV36 คนโป๊ะแตกคือ รศ.ดร.เจษฎ์ เองนั่นแหละที่ ต้องมากลับคำขอโทษ ว่าตนได้ให้ความเห็นทางกฎหมายที่มีการจำผิดพลาดสลับกันกับมาตราความผิดในฐานอื่นๆ ใน พ.ร.ป. ที่มีโทษถึงยุบพรรค ตนจึงต้องขอโทษเนื่องจากการให้ความเห็นทางกฎหมายครั้งนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อพรรคอนาคตใหม่

 จากนั้น โฆษกพรรค อย่าง พรรณิการ์ ออกมาระบุกับสื่อมวลชน เชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะมีความพยายามเพื่อสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่เช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีหรือการปล่อยข่าวเท็จ เพราะเกรงกลัวว่าพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นที่รวมตัวกันของผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ไม่ยอมจำนนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จนอาจจะชนะเลือกตั้ง

ดังนั้น จากที่สาวช่อกล่าวมาข้างต้น คงพอจะนึกกันออก ตัวอย่างเบาะๆ เช่น เรื่องที่โลกโซเชียลนำคำพูดที่หัวหน้าพรรคส้มหาเสียงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ว่า ขอให้ร่วมกันทำภารกิจเมื่อ พ.ศ.2475 เพื่อให้ประชาธิปไตยยั่งยืนกัน 86 ปียังทำไม่สำเร็จ

ก็มีชาวเน็ตเอาไปโยงถึงวีรกรรมคณะราษฎร์จนพากันไปไกลหนักมาก ทั้งที่ธนาธรเคยพูดแบบนี้มาก่อนแล้วตั้งแต่เปิดตัวใหม่ๆ

ก็ไม่รู้ที่สุดแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะนำพา “พ่อของฟ้า” ไปตรงไหนในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งนี้ #Savethanathorn จะช่วยได้ขนาดไหน น่าติดตาม

มุมหนึ่งแน่นอน เมื่อกฎหมายมี “ใครพลาดเอง ผิดเอง ก็รับเอง” แต่อีกมุมหนึ่งที่หลายคนกำลังตั้งคำถาม คือ “ปีศาจ” ตนใหม่ได้เผยโฉมอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ ทุกคนถึงออกมาไล่ต้อนกันขนาดนี้ !

/////

ขอบคุณภาพจาก thanathorn.ig

“อนาคตใหม่” ไปต่อหรือพอส่ำนี้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ไปต่อหรือพอส่ำนี้?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:39 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคส้มหวาน,ยุบพรรค,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,892 ครั้ง

บุบบี้ มันเข้าไป แต่หัวหน้าพรรคหนุ่มวัย 40 ปี กำลังทำให้พรรคของเขา ขึ้นเป็นที่ 1 ในใจ “มหาชนคนรุ่นใหม่ 6 ล้านเสียง” เป็นพรรคที่จะใครประมาทไม่ได้

“น่วม” หรือ “ยิ่งตียิ่งดัง” กันแน่ ? สำหรับ “ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่”

ถ้าใครว่าอย่างหลัง วันนี้มี “2 ตัวชี้วัด” บวก “1 ตัวชี้วัดพิเศษ” ที่ทำให้เราได้เห็นว่า พรรคที่ขึ้นต้นด้วย อ.อ่าง ชื่อรั้งสุดท้ายในเอกสารของ กกต. แต่ “เอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคหนุ่มวัย 40 ปี กำลังทำให้ขึ้นเป็นที่ 1 ในใจ “มหาชนคนรุ่นใหม่ 6 ล้านเสียง” เป็นพรรคที่จะใครประมาทไม่ได้

ยิ่งตียิ่งดัง

ตัวชี้วัดแรก คือภาพของฝูงชนบ้าคลั่งหลงรักธนาธร ร่ำร้อง “ฟ้ารักพ่อ” กึกก้อง ทั้งที่่สยามเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตและละแวกชุมชนสวนอ้อย ซึ่งเขาลงพื้นที่ในวันรุ่งขึ้น

          คล้ายๆ ธนาธรจะประกาศสงครามว่าพรรคนี้ต่อให้หน้าใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ขนม หรือลูกอมของใครแน่นอน

          ที่จริง ถ้าจะนับกระแส “ธนาธร” มาแรง ต้องบอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาประกาศตัวลงลุยการเมืองแล้ว

แน่นอน หลายคนอาจเคลมแรงว่าเจ้าตัวและทีมงาน “ใช้สื่อเป็น” แถมหัวหน้าพรรคก็ จบนอก โพรไฟล์แน่น ดีกรีนักธุรกิจองค์กรยักษ์ของไทย

แต่ตลอดมาถ้าไม่อคติ ธนาธรไม่เหมือนนักเลือกตั้งไทยคนไหนเลยในอดีต ถ้าจะ “คล้าย” ที่สุด ก็คงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตรงความเป็น “ธนกิจการเมือง” ผู้คิดการใหญ่ถึงเก้าอี้นายกฯ !

