เจาะนโยบายร้อนทั้งฝ่ายการเมือง-ทหารลิดรอนอำนาจประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะนโยบายร้อนทั้งฝ่ายการเมือง-ทหารลิดรอนอำนาจประชาชน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
รศดรพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต,ทหาร,ประชาชน,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 442 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ – รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเช้านี้ ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรารัตน์ พันทวี ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ เมื่อเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้

ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า ตอนนี้พรรคการเมืองหาเสียง 3 เรื่องหลักๆ กรอบคิดแรกจะเป็นกรอบคิดนโยบายเชิงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งกรอบคิดนี้มีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งได้เสนอขึ้นมา แล้วก็เป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงสังคมพอสมควร โดยนโยบายที่ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดนี้ เช่น นโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การปรับลดงบประมาณกองทัพ รวมถึงเรื่องของการปรับยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ ซึ่งก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง

ดร.พิชายมองว่า พรรคที่เด่นชัดในเรื่องนี้ก็คือ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อไทย “เป็นพรรคที่มีความชัดเจนที่สุดว่าจะมีการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โครงสร้างทางการเมืองแบบนี้คือโครงสร้างทางเมืองที่เกิดขึ้นในยุคที่มี คสช.เข้ามาดูแลมามีอำนาจ ซึ่งโครงสร้างนี้ก็แล้วแต่คนมองทางฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าโครงสร้างแบบนี้ช่วยสร้างดุลอำนาจไม่ให้อำนาจตกอยู่ในฝ่ายของการเมืองมากเกินไปอย่างในช่วงก่อนปี 2557 ที่ดุลอำนาจได้ตกอยู่ในฝ่ายการเมืองมากและการตรวจสอบในส่วนต่างๆ ยังมีอยู่น้อย ก็นำไปสู่การมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เราได้ประสบกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

แน่นอนว่าถ้าหากพรรคเหล่านี้เข้ามามีอำนาจ หมุดหมายอันหนึ่งที่เขาเข้ามาก็เพื่อที่จะปรับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ให้ฝ่ายทางการเมืองไปมีอำนาจมากขึ้นในรัฐสภา อย่างเช่น เรื่องของอำนาจวุฒิสมาชิก ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่จะไปเพิ่มอำนาจของฝ่ายการเมืองเข้าไป แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งเคยอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็คืออำนาจของประชาชนซึ่งก็มีมาตลอดไม่ว่าจะเป็นปี 2550 ปี 2560 ในรัฐธรรมนูญ

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอำนาจของประชาชนในเชิงที่เป็นรูปธรรมในเชิงขององค์การหรือเรื่องของสิทธิ์ต่างๆ นั้น ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในอดีต แต่ว่าในอดีตถึงจะมีเรื่องของการมีส่วนร่วมออกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ฝ่ายการเมืองเองก็ไม่ได้มีการผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างดุลอำนาจของประชาชนให้เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด คือทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มาจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายรัฐประหาร พอเมื่อเข้ามามีอำนาจก็พยายามที่จะสร้างหลักสร้างกฎเกณฑ์ในเชิงโครงสร้างอำนาจให้ฝ่ายของตนเองมีดุลอำนาจเหนือกว่าอำนาจของฝ่ายอื่น แต่ทั้งคู่จะทำการลิดรอนอำนาจของประชาชนอยู่เสมอ อย่างฝ่ายการเมืองก็อาจจะมีแต่ตัวรูปแบบแล้วไม่มีเนื้อหา ส่วนฝ่ายที่มาจากรัฐประหารก็ไม่มีทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

อย่างไรก็ตามทางประชาชนก็คงต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปเพื่อให้อำนาจของประชาชนเข้าไปเป็นอีกเสาหนึ่งในดุลอำนาจของโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งจะต้องมีความสมดุลกันระหว่างฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และฝ่ายประชาชน

กรอบคิดที่สองเป็นกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประชานิยมทั้งมวล ซึ่งกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับประชานิยมทั้งมวลแต่ละพรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็กก็มีการเสนอกันทุกพรรค โดยการนำเสนอของแต่ละพรรคก็จะหยิบยกนำเอาประเด็นที่แต่ละพรรคคิดว่าจะสามารถดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้และเหนือกว่าคู่ต่อสู้คู่แข่งได้ ทั้งในเชิงของจำนวนเงินที่ให้ในกลุ่มต่างๆ อย่างเช่นสวัสดิการผู้สูงอายุ ก็มีหลายพรรคที่เสนอจำนวนเพิ่มขึ้นให้เป็นหลักพันขึ้นไป จากเดิมที่เป็น 600-1,000 บาท โดยจะไม่มีการแบ่งเป็นระดับเหมือนเก่า

ดร.พิชาย ได้ยกตัวอย่างถึงนโยบายเพื่อมารดาที่ตั้งครรภ์และเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบด้วยว่า “นโยบายเรื่องนี้ก็มีทุกพรรค โดยพรรคที่โดดเด่นในเรื่องนี้และมีการออกมาเกทับกันก็คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีนโยบายเกิดปั๊บรับแสน ของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นนโยบายมารดาประชารัฐที่ให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ขวบ ตัวเลขก็ประมาณ 180,000 บาทต่อคน เพราะฉะนั้นตัวเลขและเงินต่างๆ ที่นำเสนอออกมานั้นก็เพื่อสร้างความดึงดูดใจ”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะเป็นประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงาน โดยรับประกันค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการรับประกันราคาสินค้าการเกษตรว่าจะได้ราคาเท่าไร อย่างเช่น จะให้ราคายางอยู่ที่ 60 บาท หรือ 80 บาท เป็นการดึงดูดใจประชาชนที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ ด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งปมปัญหาของนโยบายประชานิยมก็คือการเอาเงินของรัฐไปแจกประชาชน

ซึ่งปัญหาของประชานิยมก็คือพรรคที่เอานโยบายนี้มาใช้ก็เพราะหวังคะแนนเสียงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปหรือช่วงเวลาต่อไป เป็นเหมือนการเอาทรัพยากรมาใช้ให้หมดในพริบตา เพื่อให้ตนเองเข้ามามีอำนาจโดยไม่ได้สนใจว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รวมถึงการแจกเงินหรือการให้สวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้แต่ต้องมีการคำนวณกันโดยละเอียด ต้องคำนวณแหล่งที่มาของเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่จะเอาเงินมาอย่างทันทีทันใด และไม่รู้ว่ามีที่มาอย่างไร ปัญหาคือเรื่องแหล่งที่มาที่ไปของเงินต้องมีความชัดเจน เพราะหากแหล่งที่มาไม่ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดแล้วเกิดมีการไปดึงงบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการพัฒนาระหว่างภาคส่วนขึ้นได้

และกรอบที่สาม เป็นกรอบนโยบายเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ามีเยอะพอสมควรที่แต่ละพรรคได้คิดค้นขึ้นมาเป็นนโยบายใหม่ๆ ทั้งที่มาจากกระแสของสังคม และการต่อยอดจากนโยบายเดิมอย่างเช่นนโยบายขับแท็กซี่ขับ Grab หรือนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการปลูกกัญชาเสรี นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น

ซึ่ง ดร.พิชาย ได้แนะถึงวิธีในการตัดสินใจก่อนลงคะแนนเสียงว่า “ให้ถามใจของตนเองว่าสนใจประเด็นอะไรบ้างมากที่สุด ซึ่งประเด็นที่สนใจ อาจสนใจเพราะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของตนเองต่อชุมชนต่อสังคมก็ได้ และเมื่อกำหนดความสนใจของตนเองได้แล้วให้นำเอานโยบายต่างๆ ในเรื่องที่ตนสนใจของพรรคการเมืองมาเปรียบเทียบกันดูว่าแต่ละพรรคนำเสนออะไรบ้าง และวิเคราะห์ดูว่าข้อเสนอเหล่านั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่แล้วชั่งน้ำหนักดูถึงความเป็นไปได้ที่สอดคล้องกับผลที่ตนและสังคมจะได้รับเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจก่อนจะลงคะแนนเสียง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าการตัดสินใจเลือกเพียงเพราะความชอบหรือความเกลียดที่มีอยู่”

