ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับเครือเนชั่นเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคที่ใช้หาเสียงว่า “แคมเปญ 7-7-7” คือเศรษฐกิจประชารัฐ สังคมประชารัฐ สวัสดิการประชารัฐ ที่แตกเป็นเจ็ดเรื่องย่อยในแต่ละหมวด

เศรษฐกิจประชารัฐคือการเพิ่มรายได้ให้ฐานรากคือ เกษตรกรที่มีราวสามสิบล้านคน เอสเอ็มอีที่มีกว่าร้อยละ 90 ในระบบธุรกิจ เราต้องทำคนกลุ่มนี้ให้เข้มแข็ง และคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพที่ชอบความอิสระในการทำงาน แรงงานกว่า 10 ล้านคนที่มีอยู่ในทุกระดับ ธุรกิจการค้าและบริการ ตรงนี้พรรคจะมีนโยบายในการยกระดับกลุ่มเหล่านี้

ภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยมีตัวแปรที่เปลี่ยนเร็ว คือเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล เศรษฐกิจวันนี้แทบทุกกลุ่มได้รับแรงกระทบ แสดงว่ามันคือสึนามิที่กวาดทั้งระบบ รัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจ เช่น ค้าปลีกแบบเดิมวันนี้จะเหนื่อย เพราะมีอีคอมเมิรซ์เข้ามา ฉะนั้นต้องผสมผสานการแก้ไขทั้งหมดและทั้งระบบ

เศรษฐกิจไทยวันนี้แบ่งได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มบนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก คือทุนนิยมและทุนใหญ่ที่หลายชาติปฏิเสธไม่ได้ วันนี้ทุนต่างชาติไหลเข้าทั่วทุกประเทศ เราจะส่งเสริมทุนใหญ่ของไทยแข่งขันกับทุนต่างชาติได้อย่างไร กลุ่มเอสเอ็มอี เราต้องดูว่าเราจะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้รอดได้อย่างไร เพราะกลุ่มนี้คือกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลุ่มล่างคือฐานราก คือผู้ใช้แรงงาน แม่ค้าแผงลอยและเกษตรกร

พรรคมองสามมิตินี้และสร้างสมดุลให้เดินไปได้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า แกนนำพรรคทั้ง 4 คนเคยเป็นรัฐมนตรียังแก้ไขไม่ได้ วันนี้จะขับเคลื่อนแนวทางของพรรคที่จะดำเนินการนั้นได้ผลอย่างไร สนธิรัตน์กล่าวว่า “4 ปีเศษที่คสช.และรัฐบาลเข้ามานั้น ขอชี้แจงว่า 2 ปีแรก ต้องแก้ปัญหา เศรษฐกิจไทยเหลือแต่ราก มันคือช่วงแก้ไขและฟื้นฟู ปีที่ 3 เริ่มวางโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น อีอีซี การปรับการแข่งขันระหว่างประเทศที่ไม่ได้ทำมา 10 ปีเศษ ช่วงนั้นผมมาทำหน้าที่ดูแลการส่งออก ที่ทำแบบเดิมมากว่า 20 ปี หากยังเป็นแบบนี้ไทยจะแข่งขันกับประเทศที่ใช้แรงงานเป็นหลัก หากไม่เปลี่ยนแปลงไทยจะแข่งขันอย่างไร และปีที่ 4 คือผลักดันการทำงาน ผมทำหน้าที่รมว.พาณิชย์ ได้ 1 ปี และยังทำหน้าที่ไม่เสร็จแต่ต้องลาออกเพื่อทำงานการเมือง

ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องใช้เวลาแต่ผมและอดีตรัฐมนตรีที่มาอยู่ที่พรรครู้ทิศทางการแก้ไขปัญหาเพราะลงมือไปแล้ว นโยบายพรรคนั้นมองในสิ่งที่ทำและสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยนั้นจะมีความแตกต่าง สถานะ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เพราะการเมืองจะมีบริบทที่แตกต่างกัน เพราะจะสัมผัสประชาชนมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงกับประชาชนที่มาจาก ส.ส.

เราต้องเห็นมิติที่แตกต่าง 4 ปีที่แล้วมันคือมิติหนึ่ง เพราะประชาชนบางส่วนยังบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไปไม่ถึง เพราะไม่มี ส.ส. เมื่อมีพรรคพปชร.แล้วจะรู้ว่าเราตอบความต้องการของประชาชนได้จริงหรือไม่ โดย ส.ส.จะสะท้อนขึ้นมา ตรงนี้คือหัวใจของรัฐบาลประชาธิปไตย และมีความสวยงาม เพราะจะเชื่อมนโยบายกับการปฏิบัติเข้าหากัน

บางคนบอกว่า พรรคจะเป็นรัฐบาลเผด็จการนั้น ขอเรียนว่าต้องปรับวิธีพูดกันใหม่ หากพรรคได้เป็นรัฐบาลเพราะมาจากการเลือกตั้ง พรรคนี้ตั้งขึ้นเพราะจะมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านทางความขัดแย้งของบ้านเมือง จะเป็นทางออกของประเทศ

ส่วนการเสนอนายกฯ นั้น พรรคมองการเมืองและความขัดแย้งยังเปลี่ยนไม่มาก นายกฯ ต้องสอดรับกับรัฐธรรมนูญและการเปลี่ยนผ่านของชาติ และทำให้ประชาชนเชื่อว่าจะไม่ย้อนกลับไปเหมือนอดีต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสุจริต มีประสบการณ์ในการทำงาน สิ่งที่ทำไว้เริ่มออกผล คือหนึ่งในบุคคลที่พรรคมองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ จึงไปเรียนเชิญมา และบุคลิกของผู้นำนั้น ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าบ้านเมืองจะไม่ย้อนกลับไปแบบอดีต

ผลโพลล์ในช่วงหลายเดือนมานี้พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ติดอันดับหนึ่งมาตลอด พรรคจึงไปเชิญมา

สิ่งที่บางคนกล่าวหาว่าพรรคเป็นเผด็จการนั้น ขอเรียนว่ามันเป็นคนละส่วน พรรคไม่มีสิทธิพิเศษเหนือพรรคอื่น และอยู่ในกติกาเดียวกัน แถมยังต้องระวังตัวมากกว่าพรรคอื่นเพราะพรรคนี้เป็นน้องใหม่ที่น่าจะมาแรง การกล่าวหาในข้างต้นนั้นไม่เป็นธรรมกับพรรค”

เมื่อถามว่า ทหารทำงานการเมืองและมาแก้เศรษฐกิจนั้น มีความชำนาญสู้นักการเมืองมืออาชีพไม่ได้ สนธิรัตน์กล่าวว่า “ความชำนาญแต่ละอาชีพย่อมไม่เหมือนกันแต่เมื่อมารวมเป็นรัฐบาลก็เหมือนรวมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกันตามเป้าประสงค์

รัฐบาล คสช.ทำโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไว้มากกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น อีอีซี, ระบบคมนาคม, รถไฟฟ้าหลายสาย, รถไฟความเร็วสูง, เครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ประเทศจะไม่มีจุดขาย เพราะการลงทุนนั้นนานาชาติหนีออกจากเมืองไทยไปนานแล้ว หากเป็นแบบนั้นเมืองไทยจะแข่งขันอะไรกับชาติอื่นๆ ได้ และเศรษฐกิจในอนาคตจะแข่งขันบนพื้นฐานโครงสร้างดิจิทัล ฉะนั้นจะพบว่ารัฐบาลคสช.ได้วางสิ่งเหล่านี้ไว้

โครงสร้างนี้ไม่เกิดผลทันที แต่รัฐบาลอื่นๆจะรับอานิสงส์หล่านี้

พรรครู้ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร
ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ยังทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ไปพบแจ๊ค หม่า ที่ใช้ “เถาเป่าโมเดล” (ต้นแบบการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในจีน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชนที่ชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือนจับมือกันผลิตและวางขายสินค้าของตนเองและเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการพัฒนาอีคอมเมิร์ซในชนบทในจีน) มาปรับใช้ในไทยเพื่อแก้ความยากจนที่ต้องใช้สิ่งใหม่ๆ และต้องทำต่อไป และนำไปเป็นหนึ่งในนโยบายพรรค

ร้านโชห่วยที่จะใช้บัตรสวัสดิการประชารัฐเข้ามาเพื่อให้อยู่ได้ โดยใช้บัตรเหล่านี้อุ้มชูสังคมแบบดั้งเดิมให้อยู่และต่อยอด ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นแบบในที่วันนี้ร้านค้าสะดวกซื้อเข้ามา ร้านโชห่วยตายไป ผมใช้ “อูเล่ โมเดล” ของฮ่องกง (ต้นแบบการค้าออนไลน์ โดยทางการจีนนำมาใช้แก้ไขปัญหาร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชนบทที่กำลังจะปิดตัว จากการเกิดขึ้นและขยายตัวของการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ) มาใช้ เป็นรูปธรรมแก้เศรษฐกิจฐานรากและใช้เวลาในการทำต่อ

ส่วนที่กล่าวหาว่าเอื้อนายทุนนั้น ผมถามว่า สินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านี้ใครผลิต จำหน่ายที่ใดในความจริงวันนี้ ผมนำเม็ดเงินที่จะไปตกที่ห้างสรรพสินค้ามาลงสู่ร้านค้าชุมชนผ่านบัตรนี้ที่หลายหมื่นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศ ผมทำแบบนี้กลับโดนห้างสรรพสินค้าตำหนิเพราะบัตรนี้ใช้ที่นั่นไม่ได้

ส่วนข้อหากระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบนั้น รอยต่อเศรษฐกิจวันนี้มีรอยต่อที่สูงมาก ช่วงต้นรัฐบาลนี้เศรษฐกิจโลกแย่ และเริ่มกลับมาดีในช่วง 2-3 ปีหลัง เพราะตอนแรกไทยยังส่งออกได้น้อยและค่อยๆ ฟื้นไข้ เราต้องปรับโครงสร้างการส่งออก และรวมทั้งสินค้าเกษตรที่ต้องไล่แก้ปัญหาที่ค้างคาไว้นาน และกว่าจะทำให้ฟื้นได้นั้น มันต้องใช้เวลา”

