อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
รถยนต์ไฟฟ้า,ดรจักรพงศ์ พงศ์ธไนศวรรย์,รู้ลึกกับจุฬาฯ,มลพิษทางอากาศ,เทคโนโลยีรถยนต์อีวี
เปิดอ่าน 1,085 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

กระแสข่าวเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ปกคลุมทั่วกรุงเทพมหานครและเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยในขณะนี้ สร้างกระแสตื่นตัวด้านอันตรายจากมลพิษทางอากาศอย่างมหาศาล นำมาซึ่งประเด็นการป้องกันและแก้ไขต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะสาเหตุจากการคมนาคมขนส่งบนท้องถนน

เทคโนโลยีรถยนต์อีวี หรือรถยนต์ไฟฟ้า จึงกลายเป็นทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปัจจุบัน

ดร.จักรพงศ์ พงศ์ธไนศวรรย์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าปัจจัยที่สำคัญในการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้บนท้องถนนคือการขับเคลื่อนโดยนโยบายของภาครัฐ สำหรับประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนโยบายลดภาษี คืนภาษี เพื่อสนับสนุนให้คนหันไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้า จึงมีประชาชนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก

ในขณะเดียวกัน ประเทศใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ เช่น เยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น มีต้นทุนความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต ทำให้มีงานวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงานขับเคลื่อนพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่านอร์เวย์จะเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตรถยนต์เองก็ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน หรือการนำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพราะต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“หัวใจสำคัญคือนโยบาย สำหรับกรณีของประเทศไทย ภาครัฐเริ่มสนับสนุนบ้างแล้วในเชิงการเก็บภาษีสรรพสามิต โดยเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถยนต์ทั่วไปเก็บมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ใช้เกณฑ์หลักในการคิดภาษีจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถจะปล่อยออกมา”

รัฐบาลไทยเสนอการลดหย่อนภาษีในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการประกอบรถไฟฟ้าอีวี และรถยนต์ประเภทไฮบริด เพื่อให้ราคาชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ราคาถูกลง รวมถึงการสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนยานพาหนะ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีบางส่วนและช่วยเหลือผู้ผลิต รถยนต์ไฟฟ้าจึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมสามารถนำไปใช้ได้จริง แต่ก็ยังไม่มีนโยบายรองรับอื่นๆ ที่จูงใจให้คนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าจึงยังไม่เป็นที่นิยม กอปรกับมีราคาค่อนข้างสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
“พฤติกรรมคนไทยก็เหมือนคนชาติอื่นๆ คือมองที่ต้นทุนเป็นหลักว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มกับต้นทุนไหม ปัญหาหลักใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเราคือความกังวลว่ารถยนต์อีวีจะวิ่งได้ไกลไหม เดิมปกติเราใช้รถน้ำมันวิ่งได้ 400 กิโลเมตรต่อหนึ่งถัง แต่รถยนต์ไฟฟ้าจะทำได้แบบนั้นไหม ถ้าไฟฟ้าหมด จะชาร์จแบตเตอรี่ที่ไหน อย่างไร”

ดร.จักรพงศ์ ย้ำว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้พัฒนาไปมาก รถไฟฟ้าสามารถวิ่งได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อวัน และมีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ๆ ราคาถูก น้ำหนักเบา กระนั้นก็ตาม การใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังถูกมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการใช้งาน คนไทยก็ยังไม่มั่นใจที่จะเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล เป็นยานพาหนะหลักของครัวเรือน ในขณะที่การปฏิรูปให้รถขนส่งมวลชนให้พลังงานไฟฟ้าทั้งระบบนั้นก็เป็นเรื่องยาก ต้องใช้ทุนสูงและเวลามาก

“ประเด็นอยู่ที่ว่ารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนราคาก็ยังค่อนข้างสูง แถม ขสมก.หนี้เยอะ บริหารจัดการทุกวันนี้ก็ยากอยู่แล้ว ถ้าเอารถใหม่มาก็ต้องหาวิธีบริหารจัดการใหม่ให้มีประสิทธิภาพ”

ดร.จักรพงศ์ชี้ว่าระบบสาธารณูปโภคด้านโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนคนไทยเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์หลัก หรือใช้เป็นรถยนต์คันแรกของตนเอง นอกจากนี้ สถานีชาร์จแบตเตอรี่ก็ยังมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจที่จะใช้รถไฟฟ้าเต็มระบบ

“เรื่องสถานีชาร์จแบตเตอรี่เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง เหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน คนที่มีรถก็ต้องมั่นใจว่าต้องมีจุดชาร์จเพียงพอ แต่คนทำจุดชาร์จรถก็บอกว่าจะทำจุดชาร์จรถได้ ก็ต้องมีคนใช้รถจำนวนหนึ่งก่อนถึงจะทำจุดชาร์จได้ สุดท้ายแล้วเลยไม่เกิดทั้งคู่ ดังนั้นในตอนนี้รถยนต์ไฮบริดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสลับกับน้ำมันจึงยังตอบโจทย์มากกว่า”

แพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:25 น.
ดับเครื่องชน,พลตทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,สาธรณสุข,คลินิกแพทย์แผนไทย,บิ๊กแจ๊ส,มูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง
เปิดอ่าน 539 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายร้องเรียนขอความชัดเจนกับข่าวหนาหูว่าคลินิกแพทย์แผนไทยของ ‘พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง’ ถูกปิดบริการโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข

วันก่อนได้รับคำยืนยันจาก ‘บิ๊กแจ๊ส’ ที่ผู้คนคุ้นเคยในฐานะอดีตตำรวจมือปราบที่มีชื่อเสียงโด่งดังว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาแล้ว ยังเปิดรักษาตามปกติ ซึ่งขอนำเสนอข้อมูลข่าวอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้ว่า

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เข้าตรวจสอบมาตรฐานการรักษาแพทย์แผนไทย ของมูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง คลินิกการแพทย์แผนไทย ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธรณสุขจังหวัดปทุมธานี ได้รับแจ้งให้ตรวจสอบมาตรฐานการรักษาพยาบาลของมูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง คลินิกการแพทย์แผนไทย ซึ่งผู้แจ้งให้ข้อมูลว่ามีการใช้เข็มเจาะระบายของเหลวออกจากร่างกายผู้ป่วย จึงขอให้ตรวจสอบว่าการให้บริการในลักษณะดังกล่าวถูกต้องตามมาตรฐานการแพทย์แผนไทยหรือไม่

สบส.ได้รับรายงานผลการตรวจสอบสถานพยาบาลดังกล่าว จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานพยาบาลดังกล่าวไม่ได้มีการกระทำผิดกฎหมายสถานพยาบาลแต่อย่างใด

ทั้งในเรื่องของการขออนุญาตก็มีการขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี มีแพทย์แผนไทยผู้ดำเนินการดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิด สถานที่มีความสะอาด ปลอดภัย ส่วนยาและเวชภัณฑ์ก็เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

แต่ประเด็นการรักษาพยาบาลด้วยวิธีการใช้เข็มเจาะระบายของเหลวออกมาจากร่างกายของผู้ป่วยนั้น สบส.จะนำข้อมูลที่ได้ส่งมอบให้แพทยสภา และสภาการแพทย์แผนไทย รวมตรวจสอบอีกครั้งว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานที่วิชาชีพกำหนดหรือไม่

เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ทุกๆ คน สามารถร่วมเป็นเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคในด้านระบบบริการสุขภาพได้ หากพบเบาะแสการกระทำผิดมาตรฐานของสถานพยาบาลเอกชน ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานที่ แพทย์ หรือบริการ

หากอยู่ในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. หมายเลขโทรศัพท์ 0 2193 7000 ต่อ 18618

หรือทางเฟซบุ๊ก : ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. กระทรวงสาธารณสุข ในวันและเวลาราชการ แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่

นั่นคือข่าวที่ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันมา และหากมีปัญหาใดๆ ก็สามารถโทรสอบถามได้

กลับมาสู่เรื่องการรักษาแพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’ ซึ่งเป็นของมูลนิธิ ‘มงคล-จงกล ธูปกระจ่าง’ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นไปเพื่อรักษาผู้ป่วยแบบการกุศล คิดค่ารักษาเพียง 19 บาท ที่คนโบราณเรียกว่าค่าบูชาครู ไม่ได้หวังผลกำไร

ในขณะเดียวกัน ทางมูลนิธิต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเดือนละหลายแสนบาท ซึ่งมีผู้ใจบุญอุปการะสนับสนุนโดยเปิดเผยและส่วนใหญ่ขอสงวนชื่อเพราะต้องการช่วยคนเจ็บคนจนแบบเงียบๆ ไม่ประสงค์ออกนาม

ผมเองเคยเข้าไปรับการรักษาที่มูลนิธิแล้ว จากอาการเจ็บเข่าและนิ้วล็อกก็หายเกือบเป็นปกติแล้ว และเห็นใจคนไข้ที่มาจากทั่วสารทิศและเป็นความหวังสุดท้ายหลังจากไปหามาหลายหมอแล้ว และที่สำคัญค่าใช้จ่ายก็เพียง 19 บาท แถมมีข้าวกลางวันให้กินด้วย

เรื่องโรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคนไข้มากเหลือเกิน

ครั้นจะไปโรงพยาบาลเอกชนก็สู้ไม่ไหว ต้องระดับเศรษฐีมีเงิน คนเดินดินระดับรากหญ้าไม่มีทางสัมผัส

มองในมุมกลับ กระทรวงสาธารณสุขควรสั่งการให้ขยายงานแพทย์ทางเลือกให้ดีกว่านี้ และตั้งโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแพทย์แผนไทยอย่างมีมาตรฐาน
จึงขอแจ้งมาอีกครั้งว่า คลินิกแพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ยังอยู่เหมือนเดิม

‘บิ๊กแจ๊ส’ หรือ คนไข้เรียกว่า ‘หมอแจ๊ส’ ขอเปิดรักษาแบบบริสุทธิ์ใจไม่หวังผลประโยชน์หรือมีการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว

ประเทศไทยของเราเป็นแบบนี้ คือมองอะไรเป็นการเมืองและแบ่งฝ่ายกันแบบผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ

บ้านเมืองเลยหาความสงบสุขไม่ได้เพราะจ้องทำลายล้างกัน !