“กองทัพ-เพื่อไทย” ไม้เบื่อไม้เมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กองทัพ-เพื่อไทย” ไม้เบื่อไม้เมา

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:00 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,กองทัพ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ผบทบ
เปิดอ่าน 677 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง   โดย… พลซุ่มยิง

ตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหารและไล่ทหารที่เกษียณอายุราชการออกนอกพื้นที่หลวง คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของพรรคเพื่อไทยเพื่อหวังกอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก 1 เดือนข้างหน้า 24 มีนาคมนี้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค นำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาชูเป็นนโยบาย เพราะไม่ใช่แค่การทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพเท่านั้น  แต่อาจบอกได้ว่า นี่คือ การกระทบไปยังรัฐบาล คสช. ด้วยเช่นกัน

ไม่ต่างจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ อีก 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค ที่ร่วมหัวจมท้ายเพื่อหวังปิดเกมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จึงประโคมนโยบายกระทบไปยังกองทัพ เพราะหากกระทบกับสถาบันกองทัพก็อาจบอกได้ว่ากระทบไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยเฉพาะปฏิกิริยาของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่นอกจากสวมหมวกเป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.แล้ว  แต่ยังหมายถึงการทำหน้าที่ควบคุมดูแลสถานการณ์บ้านเมืองภายใต้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ กกล.รส. ที่แสดงอาการไม่พอใจ ตั้งแต่อย่าล้ำเส้น จนมาถึงวาทกรรมเด็ด “หนักแผ่นดิน” ที่เป็นชื่อเพลงปลุกใจในอดีต

และอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ กลายเป็นที่มาของคำสั่งให้กองทัพบกหน่วยทหารทั่วประเทศ และ 126 สถานีวิทยุในเครือข่าย เปิดเพลงปลุกใจให้รู้หน้าที่ของกำลังพลในกองทัพ ด้วยเพลง “หนักแผ่นดิน, มาร์ช ทบ. และความฝันอันสูงสุด” คือ 3 เพลงที่จะถูกนำมาเปิดให้กำลังพลฟัง ในช่วงเช้า กลางวัน และเย็น หรือช่วงเวลาก่อนกลับบ้าน คล้ายเป็นการส่งสัญญาณตอบโต้นโยบายเอาคืนกองทัพของฝ่ายการเมือง

แม้ว่า พล.อ.อภิรัชต์ จะประกาศวางตัว และจุดยืนกองทัพเป็นกลางทางการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์ที่ต้องบอกว่า อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมืองและประเทศกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลเลือกตั้ง ที่ทุกอย่างต้องอยู่ในความสงบ และทุกพื้นที่ต้องปลอดภัยเพื่อรองรับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า หลังรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา กองทัพถูกผลักให้ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทย พร้อมๆ กับพรรคเครือข่ายนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาคดีที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและกลับมามีอำนาจบารมีจนเกิดวิกฤติการเมืองหลายครั้ง เป็นเหตุให้เกิดการปะทะของทั้งสองฝ่ายจนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ในช่วงหนึ่งกองทัพ-เพื่อไทย เคยเล่นบทสมานฉันท์ ในยุครัฐบาล สมัคร สุนทรเวช กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

และที่เด่นชัดมากที่สุด คือยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพนั่งรถ ขึ้นเครื่องบิน ล่องเรือ ที่ร่วมผนึกกำลังแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ยังติดตาประชาชน แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองอีกครั้งและทำให้เกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม งบประมาณกระทรวงกลาโหม มีการปรับลด-เพิ่ม มาตลอด ไม่เฉพาะแค่ในช่วงที่รัฐบาล คสช.ขึ้นมาบริหารประเทศเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 70% ค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการภายในกองทัพ ที่รวมไปถึงเงินเดือน สวัสดิการ ส่วนอีก 30% การลงทุนใช้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และปรับโครงสร้างของกองทัพ

นอกจากนี้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา พยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ จะต้องมีการลดกำลังคน หรือลดค่าใช้จ่ายและลดความรั่วไหล และไปเพิ่มงบลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ที่มีผลบังคับใช้ และถ้าจะลดงบประมาณเพิ่มอีก 10% ตามที่เพื่อไทยเสนอผลกระทบที่ตามมา ทั้งงบบริหารจัดการ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และเงินเดือนหรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธของกองทัพเอง

แม้ว่ากระทรวงกลาโหมจะไม่เปิดเผยยอดกำลังพลเนื่องจากเป็นชั้นความลับแต่หากเทียบเคียงก็ไม่ต่างจากข้อมูลของสถาบันยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา หรือ IISS จากประเทศอังกฤษ ที่ระบุว่า ยอดทหารไทยในส่วนของกองทัพบก 245,000 นาย กองทัพเรือ 69,850 นาย กองทัพอากาศ 46,000 นาย หรือยอดรวมทั้งหมด 360,850 นาย ขณะที่ทหารพรานและส่วนอื่นๆ อีก 93,700 และมีกองหนุน 200,000 นาย

ถ้าเทียบกับเวียดนาม ที่มีกำลังประมาณ 480,000 กองหนุนมี 5,000,000 นาย โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก 410,000 นาย ส่วนพม่า 406,000 นาย อินโดนีเซีย 395,000 และมีกำลังสำรองอีก 400,000 นาย ส่วนกำลังพลมีน้อยคือกองทัพสิงคโปร์ และมาเลเซีย เนื่องจากพรมแดนสั้นกว่าประเทศไทย

ทั้งนี้พื้นฐานที่มีการจัดวางกำลังพลในแต่ละส่วนของกองทัพไทยเป็นการคำนวณจาก 3 ส่วนภารกิจงาน คือ 1.ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกประเทศ 2.ประวัติศาสตร์ และ 3.สภาพภูมิประเทศ ที่จากเดิมภัยคุกคามภายนอกประเทศที่หมายถึงเพื่อนบ้านมีจำนวนมาก โดยเฉพาะภารกิจป้องกันพรมแดน ที่มาจากทางบกที่ทำให้กองทัพบกมีกำลังขนาดใหญ่ในการดูแลรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อเทียบเคียงกับศักยภาพ และการปฏิบัติการของแต่ละประเทศทั้งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และการรบ กองทัพสิงคโปร์ ถูกจัดวางเป็นอันดับ 1 ส่วนมาเลเซีย จัดวางเป็นอันดับสอง และ อินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับที่สาม ขณะที่กองทัพไทย อยู่อันดับที่ 4 หรือบางครั้งก็ตกอันดับไปอยู่ที่ 5 ที่เป็นอันดับของกองทัพเวียดนาม ขณะที่กองทัพบรูไน ลาว กัมพูชา และพม่า ยังคงรั้งท้าย

จากการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมก็มีแผนเดินหน้าในการลดขนาดของกองทัพ แต่อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน เมื่อเข้ากับกรอบใหม่ตามยุทธศาสตร์ของกองทัพตามยุทธศาสตร์ชาติ 26 ด้าน จะมีความชัดเจนมากขึ้นและยุทธศาสตร์จะต้องบังคับวิถีของกองทัพอีกด้วย  ส่วนการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มาเป็นสมัครใจนั้น ทางกระทรวงกลาโหมมีการจัดทำและคิดคำนวณรายละเอียด พบว่าต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจทั้งเงินเดือนและสวัสดิการ

นโยบายตัดงบ-ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ที่ “เพื่อไทย” ปลุกเสกขึ้นมาจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมจริงหรือไม่ หรือแค่เกมหาเสียง หวังเขย่ากองทัพให้สั่นคลอน กระทบชิ่ง รัฐบาล-คสช. !!!