ส่วนที่กล่าวหาว่าเศรษฐกิจและส่งออกแย่เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ นานาชาติไม่ยอมรับ สนธิรัตน์ย้ำว่าการค้ากับการเมืองคนละมิติกัน กระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบนั้น ควรดูระยะเวลาด้วย เพราะบางครั้งกระเป๋าตุงเพียงแวบเดียว ย้ำว่ารัฐบาลคสช.มีการเลี่ยงการใช้ประชานิยม ไม่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ และค่อยๆ ใช้เวลาให้เศรษฐกิจปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา และขอโอกาสพรรคในการเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้ดู

ภาระหนี้ครัวเรือนที่มีสูงและสั่งสมมานาน สนธิรัตน์บอกว่า “การจะลดตรงนี้ได้นั้น รัฐบาลพยายามลดภาระหนี้ชนชั้นล่าง นโยบายพรรคจะพักหนี้กองทุนหมู่บ้านสามปีเพื่อให้กองทุนแข็งแรง และปรับเศรษฐกิจฐานราก นโยบายเกษตร เช่น ข้าวนั้นพรรคมีการต่อยอด เพราะได้ชะลอการขายและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ข้าวหอมมะลิวันนี้ 17,000-18,000 บาท ชาวนาพอใจ และการสร้างสมดุลความยั่งยืนสินค้าเกษตรนั้นมี 2 ระยะคือ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ อย่าลืมว่าสินค้าเกษตรนั้นจะออกมาพร้อมกัน หากขายพร้อมกัน ราคาจะถูกลง สินเชื่อยุ้งฉางที่ทำให้เกษกรจะช่วยด้านราคา ฉะนั้นการมียุ้งฉางก็เป็นการชะลอและเก็บไว้ มันจะช่วยราคาไม่ให้ตกลง โดย ธ.ก.ส.ปล่อยกู้จากยุ้งฉาง”

หากถามว่านโยบายต่างๆ นั้นจะใช้เงินจากที่ใด สนธิรัตน์กล่าวว่า “โครงการรัฐบาลใช้ภาษีทั้งนั้น สินค้าเกษตรนั้นรัฐบาลใช้ภาษี 2 แสนล้านบาทดูแล พรรคคิดนโยบายและมองแล้วว่าใช้งบจากที่ใด เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้เงินกองทุนประชารัฐที่มี 1 แสนล้านบาท หัวใจคือนำคนที่ลำบากมาขึ้นทะเบียนและดูว่าควรช่วยเหลืออย่างไร และต้องฝึกอาชีพเพื่อพัฒนาชีวิตเพื่อให้พ้นจากเส้นความยากจนและมีรายได้ ทิศทางแบบนี้คือแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับล่าง”

“ยืนยันต่อยอดนโยบายรัฐบาลที่ดีๆ และไม่ได้ลอกพรรคใด แก่นของนโยบายพรรคต่างๆ ไม่แตกต่าง มันอยู่ที่รายละเอียดและมียุทธศาสตร์ไว้อย่างไร พปชร.มีนโยบายพรรคที่แตกต่าง ไม่ได้มองระยะสั้น แเต่มองระยะกลางและระยะยาวของคนทุกชนชั้นในประเทศ สิ่งที่บางคนบอกว่าพรรคลอกนโยบายบางพรรคนั้น ขอเรียนว่า การเมืองมีการชิงไหวพริบแต่ประชาชนต้องตัดสิน”

“พรรคพลังประชารัฐมอง 3 มิติคือ กลุ่มทุนใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี และดูแลกลุ่มล่างที่เป็นฐากราก สร้างสมดุลให้เดินไปได้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้”

ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก…ตกรอบ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก…ตกรอบ?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก...ตกรอบ?
เปิดอ่าน 4,547 ครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่งวดนี้ นอกจากปรากฏการณ์ต่างๆ จะดาหน้าเกิดขึ้นจนบางคนบอกว่าเป็นครั้งที่สีสันสนุกที่สุดแล้ว

ยังมีเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นสาวสวยจากหลายๆ พรรค ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดเผลอคิดไปว่านี่เวทีการเมืองหรือเวทีขาอ่อนนางงามกันแน่ ?

พูดก็พูดไป ต้องบอกก่อนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้หน้าสวยอย่างเดียว แต่ครบเครื่องต้มยำทั้งเก่ง ทั้งสวย ทั้งรวยอีกด้วย

แต่คนไทยกับดราม่า เป็นของคู่กัน สุดท้ายประเด็นเรื่อง “สวยไม่ตรงปก” ก็ยังถูกนำมาละเลงในกระแสการเลือกตั้งจนได้ ไปดูกันว่าใครได้ ใครโดนกันบ้าง

++

       สวยไม่ตรงปก”
คำนี้ถูกจั่วไปที่ “เบล” บุษยา ตั้งภากรณ์ อายุ 29 ปี ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครสวรรค์ เขต 1 “พรรคเพื่อไทย”

“เบล” บุษยา ตั้งภากรณ์

จนเกิดเป็นข่าวดราม่า ให้เจ้าตัวต้องใช้เวลามาโต้ตอบเกรียนคีย์บอร์ดที่คอมเมนต์เธอเรื่อง “สวยไม่ตรงปก” ว่า “ทำไมรูปนี้หน้าไม่เหมือนแต่ละรูปที่โพสต์ใน IG”

ถามกันแบบนี้ผู้หญิงเขาถือ พอๆ กับถามอายุและน้ำหนัก ถ้าจะต้องใช้เวลาตรงนี้ สาวเบลก็ต้องทำ โดยออกมาแจงว่า จะเอารูปถ่ายตอนใช้ชีวิตปกติมาเปรียบเทียบกับรูปถ่ายตอนหาเสียง แล้วมาบอกว่า “ไม่ตรงปก” ไม่ได้ เพราะเป็นคนละหน้าที่กัน โดยกรณีเดินหาเสียง จะไม่แต่งหน้า ติดขนตาปลอม หรือใส่คอนแทคเลนส์ ซ้ำร้ายต้องเดินตากแดดทั้งวัน

คนนี้ดีกรีปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และยังเป็นลูกสาว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง

++

  สวยผู้ประกาศ
มาถึง “เดียร์” เกศปรียา แก้วแสนเมือง ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน เบอร์ 11 และยังเป็นถึงโฆษก “พรรคเพื่อชาติ”

เดียร์ เกศปรียา แก้วแสนเมือง

ถ้าจำได้ เธอคืออดีตผู้ประกาศข่าวสปริงนิวส์ ดีกรีปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาวสวยวัย 28 จากขอนแก่นรายนี้ หลายคนบอกหน้าหวานจนไปประกวดนางงามยังได้ สุดท้ายเปิดวาร์ปเจอว่าช่วงปี 2556 ขณะเรียนอยู่ปี 4 เคยลงสมัครเวทีนางสาวไทยมาแล้วจ้า สวยเบอร์นี้ไม่ตรงปกได้ไง

++

        สวยสายแซบ
มาว่ากันที่ “อาย” วราไพรินทร์ ธนวริสพร อายุ 28 ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตลาดพร้าว เบอร์ 10 “พรรคชาติไทยพัฒนา”

พื้นเพเป็นชาวชัยภูมิ แต่คนไทยจำเธอได้ดีจากบทบาท “บีบี” นางงามเต้าไต่ในซีรีส์ “สงครามนางงาม” และยังไต่เต้าเข้าวงการบันเทิงจากการเคยประกวดดัชชี่บอย & เกิร์ล 2012

“อาย” วราไพรินทร์ ธนวริสพร

เปลี่ยนชื่อเสริมดวงมาเยอะ เช่นปี 2559 อรไพลิน ลภัสนิธิโรจน์, ปี 2560 พรไพรินทร์ แก้วมณีโชติ, ปี 2561 วราไพรินทร์ ลภัสนิธิโรจน์ จนมาเป็น วราไพรินทร์ ธนวริสพร ในปัจจุบัน

ชีวิตจริงเธอคือทายาทพันล้าน บ้านทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ ถ้าจะ “สวยไม่ตรงปก” ก็ตรงภาพลักษณ์ใสๆ ตอนหาเสียงเบอร์ 10 มันช่างคนละมุมกับภาพจำจากบทบาทของ “บีบี” ที่เธอตีบทแตกสุดๆ !

++

     สวยมาดเท่
สาวงามจาก “พรรคประชาธิปัตย์” สุชาดา แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สาว อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เช่นกัน แต่สังกัดรุ่นใหม่ New Dem วันนี้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 84

ที่ว่าเท่เพราะรูปร่างเป๊ะปังฟิตเฟิร์ม เคยเป็นเด็กในคาถาของค่ายเจ๊เอ ศุภชัย ที่เคยผ่านงานละครหลายเรื่อง

ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์

แถมยังมีดีกรีวิศวะฯ ภาคอินเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชูนโยบาย “ชาย-หญิงเท่าเทียม” ตรงปกไม่ตรงปก แต่ตรงใจสายฟิตจริงๆ

++

   สวยสายขาอ่อน
คนนี้ฟาดเรียบทั้งเวที มิสเอเชียแพเจนท์ 2004, มิสโกลบอลบิวตี้ควีน อินเตอร์เนชั่นแนล 2006 ที่ฮ่องกงทั้งสองเวที และมิสฮอนด้า

“เนย” ณหทัย เล็กบำรุง

“เนย” ณหทัย เล็กบำรุง สวยดังแวมไพร์แม้จะอายุ 42 ปีแล้ว เป็นผู้บริหารบริษัทธุรกิจความงาม อดีตผู้อำนวยการการจัดการประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ และโลดแล่นอยู่ในแวดวงขาอ่อนมาหลายเวที

โพรไฟล์แน่น ยืนยันความสวย “ตรงปก” ได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 45 “พรรคไทยรักษาชาติ” คนนี้ เพียงแต่วันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าพรรคที่เธอสังกัดจะไปลงเอยที่ตรงไหนแค่นั้นเอง