โทษานุโทษและทางรอดของ”ทษช.”จะอยู่ที่ใด?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โทษานุโทษและทางรอดของ”ทษช.”จะอยู่ที่ใด?

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,อุดม รัฐอมฤต,ยุบพรรค,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 2,108 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

หลังมีพระราชโองการ กรณีที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” (ทษช.) ยื่นเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีต่อ กกต. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จากนั้น กกต.ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องพิจารณาที่ 1/2562 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (3) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92

กรณีนี้ “ทษช.” จะถึงขั้น ”ยุบพรรค” และกรรมการบริหารพรรค 14 คนต้องรับโทษทางการเมืองอย่างไรนั้น…

“อุดม รัฐอมฤต” อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายแง่มุมกฎหมายในกรณีนี้กับเครือเนชั่นว่า ขออธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้ผ่านการทำประชามติมาแเล้ว รัฐธรรมนูญมีเจตจำนงในการกำหนดที่มาของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ

บ้านเมืองของเราที่มีปัญหามายาวนาน พบว่าคนที่มารับผิดชอบบ้านเมืองบางครั้ง ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอในการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ฉะนั้นกติกาคือสิ่งที่จะควบคุมสังคม รัฐธรรมนูญจึงวางกติกาเหล่านั้น และกำหนดคุณสมบัติต่างๆ เอาไว้ให้คนที่จะเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ค่อนข้างสูง เพื่อตัดคนที่คุณสมบัติไม่เพียงพอออกไป และบัญญัติไว้เพื่อให้คนดีเข้าไปทำหน้าที่

ย้ำว่าไม่เคยเขียนกีดกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่เคยเขียนบังคับประชาชนว่าต้องเลือกพรรคนั้นและเลือกคนนี้เท่านั้น คนไทยกว่า 60 ล้านคนมีความเห็นที่แตกต่างกัน และใช้สิทธิทางประชาธิปไตยได้ตามความต้องการของตัวเอง รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน โดยทุกฝ่ายในสังคมแสดงความต้องการและเสนอความเห็นเข้ามา กรธ.ทำตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ เช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว, บัญชีรายชื่อนายกฯ นั้น กรธ.ไปสอบถามชาวบ้านก่อนมาเขียน แม้คนไม่ชอบจะมีอยู่บ้าง แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

ส่วนการเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่บางพรรคแสดงความเห็นในช่วงนี้ “อุดม” กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากทุกฝ่ายเห็นชอบว่ามีปัญหาจริงๆ ก็ทำได้ และไม่ต้องการให้ใครมาฉีก รวมทั้งไม่ควรแก้ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องพิสดาร

การที่ กรธ.เขียนไว้ในตอนนั้นตามภาวะเหตุการณ์และเดาอนาคตไม่ได้ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาปัญหาในบ้านเมืองหลายเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย กรธ.อยากเห็นชาวบ้านมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ กรธ.ไม่ใช่นักการเมือง และเขียนไว้เพื่อบ้านเมืองและลูกหลาน สิ่งที่กรธ.ทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเมืองมีมรสุมอีก หากคนดีและเคารพกติกา ฟ้าดินดูแลคนดีแน่นอน

“อุดม” กล่าวอีกว่า กรณีของพรรคไทยรักษาชาติ ตนและอดีต กรธ.ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 ที่เขียนไว้นั้น ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะบทลงโทษเรื่องนี้ร้ายแรง เมื่อ กกต.กล่าวโทษ ทษช.ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลให้ ทษช.ยื่นข้อชี้แจง จากนั้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จะมีการไต่สวน คือ ศาลจะออกนั่งพิจารณา และอาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพยานหลักฐานว่าจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาหรือไม่ มาให้ข้อมูลก็ได้ แต่ ทษช.ต้องส่งข้อมูลไปให้ศาลตามระยะเวลาที่ศาลระบุไว้

“การที่มีพระราชโองการนั้น สถาบันได้รับผลกระทบและเป็นเรื่องสำคัญต่อบ้านเมือง เพราะถึงขนาดที่ในหลวงมีพระราชโองการ ส่วนจะมีผลกับ ทษช.อย่างไร ขอไม่ก้าวล่วง และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อย่าลืมว่าแม้ไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษกับพรรคต่างๆ นายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ทุกช่วงเวลาในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับพรรคต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะพรรคการเมืองคือองค์กรที่เป็นตัวแทนประชาชนในการทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยและมีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคทุกเวลา

ข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้น อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่กรณี ทษช. มีทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นแตกต่างกันกรณีนี้ เพราะ ทษช.อาจอ้างว่าไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายในกรณีนี้ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีระดับรับรู้ และคงไม่มีใครเคยและกล้าคิดแบบนี้ ผมเชื่อว่า คนไทยเคารพสถาบัน การกระทำใดๆ ย่อมเคารพและคิดให้ดีเพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท”

ต่อข้อถามว่าทางรอดของ ทษช.คืออะไร “อุดม” กล่าวว่า ศาลคือความยุติธรรม กฎหมายกลั่นแกล้งใครไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเรื่องนี้จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มุมมองส่วนตัวหาก ทษช.ยืนยันว่ามีเจตนาที่ดีกับบ้านเมือง ก็อาจมีแนวทางที่จะรอด ตนมีความปรารถนาที่แท้จริงว่า ทุกฝ่ายทำงานเพื่อบ้านเมืองและเทิดทูนสถาบัน

“นปช.” ขอพัก “แดงแกงโฮะ” ลุยเลอะ “แดงอนาคตใหม่” ซุ่มซ่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นปช.” ขอพัก “แดงแกงโฮะ” ลุยเลอะ “แดงอนาคตใหม่” ซุ่มซ่อน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
แดงรุ่นใหม่,คนรุ่นใหม่,คนเสื้อแดง,ทษช,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อไทย,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 6,062 ครั้ง

ความเคลื่อนไหวของฝ่าย นปช. เรียกว่าสงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง แบบยิ้มสู้โลกความเป็นจริง แต่ความเคลื่อนไหวของ “แดงคนรุ่นใหม่” กำลังจะก้าวมาเป็น “ผู้นำมวลชน?

000 สถานการณ์การเมืองไทย หลังวันวาเลนไทน์ เหมือนนั่งยานเจาะเวลาหาอดีต “สงครามสี” ปะทุในโลกออนไลน์อีกครั้ง แต่บนสมรภูมิท้องถนน ยังเงียบเหงา แม้จะมีคนบางกลุ่มออกมาทำกิจกรรมบ้าง ก็ดูจะเป็นรายการ “ก่อนบ่ายคลายเครียด” ของ เอกชัย หงส์กังวาน หรือเอกชัย เชิญยิ้ม เสียมากกว่า

000 พลันที่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” และ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” คนวงนอกของพรรคไทยรักษาชาติ แถลงยุติการหาเสียง สอดรับกับพรรคเพื่อชาติ ที่มี “จตุพร พรหมพันธุ์” เป็นกองเชียร์ ได้หยุดการเดินสายหาเสียงชั่วคราว ความเคลื่อนไหวของฝ่าย นปช. ก็สงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง

000 สงสัยว่างจัด “เต้น ณัฐวุฒิ” อัพสเตตัสนิยายกำลังภายในถี่ขึ้น โดยหยิบยกเรื่องราวของ “เล่งฮู้ชง” ตัวละครเอกของเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร มาสื่อถึงวิกฤติในพรรค ทษช.ยามนี้ “ข้าพเจ้ามิเคยทอดทิ้งสหาย ยามสำนักเผชิญสถานการณ์ ยิ่งมิอาจละวางได้ ไม่มีผู้ใดทราบว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร“ คนที่อ่านยุทธนิยายของกิมย้ง กระซิบว่า “เล่งฮู้ชง” เป็นตัวละครที่มีอารมณ์เฮฮา ถวิลหาความสุขอันแท้จริง มิได้แสวงหาอำนาจวาสนา เขาจึงยิ้มเย้ยยุทธจักร ยิ้มสู้โลกความเป็นจริง

