งบกลาโหมยุค คสช.พุ่งติดท็อปโฟร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบกลาโหมยุค คสช.พุ่งติดท็อปโฟร์

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
งบกระทรวงกลาโหม,ล่าความจริงพิกัดข่าว,หนักแผ่นดิน,ซื้อยุทโธปกรณ์,คสช,อาวุธ,งบประมาณ
เปิดอ่าน 1,347 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์  พึ่งเนตร 

 ต้นเรื่องของวิวาทะ “หนักแผ่นดิน” คือการชูนโยบายตัดงบกลาโหม “กรุงเทพธุรกิจ” พาไปย้อนดูว่าตลอดเกือบ 5 ปีที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ทิศทางของบกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างไร

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเริ่มจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 5 ปีงบประมาณ ปรากฏว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละเกือบๆ หมื่นล้าน

ย้อนกลับไปงบประมาณปี 2557 ก่อน คสช.ยึดอำนาจ งบกระทรวงกลาโหมอยู่ที่ 1.83 แสนล้านบาท จากนั้นเมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาจัดทำงบปี 2558 ปรากฏว่างบกลาโหมพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.92 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1 หมื่นล้าน ปี 2559 เพิ่มต่อเนื่องเป็น 2.06 แสนล้านบาท ปี 2560 ขยับเป็น 2.13 แสนล้านบาท ปี 2561 ก็ยังคงมีทิศทางขาขึ้น เป็น 2.20 แสนล้านบาท และล่าสุดปีงบประมาณ 2562 งบกลาโหมอยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท

ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบสูงเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มกระทรวงและหน่วยงานอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง รวม 20 หน่วยงาน โดยกระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบสูงกว่ามีเพียงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังเท่านั้น ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ยังได้รับงบน้อยกว่ากระทรวงกลาโหม

ในยุครัฐบาลคสช. ยังเป็นอีกยุคหนึ่งที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพงจำนวนหลายรายการ แม้บางรายการจะเป็นโครงการที่ทำสัญญาและผูกพันงบประมาณมาก่อนการยึดอำนาจก็ตาม แต่ในช่วงที่คสช.มีอำนาจ ก็ยังมีการจัดซื้อเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก โดยช่วงต้นๆ ของรัฐบาลเน้นซื้อยุทโธปกรณ์จากจีน ต่อมาในช่วงกลางและช่วงปลายของรัฐบาลเริ่มหันไปซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ มหามิตรเก่าของไทย

ยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อจากจีนที่สำคัญก็เช่น รถถัง VT-4 จำนวน 1 กองพัน 49 คัน งบรวม 9,000 ล้านบาท เรือดำน้ำรุ่น S-26T ลำแรก 13,500 ล้านบาท ทั้งโครงการ 3 ลำ 36,000 ล้านบาท รถเกราะล้อยาง รุ่น VN-1 จำนวน 34 คัน งบ 2,300 ล้านบาท

ส่วนยุทโธปกรณ์ที่ซื้อจากสหรัฐที่สำคัญก็เช่น เฮลิคอปเตอร์แบบแบล็กฮอว์ก จำนวน 4 ลำ ไม่ระบุราคารวม แต่ราคาต่อลำราวๆ 700 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีขีปนาวุธระบบฮาร์พูน ที่ใช้ติดตั้งบนเรือผิวน้ำอีก 800 ล้านบาทด้วย

จากประเทศไทยบ้านเราเองหันไปดูงบกลาโหมของชาติต่างๆ ในภูมิภาคนี้กันบ้าง ซึ่งหากนับเฉพาะอาเซียนด้วยกัน ทิศทางการเพิ่มของงบทหาร หรืองบด้านการป้องกันประเทศก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเพิ่มกันถ้วนหน้าแทบทุกประเทศ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ “อีสต์ เอเชีย ฟอรั่ม” เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ระบุว่า ในขณะที่หลายภูมิภาคของโลกพากันลดงบประมาณทางทหารลง แต่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับสวนทาง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเมื่อ 15 ปีที่ก่อน โดยเฉพาะอินโดนีเซียกับไทยที่งบประมาณด้านการป้องกันประเทศเติบโตขึ้นเฉลี่ย 10% แบบปีต่อปี

งบประมาณด้านการป้องกันประเทศถูกใช้ไปกับการซื้อเรือฟริเกต รถถัง เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินรบ และเรือดำน้ำ โดยเวียดนามนำเข้าอาวุธเพิ่มขึ้นเกือบ 700% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระโดดจากผู้นำเข้าอาวุธมากที่สุดในโลกอันดับที่ 43 ไปติดอันดับท็อปเท็นเลยทีเดียว

การแข่งขันกันด้านอาวุธมีปัจจัยจากการผงาดขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเฟดตัวออกไปของสหรัฐ และการพิพาทกันเองระหว่างประเทศในอาเซียน รวมถึงปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งกระทบต่อหลายประเทศในภูมิภาค

ขณะที่ข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ หรีอ SIPRI ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระว่าด้วยความมั่นคงระหว่างประเทศ การใช้อาวุธและการลดอาวุธในประเทศต่างๆ ระบุว่าในปี 2560 ประเทศไทยตั้งงบในภารกิจป้องกันประเทศสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

เพราะ’ซองขาว(สินบน)’เป็นต้นเหตุ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพราะ’ซองขาว(สินบน)’เป็นต้นเหตุ!

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:30 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 966 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

การจัดระเบียบสังคมของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างปราบปรามอบายมุข สิ่งผิดกฎหมายต่างๆ นั่นก็เพราะอยากให้สังคมเกิดความสงบสุข ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมีความปลอดภัย เพราะอบายมุขเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา แต่การจัดระเบียบปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไป “ขัดขา” บรรดาธุรกิจสีเทา เพื่อให้อยู่รอด กอบโกยผลประโยชน์ ไม่โดนตรวจสอบจับกุม จึงยอมจ่ายเงินเล็กน้อยแลกกับการให้เจ้าหน้าที่ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ส่วย” หรือ “สินบน”

สถานบริการ หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน อาจเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจสีเทา นั่นเพราะเป็นเสมือนหนึ่งแหล่งมั่วสุม ละเมิดกฎกติกาทางกฎหมาย หลายที่ปล่อยให้เด็กเยาวชนอายุต่ำว่า 20 ปี เข้าไปรื่นเริง หลายแห่งเป็นจุดรวมพลปาร์ตี้ยาเสพติด หลายร้านลักลอบเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต บางที่ค้าประเวณีเข้าข่ายค้ามนุษย์ และอีกจำนวนไม่น้อยเปิดเกินเวลาก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรืออยู่ใกล้สถานศึกษา แต่ผลการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือกรมการปกครอง จะปรากฏชัดว่าความผิดที่ร่ายมาส่วนใหญ่มีอยู่ในทุกร้านทุกสถานที่ที่เข้าตรวจสอบแทบทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ธุรกิจประเภทนี้จะจ่ายส่วยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุดเป็นควันหลงวันวาเลนไทน์ เมื่อมีปลัดหนุ่มรายหนึ่งใน จ.นครปฐม สุดทนกับ “ซองขาว” ซึ่งมีสถานบันเทิงนำมาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน โดยได้รับการเปิดเผยทางเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง” ที่ได้โพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวน่าชื่นชมของปลัดอำเภอนายหนึ่ง หลังเจ้าของสถานบริการได้นำซองขาวมาวางไว้ถึงโต๊ะทำงาน เพื่อคาดหวังติดสินบน พร้อมจ่าหน้าซองอีกว่ามาจากร้านไหน แต่เมื่อปลัดคนดังกล่าวเห็นจึงได้นำซองไปคืนเจ้าของร้านในช่วงค่ำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งผลลัพธ์สวนทางกับเจตนาของเจ้าของร้าน เนื่องจากพบว่าสถานบริการดังกล่าวได้ปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้ามาใช้บริการ จึงได้ดำเนินการจับกุมเจ้าของร้านในทันที และควบคุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมยังที่ว่าการอำเภอ จากนั้นได้มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งปิด 5 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 22/2558