เข้าฤดูร้อนแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าฤดูร้อนแล้ว

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:00 น.
ฤดูร้อน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจาก ‘อนุภพ’ เมืองชล ต่อไปนี้แจ้งรายงานอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยามาว่า 21 กุมภาพันธ์ จะเข้าสู่ฤดูร้อน และจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายจังหวัด

ขอบคุณสำหรับความห่วงใยต่อประชาชนด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ซึ่งนี่คือน้ำใจไมตรีของคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน

ประเทศชาติของเราจะอยู่รอดด้วยคนไทยที่เอื้ออาทรไม่ทอดทิ้งกันเช่นนี้

   21 ก.พ.เข้าสู่ฤดูร้อน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนอย่างมากเพราะหลังจากได้ติดตามรายงานอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว ขอแจ้งให้ทราบดังนี้

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประเทศไทยว่าคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกและภาคกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะนี้

ส่วนมากบริเวณ จ.พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู มุกดาหาร ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี และตราด

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงและควรอยู่ห่างจากป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงและต้นไม้ใหญ่ สำหรับเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และจะสิ้นสุดฤดูร้อนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปีนี้อากาศจะร้อนกว่า ปี 2561 ประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส จะมีอุณหภูมิร้อนสูงสุดประมาณ 42-45 องศาเซลเซียส บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ กาญจนบุรี

ส่วนบริเวณจังหวัดติดทะเลและติดแม่น้ำโขงอุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 35-39.9 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก อาจเกิดพายุฤดูร้อนมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกเกิดขึ้นได้

สรุปว่าปีนี้จะร้อนกว่าปีที่แล้วและวันนี้ (21 ก.พ.) จะเข้าสู่หน้าร้อนหรือฤดูร้อนอย่างเป็นทางการและจะมีพายุฝนฟ้าคะนองจึงขอให้ระวังอันตรายด้วยความปรารถนาดี
อนุภาพ (เมืองชล)

  ใครจะรับผิดชอบ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เมื่อวันก่อนอ่านข่าวอุบัติเหตุบนถนนหลวงแล้วห่วงใยมากครับ เพราะเป็นอันตรายอย่างมากจากรถบรรทุก-รถพ่วง ที่บรรทุกมากและเกิดเสียหลักทำให้สิ่งของหล่นเป็นอันตราย

นี่คือตัวอย่างของความชุ่ยและเกิดบ่อยๆ ดังที่ผู้ขับรถทั่วไปพบเห็นและขอสรุปเหตุการณ์มาให้ทราบดังนี้

ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 อ่อนนุช พร้อมหน่วยกู้ภัยทางหลวงมอเตอร์เวย์ ตรวจสอบเหตุสิ่งของตกกีดขวางการจราจร ช่วงวงแหวนต่างระดับบางวัว กม.40 ถนนมอเตอร์เวย์ ขาออก ถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) หมู่ 3 ต.พิมพา อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พบรถพ่วง 18 ล้อ นิสสัน ยูดี สีบรอนซ์ จอดอยู่ช่วงทางโค้งขึ้นสะพาน โดยบรรทุกเบียร์กระป๋องมาเต็มคัน และมีบางส่วนหล่นจากรถกีดขวาง 1 ช่องทางเลนซ้าย เจ้าหน้าที่ต้องเร่งจัดการจราจร

คนขับให้การว่าขณะที่กำลังขับรถขึ้นสะพานวงแหวนเพื่อไปส่งสินค้าที่ชลบุรี จู่ๆ ก็มีรถเก๋งขับปาดหน้าทำให้ต้องเบรกแล้วหักหลบจนเบียร์ที่บรรทุกมาทิ้งน้ำหนักเอียงจนผ้าใบขาดก่อนจะร่วงลงไปที่ถนน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเก็บกู้นาน 5 ชั่วโมง

จึงมีคำถามว่าใครจะรับผิดชอบเหตุการณ์นี้ที่ทำให้เสียเวลา-รถติดหนักและเป็นอันตรายหรือปล่อยให้เลยตามเลย
อมรศักดิ์ (แปดริ้ว)

  ตอบคุณ ‘อมรศักดิ์’ แปดริ้ว
แค่อ่านจดหมายของคุณก็หวาดเสียวแล้วครับเพราะสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือการบรรทุกแบบเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะรถสิบล้อ-รถพ่วงนี่เสียหลักพลิกคว่ำได้ง่ายและเบรกไม่อยู่

หลายคนคงเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาคือเจอรถขนาดยักษ์นี้เสียหลักหรือบางทีก็ทำของหล่นหรือซ้ำร้ายหากเป็นรถบรรทุกน้ำมัน-บรรทุกก๊าซ หรือสารเคมี ไวไฟเกิดลุกไหม้ระเบิดจะร้ายแรงเสียหายขนาดไหน

ถึงเวลาแล้วที่ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ กรมการขนส่งทางบกจะปฏิบัติงานอย่างเฉียบขาดตรงไปตรงมา เวลาผ่านด่านตรวจก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเป็นการป้องกันไว้ก่อน

อย่าให้มี ‘ส่วยสิบล้อ’ หรือ ‘ส่วยรถพ่วง’ ฯลฯ เข้ามายุ่งเกี่ยว!

สนั่นชุมพร “ลูกช้าง” ศิษย์ลุงกำนันไล่บี้ “ธีระชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนั่นชุมพร “ลูกช้าง” ศิษย์ลุงกำนันไล่บี้ “ธีระชาติ”

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์,ลูกช้าง,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สุพล จุลใส,พรรครวมพลังประชาชาติไทย
เปิดอ่าน 2,502 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

“รักนายก ลูกช้าง เลือกได้มั้ยให้เป็น ส.ส. เขาเลือกตั้งวันที่ 24 รักนายกลูกช้าง กาเบอร์ 24…”

เสียงเพลงจากรถหาเสียงดังลั่นป่ายาง สร้างความคึกคักให้สมรภูมิเลือกตั้งเขต 3 ชุมพร ซึ่งหลายสมัยที่ผ่านมา ดูเงียบเหงาเหมือนไม่มีเลือกตั้ง

ครั้งนี้ “ลูกช้าง สุพล จุลใส” อดีตนายก อบจ.ชุมพร สวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย ออกเดินพบปะชาวบ้านทุกวัน พร้อมชูสโลแกน “เข้าใจ เข้าถึง พึ่งพาได้ จับต้องได้”

“ลูกช้าง สุพล จุลใส”

เหตุที่ “ลูกช้าง” เลือกสโลแกนนี้ เพราะรู้ดีว่าคู่แข่ง “ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์” อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ อาศัยกระแสพรรค กระแสนายชวนมาทุกสมัย

บทบาททางการเมืองของ “ธีระชาติ” ชัดเจนว่า ยืนเคียงข้าง ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้สมัยที่คนใต้แห่ขึ้นไปร่วมกับกลุ่ม กปปส. ธีระชาติ ก็ไม่ได้ออกหน้าสนับสนุนมวลชน

ส่วน “ลูกช้าง” กระโจนเข้าร่วมการชุมนุมอย่างไม่เกรงกลัวฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจอยู่ในเวลานั้น สองพี่น้อง “ลูกหมี-ลูกช้าง” เป็นแม่ทัพใหญ่ให้ลุงกำนันสุดกำลัง

ลูกช้างลุยหาเสียงหนัก

          ฐานการเมืองของตระกูลจุลใส เริ่มต้นจาก “บุญธรรม จุลใส” อดีตสหายคู่ใจของ “สหายสืบแสง จัตุรนต์ คชสีห์” อดีต ส.ส.ชุมพร 

ปี 2528 บุญธรรม จุลใส ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.จ.เขต อ.สวี และ อ.ทุ่งตะโก ได้ช่วยจัตุรนต์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2529 สังกัด ปชป. จนได้เป็นผู้แทนสมัยแรก และเลือกตั้ง 2531 ย้ายมาอยู่พรรคประชาชน ก็ชนะอีก