เพนกวินและผองเพื่อนพรรคโดมปฏิวัติ

000 กลายเป็น “แดงแกงโฮะ” สมชื่อ เมื่อ “อนุรักษ์ เจนตวนิชย์” หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ประกาศจะเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้ ด้วยการยื่นหนังสือคัดค้านการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ต่อสหประชาชาติ และสหภาพยุโรป ซึ่งกลุ่มของฟอร์ด ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไม่เคยหยุด นับแต่ปี 2559 มาจนถึงวันนี้ โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงอาวุโสไม่ถึงร้อยคน นัดกันผ่านเฟซบุ๊กออกทำกิจกรรมไปตามเรื่อง ฝ่ายความมั่นคงเลยปล่อยให้ “ฟอร์ด” เคลื่อนไหวไม่หยุด จนพวกเดียวกันระแวง กรณีที่ฟอร์ดไม่เคยถูกจับเลย

000 ฝ่ายความมั่นคง กำลังเฝ้ามองการขยับตัวของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “ธนวัฒน์ วงค์ไชย” แห่งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยกลุ่มนี้เชื่อมต่อกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ของ “อานนท์ นำภา” และอดีตแกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ไปสังกัดพรรคอนาคตใหม่ อย่าง รังสิมันต์ โรม และเพื่อนๆ

ธนวัฒน์ วงค์ไชย คู่หูเพนกวิน

000 กลุ่มนักวิชาการก้าวหน้า กำลังจับตามองบทบาทของ “แดงคนรุ่นใหม่” (แดงอนาคตใหม่) ที่จะก้าวมาเป็น “ผู้นำมวลชน” แทนที่แกนนำ นปช. ที่มีคดีติดตัวรุงรัง ขยับตัวยาก นับวันจะอ่อนล้าราโรย ซึ่งผู้อาวุโสกลุ่มนี้ประเมินว่า สถานการณ์ “ยุบไทยรักษาชาติ” ได้เอื้อต่อการเติบโตของพรรคอนาคตใหม่อย่างก้าวกระโดด

000 วุ่นไม่จบ “วิชัย ล้ำสุทธิ” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 57 พรรคประชาธิปัตย์ แถลงลาออกจากพรรคผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการจัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์ โดยอ้างว่า ลำดับที่ 57 จะไม่มีโอกาสได้เป็น ส.ส.เลย “ถือเป็นการฆ่ากันทางการเมือง”

วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต ส.ส.ระยอง

000 เส้นทางการเมืองของ วิชัย ล้ำสุทธิ หรือ “จ่าตู่” อดีตข้าราชการตำรวจที่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นมาแต่ปี 2543 มีฐานคะแนนเสียงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา และได้แรงสนับสนุนจากผู้ยิ่งยงแห่งบ้านค่าย ปิยะ ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.ระยอง 3 สมัย โดยเลือกตั้ง 2550 วิชัยได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และปี 2554 ก็ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย

วิชัย เชื่อว่าถูกเขี่ยเพราะเป็นเพื่อนหมอวรงค์

000 ปลายปีที่แล้ว มีข่าว วิชัย ล้ำสุทธิ ไปกินข้าวกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ก็เคลียร์กับ “สาธิต ปิตุเตชะ” แกนนำ ปชป.ภาคกลางจบไปแล้ว แต่ช่วงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป. “วิชัย” เลือกหนุนหมอวรงค์ ส่วนสาธิตเป็นแม่ทัพให้อภิสิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ แม่ทัพสาธิต จึงดันอดีต ส.ส.ระยอง 2 สมัยขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ ตอนแรก “จ่าตู่” ก็คิดว่า ไม่เกินลำดับ 40 แต่ดันไปโผล่เกือบ 60

000 เบื้องหลัง “โกวิทย์ ธารณา” หรือ “โกวิทย์ เหลืองบุญนิธิ” หรือ “วิทย์ บางแค” ต้องลาออกจาก ปชป.ไปหนุนผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขตบางแค สืบเนื่องจากผู้ใหญ่ในพรรค เจรจาให้ “เฮียวิทย์” เตรียมตัวเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทนการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยจะให้ทำงานร่วมกับ สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. แต่เฮียวิทย์ยื่นใบลาออกทันที เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติกัน และอีกอย่างยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อใด

ครอบครัวของ “วิทย์ บางแค” (ภาพถ่ายเมื่อ 3 ปีก่อน)

000 มาถึงวันนี้ “วิทย์ บางแค” คงช่วยค่ายพลังประชารัฐไปพลางๆ ก่อน แต่สิ่งที่วาดหวังไว้ในวันหน้าคือ จะส่ง “ลูกสาว” ให้ถึงฝั่งการเมืองท้องถิ่นในยามที่พ่อเข้าสู่วัยชรา ฉะนั้น สนามเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางแค รอบหน้าดุเดือดเลือดพล่านแน่

000 ดูอาการ ปชป.ในวันนี้ ส่อเค้าจะตกต่ำกว่าปี 2548 เพราะภายในพรรคไม่เป็นเอกภาพ และเต็มไปด้วยรอยร้าวลึกในกลุ่ม ส.ส.ทุกภาค อาจเป็นเพราะ “หัวหน้ามาร์ค” อยู่นานเกินไป

ยุบ ‘ทษช.’ ก่อน-หลังเลือกตั้ง ผลทางกฎหมาย-การเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบ ‘ทษช.’ ก่อน-หลังเลือกตั้ง ผลทางกฎหมาย-การเมือง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:15 น.
ทษช,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค,เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,ทักษิณ ชินวัตร,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

โดย…  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำไปสู่มติเอกฉันท์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้

ปมยุบ-ไม่ยุบ ทษช. จึงเป็นกระแสร้อนแรงต่อเนื่องข้ามสัปดาห์ นั่นเพราะข้อหาที่นำไปสู่การยุบพรรค หนักหน่วงทั้งในแง่กฎหมายและทางการเมือง โทษทัณฑ์ไม่เพียงทำให้ 14 กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังต้องเว้นวรรคทางการเมือง 10 ปี ห้ามจัดตั้งหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองหรือเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่วิกฤติรอบนี้ ทำเอาระส่ำระสายกันทั้งพรรคไทยรักษาชาติ เลือกตั้งรอบนี้มีโอกาสตายทางการเมืองแบบยกเข่ง ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกมกีฬา ก็ถือว่า ทีมนี้ใช้สารกระตุ้น ถูกจับแพ้ฟาวล์และสั่งให้ออกจากการแข่งขัน

พระราชโองการเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2562 มีความชัดเจนว่า การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของ ทษช. เป็นกระทำการโดยไม่เหมาะสมและมิบังควร ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามระเบียบหาเสียงเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แค่ กกต.ไม่ประกาศรับรองรายชื่อก็เพียงพอแล้ว

“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” นักร้องจากค่าย ทษช. ยกพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาแปลความหมายของคำว่า “ปฏิปักษ์” ว่าหมายความถึง ฝ่ายตรงข้าม ข้าศึก ศัตรู จึงไม่ควรตีความคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้เกินเลยไป ขณะที่นักกฎหมายอื่นๆ สะท้อนว่า มุมมองทางกฎหมายไม่ได้จำกัดแค่ความหมายของคำ แต่มองไกลไปถึง “เจตนาสุดท้าย” ของการกระทำว่าต้องการก่อให้เกิดผลดี ผลร้ายภายใต้การปกครองอย่างไร

รวมถึงความพยายามตีความว่า “โบราณราชประเพณี ไม่ใช่กฎหมาย” ซึ่งก็จริง…แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องทำตามโบราณราชประเพณี …ไม่ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างกรณีนักโทษ ประหารทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ถ้าฎีกาไม่ตกลงมาภายใน 90 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสามารถนำตัวประหารได้เลยเพราะถือว่าพ้นกำหนดไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ประหาร นั่นเพราะโบราณราชประเพณีถือเป็นพระราชอำนาจ ต้องรอให้ฎีกาตกลงมาก่อนและดูผลฎีกาว่าเป็นอย่างไร

ผลทางคดีจะออกเป็นอย่างไร คงเป็นประเด็นที่สังคมเฝ้าติดตามแบบตาไม่กะพริบ ซึ่งไม่ได้จบแค่ยุบ-ไม่ยุบ แต่การยุบพรรคในแต่ละห้วงเวลา ให้ผลลัพธ์ในทางกฎหมายและผลในทางการเมืองที่แตกต่างกันด้วย