ทั้งนี้ทั้งนั้น “ปลัดตรงฉิน” เขียนระบายในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เหตุเกิดเพราะซองขาวหนึ่งซอง ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไร แต่ผมสุดจะทน ตอนเช้าผมขึ้นมาทำงาน เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลยาเสพติดแจ้งว่า มีสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการแห่งหนึ่งฝากซองไว้ให้ เดี๋ยวนะ ทำไมต้องเอามาให้ ให้เพราะอะไร เพื่ออะไร ไม่ว่ากัน คืนนี้ผมเลยเอาซองไปคืนทางร้านตามที่จ่าหน้าซอง ผลการปฏิบัติพบบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปดื่มสุรา เข้าไปใช้บริการ จำนวน 15 ราย จึงได้ควบคุมผู้ดูแลร้านส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ซึ่งตั้งแต่มีคำสั่ง คสช. 22/2558 ทั้งจังหวัดปิดสถานประกอบการไปแล้ว 13 แห่ง เป็นสถานประกอบการในเขตอำเภอผม 8 แห่ง ผมเชื่อว่าการปฏิบัติงานของผมไม่ได้ปล่อยปละละเลย อาจจะมีคนมองว่าผมคุยกับผู้ประกอบการไม่รู้เรื่อง ซึ่งการที่ผมไปเตือนเขาว่าอย่าปล่อยเด็กเข้านะ ไม่ได้หมายความว่าผมอยากได้ปัจจัยจากเขา

ผมไม่ทราบว่าในซองมีอะไร และไม่ได้เปิดดู รู้แต่ผมไม่อยากรับและต้องเอาไปคืน ขอบคุณผอ.และทีมเจ้าหน้าที่สถานพินิจ ศอ.กต. คสช. กรมพินิจฯ พี่ๆ ทหาร พี่ๆ ตำรวจ ท่านปลัดหัวหน้าฝ่ายทะเบียน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านผู้ช่วย พี่อส.ที่ไปกับผม ขอบคุณครับ”

หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ในโลกโซเชียล ทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของปลัดอำเภอนายนี้เป็นอย่างมาก แต่ต้องขอปิดบังใบหน้า ชื่อสกุล สถานที่ทำงานของปลัดเที่ยงตรงคนนี้ เพราะอาจจะทำให้กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ถึงกระนั้นยังก็มีการตั้งคำถามว่า ซองขาวมาวางไว้ที่โต๊ะปลัดได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนในสมรู้ร่วมคิด

สิ่งที่ปลัดนายนี้ทำสมควรได้รับการยกย่อง และเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี เพราะอย่าลืมว่าของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง คนจ่ายส่วยมีแน่ แต่คนไม่รับส่วยจะมีแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า..!?

เพิ่มด่านสกัดปืน..สแกนพื้นที่’แดงฮาร์ดคอร์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362996?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพิ่มด่านสกัดปืน..สแกนพื้นที่’แดงฮาร์ดคอร์’

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:25 น.
แดงฮาร์ดคอร์,สายตรวจเลือกตั้ง,ปฏิวัติรัฐประหาร,ทักษิณ ชินวัตร,กกต,ม็อบชนม็อบ,ยิ่งลักษณ์,บิ๊กแซ็ก,พลตทอำพล บัวรับพร,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,ป่วนเมือง,ไปป์บอมม์
เปิดอ่าน 1,576 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ 

ความวุ่นวายการเมืองไทยในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เหมือนดั่ง “กีฬาสี” แต่ที่ต่างออกไปคือไม่มีน้ำใจนักกีฬา เกิด “ม็อบ” ฝ่ายต้านและฝั่งเชียร์ในรูปแบบสีเสื้อ “เหลือง-แดง” การชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่ได้สงบและปราศจากอาวุธอย่างที่ควรจะเป็น สถานการณ์ทางการเมืองบีบให้คนไทยเลือกฝั่งแบ่งฝ่าย คนเห็นต่างกลายเป็นศัตรู กระทั่งมีการเผชิญหน้า ปะทะห้ำหั่นจนเลือดตกยางออก ไม่ว่าจะเป็น “ม็อบชนม็อบ” หรือแม้แต่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ความเห็นต่างทางประชาธิปไตยมีผู้คนบาดเจ็บสูญเสียไปไม่ใช่น้อย จนนำมาซึ่งการ “ปฏิวัติรัฐประหาร” 

การปฏิวัติ 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 8 ปี เกิดขึ้นในยุคที่มีผู้นำรัฐบาลเป็นสองศรีพี่น้องตระกูล “ชินวัตร” โดยปี 2549 “รัฐบาลทักษิณ” และปี 2557 “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แต่ก็ไม่วายกับเรื่องไม่เอา “เผด็จการ” ทวงคืนประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งจากกลุ่มคนหลายฝ่าย ซึ่งก็สมใจ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” สักที ที่จะได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงในวันที่ 24 มีนาคม นี้ เป็นการขยับสู่โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง เพราะถ้านับถอยหลังจะเหลือเวลาอีก 33 วัน ที่พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคหน้าใหม่ผลโพลล์ดีลงพื้นที่ชูนโยบายเรียกคะแนนเสียง ชนิดที่เรียกว่าเข้มข้นและดุเดือด

สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้มข้นไม่แพ้การหาเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัคร ส.ส. ก็คงไม่พ้น “งานความมั่นคง” โดยเฉพาะตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นเจ้าพนักงานที่ต้องสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวัง รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประสานและร้องขอมา รวมถึงเป็นหน้าที่โดยตรง นับตั้งแต่วันที่มีการ “ปลดล็อกทางการเมือง” ตลอดจนช่วงหาเสียง กระทั่งสิ้นสุดกระบวนการการเลือกตั้ง

พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) มีหลายจังหวัดที่เป็นฐานที่มั่นของแกนนำ “แดงฮาร์ดคอร์” อาทิ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฯลฯ หลายสิบชีวิตตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง หลายคนลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน และยังไม่ทราบชะตากรรมก็มี โดยเฉพาะในรายของ “โกตี๋” นายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หัวโจกแดงฮาร์ดคอร์เมืองปทุม และในช่วงหลายปีที่มีการ “ป่วนเมือง” โดยเสียงระเบิดตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้งถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ รวมถึงการจับกุมยึดอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด “ไปป์บอมบ์” ก็เกิดขึ้นในพื้นที่ สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ฉะนั้นตำรวจจึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกี่ยวกับข้อกังวลเหล่านี้ “บิ๊กแซ็ก” พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 ในฐานะแม่ทัพตำรวจภาค 1 ระบุว่า จากรายงานล่าสุดยังไม่พบว่ามีบุคคล หรือกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวในการก่อความวุ่นวาย หรือสร้างสถานการณ์ทางการเมือง แต่ได้สั่งการให้เฝ้าระวังทุกจุด โดยให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวอย่างต่อเนื่อง และมีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม จับกุมคดีค้างเก่า อาวุธปืนและยาเสพติด เพื่อตัดวงจรไม่ให้มีการก่อเหตุในช่วงการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งได้มีการประชุมสรุปสถานการณ์ วางแผนรับมือ รวมทั้งการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นระยะ และสั่งให้เพิ่มด่านความมั่นคงสำหรับกวดขันอาวุธปืนให้มากและถี่ขึ้นกว่าปกติ

