ดับแดงฮาร์ดคอร์ ปิดวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย ลุงสนามหลวงล่องหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362459?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับแดงฮาร์ดคอร์ ปิดวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย ลุงสนามหลวงล่องหน

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:09 น.
แดงฮาร์ดคอร์,ฝ่ายซ้าย,ลุงสนามหลวง
เปิดอ่าน 15,411 ครั้ง

ฝ่ายความมั่นคงไทย ได้เกาะติดกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว ทุกวันนี้ ไม่มีกลุ่มไหนได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีข่าวสุรชัยและพวก ถูกอุ้มหาย

000 สงครามข่าวลวง ข่าวลับ ข่าวลือ ดำเนินการอย่างมีการจัดตั้งผ่านสื่อโซเชียลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาปั่นป่วนทั่วบ้านทั่วเมือง แต่บรรดา “แดงฮาร์ดคอร์” กลุ่มหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่า เมื่อไม่ได้รับฟัง “วิทยุใต้ดิน” จากฝั่งซ้าย เนื่องจาก “ลุงสนามหลวง” หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” ประกาศ “พักการออกอากาศ” รายการสหพันธรัฐไท ทางช่องยูทูบ ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว

ลุงสนามหลวง

000 ฝ่ายความมั่นคงไทย ได้เกาะติดกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว ที่มีอยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มลุงสนามหลวง หรือสหพันธรัฐไท, กลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และกลุ่มไฟเย็น ซึ่งทุกวันนี้ ไม่มีกลุ่มไหนได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีข่าวสุรชัยและพวก ถูกใครไม่ทราบอุ้มไปสังหาร

000 ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ลุงสนามหลวง สร้างความวุ่นวายให้ฝ่ายความมั่นคง โดยการปลุกระดมให้สมาชิกองค์กร “สหพันธรัฐไท” ที่อยู่ในเมืองไทย ออกมาทำกิจกรรมใส่เสื้อดำ ที่ติดแถบขาวแดง ขณะเดียวกัน ทางทหารได้เชิญภรรยาและลูกชายของลุงสนามหลวง เข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร 7 วัน

000 ช่วงที่ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกทีมงาน “นักล่านิรนาม” อุ้มไปจากบ้านพัก ก็มีข่าวปล่อยว่า “ลุงสนามหลวง” ได้ย้ายออกจากลาวไปตั้งสถานีวิทยุใต้ดินใหม่ที่เวียดนาม แต่จริงๆ แล้ว ลุงสนามหลวงหลบซ่อนตัวอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ดำเนินรายการวิทยุใต้ดินตามปกติ กระทั่งมีประกาศยุติการออกอากาศ “ชั่วคราว” เมื่อเร็วๆ นี้ ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของพวกเขา

000 สำหรับ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวง เป็น “คนเดือนตุลา” สายมหิดล หลัง 6 ตุลา เข้าป่าอีสานใต้ มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” จึงรู้จักมักคุ้นกับนักการเมืองอย่าง “สหายจรัส” และ “สหายใหญ่” คนวงในเครือข่ายชินวัตรเป็นอย่างดี การทำรัฐประหาร 2549 ล้มรัฐบาลทักษิณ เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้แบบใต้ดินของชูชีพ จากกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จนมาถึงกลุ่มสหพันธรัฐไท

000 ก่อนพักการส่งกระจายเสียง “ลุงสนามหลวง” ได้วิพากษ์ “นายใหญ่” และวงศ์วานว่านเครือแบบเผ็ดร้อน ทำนองว่า สู้ไม่จริง หรือหลอกใช้คนอื่นทำงานเสี่ยง จับความได้ว่า ลุงสนามหลวงรู้สึกผิดหวังที่เพื่อนพ้องน้องพี่ “คนเดือนตุลา” เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ดูแลพวกคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในฝั่งลาว

สุธรรม แสงประทุม

000 นี่ก็คนเดือนตุลา สายพระเอกลิเก “สุธรรม แสงประทุม” สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ที่ไม่ได้อยู่วงใน “ลูกท่านหลานเธอ” ในห้วงวิกฤติของ ทษช. ก็พยายามโพสต์เฟซบุ๊ก อัพสเตตัสเท่ๆ “จงสู้จนสุดฤทธิ์แม้ชีวิตจะดับพ้น” และ “ศักดิ์ศรีมนุษยชนไม่ยอมทนเป็นทาสใคร” โดยมิได้มองสาเหตุแท้จริงคือ “นายใหญ่” ที่เดินเกมพลาด

000 ตีเหล็กเมื่อแดง กินแกงเมื่อร้อน หรือตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เป็นสำนวนเก่าๆ ที่คุ้นหู ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำของฝ่ายเครือข่ายคนแดนไกล “ฉลอง ฆารเลิศ“ ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ได้ปล่อยขบวนรถแห่หาเสียงที่ติดป้ายและเบอร์ผู้สมัคร รวมทั้งรูปของ “พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา” วิ่งไปตามถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งพื้นที่เมืองน้ำดำ ถือว่าเป็น “เขตแดงเข้ม” ไม่แพ้อุดรธานี ร้อยเอ็ด และขอนแก่น

รถหาเสียงของพลังประชารัฐเมืองน้ำดำ

ฉลอง ฆารเลิศ ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์

000 ทำนองเดียวกัน “เอกภาพ พลซื่อ” อดีต ส.ส.ค่ายวังพญานาค และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ร้อยเอ็ด ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในโรงแรมใหญ่กลางเมือง โดยเชิญตัวแทนกลุ่มแกนนำสตรีร้อยเอ็ดกว่า 4,000 คน มารับฟังการปราศรัย “เอกภาพ” บอกย้ำว่า “พรรคพลังประชารัฐ จะไม่ดึงฟ้าต่ำแบบบางพรรค” และยังได้ขายนโยบายประชานิยมสูตรใหม่ โดยไม่หวั่นกระแส “คิดฮอดคนไกลบ้าน” ที่ดำรงอยู่ในทุกหมู่บ้าน

เอกภาพ – รัชนี พลซื่อ 

กลุ่มสตรี 4 พันคน มาฟังนโยบาย พปชร.

000 ตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐสายอีสาน เขต 1 สระแก้ว “ตรีนุช เทียนทอง” หลานสาว “ป๋าเหนาะ” ที่ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ กลับเน้นความเป็น “ตรีนุช” คนบ้านใหญ่สาย “กำนันขวัญเรือน” มากกว่าชูนโยบายพรรค หรือขายแบรนด์ “ลุงตู่” เช่นเดียวกับที่เขต 1 “ฐานิสร์ เทียนทอง” พี่ชายของตรีนุช

ตรีนุช เทียนทอง

000 น่าสังเกตว่า “ฐานิสร์-ตรีนุช” ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือสื่อสารกับชาวบ้าน โดยตั้งชื่อเพจว่า “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” เหมือนจะบอกว่า “สองพี่น้อง” จะก้าวไปด้วยกัน และไปได้ไกลกว่าสมัยที่อยู่ใต้ร่มเงา “บ้านใหญ่ป๋าเหนาะ”

000 อย่างไรก็ตาม “อีสานโพลล์” ฉบับล่าสุด จากการสุ่มสำรวจคนอีสานว่าจะเลือกพรรคใด ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย นำโด่งร้อยละ 44 ตามด้วยพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 21  ส่วนพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 7 และที่แย่หน่อยก็พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 3 เป็นผลสำรวจที่ไม่ต่างจากความคาดหมายของคนทั่วไป

เลือกตั้ง(ตัวช่วย)”ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง(ตัวช่วย)”ลุงตู่”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กระดานความคิด,พรรคไทยรักษาชาติ,ลุงตู่,พปชร,พรรคพลังประชารัฐ,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