หนึ่ง หาก ทษช.ถูกตัดสินให้ต้องยุบพรรค ก่อนวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผลทางกฎหมายคือ ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ทษช.แพ้ฟาวล์ ถูกตัดสิทธิสมัคร หายไปทั้งพรรค นั่นเพราะพรรคถูกยุบในขณะที่ขั้นตอนการรับสมัครปิดลงไปแล้ว ครั้นผู้สมัครจะย้ายพรรคก็ทำไม่ทัน ติดกฎหมายที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน เท่ากับว่าผู้สมัครของ ทษช.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ กลายเป็นศูนย์ หากยังไม่เริ่มจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ต้องตัดทิ้ง ไม่ให้มีผู้สมัครจากพรรคนี้ แต่ถ้ากระบวนการพิมพ์บัตรเริ่มต้นไปแล้ว ใครเผลอไปกาเลือกผู้สมัครจากพรรคนี้ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ไม่ถูกนับคะแนน

สอง ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นในช่วงหลังวันหย่อนบัตร แต่ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยตั้งโจทย์สมมุติเอาว่า ผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่พรรคดันถูกยุบ กฎหมายไม่ได้ให้เลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนมาเป็นที่ 2 ขึ้นมาเป็น ส.ส. ดังนั้นไม่ว่าผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบจะชนะการเลือกตั้งกี่เขต กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆ ส่วนผู้สมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์คะแนนก็จะหายไป ต้องคำนวณคะแนนกันใหม่

สาม แต่ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครของพรรคที่ถูกยุบได้รับชัยชนะ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผลที่ได้คือ พวกเขาได้เป็น ส.ส.ไปแล้ว ทั้งส.ส.เขตและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แม้พรรคจะถูกยุบก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นเพื่อสังกัดใหม่ได้ เพราะความเป็น ส.ส.ได้รับการประกาศรับรองไปแล้ว ถือว่าสิทธิการเป็น ส.ส.ผูกติดตัวไปแล้ว

แต่ทว่า บรรดาคอการเมือง ประเมินสถานการณ์ว่า มติยุบ-ไม่ยุบ ทษช.จะจบเร็ว คำตัดสินจะออกมาโดยไม่ชักช้าแน่นอน

สำหรับกรรมการบริหารพรรค 14 ราย ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบในห้วงเวลาใด ก็ต้องได้รับโทษหนัก ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคท้าย ระบุให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ โดยกฎหมายไม่ได้เขียนระบุเวลา เท่ากับว่าพวกเขาจะถูกตัดสิทธิไปนานอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาเท่าที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากต่อมาในภายหลัง สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าโทษใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับนี้ กำหนดไว้หนักเกินไป อาจเสนอให้แก้ไขก็ได้

ขณะที่มาตรา 94 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนห้ามไม่ให้กรรมการบริหารพรรคที่ถูกลงโทษยุบหรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือถูกตัดสิทธิการมีส่วนร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ภายในกำหนด 10 ปี หรือตัดสิทธิการเป็นสมาชิกพรรค 10 ปี แต่ไม่ตัดสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคจะเหลือแค่สิทธิเลือกตั้ง คือ ไปหย่อนบัตรลงคะแนนเท่านั้น

“ใบดำ” ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ จึงอาจไม่มีผลชั่วชีวิต ยังมีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญ กรรมการบริหารของ ทษช. ยังมีอายุน้อย หากท้ายที่สุดถูกยุบพรรค พวกเขาก็ยังมีโอกาสกลับมาใหม่ ตัวอย่างนักการเมืองรุ่นพ่อ รุ่นลุง รุ่นอา โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็ยังกลับมากันให้พรึ่บ
ผลทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่ใน “ทางการเมือง” เริ่มขยับกันตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคดี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชูประเด็นยุบพรรคเท่ากับโกงเลือกตั้ง เอารัดเอาเปรียบทางการเมือง โดย “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ออกตัวเดินชูป้ายต้านโกงเลือกตั้งที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ และขอโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง หรือหวังเอาพลังมวลชนเข้าสู้

ด้านทนาย นปช.ก็ใช้สิทธิในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จี้ กกต.ให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ ตามมาตรา 92 (2) จากเหตุเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีที่มาจากการยึดอำนาจ จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน สมควรถูกยุบพรรคแบบด่วนจี๋ ในมาตรฐานเดียวกันที่ทำกับ ทษช. หาก กกต.ชักช้าประวิงเวลา จะถูกล่าชื่อ 20,000 รายชื่อมายื่นถอดถอน กกต.

สำหรับกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบก่อนเลือกตั้ง อาจส่งผลทางการเมืองอย่างมากเนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันกัน 2 ขั้ว เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ขั้วของกลุ่มอำนาจปัจจุบัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคพลังประชารัฐ กับขั้วของ “ทักษิณ ชินวัตร” กลุ่มอำนาจเก่า ที่มีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ เป็นกำลังสำคัญ

ดังนั้นหากพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติหมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย จำนวนที่นั่ง ส.ส. ที่จะได้จากพรรคไทยรักษาชาติ ก็ต้องหายไปจำนวนหนึ่ง ทำให้โอกาสที่ขั้วของ “ทักษิณ” จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากขึ้น นั่นหมายความว่า โอกาสที่ขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยก็จะมีสูงมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ก็มีการมองต่างมุมว่า แม้พรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติ หมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย แต่ก็ไม่มีผลต่อคะแนนเสียงของขั้ว “ทักษิณ” แต่อย่างใด เนื่องจากคะแนนเสียงของคนที่เลือกข้างจะลงให้แก่ “ขั้วทักษิณ” นั้น ก็ยังจะอยู่กับขั้วเดิม โดยเปลี่ยนไปลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติแทน และกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ อาจทำให้ “ขั้วทักษิณ” ได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบหลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว ไม่มีผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ ได้เป็น ส.ส.แล้วสามารถหาพรรคการเมืองสังกัดได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติ

ประเมินได้ว่า จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง และยาวๆ ไป เมืองไทยยังติดกับดักความขัดแย้ง ความปรองดองไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่คงอยู่คือการไม่ยอมรับในกฎกติกา อ้างถึงกรรมการไม่แฟร์ ไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นกลาง ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการดีไซน์ให้ประเทศติด “กับดัก” ในเกมแย่งชิงอำนาจ ต่างฝ่ายต่างต้องการชนะเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจ

ทักษิณ ไม่ยอมแพ้สั่ง ทษช. สู้ไม่ถอย !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ ไม่ยอมแพ้สั่ง ทษช. สู้ไม่ถอย !

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,รทปรีชาพล พงษ์พานิช
เปิดอ่าน 10,472 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

  ทันทีที่เพลี่ยงพล้ำ เสียกระบวนอย่างไม่เป็นท่า เพราะ ทักษิณ ชินวัตร เลือกเล่นเกมที่ “ไม่บังควรอย่างยิ่ง” จนเป็นเหตุให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร) เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อย่าคิดว่าคนอย่างทักษิณ จะยอมสยบกลับไปเลียแผล กับการเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้

เพราะทันทีที่เกม “อันมิบังควรอย่างยิ่ง” พ่ายแพ้ อย่างหมดรูป ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลุกปลอบลูกน้องผ่านทวิตเตอร์ ให้สมุนทั้งหลาย “chin up” (เชิดหน้าเข้าไว้) เพราะชีวิตต้องเดินหน้า โดยหาได้สำนึกต่อการกระทำที่ “มิบังควรอย่างยิ่ง” แม้จะมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อดึกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็ตาม

และทันทีที่ กกต.มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เย็นวันเดียวกัน แกนนำของไทยรักษาชาติ 3 คน นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ถูกเรียกตัวเข้าตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งที่มิใช่ที่ตั้งของพรรคไทยรักษาชาติ จึงเกิดคำถามว่า ไปรับงานจาก “นายใหญ่” โดยตรงหรือไม่

รุ่งขึ้น 14 กุมภาพันธ์ เกมการตอบโต้ทางกฎหมายเกิดขึ้นทันที ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคไทยรักษาชาติมีโอกาสแก้ข้อกล่าวหา เพราะเกรงจะถูกพิจารณารวบรัด ตามติดด้วยการเอาคืน ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณายุบพรรคพลังประชารัฐ ในการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวหาว่า “ผิดขั้นตอน”

ตามมาด้วยเกม “โลกล้อมประเทศ” ที่ให้บรรดาเสื้อแดงในสังกัดไปยื่นร้องต่อสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในกรุงเทพฯ และสำนักงานผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู)ในประเทศไทย อ้างว่ากระบวนการยุบพรรคไทยรักษาชาติเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม พร้อมๆ กับที่เสื้อแดงโพสต์ความเห็นค้านการยุบพรรคในโลกออนไลน์กระหึ่ม เพื่อหวังจะสร้างแรงกดดันในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่พรรคไทยรักษาชาติ ประกาศ “พัก” การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไว้ชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า เอาเวลาทั้งหมดไปต่อสู้คดียุบพรรคเสียก่อน การแถลงพักการหาเสียง “เหมือนไม่หาเสียงแต่คือการหาเสียง” เพราะเป็นการพยายามขอความเห็นใจ ในภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับหมู่คณะตัวเอง แต่หาได้แสดงความรับผิดชอบต่อ “การกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง” ที่หมู่คณะของไทยรักษาชาติสร้างขึ้น