“เรื่องรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเฝ้าระวัง จัดกำลังให้พร้อมในพื้นที่ สืบสวนหาข่าวอยู่เสมอ ซึ่งปกติก็เฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคง เราได้ประสานงานกับทางสันติบาล ทหาร และ สมช.อยู่เป็นประจำ ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องกฎหมายเลือกตั้งใหม่ให้แก่กำลังพล เพื่อนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง วางตัวเป็นกลาง รวมถึงให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย และดึงประชาชนมามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส” พล.ต.ท.อำพล กล่าวย้ำ

เลือกตั้งถือว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตย โดย “บิ๊กแซ็ก” บอกถึงประเด็นนี้ว่า ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย จึงต้องเรียกร้องไม่ให้มีการละเมิดกฎ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ทำลายป้ายหาเสียง ควรแข่งขัน เชียร์คนที่รัก พรรคที่ใช่อย่างสร้างสรรค์ ควรร่วมมือกันเดินไปข้างหน้า ถ้าอยากเป็นประชาธิปไตย ก็ช่วยกันออกมาใช้สิทธิ์ให้เยอะๆ ไม่ใช่เรียกร้องอยากเลือกตั้ง พอถึงวันกลับเลือกวิธี “นอนหลับทับสิทธิ์” ก็ไม่ถูกต้อง แม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม ส่วนกำลังพลจะเชียร์ใครเลือกพรรคไหน ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ ก้าวก่ายไม่ได้ ส่วนการพกปืนถ้าไม่มีเหตุอันควรก็ไม่ควรพก เพราะส่อเจตนาไม่ดีตั้งแต่ต้น ตัวเองเป็น ผบช.ภ.1 แท้ๆ ถ้าไม่มีภารกิจปฏิบัติการพิเศษก็ไม่พกเลย

          แม้การข่าวยังไม่พบความเคลื่อนไหว แต่ต้องจับตาดูว่าตั้งแต่บัดนี้จนเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง ตำรวจภาค 1 จะควบคุมพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นฐานหัวโจก “แดงฮาร์ดคอร์” ได้อยู่หมัดหรือไม่ การเลือกตั้งจะราบรื่นดังที่หลายฝ่ายตั้งเป้าไว้หรือเปล่า..!?

เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

ในวันที่หมอกควันมืดครึ้ม ภาคประชาชนยังมีความหวังว่าจะได้เห็นการบริหารอันโปร่งใสหลังการเลือกตั้ง โดยทางสภาองค์กรชุมชน ได้ร่วมกับ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) จัดให้มี “เวทีสาธารณะการเสนอและแลกเปลี่ยนนโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง” ขึ้นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมประมาณ 200 คน พร้อมด้วยผู้แทนพรรคการเมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวนโยบาย และแนวโน้มความเป็นไปได้ ในการนำข้อเสนอที่ยื่นไปจัดทำเป็นนโยบายของแต่ละพรรค รวมทั้งสิ้นจำนวน 16 พรรค ได้แก่ พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคกลาง พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคเกียน พรรคพลเมืองไทย และพรรคสามัญชน

การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมได้นำเสนอนโยบายและทิศทางสำคัญต่อการพัฒนาที่นำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นกับทางพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองได้รับฟังปัญหาของภาคประชาชน และเสนอแนวทางการดำเนินการจัดทำเป็นนโยบายในการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และระยะยาว

รวมทั้งเป็นเวทีในการพูดคุยรับฟังแลกเปลี่ยนถึงวิธีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อันเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองในระดับชาติ

ทั้งนี้ได้มีการเสนอ “นโยบายและทิศทางสำคัญของขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม” ต่อพรรคการเมืองผ่านทางตัวแทน ได้แก่ กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน วิภาศศิ ช้างทอง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) และปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งมีข้อเสนอที่ร่วมกับภาคประชาสังคมยื่นต่อพรรคการเมืองในประเด็นสำคัญหลายเรื่องด้วยกัน

โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การกระจายอำนาจแบบเป็นวาทกรรมเท่านั้น ที่สำคัญคือ ชุมชนท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นฐานของประเทศ หากชุมชนไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่อาจแข็งแรงได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างสมดุลกัน

“ที่ผ่านมาปัญหาของชุมชนและชาวบ้านนั้น จะถูกมองข้ามไปอยู่เสมอ เพราะปัญหานั้นเล็กเกินกว่าที่รัฐบาลจะมาสนใจ และปัญหานั้นก็ใหญ่เกินกว่าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะจัดการได้ ดังนั้น ประชาชนจึงได้เรียกร้องถึงเรื่องการกระจายอำนาจที่สอดรับกับปัญหาของภาคประชาชน” ปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ระบุ

“ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิ รู้หน้าที่ของตนเองเสียก่อน เพราะหากประชาชนไม่รู้ เมื่อถึงเวลาต้องไปใช้สิทธิ สิทธินั้นอาจถูกใช้ไปอย่างไม่ถูกต้องได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยภาครัฐจะต้องทำการประชาสัมพันธ์มาตราทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกอย่างให้เกิดความชัดเจน และเพื่อทำให้ประชาชนได้ตื่นรู้ถึงเรื่องนี้” กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน กล่าวเสริม

ขณะที่ “วิภาศศิ ช้างทอง” ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน ระบุว่า “ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจสู่เทศบาล อบจ. อบต. อย่างแท้จริง เพราะการกระจายอำนาจในปัจจุบัน คือการย้ายอำนาจของผู้มีอำนาจ เนื่องจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยนักการเมืองที่เมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็เข้าไปย้ายคนไปที่นั่นที่นี่ ซึ่งไม่ใช่การกระจายอำนาจแต่เป็นการย้ายอำนาจ โดยเห็นได้จากงบประมาณต่างๆ ที่ลงไปถึงทาง อบต. โดยที่ อบต.ไม่ได้สิทธิคิดเอง เพราะมีอำนาจมืดเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการจัดการดูแล ไม่อยากเห็นนักการเมืองเข้าไปครอบงำภาครัฐอย่างที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ จะต้องจัดการเอาการบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกไปเสีย โดยให้เหลือเพียงการบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสภาพปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและแบ่งอำนาจเพียงเล็กน้อยไปสู่ส่วนภูมิภาค ทำให้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และมองว่าการคิดแบบรวมศูนย์อำนาจนั้นทำให้เกิดปัญหา เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน วิธีแก้ไขปัญหาจึงต่างกันไป จะคิดแก้ปัญหาของคนกลุ่มใดในสังคมหนึ่ง โดยใช้วิธีเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้

ทางด้าน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ได้ยกตัวอย่างถึงประเด็นนี้ว่า “อย่างกฎหมายการห้ามนั่งท้ายกระบะ ในกรุงเทพฯ นั้นอันตรายจริง แต่ในต่างจังหวัดบางหมู่บ้านนั้นมีรถแค่ 4 คัน จะไปงานบุญก็ต้องติดรถกันไป แล้วจะไม่ให้นั่งท้ายกระบะได้อย่างไรเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งการคิดการจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจนั้น ไม่อาจพาประเทศไปข้างหน้าได้ หากจะมีการแก้ไขการกระจายอำนาจ อยากให้มีการตัดภูมิภาคออกไปให้เหลือแค่ส่วนกลางกับท้องถิ่นพอ”

