ทองทั้งแผ่นดิน!”จริตเรยา” ชาวสีส้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทองทั้งแผ่นดิน!”จริตเรยา” ชาวสีส้ม

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,เรยา,ดอกส้มสีทอง,ฟ้ารักพ่อ,ชาวสีส้ม,ฟ้ารักพ่อ
เปิดอ่าน 1,171 ครั้ง

กระแสมาต่อเนื่องจริงๆ สำหรับ พรรคอนาคตใหม่ ที่นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หนุ่มชื่อเหมือนพ่อค้าส้ม แต่เป็นว่าที่นายกฯ ในใจ “ฟ้า”

คนไทยที่เกิดก่อนเจน X ปลายๆ อาจมีงง เพราะยอมรับจริงๆ ว่าโลกที่เปลี่ยนไป ความสนใจของคนรุ่นใหม่ และวิธีการแสดงออก ไม่เหลือรูปรอยเดิมๆ แบบที่เราคนรุ่นเก่าอย่างเราเคยทำมาอีกแล้ว

วันนี้แฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ มาแรงติดท็อปเทรนด์ อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ แทนแฮชแท็ก #ทรงพระสเลนเดอร์ ในวีคก่อนไปราบคาบราวกับจัดวางมาอย่างดี

ถามว่าอะไรยังไง ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า แฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ นั้นมาจากประโยคเด็ดในละคร “ดอกส้มสีทอง” ซึ่งนางเอกมีชื่อว่า “ฟ้า” กล่าวกับคนรักซึ่งเป็นชายสูงวัย ใจดี มีเงิน และกทม. ว่า “ฟ้ารักพ่อ” โดยให้เหตุผลว่าอยู่ด้วยแล้วอบอุ่นเหมือนอยู่กับพ่อนั่นเอง

แต่ทุกอย่างมีบวกมีลบ ต่อให้พ่อแรงยังไง ก็ยังมีคลื่นแทรกเข้าจนได้

    ดอกส้มสีแรง

คงจำกันได้ช่วงปี 2554 เมืองไทยมีเรื่องราวสนุกๆ ของ “ละครดอกส้มสีทอง” ที่โด่งดังอื้อฉาวจนต้องยกระดับจัดเรตขึ้นไป 18 พลัส เพราะตัวละครเอกคือ “ฟ้า” หรือ “เรยา” รับบทโดย “ชมพู่” อารยา เอ ฮาร์เก็ต มีพฤติกรรมชอบแย่งสามีคนอื่น และมีฉากบนเตียงมากเกินไป

ทั้งนี้ “ดอกส้มสีทอง” เป็นละครสะท้อนสังคมที่ออกฉายทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ละครพัฒนาจากบทประพันธ์ในชื่อเดียวกันเรื่องดอกส้มสีทอง บทประพันธ์ของ “ถ่ายเถา สุจริตกุล”

แต่เนื้อหาของละครเรื่องนี้ ไม่ค่อยถูกใจพ่อแม่ผู้ปกครองเท่าไร เวลานั้นจึงเรียกร้องขอให้ช่อง 3 แบนออกอากาศกันจ้าละหวั่น !

เวลานั้นทำเอารัฐบาลพี่มาร์คโดย โดย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลสื่อมวลชนไทย ถึงขนาดที่ต้อง “ว.28” จัดประชุมร่วมกับผู้บริหารช่อง 3 ผู้จัดละคร และนักแสดงนำ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

แต่นั่นก็เกิดขึ้นเอาตอนที่ละครฉายไปจนเหลืออีกแค่ 6 ตอนเท่านั้น จึงไม่สามารถถอดละครออกได้ แต่มีการตัดฉากที่ดูแล้วเป็นผลกระทบต่อสังคมออกไป

    ที่สุดแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางลบยังไง แต่ก็ฟาดเรตติ้งไป 24.7 แรงกว่าเรตติ้ง “ละครบุพเพสันนิวาส” ที่่ว่าปังๆ ขนาดตอนจบยังได้มา 18.633 (แต่นี่ก็ว่าแรงสูงสุดแล้วในยุคทีวีิดิจิทัล นับแต่ปี 2557)

เช่นเดียวกับ #ฟ้ารักพ่อ ที่ตั้งแต่นั้นก็ได้กลายเป็นประโยคที่อวยชายที่มีอายุมาก ฐานะดี หน้าตาดี ขึ้นมาในสังคมออนไลน์ไทยบ้างประปราย แต่ก็ไม่ร้อนแรงเท่าตอนนี้

       ดอกส้มสีส้ม

ความร้อนแรงของ #ฟ้ารักพ่อ กลับมาระเบิดระเบ้ออีกครั้ง กับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยบรรดาชาวเน็ตต่างมโนกันว่าตัวเองว่าเป็น “ฟ้า” และเรียกธนาธรว่า “พ่อ” กันอย่างกว้างขวาง ราวกับติดเชื้อไวรัส
ที่จริง ต้นตอที่มีการหันมาใช้คำนี้กับ “ธนาธร” ยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด หากแต่ในโลกออนไลน์ที่มีการแชร์คลิปวิดีโอคนกลุ่มหนึ่ง ที่ร้องเรียกธนาธรขณะเดินเข้ามาในงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า #ฟ้ารักพ่อ ที่สุดก็นำมาสู่แฮชแท็กอันดับหนึ่งในทวิตเตอร์จนได้

ถามว่าสำหรับธนาธรแล้ว เรื่องนี้ดียังไง บอกเลยนี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงกระแสความนิยมในตัวของเขาเอง และเผลอๆ ไม่ใช่กระแสที่จะดูเบาคุณค่ากันได้ง่ายๆ

เพราะแม้ว่าจริงอยู่ที่มันอาจได้มาเพราะความเป็นคนระดับป๋าหล่อใจดี ที่ธนาธรเองก็นับว่าเข้าแก๊ปทุกข้อ

หรือตามที่มีการวิเคราะห์กันว่า อาจเป็นกลยุทธ์สู้ศึกเลือกตั้งของฝ่ายพรรคใหม่สีส้ม ที่คิดมุกขึ้นมาได้ แล้วปล่อยของช่วงชิงจังหวะตอนที่ #แม่ไป พอดิบพอดี

   โดยหากยึดตามที่ธนาธรเพิ่งกล่าวไว้ในการดีเบตที่ออกอากาศทางไทยรัฐทีวี ตอนหนึ่งว่า ไอ้เรื่องที่จะไปแข่งเรือพาย วัดที่นั่ง กับพรรคการเมืองเก่าๆ พรรคส้มคงไม่สู้ แต่ที่ทำได้ คงมีแต่กระแสเท่านั้น
“เราไม่ได้มีเครือข่ายที่จะไปดีลไปซื้อเครือข่ายหัวคะแนนต่างๆ ที่จะพอทำให้เราวัดเสียงได้ แต่เรามีกระแส ทุกวันที่เหลืออยู่ เราทำงานหนัก เข้าหาประชาชน เพื่อแปรกระแสที่มีอยู่ให้เป็นคะแนนเสียงให้ได้”

ดังนั้น ทั้งหมดนี้ มันก็เข้าข่ายว่ามีการคิดเกมขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ที่สุดไม่ว่าใครจะได้กลิ่นการปลุกปั้น คั้นบีบมายังไง เมื่อไวรัสได้แตกเชื้อกระจายออกไปแล้ว ที่เหลือจากนี้มันก็ไปของมันเองตามคุณสมบัติ และคุณภาพของสื่อใหม่ ที่เร็ว แรง และทรงอิทธิพล
แล้วยิ่งธนาธรเอง ที่ลงมาเล่นด้วย โดยตอบกลับว่า #พ่อก็รักฟ้า, #ก็มาดิครับ และ #พ่อขอฟ้า อ้อนขอคะแนน เท่านี้เสียงกรี๊ดก็มา จนน่ากลัวว่าจะกลายเป็นคะแนนเสียงขึ้นมาจริงๆ!