++

      สวยสายเหนือ
อีกคนกับ “น้องออม” พิมดารา ศิริสลุง อายุ 32 ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 4 เบอร์ 2 จาก “พรรคอนาคตใหม่” ผู้จบปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต มรภ.อุตรดิตถ์ เคยทำงานด้านเออี ธนาคาร และบริษัทขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ บอกเลยสวยตรงปกเข้ากระแสไอดอลสุดๆ

“น้องออม” พิมดารา ศิริสลุง

++

สวยสารคาม
สุดท้าย ไม่ท้ายสุด เพราะสาวสวยในเวทีการเมืองไทย พ.ศ.นี้มีอีกเพียบ มารวมตัวกันเมื่อไร อาจเข้าใจว่างานแสดงยานยนต์ พริตตี้เอ็มซีกิตติมศักดิ์

คนนี้เลย พลอยไพลิน รัตนเสถียร ที่โซเชียลมีเดียกำลังฮือฮากันอยู่ตอนนี้นี่เอง เธอลงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. มหาสารคามเขต 1 เบอร์(19) “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ของเฮีย ชัช เตาปูน

พลอยไพลิน รัตนเสถียร

ดีกรี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มมส. ดูกันเองว่าตรงปกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ น่ากลัวงานนี้คนไทยจะกลายเป็น “คนอยากเลือกตั้ง” อยากที่จะ “เข้าคูหากาเบอร์เธอ” กันหมดแล้วกระมัง (ฮา)

“ไทยลีก” อู้ฟู่ ฤดูหาเสียง 2019 ทีม “บอลการเมือง” ทุ่มหนัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไทยลีก” อู้ฟู่ ฤดูหาเสียง 2019 ทีม “บอลการเมือง” ทุ่มหนัก

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 17:38 น.
พรรคชาติไทยพัฒนา,ราชบุรี มิตรผล เอฟซี,อนงค์วรรณ เทพสุทิน,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัคร สส,ไทยลีก,ฤดูกาลไทยลีก 2019,เทวัญ ลิปตพัลลภ,สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี,ตราด เอฟซี,โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช,ยงยุทธ ติยะไพรัช,กัญจนา ศิลปอาชา
เปิดอ่าน 1,029 ครั้ง

ช่วงนี้ประมุข ประธานสโมสรไทยลีกหลายที่ พากันไปหาเสียงเลือกตั้งกันหมด เลยส่งคนใกล้ชิดมาทำหน้าที่แทนในสนามหญ้า จนไม่รู้สนามไหนจะมันสุดติ่งกระดิ่งแมวมากกว่ากัน       

       000 ศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่ 2019 นัดแรกเริ่มแล้ว ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ “ราชบุรี มิตรผล เอฟซี” พบ “ตราด เอฟซี” แต่ไทยลีกในฤดูหาเสียงเลือกตั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในหลายสโมสร เริ่มจาก “สุโขทัย เอฟซี” ประมุขค้างคาวไฟ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ต้องไปกรำศึกใหญ่ในฐานะแม่ทัพหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ จึงให้ “มาดามเป้า อนงค์วรรณ เทพสุทิน” เป็นประธานสโมสรแทน

อนงค์วรรณ เทพสุทิน              

    000 ขยับขึ้นไปเหนือสุด “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” ก็เปลี่ยนตัวประธาน “โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” น้องสาวของ “ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช” มานั่งเก้าอี้ประธานกว่างโซ้ง เพราะ “เสี่ยฮั่น” ไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และเวลานั้น เสี่ยฮั่นก็กำลังลุ้นคดียุบพรรคอยู่

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

          000 ล่องลงมาแถวภาคกลาง “ชัยนาท ฮอร์นบิล“ ได้ผู้นำคนใหม่คือ “เสี่ยรุท อนุรุทธิ์ นาคาศัย” ประธานฝ่ายบริหารและผู้จัดการทีม ส่วนพี่ชาย “เสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย” ไปลงสมัคร ส.ส.เขต 1 ชัยนาท แถมยังต้องวิ่งรอกปราศรัยในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคกลางของพรรคพลังประชารัฐ 

เสี่ยรุท อนุรุทธิ์ นาคาศัย

          000 ข้ามลุ่มเจ้าพระยาไปทางตะวันตก “กำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา” อดีต ส.ส.ราชบุรี กลับมาเป็นประธานสโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี ต่อจากคู่ชีวิต “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ที่ไปลงสนามเลือกตั้งราชบุรี เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ “กำนันตุ้ย” ประกาศทุ่ม 120 ล้านบาท หวังติดท็อปโฟร์ไทยลีก 

กำนันตุ้ย  คู่ชีวิตแม่บุญยิ่ง แห่งราชบุรีมิตรผล     

            000 ไม่ไกลจากราชบุรี “สุพรรณบุรี เอฟซี” ยังเป็นประธานสโมสรคนเดิมคือ “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา อาจเพราะมีพี่สาว กัญจนา ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค เลยมีเวลามาดูทีมช้างศึกยุทธหัตถี ซึ่ง “ท็อป” ดูแลทีมนี้มาเป็นปีที่ 9 โดยปีนี้เสริมนักเตะเพียบ นัยว่ามีทุนรอนไม่ธรรมดา 

วราวุธ ศิลปอาชา

          000 คราวนี้ไปทางอีสาน “เทวัญ ลิปตพัลลภ” แถลงผ่านเพจสโมสร Nakhonratchasima FC ขอยุติบทบาทประธานสโมสรเพื่อเข้าไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว สำหรับประธานคนใหม่ยังไม่มี แต่วันเปิดตัวทีมสวาทแคท “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานกิตติมศักดิ์ สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นประธานเปิดงาน

เทวัญ ลิปตพัลลภ

          000 มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง ฤดูกาลไทยลีก 2019 สโมสรลูกหนังในไทยลีกของ “นักการเมือง” ได้ใช้งบประมาณทำทีมสูงมาก เช่นการซื้อนักเตะต่างชาติเกรดดีๆ มาเข้าทีม ต่างจากสองสามฤดูกาลที่ผ่านมา ยุค คสช.เรืองอำนาจ ทีมลูกหนังสายการเมือง ก็ออกอาการร่อแร่ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงมาเติมพลังสร้างทีม 

หนักแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนักแผ่นดิน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หนักแผ่นดิน,ผู้พิการ,ผู้สูงวัย
เปิดอ่าน 392 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘เสถียร’ คนรักชาติ แสดงความเห็นเรื่องประเด็นขัดแย้งจากกรณีเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ มา ซึ่งจากการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่จะตัดงบประมารทหารมาพัฒนาประเทศและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

กรณีนี้ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขออนุญาตไม่แสดงความเห็นแต่อยากแสดงความรู้สึกว่าประเทศไทยได้แบ่งข้างแบ่งฝักฝ่ายเรียบร้อยแล้วคือ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทหารและฝ่ายตรงข้ามทหาร

จึงขอให้ทุกฝ่ายมีสติมีเหตุผลและเหตุต่าง ‘ดับเครื่องชน’ แบบไม่มีเกียร์ถอยหลังแล้ว ต่อให้เสร็จเลือกตั้งก็จะมีเหตุการณ์รุนแรงตามมาเป็นระลอก 2 แน่ๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ooo

ใครเป็นคน “หนักแผ่นดิน”
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จดหมายของผมต่อไปนี้ส่งมาจากคนไทยรักชาติที่มองว่าการเมืองจะทำให้ประเทศไทยของเราแตกเป็นสองฝ่าย จากนโยบายหาเสียงที่ประกาศว่าจะตัดเงินทหารมาใช้พัฒนาประเทศและยกเลิกทหารเกณฑ์

เหมือนเอาน้ำมันไปราดกองไฟ เพราะผบ.ทบ.สวนควันปืนที่ข่าวบอกว่าฟิวส์ขาดโต้กลับว่าพวกคิดแบบนั้นเป็นพวกหนักแผ่นดิน และกดปุ่มไฟเขียวให้วิทยุทหารเปิดเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ และเพลงปลุกใจ

หลังจากนั้นก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งขอบอกว่ากรณีนี้เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานเชื่อมต่อให้เหมือนเดิมได้

ผมว่าเลือกตั้งแล้วจะมีรัฐบาลใหม่แบบไหนก็แล้วแต่ ขอบอกว่าการเมืองถึง ‘จุดเดือด’ ครับ
    ‘เสถียร’ คนรักชาติ

ooo

ข่าวดีถึงผู้พิการ-สูงวัย
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมอายุ 70 ปีแล้ว แต่ยังชอบไปโน่นนี่ด้วยรถไฟฟ้าเพราะราคาพิเศษและสะดวกรวดเร็วแต่มีปัญหาขึ้นลงปละมีข่าวดีมาบอกว่า

สำนักงานระบบขนส่งสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 240 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างลิฟต์โดยสารสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการในระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้า) ตามแนวเส้นทางสัมปทานเพิ่มเติมให้ครบสองฝั่งใน 16 สถานี จำนวน 19 ตัว

โดยจะก่อสร้างลิฟต์จากชั้นพื้นดินถึงชั้นจำหน่ายตั๋วจำนวน 17 ตัว และก่อสร้างลิฟต์จากชั้นจำหน่ายตั๋วถึงชานชาลา จำนวน 2 ตัว ปัจจุบันอยู่ระหว่างประกาศประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างมาดำเนินการ โดยโครงการดังกล่าวได้คำนวณราคากลางอยู่ที่ 191 ล้านบาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 210 วัน นับจากวันที่ลงนามสัญญาว่าจ้าง

สำหรับสถานีที่จะติดตั้งลิฟต์ 16 สถานี ประกอบด้วย 1.สถานีนานา 2.สถานีพร้อมพงษ์ 3.สถานีทองหล่อ 4.สถานีเอกมัย 5.สถานีพระโขนง 6.สถานีอ่อนนุช 7.สถานีราชเทวี 8.สถานีพญาไทย 9.สถานีสนามเป้า 10.สถานีอารีย์ 11.สถานีสะพานควาย 12. สถานีหมอชิต 13.สถานีราชดำริ 14.สถานีช่องนนทรี 15.สถานีสุรศักดิ์ และ 16.สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