นอกจากนี้ในเวทีสาธารณะฯ ยังมีการพูดถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ
– เรื่องสิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยสาเหตุแห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ โดยยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤติน้ำได้ ทั้งที่ได้งบประมาณมาก แต่กลับพบว่าปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำเน่าเสีย ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก เพราะการจัดการน้ำของภาครัฐที่ยังคงเป็นแบบรวมศูนย์โดยองค์กรของรัฐ ที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาแบบเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง เฉพาะพื้นที่ และประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่เผชิญอยู่

ซึ่งได้มีการนำเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การปฏิรูประบบจัดการน้ำ โดยการทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับบริบททางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ระบบนิเวศที่เหมาะสม และเน้นความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำของประเทศ การจัดทำนโยบายการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน เพื่อการส่งเสริมในการวางแผนการจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่แท้จริงและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงการกระจายอำนาจ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชน

– เรื่องการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ที่ประชุมได้เสนอให้มีการปฏิรูปการทวงคืนผืนป่า ซึ่งควรกำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วน และมีมาตรการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองที่ดินโดยชุมชน และผ่านฉันทามติของชุมชนก่อน และให้มีการชะลอการจับกุมหรือดำเนินคดี ให้มีการตั้งธนาคารที่ดิน ดูแลคนที่ถือครองที่ดินไว้ในมือ ถ้าวันไหนเกษตรกรต้องขาย จะได้มีธนาคารไว้รับฝากที่ดิน เป็นที่พึ่งของคนฐานราก

อีกทั้งต้องมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปที่ดินไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.ปฏิรูป และการขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญ อย่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน และทรัพยากร พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงอยากให้มีการจำกัดการถือครองที่ดิน การแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่อยู่ในเขตพิพาทกับที่ดินของรัฐ และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่มีมากถึง 25 เท่า

– เรื่องความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่อยากให้มีการรับรองสิทธิและส่งเสริมบทบาทเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ส่งเสริมตลาดสีเขียวของชุมชน และมาตรการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้มีกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่เกษตรกรและผู้บริโภคมีส่วนร่วมกำกับเพื่อป้องกันการผูกขาดการผลิตและการตลาด ทั้งต้องมีการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกร โดยจะทำให้มีที่ดินเพียงพอในการทำการเกษตร เช่น การปลูกพืชอาหารได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการทำประมงชายฝั่ง เช่น แก้ไขคำนิยามของประมงชายฝั่ง ยกเลิกมาตรา 35 ที่จำกัดสิทธิ์เขตประมงชายฝั่ง การจับปลา ยกเลิกเครื่องมือการทำประมงที่ทำลายล้าง (เช่น อวนลาก เครื่องปั่นไฟจับปลากะตัก) อาชีพประมงพื้นบ้านต้องสงวนให้แก่คนไทยเท่านั้น และรัฐบาลจะต้องหยุดการทำประมงที่ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเสนอให้ออกแนวนโยบายห้ามส่งออกผลผลิตปลาป่นที่ใช้ปลาเป็ดจากทะเลไทย ออกนอกประเทศด้วย เพื่ออาหารทะเลที่สมบูรณ์ และหยุดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเร่งด่วน

– เรื่องการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและสุขภาวะ อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงต่ำในสังคมลดลง ทั้งนัยความสัมพันธ์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ โดยนำเอารูปแบบและวิธีการที่มีการดูแลประชาชนควบคู่กับมาตรการทางภาษี พร้อมนำงบประมาณมาจัดสรรและกระจายประโยชน์ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยเข้าถึงสวัสดิการได้ทั่วกันอย่างถ้วนหน้า

ทั้งหมดคือ ข้อเสนอของภาคประชาชนที่ยื่นต่อพรรคการเมือง และคาดหวังว่าพวกเขาจะได้รับการตอบสนองหลังเลือกตั้ง

“กัญชา” สมุนไพรหรือยาเสพติด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กัญชา” สมุนไพรหรือยาเสพติด

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:30 น.
กัญชา,สมุนไพร,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 424 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

จากการติดตามดูนโยบายหาเสียงพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะคล้ายกันและเป็นการขายฝันเรียกคะแนน แล้วพอเข้าสภาก็ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

เวลานี้มีข้อข้องใจถึงในโยบายปลูกกัญชาเสรี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าแต่ก่อนกัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมายประเภทยาเสพติด

แต่มุมมองของคนมีอายุโดยเฉพาะในต่างจังหวัดเห็นว่ากัญชาเป็นเรื่องปกติเหมือนบุหรี่

การสูบกัญชาทำให้มีอารมณ์ดี กระชุ่มกระชวยและบางครั้งก็เป็นเครื่องปรุงรส อย่างสมัยก่อนมีการลงแขกหรือช่วยกันทำไร่ทำนา เจ้าบ้านก็จะผสมน้ำกัญชาลงในแกงหรืออาหาร ทำให้กินได้อร่อยและเยอะ มีกำลังทำงาน

แต่ตอนหลังประเพณีนี้หายไปตามสภาพสังคม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและการปลูกกัญชาหรือการครอบครองกัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

จนเมื่อไม่นานมานี้มีการวิจัยพบว่ากัญชามีคุณประโยชน์ในทางการแพทย์ และจะมีการเริ่มต้นใหม่ ขนาดจะออกกฎหมายเรื่องการปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ประกาศนโยบายของพรรคชัดเจนว่า การปลูกกัญชาเสรี ความหมายของคำว่าเสรีไม่ใช่ว่าจะปลูกจะขายกันเท่าไรก็ได้ แต่หมายถึงประชาชนทุกคนมีโอกาสปลูกเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งของการหารายได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มข้นโดยการยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ

กำหนดให้หนึ่งครัวเรือนปลูกได้ 6 ต้นจะสร้างรายได้ปีละ 420,000 บาท และรับซื้อโดยให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเท่านั้น เมื่อเป็นไปตามนี้จะสามารถจัดการในเรื่องของปริมาณ และคุณภาพได้

“กัญชามีสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ตรงนี้คือข้อดีที่เราต้องคำนึงถึงเพราะทั้งโลกมีคนเจ็บปวดเพราะโรคนี้เป็นจำนวนมหาศาล มันถึงเวลาที่เราต้องใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะในทางการแพทย์ ขณะเดียวกันเราต้องให้คนไทยได้ประโยชน์จากการปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาปากท้อง

พืชเศรษฐกิจดั้งเดิมหลายอย่างราคาตกต่ำ จำเป็นต้องมีพืชเศรษฐกิจใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาพบว่าทางนั้นต้องการกัญชามาก เนื่องจากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดทั้งยา อาหาร ใช้เพื่อการบันเทิงและทางการแพทย์ และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะกัญชาไทยเขาต้องการมากที่สุดเพราะมีคุณภาพสูง

หากเมืองไทยปลูกกัญชาได้อย่างเสรี โดยยึดแนวทางพรรคภูมิใจไทยที่หากเข้าไปเป็นรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เมื่อทำสำเร็จมั่นใจจะสร้างความร่ำรวยให้แก่ชาวไทย

หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ‘สมเกียรติ ศรลัมภ์’ ชูนโยบายเน้นเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. และส่งเสริมการปลูกกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจเน้นการส่งออก เป้าหมายหลักเราเน้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลักเพื่อสร้างรายได้ให็พี่น้องประชาชน โดยเน้นการปลูกกัญชาในที่ดินส.ป.ก.ให้เป็นสินค้าส่งออก เพราะมีพันธมิตรในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือออสเตรเลีย พร้อมยินดีให้ความร่วมมือในการสั่งซื้อกัญชา ถ้าทำได้เขาก็พร้อมรับ จะสร้างรายได้มหาศาลให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เรียกได้ว่ากัญชาเป็นพืชทองคำ

พื้นที่ส.ป.ก.ของประเทศไทยมีความลาดชันเหมาะสมกับพืชกัญชาทั้งหมด เราจะเปลี่ยนด้านการส่งเสริมให้หนักไปในทางการแพทย์และสุขภาพ ต่างประเทศมีการวิจัยมาแล้วว่ากัญชามีประโยชน์มากกว่ามีโทษ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน

ฉะนั้นต้องส่งทีมงานที่มีความรู้และมีทุนมาช่วยในด้านการพัฒนาและให้ประชาชนเป็นผู้ลงมือทำ จะทำให้ประชาชนมีรายได้มากกว่าเดิม นี่คือนโยบายพรรคส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้ และเป็นรายได้ที่มากกว่าเดิม เน้นเรื่องการปลูกกัญชาบนที่ดิน ส.ป.ก.