 ดอกส้มสีต่าง

อย่างที่บอกว่ามีบวกต้องมีลบ ไม่ต้องไปมองคู่แข่งทางการเมือง เอาแค่ชาวบ้านร้านตลาดก็พอวัดอารมณ์คนอีกฝั่งได้อยู่

ยิ่งกับกระแส “ติเพื่อติ” จากสองคนดัง ที่นับว่าเป็นผู้นำทางความคิดได้อยู่ คนแรกคือระดับนักเขียนบทโทรทัศน์ชื่อดัง อีกคนคือนักเขียนเพลงรักชื่อก้อง

    โดยไม่ได้นัดหมาย (มั้ง) รายแรกคือ “ศัลยา” หรือ “แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์” ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของวาทะ “ฟ้ารักพ่อ” เองแท้ๆ เพราะเธอก็คือผู้เขียนบทโทรทัศน์ของละครดอกส้มสีทอง

แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์

แต่ลุกขึ้นมาวิจารณ์พ่อของฟ้า โดยยกบทสัมภาษณ์สื่อ GM ของธนาธร ซึ่งเผยแพร่ไว้ตั้งแต่ 16 มีนาคม ปีที่แล้วโน่น เกี่ยวกับการยิ้มของไทยว่า คนไทยยิ้มเพราะไม่มีจุดยืน

งานนี้ทำให้แม่แดงผิดหวังหนักมาก โดยอ้างว่าการยิ้มของคนไทยคือไมตรีจิตมิตรภาพ ธนาธรพูดแบบนี้ ใจแคบ เป็นนายกฯ ไม่ได้ ว่าแล้วจึงประกาศเทธนาธร พูดง่ายๆ ว่าไม่กาพรรคนี้ !

ส่วนอีกคนคือเจ้าประจำ “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค” นักแต่งเพลงชื่อดังที่โพสต์เฟซบุ๊ก Nitipong Honark เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในประเด็นเดียวกันเป๊ะกับแม่แดง

ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค

ระบุว่า “หาเสียงเถิด…ชูนโยบายเถิด…แต่อย่ามาจำกัดสิทธิการยิ้มของกูเลย ได้โปรด…ขนาดกูยิ้มยาก…กูยังโกรธเลย…”

อื้อหือ…งานนี้จะนัดกันมาหรือไม่ ไม่รู้ แต่ความคิดเห็นของฝ่ายสีส้มบอกเลย นี่คือ “IO” หรือ Information Operation ยุทธการทางข้อมูลข่าวสารเพื่อสกัดดาวรุ่งชัดๆ !

  คือแม้จะไม่เกี่ยวกับกระแส #ฟ้ารักพ่อ โดยตรง แต่การโพสต์ในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังอินส้มหวานอยู่พอดี มันก็มีผลทางจิตวิทยาต่อคนรับสารเหมือนกัน !

ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คล้ายๆ ปฏิบัติการ IO จะได้ผลขนาดไหน แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกเดินมาถึงยุคมือถือคือพระเจ้า ถ้าเปรียบพรรคเก่า เป็นนิตยสารเนื้อหาเดิมๆ พาดหัวเดิมๆ แน่นอนต้องบ๊ายบาย

นักการเมืองหน้าเก่าที่เอาแต่พูดเรื่องนโยบายลดแลกแจกแถม หรือสุดท้ายกลับมาเล่นวาทกรรมเดิม ทำลายคู่แข่ง น่าคิดเหมือนกันว่าคนรุ่นใหม่เขาจะมองออกไหม

แต่ถ้ารู้ทันพรรคสีส้มจริง ต้องรู้ทันโลกด้วยว่า ตอนนี้การเรียกคะแนนจากนักเลือกตั้งหน้าใหม่มองข้ามไม่ได้ วันนี้วัยรุ่นไทยที่เพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกตัวเลข 6 ล้านคนแล้ว

แล้วคนกลุ่มนี้ กับพฤติกรรมเสพติดมือถือ ต่อให้ทางการแพทย์นิยามว่าป่วยเป็นโรค “โนโมโฟเบีย” (ย่อมาจาก no mobile phone phobia) คือ โรคติดโทรศัพท์มือถือ

หรือทางเทคโนโลยีเรียกว่า “Thumbelina” คือรุ่นที่มีชีวิตเกิดมาพร้อมมือถือ บอกเลยชื่อต่างแต่ความหมายเดียวกันเลยคือ “ชีวิตอยู่กับสมาร์ทโฟน!”

  วันนี้ ถ้านักเลือกตั้งคนไหนครองพื้นที่ออนไลน์ได้มากสุด เกาะกระแส (บวก) ได้มากสุด คนนั้นย่อมมีโอกาสลุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น คำว่ากระแส บางทีถ้ามาถูกจังหวะมันก็ได้เหมือนกัน อย่าดูถูก “พลังแม่ยกรุ่นใหม่” เชียวนา

วัดใจรัฐบาลใหม่รับร่างพ.ร.บ.พันธุ์พืชฉบับปชช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362607?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัดใจรัฐบาลใหม่รับร่างพ.ร.บ.พันธุ์พืชฉบับปชช.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:35 น.
พรบพันธุ์พืช,พรบคุ้มครองพันธุ์พืช
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

โดย…   วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)

ภายหลังจากที่ประเทศไทยเข้าร่วมข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อช่วยขยายผลการค้า การลงทุนและเสริมสร้างสินค้าและการบริการของไทย หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาสังคมได้มีข้อกังวลอย่างยิ่งในการเข้าร่วมภาคีหุ้นส่วนซึ่งมีมาตรฐานสูงในครั้งนี้โดยเฉพาะประเด็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่ประเทศสมาชิกจะต้องเข้าร่วม ทั้งนี้มีความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV1991 พร้อมทั้งมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรียกเสียงฮือฮามาแล้วหลายครั้งและเรื่องค่อยๆ เงียบไป

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของร่างแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ภายหลังมีข่าวความเคลื่อนไหวที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ CPTPP รวมทั้งบรรยากาศการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งประเทศไทยอาจจะต้องทำตามข้อกำหนดให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามภาคประชาสังคมก็ยังไม่ให้การยอมรับร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพราะเชื่อว่าเป็นการเอื้อสิทธิการผูกขาดให้แก่บรรษัทมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร

ในร่างพ.ร.บ. มี 3 ประเด็นใหญ่ที่เห็นว่าไม่ได้เอื้อต่อเกษตรกรไทย คือ 1.ไม่เปิดช่องให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ไปปลูกต่อได้ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเกษตรกรอย่างร้ายแรง เพราะถ้านำไปปลูกต่อถือว่าผิดกฎหมายมีโทษถึงจำคุก นั่นเท่ากับว่าไปคุ้มครองบริษัทโดยตรง

2.มีการปรับระยะเวลาการคุ้มครองตามกลุ่มพืชจากเดิม พืชล้มลุก 12 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี พืชไม้ผลไม้ยืนต้นจาก 17 ปีเป็น 25 ปี และพืชให้เนื้อไม้ลดลงจาก 27 ปีเหลือ 25 ปี ซึ่งเป็นการคุ้มครองด้วยระยะเวลานานเกินไป และประเด็นที่ 3 การขยายความคุ้มครองตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงผลผลิต การเก็บผลผลิตนำไปปลูกต่อ หรือมีการนำไปแปรรูปก็ถือว่ามีความผิดด้วย

“ร่างพ.ร.บ.ไมได้ตอบโจทย์เลย แต่กลับไปเอื้อให้บริษัทมากกว่าที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางชีวภาพ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโจรสลัดชีวภาพก็ได้ ซึ่งสวนทางกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ต้องการให้มีการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรมากกว่านี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าว

กฎหมายนี้สร้างระบบให้สิทธิผูกขาดไม่ก่อให้เกิดความหลากหลายและกระทบต่อเกษตรกรและระบบอาหารของโลกที่จะไม่มีความมั่นคงอีกด้วย