หลังจากสงวนท่าทีมานาน (ทั้งที่คนก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ร่อนสารเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า “ผมขอตอบรับการเชิญโดยยินยอมให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

หากประเมินสถานการณ์การเมือง ณ ขณะนี้ ต้องถือว่า “ลุงตู่”  เป็น “เต็งหนึ่ง” ในการที่จะได้เป็นนายกฯ อีกสมัยหลังการเลือกตั้ง

แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐที่ “ลุงตู่” มีชื่อในบัญชีนายกฯ จะชนะเลือกตั้ง “เข้าวิน” เป็นที่ 1 เพราะในทางการเมืองก็รู้กันอยู่ว่า “พรรคเพื่อไทย” คงได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.เป็นอันดับ 1 ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตั้งเป้าช่วงชิงที่ 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะแค่พรรคพลังประชารัฐ ได้ที่ 2 ก็สามารถจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเข้าที่ 3 และพรรคการเมืองขนาดกลางที่รอเสียบตั้งรัฐบาล โดยดัน “ลุงตู่” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ ได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเกิดสถานการณ์หลังสุดที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” ได้กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ นอกจากจะทำให้คะแนนเสียงของ “พรรคไทยรักษาชาติ” หดหายแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังคะแนนเสียง “พรรคเพื่อไทย” ด้วย เหตุเพราะคนมองว่าพรรคไทยรักษาชาติ เป็นสาขาหรือเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย โดยดูจากแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติหลายคน ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย และการเดินเกมการเมือง ก็เป็นไปในลักษณะ “ซูเอี๋ย” กัน อย่างเช่น การที่พรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงแค่ 22 เขตเลือกตั้ง จากทั้งหมด 30 เขตเลือกตั้งใน กทม. โดยเว้นไม่ส่งใน 8 เขตเลือกตั้งที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งทำให้พรรคพลังประชารัฐอาจฉวยโอกาสนี้แซงพรรคเพื่อไทย เข้าป้ายเป็นที่ 1 และหากพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งเป็นที่ 1 “ลุงตู่” นั่งนายกฯ อีกสมัยแน่ !!

เมื่อวันก่อน  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊ก บอกว่า มีถึง 11 เหตุผล ที่ต้องเลือก “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง อาทิ เป็นคนนำความสงบกลับสู่บ้านเมือง-กล้าตัดสินใจ-ไม่เป็นนอมินีใคร-รักประชาชนและประเทศชาติ

แต่ในขณะเดียวก็มี “เครือข่ายผู้รักความเป็นธรรม” โพสต์สวนทันควันว่า มีถึง 11 เหตุผลเช่นกัน ที่ไม่ควรเลือก “ลุงตู่” เป็นนายกฯ คนต่อไป อาทิ เผด็จการ ใช้วาจาหยาบคาย ขี้โมโห เล่นพวกพ้อง เอาเป็นว่าเป็นวิจารณญาณของแต่ละคนก็แล้วกันว่า “ลุงตู่” ควรเป็นนายกฯ ต่อไปหรือไม่

มีเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่และถือว่าเป็นจุดอ่อนของ “ลูงตู่” ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ  ปัญหาปากท้องของของประชาชน เพราะตลอด 4 ปีเศษ ที่ “รัฐบาล คสช.” บริหารประเทศมา เศรษฐกิจไม่ดี ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า เดือดร้อนในการทำมากิน เงินขาดกระเป๋า เป็นหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่ว่าจะเป็นยางพารา ราคาข้าวเปลือก ซึ่งสวนทางกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพที่พุ่งพรวดไม่ยอมลดลง

และไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง ดูได้จากผลโพลล์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอยูโพล สวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล นิด้าโพล ฯลฯ เมื่อมีการสอบถามถึงสิ่งที่ “รัฐบาล คสช.” ล้มเหลวหรืออยากให้เร่งปรับปรุงมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างมักจะตอบเรื่อง “เศรษฐกิจ/ปากท้อง” เป็นอันดับหนึ่ง

โดยเฉพาะของ “สวนดุสิตโพล” ที่มีการสอบถามถึง 8 ครั้ง ผลที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือรัฐบาลยัง “สอบตก” ไม่ผ่านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูง คือระหว่าง 74-88%

พล.อ.ประยุทธ์ เคยปรับ ครม.ครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจและขยับเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เป็นผล

และเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนี่เอง ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากให้ “รัฐบาล คสช.” บริหารประเทศต่อไป และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง โดยหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหา

ที่จริงแล้วรัฐบาล คสช. ก็ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งสักเท่าไร เห็นได้จากมีการเลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง แต่ถึงเวลานี้ฝืนกระแสไม่ไหวเพราะขืนยื้อต่อไปม็อบคงออกมาอีกเยอะ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของประชาชนที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่เพราะ “ลุงตู่” และคณะ ไม่มีฝีมือ แต่สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการทำ “รัฐประหาร”

เพราะว่าการที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี่เอง ทำให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตย ถอยห่าง ไม่มาลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจ “ลุงตู่” แต่มันเป็นเรื่องของ “หลักการ” และเมื่อทุนต่างชาติมีจำนวนเงินมหาศาล อีกทั้งคนไทยเราเองก็ไม่อยากลงทุนในภาวะบ้านเมืองที่ยังไม่ปกติ จึงทำให้เศรษฐกิจซบเซา

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็น “ตัวช่วย” พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างดี เพราะหาก “ลุงตู่” ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะไม่มี “ชนัก” ในเรื่องที่ว่า เป็นเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกต่อไป ทั้งในและต่างประเทศก็พร้อมที่จะลงทุนทำมาค้าขายในประเทศไทย “ลุงตู่” ก็มีโอกาสโชว์ฝีมือในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไปอีก

ถึงตอนนั้นก็จะได้รู้กันว่า “ลุงตู่” มีฝีมือมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นอีก ก็ชัดแล้วว่าเป็นเพราะใคร

ขอศาลรธน.เมตตา”ทษช.”ได้เห็นข้อกล่าวหายุบพรรค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอศาลรธน.เมตตา”ทษช.”ได้เห็นข้อกล่าวหายุบพรรค

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ยุบพรรค,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,082 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“บิ๊กเซอร์ไพรส์” ซึ่งพรรคไทยรักษาชาติ( ทษช.) ดำเนินการเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วนั้น..ในยามนี้ส่งผลสะเทือนมายังพรรคนี้แล้ว

เมื่อ กกต.เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า “ทษช.” กระทำผิด สมควรยุบพรรค เนื่องจากเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง

แต่ ทษช.อ้างว่า พรรคยังไม่ได้เห็นข้อกล่าวหาดังกล่าวเลย…ฉะนั้นขอความเมตตาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้พรรคได้มีโอกาสเพื่อที่จะเตรียมพยานหลักฐานสู้คดีตามหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจง…

“พิชิต ชื่นบาน” ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตอบในช่วงบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่าจะรับคำร้องของ กกต.ไว้วินิจฉัยหรือไม่…

พิชิตกล่าวว่า “พรรคอยู่ในฐานะคู่กรณี ความหมายในทางกฎหมายคือ ผู้ร้อง, ผู้ถูกกล่าวหา และให้รวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนด้วย

การที่ กกต.ยื่นเรื่องยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญเลยโดยที่ไม่ให้พรรคไปรับทราบข้อกล่าวหาและขอชี้แจงนั้น กระทบสิทธิของพรรค, ผู้สมัคร ส.ส.สองระบบ และสมาชิกพรรคที่มีทั่วประเทศจำนวนมากด้วย

จนถึงตอนนี้ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยื่นต่อศาลนั้น พรรคยังไม่รู้เลยและไม่รู้ท้ายคำร้องที่กกต.ยื่นไปด้วย