นำเสนอนโยบายปลูกกัญชาเสรีแล้วมองเป็นสองด้านว่ายากที่จะผ่านเป็นกฎหมายได้เพราะจะมีฝ่ายค้าน
มีกระแสข่าวลับๆ ว่า หากประเทศไทยปลูกกัญชาเสรีจนส่งออก หรือนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้แล้ว

บริษัทผลิตยาของฝรั่งจะเสียรายได้จากการขายยาทุกชนิดที่ไทยซื้อปีหนึ่งนับแสนล้านบาท
‘ดับเครื่องชน’ ฟันธงว่ากัญชาจะยังเป็นยาเสพติดต่อไปด้วยประการฉะนี้

มวยถูกคู่ “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ท้าเดิมพัน “เฮียเน้า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มวยถูกคู่ “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ท้าเดิมพัน “เฮียเน้า”

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เฮียเน้า,สจต้อย แปดริ้ว,พรรคชาติพัฒนา,ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์
เปิดอ่าน 5,293 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

แว่วข่าวพรรคไทยรักษาชาติ อาจถูกยุบพรรค สภากาแฟออกอาการหมดลุ้น เพราะตระกูล “ฉายแสง” คงอับแสงไปนาน แต่ที่น่าจับตาคือเขตเลือกตั้งที่ 2 อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น อ.พนมสารคาม (เฉพาะตำบลหนองยาว ตำบลบ้านซ่อง และตำบลเขาหินซ้อน) และอ.บางน้ำเปรี้ยว (ยกเว้นตำบลศาลาแดงและตำบลโพรงอากาศ)

ถ้าพูดจาภาษาเซียนก็ต้องบอกว่า “มวยถูกคู่ คนดูถูกใจ” เพราะเป็นการต่อสู้ของนักเลือกตั้งที่โตมาจากการเมืองท้องถิ่น โดยแชมป์เก่าเขต 2 คือ “เฮียเน้า” สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย

“เฮียเน้า” เป็นสมาชิกสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต อ.พนมสารคาม ตั้งแต่ปี 2528-2542 และเคยเป็นนายก อบจ.แปดริ้วมา 1 สมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย  ได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2548

สมชัย อัศวชัยโสภณ

สมัยเล่นการเมืองท้องถิ่น เฮียเน้าก็ช่วยเพื่อนส.จ.รุ่นเดียวกันชื่อ “อิทธิ ศิริลัทธยากร” เป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติพัฒนา 4 สมัยติดต่อกัน ปี 2550 สองคนนี้ผลัดกันถอยออกจากสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต โดยอิทธิขึ้นไปอยู่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน

เลือกตั้ง 2554 สมชัยสวมเสื้อเพื่อไทย ป้องกันแชมป์สำเร็จอีกสมัย เอาชนะ ณัชพล ตันเจริญ หลานชายของสุชาติ ตันเจริญ ที่สวมเสื้อภูมิใจไทยไปขาดลอย

ปลายปีที่แล้ว “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ส.อบจ.เมืองฉะเชิงเทรา และเจ้าของค่ายมวยดัง “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ไปนั่งกินข้าวกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ร้านอาหารเพลิน เลยตกเป็นข่าวว่าจะเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ข่าวนี้ทำเอานักเลือกตั้งขาใหญ่เมืองแปดริ้วหูผึ่ง เพราะ “ชัยวัฒน์” บุตรชาย “นายกไก่” หรือ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ก็เคยลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.มาแล้ว

         ในการเลือกตั้ง 2557  “ต้อย แปดริ้ว” สวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา ลงสนามชนกับอดีตส.ส. สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ นัยว่าตอนนั้นนับคะแนนเสร็จแล้ว ส.จ.ต้อยได้รับคะแนนมากกว่าเฮียเน้า

ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

“นายกไก่” หรือ “ผู้ใหญ่ไก่” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ที่สั่งสมบารมี และสร้างฐานคะแนนทางการเมืองในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา 3 สมัย

เมื่อปี 2554 การเลือกตั้งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ปรากฏว่า กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ได้ 131,547 คะแนน เอาชนะคู่ปรับตลอดกาล สมศักดิ์ ภู่พนมภูมิ ที่ได้ 108,964 คะแนน ชัยชนะครั้งนั้นเป็นที่หวั่นเกรงของเหล่านักการเมืองระดับชาติไปตามๆกัน

สำหรับการเลือกตั้งหนนี้ “นายกไก่” จับมือ สุชาติ ตันเจริญ หวังปักธงพรรคพลังประชารัฐให้ได้มากที่สุดในสนามแปดริ้ว และปัจจุบัน “มดเล็ก” ศักดิ์ชาย ตันเจริญ ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา

สุชาติ ตันเจริญ กับ สจ.ต้อย 

ที่สำคัญนับเป็นครั้งแรกที่นายก อบจ.แปดริ้ว คนนี้ เปิดบ้านให้สื่อได้สัมภาษณ์อย่างเต็มที่ในวันที่เปิดตัวลูกชาย “ส.จ.ต้อย” ลงสนามเลือกตั้ง

          “เมื่อเขาลงสมัครก็ต้องให้ได้เป็นส.ส.” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ลั่นคำแล้ว มีหรืออดีต ส.ส.อย่างเฮียเน้าจะไม่นอนผวา

เสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362932?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:50 น.
โกตี๋,กระดานความคิด,หนักแผ่นดิน,เสรีประชาธิปไตย,สังคมนิยม,เสียงเพลง หนักแผ่นดิน กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย,องค์กรสหพันธรัฐไท,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ลุงสนามหลวง,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 1,066 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… บางนา บางปะกง

สมัยสงครามเย็น การต่อสู้ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายสังคมนิยม ทำให้ไทยอยู่ใน “เกมอำนาจ” ของมหาอำนาจสองค่ายใหญ่

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กระแสลมตะวันออกพัดแรง ความคิดสังคมนิยมแพร่หลายในสังคมไทย พรรคการเมืองสมัยนั้น หลายพรรคเลือกชูแนวทางสังคมนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2518

อีกด้านหนึ่ง ขบวนการรัฐไทยตื่นตระหนกกับการไหลบ่าของกระแสสังคมนิยมจากต่างประเทศ จึงมีการจัดตั้งมวลชนต่อต้านกลุ่มที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของคำว่า “ฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย”

  เพลงปลุกใจของฝ่ายขวา ที่ได้รับความนิยมมากก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือเพลง “ทหารพระนเรศวร” กับ “หนักแผ่นดิน” 

เฉพาะเพลงทหารพระนเรศวร ได้กลายเป็นเพลงหาเสียงของพรรคชาติไทย ในการเลือกตั้ง 4 เมษายน 2519 “เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด โครมๆ พินาศพังสลอน เปรี้ยงๆลูกปืนกระเด็นกระดอน โครมๆ ดัสกรกระเด็นไกล”