ตอนหลังจัตุรนต์ย้ายไปความหวังใหม่ ห่างเวทีชุมพรไป “ส.จ.บุญธรรม” ได้ส่งลูกชาย “ลูกหมี” ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนขยับเป็น ส.ส.ชุมพร สมัยแรกปี 2550 กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงรุ่นพี่อย่าง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย และ ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์เพราะเขาเป็นคนสนิทของกำนันสุเทพ

ลูกช้าง รู้ว่าเป็นรอง ลุยไปทุกพื้นที่

เมื่อลูกหมีได้เป็น ส.ส. พ่อบุญธรรมก็ดัน “ลูกช้าง” นายก อบต.นาสัก ชิงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร ปี 2555 โดยคว่ำคู่แข่ง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย หรือ “พรมาลัย” อดีต ส.ส.ชุมพร 8 สมัย ด้วยคะแนนท่วมท้น

          ด้วยบุคลิกนักเลงคนใต้ ใจถึง พึ่งได้ การดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร 5 ปี ลูกช้างได้สร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเต็มพื้นที่ 

พลันที่ลุงกำนันตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลูกช้างอาสาลงสนามเลือกตั้งทันที ด้วยมั่นใจในฐานเสียงดั้งเดิม ขณะที่ “ลูกหมี ชุมพล จุลใส” ยังอยู่กับพรรค ปชป.เหมือนเดิม

          กว่าลูกหมีจะได้ลง ส.ส.เขต 1 ชุมพร ก็เล่นเอาเหนื่อยพอควร เพราะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป.ที่ดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ ไม่ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนาม ปชป. อันเนื่องมาจากปัญหาน้องชาย โชคดีที่ “นายหัวมาร์ค” ยอมให้ลงสมัครได้ 

ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ปชป.

ส่วน “เสี่ยเจ้า ธีระชาติ” เติบโตมาจากธุรกิจแพปลาที่ปากน้ำตะโก อ.ทุ่งตะโก ก่อนจะมาปักหลักที่ อ.หลังสวน โดยการสนับสนุนของโกเมศ ขวัญเมือง อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี (เดิมทีโกเมศเป็นชาว อ.สวี) ซึ่งเชื่อมกับบัญญัติ บรรทัดฐาน “เสี่ยเจ้า” จึงอยู่คนละขั้วกับสุเทพ เทือกสุบรรณ มาตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.หลังสวน อ.ละแม อ.พะโต๊ะ อ.ทุ่งตะโก และ อ.สวี (เฉพาะ ต.เขาทะลุ และ ต.เขาค่าย) คงมีมวยคู่ “เสี่ยเจ้า” กับ “ลูกช้าง” ที่น่าลุ้นที่สุด

คนแถวปากน้ำตะโกพูดว่า ไม่มีปัญหา เลือกใครก็ได้ “พวกเดียวกัน” และเชื่อว่าอีกไม่นาน ลุงกำนันก็ต้องกลับบ้านเก่า แต่คนแถวสวี บอกต้องเอาลูกช้างเป็นผู้แทนฯ ให้ได้

        ไม่ใช่เรื่องเอา-ไม่เอา ปชป. หรือรัก-ไม่รักลุงกำนัน แต่เป็นเรื่องอยากได้ “ลูกช้าง” ไปทำงาน

ทดเวลาบาดเจ็บ เข็น “โอ๊ค” ลงสนาม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363196?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทดเวลาบาดเจ็บ เข็น “โอ๊ค” ลงสนาม

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,บุตรชายทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,สนามเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 15,929 ครั้ง

ถึงหนุ่มโอ๊ค แค่ไปยืนโชว์ตัว มาเป็นเครื่องหมายการค้า “ตราใบห่อดูไบ” แต่ระดับลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด ปลุกพลังใจของคนเสื้อแดงได้ไม่น้อยเลย

000 เมื่อแผนแตกแบงค์พันเป็นร้อยประสบปัญหา ค่ายชินวัตรปรับขบวนแก้ปัญหา “คะแนนตกน้ำ” หล่นหายไปหลายล้านคะแนน แม้ปากจะบอกว่าให้เลือกฝ่ายประชาธิปไตย แต่ลึกๆ ในใจนั้น คงไม่มีใครอยากเทคะแนนไปให้พรรคอื่น ที่ไม่ใช่ดีเอ็นเอเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ”คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์“, “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และ “โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร” จึงผนึกกำลังออกหาเสียง โดยเริ่มจากเปิดปราศรัยใหญ่ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะเคลื่อนไปเมืองดอกบัว 

      

คุณหญิงสุดารัตน์ ในอ้อมกอดชาวบ้าน

          000 เป็นครั้งที่สองของ “คุณหญิงหน่อย” เดินทางมาหาเสียงที่อุบลราชธานี เนื่องจากสังเวียนเลือกตั้งเมืองอุบลฯ ทั้ง 10 เขต สุ่มเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำให้พรรคคู่แข่งประมาณ 8 เขต ไม่เพียงประชาธิปัตย์ เป็นแชมป์เก่าใน 2 เขต ก็ยังมีกลุ่มอดีต ส.ส.เพื่อไทยและชาติไทยพัฒนา ลาออกไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐอีก 4 เขต นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส

          000 สองวันก่อน “คุณหญิงหน่อย” ควง “โอ๊ค” ลูกชายนายใหญ่ลุยรวดเดียว 8 เขต พร้อมกับย้ำว่า “นี่คือลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด” ปรากฏว่าปลุกหวัง ปลุกพลังใจของคนเสื้อแดงได้ไม่น้อยเลย ถึงหนุ่มโอ๊คจะไม่พูดอะไร แค่ไปยืนโชว์ตัว และให้เอฟซีถ่ายรูปก็ได้คะแนนไปเต็มๆ 

        

          000 เป้าหมายการนำ “โอ๊ค” มาเป็นเครื่องหมายการค้า “ตราใบห่อดูไบ” ย่อมหวังผลทางจิตวิทยา “เขย่าขวัญ” คู่แข่ง เพราะทีม “สุพล ฟองงาม” อดีตแกนนำเพื่อไทย ที่อพยพมาพลังประชารัฐ ได้น้ำเลี้ยงดี มีความฮึกเหิม และขยันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวคะแนน ทำเอา “เกรียง กัลป์ตินันท์” แม่ทัพใหญ่หนาวๆร้อนๆ นอนไม่หลับ

        

ชาวตระการพืชผล กว่า 2 หมื่นคน มาฟังการปราศรัยของเพื่อไทย         

           000 เมื่อนักธุรกิจใหญ่ อ.ตระการพืชผล “กิตติ์ ผาลีพัฒน์“ อดีีต ส.ส.อุบลฯ 2 สมัย พรรคชาติไทย ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี กรณียุบพรรคชาติไทย ได้คืนสังเวียนขอสวมเสื้อเพื่อไทยลงเขต 5 (ตระการพืชผล) จึงทำให้ “ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” ต้องย้ายไปลงเขต 7 (โขงเจียม ศรีเมืองใหม่)

       

ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ           

          000 ตอนแรก “กุ่ย ชูวิทย์” จะขอส่งลูกชายลงสนามแทน เพราตัวเองขอขยับไปชิงเก้าอี้นายก อบจ.อุบลราชธานี แต่ผู้ใหญ่ในเพื่อไทยไม่ยอม เพราะเกรงจะเสียเก้าอี้ และเสียแต้มให้ฝ่ายตรงข้าม หากเอามวยใหม่ลงสนามแทน ส่วนคู่แข่ง “เสี่ยกุ่ย” ก็เป็นคนกันเอง “เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์” ลูกชายของอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ส.รุ่นลายคราม สวมเสื้อพลังประชารัฐ    

          000 ล่องใต้ 6 จังหวัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนีบ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่นครศรีธรรมราช และพัทลุง ส่วนจังหวัดที่เหลือก็ใช้วิธีเดินทักทายชาวบ้าน เป้าหมายหลักของภูมิใจไทย คงอยู่ที่พัทลุง ถิ่นกำเนิดของแม่ทัพใหญ่ “เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ” ผู้ประกาศเขย่าเสาไฟฟ้าเมืองลุง