ความคืบหน้าโครงการขยายสถานี S6 หรือสถานีรถไฟฟ้าสถานีสะพานตากสินจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่ว่าอยู่ระหว่างจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ส่วนงบประมาณในการปรับปรุง 1,100 ล้านบาท บีทีเอสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก่อน ทั้งนี้แผนการปรับปรุงขยายสถานี S6 ในช่วงแรกจะมีการปิดเบี่ยงการจราจรเพื่อขยายสะพานสาทรก่อนที่จะมีการทุบ หรือรื้อย้ายโครงสร้างสถานี S6 และก่อสร้างสถานีใหม่พร้อมรางคู่

จะมีการปิดสถานีสะพานตากสินโดยให้ผู้โดยสารขึ้นลงที่สถานีถัดไปคือสุรศักดิ์แทน ซึ่งบีทีเอสจะจัดรถชัตเติลบัสรับส่งผู้โดยสารฟรีระหว่างสถานีสะพานตากสิน-สถานีสุรศักดิ์ ทดแทนการขึ้นลงที่สถานีสะพานตากสิน

ขอขอบคุณที่โครงการช่วยเหลือผู้สูงวัยหรือคนแก่อย่างผมและผู้พิการด้วยครับ
 สมภพ (สะพานควาย)

  ตอบคุณ ‘สมภพ’ สะพานควาย
เป็นข่าวดีจริงๆ ครับ เพราะผมเองก็เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเช่นกันและต่อไปจะสะดวกสบายขึ้นหากมีลิฟต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ

โครงการนี้เห็นเรียกร้องกันมานานแล้วและรอคอยจนเกือบลืมไปแล้วจนความหวังความฝันกลายเป็นจริง

นี่แหละเรียกว่า ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ และพิสูจน์ได้ว่าคนไทยมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน

จี้พรรคการเมืองชูขึ้นภาษีบุหรี่เหล้าหยุดตายโรคเรื้อรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จี้พรรคการเมืองชูขึ้นภาษีบุหรี่เหล้าหยุดตายโรคเรื้อรัง

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:48 น.
ภาษี,บุหรี่,เหล้า,พรรคการเมือง,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 227 ครั้ง

บทความพิเศษ…

หลังผลวิจัยชี้ชัดตายจากบุหรี่ปีละ 55,000 คน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 22,000 ราย สูญเสียงบรักษาปีละ 7 หมื่นล้าน  หนทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือ  มาตรการทางภาษี ที่เชื่อว่าจะสามารถสกัดการตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทยเอาไว้ได้

ศ.นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมการกำกับทิศแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยถึงผลการศึกษา “ต้นสายปลายเหตุ ภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่คนไทยต้องแบกรับ” ซึ่งพบว่า “รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากร” ชี้สาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง “บุหรี่-เหล้า-ความดันโลหิตสูง-โรคอ้วน” ทำคนไทยป่วย-ตายก่อนวัยอันควร โดยบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งทำคนไทยตายสูงสุด 55,000 คนต่อปี และคนสูบบุหรี่ตายเร็วขึ้นเฉลี่ยคนละ 18 ปี จากโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง และโรคปอด

ด้าน ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ หัวหน้าแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เปิดเผย “รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากร พ.ศ.2557” ที่ทำการศึกษา 14 ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญของคนไทย พบสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและตายก่อนวัยอันควรในเพศชาย ได้แก่ การดื่มสุราและสูบบุหรี่ ส่วนเพศหญิงได้แก่การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนและภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งพฤติกรรมทางสุขภาพที่เสี่ยงเหล่านี้ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง หัวใจและหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และยังส่งผลต่อการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นผลจากการดื่มสุรา

ทั้งนี้บุหรี่ยังคงเป็นต้นเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในคนไทย โดยพบครึ่งหนึ่งของคนสูบบุหรี่จะเสียชีวิตจากบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันคนไทยสูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน และในแต่ละปีคนไทยตายจากบุหรี่ปีละ 55,000 คน ซึ่งเฉลี่ยจะตายก่อนวัยอันสมควรคนละ 18 ปี นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังทำให้ทุกข์ทรมานจากการป่วยก่อนเสียชีวิตประมาณ 3-4 ปี จนก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณในการรักษา ประมาณ 74,884 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รัฐเก็บภาษีได้เพียงปีละไม่มากซึ่งมูลค่าที่สูญเสียสูงกว่าภาษีจากบุหรี่ที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 2 เท่า

ขณะที่ ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รอง ผอ.ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) พบว่า แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในคนไทยมีแนวโน้มที่ลดลง และสัดส่วนของคนไม่สูบบุหรี่ต่อคนสูบบุหรี่สูงขึ้น แต่ยังจะพบอัตราการตายจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งการศึกษาทั่วโลกพบการเปลี่ยนแปลงของอัตราการตายจากบุหรี่จะเกิดขึ้นช้ากว่าอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงถึง 30-40 ปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราการตายจากบุหรี่ในปัจจุบันเป็นผลของสถานการณ์การสูบบุหรี่เมื่อ 30-40 ปีก่อนหน้า ทั้งนี้มาตรการสำคัญในการควบคุมการบริโภคยาสูบต้องดำเนินต่อเนื่องอย่างเข้มข้นเพื่อช่วยลดความสูญเสียอันเกิดจากการสูบบุหรี่

ดังนั้นมาตรการเร่งด่วนในปัจจุบันที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือการปรับอัตราภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวกันคือ 40% ตามแผนที่กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม 2562 กรมสรรพสามิตควรเร่งพิจารณาขึ้นภาษียาเส้นที่ปัจจุบันมีราคาถูกว่าบุหรี่โรงงานหลายเท่าทั้งที่พิษภัยจากการสูบไม่แตกต่างกัน และจัดระบบควบคุมบุหรี่ผิดกฎหมาย

ส่วนผลศึกษาปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนไทยป่วยและตายก่อนวัยอันควร และยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียของการมีสุขภาวะที่ดีในผู้ชายไทย แต่ละปีคนไทยเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 22,000 ราย ซึ่งเฉลี่ยจะตายก่อนวัยอันสมควรจากการป่วยด้วยโรคจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คนละ 29 ปี เนื่องจากปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพเฉพาะตัวผู้ดื่ม แต่ยังสร้างปัญหาสุขภาพต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่มด้วยทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น การทำร้ายร่างกาย การได้รับอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ คุณภาพที่ชีวิตที่แย่ลง

นอกจากนี้ ดร.ภญ.อรทัย ยังเปิดเผยว่า ความเข้าใจที่ว่ามีระดับการดื่มที่ปลอดภัยนั้น องค์การอนามัยโลกย้ำว่า “ไม่มีการดื่มในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เหล้าเข้าปากเมื่อไร เสี่ยงเมื่อนั้น” การจัดการปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากจะลดภาระโรคและความสูญเสียทางด้านสุขภาพและรักษาชีวิตนักดื่มแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสังคมอื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินการนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การขึ้นภาษี การลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการจัดการที่จุดจำหน่ายหรือบริการ และการควบคุมการโฆษณาส่งเสริมการขายของบริษัทเหล้า ซึ่งเป็นนโยบายที่มีประสิทธิผลในการลดการดื่มของประชาชนและลดผลกระทบในภาพรวมของประเทศได้

ด้าน นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ได้กล่าวย้ำถึงอันตรายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทำคนไทยตายมากกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า และ ยังได้เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงในช่วงเลือกตั้งควรแสดงจุดยืนและประกาศนโยบายพรรคเพื่อจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้ ซึ่งมาตรการสำคัญคือการขึ้นภาษีสินค้าที่ทำลายสุขภาพโดยเฉพาะบุหรี่และสุรา

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมที่มาจากปัญหามลพิษก็เพิ่มขึ้น ดร.ภญ.ฐิติพร สุแก้ว นักวิจัยแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย ได้เสนอถึงความสำคัญของการมีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ตัวอย่างผลกระทบของมลพิษทางอากาศจากฝุ่นขนาดเล็กกับสุขภาพจากการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากหมอกควันภาคเหนือพบความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษ พีเอ็ม 10 รายวัน มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นในช่วงหมอกควันภาคเหนือ 2.5-4 เท่าของระดับมลพิษปกติในแต่ละจังหวัด มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอัตราการตายก่อนวัยอันควรและการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

“การเมืองคนรุ่นใหม่ ไม่ขัดแย้งแล้ว ใช่หรือไม่?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“การเมืองคนรุ่นใหม่ ไม่ขัดแย้งแล้ว ใช่หรือไม่?”