ตามหลักยุติธรรมที่ระบบตุลาการของไทยใช้มานานนั้นคือ หลักฟังความทุกฝ่าย ซึ่งเป็นหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับบัญญัติไว้รวมทั้งสากลโลกด้วย

เหตุที่พรรคยืนยันแบบนี้เพราะการดำเนินการของ กกต.ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน

ทั้งๆ ที่ตามปฏิทินแล้ว กกต.จะประกาศรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.และแคนดิเดตนายกฯ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่ทำไมมีการประกาศคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ก่อน และไม่ให้พรรคไปรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงเบื้องต้น เสมือนได้พิพากษาประหารชีวิตพรรคไทยรักษาชาติไปแล้ว เพราะมีเพียงข้อมูลที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอไปเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีข้อมูลที่ผู้ถูกร้องแนบไปด้วย (กกต.อ้างว่าพรรคกระทำความผิดมาตรา 92 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง)

เป็นเหตุให้ความเป็นพรรคการเมืองสิ้นสุดไปแล้วเบื้องต้น เสมือนพรรคมีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 90(2) ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92

เมื่อเป็นแบบนี้แต่พรรคไม่มีโอกาสชี้แจงต่อ กกต. แต่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลยนั้น ยืนยันว่า กกต.ต้องทำให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 93

(เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 92 คณะกรรมการจะยื่นคำร้องเองหรือจะมอบหมายให้นายทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินคดีแทนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะขอให้อัยการสูงสุดช่วยเหลือดำเนินการในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าจะเสร็จสิ้นก็ได้)

จึงขอความเมตตาต่อศาลให้รับพิจารณา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 27
(การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอํานาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวน พยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้

ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนําสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น

ในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคํา ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวน ดําเนินการใด เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้)

ตอนนี้หากคำนึงถึงหลักนิติธรรมและการกระทบสิทธิประชาชนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ตรงนี้คือสิ่งที่พรรคดำเนินการขอความเป็นธรรมจากศาล เพื่อขอโอกาสนี้รับทราบข้อกล่าวหาของ กกต. เพื่อที่จะได้เตรียมพยานหลักฐานชี้แจง

คดีนี้ไม่เคยมีในประเทศ และสิ่งที่พรรคดำเนินการไปนั้น ผมเชื่อโดยเจตนาบริสุทธิ์ของกรรมการบริหารพรรคที่ดำเนินการไป หากไปตรวจสอบประวัติของกรรมการบริหารพรรคชุดนี้จะพบว่าไม่มีประวัติเสื่อมเสียหรือล่วงละเมิดสถาบัน คนรุ่นใหม่เหล่านี้หวังสร้างพรรคนี้ให้เป็นทางเลือกของสังคมและเป็นที่พึ่งของประชาชน
การกระทำของ กกต.นั้นมิได้กระทบเพียงผู้บริหารพรรค แต่กระทบสิทธิของผู้สมัคร ส.ส.และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ขั้นตอนที่พรรคนี้ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ตามระบบมินิไพรมารีโหวตจากสมาชิกทั่วประเทศ พรรคก็ปฏิบัติแม้เวลากระชั้นก็ตาม

วันนี้ชาวบ้านและสมาชิกพรรครอไปเลือกตั้งที่รอมากว่าสี่ปีแล้ว หากพรรคจะโดนยุบ มันเป็นแรงสะท้อนที่สะเทือนใจของทุกฝ่ายนะ”

ป่วนเมือง!หลังแพ้น็อก เครือข่ายทักษิณ พล่าน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362442?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วนเมือง!หลังแพ้น็อก เครือข่ายทักษิณ พล่าน!

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
ทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,รัฐประหารซ้อน
เปิดอ่าน 15,133 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ทันทีที่พรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร พ่ายแพ้เกมตัวเองในเหตุการณ์ “8กุมภา” ดังที่ทราบกัน “ละอ่อน” ทางการเมืองแห่งพรรคทายาทอสูรก็อันตรธานหายหน้าไป เพิ่งโผล่ให้เห็นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก่อนมีข่าวว่า กกต.กำลังชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ที่กระทำการอัน “มิบังควรอย่างยิ่ง”

กระแสพรรคในเครือข่ายทักษิณ ดำดิ่งลงทันทีหลังเหตุการณ์ “8กุมภา” จนอาจจะส่งผลทำให้พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในวันที่ 24 มีนาคม ที่จะถึงนี้ คนในเครือข่ายทักษิณ จึงดิ้นคิดเปลี่ยนเกม “ตัดกระแส” ที่กำลังดำดิ่งจนติดก้นเหว ด้วยการ “ปล่อยข่าว” เพื่อหวังปั่นป่วนการเมืองไทย

10 กุมภาพันธ์ เกิดข่าวลือ “รัฐประหารซ้อน” มีการเผยแพร่ภาพรถถังว่อนโลกออนไลน์ จนเกิดข่าวลือกระหึ่ม ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องมาตัดเกม ยืนยันไม่มีการรัฐประหาร การเห็นภาพรถถังเป็นแค่การเคลื่อนย้ายกำลังปกติ

11 กุมภาพันธ์ มีการสร้างราชกิจจานุเบกษาปลอม ว่ามีคำสั่ง ม.44 ปลดผู้บัญชาการทหารทั้งสามเหล่าทัพ จนนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับต้นตอการปล่อยข่าวและยืนยันความรักใคร่อันดีของพี่น้องเหล่าทัพกับรัฐบาล

12 กุมภาพันธ์ มีข่าวปล่อยจากคนในพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร ) ว่า 24 มีนาคม อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง

นี่คือการป่วนเมืองด้วยการปล่อยข่าวและสร้างเอกสารปลอม หน่วยงานความมั่นคงของ“ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งจับตาเป็นพิเศษว่า หลังการ “แพ้ภัยตัวเอง” ของจอมบงการใหญ่ ที่กระหายอำนาจทางการเมือง จะมีแผนป่วนเมืองที่ต้องเฝ้าระวัง มิให้เกิดขึ้นไปจนถึงช่วงการเลือกตั้ง แผนรักษาความปลอดภัยของฝ่ายมั่นคงจึงถูกหยิบมาใช้เข้มข้นอีกครั้งอย่างเงียบๆ เพราะความไม่ไว้ใจต่ออาการ “ดิ้นพล่าน” ของระบอบทักษิณ

แต่ขอประณาม ณ ตรงนี้ว่า เมื่อพ่ายแพ้สงครามการเมืองด้วยการทำตัวเองแล้ว จงอย่าสร้างความปั่นป่วน เอาประชาชนเป็นตัวประกันเหมือนเช่นที่เคยทำมา เพราะคงไม่มีใครยอมให้ปีศาจทั้งหลายพาชาติดำดิ่งลงเหวอีก

แบตเตอรี่เอเชีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362444?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบตเตอรี่เอเชีย

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:10 น.
โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปเวียงจันทน์ นครหลวงของลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย ซึ่งมีเพียงแม่น้ำโขงขวางกั้น แต่ความรู้สึกนึกคิดวัฒนธรรมประเพณีใกล้กันที่สุดแถมพูดจากันรู้เรื่อง

วัตถุประสงค์เพื่อไปดูโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ‘น้ำงึม 2’ หรือภาษาลาวเรียกว่า ‘เขื่อนไฟฟ้าน้ำตกน้ำงึม 2’ ซึ่งบริษัท ซีเค.พาวเวอร์ในเครือ ช.การช่าง เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ตามโครงการแบตเตอรี่เอเชีย ซึ่งลาวจะผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทย หาเงินรายได้เข้าประเทศ

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้อาจจะมีข้อมูลหนักหน่อยซึ่งขอแจ้งข้อมูลให้ทราบพอสังเขปก่อนจะต่อด้วยเรื่องทั่วๆ ไปของเมืองลาว