โดยยังไม่ได้พูดเรื่อง “อารมณ์” ด้วยซ้ำว่าสองคนนี้มาในไทม์มิ่งที่คนไทยรู้สึกต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง” จริงๆ สักที เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายของสองพรรคนี้น่าจะเป็นคนละกลุ่ม

แต่ไม่ว่าจะยังไง กระแสโจมตีธนาธรก็ดาหน้าเข้ามานับแต่วันแรกๆ มีทั้งที่มองว่าอนาคตใหม่ ก็แค่ “แบรนด์ไฟติ้ง” ให้พรรคเพื่อไทย

มองว่านี่คืออีกหนึ่ง “นายทุน” ที่เข้ามาการเมืองเพื่อหวังผลบางอย่าง ไปจนถึงความไร้เดียงสาการเมือง ที่ธนาธรไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลยในเส้นทางสายนี้

แต่ตลอดมา ธนาธรและพรรคส้มหวาน ยังคงเดินหน้าประกาศจุดยืนของตน ว่าคือพรรคฝ่ายประชาธิปไตยในแบบฉบับอนาคตใหม่จริงๆ

แถมถ้าไปเช็กดีๆ พลพรรคของอนาคตใหม่ ล้วนเต็มไปด้วยคนเดือนตุลาและแดงอุดมการณ์อยู่ไม่น้อย

แต่จะด้วยอะไรก็ตาม ที่สุดเมื่อการเลือกตั้งงวดเข้ามา ธนาธรก็พุ่งพรวดขึ้นมามีกระแสแรงอีกครั้ง กับแฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ

ที่มีมือดีหัวใส นำธนาธรมาเปรียบเป็น “ป๋าใหญ่ใจดี” เหมือนในละคร “ดอกส้มสีทอง” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ ไหลไปกับพายุอารมณ์ เป็นปลื้มธนาธรกันถ้วนหน้า

ยิ่งทุบยิ่งกระจาย

หลายคนบอก ธนาธรกลับมาส่องแสงสว่างวาบช่วงโค้งก่อนสุดท้ายนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่แดงดาวรุ่ง “พรรคไทยรักษาชาติ” ดับวูบชั่วคืน แต่หลายก็บอกว่า “เฮ้ย มันได้” ธนาธรก็ครบเครื่องพอที่จะเป็นพ่อของฟ้า !

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร สิ่งนี้ทำให้มาถึงตัวชี้วัดที่ 2 ที่ว่าทำไมธนาธรคือคนที่ประมาทไม่ได้

ก็เมื่อความร้อนแรงของ #ฟ้ารักพ่อ ไปส่องเข้าตาใครหลายคน ปรากฏการณ์ “รุมบี้ ขยี้เอก” ก็เกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่ระดับนักเขียน นักแต่งเพลง นักวิชาการ นักการเมือง นักการตลาด คนบันเทิง มาครบหมดทุกค่าย ออกมาพูดถล่มธนาธรกันพร้อมเพรียงเสียงด่า

แต่ที่ร้อนแรงสุดๆ ก็ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่โพสต์เฟซบุ๊กแซะธนาธรว่าต้องการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ตามอุดมการณ์ของเขา จึงเอาแต่พาประชาชนให้โกรธประเทศนี้

งานนี้ หลายคนบอกช่วงแรกก็พอทำใจได้ว่า การเมืองเหมือนละเม็งละครที่มีรักชังริษยา จนพอมาถึง “ตัวชี้วัดพิเศษ” ที่เพิ่งโผล่มานี่แหละ ทำเอาหลายคนมีหนาว

กับการดำเนินทางกฎหมายกับธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ในคดีวิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

จากการที่ธนาธรจัดรายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์เพจอนาคตใหม่ และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit ช่วงปีก่อน ที่ได้มีการวิจารณ์เรื่องกระแสข่าวพลังดูดของ คสช.

ที่สุด เรื่องนี้กลุ่มฟ้าของพ่อย่อมมองว่า มันคือการเร่งรัดส่งสำนวนเพื่อสรุปคดีและเอาผิดธนาธรอย่างชัดเจน !!