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:15 น.
ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ,เพื่อชาติ,ภูมิใจไทย,รศดรสิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ,วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ,จิราพร สินธุไพร,เกศปรียา แก้วแสนเมือง,ภาดาท์ วรกานนท์
เปิดอ่าน 844 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

คนรุ่นใหม่กับการเมืองไทยวันนี้มีเยอะมาก แต่ละพรรคไปคัดสรรหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่สนใจและอาสาทำงานการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

“ความขัดแย้ง” คือหนึ่งปมปัญหาที่สังคมไทยติดหล่มนี้มานานหลายปี ฉะนั้นหนุ่มสาวหน้าใหม่บนสนามการเมืองจะช่วยหาวิธีแก้ไขและลดความขัดแย้งนี้ให้จางหายไปจากสังคมไทยได้อย่างไร

ตัวแทน 5 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย, พลังประชารัฐ, เพื่อชาติ และภูมิใจไทย สะท้อนไอเดียนี้ออกมาโดยเชื่อว่าจะแก้ไขความขัดแย้งที่มีมายาวนานให้ยุติลงได้และเพื่อให้เมืองไทยกลับไปเป็นสยามเมืองยิ้มเต็มรูปแบบอีกครั้ง…

+++

“รศ.ดร.สิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ” ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 4 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า “วันนี้คนรุ่นใหม่ลงมาทำงานการเมืองกันเยอะในหลายพรรค ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีกับการเมืองไทยในวันนี้และวันหน้า

เชื่อว่าทุกคนจากทุกพรรคมีความหวังดีกับบ้านเมืองทั้งนั้น ส่วนตัวมองว่าผู้หญิงและผู้ชายที่เป็นคนรุ่นใหม่และอาสาทำงานการเมืองนั้น ทุกคนช่วยแก้ไขความขัดแย้งได้โดยเปิดใจรับฟังกันและกัน เพื่อหลอมรวมสิ่งต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว

ดิฉันก็เป็นหนึ่งในคนหน้าใหม่ที่มั่นใจในนโยบายพรรคที่มีจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองและไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร หัวหน้าพรรคบอกสังคมเสมอว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ขัดแย้งกับใคร เพราะประเทศไทยต้องก้าวพ้นความขัดแย้ง ความทุกข์ยาก และความไม่สงบเรียบร้อย ตรงนี้ดิฉันและคนรุ่นใหม่ในพรรคยึดถือและไปชี้แจงกับสังคมตลอดเวลา”

+++

“วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ” กรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า “อันดับแรกคนรุ่นใหม่จะต้องตระหนักถึงความสำคัญ มองเห็นประโยชน์ที่แท้จริง และตั้งเป้าหมายในการก้าวข้ามความขัดแย้งให้ชัดเจนก่อน เพราะเป้าหมายที่ชัดเจน จะนำไปสู่การวางแผนการกำหนดความคิดและพฤติกรรมที่ดีตามมา

หลักการสำคัญของการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือ การเปลี่ยนความขัดแย้งเป็น “ความเข้าใจ” เปิดใจให้กว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของทุกฝ่าย หาจุดตรงกลางร่วมกันด้วยสันติวิธี โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและหลักการของเหตุผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

ควรเริ่มต้นจากตนเองก่อน เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น ฝึกการจัดการอารมณ์ และกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ทุกเรื่อง และใช้ได้กับคนทุกรุ่น ไม่เพียงเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันสังคมก็ควรต้องมีการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกต้องในเรื่องนี้ มีระบบ กฎหมาย กติกา ที่เป็นธรรมรองรับด้วย เพื่อไม่ให้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเกิดความขัดแย้งในใจตามมา

สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยที่เรื้อรังมายาวนาน คนไทยทุกคนจำเป็นจะต้องเปลี่ยนการยึดถือประโยชน์ส่วนตน เป็นประโยชน์ส่วนรวม โดยให้ความสำคัญกับการยึดถือประชาชนเป็นใหญ่ ยึดหลักประชาธิปไตยที่สุจริต เปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าด้วยกันอย่างมีความเที่ยงธรรมและสงบสุข แม้ในช่วงแรกอาจจะเป็นเรื่องท้าทาย เพราะแต่ละคนเติบโตมาด้วยการมีประสบการณ์ ความคิดและความเชื่อเดิมที่แตกต่างกัน แต่หากทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ พร้อมมีระบบในสังคมที่ดีรองรับ ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าก้าวข้ามความขัดแย้งจากที่มีอยู่ในปัจจุบันได้มากขึ้นอย่างแน่นอน”

+++

 “จิราพร สินธุไพร” ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ระบุว่า “ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ หากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง สังคมนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ แต่จะเป็นการแสดงความเห็นที่แตกต่างภายใต้สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นความสวยงามภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่า วิธีการลดความขัดแย้ง คือ ประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ในฐานะคนทำงานการเมืองรุ่นใหม่

ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นว่า ผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน และสามารถปฏิบัติงานทางการเมืองได้ดีเหมือนกัน หากจะมีความแตกต่างคงเป็นเรื่องของแนวความคิด วิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ดี ดิฉันเห็นว่า ความเป็นนักการเมืองผู้หญิงมีความได้เปรียบในเรื่องของความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ และช่วยลดอุณหภูมิในยุคที่การเมืองกำลังร้อนแรงได้

ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการร่วมกันสร้างกติกาที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นว่าความเป็นนักการเมืองผู้หญิงมีความได้เปรียบในเรื่องของความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ และช่วยลดอุณหภูมิในยุคที่การเมืองกำลังร้อนแรงได้”

+++

 “เกศปรียา แก้วแสนเมือง” โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า “พรรคประกาศกับสังคมไปแล้วว่าพรรคจะเป็นเกาะกลางให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม จุดเริ่มต้นของพรรคจะพบว่าพรรคมีบุคลากรจากหลากหลาย เปิดให้ทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมอุดมการณ์พรรค ย้ำว่าสมาชิกพรรคไม่ใช่แค่มาจากพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง พรรคไม่ใช่นอมินีของคนแดนไกล แต่พรรคคือนอมินีของคนไทยทุกคน

พรรคจะทำงานต่อในนโยบายที่ดีของรัฐบาลและพรรคต่างๆ จากนี้พรรคจะเสนอนโยบายทลายกำแพงใจเพื่อลดความขัดแย้ง วันนี้สังคมคุยกันน้อยลง

ฉะนั้นวันนี้ควรเปิดใจ โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐรณรงค์ในชุมชนต่างๆ เพื่อให้คนในชุมชนพูดคุยกันมากขึ้น

ความขัดแย้งแม้บางคนยังมองว่ามันยังมีอยู่ในสังคมและยังแบ่งขั้วอยู่ คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาการเมืองวันนี้ต้องมองว่าความหลากหลายและแตกต่างในประชาธิปไตย มันคือสิ่งสวยงาม แต่ควรเลือกสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าดีต่อบ้านเมือง และไม่ควรยึดแนวคิดตัวเองเป็นหลัก จนไม่ฟังความเห็นคนอื่น

เชื่อว่าทุกพรรคที่เสนอนโยบายต้องการลดความขัดแย้งและอยากให้บ้านเมืองพัฒนารวมทั้งสงบสุข ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น ควรรับฟังคนอื่น ยอมรับจุดดีจุดด้อยของแต่ละฝ่าย คดีต่างๆ ควรยึดกระบวนการยุติธรรม การทลายกำแพงในใจนั้น คือการมานั่งคุยแบบเปิดใจกัน เพราะทุกคนคือคนไทยที่รักแผ่นดิน ควรลดความเชื่อมั่นของตัวเองลงและรับฟังคนอื่นให้มากขึ้น ย้ำว่าสีเสื้อต่างๆ ไม่มีการพูดถึงแล้วในพรรค”

+++

  “ภาดาท์ วรกานนท์” ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “พร้อมคุยทุกฝ่าย พรรคมีจุดเริ่มต้นจากการรับฟังทุกกลุ่มและร่วมงานกับทุกฝ่าย พวกดิฉันก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มาจากสาขาอาชีพต่างๆ มาร่วมเวิร์กช็อปกับพรรค เสนอแนวคิดจากคนรุ่นใหม่จนบรรจุเป็นนโยบายพรรคหลายด้าน และให้พวกดิฉันที่เป็นคนรุ่นใหม่มาทำงานการเมืองและผสมกับคนการเมืองที่มีประสบการณ์ ตรงนี้คือการผสมความคิดของคนสองรุ่นในพรรค และเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ขัดแย้ง

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคตั้งใหม่ และแต่ละพรรคมีอุดมการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทุกพรรคต้องดูประชาชน แต่พลังประชารัฐนั้น สังคมทราบแล้วว่าพรรคประกาศจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เมื่อรวมกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ในพรรคย้ำว่าไม่ต้องการความแตกแยกแล้ว สงครามสีเสื้อนั้นควรไม่มีอีก

หากใครถามว่าพรรคคือพรรคที่หนุนเผด็จการ ขอถามว่าปัญหาก่อนการยึดอำนาจนั้น ฝ่ายใดที่ก่อปัญหาทางการเมืองและฝ่ายใดที่ออกมายุติปัญหาเพื่อไม่ให้บ้านเมืองบอบช้ำลงไปอีก วันนี้คนไทยเข้าใจเหตุผลที่ คสช.ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาแล้ว และพร้อมก้าวข้ามอดีตเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม

ประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน เช่นสิงคโปร์ที่ตั้งประเทศเพราะโดนให้ออกจากการร่วมเป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย ลี กวน ยู ก็สร้างชาติขึ้นมา แม้วันนั้นลี กวน ยูจะร้องไห้เพราะบ้านเมืองไม่มีทรัพยากรใดๆ แต่ลี กวน ยูก็สร้างชาติและคนสิงคโปร์ขึ้นมาจนเข้มแข็ง ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่คนไทยควรศึกษา

นโยบายของพรรคใดที่ดีนั้น พรรคพร้อมสนับสนุน”

สงครามสาววารินฯ “สุพล” ปะทะ “เกรียง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามสาววารินฯ “สุพล” ปะทะ “เกรียง”

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:05 น.
สุพล ฟองงาม,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เกรียง กัลป์ตินันท์,โยธากาญจน์ ฟองงาม,แมงปอ,เพื่อไทย,เจ๊แดง,สจเปิ้ล,กิตติ์ธัญญา วาจาดี,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 10,128 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

 สมรภูมิเลือกตั้งอุบลราชธานี 10 เขต เป็นการต่อสู้กัน ระหว่าง “สุพล ฟองงาม” กับ “เกรียง กัลป์ตินันท์”

ดังที่ทราบกันเหตุปัจจัยหลักแตกแยกของเพื่อไทยอุบลราชธานี มาจากการแย่งชิงตำแหน่งแม่ทัพอีสานใต้ แม้สุพลจะเคยเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แต่เกรียงได้แรงสนับสนุนจาก “เจ๊แดง” มีเครือข่ายอดีต ส.ส.อุบลฯ มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