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ตั้งอยู่บนลำน้ำงึมระหว่างภูเขาภูแซและภูฮวด บ้านห้วยม่อ เมืองฮ่ม นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยอยู่ห่างจากเขื่อนน้ำงึม 1 ขึ้นไปทางต้นน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ 90 กิโลเมตร

ลักษณะโครงการเป็นเขื่อนกักเก็บ โดยจะเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำที่สร้างอยู่ในระดับที่สูงกว่าอาคารโรงไฟฟ้า เมื่อปล่อยน้ำลงมาตามอุโมงค์ส่งน้ำซึ่งมีแรงดันสูงจะผลักดันให้ใบพัดของเครื่องกังหันหมุนด้วยความเร็วสูง เพลาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะเกิดการหมุนและทำให้เกิดการเหนี่ยวนำในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก่อให้เกิดเป็นกระแสไฟฟ้า

สายส่งกระแสไฟฟ้าจากตัวเขื่อนถึงสถานีไฟฟ้าบ้านนาบง ระยะทาง 80 กิโลเมตร ออกแบบให้ใช้สายส่งขนาด 230 กิโลโวลต์ สายส่งกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าจะถูกปรับเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าเป็นขนาด 500 กิโลโวลต์ ที่สถานีไฟฟ้าบ้านนาบงเป็นสถานีชุมสายรองรับการพัฒนาระบบสายส่งจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 น้ำงึม 3 น้ำเทิน 1 และน้ำเงียบ

ก่อนที่จะนำ กระแสไฟฟ้าเข้าสถานีไฟฟ้าอุดรธานี 3 ในประเทศไทย สายส่งกระแสไฟฟ้าบริเวณชายแดนประเทศไทยเข้าสถานีไฟฟ้าอุดรธานี 3 ระยะทาง 70 กิโลเมตร ออกแบบให้ใช้สายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปได้ เพราะเมื่อเขื่อนเริ่มทำการกักเก็บน้ำ พื้นที่ราบในหุบเขาน้อยใหญ่ของลุ่มน้ำงึมซึ่งกินพื้นที่ราว 107 ตารางกิโลเมตร จะจมอยู่ใต้ผืนน้ำ จึงต้องมีการโยกย้ายชาวบ้านราว 6,000 คน จาก 982 ครอบครัว ใน 16 หมู่บ้าน ของเมืองไซสมบูน แขวงเวียงจันทน์มายังที่อยู่ใหม่

ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะย้ายมาอยู่ใหม่ที่เมืองเฟือง แขวงเวียงจันทน์ ห่างจากถิ่นเดิมราว 120 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่กลางหุบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ภายในเวลาไม่นานหมู่บ้านใหม่ 3 หมู่บ้านถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยวัด โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม 3 แห่ง โรงเรียนมัธยม ศาลาประชาคม สถานีอนามัย ตลาด สถานีขนส่ง ถนนลาดยาง และพื้นที่เพาะปลูก ทั้งหมดถูกสร้างลงบนพื้นที่กว่า 10 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจของโครงการในการแก้ไข เยียวยา และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างดีที่สุด

หมดเรื่องหนักๆ แล้ว ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเล่าสู่กันฟังเรื่องเมืองลาวกันบ้าง

นครหลวงเวียงจันทน์ ณ เวลานี้ เจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา รถราก็ติดขัดแบบกทม. ผู้คนมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไป

สมัยก่อนจากที่ไปลาวต้องนั่งแพข้ามโขงที่ท่าเสด็จ หนองคาย แต่เดี๋ยวนี้มีสะพานข้ามโขงหลายแห่ง

เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ลาวจะเจริญมาก ไล่ๆ กับไทยเพราะมีรถไฟความเร็วสูงจากจีนผ่านหลวงพระบางมาถึงเวียงจันทน์

โอกาสนี้ขอขอบคุณ กก.ผจก.ซีเค พาวเวอร์ ‘ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์’ และกก.ผจก.ไฟฟ้าน้ำงึม 2 ‘วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์’ และทีมงานที่พาไปเยี่ยมชมโครงการและได้รู้ได้เห็นชีวิตชาวลาวแบบใกล้ชิด

มีคำถามอยู่ในใจว่าไทยจะทำโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำได้หรือไม่?

คำตอบคือ ‘เป็นไปไม่ได้’ เพราะจะมีคนค้านแบบหัวชนฝาและไม่ยอมรับรู้ว่าอนาคตไทยจะเป็นอย่างไร

ไทยจึงต้องซื้อไฟฟ้าจากลาวมาใช้ด้วยประการฉะนี้

ฝังฝัน..ใครคนนั้นแบบถาวร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝังฝัน..ใครคนนั้นแบบถาวร

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 15:15 น.
ไทยรักษาชาติ,ทษช
เปิดอ่าน 2,409 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

บิ๊กเซอร์ไพรส์ของ “ไทยรักษาชาติ” เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในหน้าบันทึกการเมืองไทย…

หลากสิ่งหลายความเห็นที่บังเกิดในช่วงถัดมา บ่งชี้เบื้องต้นแล้วว่าอะไรจะเป็นอย่างไรต่อบนกระดานการเมือง…

ภาพชัดวันนี้ที่หลายคนมองต่างตั้งเข็มมุ่งไปยัง “ใครบางคน” ที่ตัดสินใจโยนไพ่ใบสุดท้ายหวังน็อกทั้งวง “ใครคนนั้น” คงต้องมีบารมี อิทธิพลทางความคิดและเครือข่ายรอบด้านมากกว่ากลุ่มยังเติร์กของ ทษช. ที่หลายคนมองว่าชั่วโมงบินไม่น่าจะถึง…

แต่ “คนที่โยนไพ่น็อก” ใบนี้ลงมาคล้ายว่าอาจโดนน็อกเองและนำพาพลพรรคไปในวงแหวนแห่งไฟรัดรอบเข้ามาเรื่อยๆ

เกมที่ผู้ชนะคือผู้เริ่มเกมใหม่ที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ยามทรงอำนาจเมื่อวันวาน แม้วันนี้ใครคนนั้นจะยังใช้วิธีเสี่ยงแบบหลายคน “ไม่กล้าแม้แต่จะคิด” แต่ใครคนนั้น ”กล้า” จะเล่นและเกหมดหน้าตัก

แม้คีย์แมนหลังม่าน ทษช. จะบอกว่ามีการอ่านหมากรอบด้านแล้วว่าจะมีผลเช่นไร…แต่มติของคีย์แมน ทษช.ที่นำมาใช้เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วคือคำตอบของทุกสิ่ง (แม้ใครบางคนของ ทษช. จะออกมาแจงกับสังคมว่าไม่รู้ไม่เห็นกับหมากเกมนี้ก็ตาม แต่ใครจะเชื่อบ้าง…)

เมื่อเกมพลิกแบบนี้…มีการประเมินกันจากคนวงในแล้วว่าใครจะรับผลบวกและลบหาก ทษช.ต้องพับฐานในเร็ววันนี้

เริ่มจากผลลบ… ทษช.โดนแน่…แต่จะเบาหรือหนักเพียงใดและเริ่มต้นเมื่อใดนั้น มีการประเมินสองแนวคือ โดนก่อน 24 มีนาคม หรือโดนหลังเดือนพฤษภาคม เงื่อนเวลานั้น โอกาสจะโดนเชือดก่อนหย่อนบัตรนั้นสูงยิ่ง…ส่วนจะโดนหนักเบาเพียงใด ต้องมองเจตนาของ ทษช.ที่แสดงออกหลังจากนี้ไป
ส่วนลูกพ่วงของระเบิดลูกนี้ของ ทษช.นั้น… “เพื่อไทย” จะโดนพาดพิงและหางเลขทั้งตรงและโต๊ด

เพราะข้ออ้างจากอดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เมืองกล้วยไข่ ที่ออกมาเผาป้ายหาเสียงและให้ข้อมูลกับสื่อว่าเหตุที่พลาดลงอาสาคราวนี้เพราะแกนนำพรรคอ้างโพลล์แพ้และควรให้พรรคตระกูลเพื่อ ลงสมัครแทน

เมื่อคนในบ้านของ ทษช.ออกมาแจกแจงข้อมูลเช่นนี้ ใครต่อใครย่อมเชื่อไปแล้วเกือบทั้งใจว่า ระบบฮั้วของพรรคตระกูลเพื่อนั้นมีจริง

คราวนี้แหละ…มันคือจุดประกายของการลากเพื่อไทยไปลงเหวพร้อมกับพรรคน้อง แม้บางคนบอกว่าสารพัดตระกูลพรรคเพื่อบนกระดานยังเหลือและน่าจะแชร์แต้มไปให้พรรคเหล่านั้นแทน…ถามว่าแม้จะทำแบบนั้นได้ มันจะได้ตรงตามเป้าจริงหรือ…

เมื่อมองมุมบวก…จากคนโลกสวยใน ทษช.