ช่วงนี้กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รัฐบาลใหม่ แน่นอนว่า ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช จะต้องถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง และน่าจะพยายามประกาศใช้โดยเร็วที่สุด ดังนั้นภาคประชาสังคมจะทำงานเชิงรุกด้วยการทำร่างข้อเสนอพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับประชาชนขึ้นมา เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิมเพิ่มทางเลือกและคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญคือการให้สิทธิในเมล็ดพันธุ์สามารถปลูกต่อ หรือแจกจ่ายได้ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกร เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งต่อภูมิปัญญาการเพาะปลูก

และท้ายสุดคือการมีกลไกป้องกันการปนเปื้อน เช่น การจัดระบบป้องกันพื้นที่เกษตร (Buffer Zone) หรือเกษตรกรสามารถเรียกร้องความเสียหายจากการปนเปื้อนที่ไม่ได้ตั้งใจได้ เป็นต้น นอกจากนี้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชที่มาจากการคัดเลือกของภาคเกษตรกรมากขึ้นเพื่อมารักษาและคุ้มครองสิทธิให้เกษตรกรไทยโดยตั้งเป้าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับประชาชนให้แล้วเสร็จในมีนาคมนี้ และต้องมาลุ้นกันว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปีจะขานรับข้อเสนอนี้หรือไม่อย่างไร

‘ทษช.’คนชอบเสี่ยง นี่แค่ยกแรก??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทษช.’คนชอบเสี่ยง นี่แค่ยกแรก??

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:05 น.
ยุทธศาสตร์ High risk high return,เพื่อไทย,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,เทหมดหน้าตัก,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย…  พลซุ่มยิง

ขอยกยุทธศาสตร์ ‘High risk high return’ เทหมดหน้าตัก เล่นเกมเสี่ยง ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยสั่งลูกทีมเพื่อไทย ใช้เป็นแนวทางบริหารงานในห้วงครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ได้รับการตอบสนองในขณะนั้น น่าจะเข้ากับสถานการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

‘High risk high return’ หมายความว่า เสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง แต่หากผิดพลาด ผลกระทบก็สูงเช่นกัน จึงเทียบได้กับกรณีการเสนอชื่อบุคคลสำคัญเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าปัจจัยจะเกิดจากการคำนวณผิดพลาด ประเมินความเสี่ยงต่ำ หรือรู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยงสูง แต่ยังเดินหน้าต่อ ส่งผลให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรม

ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณารับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยยุบ ทษช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทำเอาแกนนำคนสำคัญของเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกอาการเซ็ง ร่ำๆ จะขอลาออกจาก ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค และบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเบื่อกับความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่า 24 มีนาคม จะมีการเลือกตั้งจริง

อีกทั้ง “เพื่อไทย” ยังมีคดีความเก่าอยู่ในมือ กกต. กรณีปล่อยให้คนนอกครอบงำพรรค ทั้งคลิปนายทักษิณวิดีโอคอลจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คุยกับอดีต ส.ส.ของพรรค ในวันเกิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ บทสัมภาษณ์แก่สื่อญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า ทษช.เป็นพรรคสาขาเพื่อไทยและมีชื่อย่อมาจาก ทักษิณ ชินวัตร

กลิ่นโชยรัฐประหาร คละคลุ้งไปทั่วโซเชียลออนไลน์ ควบคู่ไปกับการเผยแพร่เอกสารราชกิจจานุเบกษาปลอม อ้างคำสั่ง หัวหน้า คสช. ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ หวังเสี้ยมให้เกิดความร้าวฉานระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ ผบ.เหล่าทัพ

“บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เชื่อว่า เป็นฝีมือพวกขาประจำ จับแพะชนแกะ สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนในห้วงเลือกตั้ง เพราะเอกสารดังกล่าวไม่เนียน โดยเฉพาะข้อที่ 4 สั่งให้ ผบ.เหล่าทัพไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็น กระทรวงกลาโหม รวมทั้งในเอกสาร ไม่ได้ระบุบุคคลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน

ที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ตั้งวอร์รูม ร่วมบูรณาการข่าวศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก พร้อมให้ทีมโฆษกเดินเกมรุกเร่งประชาสัมพันธ์ เพราะมองว่านับต่อจากนี้ปฏิบัติการ Fake News (ข่าวลวง) เช่น การเชื่อมโยงเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกันมาสร้างประเด็น, การปลอมแปลงเอกสาร ตัดต่อคำพูด คลิปวิดีโอ, หวังทำลายภาพลักษณ์รัฐบาล และ คสช.จะทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กแดง” แม้คนหนึ่งเป็นสายบูรพาพยัคฆ์ อีกคนมาจากวงศ์เทวัญ แต่ทั้งคู่ก็แนบแน่น เนื่องจากเคยร่วมวิกฤติการเมืองที่สำคัญ ทั้งรัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 “บิ๊กแดง” เปิดหน้าชนกับคนเสื้อแดงและกลุ่มล้มสถาบัน จนถูกหมายหัว

เมื่อมาถึงยุคเรืองอำนาจของกลุ่ม นปช. สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเดินเกมเอาคืน “บิ๊กแดง” ทั้งใต้ดินและบนดิน สกัดไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพบกก็เริ่มขึ้น จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ยื่นมือมาประคับประคอง พร้อมกระซิบ “บิ๊กแดง” ให้ออกไปเติบโตในหน่วยทหารต่างจังหวัดชั่วคราว เพื่อรอจังหวะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งในสายหลักอีกครั้ง

“บิ๊กแดง” ถูกโยกจาก รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (รอง ผบ.พล.1 รอ.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี ก่อนจะถูกดึงกลับมาเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ในช่วงเหตุการณ์ม็อบ กปปส. ปี 2557 และเติบโตเข้าสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในปัจจุบัน

ความไม่คงเส้นคงวาทางการเมือง และการแข่งขันรุนแรง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีเลือกตั้ง กลยุทธ์ต่างๆ ที่งัดมาต่อสู้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา ด้วยการดึงสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนทั้งประเทศ สุ่มเสี่ยงเกิด ‘รัฐประหารซ้อน’ แม้แต่ พล.อ.อภิรัชต์ ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่เกิดการเล่นเกมเสี่ยง ของคนชอบเสี่ยง ซึ่งคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เมื่อคนแดนไกลส่งสัญญาณ

“ให้เชิดหน้าก้าวเดินต่อไป เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อมีชีวิตอยู่ในวันนี้และอนาคต ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป !!”

‘ปกครองสุโขทัย’..เสริมเขี้ยวเล็บปราบค้ามนุษย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปกครองสุโขทัย’..เสริมเขี้ยวเล็บปราบค้ามนุษย์

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:05 น.
สายตรวจระวังภัย,ค้ามนุษย์,กรมการปกครอง,คสช
เปิดอ่าน 442 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะความมั่นคงภายในประเทศเป็นหน้าที่ของทหาร รวมถึงตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งหน่วยงานภายใต้ กระทรวงมหาดไทย ที่มีกำลังพลทำหน้าที่รักษาความสงบในประเทศ ร่วมจัดระเบียบสังคมไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดี นั่นคือ กรมการปกครอง ซึ่งยุคของรัฐบาล “คสช.” พวกเขาเหล่านี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองมีอยู่ทุกจังหวัด

เพื่อให้การทำหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จังหวัดสุโขทัย จึงได้มีโครงการ “ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการรักษาความสงบเรียบร้อยในหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง(Learning by doing)” โดยมี นายสุมิตร เกิดกล่ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดโครงการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์

นายสุมิตร บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาสังคมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยในระดับพื้นที่ อาทิ ปัญหายาเสพติด การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย ฯลฯ โดยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อพนักงานฝ่ายปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย จึงมีความรับผิดชอบที่จะต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