ส่วนเพลงหนักแผ่นดิน เป็นเพลงนโยบายของกองทัพบก ที่มอบให้ทุกสถานีวิทยุทหารเปิดเพลงนี้ และยังถูกนำไปร้องระหว่างการอบรมลูกเสือชาวบ้าน

ตัดกลับมาในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ไฟสงครามเย็นจะมอดดับไปแล้ว แต่ไฟสงครามความคิดยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนไฟสุมขอน

กรณีแนวคิดสหพันธรัฐไท ที่ถูกจุดประกายไฟโดยบุคคลที่ชื่อ “ลุงสนามหลวง” กับ “โกตี๋” สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองชนิด “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ยังดำรงอยู่

          ลุงสนามหลวงกับโกตี๋ ได้ออกแถลงการณ์จัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” ผ่านยูทูบช่อง Sanamluang2008 เมื่อ 5 ธันวาคม 2559 ฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่า ที่มั่นของสหพันธรัฐไทอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นคนเดือนตุลาสายมหิดล หลัง 6 ตุลา 2519 เข้าป่าจับปืนทางอีสานใต้ มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชูชีพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเหล็กเส้น โดยทำมาค้าขายกับพ่อค้าไต้หวัน ฉะนั้น เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมไล่ทักษิณ ชูชีพได้ไปหนุนช่วยกลุ่มแท็กซี่ และคาราวานคนจน แสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทย

หลังรัฐประหาร 2519 ชูชีพเป็นแกนหลักจัดตั้งกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ปักหลักชุมนุมต้านทหารทุกวันเสาร์ ก่อนจะหลบหนีออกจากไทยเมื่อปี 2552 เมื่อตำรวจออกหมายจับคดี 112

         ปี 2558 ชูชีพเริ่มจัดวิทยุใต้ดิน ใช้นามแฝง “ลุงสนามหลวง” ออกอากาศช่องยูทูบ ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลก ต่อมา โกตี๋ได้เข้ามาร่วมจัดรายการวิทยุออนไลน์ด้วย แนวทางของสหพันธรัฐไทคือ “ล้มอย่างเดียว” ไม่เอาเลือกตั้ง 

หลังโกตี๋ถูกอุ้มหายไปจากบ้านพักในลาว ลุงสนามหลวงได้แยกตัวออกไปจัดรายการสหพันธรัฐไท พร้อมกับสมาชิกสองคน โดยไม่หยุดการเคลื่อนไหวขายความคิด “ล้มอย่างเดียว” ซึ่งมีสมาชิกที่รับฟังทางยูทูบอยู่ในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย

5 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงสั่งการผ่านยูทูบ ให้สมาชิกสหพันธรัฐไทไปแสดงตัว ชูธงและเสื้อที่มีสัญลักษณ์องค์กร ก็มีคนจำนวนหนึ่งออกมาทำกิจกรรมจริงๆ

ปลายปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน ถูกชายนิรนามนำตัวออกไปจากบ้านพักในฝั่งลาว ลุงสนามหลวงก็เป็นกลุ่มเดียวที่ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินจากฝั่งซ้าย

          21 มกราคม 2562 ลุงสนามหลวงแจ้งข่าวสารผ่านไลน์ ขอยุติการจัดรายการทางยูทูบชั่วคราว และจนถึงวันนี้ ก็ไม่มีใครได้ข่าวคราวจากกลุ่มพวกเขาอีกเลย

เรื่องของลุงสนามหลวง และสหพันธรัฐไท คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนฝั่งซ้าย เช่นเดียวกับสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่ออกอากาศมาจากคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

          ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจเลยว่า เหตุใดเสียงเพลงหนักแผ่นดิน จึงกระหึ่ม เพราะเสียงเพลงปฏิวัติไทยเก่าๆ ก็ดังมาจากฝั่งซ้ายผ่านช่องยูทูบเช่นกัน 

พ่อของฟ้ารู้ยัง?ศึกวันดวลเพลง2519 “หนักแผ่นดิน-ภูพานปฏิวัติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362998?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ่อของฟ้ารู้ยัง?ศึกวันดวลเพลง2519 “หนักแผ่นดิน-ภูพานปฏิวัติ”

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:20 น.
คอมมิวนิสต์,หนักแผ่นดิน,เพลงหนักแผ่นดิน,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก,ผู้บัญชาการทหารบก,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,หาเสียง,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 6,180 ครั้ง

เพลงหนักแผ่นดินทำเอาบ้านเมืองระอุ นึกถึงเพลงปฏิวัติยุคที่มีการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งในสภา บนท้องถนน และในป่าเขา!

000 พลันที่ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารบก แนะนำให้นักข่าวไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” บรรดาทีมงานกองบรรณาธิการข่าวของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลแต่ละแห่ง ก็กรูเข้าไปขอความรู้จากลุงกูเกิล จึงทราบที่มาของเพลงดังกล่าว บางคนอาจแวะเข้าไปอ่านบทความเก่าๆ ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกี่ยวกับเพลงปลุกใจของฝ่ายขวา

000 ก่อนที่จะสรุปว่าเพลงหนักแผ่นดิน เป็นเพลงปลุกระดมให้ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มนวพล ออกมาชุมนุมต่อต้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเข้าใจบริบทสังคมไทยในภาพรวม ระหว่างปี 2517-2519 ซึ่งเป็นการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งในสภา บนท้องถนน และในป่าเขา

000 สองฝ่ายเปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมอย่างแหลมคม  “สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” (สปท.) อาวุธสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในการทำสงครามข่าวสารกับรัฐบาลไทยสมัยนั้น กลายเป็น “วิทยุใต้ดิน” ที่ฝ่ายซ้ายในเมืองรับฟังกันคึกคัก โดยสถานี สปท. จะเปิดรายการข่าวด้วยเพลง “ภูพานปฏิวัติ” ทุกช่วงการออกอากาศจากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

000 ห้วงเวลาเดียวกัน วงดนตรีของนักศึกษามหิดล ยังนำเพลงรำวงปฏิวัติ “บ้านเกิดเมืองนอน” ที่ออกอากาศในสถานี สปท. มาดัดแปลงคำร้องบางท่อน แล้วก็พากันร้องในทุกเวทีการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นม็อบกรรมกร และม็อบชาวนา

000 ปี 2518 กรมการสื่อสารทหารบก กองทัพบก ได้ผลิตเพลง “หนักแผ่นดิน” คำร้องโดย พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก และ ส.อ.อุบล คงสิน และศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขับร้อง โดยเริ่มเผยแพร่ครั้งแรกทางสถานีวิทยุ จ.ส. (สะพานแดง) และเครือข่ายทั่วประเทศ ถัดจากนั้น เพลงหนักแผ่นดินกลายเป็นประจำการอบรม “ลูกเสือชาวบ้าน” ทุกจังหวัด

000 ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาห้ำหั่นกัน จนเสียเลือดเสียเนื้อทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งสถานการณ์สากลพลิกผัน จีนหยุดการช่วยเหลือ พคท. และสั่งปิดสถานีวิทยุ สปท. พร้อมกันนั้น รัฐบาลเปรม ดำเนินนโยบาย 66/2523 ส่งผลให้ “คนป่า” ออกมามอบตัวเป็นจำนวนมาก เมืองไทยจึงกลับคืนสู่สันติสุขอีกครั้ง