เสี่ยหนูกับมวลชนขาวใต้

          000 วันปราศรัยใหญ่ “เสี่ยหนู” ประกาศดังๆ “ผมยอมให้แพ้ไม่ได้” เมื่อ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์“ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุงลาออกมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน สู้ศึกเขต 2 ซึ่งวันนี้กระแสตอบรับดี แต่แฟนคลับเจ๊เปี๊ยะ กลัว ปชป.ปราศรัยคืนสุดท้าย “ชวน หลีกภัย” มาแหลงลูกอ้อน คนเมืองลุงก็เลือก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” เหมือนเดิม

          000 ที่เมืองหอยใหญ่ “มนตรี เพชรขุ้ม” อดีตนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ขุนพลภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามข้างโรงแรมวังใต้ เย็นวันที่ 21 ก.พ.นี้ โดย “เสี่ยหนู” จะควง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ไปหาเสียงด้วย

ฉลอง เทอดวีรพงษ์ ภูมิใจไทย พัทลุง

          000 ถ้าไม่ใช่ฤดูเลือกตั้ง ก็ไม่รู้หรอกว่า “กอบศักดิ์ ภูตระกูล“ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เป็นลูกอีสานหลานย่าโม เพราะต้นตระกูลตั้งรกรากอยู่ใน อ.สีคิ้ว มาแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มาแล้ว ตอนเด็กๆบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสะแก และอุปสมบทเป็นพระไปอยู่ที่วัดแดนสงบ ใกล้ตลาดเซฟวัน จึงมีความผูกพันกับชาวโคราชอย่างยิ่ง

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ลูกอีสานหลานย่าโม

          000 สนามเลือกตั้งนครราชสีมา ไม่ใช่เขตแดงเข้มข้น มีวัฒนธรรมการเมืองต่างอีสานตอนบน จึงเป็น “พื้นที่ช่วงชิง” ของหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย ชาติพัฒนา ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ต่างมีโอกาสคว้าที่นั่ง “ส.ส.เขต” และเก็บแต้มใหญ่ๆ ในโคราชไปลุ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

ทางสองแพร่งซีพี “เลิก-จำใจเดินต่อ”รถไฟความเร็วสูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสองแพร่งซีพี “เลิก-จำใจเดินต่อ”รถไฟความเร็วสูง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:35 น.
ซีพี,รถไฟความเร็วสูง,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 2,347 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ต้องชื่นชมกรรมการพิจารณาข้อเสนอรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)ทั้ง 7 คน อันประกอบด้วย วรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า รฟท. (ประธาน),ภูษิต ชัยฤทธิ์พงศ์ ผู้แทนคมนาคม,ธาริศร์ อิสระยั่งยืน ผู้แทนอีอีซี,วิเชียร สุดรุ่ง ผู้แทนอัยการสูงสุด,กนกรัตน์ ขุนทอง ผู้แทนสำนักงบประมาณ,พิมเพ็ญ ลัดพลี ผู้แทน สบน.และสุจิตต์ เชาวน์ศิริกุล ผู้แทน รฟท. กรรมการและเลขานุการ ที่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ (TOR) ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) ประกาศเป็นเงื่อนไขในการให้เอกชนยื่นข้อเสนอ

กลุ่ม CP ซึ่งได้รับการคัดเลือกด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด สำหรับรัฐ เมื่อ 12 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ด้วยการเสนอให้รัฐสนับสนุนต่ำที่สุดที่ 117,227 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ 119,425 ล้านบาท (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561) แต่ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา กลุ่ม CP ได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมถึง 11 ข้อ และเป็นเงื่อนไขที่เกิน TOR จนถูกสังคมและสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกต มาตลอด และการตั้งข้อสังเกตนั้นมีน้ำหนักกว่า “พลังพิเศษ” ที่จะช่วยผลักดันให้คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอโอนอ่อนผ่อนตาม

ขณะนี้จึงเหลือเพียง 2 ทางเลือกที่กลุ่ม CP พึงต้องเดิน นั่นคือ ทางเลือกแรกจำใจต้อง “กลืนเลือด” ดำเนินการตามข้อเสนอ ที่คนในวงการรับเหมาเชื่อว่า ข้อเสนอของ CP มีโอกาส ”ไม่คุ้มทุน” สูง ยกเว้น กลุ่ม CP จะไปได้กำไรจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งมักกะสันและฉะเชิงเทรา หรือตลอดแนวรถไฟความเร็วสูงผ่าน

ทางที่ 2 คือ “ถอย” ไม่ยอมเข้าทำสัญญากับการ รฟท.ในโครงการนี้ ซึ่งหากเลือกทางนี้ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกและถอย จะถูกริบหลักประกันมูลค่า 2 พันล้านบาท ที่ใช้วางขณะยื่นข้อเสนอ เพราะถือว่าทำรัฐเสียหายและเสียเวลากับการพิจารณาและเจรจาข้อเสนอ

ดังนั้นเวลาที่รัฐบาลขีดเส้นให้ภายในเดือนกุมภาพันธ์หรืออย่างมากไม่เกินกลางเดือนมีนาคม กลุ่ม CP ต้องตัดสินใจว่าจะเดินอย่างไร บางทีการยอมขาดทุนจากข้อเสนอของตัวเองอาจดีกว่า “ถอย” แล้วถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามเข้าประมูลงานของรัฐอีกตลอดไป

“หนองแขม-บางบอน”เขตพิฆาตดวงใจ”เฉลิม อยู่บำรุง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363105?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หนองแขม-บางบอน”เขตพิฆาตดวงใจ”เฉลิม อยู่บำรุง”

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:50 น.
จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,พลังประชารัฐ,เหลิม ดาวเทียม,บางบอน,หนองแขม,วัน อยู่บำรุง,พรรคเพื่อไทย,วัชระ กรรณิการ์
เปิดอ่าน 3,407 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…เร้นกาย ไร้เงา

สนามเลือกตั้งยามนี้จะพบว่าแทบทุกพรรคมีคิวปราศรัยแน่นทั่วไทย และมีวิวาทะบังเกิดผ่านหน้าสื่อแทบทุกแพลตฟอร์ม

         “พลังประชารัฐ” ระดมขุมกำลังเดินโกยแต้มในช่วงหนึ่งเดือนเศษก่อนหย่อนบัตรแบบไม่ทิ้งแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยเฉพาะสนามเมืองกรุงนั้น พปชร.หวังจะมี ส.ส.อย่างน้อยห้าถึงสิบคน

หากใครไม่เชื่อ…ลองชำเลืองดูตารางเดินสายของแกนนำพรรคและแคนดิเดตนายกฯของ พปชร.ในช่วงนี้ จะอ่านออกทันทีว่าเขตใดในเมืองหลวงที่พปชร.หวัง “ปักหมุด”

แว่วมาว่า “เขต 26 บางบอน-หนองแขม” นั้นเป็นหนึ่งสนามเลือกตั้งที่น่าพินิจและพปชร.หวังจะปักธงในพื้นที่นี้เพื่อบางเหตุผล…

อย่าลืมว่าเขตนี้ “ร.ต.อ.เฉลิม และ เนาวรัตน์ อยู่บำรุง” ครองมานาน

“เหลิม ดาวเทียม” เคยเป็นทั้ง ส.ส.และส.ต.(สอบตก) ในเขตนี้ก่อนจะผันตัวไปลงแบบบัญชีรายชื่อและส่งลูกชาย “วัน อยู่บำรุง” มาแข่งขันแล้วสองครั้ง แต่ก็เกือบชนะ มาเที่ยวนี้เจ้าของฉายา “ใจถึง พึ่งได้” สวมเสื้อพท.ครั้งที่สอง หวังจะตบเท้าเข้าสภาผู้แทนฯ ส่วนน้องชายคนโตบางบอนที่ชื่อ เนาวรัตน์ ก็เป็น ส.ก.เขตนี้มายาวนาน