ยังมีเกมใต้ดินในการป่วนประเทศที่เกิดขึ้นหลังเหตุเพลี่ยงพล้ำในเกม “อันมิบังควร” ทั้งการปล่อยข่าวการรัฐประหารซ้อน การปลอมคำสั่ง ม.44 ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้งการปล่อยข่าว “ไม่มีเลือกตั้ง 24 มีนาคม”

จนทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องเตรียมมาตรการป้องกันอย่างรัดกุมต่อเหตุอันมิคาดฝันที่อาจเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพราะทักษิณกำลัง “เลือดเข้าตา” อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้

ที่เรียงลำดับมาให้เห็นเพื่อสรุปให้ฟังว่า คนอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ไม่มียอมแพ้ง่ายๆ เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่ “ร่อนเร่” อยู่ในต่างแดน ยังไม่เลิกความพยายามที่จะกลับประเทศไทยอย่างผู้บริสุทธิ์ ด้วยการให้ ญาติ-พี่น้อง-วงศ์วานว่านเครือ และ “ทายาทอสูร” เข้าถืออำนาจรัฐ คือเป็นรัฐบาล เพื่อหาช่องทาง “ลบล้างความผิด” ตัวเอง เพื่อจะได้กลับประเทศชนิดไม่มีคดีติดตัว

          ทั้งที่ความจริงไม่มีใครห้ามทักษิณ ชินวัตร หรือแม้กระทั่งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาว) ที่หนีออกไปกลับเข้าประเทศเลย เพียงแต่ต้องมารับโทษทัณฑ์ความผิดที่ก่อไว้กับประเทศไทยด้วย ก็เท่านั้น. 

เหยื่อเกมโอเวอร์ วงศ์วาน “ชินวัตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหยื่อเกมโอเวอร์ วงศ์วาน “ชินวัตร”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:40 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ทักษิณ,การเมือง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 13,237 ครั้ง

4 ดาวเจ็บ แต่สงครามเพิ่งเริ่ม จะด้วยโชคชะตา หรือใครกำหนด ปรากฏว่าเรื่องราวได้ทำให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรมไปตามคาด

ผลข้างเคียงจากพิษไข้ “ซูเปอร์ดีล” ของ “พรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คำตอบไม่น่าจะหนีไปจากคำว่า “จบแล้วนาย”

โดยนับแต่ “พรรคไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช. เปิดฉากบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็น “เวรี่บิ๊กเนม” บุคคลหนึ่ง ที่กูรูพากันฟันธงว่าเป็นการเทหมดหน้าตักของคนวางเกมจากแดนไกล

แต่แล้วจะด้วยโชคชะตา หรือใครกำหนด ปรากฏว่าเรื่องราวได้ทำให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรมไปตามคาด เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณารับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติแล้ว

กำเนิดดาวรุ่ง

วันที่ก่อเกิด “พรรคไทยรักษาชาติ” ช่วงแรกพรรคนี้ได้ทำให้คนไทยครางฮือไปไม่น้อย เพราะมีที่มาซับซ้อนซ่อนปมสุดๆ

วันที่ 7 ตุลาคม 2561 ข่าวพรรครัฐไทยที่จดทะเบียนจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พรรคไทยรักษาชาติ”

          ตอนนั้นถือเป็นการยืนยันดอกแรกว่านี่คือพรรคที่มาตามยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน เป็นแบงก์ร้อย” ที่นายใหญ่ใช้สู้ศึก ไม่ต่างกับพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาชาติ และ พรรคเสรีรวมไทย

http://www.komchadluek.net/news/hit-issue-thansettakij/351658

ที่สุดทุกอย่างก็มาชัดเจนเอาดอกสอง 7 พฤศจิกายน 2561 พรรคไทยรักษาชาติประชุมใหญ่ครั้งแรกแสงไฟแฟลชก็สว่างวาบสาดส่องไปยังกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

แน่นอนด้านหนึ่งทำให้คนไทยตาสว่างว่าทำไมพรรคนี้ถึงต้องชื่อนี้ และมีตัวย่อว่า ทษช. แต่อีกด้านหนึ่งก็ยอมรับว่าพรรคนี้มีความน่าสนใจเพราะเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีแบ็กกราวน์ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ได้แก่

ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค ฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

ที่เหลือคือ สุณีย์ เหลืองวิจิตร, พฤฒิชัย วิริยะโรจน์, นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล, รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ, จุลพงศ์ โนนศรีชัย, ต้น ณ ระนอง, วิม รุ่งวัฒนจินดา, คณาพจน์ โจมฤทธิ์, พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ, วรรษมล เพ็งดิษฐ์ รวมทั้งสิ้น 14 คน

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของทีมยุทธศาสตร์พรรคที่มีผู้ใหญ่ชั้นเก๋าอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ ก่อแก้ว พิกุลทอง, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ ฯลฯ

อย่างไรก็ดีหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทีมแถวหน้าของทษช.ถึงเหมือนมีแต่ผู้เล่นรุ่นเล็ก จนเมื่อ ทษช. มาเพลี่ยงพล้ำจากซูเปอร์ดีลแคนดิเดตนายกฯ คนพิเศษ หลายคนอาจถึงบางอ้อ

เพราะทางหนึ่งก็ได้เห็นลีลา “คนวงนอก” อย่างแก๊งผู้ใหญ่ในทีมยุทธศาตร์พรรคที่หลายคนทำตัวลอยเหนือเกม จนเจอวาทกรรมเห็บกระโดดไปตามๆ กัน หรือที่กรรมการบริหารพรรค 1 ใน 14 ที่ชิงลาออกไปก่อนหน้านั้นตามฉบับคนมากประสบการณ์

สอดคล้องกับกระแสที่มีคนออกมาฟันธงว่า งานนี้ผู้ใหญ่ที่อยู่แดนไกลประกอบระเบิดหลอกให้เด็กหิ้ว แต่ด้วยเขี้ยวสั้นและโลกสวย เด็กจึงหลงเชื่อ จนโชคร้ายระเบิดแหลกใส่ตัวเองเสียก่อน

แต่ไม่ว่าลึกๆ แล้วกลเกมจะเป็นอย่างไร เวลานี้กรรมการบริหารพรรคก็ต้องกล้ำกลืนประกาศงดหาเสียงเพื่อใช้เวลาช่วง “ระทึก” นี้ ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลที่ให้เวลาแก้ตัวอีก 7 วัน นับแต่รับเรื่องจากกกต. แล้ว

http://www.komchadluek.net/news/politic/362643

4 ดาวเจ็บ

ต้องบอกเลยน่าเสียดาย…เพราะคนกลุ่มนี้ก็นับว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มสาวของประเทศไทยที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา และควรจะมีอนาคตทางการเมืองที่สดใสนับจากนี้

แต่วันนี้พวกเขาต้องมาเจอ “ประสบการณ์เจ็บ” ในฐานะแกนนำพรรค ตั้งแต่ยังไม่เข้าสภาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องราวได้ส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาอย่างแน่นอนแล้ว

เฉพาะเจาะจงกันที่่ 4 รายแถวหน้า ที่เป็นกลุ่มลูกท่านหลานเธอและคนใกล้ชิดในเครือข่ายทักษิณ คนแรกคือ  “ป๋อม” ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค

คนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือบุตรชายคนสุดท้องของ เสริมศักดิ์ และ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช โดยบิดานั้นก็คืออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล “ทักษิณ”

ป๋อมจบปริญญาตรีด้าน Construction Management จาก University of Technology Sydney ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ จาก University of Sydney

ช่วงกลับมาไทยก็มาสอบเข้ารับราชการทหารแต่สุดท้ายตัดสินใจลงเล่นการเมือง เลือกตั้งปี 2550 ลงเขต 2 ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ประสบความสำเร็จได้นั่งเก้าอี้ส.ส.ตั้งแต่อายุเพียง 27 ปีเท่านั้น

จากนั้นเขาก็โลดแล่นอยู่บนถนนสายการเมือง เป็นมาแล้วทั้งรองโฆษกพรรรเพื่อไทย, ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน, กรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร, ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย, ผ่านมา 11 ปี วันนี้เขาเปิดตัวในตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ” ในวัย 38 ปี ก่อนที่จะมาพบกับความพลิกผันสุดชีวิตในตอนนี้

คนต่อมา ฤภพ ชินวัตร หรือ ไนท์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 วัย 39 นามสกุลนี้ไม่ต้องพูดเยอะ เขาคือทายาทชินวัตรรุ่นที่ 3 เป็นบุตรชายของ “พายัพ ชินวัตร” (กับอดีตภรรยา พอฤทัย) อดีตส.ส.เชียงใหม่สองสมัย พรรคไทยรักไทย ผู้เป็นน้องชายของทักษิณ

เดิมที “เสี่ยไนท์” นั่งบริหารเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารอยู่ LINE Village Bangkok สวนสนุกแบบดิจิทัลในร่มแห่งแรกในโลกและในประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ทนแรงขับแห่งสายเลือดไม่ไหว ต้องลงชิมลางงานการเมืองสักตั้ง แต่ก็พังอย่างที่เห็น

มาที่ มิตติ ติยะไพรัช หรือ เสี่ยฮั่น หนุ่ยวัย 32 ที่อุตส่าห์ออกโรงในสนามการเมืองหลังจากวิ่งอยู่ในสนามหญ้าเทียมหญ้าจริงกับการทำหน้าที่ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด มานาน

เขาคือบุตรชาย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา โดยผู้พ่อหนุนพรรคเพื่อชาติ แต่ผู้ลูกเป็นเลขาธิการพรรค ทษช.