รอยปริร้าวในเพื่อไทยเมืองดอกบัวปะทุขึ้นอีกเมื่อ 31 พฤษภาคม 2561 สุพล ฟองงาม, สุทธิชัย จรูญเนตร และโกวิทย์ ธรรมานุชิต ขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดอดีตส.ส.เพื่อไทยคนหนึ่งในข้อหาหมิ่นประมาท และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

อันเนื่องจากอดีต ส.ส.เพื่อไทย นำภาพถ่ายอดีตส.ส. 3 คน มาโพสต์ในกลุ่มไลน์ ระบุข้อความใต้ภาพว่าอดีต ส.ส.กลุ่มนี้ ยอมศิโรราบฝ่ายทหารแล้ว สุพลแจงว่าได้รับเชิญจากมณฑลทหารบกที่ 22 ให้เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีไถ่ชีวิตกระบือเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

“แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม

สำหรับผู้สมัคร ส.ส.เขต พรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยเขต 1 อดุลย์ นิลเปรม เขต 2 โกวิทย์ ธรรมมานุชิต เขต 3 โยธากาญจน์ ฟองงาม เขต 4 ตวงทิพย์ จินตะเวช เขต 5 สุทธิชัย จรูญเนตร เขต 6 ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ เขต 7 เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ เขต 8 ณรงค์ศักดิ์ โกศัลวัฒน์ เขต 9 รำพูล ตันติวณิชชานนท์ เขต 10 ประจักษ์ แสงคำ

พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย เขต 1 วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เขต 2 ณรงค์ชัย วีระกุล เขต 3 กิตติ์ธัญญา วาจาดี เขต 4 เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เขต 5 รัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ เขต 6 พิสิษฐ์ สันตพันธุ์ เขต 7 ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เขต 8 สมบัติ รัตโน เขต 9 ประภูศักดิ์ จินตะเวช และเขต 10 สมคิด เชื้อคง

แมงปอ กับพ่อสุพล ฟองงาม

        จบการเลือกตั้งทั่วไปแล้วหากมีการเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ คาดว่าทีมสุพล กับทีมเกรียง ก็จะชิงชัยกันอีกรอบ โดยใช้สนามเลือกตั้ง ส.ส.หนนี้ เป็นการอุ่นเครื่อง

ที่น่าสนใจและเป็นสีสันก็คือเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.วารินชำราบ เป็นการต่อสู้ของ “แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวคนสวยของสุพล ฟองงาม กับ “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเพื่อไทย

“ส.จ.เปิ้ล” เป็นส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ ก็รู้จักมักคุ้นกับสุพลเป็นอย่างดี แต่รอบนี้ ส.จ.เปิ้ล หวังโกยคะแนนจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอยู่หลายกลุ่มในเขต อ.วารินชำราบ

“ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี

เดิมทีนั้นคนเสื้อแดงเมืองอุบลแตกออกเป็นหลายก๊ก ตอนหลังอ่อนแรงลงเยอะเพราะปัญหาคนเสื้อแดงหลายคนติดคุกในคดีเผาศากลาง แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากแกนนำระดับนักการเมืองในพื้นที่เลย ขณะเดียวกันแดงอุบลฯ บางปีกได้ลงสมัครส.ส.ในสังกัดพรรคอนาคตใหม่

ถ้ามองตามเกม “แมงปอ โยธากาญจน์” ได้เปรียบจากฐานคะแนนของตระกูลฟองงาม ที่ลงหลักปักฐานมายาวนาน ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน เสี่ยเกรียงยิ่งใหญ่ในฝั่งเทศบาลเมืองอุบลฯ ข้ามมาทางฝั่งวารินชำราบ ก็เป็นที่มั่นของสุพล

เกรียง กัลป์ตินันท์ กองหนุน ส.จ.เปิ้ล

          จุดอ่อนของสาวแมงปอคือกระแสพรรคพลังประชารัฐตกเป็นรอง เมื่อเปรียบเทียบกัับกระแสเพื่อไทย ฉะนั้นสุพลจึงเน้นขายตัวบุคคลและผลงานในอดีตโดยหัวคะแนนจะเน้นย้ำว่า “อย่าดูชื่อพรรค ให้ดูที่คนของเรา”

แม้ว่าค่ายสรรพสิทธิประสงค์จะอยู่ในเขต อ.วารินชำราบ แต่ลูกเมียทหารชั้นประทวนส่วนใหญ่ชื่นชอบทักษิณ คะแนนในเขตทหารก็มักจะเทให้พรรคเพื่อไทย

การต่อสู้ของ “สองสาววารินฯ” ก็เป็นการวัดกำลังระหว่าง “กระแสตัวบุคคล” กับ “กระแสพรรค” และที่สำคัญแม่ทัพใหญ่ค่ายพลังประชารัฐคงไม่ยอมให้ลูกสาวสอบตก

ร่างพ.ร.บ.ข้าว:เพื่อชาวนาจริงหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่างพ.ร.บ.ข้าว:เพื่อชาวนาจริงหรือ?

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:37 น.
ร่างพรบข้าว,ชาวนา,เกษตรกร
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

โดย…  นิพนธ์ พัวพงศกร

เหตุผลของการตรากฎหมายข้าวเป็นเหตุผลที่ดี กล่าวคือผู้ร่างต้องการแก้ปัญหาอาชีพชาวนาที่เสี่ยงขาดทุนสูง คนรุ่นใหม่ไม่มีแรงจูงใจจะทำนา ร่างกฎหมายข้าวต้องการให้มีนโยบายข้าว และสถาบันที่สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนากระบวนการผลิต (และจำหน่าย) ตลอดห่วงโซ่การผลิตเกิดการพัฒนาอาชีพทำนาที่มั่นคง ยั่งยืน อย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ

แต่ในร่างแรกที่นำเข้าสู่สนช. กลับเน้นเรื่องให้อำนาจแก่กรมการข้าวในการควบคุมและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว เสมือนหนึ่งประเทศไทยยังอยู่ในยุคด้อยพัฒา หรือภาวะสงคราม รวมทั้งการเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กรมการข้าว ทั้งๆ ที่อำนาจหน้าที่เหล่านั้นมีหน่วยราชการอื่นดูแลรับผิดชอบตามกฎหมายอยู่แล้ว โดยไม่มีสาระสำคัญด้านการแก้ปัญหาอาชีพชาวนาและการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตข้าว

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ตัดมาตราเหล่านั้นออกหลายมาตรารวมทั้งแก้ไขความขัดแย้งระหว่างหน่วยราชการเรื่องการกำหนดให้กระทรวงเกษตรฯ (โดยกรมการข้าว) เป็นเลขานุการคนที่หนึ่งของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ข้าว ที่ผ่านวาระ 1 เมื่อ 30 มกราคม 2562 ยังมีมาตราสำคัญบางมาตราที่เป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย อีกทั้งยังไม่มีมาตราชัดเจนเรื่องการพัฒนาอาชีพทำนาที่มั่นคงและการส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตข้าว หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายดังกล่าวจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อวงการข้าวไทย โดยเฉพาะการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ข้าว

นี่คือเหตุผลที่สมาคมด้านข้าว 4 สมาคม และสถาบันด้านวิชาการ 2 สถาบันต้องร่วมกันจัดสัมมนาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อแถลงข้อเท็จจริงและผลกระทบด้านต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบและมีส่วนร่วมแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

อนึ่ง นานๆ ครั้งเราจะเห็นสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยสมาคมผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาคมโรงสี และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมารวมตัวกันได้เพราะมีความเห็นตรงกันเรื่องความเสียหายที่จะเกิดจากมาตราบางมาตรา ปกติสมาคมทั้งสี่ (และสมาคมชาวนาอีกสี่สมาคม) มักจะมีความเห็นขัดแย้งกัน

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รับทราบผลการสัมมนาและเข้าใจปัญหาของร่างพ.ร.บ.ข้าว เป็นอย่างดีและด้วยความกังวล ฯพณฯ จึงมีบัญชาให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ปรึกษาหารือกับรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ (พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ) และกรรมาธิการวิสามัญบางท่านรวมทั้งประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ เพื่อหาทางแก้ไขร่างพ.ร.บ.ข้าว หลังจากนั้นกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2562

ประเด็นสำคัญที่สุดที่มีการแก้ไขได้แก่ มาตรา 27/1 วรรค 3 เรื่องการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะจำหน่ายได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวรับรองแล้วเท่านั้น แม้จะมีข้อยกเว้นให้ชาวนาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้แก่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าว แต่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวไม่สามารถนำไปขายต่อได้….หากผู้รวบรวมนำไปขายต่อก็ติดคุก…..และทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับการซื้อขายเมล็ดพันธุ์และข้าวเปลือกไรซ์เบอร์รี่จะผิดกฎหมายทันทีเพราะกรมการข้าวยังไม่ได้รับรองพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

มาตรานี้จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการค้าขายของประชาชนอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นกรรมาธิการไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน จึงไม่มีความเข้าใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวไทย แต่กลับเข้าใจผิดว่า “พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ในตลาด” ไม่มีคุณภาพ และหากสามารถจำกัดการค้าขายเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรองชาวนาจะได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไปปลูก

มาตรา 27/1 วรรคสาม จะปิดกั้นกระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธ์ข้าวของตลาดข้าวไทยอย่างไร???