ล่าสุด “เหลิม ดาวเทียม” ปราศรัยไว้แบบดุเดือดตามสไตล์ โดยทิ้งหมัดตรงไปยังลุงตู่แบบไม่ยั้งว่า “รอบหน้าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ จะรู้นรกมีจริง เพราะได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ได้อย่างไร ผมไม่ได้อภิปรายมานาน ผมจะตั้งกระทู้ตลอด ดังนั้นขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เปลี่ยนใจ…”

  ตรงนี้เอง…ที่ไม่รู้ว่าเหลิม บางบอน ไปแหย่รังแตนลุงตู่แบบใดมิทราบ

…เพราะมีกระแสข่าวลอยลมจากปากซอยรัชดาภิเษก 54 มาว่า “อย่าปล่อยให้เหลิม บางบอน ลอยนวล”

ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ “เหลิม ดาวเทียม” ปวดใจคือตีเข้าไปยังกล่องดวงใจให้แตกยับ และหนึ่งในความปราถนาของ ”เหลิม ดาวเทียม” คือส่งลูกชายคนกลางเข้ามาเป็น ส.ส.ให้จงได้

หลายวันก่อนยื่นใบสมัคร คีย์แมน พปชร.เคาะชื่อ “วัชระ กรรณิการ์” ให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 26 เพื่อหวังน็อก “วัน อยู่บำรุง” และหักด่านปชป.เจ้าของพื้นที่ให้จงได้

ข้อมูลที่ทีมงาน พปชร.ไปเจาะมาและหวังให้ “วัชระ” ที่ใครบางคนบอกว่าเป็นสายตรงของ ”พ่อบ้านพรรค” ลงลุยขอแต้มในเขตนี้แบบไม่ต้องยั้งมือเพราะว่า

“ชาวบ้านบอกว่าอดีต ส.ส.หายไป ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่มาดูแลชาวบ้าน ขณะที่ตระกูล “อยู่บำรุง” มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งจะเท็จจริงไม่ทราบ ดังนั้นสิ่งที่ พปชร.ต้องทำวันนี้ คือส่งคนหน้าใหม่ลุยและย้ำแคมเปญพรรค โดยผู้สมัครให้ละเว้นไม่ต่อปากต่อคำกับทุกขั้ว ส่วนเวทีใหญ่นั้นต้องคำนวณตามกระแสว่าควรจัดในเขตใดและวันไหนเพื่อย้ำหัวนอตให้ได้ และเขตนี้ก็เป็นหนึ่งในเขตที่ พปชร.ต้องย้ำหัวนอตและน็อกคู่แข่งเบอร์ใหญ่จากทั้งสองพรรค”

คีย์แมนบางพรรคสะท้อนว่า “มีการคำนวณคณิตศาสตร์การเมืองเอาไว้ว่าเลือกตั้งคราวที่แล้วใครที่หวังจะชนะเลือกตั้งต้องมี 4 หมื่นคะแนนต้นๆ ครั้งนี้ถ้าจะชนะ ใครที่มีคะแนนเกิน 35,000 คะแนนน่าจะสอบผ่าน แต่คะแนนปลอดภัยอยู่ที่ 38,000–39,000 คะแนน…”

แม้ พปชร.จะเป็นน้องใหม่แต่ปัจจัยหลายข้อหนุนให้มีลุ้นในบางเขต แต่เขตนี้มีคำสั่งทางลับว่า “อยู่บำรุงจาก พท., ม่วงศิริจากพรรคสีฟ้า และวัชระจากพปชร. ใครจะเข้าวิน…เพราะผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว พปชร.ลุยเต็มที่”

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “เหลิม ดาวเทียม ต้องน้ำตาตกในอีกคำรบ…”

อีสานจ้วดจ้าด ยึด “ตลาด” วัฒนธรรม “ปิยบุตร”ไปมุดอยู่ไหนมา?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีสานจ้วดจ้าด ยึด “ตลาด” วัฒนธรรม “ปิยบุตร”ไปมุดอยู่ไหนมา?

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกสกุล,ปิยบุตร,เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,คนอีสาน,อีสานโพลล์,คนรุ่นใหม่,คนเสื้อแดง,แดงอีสาน
เปิดอ่าน 7,928 ครั้ง

ปิยบุตรรู้ยัง? คนรุ่นใหม่จากที่ราบสูงได้กลายเป็น “นายทุนน้อย” ผลิตงานเพลงดังๆ จนยึดตลาดเพลงทั้งประเทศ ทำให้ “นายทุนใหญ่” ตกอยู่ในภาวะกระอักโลหิต

           000 เหมือนได้ฟังอดีต ส.ส.นครพนม ไขแสง สุกใส หาเสียงแถวอีสานเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เมื่ออ่านสเตตัสหาเสียงที่สกลนครทางเพจ Piyabutr Saengkanokkul ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ก็รู้สึกนักวิชาการหนุ่มคนนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสนานมากเกินไป จนไม่รู้จักแผ่นดินอีสานยุค 4.0 

          000 “ปิยบุตร” มองอีสานด้วยกรอบคิดเดิมๆ ดังบรรยายว่า “คนอีสานถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนตลก เป็นแรงงาน ไม่มีความรู้” และข้อด้อยของคนรุ่นใหม่ เอะอะก็โทษ “รัฐส่วนกลาง” อย่างประโยคนี้ “รัฐจากส่วนกลางจับมือกับสื่อมวลชนบางกลุ่มผลิตสื่อเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนอีสานเป็นคนตลก ไม่มีความรู้” 

          000 ฝากถึงทีมงานพรรคอนาคตใหม่ในภาคอีสาน วันหน้าพา “ปิยบุตร” ไปนั่งฟังเพลง “บักแตงโม” หรือ “งัดถั่งงัด” จากรถแห่ดนตรีสดบ้าง จะได้ “ตาสว่าง” เสียที คนรุ่นใหม่จากที่ราบสูงได้กลายเป็น “นายทุนน้อย” ผลิตงานเพลงดังๆ จนยึดตลาดเพลงทั้งประเทศ ทำให้ “นายทุนใหญ่” ตกอยู่ในภาวะกระอักโลหิต

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ไปคารวะ เตียง สิริขันธ์

         000 คนอีสานทุกวันนี้ ไม่ได้โง่เง่า ไม่ได้งอมืองอเท้า เขามีวิธีการต่อสู้กับ “รัฐส่วนกลาง” หรือทุนใหญ่จนสามารถสร้าง “ที่มั่นทางวัฒนธรรม” จนแข็งแกร่ง แต่ที่แย่คือ วาทกรรมปัญญาชนก้าวหน้า ยังย่ำอยู่กับชุดความคิดเก่าๆ “โง่ จน เจ็บ” 

         000 ทีมงานคนรุ่นใหม่ในพรรคอนาคตใหม่ อย่าหลงแค่ยอดวิวเพลง “ประเทศกูมี” โปรดเข้ายูทูบไปดูสิเพลงไหนดังสุดๆ เคยได้ยินมั้ย เพลง “เต่างอย” หรือ “บักจีเหลิน” ถ้าไม่เคยฟัง ก็จะไม่รู้ว่า ใครเป็นคนเข้าคูหากาบัตร ?