“การอบรมในครั้งนี้นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เข้ารับการอบรม เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ผู้ที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะได้รับความรู้ ทักษะ เทคนิค และวิธีการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ทั้งยังส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง ตลอดจนมีทักษะจำเป็นที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงาน และการบังคับใช้กฎหมายอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง ซึ่งจะส่งผลการกระทำความผิดในพื้นที่ลดลงได้ตามลำดับ” นายสุมิตร ระบุ

ขณะเดียวกัน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง อธิบายว่า กรมการปกครอง มีนโยบายให้พนักงานฝ่ายปกครองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ทั้งการกวดขันแหล่งอบายมุข และการพนัน ปัญหายาเสพติด การควบคุมสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่คล้ายกับสถานบริการ การตรวจสอบสถานประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ดังนั้น กรมการปกครอง โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ จึงได้จัดการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ(Learning by doing) ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ เป็นปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครอง ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากร ผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จากกรมการปกครอง

สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวก็เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครอง มีความรู้ ความเข้าใจ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครอง ให้ได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายและเทคนิควิธีการในการดำเนินคดีโดยให้พนักงานฝ่ายปกครองได้ฝึกปฏิบัติ ท่ามกลางสถานการณ์จริง ตั้งแต่การตรวจ การสืบสวนจับกุม และการสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง

ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือ กรมการปกครอง ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง เมื่อมีอำนาจตามหน้าที่ ก็ต้องดำเนินการป้องกัน แก้ไข และปราบปราม ..!!

ลือลอยลม”เลือกตั้งโมฆะ”ใครคือแพะเซ่นสังเวย…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลือลอยลม”เลือกตั้งโมฆะ”ใครคือแพะเซ่นสังเวย…

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,เลือกตั้ง62,ไทยรักษาชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ทษช,พรรคเพื่อไทย,พท,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 8,872 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เป้าหมายของ คสช.และซูเปอร์ลุงตู่ (ตัวการ์ตูนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโลกออนไลน์) รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลัง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของ “ไทยรักษาชาติ” พรรคการเมืองที่หลายคนมองว่าเป็นเครือข่ายของเพื่อไทยและคนแดนไกลนั้น ยามนี้คล้ายว่า “ใกล้สิ้นอายุขัยก่อนที่จะแจ้งเกิด…”

เมื่อคู่แข่งโดยอ้อมของ พปชร. พรรคนี้จวนจะหมดสิทธิลงสนามเลือกตั้ง ส.ส. ก็เหลือแต่ “พท.” ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของพลังประชารัฐ ซึ่งต้องซัดกันหมัดต่อหมัดเสมือนมวยคู่เอกไปแล้ว โดยสองพรรคนี้ต่างมีพื้นที่เป้าหมายที่หวังใจปองไว้ในภาคเหนือ อีสาน กลาง และเมืองหลวง

เมื่อคู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ…การโหมเดินเครื่องของ พปชร.ในช่วงนี้คล้ายว่าจะเป็น “ม้าศึกคึกลงสนาม” เพราะจังหวะของ พท.น่าจะรับผลทางอ้อมจากการกระทำอันมิบังควรของพรรคน้อง และอย่าลืมว่าหลายคดีที่มีการยื่นฟ้องและจ่อยื่นนั้น “สุ่มเสี่ยงยิ่ง” ที่ พท.จะโดนหวด

โดยเฉพาะประเด็น “นายใหญ่และน้องปู” ที่เคยส่งคลิปเย้ยคนย้ายพรรคว่า “ไปดีเถอะนะพี่ขออวยพร” และทำนายทายทักว่า “อย่างไรเสีย เพื่อไทยก็ชนะวันยันค่ำ”

เมื่อบวกกับกติกาที่ คสช.วางไว้เพื่อบี้แชมป์เก่าให้อ่อนแรง จนเกิดกลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” และทำให้เกิดหลากเรื่องราวบนเวทีการเมืองในช่วงนี้ แต่แกนนำของพท.ยังใจดีสู้เสือเพราะไล่ดูโพลล์แล้วในแดนเหนือและอีสานนั้น ”พปชร.” ยังวิ่งตามหลังพท.หลายช่วงตัว ส่วนภาคกลาง กับ กทม.นั้น ต้องวัดกันแบบ “เขตต่อเขต”

หากมาไล่เลียงจำนวนผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพี่และพรรคน้องที่มีรากมาจากไทยรักไทยและพลังประชาชนนั้นจะพบว่า ทษช.ส่งผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 108 คน ส่วนระบบเขตนั้นส่ง 175 คน (แต่ตรงนี้น่าจะสูญไปในวันอันใกล้) เพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต “250 คน” จาก 350 เขต และ “97 ชีวิต” เป็นผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์จากโควตา 150 คน

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมกับพรรคต่างๆ ที่บางฝ่ายอ้างว่าเป็นเครือข่ายพรรคตระกูลเพื่อ อาทิ เสรีรวมไทย, เพื่อชาติ, เพื่อธรรม

จำนวน ส.ส.ทั้งสองระบบคือ 500 คน เมื่อมาบวกลบคูณหารมองหาความเป็นไปได้บนคณิตศาสตร์การเมืองและความเป็นจริงที่คนไทยไปหย่อนบัตรนั้น ต้องมองว่า “ใครมีเปรียบ” เพราะยามนี้หลายคนมองว่า พรรคเครือข่ายของนายใหญ่ที่อ้างว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย “เป็นต่ออยู่บ้างแม้จะโดนหมัดตรงเข้าเต็มหน้า”

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 120 คน ส่วนระบบเขตนั้นส่ง 335 คน ตัวเลขนี้แทบไม่มีทางที่ พปชร.จะกวาดได้หมด เพราะแกนนำพรรคบอกแล้วว่า “150 ชีวิต” คือสิ่งปรารถนาจากสนาม ส.ส. และนำไปรวมกับ “250 ส.ว.” ที่ผ่านการเคาะชื่อจาก คสช.มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งบวกกับพรรคที่เหลือบนเวทีการเมืองด้วยปัจจัย “การร่วมรัฐบาล”

คนวงในการเมืองบางส่วนมองว่า เมื่อ พท.และ ทษช.โดนแบบนี้ ใช่ว่าแต้มจะไหลไปยัง พปชร.และลุงตู่เสียทีเดียว เพราะไม่ว่าสองขั้วนี้จะขยับมากแค่ไหน แรงต้านจากสังคมส่วนหนึ่งที่มองว่า หากเลือกสองขั้วนี้ให้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้ว…อย่างไรเสียความวุ่นวายบนกระดานการเมืองย่อมเกิดขึ้น

ฉะนั้น “ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่อนาคตใหม่” น่าจะเป็นทางออกที่สวยกว่า

โดยเฉพาะ “พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน” ท่ี่ยามนี้ถูกมองว่า ไม่ใช่คู่ขัดแย้งบนสนามเลือกตั้งกับเพื่อไทยและพปชร. ฉะนั้นสองพรรคนี้มีโอกาสกวาด ส.ส.เข้ามาตุนและดีไม่ดีจะเบียดขึ้นในอันดับที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง…

 

เมื่อเช็กเข้าไปยังวงในของแต่ละพรรคนั้น เจาะตัวเลขจากโพลล์ของแต่ละพรรคแล้วพบว่า พปชร.ยังตาม พท.ในหลายเขต, ปชป.และภท.ดีขึ้นในระดับ “ยิ้มน้อยๆ”

เท่ากับว่าการโหมเดินเครื่องทั้งระบบจาก พปชร.และซูเปอร์ลุงตู่นั้นอาจไปไม่ถึงดวงดาว…จนมีข่าวลอยลมมาแล้วว่า “โอกาสที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” แพลมๆมาแล้ว โดยจะมี “แพะการเมือง” จากบางพรรคเป็นเครื่องเซ่นบูชา โดยแพะตัวนี้มีอักษรย่อว่า ”พ.”