000 เวลานี้ นักเลือกตั้งทุกพรรคตกอยู่ในอาการ “หวาดผวา” หาเสียงไป ก็พะวักพะวนไป เพราะเกรงจะไม่มีการเลือกตั้งตามข่าวลือ สำหรับ “พรรคประชาภิวัฒน์” กลับมีความพร้อมมาก โดยส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 350 เขต ทั่วประเทศ แทบไม่น่าเชื่อพรรคน้องใหม่ ที่มี “สมเกียรติ ศรลัมพ์” เป็นหัวหน้าพรรค จะเข้มแข็งปานนี้

สมเกียรติ ศรลัมพ์

000 ดังที่รู้กัน สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, อดีต ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน และอดีต ส.ว.นครสวรรค์ เป็นนักเคลื่อนไหวสายพระพุทธศานา ครั้งหนึ่ง “สมเกียรติ” เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เเละสมเกียรติเองก็เคยลุกขึ้นมาปกป้องวัดพระธรรมกาย

000 ยิ่งมีภาพ “พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี” เดินเคียงข้างสมเกียรติ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ก็ยิ่งชัด เพราะ พล.ต.ไชยนาจ อดีตนายกเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ที่เคยออกมายืนเคียงข้างศิษย์วัดพระธรรมกาย และวันนี้ พรรคประชาภิวัฒน์ จึงเสนอนโยบาย “1 ตำบล 1 สำนักงานพระสังฆาธิการ” และจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา

พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี

000 ทัพใหญ่เพื่อไทย มุ่งหน้าสู่อุบลราชธานี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” พร้อมกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็พุ่งไปเปิดเวทีปราศรัยในเขตเลือกตั้งที่ 4 อ.เดชอุดม ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เต็งหนึ่งของพรรคคือ “เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ” การันตีโดยเสี่ยเกรียง กัลป์ตินันท์

เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ

000 เมื่อปี 2554 “เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ” ลูกชายคนสุดท้องของร้านตั้งเพชรรัตน์ อ.เดชอุดม เอกชัยจบปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ลงสนาม แต่พ่ายความเก๋าของ “ตุ่น จินตะเวช” อดีต ส.ส.อุบลฯ 8 สมัย แต่เอกชัยก็ได้มา 26,091 คะแนน เที่ยวนี้ ย้ายค่ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย

อรนุช กับลูกสาว ตวงทิพย์ จินตะเวช

000 เขตที่ 4 อ.เดชอุดม กลายเป็นสงครามศักดิ์ศรี “คนบ้านเดียวกัน” พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “บิว ตวงทิพย์ จินตะเวช” ลูกสาวกำนันตุ่น กับแม่อรนุช จินตะเวช รักษาการนายก อบจ.อุบลฯ ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ส่ง “ส.จ.หนุ่ย อัครพล จินตะเวช” ลูกชายกำนันตุ่นกับภรรยาอีกคนหนึ่งลงชิงชัย กลายเป็นศึกบ้านใหญ่บ้านเล็ก

อัครพล จินตะเวช ลูกชายกำนันตุ่นต่างมารดากับตวงทิพย์

000 การเลือกตั้งปีนี้ เกิดศึกสายเลือดมากมายหลายเขตเลือกตั้ง ก็ไม่รู้ว่า นักเลือกตัั้งจอมเก๋า คิดอะไรกันอยู่ จึงเล่น “ไพ่หลายใบ” หรือประเมินว่า สภาชุดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน จึงออกอาการ “แทงกั๊ก” ทั้งแผ่นดิน

เดิมพันศึกล้างตระกูล “ม่วงศิริ-อยู่บำรุง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดิมพันศึกล้างตระกูล “ม่วงศิริ-อยู่บำรุง”

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:10 น.
วัน อยู่บำรุง,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,พรรคประชาธิปัตย์,ปลิว ม่วงศิริ,เพื่อไทย,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 47,020 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สนามเลือกตั้งเมืองหลวง ยังเป็นการต่อสู้อันเข้มข้นระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชากรไทย

เลือกตั้ง 2526 สมรภูมิขอบกรุงฝั่งตะวันตก เขต 12 (ภาษีเจริญ บางกอกใหญ่ และหนองแขม) “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ลาออกจากตำรวจกองปราบฯ ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ชนกับ “ปลิว ม่วงศิริ” อดีตกำนันแขวงบางบอน พรรคประชากรไทย

ผลการเลือกตั้ง เฉลิมได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง 4.3 หมื่นคะแนน กำนันปลิวได้อันดับสอง 3.8 หมื่นคะแนน และวัชระ ประภาพัฒน์ อันดับสาม เข้าสภาทั้งหมด

หลังจากกำนันปลิวเสียชีวิต “ประเสริฐ ม่วงศิริ” น้องชายที่เป็นกำนันแขวงบางบอน ก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 10 (บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ) เมื่อปี 2529 ส่วนเฉลิมได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 และได้ตั้งพรรคมวลชนขึ้นมาเป็นของตัวเอง

24 มีนาคม 2562 “วัน อยู่บำรุง” ลูกชายเฉลิม ค่ายเพื่อไทย โคจรมาพบกับ “พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ” ลูกชายกำนันประเสริฐ ค่าย ปชป. ในสนามเขตเลือกตั้งที่ 26 (เขตบางบอน และเขตหนองแขม เฉพาะแขวงหนองแขม) หลังเคยประลองวิทยายุทธ์มาแล้วรอบหนึ่งในการเลือกตั้ง 2554

“วัน” ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 สังกัดพรรคความหวังใหม่ เวลานั้นคือ เขต 37 (เขตทวีวัฒนา, เขตหนองแขม และเขตบางแค เฉพาะแขวงหลักสอง) วันสอบตก แต่ก็ได้ 17,074 คะเเนน

เลือกตั้ง 2554 มีการแบ่งเขตใหม่ กกต.ผ่าเขตหนองแขมออกเป็น 2 ซีก โดยแขวงหนองแขม ไปอยู่เขต 28 รวมกับเขตบางบอน ส่วนแขวงหนองค้างพลูไปอยู่เขต 29 รวมกับเขตทวีวัฒนา

สำหรับเลือกตั้ง 2562 การแบ่งเขตยังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากเขต 28 เป็นเขต 26 เที่ยวนี้ “วัน อยู่บำรุง” หวังเต็มเปี่ยมว่าจะชนะคู่แข่งคนเดิม เนื่องจากสมัยที่แล้ว วันได้ 40,465 คะเเนน พ่ายสามารถ แค่หลักพัน

สาเหตุที่ “ลูกพ่อเหลิม” ทำคะแนนได้มากกว่าสมัยที่ลงสนามหนแรกเยอะ มาจาก 3 ปัจจัยคือ หนึ่ง ต้นทุนของพ่อเฉลิม และฐานเสียงของอา เนาวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.หนองแขม 7 สมัย

สอง กระแสยิ่งลักษณ์ กระแสพรรคเพื่อไทย ประกอบกับพื้นที่บางบอน มีชาวอีสานมาตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพค้าขาย และเป็นเจ้าของโรงงานขนาดย่อมอยู่จำนวนไม่น้อย คนอีสานพลัดถิ่นเลือกเพื่อไทยอยู่แล้ว

สาม กลุ่มคนเสื้อแดงหนองแขม และคนเสื้อแดงพระราม 2 เป็นกำลังหลักของ นปช. โดยมีกลุ่มไผ่แดง 52 (หนองแขม) เป็นแกนหลัก

หลังรัฐประหาร 2557 วันหรือ “พี่หนุ่ม” ลงมือสร้างฐานเสียงผ่านสื่อโซเชียล โดยมีจุดเริ่มต้นจากสโลแกน “ใจถึง..พึ่งได้” ซึ่งแอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลงให้ตอนหาเสียงเลือกตั้งปี 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) และผ่านไป 3 ปี เอฟซี “ใจถึง..พึ่งได้” มีสมาชิกหลายแสน

          ส่วนตระกูล “ม่วงศิริ” ยังคงความเป็น “บ้านใหญ่บางบอน” สร้างเครือข่ายในพื้นที่ผ่าน “ทีมงานม่วงศิริ” ทั้งที่เป็นอดีต ส.ข. และ ส.ก. 