          000 เนื่องจากตลาดการเมืองในอีสานของพรรคอนาคตใหม่ เป็นฐานเดียวกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องสร้างความเป็น “แดงก้าวหน้า” ให้เหนือกว่า “แดงเก่า” อย่างเพื่อไทย ลึกๆ แล้ว แกนนำอนาคตใหม่ หวังจะให้พรรคตระกูล “เพื่อ” สะดุด เพราะอนาคตใหม่จะได้อานิสงส์จากแฟนคลับทักษิณเต็มๆ  

          000 อีสานโพลล์รายงานผลสำรวจประชาชนครั้งล่าสุด ปรากฏว่า ถ้าเลือกตั้งวันนี้ คนอีสานเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 40 และพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 20 จึงไม่แปลกที่สองแกนนำ “พรรคส้มหวาน” จะพลิกสไตล์หาเสียงแบบนักบู๊ล้างผลาญ 

          000 สนามเขตเลือกตั้งที่ 1 นครราชสีมา เป็นเมืองหลวงของพรรคชาติพัฒนา ภายใต้การนำของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” สิบกว่าปีมานี้ การเมืองในเมืองย่าโมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ปีนี้ “สุวัจน์” ได้ปรับกลยุทธ์หวังจะรักษาเมืองหลวงของพรรคเอาไว้ ดึงเอา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีต ผวจ.นครราชสีมา ผู้มีผลงานผันน้ำจากเขื่อนลำแซะ อ.ครบุรี มาใช้ผลิตประปาในเขตเทศบาลนครโคราช มาลงรักษาเก้าอี้ในเขตนี้แทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

ธงชัย ลืออดุลย์ พรรคชาติพัฒนา

          000 แม้พรรคภูมิใจไทย จะส่ง “อดุลย์ อยู่ยืน” อดีต ส.อบจ.เขตเมืองนครราชสีมา ซึ่งเคยสังกัดทีมสุวัจน์ ลงชิงเก้าอี้ ส.ส.เขต 1 ด้วยทีมงาน ส.จ.พรรคชาติพัฒนา และสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา “สุวัจน์” จึงมั่นใจจะรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขตนี้ไว้ได้ 

ชวน หลีกภัย เดินสายช่วยลูกพรรค

          000 แค่มีเสียงน้อยอกน้อยใจจากใครบางคน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนในพรรคเก่าแก่รู้ลึก รู้ดี ด้าน “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินหน้าช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคหาเสียง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อย่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์นี้ ผู้อาวุโสลุย 3 จังหวัด เริ่มจากสมุทรสงคราม ไปราชบุรี และเพชรบุรี ทุกพื้นที่มีการแข่งขัน ขนาดสนามแม่กลอง “รังสิมา รอดรัศมี” มีแต้มต่อคู่แข่ง ก็ยังไม่ประมาท ต้องพาอดีตนายกฯ ชวน ไปพบแฟนคลับ ปชป.

แฟนคลับ ปชป.ยังเหนียวแน่น

รังสิมา รอดรัศมี หาเสียงทางเรือที่สนามแม่กลอง

          000 พรรครวมพลังประชาชาติไทย ยึดลานด้านข้างตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรก  “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” หัวหน้าพรรค ปราศรัยยอมรับว่า “หากวันนั้น ไม่มี กปปส. ก็ไม่มีพรรครวมพลังประชาชาติไทยในวันนี้“ และเหตุที่เลือกเขตบึงกุ่ม เพราะเป็นฐานที่มั่นของ “แมน เจริญวัลย์” อดีต ส.ก.เขตบึงกุ่ม ที่ลาออกจาก ปชป.มาซบพรรคลุงกำนัน

หม่อมเต่า พาลูกทีมปราศรัยใหญ่ที่เขตบึงกุ่ม

แมน เจริญวัลย์

          000 เลือกตั้งท้องถิ่น 2553 “แมน เจริญวัลย์”  สังกัด ปชป.ได้ 21,043 คะแนน เป็น ส.ก.บึงกุ่ม มาหนนี้ ขอลงสนามเองที่เขต 14 (เขตบึงกุ่ม และเขตคันนายาว เฉพาะแขวงรามอินทรา) ซึ่งเป็นสนามโหดหินพอควร เมื่อต้องเจอ “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” แชมป์เก่า ค่ายเพื่อไทย และ “พรพรหม วิกิตเศรษฐ์” ค่าย ปชป. ลูกชายของพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีต ส.ส.เขตนี้

บ้านใหญ่เมืองเลย “ทิมสุวรรณ” แบ่งเค้ก “เสี่ยปรีชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ้านใหญ่เมืองเลย “ทิมสุวรรณ” แบ่งเค้ก “เสี่ยปรีชา”

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
ทิมสุวรรณ,ปรีชา เร่งสมบูรณ์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 5,108 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเมืองเลย มี 3 เขต ลดจากเดิม 4 เขต ทำให้ ส.ส.เก่าต้องสับหลีกกันให้วุ่น บางตระกูลก็ส่งทายาทลงสนามแทน ซึ่งการเลือกตั้ง 2562 ผู้คนจะสนใจอยู่ 2 เขตคือ

เขต 2 อ.ภูกระดึง, อ.ภูหลวง, อ.หนองหิน, อ.ผาขาว, อ.เอราวัณ (บางตำบล) และ อ.วังสะพุง (บางตำบล)

เขต 3 อ.นาแห้ว, อ.ด่านซ้าย, อ.ภูเรือ, อ.ท่าลี่, อ.เชียงคาน และ อ.วังสะพุง (บางตำบล)

ธนเทพ นันทนา และศรัณย์ ทิมสุวรรณ

          เนื่องจาก 2 เขตนี้เป็นการต่อสู้ 2 ตระกูลคือ “ทิมสุวรรณ” กับ “เร่งสมบูรณ์สุข” พวกเขาเป็นผู้แทนฯ เมืองเลยมายาวนาน ทั้งเคยอยู่กันคนละพรรค และพรรคเดียวกัน

เลือกตั้ง 2562 ตระกูลทิมสุวรรณ แยกกันลงสมัคร ส.ส. 2 พรรค โดย “ศรัณย์ ทิมสุวรรณ” ลูกชายธนเทพ-นันทนา ทิมสุวรรณ อดีต ส.ส.เลย ลงสนามเขต 2 พรรคเพื่อไทย ส่วน “ธนยศ ทิมสุวรรณ” ลูกชายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ อดีตนายก อบจ.เลย พรรคภูมิใจไทย เลือกเขต 3

ต้นตระกูลบ้านใหญ่เมืองเลย สุรัตน์ ทิมสุวรรณ ไม่ใช่คนเมืองเลยโดยกำเนิด แต่ทำธุรกิจโรงโม่หินสุรัตน์การศิลา ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย นอกจากนี้ยังได้ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, สัมปทานแร่, จําหน่ายพืชพันธุ์และอุปกรณ์การเกษตร

         เสี่ยสุรัตน์ ได้เป็น ส.จ.เขตวังสะพุง และขยายเครือข่าย ส.จ.ไปยังอำเภอต่างๆ จนได้เป็นประธานสภาจังหวัดเลย และได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อวังสะพุง”

ปรีชา-เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

ปี 2539 เสี่ยสุรัตน์ส่งธนเทพ ทิมสุวรรณ ลูกชายลงสนามเลือกตั้งในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ เนื่องจากเสนาะย้ายจากพรรคชาติไทยมาอยู่พรรคความหวังใหม่ ปี 2544 ธนเทพย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ส่วนลูกชายอีกคนหนึ่งของเสี่ยสุรัตน์ ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ เล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยมาหลายสมัย

ฟากตระกูลเร่งสมบูรณ์สุข มีเดิมพันสูง เพราะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดย “ปรีชา เร่งสมบูรณ์” สลับมาลงเขต 3 และภรรยา “เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข” ย้ายไปลงเขต 2

เขต 2 เมืองเลย ต่างเป็นฐานที่มั่นของ 2 บ้านใหญ่ ปรีชา เร่งสมบูรณ์ เกิดที่ อ.วังสะพุง ทำมาหากินรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่เสี่ยสุรัตน์ ทิมสุวรรณ ทำโรงโม่หิน

ปรีชาเป็น ส.ส.มา 9 สมัย ในสีเสื้อกิจสังคม, เสรีธรรม, ไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยมีฐานเสียงสำคัญอยู่ที่ อ.วังสะพุง เนื่องจากเตี่ยของปรีชา ทำธุรกิจรับซื้อพืชไร่รายใหญ่ที่สุด