“เสี่ยฮั่น” จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่อยู่ในเส้นทางเชียงราย เอฟซี มานานนับสิบปี เป็นผู้ก่อตั้งสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2552

ความสำเร็จในสนาม “เสี่ยฮั่น” เป็นประธานสโมสรฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดแค่ 27 ปี แถมยังทำให้ทีมเล็กๆ กลายเป็น “กว่างโซ้งมหาภัย” ที่ทุกคนต้องจดจำอีกด้วย

แต่อย่างว่าในโลกการเมืองต่างจากสนามหญ้านุ่มๆ เพราะที่นี่มีแต่ขวากหนาม “เสี่ยฮั่น” คงซึ้งแล้วในวันนี้

สุดท้ายฝ่ายหญิง “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ บุตรสาวคนโตของ “เยาวเรศ ชินวัตร” อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และวีรชัย วงศ์นภาจันทร์ (หย่า) แน่นอนเธอเป็นหลานสาวของ “พ.ต.ท.ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

“แซนด์” จบดีกรีนอกมาจากสหรัฐอเมริกา เคยทำงานบริษัทต่างชาติดูแลด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ก่อนจะมาทำงานเมืองไทยในบริษัทเครือชินวัตรหลายแห่ง

จนมาใกล้ชิดกับ “น้าปู” ตอนมาทำงานที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ช่วงปี 2552 และได้สัมผัสงานการเมืองหลังจากที่ “น้าปู” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

ตอนนั้น “แซนด์” เป็นทีมเลขานุการของพรรค ดูเรื่องเกี่ยวกับสื่อใหม่ เช่น ดูแลเว็บไซต์ http://www.thaigov.go.th, เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย http://www.ptp.or.th/ เฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย และของไทยคู่ฟ้า

วันนี้ “แซนด์” วัย 40 ปี คือหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติที่คาดว่ากำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

ลอกคราบ “ทักษิณ” นักเล่นเกมเสี่ยง ไพร่พลรับกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ทักษิณ” นักเล่นเกมเสี่ยง ไพร่พลรับกรรม

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:03 น.
ทักษิณ,ทษช,นปช,หุ้นชิน,ตระกูลชินวัตร,นิรโทษกรรม,นิรโทษกรรมสุดซอย
เปิดอ่าน 9,579 ครั้ง

ทักษิณ ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นเกมเสี่ยง High Risk Hig Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูงกลับมา แต่บางทีผลก็ตรงกันข้าม

ในรอบ 2 ทศวรรษ การเมืองไทยต้องบันทึกไว้ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนักการเมืองคนเดียวที่สร้าง “ปรากฏการณ์” ทั้งบวกและลบ ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะแลนด์สไลด์, สงครามเหลือง-แดง, ยุทธการชัตดาวน์ของ กปปส. และรัฐประหาร 2 ครั้ง

เลือกตั้ง 2544 และ 2548 “ทักษิณ” ทำสงครามเลือกตั้ง ด้วยนโยบายประชานิยม มัดใจคนรากหญ้า

          อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ชินวัตร ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นเกมเสี่ยง High Risk Hig Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูงกลับมา ทักษิณมิคิดว่า Low Risk High Return เสี่ยงต่ำแต่ได้ผลตอบแทนสูงก็มี

เมื่อชอบเล่นเกมเสี่ยงก็ต้องเผชิญความเสี่ยง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไพร่พลของทักษิณบาดเจ็บและล้มตายทางการเมืองไปมากมาย

ย้อนรอย 3 เกมพลาด

ใครจะคิดว่าทักษิณกำชัยชนะแบบถล่มทลาย ได้ยึดครองสภาเพียงปีเศษก็เผชิญหน้าการต่อต้านอย่างกว้างขวางเมื่อเกิดปรากฏการณ์ “คนเสื้อเหลือง”

          จุดเริ่มต้นของ “เกมพลาด” ครั้งแรกของทักษิณคือขายหุ้นให้เทมาเส็ก

23 มกราคม 2549 ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ เทขายหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 73,271 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี

http://www.komchadluek.net/news/scoop/265306

การขายหุ้นให้เทมาเส็กได้จุดประกายไฟการลุกฮือต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” และนำไปสู่การเคลื่อนไหวขับไล่ทักษิณให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจบด้วยการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549

          เกมพลาดครั้งที่ 2 คือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” ดูเหมือนว่า “ทักษิณ” จะได้รับสัญญาณไฟเขียวพิเศษ จึงเดินหน้าทั้งพรรคเพื่อไทย

การเดินเกมสุดซอยส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านเต็มที่ แม้แต่ฝ่ายผู้สนับสนุนทักษิณเองก็สับสน เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะทำให้ผู้รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 พ้นจากความผิด

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” นำอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นำมวลชนลงสู่ท้องถนน และจัดตั้งองค์กร “กปปส.” ดำเนินยุทธวิธีรุกไล่ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาทิ เข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่ง เปิดปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ไปจนถึงการปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ สุดท้ายก็จบที่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

“8 กุมภา เอฟเฟกต์” เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ เสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคไทยรักษาชาติ

วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า “การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม …ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

http://www.komchadluek.net/news/politic/362643

ตามมาด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ 13 กุมภาพันธ์ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. ตามที่กกต.ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยยุบพรรค ทษช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92

2 สงครามไพร่

หลังการยุบพรรคพลังประชาชน ปลายปี 2551 “เนวิน ชิดชอบ” ได้นำอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์

“ทักษิณ” บัญชาเกมอยู่ต่างแดน สั่งการให้แกนนำ นปก.(ตอนหลังเปลี่ยนเป็นนปช.) จัดการชุมนุมใหญ่ภายใต้ชื่อ “ยุทธการโค่นอำมาตย์” ช่วงเดือนเมษายน 2552 และยุทธการโค่นอำมาตย์ภาค 2 จนเกิดการสลายการชุมนุมเดือน พฤษภาคม 2553

หลังเหตุการณ์ พ.ศ.นั้น แกนนำ นปช. ที่อาสาพานายกลับบ้าน เรียกคนจากต่างจังหวัดมาชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการจลาจลในเมืองใหญ่ทั้ง วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และนพ.เหวง โตจิราการ พร้อมกับแกนนำอีกหลายร้อยคน มีคดีติดตัวเพียบ

นอกจากนี้แกนนำคนเสื้อแดงต้องหนีภัยไปอยู่ต่างประเทศหลายสิบคน บางส่วนกลับมาแล้ว แต่หลายคนถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้าน

มาถึงวันนี้แกนนำ นปช. อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ รู้ซึ้งถึงสัจธรรมชีวิตและสรุปบทเรียนสำคัญของการอาสารับใช้ “นายใหญ่” จนติดคุกติดตะราง

3 แฮตทริกยุบพรรค

บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ พร้อมกองเชียร์คนเสื้อแดง คงลุ้นระทึกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. หรือไม่? และจะเป็นแฮตทริกของทักษิณหรือไม่?

30 พฤษภาคม 2550 พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเนื่องจากมีการว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้ง 2549 (เลือกตั้งโมฆะ) ปิดฉากพรรคไทยรักไทย ที่กุมเสียงข้างมากในสภาเกือบ 5 ปี

“ทักษิณ” บงการเกมอยู่ต่างแดน ไม่ถอยเดินหน้าตั้ง “พรรคพลังประชาชน” ลงสู่สนามเลือกตั้ง 2550 และได้รับชัยชนะ จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เดือนธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน หลังพบทุจริตในการเลือกตั้งของ ยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคขณะนั้น

          ทั้งหมดนี้เป็นเกมอำนาจที่ถูกออกแบบมาจากนักการเมืองผู้ไม่ยอมรับชะตากรรม และ “ทักษิณ” ยังชักธงรบไม่จบสิ้น

“การตลาดด่วนได้” เกมกำไร-ขยี้กระแส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“การตลาดด่วนได้” เกมกำไร-ขยี้กระแส

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:58 น.
หาเสียงเลือกตั้ง,การตลาดการเมือง,เรียลไทม์มาร์เกตติ้ง,Real Time
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

  ถ้าคำว่า “ฟาสต์ฟู้ด” แปลภาษาชาวบ้านว่า “แ-กด่วน” เช่นนั้น “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” ก็อาจแปลง่ายๆ ว่า “การตลาดด่วนได้”