ทษช.จะได้รับทัณฑ์บ้าง…แต่คงไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย คะแนนพรรคตระกูลเพื่อจะได้ทวีขึ้น เพราะข้อกล่าวหาต่างๆ เกี่ยวกับเบื้องบนว่าล้มเจ้านั้น พิสูจน์แล้วว่า มิใช่…

เมื่อหักกลบลบหนี้แต้มที่ ทษช.และใครบางคนวางหมากให้ทิ้งไพ่ตายเยี่ยงนี้…บอกคำเดียว “ฝังลงในผืนดินแล้วลืมมันให้สิ้นไปจากใจเสียคงดี” เพราะความฝันนี้ของใครคนนั้น …มันไม่ใช่จุดที่คนไทยทั้งผองจะรับสภาพนั้นได้ และคนไทยคงไม่ให้อภัยกับการกระทำเยี่ยงนี้ของใครคนนั้นที่อาจเอื้อมเกินไป

ฉะนั้น สติ สมาธิ ปัญญา ใคร่ครวญสิ่งที่เห็นและเป็นไปจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตนั่น

คือคำแนะนำถึงใครคนนั้นที่อยู่หลังม่านเกมนี้…ว่า

ละวางแล้วชีวิตจะสุข มิเช่นนั้นผลกรรมจะกระจายไปยังลูกหลานและบริวารแบบอนันตริยกรรม…

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:50 น.
วันวาเลนไทน์
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

วันวาเลนไทน์ ตรงกับ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ชายโสดที่ต้องการจีบหญิงสาวหน้าใหม่หรือชายไม่โสดที่ยังต้องการเอาใจแม่น้องนางเธอที่บ้าน ต่างจะสรรหาดอกกุหลาบแดงหรือดอกคาร์เนชั่นสีชมพูไปมอบให้ โดยอาจมีกล่องช็อกโกแลตติดมือไปด้วย จากนั้น “สองเรา” จะพร้อมใจกันออกไปฉลองวันวาเลนไทน์แห่งความรักที่ร้านอาหาร โรงมหรสพ แล้วจูงมือกันไปสู่ที่ชอบๆ

ทั้งนี้ ส่งผลให้สูตินรีแพทย์หลายท่านมีกรรมต้องรับ “งานเข้า” หนักหน่วงเป็นพิเศษในเดือนพฤศจิกายนต่อมา ขนาดแทบเป็นลมล้มทั้งยืนในขณะดูแลการคลอดนับรายไม่ถ้วนอย่างต่อเนื่องกัน จนลืมนับวันนับคืนไป

คู่รักวันวาเลนไทน์มี “ทางเลือก” เข้าสู่ “ความรัก” ที่เป็น “ทุกข์” หรือ “สุข” ดังนี้
1. “ทางทุกข์” คือทางที่ชายหญิงทอดสายตา “ออกนอกตัว” ใครหล่อสวยรวยก็ชอบและหลงรักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยใฝ่ฝันว่าตนจะต้องเอาพระเอก/นางเอกคนนั้นมาครอบครองให้ได้ ทั้งๆ ที่ตนก็มิได้ครอบครองร่างกายตนเลย (ไม่อยากมีพุงยื่น ไม่อยากหย่อนยาน ก็มีจนได้) ชายหญิงคือ “วัตถุ” ชิ้นหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็ได้มาด้วยเงื่อนไขต่อรองที่ตกลงกันไว้และต่างก็ผูกติดกันไว้กับเส้นด้ายที่โยงอยู่กับ “ข้อตกลง/ คำสาบาน/ ความคาดหวัง” ที่ทำไว้ด้วยความหลงละเมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะคงทนถาวรไม่มีวันแปรเปลี่ยน ไม่แก่ ไม่เฒ่า ไม่ตาย เมื่อมรสุมชีวิตพัดผ่านเข้ามา ต่างก็จะโอนบาปถ่ายโทษกัน ปกป้องตัวเอง ทะเลาะวิวาทกัน เป็นทุกข์หนักขึ้นเรื่อยๆ จนมิอาจอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยาต่อไป

2. “ทางสุข” คือทางที่ชายหญิงทอดสายตา “เข้าหาตัว” เมื่อเรารู้เรา เราก็รู้เขา โดยต่างมองเห็นกันและกันเป็นปุถุชนที่มีชีวิตจิตใจ–มิใช่วัตถุที่ไร้ลมหายใจ เข้าใจความรู้สึกนึกคิดกับภูมิหลังของกันและกัน บำบัดทุกข์บำรุงสุขต่อกัน และรู้จักช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ อาทิ ชายขับรถอย่างปราศจากเงื่อนไขไปส่งหญิงที่ทำงานในยามที่รถฝ่ายหญิงเข้าอู่ซ่อม นี่คือวิถีทางที่ปลอดจาก “อสรพิษในอัตตา” และค้ำจุนให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันอย่างผาสุกได้นานแสนนาน

นอกจากนี้ “ทางสุข” ยังนำพาชายหญิงให้อยู่กับ “ปัจจุบันกาล” หลังเลิกงาน ต่างรู้จักอยู่พร้อมหน้ากัน เข้านอนพร้อมกัน ไม่ดูมือถือขณะรับประทานอาหารด้วยกัน รู้จักภาวนาจิต ทำสมาธิ เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก สังเกตกระแสเลือดที่แล่นไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ในขณะที่ดูแลจิตให้พยายามยับยั้งการปรุงแต่งคิดฟุ้งซ่านให้ได้นานที่สุด เพื่อเติมพลังให้แก่จิตและสมองไว้ดูแลกันและกัน หากไม่มีเวลาสละให้ผู้อื่นแล้ว จะรักผู้อื่นได้อย่างไร? อมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อ

ในวันวาเลนไทน์ ชายหญิงชาวพุทธย่อมมีสิทธิ์ชวนกันไปแสดงความจงรักภักดีต่อกันที่ “วัดพุทธ” ก็ย่อมทำได้โดยเสรี เพื่อร่วมกันทำบุญทำทานสร้างกุศลกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย ศึกษาสนทนาธรรมกับอริยสงฆ์ผู้ตื่นแล้วสละแล้วซึ่งการครอบครองวัตถุเงินทองอำนาจทั้งปวง ช่วยทำความสะอาดพระอุโบสถ ตลอดจนจัดระเบียบทำนุบำรุงวัด อย่าให้มี “วัตถุเงินทอง” อาทิ งาช้าง ตู้บริจาคเงิน รูปปั้น หรือเงินสดกฐิน ตั้งรกรุงรังอยู่หน้าพระประธาน ส่อให้เห็นเป็นวัดพุทธพาณิชย์ มิใช่วัดพุทธแท้จริง ซึ่งเป็นที่พึ่งแท้จริงของชาติบ้านเมือง การเยือนวัดพุทธเช่นนี้จะอำนวยให้คู่รักในวันวาเลนไทน์มีจิตสงบปลอดจากทุกข์ดังกล่าว และประสบกับความสุขแท้จริง

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ !

‘ตชด.’คืนสุข..’เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362206?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’คืนสุข..’เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี’

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:05 น.
บิ๊กแป๊ะ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,บิ๊กอู๊ด,ตำรวจตระเวนชายแดน,ตชดเปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี
เปิดอ่าน 452 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัยโดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม  

หลายคนมักจะได้ยินเสมอว่า “ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน” ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นส่วนใหญ่คิดอะไรไม่ออกก็นึกถึงตำรวจเป็นอันดับแรก แต่ก็มีอีกหลายคนที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำ กับพฤติกรรมของบรรดา “ตำรวจนอกรีต” บางคน กระทั่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ทั้งองค์กร รวมถึงความไว้ใจที่ประชาชนจะมีให้ตำรวจ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในฐานะ “แม่ทัพสีกากี” ได้เน้นย้ำนโยบายกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสร้างความรัก ความเชื่อมั่นศรัทธา และเป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ภายใต้การนำทัพของ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. จึงมีไอเดียเด็ด เพื่อสนองนโยบาย โดยเฉพาะการบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างความรัก ความเชื่อมั่นศรัทธาของพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดทำโครงการ “ตชด.เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี” โดยเปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บังคับบัญชา คณะชมรมแม่บ้านตำรวจตระเวนชายแดน ข้าราชการตำรวจและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงาน ที่ชายหาดริมทะเลค่ายพระรามหก กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยว่า โครงการ ตชด.เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี ก็เพื่อมอบความสุขให้พี่น้องประชาชน โดยใช้โอกาสช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ซึ่งกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้ปรับฐานการฝึกรบภายในค่ายพระรามหก บริเวณชายหาดหน้าบ้านพักริมทะเลของค่ายพระรามหก ที่เป็นชายหาดสวยงาม เงียบสงบ สะอาด และปลอดภัย ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งจัดเตรียมเตียงผ้าใบให้บริการฟรีหลายร้อยตัว รวมถึงจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในราคาย่อมเยา จัดชุดกู้ชีพกู้ภัยไว้คอยดูแลนักท่องเที่ยว

“ขณะเดียวกันโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก คุณสุขุมาล ชิงดวง ประธานชมรมและคณะแม่บ้านตำรวจตะเวนชายแดน มอบเงินจำนวน 5 แสนบาท มาจัดซื้อเตียงผ้าใบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาใช้บริการฟรีโดยใช้โอกาสในช่วงเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ เปิดโครงการอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยและครอบครัว ให้มีรายได้จากการขายสินค้าอาหารและของที่ระลึก รวมถึงการเช่าบริการเรือและม้าในราคาถูก สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะจัดงบประมาณส่วนหนึ่งซื้อกล้องวงจรปิดมาติดตั้ง เพื่อเป็นการช่วยดูแลความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการพักผ่อนอีกด้วย” พล.ต.ท.สมพงษ์ อธิบาย

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในค่ายพระรามหกอีกหลายแห่ง อาทิ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติป่าชายเลน บ้านเจ้ารามราฆพ เป็นต้น รวมทั้งสามารถร่วมกิจกรรมโดดหอสูงของตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร เพื่อทดสอบพลังกาย พลังใจ และกิจกรรมปั่นจักรยานภายในค่าย นับเป็นกิจกรรม One Day Trip ในการพักผ่อนของครอบครัวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างคุ้มค่า ประชาชนไปใช้บริการริมชายหาดค่ายพระรามหก ได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

นี่ถือเป็นโครงการเด็ดของตำรวจป่า พัฒนาพื้นที่และศักยภาพของตัวเอง เพื่อคืนสุขสร้างศรัทธาให้แก่ประชาชน..!!

นโยบายพรรคแบบไหน?… ชนะใจ “คนป่วย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายพรรคแบบไหน?… ชนะใจ “คนป่วย”

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:50 น.
นโยบายสาธารณสุข,รัฐบาล คสช,พรรรคไทยรักไทย,นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สิทธิบัตรทอง
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ  

เรื่องสุขภาพและการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย เป็นหัวข้อที่คนไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ “นโยบายสาธารณสุข” จึงเป็นเป้าหมายกวาดคะแนนของพรรคการเมืองทุกพรรค จากตัวอย่างพรรคไทยรักไทยที่เคยชนะถล่มทลายด้วย “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค” จนกลายเป็นตำนานที่ทุกพรรคอยากเลียนแบบ
แต่ดูเหมือนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ยังไม่มีพรรคไหนสามารถเปิด “นโยบายด้านสาธารณสุข” ได้โดนใจผู้ลงคะแนนเสียงมากนัก !?!

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา “รัฐบาล คสช.” พยายามสร้างกระแสออกนโยบายควบคุม “ราคาค่ายาของโรงพยาบาลเอกชน” ด้วยท่าทีขึงขังของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุขในช่วงแรก จนมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อ 22 มกราคม 2562 เสนอให้นำยา เวชภัณฑ์ไปอยู่ในหมวดสินค้าและบริการควบคุม แต่ผ่านไปสักพักดูเหมือนท่าทีจะอ่อนลงไปมาก หลังจากโดนฟากฝั่งตัวแทนโรงพยาบาลเอกชนออกมาต่อต้านอย่างหนัก

โดยอ้างว่า การควบคุมราคายาจะทำให้โรงพยาบาลเอกชนของไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น และทำให้คุณภาพการรักษาพยาบาลด้อยลงไปด้วย ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นไปตามนโยบายเมดิคัล ฮับ ที่หวังดึงเงินจากชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการปีละหลายหมื่นล้านบาท

ฝั่งเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคก็ยังไม่ยอมแพ้ โชว์ข้อมูลราคายาที่แพงมากกว่าโรงพยาบาลรัฐถึง 70-400 เท่า รวมถึงค่าแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆ มีราคาสูงเช่นกัน หลายครั้งไม่มีคุณภาพสมกับเงินที่ควักกระเป๋าจ่ายออกไป เช่น วิตามินบีคอมเพล็กซ์ โรงพยาบาลศูนย์ของรัฐคิดราคาฉีดหลอดละ 1.50 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนคิดราคา 600 บาท หรือยาฉีดแก้ปวดขนาด 50 มก. ราคา 6.50 บาท แต่เรียกเก็บเงินสูงถึง 450 บาท

ระหว่างนี้คงยังไม่มีคำตัดสินว่าฝ่ายใดจะชนะ คงต้องรอผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า พรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่จะโน้มเอียงเข้าหาฝ่ายใด

ดังนั้น คนไทยที่สนใจอยากยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ควรเริ่มจับจ้องดูว่า “นโยบายด้านสาธารณสุข” ของแต่ละพรรคการเมืองที่นำมาใช้หาเสียงมีเนื้อหาอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะนโยบายควบคุมราคายาและค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น แต่ยังมีนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
พรรคการเมืองทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ เริ่มเปิดนโยบายของตัวเองในเรื่องนี้ออกมาบ้างแล้ว เช่น

 “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ประกาศสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน หรือ “โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” (Health For All) อ้างว่าเป็นโมเดลลดความเหลื่อมล้ำแบบสากล ถือเป็นโครงการ 30 บาทยุคใหม่ ปรับระบบลดการรวมศูนย์กลางอำนาจ เปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การจัดการงบประมาณ การคุ้มครองบุคลากรด้านสาธารณสุข การใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้และผู้รับบริการ