บรรพบุรุษตระกูล “ม่วงศิริ” คือ “คนแซ่ลี้” อพยพมาจากซัวเถา โดยปักหลักทำนา ทำสวนอยู่ทุ่งบางบอน ทุ่งแสมดำ กำนันปลิว เป็นกำนันตำบลบางบอนคนแรก ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย กำนันประเสริฐ เมื่อกำนันปลิวลงสนามการเมืองใหญ่ ก็มีน้องชายลงสนามตามมา จนถึงรุ่นหลานกำนันปลิว

เลือกตั้ง 2562 ตระกูล “ม่วงศิริ” สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม 3 เขตคือ สาทร ม่วงศิริ (ราษฎร์บูรณะและทุ่งครุ), สากล ม่วงศิริ (บางขุนเทียน) และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ (บางบอน)

          ปัจจัยที่เป็นแต้มต่อของ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ ในสนามเขต 26 ก็คือ ทีมงานม่วงศิริ และกระแสพรรค ปชป.

7-8 ปีมานี้ อสังหาริมทรัพย์ในเขตบางบอน และเขตหนองแขม เติบโตก้าวกระโดด โครงการหมู่บ้านราคาหลังละ 5-10 ล้านผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เสียงจาก “คนบ้านมีรั้ว” นี่แหละที่ทีมงานม่วงศิริฝากความหวังเอาไว้

          “อยู่บำรุง” จะแปรเสียงเอฟซีให้เป็นคะแนนได้มากน้อยแค่ไหน และคนบ้านมีรั้ว จะเลือก ปชป.หรือไม่ นี่คือคะแนนชี้ขาดของสองตระกูลดังฝั่งธนฯ 

‘3 อย่า’..คาถาป้องกันโจรไซเบอร์!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘3 อย่า’..คาถาป้องกันโจรไซเบอร์!

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:50 น.
โจรไซเบอร์,สายตรวจระวังภัย,สังคมนิยมใช้โซเชียลมีเดีย
เปิดอ่าน 550 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

สังคมมนุษย์ยุค 4.0 และกำลังจะเข้า 5.0 ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้การดำเนินชีวิตพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านช่องทาง “โซเชียลมีเดีย” ประหนึ่งเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว เพราะสะดวกรวดเร็ว ทุกอย่างง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสผ่านทางสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร เจรจาธุรกิจ ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ฯลฯ แต่ความสะดวกที่ว่ากลับแฝงมากับ “ภัยไซเบอร์” เพราะเหล่ามิจฉาชีพก็มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย

เมื่อคนในสังคมนิยมใช้โซเชียลมีเดียสำหรับทำกิจกรรมของชีวิต หรือธุรกิจต่างๆ นานา ผ่านช่องทางนี้ จึงเกิดมีการ “ฉ้อโกง” กำเนิด “โจรไซเบอร์” ตามมาเป็นเงาตามตัว ซึ่งนับวันยิ่งทวีจำนวนมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการนำเสนอข่าวของผู้ที่ตกเป็น “เหยื่อ” ได้หลงเหลี่ยม เสียรู้ ไม่ทันกลโกงบนโลกออนไลน์ เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจเป็นคดีอาญาหลายคดีต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงไฮโซ ดารา นักร้องชื่อดัง ก็ยังเสียท่ามาแล้วหลายต่อหลายคน หลายคดีจับผู้ต้องหาได้ และมีอีกไม่น้อยที่ผู้ร้ายยังลอยนวล

เกี่ยวกับปัญหานี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หรือ “ตำรวจไซเบอร์” โดย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 บก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า ปัจุบันประชาชนผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งมีความสะดวกสบายประกอบกับการโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านระบบ “อีแบงก์กิ้ง” ก็ง่าย ทำให้การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เป็นเรื่องง่ายดายและสะดวก แต่ทำให้มิจฉาชีพอาศัยเป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน โดยตลอดปี 2561 ทาง กก.2 บก.ปอท. ได้รับแจ้งความคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยมีระบบเป็นเครื่องมือจำนวน 973 ราย

ในจำนวนที่ว่านี้แบ่งเป็นคดีหลอกขายสินค้าจำนวน 573 ราย มูลค่าความเสียหาย 373,366,858 บาท คดีหลอกโอนเงินผ่านอีเมล จำนวน 71 ราย มูลค่าความเสียหาย 360,875,846 บาท หลอกโอนเงินผ่านโทรศัพท์ จำนวน 85 ราย มูลค่าความเสียหาย 5,732,560 บาท ข่มขู่-แบล็กเมล์ จำนวน 94 ราย มูลค่าความเสียหาย 641,029 บาท หลอกเกี่ยวกับความรัก หรือ โรแมนซ์สแกม จำนวน 90 ราย มูลค่าความเสียหาย 66,449,046 บาท ปลอมเป็นบุคคลอื่นเพื่อหลอกโอนเงิน จำนวน 60 ราย มูลค่าความเสียหาย 6,411,306 บาท และหลอกลงทุน โดยอย่างหลังสุดนี้มีคดีเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มีสถิติตัวเลข

ทั้งนี้ทั้งนั้น พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ มีความห่วงใย ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อเหล่าโจรไซเบอร์ จึงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเป็นคาถาป้องกันการโกงออนไลน์ “3 อย่า”! คือ 1.อย่าไว้ใจร้านค้า ซึ่งบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุน ขอให้ทำการตรวจสอบข้อมูล ชื่อบุคคล ชื่อร้านค้านั้นๆ หรือหมายเลขโทรศัพท์ร้านค้า ฯลฯ จากเว็บไซต์ เสิร์ชเอ็นจิน เช่น กูเกิล ว่ามีประวัติในเรื่องโกงการซื้อขาย การส่งสินค้าบ้างหรือไม่ ดูฟีดแบ็กของคนที่เข้าไปคอมเมนต์ว่ามีการรับผิดชอบสินค้ามากน้อยแค่ไหน มีประวัติการหลอกลวงหรือไม่

2.อย่าวู่วามเห็นแก่ของถูกหรือผลประโยชน์ที่ร้านค้าเสนอ โดยไม่ควรรีบโอนเงิน ไม่ว่าจะเป็นชำระค่าสินค้า ค่ามัดจำสินค้า ควรตรวจสอบบัญชีธนาคารทั้งชื่อบัญชี หรือเลขบัญชีที่จะให้โอนเงินว่ามีข้อมูลเคยหลอกลวงใครบ้างหรือไม่ และ 3.อย่าละเลยข่าวสาร ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่มีการจับกุมคนร้ายในคดีต่างๆ ว่าใช้วิธีการหลอกลวงเหยื่ออย่างไร จะได้ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อถูกฉ้อโกงทางโซเชียลโดยง่าย

การหวังพึ่งให้ตำรวจกวาดล้างจับกุมโจรไซเบอร์ให้หมดไปคงยาก เพราะมีโจรหน้าใหม่พร้อมจะโผล่มาสร้างความเดือดร้อนได้ทุกเมื่อ สิ่งหนึ่งที่เราป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้คือการระวังตัว ไม่โลภ ไม่ไว้ใจอะไรง่ายๆ อย่างน้อยท่องคาถา “3 อย่า” ให้ขึ้นใจก็น่าจะช่วยได้เยอะ..!!