นันทนา พาลูกชายออกหาเสียง

          เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เจอคู่แข่งรุ่นลูกอย่าง ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ที่มีฐานเสียงของพ่อและแม่เป็นต้นทุน สมัยที่แล้ว นันทนา ทิมสุวรรณ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยที่ 2

“ผมลงเขตนี้เเทนคุณเเม่ ยอมรับว่าเมืองเลยเเข่งขันกันมาก” ศรัณย์บอกกับนักข่าว และมั่นใจว่าจะเอาชนะคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐได้

ด้านเขต 3 ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ย้ายสลับกับภรรยา เพื่อมารักษาเก้าอี้ แต่คู่แข่งถือว่า ไม่ใช่ของแข็งมากนัก เมื่อเทียบกับปี 2554 ปรีชาต้องชนกับตัวเต็งจากภูมิใจไทย “พัฒนา สังขทรัพย์” ภรรยาของ “ทศพล สังขทรัพย์” อดีต ส.ส.เลย หลายสมัย

รอบนี้ ธนยศ ทิมสุวรรณ ลูกชายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายก อบจ.เลย ซึ่งอยู่ในสายพรรคภูมิใจไทย มาตั้งแต่สมัยที่แล้ว ลงสนาม

จะว่าไปแล้ว ทั้งปรีชา ทศพล และธนเทพ ก็เคยอยู่ค่ายเดียวกันมาก่อนคือ “ค่ายชินวัตร” เลือกตั้ง 2550 พวกเขาดันภรรยาออกสู่สนามเลือกตั้ง ทำให้เมืองเลยมี ส.ส.หญิง 3 คนคือ เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข, พัฒนา สังขทรัพย์ และนันทนา ทิมสุวรรณ

ธนยศ ทิมสุวรรณ

          ปีนี้ สังเวียนเมืองเลย จะมี ส.ส.หน้าใหม่ป้ายแดง หรือ ส.ส.รุ่นพ่อแม่ ชาวเมืองทะเลภูเขาคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

ปกป้องศาสนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปกป้องศาสนา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ปกป้องศาสนา,ถ้าำหลวง
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘องอาจ’ สองพี่น้อง แจ้งเรื่องน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้เกี่ยวกับตำรวจกองปราบฯ จับเจ้าอาวาสที่เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายแล้วหนีคดีมาบวชจนถูกตำรวจจับสึก

อยากให้จัดการกวาดล้างพระที่มาบวชหนีคดีให้หมดไป และเชื่อว่าในวัดหลายๆ แห่งทั่วประเทศจะมีเป็นจำนวนมากและจะทำให้วงการสงฆ์ขาวสะอาด

ที่ผ่านมานั้น พุทธศาสนิกชนต้องตั้งสติเพื่อสร้างศรัทธาให้เชื่อมั่นในพุทธศาสนา เพราะมีพระสงฆ์ประพฤติผิดธรรมวินัย ดังทราบกันอยู่

บ้างก็ดื่มสุรา, ประพฤติผิดในกาม หรือไปในสถานที่อโคจร หรือประพฤติตัวเป็นผู้วิเศษ-มีเวทมนต์คาถา-เหล่านี้ผิดทั้งสิ้น

จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการศาสนา เป็นแกนนำในการชำระสะสางพระสงฆ์ที่ยังบวชหนีคดีหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสมสร้างความเสื่อมให้พุทธศาสนา

ชาวพุทธจะได้กราบไหว้พระและยึดมั่นปฏิบัติธรรมต่อไปด้วยศรัทธา

บวชหนีคดี
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องน่าสะเทือนใจในฐานะของชาวพุทธที่อ่านข่าวเรื่องพระบวชหนีคดี ซึ่งตำรวจกองปราบฯ จับสึกได้ 18 คน ซึ่งคนหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสที่เมืองสุพรรณบุรี

ถ้าหากลืมไปผมขอสรุปเรื่องมาให้คุณทราบเพื่อจะเร่งรัฐบาลช่วยวางมาตรการ โดยตำรวจกองปราบฯ จับกุม นายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ หรือพระครูสังฆรักษ์ ปพนสรรค์ กนตธัมโม อายุ 40 ปี เจ้าอาวาสวัดรอเจริญ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อยู่บ้านเลขที่ 143/2 หมู่ 4 ต.ตัวตะพาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 และหมายจับศาลจังหวัดสมุย ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548

ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่า, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง” จับได้ที่หน้าวัดรอเจริญ บ้านยอด หมู่ 1 ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

โดยปี 2547 นายปพนสรรค์ร่วมกับพวกก่อเหตุยิงวัยรุ่นคู่อริต่างหมู่บ้าน บาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ต่อมา 2548 ยังใช้ปืนยิงผู้อื่นอีกครั้งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหลบหนีไปบวชเป็นพระภิกษุ ที่วัดรอเจริญ จ.สุพรรณบุรี นานถึง 16 ปี

จนได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ต่อมาสืบทราบผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 คดี หนีมาบวชเป็นพระที่วัดดังกล่าว ตามไปจับกุมได้ในสภาพนั่งเก้าอี้รถเข็นวีลแชร์ ก่อนนิมนต์พระครูสิริวรธรรมาภินันท์ เจ้าอาวาสวัดลานคา เจ้าคณะตำบลบางปลาม้า เขต 1 ทำพิธีสึก

นี่คือโจรผู้ก่อคดีหนีมาบวช เอาผ้าเหลืองคลุมตัวหนีความผิดที่ตำรวจต้องจัดการต่อไป
องอาจ (สองพี่น้อง)

  ถ้ำหลวงเปิดแล้ว
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเพิ่งไปเที่ยวเชียงรายมาและมีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบว่าถ้ำหลวงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตามปกติแล้ว โดยทีแรกนั้นอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ปิดการท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เนื่องจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ จะเข้าทำการขนย้ายอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน และบันทึกการปฏิบัติภารกิจในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

ต่อมาอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ขอยกเลิกประกาศปิดการท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เนื่องจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) ติดภารกิจต้องเลื่อนการปฏิบัติงานภายในถ้ำหลวงอย่างไม่มีกำหนด

นักท่องเที่ยวจึงสามารถเข้าไปท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง และสระน้ำเขียวมรกต ขุนน้ำนางนอน ทั้ง 2 แห่งได้ตามปกติเช่นเดิม

ดิฉันจึงโชคดีที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆ ที่ได้ไปเช็กอินและรำลึกถึงความหลังเหตุการณ์ช็อกโลกและทำให้ทีมหมูป่ากลายเป็นที่สนใจของชาวโลก

จึงอยากเชิญชวนไปเที่ยวกันนะคะ ถ้าได้ไปเชียงรายและนอกจากถ้ำหลวงแล้ว เชียงรายยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย และดิฉันได้ไปเที่ยวภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว ด้วย-สวยงามประทับใจจริงๆ ค่ะ
มาลัย (ชัยนาท)
4/4

   ตอบคุณ ‘มาลัย’ ชัยนาท
ขอบคุณสำหรับจดหมายแจ้งข่าวดีของคุณและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ชาวไทย-นักท่องเที่ยวได้ไปสำนึกถึงเหตุการณ์ 13 หมู่ป่าที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนด้วย
ผมเองคุ้นเคยกับบริเวณนั้นเพราะชอบวิวทิวทัศน์ของดอยนางนอนและขอฝากเตือนว่าอย่าไปเข้าถ้ำลึกๆ เป็นอันขาด อาจจะเกิดพลัดหลงได้

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ต้องคอยควบคุมดูแลให้ดีและมีป้ายแจ้งเตือนอันตรายและข้อห้ามต่างๆ อย่างเข้มงวด แม้จะไม่ใช่ฤดูฝนที่ทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมถ้ำหลวงเหมือนปีก่อน

แต่ทุกคนอย่าประมาทเป็นอันขาดและขอให้บันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย อย่าไปเก็บของหรือทำลายธรรมชาติ ซึ่งผิดกฎหมายเหมือนที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า “ดูแต่ตามืออย่าต้อง-ของจะเสีย”