รวมทั้งจัดให้มีการกระจายบุคลากรสาธารณสุขมูลฐานในพื้นที่ชนบท ผ่านทางสถาบันครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุข ฯลฯ และส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง การป้องกันโรค และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อเอชไอวี

ส่วนคู่แข่งสำคัญอย่าง อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ จาก พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นเรื่องสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับอยู่แล้ว แต่ว่าปัญหาคืองบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังมีปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน 3 กองทุนที่ดูแลสุขภาพคนไทย ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนประกันสังคม กองทุนข้าราชการ

พรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอไอเดียการแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงการให้บริการสาธารณสุขด้วยการใช้เทคโนโลยี และปรับปรุงการให้บริการรักษาพยาบาลของหน่วยงานให้มีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากส่วนอื่นๆ

ด้าน “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งตัวแทนชื่อ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรค ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิถ้วนหน้าจริงหรือไม่ และได้รับบริการที่ดีตามมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดีจริงหรือไม่ หลังจากตั้งคำถามเสร็จ พรรคพลังประชารัฐเสนอแนวคิดในการพัฒนาระบบสาธารณสุขด้วยโมเดล “ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ ขับเคลื่อน”

หมายถึง “ปรับเปลี่ยน” ให้ทุกคนได้รับความเท่าเทียมและยั่งยืน “เชื่อมโยง” ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน “ยกระดับ” ให้การบริการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การให้บริการมีคุณภาพได้มาตรฐานจริง และสุดท้ายคือ “ขับเคลื่อน” ทำให้คนไทยมีสุขภาพดีทุกคนหรือทุกช่วงวัย

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศจุดยืนอยากเห็นความเท่าเทียมอย่างถ้วนหน้าของจริง ลดช่องว่างระหว่างสิทธิของข้าราชการกับสิทธิของบัตรทอง โดยอ้างว่าปี 2559 สิทธิข้าราชการเพิ่มเป็น 15,326 บาท ส่วนสิทธิบัตรทองมีเพียง 3,200 บาท ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงเสนอนโยบายให้สิทธิของ ข้าราชการโตน้อยกว่านี้ แล้วให้สิทธิบัตรทองโตขึ้นมากกว่านี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดความสมดุลในสิทธิการรักษาโรคของคนไทยทุกคน

พรรคอนาคตใหม่ยังเสนอให้พัฒนาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขและปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ในการบริหารทรัพยากร หรือผลิตยาที่มีคุณภาพได้เอง และเพิ่มงบประมาณด้วย เพราะตอนนี้งบทหารสูงกว่างบสาธารณสุข หากลดงบประมาณกลาโหมลงประมาณร้อยละ 30 จะมีเงินไปช่วยเบี้ยคนชรา 8 ล้านกว่าคน เพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อเดือน

สำหรับพรรคเล็กแต่มาแรงอย่าง พรรคภูมิใจไทย  ได้เสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในระบบสาธารณสุข ด้วยการใช้เทคโนโลยี 4G-5G ช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขให้โดยใช้ระบบโทรเวชกรรม “เทเลเมด” (Telemedicine) หรือการรักษาทางไกล แทนการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เช่น ให้มีรถฉุกเฉินสามารถสื่อสารระหว่างหมอกับผู้ป่วยด้วยกล้องที่มองเห็นกันและกัน ทำให้สามารถเห็นสถานการณ์ของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้มากขึ้น

โดยพรรคข้างต้นเสนอให้นำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่จำนวนกว่าแสนล้านบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มาใช้ปฏิรูประบบเทคโนโลยีของการสาธารณสุขด้วย

จากข้อเสนอของพรรคการเมืองข้างต้น ดูเหมือนยังไม่ค่อยโดนใจกลุ่มหมอและเครือข่ายผู้บริโภคที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมากนัก

“ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา” ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่ก่อตั้งมานานกว่า 17 ปี แสดงความเห็นว่า พยายามติดตามนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมืองต่างๆ แต่ยังไม่เห็นที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการคุ้มครอง “ผู้ป่วย” หรือ คนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

“อยากให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายเยียวยาผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่ผ่านมามีคนไข้มาร่วมลงชื่อกว่า 6.5 หมื่นคน เราได้มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันไปแล้ว พวกเราต้องการกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข ร่างกฎหมายเสนอไปแล้วแต่ยังไม่ถูกนำไปพิจารณาในคณะรัฐมนตรี ทุกวันนี้ต้องรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยและญาติจำนวนมาก มีที่โดนเอาเปรียบจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่มีคนไข้คนไหนอยากฟ้องหมอ แต่เมื่อเกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยแล้ว ประเทศไทยกลับไม่มีระบบรองรับที่ดีพอ” ตัวแทนผู้ป่วยกล่าว

สอดคล้องกับ “กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอทช์) กล่าวถึงนโยบายด้านสาธารณสุขว่า ไม่ควรมองเฉพาะที่เกี่ยวกับในประเทศเท่านั้น ต้องมองถึงสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงยาและอุปกรณ์รักษาต่างๆ ด้วย หากพรรคการเมืองมาบริหารประเทศโดยรู้ไม่เท่าทันกลเกมการค้าระหว่างประเทศ คนไทยจะเสียเปรียบและเสียหายหลายด้าน เช่น กรณีการทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กลายเป็นว่าทำให้ไทยเป็นถังขยะโลกจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ขยะพิษจากโรงพยาบาล ของเสียจากเตาเผาขยะ ฯลฯ และกำลังจะมีการเจรจาเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าของหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) จะทำให้ต่างชาติเข้ามายึดครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพของไทย เช่น พืชกัญชา พืชกระท่อม ที่เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านสำคัญ

นอกจากข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชนแล้ว กลุ่มที่นักการเมืองต้องเปิดใจเปิดสมองรับฟังเป็นพิเศษคือ ข้อเสนอของกลุ่มแพทย์ชนบทที่คลุกคลีกับชาวบ้านและผู้เจ็บไข้ได้ป่วยโดยตรง

“นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์” ตัวแทนคณะกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านสาธารณสุข ที่อยากเห็นพรรคการเมืองยุคนี้ให้ความสำคัญคือ การนำระบบเทคโนโลยีไอทีเข้ามาปฏิรูปการบริการสุขภาพ หรือที่เรียกว่า digital transformation แบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.ระบบบริการผู้ป่วยนอกให้สะดวกสบายขึ้น เช่น การติดตั้งศูนย์ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมกันทั้งประเทศ ถ้ามารับบริการสามารถเสียบบัตรประชาชนที่ตู้แล้วทราบว่านัดที่ห้องไหน ประวัติใช้ยา แพ้ยา ทุกโรงพยาบาลทราบข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขทันที รวมถึงระบบนัดหมอออนไลน์ นัดเจาะเลือดในอำเภอใกล้บ้าน จากนั้นไปพบแพทย์ 5 นาที วันต่อมามีพนักงานบริษัทส่งยามาให้ที่บ้าน หรืออาจทำระบบการตรวจรักษาออนไลน์สำหรับผู้ป่วยรับยาเดิม ไม่ต้องมาโรงพยาบาล มีระบบช่วยวินิจฉัย เช่นโปรแกรมเอไอ (Artificial intelligence) ช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์เบื้องต้นก่อน แล้วค่อยให้แพทย์อ่านซ้ำ จะลดความผิดพลาดได้มากขึ้น อาจพัฒนาเป็น ระบบการรักษาทางไกล (telemedicine) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นเก็บข้อมูลการรักษาส่วนบุคคล เพื่อเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา และสามารถพยากรณ์โอกาสการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย ฯลฯ ให้ผู้ป่วยใช้ข้อมูลไปส่งเสริมป้องกันโรคได้ด้วย เช่น ควรออกกำลังกายแค่ไหน ควรรับประทานอาหารกี่แคลอรี่