อย่าลืมว่า 17 มีนาคม คือวันเลือกตั้งล่วงหน้า และ 24 มีนาคม คือวันเลือกตั้งทั่วไป ฉะนั้นแพะตัวนี้น่าจะต้องสังเวยชีพในช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้าจากการทำผิดกติกาและส่งผลให้ต้องรีเซตการเลือกตั้งใหม่…

สอดรับกับสิ่งที่คีย์แมนพรรคการเมืองขนาดกลางมองว่า การรับรองผลการเลือกตั้งนั้น มันมีขั้นตอนการร้องเรียน หากไม่มีอะไรรับไปเลย “ใบเขียว” หากมีอะไรที่มิชอบก็จะมี ”ใบเหลือง, ใบส้ม และใบแดง” อภินันทนาการให้ผู้สมัครและพรรคนั้นๆ

“มันขึ้นอยู่อย่างเดียวคือพรรคที่หนุน คสช.จะได้กี่เก้าอี้ หากพรรคนั้นได้เยอะ หลายพรรคก็รอด แต่บางพรรคจะเคลื่อนไหว ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรนอกสภา หากพรรคนั้นไม่เข้าเป้า เดาไม่ถูกเลยว่าจะออกหน้าไหน ที่แน่ๆ ทายไว้ตรงนี้ ใบสารพัดสี นอกจากใบเขียวคลอดแน่นอน แต่จะเยอะหรือน้อย มันต้องดูคณิตศาสตร์การเมืองวันนั้นว่าพรรคนั้นได้ส.ส.เท่าใด และกลัวอย่างเดียวเลือกตั้งเมืองไทยคราวนี้จะเกิดเหตุเหมือนในประเทศเพื่อนบ้านในอดีต”

เหตุการณ์ที่คีย์แมนคนนี้อ้างถึงคือ เมื่อกลางปีที่แล้ว “สมเด็จฮุนเซน” ผู้นำกัมพูชาที่ครองเก้าอี้ยาวนาน 33 ปี และเป็นแกนนำพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ปราศจากคู่แข่ง เนื่องจากปลายปี 2560 ศาลสั่งยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักที่พ่ายแพ้อย่างเฉียดฉิวเมื่อปี 2556 ส่วนผู้สมัครจากอีก 19 พรรค หลายฝ่ายมองว่าเป็นไม้ประดับ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้การเลือกตั้งครั้งนั้น

ของแบบนี้ต้องจับตาว่า จะมีอภินิหารทำนองนี้เกิดขึ้นอีกคราวตามหลังบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่ทษช.ริเริ่มไว้อีกหรือไม่…รอยล

“มาร์ค-วัฒนา” รู้ยัง? “ลุงตู่” มาบางแค เพราะแคร์ใครบางคน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362612?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มาร์ค-วัฒนา” รู้ยัง? “ลุงตู่” มาบางแค เพราะแคร์ใครบางคน?

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:18 น.
บิีกตู่,พลอประยุทธ์,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,วัฒนา เมืองสุข,จาตุรนต์ ฉายแสง,นายจาตุรนต์ ฉายแสง
เปิดอ่าน 3,682 ครั้ง

ชาวบ้านร้านตลาดออกมาต้อนรับ “บิ๊กตู่” กันล้นหลาม ที่มาเช็คอิน ปัดหมุด “เขตบางแค” หนนี้ บอกก่อนนี่ไม่ได้หาเสียง แค่มาตรวจราชการ!

          000 แตกแล้วสินะ..พรรคไทยรักษาชาติ ยังไม่ถูกยุบ แต่ภายในพรรคก็แตกเละ เกิดอาการ “ลอยแพ” กันเสียแล้ว เมื่อทีมยุทธศาสตร์ (คนวงนอก) นำโดย “จาตุรนต์ ฉายแสง” พร้อมด้วยบรรดาแกนนำ นปช. อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ก่อแก้ว พิกุลทอง, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แถลงงดจัดกิจกรรมหาเสียง จนกว่าจะมีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ แถม “เดอะอ๋อย” ย้ำว่า “นี่ไม่ใช่มติพรรค” แต่เป็น “มติคนวงนอก” ที่ไม่ได้รับรู้เรื่องใดๆ เลย

          000 หลายคนคงไม่ทราบว่า “คู่ชีวิต” ของจาตุรนต์ ฉายแสง นั้น เป็นมือทำงานของปลัดพิศาล มูลศาสตรสาทร จึงเข้านอกออกใน “บ้านสี่เสา” ได้ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่จาตุรนต์จะย้ำแล้วย้ำอีก กรณี “บัญชีรายชื่อนายกฯ คนพิเศษ” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พวกเขาจะไม่แสดงความเห็นใดๆ ระหว่างเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

          000 วันก่อน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เดินทางไปตรวจราชการแถวเขตบางแค ท่ามกลางการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก “ลุงตู่” จึงทักทายด้วยภาษาดอกไม้ “มาบางแค เพราะแคร์ทุกคน เป็นรัฐบาลต้องแคร์ทุกคน” แต่เหมือน “วัฒนา เมืองสุข” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 28 (บางแค) คงไม่สบอารมณ์เท่าไรหรอก แต่ไม่กล้าพูดมาก

พลงอ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่บางแค

          000 บังเอิญเหลือเกิน คำว่า “มาบางแค เพราะแคร์ทุกคน” ดันไปสอดคล้องกับคำขวัญประจำตัวของ “โกวิทย์ ธารณา” อดีต ส.ส.คนดังย่านนี้ “วิทย์ บางแค แคร์ทุกคน แต่คนบางแค แคร์บางคน” และที่สำคัญ “โกวิทย์” ลาออกจาก ปชป. มาเป็นกองเชียร์พรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยลุงตู่ 

โกวิทย์ ธารณา ลาออกจาก ปชป.มาช่วยพลังประชารัฐ

          000 สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ปักหมุดสู้ศึกฝั่งธนฯ ด้วยการส่ง “ดร.ต้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา” นักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้าน ลงลุยสมรภูมิโหด ก่อนหน้านั้น “ดร.ต้น” เคยช่วยงานกอบศักดิ์ ภูตระกูล  จนได้รับความไว้วางใจจากชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค มาร่วมเปิดศูนย์ประสานงานพรรคที่บางแค

กฤชนนท์ อัยยปัญญา พลังประชารัฐ

          000 เดิมทีคู่ชิงของเขต 28 คือ “เสี่ยไก่ วัฒนา” กับ “อรอนงค์ คล้ายนก” แชมป์เก่า ค่ายประชาธิปัตย์ พอมีข่าว “วิทย์ บางแค” ย้ายค่าย ก็ป่วนไปทั้งบางแค นักมวยน้องใหม่ “ดร.ต้น” มีราคาต่อรองขยับทันที

วัฒนา เมืองสุข

          000 เหตุที่วัฒนา เมืองสุข กล้าลงเขตบางแค เพราะได้กองหนุนทีมงานของ “สุธา ชันแสง” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ ลูกชายของ บุญธรรม ชันแสง อดีตกำนันแขวงบางไผ่ เขตบางแค 20 ปีก่อน นับแต่แยกเป็นเขตบางแค ตามกติกาเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “วิทย์ บางแค” ค่าย ปชป. กับ “สุธา” ปรากฏว่าโกวิทย์พ่ายทุกสมัย กระทั่งสมัยที่แล้ว สุธาป่วย ค่าย ปชป.ส่ง “อรอนงค์” ภรรยา “สุพิน คล้ายนก” ส.ก.เขตบางแค เบียดเอาชนะ “หมวดเจี๊ยบ” ค่ายเพื่อไทยไปได้

อรอนงค์ คล้ายนก ประชาธิปัตย์

          000 สมัยที่เลือกตั้งแบ่งเขตเรียงเบอร์ “วิทย์ บางแค” กับ “สุพิน” ยังเป็นหัวคะแนนของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” แต่เลือกตั้ง 2538 “วิทย์ บางแค” จับมือ “จ่ามี” แหกค่ายบ้านริมคลองมาซบค่าย ปชป. จัดทีมสู้ “นายเก่า เหลิม บางบอน” จนเอาชนะได้ และเป็น ส.ส.สมัยแรก