ดังนั้น ไม่กี่วันมานี้การเมืองไทยจึงกลับมาระอุ เปลี่ยนบรรยากาศจากสดใสกิ๊วก๊าวด้วย #ฟ้ารักพ่อ มาเป็นขุ่นข้องโกรธเคืองด้วยแฮชแท็ก #Savethanatorn จนกระจายไปอย่างร้อนแรง ติดเทรนด์อันดับ 1 ของทวิตเตอร์ไทย

ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นนี้ทั้งดี-ร้าย สุมรุมเข้ามาที่ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ อยู่คนเดียว-พรรคเดียวตอนนี้ ถามว่าไปไงมาไง น่าจะตอบได้แล้ว !

///////

หมายเหตุ ภาพปกเครดิตจาก thanathorn.ig

“ทษช.” บาดเจ็บ นายใหญ่ส่ง “โอ๊ค” ลงสู้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ทษช.” บาดเจ็บ นายใหญ่ส่ง “โอ๊ค” ลงสู้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:11 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,นายใหญ่ดูไบ,ทักษิณ,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 11,826 ครั้ง

 อ่านเกมใหม่ของ “พรรคพี่น้อง” ขยับปรับหมาก สะท้อนว่า “คนแดนไกล” ไม่ตระหนักถึงการเพลี่ยงพล้ำในเกมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ

กลยุทธ์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อย อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย เมื่อพรรคไทยรักษาชาติ กำลังเผชิญสถานการณ์ “ยุบหรือไม่ยุบพรรค” พรรคเพื่อไทยในฐานะยานแม่ จึงต้องปรับขบวนหาเสียงใหม่ ดึง “โอ๊ค” แก้วตาดวงใจของ “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นเวที แค่โชว์ตัวไม่ปราศรัย ก็เรียกเรตติ้งได้แล้ว

จาก เฟซบุค Club เพื่อไทย

ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ก็ปรับแผน “ท้าสู้” กางแผนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไปจนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันกาบัตร ทั้งที่มีการส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่า “ขอพัก” ดูสถานการณ์ชั่วคราว

อ่านเกมใหม่ของ “พรรคพี่น้อง” ขยับปรับหมาก สะท้อนว่า “คนแดนไกล” ไม่ตระหนักถึงการเพลี่ยงพล้ำในเกมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ แถมยังเดินหน้าท้ารบ หวังเขย่าฐานอำนาจของฝ่าย คสช.ให้สั่นคลอน

“โอ๊ค” เกมต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

การปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่หน้าศาลาว่าการ กทม. เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มี “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นกำลังใจ และร่วมฟังการปราศรัยด้วย

วันนั้น “โอ๊ค พานทองแท้” บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ต่อจากนี้ไปจะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียง โดยจะไปพร้อม “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” การลงพื้นที่ไม่ได้เน้นที่จะไปขึ้นเวทีปราศรัย แต่อยากจะไปพบปะกับพี่น้องประชาชน เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ และเพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อน

19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “โอ๊ค” ได้ร่วมคณะคุณหญิงสุดารัตน์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประเดิมหาเสียงที่อุบลราชธานี เนื่องจากสังเวียนเลือกตั้งเมืองอุบลฯ ทั้ง 10 เขต สุ่มเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำให้พรรคคู่แข่งประมาณ 8 เขต โดยวันนั้น “คุณหญิงสุดารัตน์” ควง “โอ๊ค” ลูกชายนายใหญ่ลุยรวดเดียว 8 เขต ซึ่งทุกเวทีมีการประกาศย้ำว่า “นี่คือลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด”

ถ้ายังจำกันได้ “โอ๊ค พานทองแท้” ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน จากกรณีมีชื่อปรากฏเป็นผู้รับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท

จาก เฟซบุค Club เพื่อไทย

ช่วงนั้น “โอ๊ค” ประกาศทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 9 ตุลาคม 2561 “เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจ ช่วงเลือกตั้ง..!!” และ “ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด”

นัยว่า เมื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วัย 38 ของทักษิณ ต้องเดินขึ้นสู่ศาล ด้วยเดิมพันสูงสุดคือโทษจำคุก 1-10 ปี โดยมีอายุความ 15 ปี ทักษิณจึงเลือกพลิกวิกฤติทางคดีให้เป็นโอกาสทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ว่ากันตามจริง พรรคเพื่อไทยก็มีแผนจะให้โอ๊คเดินสายหาเสียงไปทุกสนามรบ แต่ดันเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน กรณีพรรคไทยรักษาชาติ กับแผนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

“ทษช.” ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง?

พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กำลังจะชะตาขาด เสี่ยงที่จะถูกยุบพรรค เพราะการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้นำมาซึ่ง “พระราชโองการ เป็นการกระทำที่มิบังควร”

เหตุการณ์พลิกผันเร็วมาก มันเกิดขึ้นเพียงแค่รอบวันของ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตามมาด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยพิจารณายุบ ทษช. เพราะสอบสวนแล้วพบว่า “การดำเนินการดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92”

          ถัดมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ รับคำร้องของ กกต. และกำหนดพิจารณาคดีดังกล่าวในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นวันสำคัญของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผ่านมา สุรชัย ชินชัย และนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ รวม 20 หน้า ต่อศาลรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านหนึ่งภายในพรรคไทยรักษาชาติ สะท้อนอาการร้าวลึกจากกรณีเขย่าขวัญ 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างคนวงใน (คณะกรรมการบริหารพรรค) กับคนวงนอก

เมื่อจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค ตั้งโต๊ะแถลงว่า จะงดกิจกรรมการรณรงค์หาเสียงและการปราศรัย รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนในช่วงที่คดียุบพรรคอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคแบงก์ย่อยไม่ปล่อยวาง

ผ่านมาถึง 22 กุมภาพันธ์นี้ สถานการณ์ภายในพรรค ทษช.พลิกกลับอีกรอบ เมื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงข่าวว่า พรรคจะกลับมาปราศัยใหญ่อีกครั้ง ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์–18 มีนาคม 2562

“เต้น ณัฐวุฒิ” กล่าวว่า พรรค ทษช.ยังยืนยันในหลักการเรื่องการหาเสียง เมื่อทางพรรคส่งผู้สมัคร ส.ส. ก็มีพันธะผูกพันในการทำงาน เมื่อเสนอตัวรับใช้ประชาชน ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่ในการเปิดเวทีและการปราศรัยจะไม่มีกรรมการบริหารพรรคไปร่วมด้วย แม้ในทางกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เห็นว่าคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญละเอียดอ่อน จึงขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารและทีมกฎหมาย ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ดีกว่า

เมื่อตรวจดูตารางการปราศรัยใหญ่ ก็พบว่าจะวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดียุบพรรคเป็นครั้งแรก ทางพรรค ทษช. ไม่มีกิจกรรมการเมืองใดๆ

มีข้อน่าสังเกต “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานยุทธศาสตร์ ไม่ปรากฏตัวในวันแถลงข่าวครั้งล่าสุด และไม่มีคิวปราศรัยใหญ่ของพรรค ทษช.ที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งน้องชาย-น้องสาวของจาตุรนต์ ลงสมัคร ส.ส.เขตด้วย

           แหล่งข่าวในเครือข่ายสายชินวัตร เปิดเผยว่า จาตุรนต์ และอดีต ส.ส.ระดับผู้ใหญ่ในพรรค มีความกังวลใจในสถานการณ์อันละเอียดอ่อน จึงไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ดูเหมือนว่า “เฮีย พ.” ผู้บัญชาการเกมในประเทศ ได้รับไฟเขียวจากแดนไกล จึงสั่ง “เต้น” ขยับเกมหาเสียง

ว่ากันว่า หาก ทษช.ถูกยุบพรรคจริง ความเสียหายก็จะเกิิดกับพรรคเครือข่ายนายใหญ่ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตเพียง 250 เขต จาก 350 เขต ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 175 เขต มีหลายสิบเขตที่ทับซ้อนกับเพื่อไทย ไม่หวังได้ ส.ส. ก็เพื่อเก็บคะแนนตกน้ำ หากพรรค ทษช.ถูกยุบก่อนวันเลือกตั้ง พื้นที่เก็บคะแนนของพรรคจะหายไปกว่า 120 เขต

ที่เสียหายหนัก สมรภูมิภาคใต้ 50 เขต เพื่อไทยส่งแค่ 2 เขต ที่เหลือเป็นผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักษาชาติ

          แผนแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยประสบปัญหาแน่นอน แม้ปากของแกนนำเพื่อไทยจะบอกว่า ให้เลือกฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคอนาคตใหม่ ลึกๆ ในใจนั้น คงไม่มีใครอยากเทคะแนนไปให้พรรคอื่น ที่ไม่ใช่ดีเอ็นเอเดียวกัน