          “พรรคนี้เห็นบ่อย” กับกระแสเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งที่ใครๆ ต่างพากันหยิบเอากระแสเลือกตั้งมาสร้างคอนเทนต์ดีๆ ออกสู่โลกออนไลน์กันเพียบ

          จะว่าไป…ก็ทำให้สีสันบรรยากาศเลือกตั้งที่เหมือนกำลังจะห้ำหั่นกันให้ตายกันไปข้าง เบาบางและลดดีกรีความเครียดไปได้เหมือนกัน

การตลาดด่วนได้

          ถ้าคำว่า “ฟาสต์ฟู้ด” แปลภาษาชาวบ้านว่า “แ–กด่วน” เช่นนั้น “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” ก็อาจแปลง่ายๆ ว่า “การตลาดด่วนได้”

          เป้าประสงค์ของเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง (Real-Time Marketing) หลักๆ เลยคือการสร้าง engagement หรือสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างทันท่วงที

          โดยเฉพาะถ้าพื้นที่ของการใช้กลยุทธ์นี้อยู่ในโลกออนไลน์แล้ว แน่นอนเป้าหมายคือ “คนรุ่นใหม่” ที่ว่ากันตั้งแต่วัยรุ่น นิสิตนักศึกษา และกลุ่มคนทำงาน ที่ล้วนมีไลฟ์สไตล์ทันสมัยเข้าถึงเทคโนโลยี

          ถามว่า “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” จำเป็นขนาดไหน ตอบเลยถ้าเป็นยุคนี้สำคัญและจำเป็นมาก เพราะวิธีการของเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง คือการโหนกระแสบางอย่างที่กำลังเชี่ยวกรากอยู่ในสังคมเวลานั้น แล้วเอามาปั้นเรื่องราวสินค้าของตัวเองขึ้นมาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค

          ที่สำคัญคอนเทนต์ต้อง “เข้าใจง่าย ได้ใจคน และซนนิดๆ” เช่นต้องมีบทสนทนาที่สนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะ และมีเนื้อหาที่มีความใกล้ชิด เกี่ยวข้องไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมาย

          ทีนี้ ถ้าแบรนด์สินค้าไหนจับจุดได้ แล้วสร้างเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งขึ้นมาถูกจังหวะ นอกจากจะได้พื้นที่ใจจากเป้าหมายแล้ว ยังได้หน้าว่าเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย เป็นแบรนด์ที่ใช้แล้วดูดีดูเลิศอีกด้วย

          อย่างไรก็ดีต้องแยกระหว่างการตลาดการเมืองกับเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งโดยใช้กระแสการเมืองก่อน

          คำแรกคือ การหาเสียงของนักการเมืองโดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาด  แต่คำหลังคือการเอาการเมืองมาใช้ขายของ…พูดง่ายๆ แบบนี้

นาทีนี้ต้องการเมือง

         เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งของเราตอนนี้ เห็นเลยว่านักการตลาดไทยกำลังแหวกว่ายอยู่ในกระแสของแม่น้ำการเมืองช่วงเลือกตั้งครั้งนี้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร

         ไม่ต่างกับช่วงนี้ของปีก่อนตอนที่กระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” มาแรง เราก็ได้เห็นการขายของชนิดที่เอามันทุกมุก โหนมันทุกมุม อย่างออเจ้าอยากกินหมูกระทะ ออเจ้าเปรี้ยวปากน้ำปลาหวาน และอื่นๆ อีกมากมายจนแซบกันไปทั่วพระนคร

         ดังนั้นถ้าถามว่าตอนนี้อะไรมาแรงก็ไม่ต้องคิดเยอะเพราะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 คือวาระที่ยิ่งใหญ่ ควรค่าแก่การฉกฉวยที่สุดแล้ว

         ยกตัวอย่างที่ปล่อยของออกมาช่วงนี้ ไม่ได้โฆษณา แต่พูดให้นึกออก เช่นแบรนด์ไก่ทอด ที่เปิดตัว “พรรคกินไก่ เท่าไหร่ก็ไม่พอ” กับนโยบาย “ส่งจริง ส่งไว ใกล้ไกลไม่เกี่ยง เย็นสายบ่ายเที่ยง เราพร้อมส่ง” ขอเป็นตัวเลือกให้สายกิน “เลือก KFC เป็นมื้อต่อไป”

         หรือ “Major Group” ที่ชาวเน็ตพากันซูฮกว่าเป็นเจ้าแห่งการตลาดด่วนได้ คนตามเพจนี้จะรู้ดีว่ามีหมดเลยทั้งข่าวการเมือง สังคม บันเทิง เจ้าแห่งการ “ขยี้กระแส” ตัวจริงอยู่ที่นี่

         วันนี้ออกมาโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง “The Prodigy” ด้วย “พรรคกลับชาติมาเกิด” และนโยบาย “ไร้หนี้ ไร้จน ไร้ปรานี” กากบาทเลือกเด็ก (จอง) เวร

         หรือเพจ “ขอบสหนัง” เพจรีวิวภาพยนตร์ ก็มากับพรรค “เพื่อหมา” โปรโมทภาพยนตร์ จอนห์ วิค 3

         แบรนด์น้ำดื่มก็มากับพรีเซ็นเตอร์หน้าหล่อขวัญใจวัยรุ่น “นาย” ณภัทร เสียงสมบุญ มาในนาม “พรรคนี้ก็จะน่ารักหน่อยๆ” พร้อมอ้อนขอคะแนนว่า “หากคิดถึงก็ดื่มน้ำ รักน้ำก็ดื่มน้ำ เหนื่อยก็ดื่มน้ำ ท้อก็ดื่มน้ำ”

         หรือ “พรรคเที่ยง” ของรายการ “เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง” ช่อง 22 ก็ไม่พลาดที่จะออกมาโหนด้วยเหมือนกัน

 

ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งหน้า

         กลยุทธ์การตลาดเอาเข้าจริงๆ แทบไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หากแต่ “บริบทแห่งยุคสมัย” จะกำหนดมันขึ้นมาเองมากกว่า

        น่าสนุกดีที่ในขณะที่แบรนด์สินค้าต่างๆ พากันพึ่งพาใช้บริการ “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่อินฟลูเอนเซอร์เองก็ต้องขยันสร้างแบรนด์ให้ตัวเองด้วย

        เพราะอินฟลูเอนเซอร์ก็คือผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล นอกจากดารา คนดัง แล้ว สมัยนี้ยังรวมถึงบล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ อินสตาแกรมเมอร์ อีกด้วย

        ทั้งนี้อินฟลูเอนเซอร์ต้อง “ลึก” กว่าพรีเซ็นเตอร์ ตรงที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ เช่นหากอินฟลูเอนเซอร์รับงานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เขาก็จะต้องมีไลฟ์สไตล์ที่ดูแลสุขภาพและรูปร่างจริงๆ

        แต่ในขณะเดียวกันอินฟลูเอนเซอร์ก็ต้องสร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อ engagement ตัวเองกับกลุ่มเป้าหมายด้วยเหมือนกัน ซึ่งกลุ่มนี้เรารู้จักในนาม “ผู้ติดตาม-follower” หรือ subcriber ผู้เป็นสมาชิก

        ดังนั้นในบริบทที่เราพูดถึงกระแสการเมืองอยู่นี้ อินฟลูเอนเซอร์หลายคนก็ทำตัวราวกับเป็น “สินค้า” เสียเอง ที่จะโหนกระแสการเมืองช่วงเลือกตั้งไปด้วย

        ถามว่าทำเพื่ออะไร แน่นอนส่วนหนึ่งเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม เพราะพวกเขาก็คือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ก็ย่อมสนใจเนื้อหาเรื่องเลือกตั้ง และอินฟลูเอนเซอร์คนไหนมีผู้ติดตามมากโอกาสได้งานสินค้าก็มีมาก

        แต่ในขณะเดียวกันอินฟลูเอนเซอร์ยังทำเพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ติดตาม เพราะมันยังหมายถึงสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกด้วย

        วันนี้เราจึงเห็นภาพน่ารักๆ ของ “ติ๊ก” เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่เปิดตัว “พรรคที่จะล้อม” (พร้อมที่จะรัก) มากับสโลแกน “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ผลดีพิสูจน์ใจ”

        หรือแฟนเพจเฟซบุ๊กดังๆ Jaytherabbit กับภาพลักษณ์สาวโสดอยากโดดคาน ก็มาในนาม “พรรคพลังประชาคาน” เปิดนโยบายใบเสร็จ​ค่าบริการจากบริษัท​จัดหาคู่นำมาลดหย่อนภาษี ฯลฯ

        คือทั้งหมดนี้เมื่อคนที่เรารักออกมาเล่นกับกระแสด้วยคอนเทนต์ถูกใจ เรียกรอยยิ้ม ก็จะมีผลในทางบวกกับตัวสินค้าที่คนคนนั้น แนะนำด้วย มันเกี่ยวโยงกันหมด!