          000 วงการต่อรองแถวริมคลองภาษีเจริญ เริ่มสับสัน เมื่อ “วิทย์ บางแค” แยกทางจาก “ส.ก.สุพิน” มาช่วย “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หวังอุ้ม “ดร.ต้น” เข้าสภา ส่งผลให้ “อรอนงค์” เหนื่อยขึ้น เพราะเจอทั้งเพื่อไทย และพลังประชารัฐ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

          000 นับแต่เกิด “วิกฤติไทยรักษาชาติ” ส่งผลกระทบถึงพรรคการเมืองหลายพรรค ต้องเบรกการหาเสียงไว้ชั่วคราว ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกอาการเหมือนนักมวยเจอของแข็ง ช็อตไปดื้อๆ 

          000 พอฝุ่นจาง พรรคภูมิใจไทย เริ่มโหมหาเสียงด้วยประเด็น “กัญชาไทย ปลูกได้เสรี” ติดป้ายทั่วบ้านทั่วเมือง โดยค่ายสีน้ำเงินจะนำเอาโมเดลปลูกกัญชาในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้นแบบ เชื่อว่ากัญชาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร โดยมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการตลาดของพืชกัญชาในอนาคต จะสูงถึง 4.6 ล้านล้านบาท

กำนันฉอย สมเกียรติ วอนเพียน พลังประชารัฐ

000 ส่งท้ายด้วยข่าว “ทัพใหญ่พลังประชารัฐ” บุกเมืองกาญจน์ 15 กุมภาพันธ์นี้ นำโดย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, อนุชา นาคาศัย, กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค และอิทธิพล คุณปลื้ม โดยปักธงที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ช่วยหาเสียงให้ “กำนันฉอย” ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ และอีกอย่าง “ท่าม่วง” เป็นบ้านเกิดของสนธิรัตน์ ศึกนี้จึงแพ้ไม่ได้

เข้าหน้าร้อนแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362600?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าหน้าร้อนแล้ว

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
เข้าหน้าร้อนแล้ว,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้อากาศบ้านเราเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว และไม่เฉพาะอากาศอย่างเดียว แต่เหตุการณ์รอบๆตัวยังระอุแทบจะลุกเป็นไฟ

จึงขอให้ทุกคนมีสติอย่าไปเสียอารมณ์ เสียความรู้สึก โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ขอให้นึกว่า “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” และคนไทยมีความเชื่อศรัทธาว่า ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

มีคำกล่าวที่ว่าวัน เวลา ผ่านไปเหมือนติดปีกบิน เผลอแป๊บเดียวก็จะถึงเมษายน เดือนที่ร้อนที่สุดของปี และช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน

เมื่อได้ดูโฆษณาท่องเที่ยวตาม นสพ. โทรทัศน์ วิทยุและสื่อออนไลน์ต่างๆ แล้ว มีโปรแกรมการท่องเที่ยวเสนอมามากมาย ในราคาไม่แพง

ญี่ปุ่นดินแดนอาทิตย์อุทัย ยังเป็นประเทศยอดฮิตติดอันดับ 1 ซึ่งช่วงนั้นอากาศกำลังสบายๆ หลายแห่งสวยงามโรแมนติก มีซากุระบาน

เพื่อให้สบายๆ คลายร้อน จึงมีของฝากจากนิตยสาร ‘ผาสุก’ จากไทยประกันชีวิตเสนอเรื่องน่าสนใจในวัฒนธรรมประเพณี ความนึกคิดระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ดังสรุปให้ดังนี้

ในขณะที่บ้านเรามีขนบธรรมเนียมทักทายกันด้วยการไหว้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการไหว้พระ ไหว้ผู้มีพระคุณ หรือผู้อาวุโส และไหว้บุคคลทั่วไป ชาวญี่ปุ่นจะใช้การโค้งคำนับทักทายจะโค้ง 15 องศา และค้างไว้ไม่นาน

เป็นการทักทายเมื่อเจอคนรู้จัก การโค้งเคารพจะโค้งประมาณ 30 องศา เพื่อแสดงความเคารพต่อลูกค้า เจ้านายหรือรุ่นพี่ และการโงเคารพแบบนอบน้อมจะโค้ง 45 องศา ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที เพื่อแสดงความเคารพแบบนอบน้อมสำหรับผู้ที่มีอาวุโสหรือบุคคลที่เคารพมาก

ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับรองเท้านั้น เป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นและคนไทยถือคล้ายคลึงกันมาก เช่น ห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน วัด รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปกติทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นจะเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า

สำหรับคนญี่ปุ่น ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตาตามิ แม้จะสวมรองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน โดยให้ถอดรองเท้าไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน และต้องให้ปลายรองเท้าหันไปทางประตูเท่านั้น หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำคนญี่ปุ่นก็จะมีรองเท้าสำหรับใช้ห้องน้ำให้เปลี่ยนด้วย

งานวัดคืองานบุญประจำปีที่แต่ละวัดกำหนดฤกษ์ยามการจัดแตกต่างกันออกไป ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีของคนไทยมาตั้งแต่อดีต และที่ขาดไม่ได้คือความบันเทิง เช่น หนังกลางแปลง บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ฯลน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็มีงานลักษณะคล้ายๆ กัน แม้วัฒนธรรมประเพณีจะแตกต่างกับของไทย

แต่บรรยากาศความบันเทิงภายในงานนั้นคล้ายกันมาก โดยมีทั้งการขายของกิน เช่น ผลไม้เคลือบน้ำตาล ปลาหมึกย่าง ทาโกะยากิ และมีเกมให้เล่น ทั้งเกมตกปลา ยิงปืน บ้านผีสิง ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ผู้คนมักออกมาไหว้พระขอพรก็จะยิ่งคึกคัก ซึ่งช่วงที่ญี่ปุ่นมีการจัดงานวัดมากที่สุดก็คือช่วงฤดูร้อน

ชาวญี่ปุ่นจะเคร่งครัดในเรื่องของกฎระเบียบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรอขึ้นรถ การรอซื้อตั๋วรถ การรอเข้าร้านเพื่อรับประทานอาหาร หรือรอเข้าห้องน้ำสาธารณะ เพราะสังคมญี่ปุ่นจะปลูกฝังให้เด็กเข้าใจว่าการแซงคิวนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และคนที่แซงคิวจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะไม่เกรงใจคนอื่น

ทำให้คนอื่นต้องรอนานขึ้น ดังนั้นการแซงคิวจึงหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น และเมื่อใครคนนั้นไม่เห็นคุณค่าในเวลาของคนอื่น ก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไร้ค่า

ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นจะนิยมใช้กระดาษชำระแบบม้วนเล็กๆ สีอาจจะไม่ได้ขาวมาก และไม่มีลวดลายเหมือนที่ใช้ในบ้านเรา ซึ่งกระดาษชำระแบบนี้เมื่อใช้เสร็จก็สามารถทิ้งลงในโถส้วมได้เลย เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อให้ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสน้ำ หมดห่วงเรื่องอุดตัน

ผิดกับห้องน้ำสาธารณะในประเทศไทย ที่ต้องติดป้ายห้ามทิ้งกระดาษชำระลงในโถส้วมแทบจะทุกที่ ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถังขยะในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีขนาดเล็กมาก เพราะมีไว้สำหรับทิ้งผ้าอนามัยเท่านั้น

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้เป็นวันศุกร์ และไม่อยากให้ท่านทั้งหลายเครียด จึงนำเรื่องน่าสนใจของญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง

ญี่ปุ่นนั้นมีความผูกพันกับไทย และเป็นต้นแบบในเรื่องของความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลาถ้าคนไทยมีรุ่นใหม่เป็นแบบนี้ ประเทศชาติของเราไม่วุ่นวายแบบนี้หรอก !