ตลาดข้าวไทยมีกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพสูง ข้าวอร่อยถูกปากทั้งคนไทยและคนเอเชียและอาฟริกา ข้าวไทยขายได้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง และระยะหลังเริ่มมีข้าว “สี” เพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วเช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ทับทิมชุมแพ ฯลฯ กระบวนการคัดสรรคุณภาพข้าวนี้เกิดจากวีรบุรุษ/วีรสตรีนิรนาม (unsung heroes) ในวงการข้าว ไม่ว่าจะเป็นชาวนาผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว โรงสี หยง ผู้ส่งออก ผู้ผลิตเครื่องจักรกลเกษตร รวมทั้งนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยต่างๆ บุคคลเหล่านี้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด และทำให้ตนได้กำไรจากการปลูก/การสี/การค้าข้าวพันธุ์ไหนที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่ำ หรือสีแล้วเต็มไปด้วยข้าวหัก ผู้บริโภคไม่ชอบ ก็จะถูกทิ้งไป (รวมทั้งพันธุ์ที่ราชการให้การรับรองแล้ว) พันธุ์ไหนที่อร่อยถูกปาก ขายได้มีกำไรดี ก็จะมีการบอกต่อๆ กัน กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมในตลาดก่อนที่ทางราชการจะให้การรับรองในภายหลัง เพราะกระบวนการรับรองต้องมีขั้นตอน ต้องใช้เวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อนำไปปลูกทั่วประเทศจะไม่มีปัญหา

ระบบการคัดสรรพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพแบบนี้เรียกว่าการควบคุมคุณภาพแบบกระจายอำนาจในตลาดข้าวที่เป็นการค้าเสรี

ศ.ดร.เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม นักวิชาการด้านเกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในระดับนานาชาติให้ความเห็นว่า

“มาตรา 27/1 ดูเป็นการจำกัดการพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ…..ในปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่มีการซื้อขายมากขึ้น มีการผลิตเพื่อใช้เอง และแลกเปลี่ยนกันน้อยลง

ที่ผ่านมาข้าวพันธุ์ท้องถิ่นหรือพันธุ์พื้นเมือง (ที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมการค้าข้าว) ที่ได้กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยม (รวมทั้งข้าวหอมมะลิ) ได้แพร่หลายไปโดยชาวนาก่อน แล้วราชการ (ในชื่อกรมการค้าข้าว หรืออื่นๆ) จึงทำเป็นพันธุ์รับรองตามหลัง

หากพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกใช้ก่อน พ.ศ.2500 เราคงอดมีข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขาวตาแห้ง 17 ช้าวไรซ์เบอร์รี่ ฯลฯ

หลังจากการทำความเข้าใจถึงประเด็นนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีมติให้ตัดวรรคที่เป็นปัญหาดังกล่าวออกจากร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านวาระหนึ่งและใช้วรรคต่อไปนี้แทน

“เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพอันจะสร้างความเสียหายต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ ให้อธิบดีกรมการค้าข้าว โดยความเห็นชอบคณะกรรมการมีอำนาจประกาศห้ามมิให้มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพดังกล่าวได้”

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการเพิ่มมาตราด้านการส่งเสริมชาวนา เพราะร่างเดิมไม่มีมาตราด้านนี้เลย มาตราที่จะเพิ่มขึ้น คือ “เพื่อเป็นกรมส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก (และมีความเหมาะสมกับเขตศักยภาพการผลิตที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศ) ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์และเพาะปลูกในพื้นที่มีความเหมาะสม (ตามเขตศักยภาพการผลิตข้าว) ได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริมหรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นธรรมของคณะรัฐมนตรี

การแก้ไขดังกล่าวน่าจะพอยอมรับได้ในระดับหนึ่งเพราะมีการตัดมาตราที่จะก่อความเสียหายแก่วงการข้าวออกมีมาตราที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนชาวนาที่ใช้พันธุ์ข้าวของรัฐ และที่สำคัญคือชาวนามีตัวแทนในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

อย่างไรก็ดีร่างพ.ร.บ.ข้าว ยังมีจุดอ่อนสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มาตรา 20 กำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้งและให้ส่งสำเนาใบรับรับซื้อข้าวเปลือกให้กรมการข้าวโดยให้มุ่งเน้นการใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

มาตรานี้เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะแม้จะมีผู้รับซื้อข้าวเปลือกที่ตัดราคาชาวนา แต่ใบรับซื้อข้าวเปลือกไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ เพราะทันทีที่ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ผู้รับซื้อก็นำข้าวเปลือกที่ซื้อมาเทกองรวมกับข้าวเปลือกของชาวนารายอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันโรงสีก็ต้องเก็บหลักฐานใบรับซื้อให้กรมสรรพากรตรวจ และรวบรวมทำรายงานการค้าข้าวส่งให้กระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว

หากกรมการค้าข้าวอ้างว่าจะนำหลักฐานใบรับซื้อข้าวเปลือก ไปจัดทำบิ๊กดาต้า (big data) ก็กรุณาเขียนกฎหมายบังคับว่ากรมจะนำข้อมูลไปทำประโยชน์อะไรบ้างให้ชาวนาหรือวงการข้าวเพื่อให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชนและถ้าเป็นเรื่องบิ๊กดาต้า ก็ไม่ต้องมีบทลงโทษ ไม่ต้องให้อำนาจเจ้าพนักงาน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการทุจริต

จุดอ่อนประการที่สอง คือ ร่างกฎหมายยังไม่มีมาตราที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน หรือสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพทำนาตามเหตุผลที่ระบุไว้ในร่าง

จุดอ่อนข้อสามของร่างพ.ร.บ.ข้าว (มาตรา 27/3) คือการโอนอำนาจการควบคุมเมล็ดพันธุ์ข้าวในพ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 และอำนาจการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จากกรมวิชาการเกษตรมายังกรมการข้าวในปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรก็สามารถทำหน้าที่กำกับควบคุมได้เป็นอย่างดี แม้จะล่าช้าตามระบบราชการบ้างก็ตาม การโอนอำนาจหน้าที่นี้ไปกรมการข้าวจะเกิดผลเสีย 2 ประการ คือ (ก) สร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของกรมการข้าวในฐานะผู้วิจัยและให้ทุนวิจัยด้านข้าว กับอำนาจการกำกับควบคุมโดยการออกใบอนุญาต (ข) การทำหน้าที่ตามกฎหมายสองฉบับข้างต้น ต้องอาศัยทีมงานนักวิชาการสาขาต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก เรียกว่าเกิดประโยชน์จากการมีความรู้หลากหลายสาขา และความชำนาญเฉพาะด้าน (economies of scale and specialization) การแยกงานด้านกำกับควบคุมข้าวออกไปนอกจากจะลดทอนประสิทธิภาพของการกำกับดูแลด้านข้าวแล้ว รัฐยังต้องสูญเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นทั้งด้านลงทุนในอุปกรณ์ เครื่องมือ และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในกรมการข้าว โดยไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

นอกจากนั้นก็มีจุดอ่อนอื่นๆ เช่น การขาดระบบการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ การที่คณะกรรมการด้านผลิตและด้านการตลาดส่วนใหญ่ยังประกอบด้วยปลัดกระทรวง และ อธิบดี (รวม 14 คน) และผู้แทนภาคเอกชนและเกษตรกร (รวม 7 คน) แทนที่จะเป็นกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากวงราชการและไม่มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา

กรมการข้าวเป็นหน่วยงานสำคัญด้านวิจัยและพัฒนาข้าวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งเป็นกรม

หลักการและเหตุผลของการจัดตั้งกรมการข้าวในปี พ.ศ.2549 กำหนดให้กรมการข้าว “เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวโดยเฉพาะให้ครอบคลุมถึงการปรับปรุงพัฒนาการปลูกข้าวให้มีผลผลิตต่อพื้นที่และคุณภาพสูงขึ้นการพัฒนาพันธุ์อนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน การส่งเสริมและเผยแพร่เพื่อพัฒนาชาวนา การแปรรูปและการจัดการอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว รวมทั้งการตลาดและส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับข้าว” (ราชกิจจานุเบกษาพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549)

การมีพันธกิจหลักด้านการวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวทำให้กรมการข้าวเป็นกรมขนาดเล็กคนบางคนเลยอยากให้กรมการข้าวมีอำนาจในการกำกับควบคุมเพื่อจะได้เพิ่มจำนวนข้าราชการและงบประมาณมากขึ้น

การกำหนดให้กรมการข้าวเพิ่มอำนาจหน้าที่ด้านกำกับควบคุมนอกจากจะกระทบประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังจะลดทอนความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่ชาวนาและผู้เกี่ยวข้องมีให้กรมการข้าวเพราะกรมการข้าวจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้านการเมืองและผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ

แม้กรมการข้าวจะเป็นกรมขนาดจิ๋วแต่แจ๋วการทำงานวิจัย-พัฒนาและรับรองพันธุ์ข้าวเป็นงานปิดทองหลังพระที่ก่อคุณค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ งานปิดทองหลังพระเหล่านี้จึงเป็นงานที่ “มีพลานุภาพ” ยิ่งกว่าอำนาจทางกฎหมายในการกำกับควบคุม นักวิชาการของกรมการข้าวไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าว ปล่อยให้หน่วยงานอื่นทำหน้าที่กำกับควบคุมจะดีกว่า

หากสมาชิกสนช.ต้องการเห็นร่างพ.ร.บ.ข้าว เป็นประโยชน์แท้จริงต่อชาวนา และอนาคตวงการข้าวไทยขอความกรุณาระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาข้าวตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเพิ่มเติมหรือแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบก่อนตราเป็นกฎหมายทิ้งประเด็นการเมือง โดยเอาผลประโยชน์ของชาวนาและการค้าข้าวเป็นหลักในการพิจารณาและหากเป็นไปได้ขอให้เพิ่มมาตราจัดตั้งกองทุนวิจัยและสร้างระบบและกลไกความร่วมมือด้านการวิจัยและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ระหว่างนักวิจัย-นักส่งเสริมเกษตร 4 ฝ่าย คือกรมการข้าว มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนา และความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

หรูริมทะเล…โรงแรมเถื่อนนอมินีต่างชาติ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หรูริมทะเล…โรงแรมเถื่อนนอมินีต่างชาติ!

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
โรงแรมเถื่อน,นอมินี,ต่างชาติ
เปิดอ่าน 1,532 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

“เกาะสมุย” เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศต่างขนานนามให้ว่าเป็น “สวรรค์กลางอ่าวไทย” ทำให้เกาะสมุยเป็นแหล่ง “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งของไทย จึงไม่แปลกที่นักธุรกิจจะมาลงทุนดำเนินกิจการต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท สนามกอล์ฟ สปา ร้านอาหาร สถานบันเทิง บริการนำเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่สิ่งที่แฝงมากับธุรกิจท่องเที่ยวคือการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ “โรงแรมเถื่อน” และอาจเป็น “นอมินี” ของต่างชาติ !