        ดังนั้นเชื่อได้เลยนับจากนี้ไปจนถึงที่ 24 มีนาคม เราน่าจะได้เห็นสีสันการขายของด้วยเนื้อหาอิงการเมือง ตีกรรเชียงคู่ไปกับการหาเสียงของนักเลือกตั้งตัวจริงอีกเยอะแน่นอน

ขอคนไทยร่วมดับใต้ด้วยนโยบายของพรรค ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอคนไทยร่วมดับใต้ด้วยนโยบายของพรรค ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:50 น.
วันมูหะมัดนอร์ มะทา,พรรคประชาชาติ
เปิดอ่าน 1,464 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“พรรคประชาชาติ” ที่นำโดย “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” คนการเมืองที่ผ่านประสบการณ์มาหลายสิบปีและหลากตำแหน่งหลักในสนามการเมือง วันนี้นำทัพประชาชาติขอปักธง ส.ส. ที่แม้ว่าพรรคนี้จะมีฐานหลักในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หัวหน้าพรรคคนนี้ยังหวังที่จะได้ ส.ส.ในหลายเขตและปาร์ตี้ลิสต์

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวกับเครือเนชั่นว่า “ผมอายุ 74 ปี ยังแข็งแรงมีกำลังใจ บางคนถามว่าทำไมไม่พัก วันนี้ผู้นำมาเลเซียอายุ 94 ปียังชนะเลือกตั้ง ผมพร้อมเสนอตัวเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคที่มีสามคน (วันมูหะมัดนอร์ นับถือศาสนาอิสลาม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคนับถือศาสนาพุทธ, ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรคนับถือศาสนาคริสต์) ตรงนี้คือจุดขายของพรรคที่เน้นพหุสังคม”

พรรคนี้คือพรรคของคนไทยทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกภูมิภาคมาร่วมงาน พรรคของเราส่ง ส.ส.เขต 200 กว่าคน นับถือศาสนาอิสลาม 25 คน ที่เหลือนับถือศาสนาต่างๆ ตรงนี้ยืนยันว่า พรรคนี้คือพรรคของทุกคน

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา”

ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าประชาชาติคือสาขาของพรรคเพื่อไทยที่แยกตัวออกมาสร้างจุดขายใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวยืนยันพรรคประชาชาติไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย พรรคนี้เกิดจากชาวบ้านที่เสนอว่าควรสร้างพรรคใหม่จากกติกาใหม่เพื่อแก้ปัญหาของสังคมและจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นมีการทำโพลล์ในพื้นที่ พบว่าชาวบ้านสนับสนุนจึงเดินหน้า

ส่วนคีย์แมนพรรคที่ถูกมองว่าย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยกันเยอะนั้น หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “ขอเรียนว่าต้องนำคนที่มีอุดมการณ์และรู้จักกันมาก่อน ตรงนี้มีร้อยละ 20 ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย จากนั้นก็มีมาจากหลายพรรคและหลายภาคส่วนมาร่วมงานกับพรรค”

“ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าพรรคเกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องแยกพรรคออกมา เพราะคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เอาพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่จริงเพราะโพลล์ท่ี่พรรคทำไว้พบว่าคนชื่นชอบพรรคและแกนนำก็มี ชื่นชอบพรรคอื่นก็มี ไม่ใช่ว่าไม่เอานายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แม้เลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งเกือบหมดในพื้นที่ จนกลุ่มวาดะห์ที่ตอนนั้นยังอยู่พรรคเพื่อไทยสอบตก บางคนบอกว่าชาวบ้านสั่งสอนพวกเรา เพราะแก้ปัญหาความไม่สงบแบบผิดพลาด ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล (การปล้นปืนในปี 2547) แต่ข้อเท็จจริงนั้นปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีมานับร้อยปี เพราะปี 2536 ก็มีการเผาโรงเรียนจำนวนมาก ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สถานการณ์ในภาคใต้มันสะสมหลายยุค มันเป็นหน้าที่ของทุกคนและพรรคประชาชาติต้องช่วยแก้ไข”

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “ทุกยุคนั้นมีปัญหานี้มาตลอด ช่วงที่ผมเคยร่วมรัฐบาลนั้น การแก้ไขยังไม่ลุล่วง แนวทางแก้ไขนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธี เราควรนำประชาชนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์เป็นศูนย์กลางแก้ไขร่วมกับภาครัฐ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่าคนในพื้นที่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น หากรอคนอื่นมาแก้ไข ไม่มีทางสำเร็จ ตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิธีแก้ไข เพราะที่ผ่านมาใช้ส่วนราชการเป็นศูนย์กลางแก้ไข

ตอนที่ผมอยู่ในรัฐบาลไทยรักไทยนั้น แนวทางแก้ปัญหาในตอนนั้น หลายฝ่ายไม่รับฟังแนวทางผมที่เสนอไปคือ ควรฟังคนในพื้นที่ และที่ประชุมตอนนั้นไปใช้วิธีอื่น คือรับฟังวิธีของส่วนกลางมากกว่า เมื่อเป็นแบบนั้นผมก็ปล่อย เพราะตอนนั้นเหมือนผมมีเสียงเดียวและอาจรวมถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เสนอแนวทางเหมือนผมแต่ก็ไม่มีใครฟัง วันนั้นหากเดินพลาดไปแล้ว วันนี้จะใช้แนวทางที่ผมเสนอไปก็ได้ วันนั้นใครบางคนมองเป็นปัญหาเล็กๆ เป็นปัญหาในพื้นที่ แต่วันนี้มันเป็นปัญหาของประเทศ และอาจลามเป็นปัญหาของอาเซียนได้ หากใครเป็นนายกฯ และฝ่ายความมั่นคงควรรับฟังแนวคิดของผม

เชื่อว่าคนไทยอยากให้สถานการณ์สงบ ผมคิดว่าเมื่อทุกคนมีเป้าตรงกัน ต้องระดมกำลังมาร่วมกัน พรรคศึกษาข้อมูลนี้มาละเอียด เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะรับฟังแนวทางของพรรค วันนี้ผมหวังว่าจะได้ 25 ส.ส.และน่าจะได้ร่วมรัฐบาล หรืออย่างน้อยได้เข้ารัฐสภา พรรคจะได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว”

หากถามว่าการแก้ไขความไม่สงบใน 6 รัฐบาลนั้นถูกทางแล้วหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชาติ บอกว่า “6 รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาถูกบางส่วนแต่ยังรักษาไม่ถูกจุดที่หัวใจคือ นำประชาชนในพื้นที่เป็นหลักในการแก้ไขและได้รับประโยชน์ด้วย”

วันนอร์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า “พรรคนี้สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ คสช.มาจากการยึดอำนาจ ผมไม่สามารถจำแนกว่าพรรคพลังประชารัฐอยู่ฝ่ายใดระหว่างฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย ผมมองว่าไม่ควรใช้คำว่าเผด็จการไว้ประณามใคร วันนี้จะมีการเลือกตั้งแล้ว ควรดูที่พฤติกรรมที่ฝ่ายนั้นๆ กระทำ ชาวบ้านจะตัดสินใจเองว่าพรรคนั้นๆหนุนแนวทางใด”

“หากถามว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐมาชวนร่วมรัฐบาล โดยเสนอชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรืออุตตม สาวนายน เป็นนายกฯ พรรคอาจจะพิจารณา แต่หากเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคขอปฏิเสธ” หัวหน้าพรรคประชาชาติระบุ

ส่วนนโยบายของพรรคที่จะใช้หาเสียง หัวหน้าพรรคประชาชาติ บอกว่า “พรรคมีนโยบายพหุวัฒนธรรม และการศึกษาเป็นจุดขาย ให้ทุกคนในชาติมีพลังและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ สามคนของพรรคที่มีชื่อเป็นแคนดิเตตนายกฯ มีประสบการณ์ต่างกัน ผมทำงานการเมืองมานาน, เลขาธิการพรรคก็ทำงานด้านความมั่นคง (อดีตเลขาธิการศอ.บต., อดีตอธิบดีดีเอสไอ), รองหัวหน้าพรรคเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถทางการบริหารการศึกษา”

“อีกเรื่องหนึ่ง คือ ปากท้องอิ่ม มีรายได้จากสินค้าเกษตรคือยางพารา โดยให้ภาครัฐดูแลและไม่ปล่อยให้เสือยางพารามาคุม เพราะสามชาติที่ปลูกยางพาราคือไทย อินโดฯ มาเลเซียนั้นผมคุยประสานงานได้ รวมทั้งราคาปาล์มที่วันนี้ตกต่ำด้วย วันนี้คนไทยร้อยละ 70 เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรคือสมบัติของชาติ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ตรงนี้พบว่าไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขาแต่กลับไปมุ่งเน้นการส่งออก หลายชาตินั้นคนรวยคือเกษตรกร ฉะนั้นพรรคจะดูแลเกษตรกรให้ดีขึ้น และให้มีสถาบันการศึกษาแบบนานาชาติที่มีคุณภาพให้มีนักศึกษาไทยและนานาชาติมาเรียน ตรงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ แต่ไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของพื้นที่”