ย้อนอดีตศึก “จองชัย-ประภัตร”ผลัดกันแพ้-ชนะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนอดีตศึก “จองชัย-ประภัตร”ผลัดกันแพ้-ชนะ

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน,บรรหาร ศิลปอาชา,พรรคกิจสังคม,พรรคชาติไทย
เปิดอ่าน 1,290 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเมืองสุพรรณบุรี ใช่มีคู่รักคู่แค้นแค่ “จองชัย เที่ยงธรรม” กับ “ประภัตร โพธสุธน” พลิกแฟ้มข่าวระหว่างปี 2519-2526 ก็จะพบการขับเคี่ยวกันของสิงห์เฒ่า “ทองหยด จิตตวีระ” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสองพี่น้อง กับสิงห์หนุ่ม (สมัยนั้น) “บรรหาร ศิลปอาชา”

“ทองหยด” เป็นส.ส.สมัยแรก จากการเลือกตั้ง 2500 สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 5 สมัยติดต่อกัน ช่วงที่ “ทองหยด” สังกัดพรรคกิจสังคม ได้เจอกับผู้มาใหม่ “บรรหาร” จากพรรคชาติไทย ต่างฝ่ายต่างพยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งในเมืองสุพรรณ

        ตอนนั้นชาวบ้านแถวสองพี่น้องมักจะได้ยินสโลแกนบ้านบ้าน “อยู่กับทองหยด อดจนตาย อยู่กับบรรหาร ลูกหลานสบาย” ในช่วงหาเสียง

เลือกตั้ง 2526 “บรรหาร” ยึดเก้าอี้ ส.ส.สุพรรณฯ 4 ที่นั่ง เหลือ 1 ที่นั่งให้นักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “จองชัย เที่ยงธรรม” โดยทองหยดสอบตก และเลือกตั้ง 2529 ทองหยดหิ้วกระเป๋าไปลง ส.ส.ที่เชียงใหม่ ก็สอบตกอีก

สำหรับปี 2562 เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.สามชุก อ.ศรีประจันต์ อ.ดอนเจดีย์ (เฉพาะตำบลไร่รถ ตำบลดอนเจดีย์ และตำบลหนองสาหร่าย) และอ.อู่ทอง (เฉพาะตำบลอู่ทอง ตำบลหนองโอ่ง ตำบลดอนคา ตำบลพลับพลาไชย และตำบลบ้านโข้ง) กลายเป็นรีเทิร์นแมทช์มวยคู่แค้น ระหว่าง “จองชัย สิงห์บ้านกล้วย” กับ “ประภัตร ลูกบ้านไร่”

พลันที่จองชัยประกาศ “นิสัยผม ก็โกหกตอแหลไม่เป็น ปากกับใจตรงกัน ไม่ใช่ไก่ 3 อย่างคือ พูดอย่าง คิดอย่าง ทำอย่าง” ตามสไตล์นักเลงบ้านกล้วย พูดแล้วไม่ต้องตีความ เฮียจองชัยจึงสวมเสื้อภูมิใจไทย ชนประภัตร พรรคชาติไทย

เลือกตั้ง 18 เมษายน 2526 สังเวียนสุพรรณบุรี มี ส.ส. 2 คน ตามกติการแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขต 2 ประกอบด้วย อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก อ.เดิมบางนางบวช และอ.ด่านช้าง

จองชัย เที่ยงธรรม ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกในสีเสื้อพรรคกิจสังคม พร้อมสโลแกน “คิดอะไรไม่ออก บอกจองชัย” เจอกับแชมป์เก่า-ประภัตร โพธสุธน ที่ได้เป็นส.ส.มาแต่การเลือกตั้ง 2518 ยังลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติไทย

ผลการนับคะแนน จองชัยได้อันดับหนึ่ง 46,497 คะแนน และประภัตรได้ 42,841 คะแนน เข้าสภาทั้งคู่

เลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 จองชัยย้ายไปอยู่สังกัดพรรคสหประชาธิปไตยของ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ อดีตนายทหารคนสนิทของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

ผลการนับคะแนน ประภัตรได้อันดับหนึ่ง 73,213 คะแนน และจองชัยได้ 56,276 คะแนน แม้ช่องว่างคะแนนจะห่างกันมาก แต่ทั้งคู่ได้เข้าสภาไปพร้อมกันอีกสมัย

หลังจากนั้น นพ.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณฯ จึงไปกล่อมเฮียจองชัย มาร่วมลงเรือลำเดียวกัน

เลือกตั้ง 2531 เฮียจองชัยจึงลาพรรคสหประชาธิปไตยมาสังกัดพรรคชาติไทย ทำให้บรรหาร ศิลปอาชา สามารถพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีไปได้อย่างรุดหน้า เมื่อส.ส.ทั้งจังหวัดล้วนสังกัดพรรคเดียวกัน

            30 ปีที่แล้ว ประภัตรกับจองชัยอยู่คนละพรรค ยืนซดหมัดในเขต 2 สุพรรณบุรีมาสองสมัย   ซึ่งสมัยที่ 3 ประภัตรอยู่ชาติไทยพัฒนา จองชัยอยู่ภูมิใจไทย และหนนี้ใครแพ้ สอบตก

ยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
ประชาธิปไตย,พรรคไทยรักษาชาติ,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,472 ครั้ง

บทความพิเศษ โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

น่าเสียดายที่นักการเมืองไทยบางคนยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าได้พัฒนาเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประชาธิปไตยในบริบทของราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกอบด้วยสามสถาบันหลัก คือ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ดังที่ปรากฏชัดอยู่ใน “ธงไตรรงค์” ที่เราแสดงความเคารพอยู่ทุกวัน

พรรคไทยรักษาชาติได้สร้างข่าวเกรียวกราวไปไกล วิทยุโทรทัศน์ใหญ่ๆ ในสหรัฐออกข่าวสั้นๆ เป็นระยะๆ ใจความว่าพรรคการเมืองไทยได้กราบทูลเชิญเจ้าหญิงเป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์ทรงตอบรับ แต่ในหลวงองค์ปัจจุบันมีพระราชโองการว่า เจ้าหญิงอยู่เหนือการเมือง

คำถามน่าคิดมีอยู่ว่า ทษช.คิดอย่างไรจึงมี “การตัดสินใจ” กราบทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มาเป็นนายกรัฐมนตรี? มีการปรึกษาหารือกันภายในอย่างรอบคอบและทั่วถึง โดยเฉพาะใน “ข้อเสี่ยง” ต่อการเข้าข่ายทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่? เสี่ยงแล้วจะคุ้มค่าไหม? ต้องการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือหาเสียงหรือ? คณะกรรมการเลือกตั้งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

ความจริงมีอยู่ว่า ทูลกระหม่อมหญิงประสูติมาในสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุนี้ การที่พระองค์ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลนั้น มิได้หมายความว่าได้ทรงลาออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติและราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล โดยนัยนี้ พระองค์จะยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในสถานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์อยู่เสมอ

พูดง่ายๆ กฎมณเฑียรบาลเป็นข้อบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับพระราชฐาน พระราชวงศ์ และระเบียบการปกครองในราชสํานัก คือ เกี่ยวกับฐานันดรศักดิ์ มิใช่เกี่ยวกับการกำหนดให้ทรงอยู่ในหรือนอกสถาบันพระมหากษัตริย์

เห็นได้ว่า พรรคไทยรักษาชาติมองกฎมณเฑียรบาลเป็นข้อบัญญัติที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และได้อาศัยข้อผิดเพี้ยนนี้เป็นฐานกราบทูลเชิญพระองค์เป็นนายกรัฐมนตรี พฤติกรรมที่ปราศจากมูลฐานความถูกต้องเป็นจริงดังกล่าว กลายเป็นยุทธศาสตร์หาเสียงที่ผิดพลาด รังแต่จะก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาในพรรค
พรรคไทยรักษาชาติประกาศปาวๆ ขอบคุณผู้ให้กำลังใจทั้งหลายอยู่หลายครั้ง แต่คงมิได้เป็นการแย้มพรายว่า ยุทธศาสตร์ขั้นต่อไปได้แก่ “การใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย” เพราะผลที่ตามมาจะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่เป็นวิญญูชน มีความคิดอ่านเป็นอิสระ และเคยยอมรับพรรคไทยรักษาชาติมาก่อน หันมาถามอย่างตรงไปตรงมาว่า จะ “เล่นการเมือง” แบบ “บอลแพ้แต่คนไม่แพ้” หรือ? จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยเสียเองหรือ? กำลังเป็นหุ่นเชิดของใครคนหนึ่งอยู่หรือ?