2.พัฒนาระบบผู้ป่วยใน เป็นระบบข้อมูลออนไลน์ ให้แพทย์ใช้มือถือดูผลเอกซเรย์ ผลเลือด บันทึกการพยาบาล แพทย์จะได้ทราบว่ามีคนไข้กี่คน อยู่ที่ตึกไหนบ้าง อาการคนไหนหนักมากน้อย ใช้ระบบหุ่นยนต์เอไอช่วยจัดลำดับความสำคัญได้ว่าควรไปตรวจคนไข้คนไหนก่อน รวมถึงระบบจองห้องพิเศษออนไลน์ และระบบการผ่าตัดออนไลน์ โดยผ่านหุ่นยนต์ผ่าตัด 3.ระบบสนับสนุนต่างๆ เช่น คลังยา อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้บิ๊กดาต้าและหุ่นยนต์เอไอช่วยคำนวณอัตราการสั่งซื้อยาที่เหมาะสม ลดการสูญหายและลดการทุจริตได้ 4.ระบบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สำหรับคนที่ยังไม่ป่วย หรือกลุ่มเสี่ยง สามารถนำข้อมูลสุขภาพมาคำนวณโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต โรคไตวาย ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อแนะนำให้เริ่มป้องกันตัวเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญ ทำส่วนที่สำคัญก่อน

“นอกจากเรื่องใช้ไอทีแล้ว เรื่องที่ 2 คือการเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรเริ่มสร้างระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียง มีศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เช่น เตียงปรับระดับ ที่นอนลมไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนทางผิวหนัง และการสนับสนุนให้มีเนิร์สซิ่งโฮมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังต้องมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรรถภาพใกล้บ้าน ให้ผู้ป่วยได้ไปออกกำลังกาย เป็นเหมือนสมาคมรวมกลุ่มพูดคุย เล่นกีฬา สั่งอาหารหรือมีกิจกรรมร่วมกัน ส่วนเรื่องที่ 3 คือระบบการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถกำหนดความต้องการของตนเองในการดูแลสุขภาพได้ ร่วมกันบริจาค ร่วมบริหาร ร่วมคิดร่วมทำนอกกรอบ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะด้านของตนเอง เช่นบางพื้นที่อาจมีโรคติดเชื้อเยอะ บางพื้นที่มีโรคเรื้อรังเยอะ ต้องมีอิสระในการบริหารจัดการโดยชุมชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเรื่องที่ 4 การแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ควรเปลี่ยนแปลงระบบให้ทุนเรียนแพทย์เป็นของชุมชน โดยรัฐมอบเงินให้แก่ชุมชนต่างๆ เป็นผู้กำหนดคัดเลือกบุคคล ทำสัญญาร่วมกัน โดยมีพ่อแม่ร่วมทำสัญญาด้วย เมื่อแพทย์คนนั้นเรียนจบมาก็จะเป็นแพทย์ของชุมชน ไม่ใช่แพทย์ของรัฐบาล”

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่านอกจากนโยบายทั้ง 4 ด้านข้างต้นแล้ว ยังอยากเห็นนโยบายที่ 5 คือการแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำทะเบียนสิ่งที่ขาดแคลนประกาศผ่านออนไลน์ ใครสนใจบริจาคก็มีสิทธิเลือกและสามารถแจ้งลงทะเบียนบริจาคทางออนไลน์ นำใบเสร็จไปหักลดหย่อนภาษีได้ เมื่อสิ้นปีหน่วยงานกลางสามารถจัดงานประกาศผู้ที่บริจาคเงินสูงสุด 100 ท่านแรกเพื่อเชิดชู และจัดงานมอบประกาศนียบัตรประจำปี เพื่อสนับสนุนให้มีผู้บริจาคกันมากขึ้น

ข้อเสนอของแพทย์ผู้คลุกคลีกับคนเจ็บไข้ได้ป่วยในชนบททั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงลึกของระบบบริการด้านสาธารณสุขของประเทศไทย และนโยบายแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

นับเป็นข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์อย่างมาก พรรคการเมืองใดเอาไปเป็นนโยบายสาธารณสุข เชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นต้องได้รับเสียงตอบรับจากคนไทยจำนวนไม่น้อย

ที่สำคัญคือ เมื่อเสนอนโยบายไปแล้ว หากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลก็ต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย ไม่ใช่หวังแค่ขายฝันตอนฤดูหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น เพราะยุคนี้สื่อสังคมออนไลน์ช่วยให้คนไทยติดตามประเมินผลได้รวดเร็วนัก

นักการเมืองขยันขายฝัน กับนักการเมืองพูดจริงทำจริง พิสูจน์ได้ไม่ยาก !

ใครชักใย “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ข้อมูลเด็ดยุบ ทษช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครชักใย “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ข้อมูลเด็ดยุบ ทษช.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:40 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ไพบูลย์ นิติตะวัน,กกต,ยุบพรรค,ทักษิณ ชินวัตร,นปช,พรปพรรคการเมือง,ระบอบประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 6,963 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ไม่ว่ามติ กกต.เกี่ยวกับ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของพรรคไทยรักษาชาติจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่พรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคสาขา” ของพรรคเพื่อไทย อยู่ใน “พรรคตระกูลเพื่อ” พรรคนี้ หนีไม่พ้นต้องเผชิญข้อกล่าวหาจากสังคม และบรรดา “นักร้อง” หรือ “ผู้ร้องเรียน” จากหลากหลายองค์กร และจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าต่อไปในสนามเลือกตั้งตามแถลงการณ์ของพรรคอย่างแน่นอน

ประเด็นแรก เป็นการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบของหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่บอกว่าการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ อาจขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมวด 4 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ที่บัญญัติว่า ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นนี้นักกฎหมายมองว่า พรรคไทยรักษาชาติยังพอมีข้อต่อสู้ โดยอาจจะอ้างว่าที่ผ่านมายังไม่ถึงขั้นตอนการหาเสียง เป็นเพียงแค่การเสนอแคนดิเดตนายกฯ แต่ฝั่ง กกต.อาจมองอีกมุมได้เหมือนกันว่า การโหมกระแส “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ทางโซเชียลมีเดีย หากพรรคหรือคนในพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องก็อาจเข้าข่ายความผิดได้เหมือนกัน แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ ความผิดในเรื่องนี้ต้องรับโทษถึงขั้นไหน เพราะไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบ กกต.

ฉะนั้นจึงมีการนำพฤติกรรมไปเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือ “พ.ร.ป.พรรคการเมือง” ซึ่งมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง 2 เรื่อง บัญญัติอยู่ในมาตรา 92 มีโทษถึงขั้นยุบพรรค คือ

1.กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

กับ 2.กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้นยังมีอีก 1 ประเด็นที่อาจเข้าข่ายความผิด และนำไปสู่การยุบพรรคได้เหมือนกัน ก็คือการที่พรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลนอกพรรคที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค “ครอบงำ ควบคุม ชี้นำ” จนพรรคไม่มีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เรื่องนี้เกี่ยวข้องทั้งการฮั้วส่งผู้สมัคร และการแสวงหาข้อเท็จจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการเสนอแคนดิเดตนายกฯ บ้าง

เรื่องนี้ต้องรอดูว่า กกต.จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะการยุบพรรคตามมาตรา 92 ไม่ต้องมีใครร้องก็ได้ กกต.สามารถแสวงหาหลักฐานและข้อเท็จจริงได้เอง ซึ่งการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ และประเด็นที่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง มีข้อมูลหลักฐานเป็นจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย

หาก กกต.วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูล โดยเฉพาะการทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 ก็ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ซึ่งกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีทั้งอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เครือญาติของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนทำงานให้ตระกูลชินวัตร และแกนนำ นปช.