ด้วยเหตุนี้ นายอาทิตย์ บุญญะโสภัติ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้สำนักการสอบสวนและนิติการ นำโดย นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา 1 และ นายราเยส ราย หัวหน้ากลุ่มงานกำกับสืบสวนและปราบปราม 1 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลงพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบโรงแรม โอเรียลทอล ล็อดจ์ ซึ่งเป็นวิลล่าหรูทรงไทย ติดชายหาดริมทะเล มูลค่าหลายร้อยล้านบาท เพราะมีการลักลอบเปิดให้บริการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยเข้าดำเนินการเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นายรัฐวิช เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับปลัดอำเภอ อ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบโรงแรมดังกล่าว พบว่า ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ตามที่ได้รับแจ้ง และประสานความร่วมมือจากดีเอสไอ จากนั้นได้ร่วมกันตรวจยึดเอกสารหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง อ.เกาะสมุย และร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับเจ้าของกิจการความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 59 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน

“หากกิจการใดเป็นการให้บริการที่พักรายวัน หรือต่ำกว่ารายเดือน ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรงแรม ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งการประกอบธุรกิจโรงแรมจะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียน หรือมีการจดแจ้งยกเว้นไม่เป็นโรงแรม ซึ่งใน กทม. สามารถไปติดต่อขอรับใบอนุญาตได้ที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วังไชยา) ส่วนในภูมิภาค ติดต่อขอรับใบอนุญาตได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง เนื่องจากการประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นกิจการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การฟอกเงิน ฯลฯ โดยเฉพาะการลงทะเบียนผู้พัก และการแจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าว ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการหรือผู้จัดการ และอยู่ในความควบคุมและกำกับดูแลโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่สุ่มเสี่ยงของอาชญากรรม หรือเป็นแหล่งกบดานของคนร้าย หรืออาจเป็นที่ซ่องสุมของอาชญากรข้ามชาติได้ หากประชาชนพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ที่เป็นกฎหมายอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรืออำเภอทุกแห่งได้ทันที” นายรัฐวิช อธิบาย

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ บอกว่า การตรวจค้นเพื่อขยายผลสอบสวนกรณีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันลงทุนเปิดกิจการโรงแรมโอเรียลทอล ล็อดจ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการให้หญิงชาวไทยซึ่งเป็นภรรยาของชาวต่างชาติกลุ่มนี้เปิดบริษัทบังหน้า เพื่อดูแลกิจการโรงแรม ในส่วนของดีเอสไอจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลถึงเงินที่นำมาประกอบธุรกิจ รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไม่เพียงแค่เกาะสมุย แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกหลายแห่งที่ดีเอสไอพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติบางกลุ่ม ซึ่งแฝงตัวมาจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทย แล้วนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ มาลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อฟอกเงิน ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ..!!

‘รัฐสวัสดิการ’… ไหวหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐสวัสดิการ’… ไหวหรือ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
มารดาประชารัฐ,รัฐสวัสดิการ,คสช,พรรคประชาธิปัตย์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,706 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ชื่อเก๋ไก๋ เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมาก โดยพรรคพลังประชารัฐคิดว่าความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน นโยบาย “มารดาประชารัฐ” จึงจะดูแลมารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และดูแลต่อไปจนเด็กอายุ 6 ปี

นโยบาย “มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่แม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอด 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนอายุถึง 6 ขวบ เป็นเงิน 181,000 บาท ต่อเด็ก 1 คน

นอกจากนี้ นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ยังคำนึงถึงการดูแลในมิติอื่นๆ อย่างครบวงจร ถือเป็นการลงทุนในเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

และ “พรรคพลังประชารัฐ” นี่เอง ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ “รัฐบาล คสช.” มีแผนจะใช้งบ 40 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประเทศ ไปอัดฉีด “ระบบสวัสดิการประชาชน” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยตามแนวทาง “ประชารัฐ”

แปลความว่า “รัฐบาล คสช.” ตั้งเป้าให้ประเทศไทยกลายเป็น “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนพรรคการเมืองอื่น อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีนโยบายคล้ายกันคือ เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน คือเด็กแรกเกิดจะได้รับเบี้ยเด็กเข้มแข็ง ทันที 5,000 บาท และจ่ายเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าเด็กจะอายุครบ 8 ปี

“พรรคอนาคตใหม่” ก็ชูเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ในการหาเสียง

และ “รัฐสวัสดิการ” ไม่ใช่ “ประชานิยม”

“ประชานิยม” คือ นโยบายที่เน้นแจกเงิน แจกสิ่งของ เพื่อให้ประชาชนนิยม ส่วนผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน เอาไว้ทีหลัง

ส่วน “รัฐสวัสดิการ” คือ นโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม เน้นช่วยคนลำบากให้สามารถเงยหน้าอ้าปากกับเขาได้ เน้นการสร้างระบบไม่ใช่เน้นแจกเงิน

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ประชานิยม” กับ “รัฐสวัสดิการ” ก็คือ ประชานิยมเป็นโครงการที่สามารถยืดได้หดได้ เมื่อใดที่ประเทศมีฐานะดี ก็สามารถเริ่มหรือขยายโครงการประชานิยมได้ เมื่อใดที่ประเทศฐานะไม่ดี ก็สามารถยกเลิกหรือลดทอนประชานิยมได้

ส่วน “รัฐสวัสดิการ” นั้น เป็นการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของประชาชน ดังนั้น เมื่อเริ่มโครงการแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่สามารถยกเลิกได้ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ จนในที่สุดก็มี “ความเสี่ยง” อาจจะมากไปจนเกินขอบเขต ดังที่เกิดขึ้นแล้วในยุโรป

หลักคิดเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” นั้นถึงแม้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ก็เป็นภาระต่องบประมาณมาก จึงทำให้ประเทศในยุโรปต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก โดยอัตราสูงสุดสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในหลายประเทศสูงเกินร้อยละ 50 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือในบางประเทศก็สูงถึงร้อยละ 25

ประเทศที่เคยเก็บภาษีสูงที่สุดในโลกคือเดนมาร์ก เมื่อปี 2552 เดนมาร์กเก็บภาษีเฉลี่ย 62.3% หมายความว่า คนเดนมาร์กคนหนึ่งหาเงินได้ 100 บาท ต้องจ่ายภาษีให้รัฐ 62.30 บาท ส่วนที่ “สวีเดน” เคยเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก คือ เก็บภาษีก้าวหน้าโดยเฉลี่ย 56.7%

และจากประสบการณ์ของประเทศในยุโรป แม้ว่า “รัฐสวัสดิการ” สามารถใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่อาจจะกระทบต่อการแข่งขันของประเทศ เพราะประชาชนเคยชินกับการช่วยเหลือจากภาครัฐในทุกด้าน ไม่กระตือรือร้น ประสบการณ์ของประเทศในยุโรปจึงเป็นข้อเตือนใจว่า “รัฐสวัสดิการ” ที่มากจนเกินพอดีก็อาจจะสร้างปัญหาได้ไม่น้อยกว่า “ประชานิยม” ดังนั้น หากรัฐอุ้มชูประชาชนเพียงพอดีๆ น่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ดีหรือไม่ดี ยังขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน พวกที่ชอบก็บอกว่าดี เพราะทำให้เกิดความยุติธรรม “รัฐสวัสดิการ” ลดความขัดแย้งในสังคม ทำให้มีการแบ่งปันทรัพยากรของชาติอย่างเป็นธรรม แม้จะป่วย จะตกงาน จะแก่เฒ่า ก็ยังมีเงินเดือน

ส่วนพวกที่ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ดี เพราะทำให้คนไม่อยากทำงาน ทำงานมาก ก็ต้องเสียภาษีมาก สู้ทำงานน้อยดีกว่า เสียภาษีน้อย แต่มีเวลาว่างเหลือเยอะ

“รัฐสวัสดิการ” ดีหรือไม่ดี ยังขึ้นอยู่กับสถานะของคนมองด้วย คนที่เป็นนายทุนหรือคนที่อยู่ระดับบนของสังคมที่หาเงินได้เยอะๆ คงไม่ชอบสักเท่าไร เพราะต้องเสียภาษีเยอะ แต่คนระดับล่างที่มีรายได้น้อย เป็นคนจน ก็จะชอบ

สำหรับ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เรื่องรัฐสวัสดิการ สำหรับประเทศไทย มีความเป็นไปได้และไม่ใช่เรื่องยาก

“การสร้างรัฐสวัสดิการไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีความมุ่งมั่นปฏิรูประบบภาษี ปรับทัศนคติใหม่ เลิกอยู่กับระบบอุปถัมภ์ นี่จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องแข่งขันกันว่า จะสร้างรัฐสวัสดิการแบบไหน ถ้าเราไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อุดช่องโหว่การทุจริตได้บางระดับ อุดช่องโหว่งเรื่องภาษี เวิลด์แบงก์บอกว่า ไทยก็จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 ของจีดีพี ขณะที่ระบบรัฐสวัสดิการไทยตอนนี้ ใช้เงินเพียงร้อยละ 10 ของจีดีพีเท่านั้น ทีดีอาร์ไอศึกษาว่า การจะทำรัฐสวัสดิการแบบ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน คนไทยจะมีเงินบำนาญเดือนละ 1,000 บาท เพียงเก็บภาษีเพิ่มได้ร้อยละ 2.5 ของจีดีพีต่อปีเท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนสรุปว่า  ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงปกครองด้วย “กลุ่มทุน” เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเป็น “รัฐสวัสดิการ” ประเทศไทยจึงเป็นได้เพียง “สังคมสวัสดิการ” ที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องลุกขึ้นมาจัดสวัสดิการให้แก่ตนเองเพราะไม่อาจพึ่งรัฐได้