แม้ว่า กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความไม่ชอบมาพากลใน “การตัดสินใจ” ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้พรรคไทยรักษาชาติก็ยังพอมีทางออกที่สง่างามอยู่บ้าง คือ กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประกาศยุบพรรคให้รู้แล้วรู้รอดไปอย่างกล้าหาญชาญชัย คือ ยอมรับผิดโดยดุษณีแต่ผู้เดียว ไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดนี้ทำลายภาพลักษณ์ของคำว่า “พรรคการเมือง” ให้เสื่อมเสียไปด้วย

หาก “พรรคการเมือง” กลายเป็นคำที่น่ารังเกียจของสังคมแล้ว “ประชาธิปไตย” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? “พรรคเผด็จการเพื่อตัวเอง” และ “นักเผด็จการเพื่อส่วนตัว” มิใช่ส่วนรวม ก็จะเข้ามาก่อให้เกิดการจลาจล/สงครามกลางเมืองได้อีก รวมทั้งชาติบ้านเมืองที่เพิ่งมีโอกาสได้พัฒนาอย่างสงบเงียบมาเพียง 4 ปีเศษ ก็จะต้องสูญเสียผลการพัฒนาไปเปล่าๆ มิใช่หรือ?

ในโอกาสเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคไทยรักษาชาติก็จะสามารถประกาศได้อย่างเต็มภูมิฐานว่า พรรคตั้งใจที่จะ “แก้ปัญหา” มิใช่ “ก่อปัญหา” ให้แก่ชาติบ้านเมืองจริงๆ

อย่างน้อยเจ้านายที่อยากกลับเมืองไทยก็จะได้มีโอกาสมากขึ้น.

ศึกสายเลือด “พรพฤฒิพันธุ์” นครบาลเพชรบูรณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362443?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกสายเลือด “พรพฤฒิพันธุ์” นครบาลเพชรบูรณ์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
นครบาลเพชรบูรณ์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สมรภูมิเมืองมะขามหวาน,พรพฤฒิพันธุ์,พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์,พรรคชาติไทยพัฒนา,วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์
เปิดอ่าน 2,106 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

“นครบาลเพชรบูรณ์” เป็นชื่อของเพชรบูรณ์ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2486-2487) ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งเพชรบูรณ์ ให้เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

การเลือกตั้งปีนี้ สมรภูมิเมืองมะขามหวาน กลายเป็นการต่อสู้ระหว่าง “กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์” กับกลุ่มไม่เอาสันติ

หลายปีมาแล้ว “สันติ พร้อมพัฒน์” จับมือ “วิศัลย์ โฆษิตานนท์” ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และอดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ และ “เอี่ยม ทองใจสด” ยึดการเมืองท้องถิ่น ทั้งเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ฉะนั้น เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองเพชรบูรณ์ (บางตำบล), อ.หล่มสัก(บางตำบล) และ อ.เขาค้อ จึงเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” พรรคชาติไทยพัฒนา อดีต ส.ส.หลายสมัย กับ “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” อดีตรองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ หลานสาวของวิจิตร พรรคพลังประชารัฐ และ “สุทัศน์ จันทร์แสงศรี” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว พรรคเพื่อไทย

“ปอย พิมพ์พร” ลงสมัคร ส.ส.หนแรกในชีวิตการเมือง ภายใต้การสนับสนุนของสันติ พร้อมพัฒน์ “บิ๊กบราเธอร์” ของนครบาลเพชรบูรณ์

กล่าวสำหรับ ตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” เป็นกลุ่มการเมืองใหญ่ในเขต อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยมี “เสี่ยหมึก” วิสูตร พรพฤฒิพันธุ์ ผู้รับเหมารายใหญ่ของเมืองมะขามหวาน เป็นคนวางแผนสร้างเครือข่ายการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

เสี่ยหมึกผลักดันให้ “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” ได้เป็น ส.ส.เพชรบูรณ์ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา และธีรพร พรพฤฒิพันธุ์ ภรรยาของวิจิตร เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์

นอกจากนี้ เสี่ยหมึกยังสนับสนุนให้เครือญาติ โดยเฉพาะลูกสาวและลูกชาย ได้เป็น ส.อบจ., รองนายกเทศมนตรี และนายก อบต. ซึ่งเสี่ยหมึกได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2557

“พรพฤฒิพันธุ์” อีกสายหนึ่งคือ “วินัย พรพฤฒิพันธุ์” เจ้าของกิจการโรงโม่หิน, ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, โรงสีข้าว และกิจการปั๊มน้ำมันหลายแห่ง มีลูกชาย “เสี่ยเอด” อภิวุฒิ พรพฤฒิพันธุ์ อดีตรองนายก อบจ.เพชรบูรณ์ (เสียชีวิตแล้ว) และลูกสาว พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์

วินัยเป็น ส.อบจ. และเคยดำรงตำแหน่งประธาน ส.อบจ.เพชรบูรณ์ พร้อมกันนั้น ยังเป็นพี่ชายของวิจิตร แต่ระยะหลัง วินัยจับขั้วการเมืองกับกลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ ขณะที่น้องชาย วิจิตร แยกตัวเป็นเอกเทศ

เลือกตั้งเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ปี 2555 “ธีรพร” ภรรยาของวิจิตร ไม่ลงสนาม ทำให้เสกสรร นิยมเพ็ง นักการเมืองสายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ และสันติ ได้เป็นนายกเล็กแบบไร้คู่แข่ง

นัยว่า วิจิตรก็ถูกทาบทามให้ย้ายจากชาติไทยพัฒนา มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ แต่นาทีสุดท้าย วิจิตรก็ตัดสินใจไม่ทิ้ง “ลูกบรรหาร” ส่งผลให้ทีมงานและกองเชียร์รู้สึกอึดอัด ที่คนในตระกูลพรพฤฒิพันธุ์ ต้องมาแข่งกันเอง

ด้านแชมป์เก่า “สุทัศน์ จันทร์แสงศรี” ลูกเขยของเชาว์ เพชรประเสริฐ เจ้าของกิจการเดินรถ “เพชรประเสริฐ” เป็นอดีต ส.ส.เมืองมะขามหวานคนเดียว ที่ไม่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากสุทัศน์อยู่คนละสายกับสันติ พร้อมพัฒน์

“สุทัศน์” เคยเป็น ส.ว.เพชรบูรณ์ และเป็นคนสนิทของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร จนได้รับมอบหมายให้ตั้งพรรค “ประชาภิวัฒน์” ในยุคที่อดีตกบฏ 9 กันยา ยังอยู่ฝ่ายเดียวกับคนเสื้อเหลือง

เลือกตั้ง 2550 สุทัศน์สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม ชนะเลือกตั้งแต่ถูกใบเหลือง ทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ เลยพ่ายแพ้ให้แก่ณรงค์กร ชวาลสันตติ พรรคพลังประชาชน ต่อมา ปี 2554 สุทัศน์ย้ายมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เอาชนะวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ พรรคชาติไทยพัฒนาไปได้

หากเพื่อไทยเจออุบัติเหตุทางการเมือง เหมือนพรรคไทยรักษาชาติ สนามเขต 1 คงกร่อย เพราะจะเป็นการต่อสู้กันของ “อา” กับ “หลาน” ภายใต้การกำกับของบิ๊กบราเธอร์นครบาลเพชรบูรณ์