รบชิงพระนคร “หญิงลี” หนีหมอหล่อปะ “เจิมมาศ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รบชิงพระนคร “หญิงลี” หนีหมอหล่อปะ “เจิมมาศ”

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:50 น.
สังเวียนเลือกตั้งเมืองหลวง,เลือกตั้ง62,ตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี,ลีลาวดี วัชโรบล,พรรคเพื่อไทย,เจิมมาศ จึงเลิศศิริ,พรรคไทยรักไทย,ทักษิณ,หมอเอ้ก,นพคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์,พรรคประชาธิปัตย์,กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ
เปิดอ่าน 5,347 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนเลือกตั้งเมืองหลวง 2562 มีการเปลี่ยนแปลงที่เขต 1 เมื่อนำเขตดุสิต มารวมกับเขตพระนคร, เขตสัมพันธวงศ์ และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ส่งผลให้ “ลีลาวดี วัชโรบล” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ปั่นป่วน ต้องขยับสองสามรอบ

เดิมที “ลีลาวดี” เป็น ส.ส.เขตดุสิต-ราชเวที ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว “หญิงลี” เอาชนะ “ตั๊น” จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี  ไปแบบฉิวเฉียด พอเจอแบ่งเขตแบบนี้ ก็ต้องวางแผนจะลงสนามที่เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) เพราะมั่นใจในฐานเสียงกลุ่มคนเสื้อแดงบางซื่อ บางซ่อน และสาวกธรรมกาย

“ลีลาวดี” อาศัยชุมชนเดิมในเขตดุสิต

ตอนหลัง กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติส่ง “ผู้กองมาร์ค” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ รองโฆษกเพื่อไทย ลงสมัคร ส.ส.เขต 7 แทน “ลี ธรรมกาย” เลยถูกโยกไปลง ส.ส.เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต) เป็นงานยากทันที เมื่อต้องเจอสายแข็งค่าย ปชป. “เจิมมาศ จึงเลิศศิริ”

เลือกตั้ง 2554 “เจิมมาศ” ได้ 40,328 คะแนน ขณะที่ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ ค่ายเพื่อไทย 20,230 คะแนน เรียกว่าราคาต่อรองแถวเยาวราชไปไกลมาก แถมไม่มีใครกล้ารอง

“เจิมมาศ จึงเลิศศิริ” มาจากครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น สามีของเธอคือ เอก จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยเจิมมาศเองก็เป็น ส.ก.มาก่อน

เลือกตั้ง 2548 เจิมมาศสวมเสื้อ ปชป.ท้ารบแชมป์เก่า ศิริ หวังบุญเกิด พรรคไทยรักไทย แม้เวลานั้น กระแสทักษิณมาแรงสุดๆ แต่เธอก็โค่นแชมป์เก่าลงได้ นับจากนั้น เจิมมาศก็ปักธงสีฟ้าในใจกลางเมืองหลวง (เขตพระนคร-เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย-เขตสัมพันธวงศ์)

“เจิมมาศ” ฐานแน่นในย่านคนจีน

จุดแข็งของ ปชป.ในพื้นที่นี้คือ ฐานการเมืองท้องถิ่น ประกอบด้วย เขตสัมพันธวงศ์ ตระกูล “กาญจนชูศักดิ์” เขตป้อมปราบฯ ตระกูล “จึงเลิศศิริ” และเขตพระนคร ตระกูล “แห้วสันตติ”

นี่คือลักษณะพิเศษของการเมืองท้องถิ่นใจกลางเมืองหลวง ที่มิอาจปฏิเสธ “ระบอบอุปถัมภ์” เนื่องจากในเขตเลือกตั้งที่ 1 มีชุมชนดั้งเดิมอยู่จำนวนมาก

“กานต์กนิษฐ์” มีจุดแข็งคือพี่เลี้ยงระดับบิ๊กๆ 

แต่เจิมมาศ อาจประสบปัญหาอยู่บ้าง เมื่อ “กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ” อดีต ส.ก.เขตพระนคร ทายาทของ แก้ว แห้วสันตติ  ส.ก.ผูกขาดเขตพระนคร ได้ลาออกจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

“กานต์กนิษฐ์” ได้พี่เลี้ยงชื่อ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี และเป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ สายเดียวกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1

แม้กระแสพรรคจะเป็นรอง แต่การที่ได้สังกัดพรรคใหญ่ มีน้ำเลี้ยงดี ก็พอสู้แชมป์เก่า 3 สมัยได้ อีกด้านหนึ่ง เจิมมาศก็เสียฐานเสียงในเขตพระนครไป และต้องเบียดแย่งแต้มที่เขตดุสิตจากลีลาวดี

สำหรับ “ลีลาวดี” ที่ถูกโยกไปลง ส.ส.เขต 1 นั้น มีข่าวว่า ค่ายเพื่อไทยประเมินแล้ว โอกาสที่ “ลี ธรรมกาย” จะพ่าย “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ค่าย ปชป. ที่เขต 7 บางซื่อ มีสูงยิ่ง เพราะเรตติ้งหมอเอ้กพุ่งพรวดๆ เพราะความเป็นหมอรูปหล่อ เก่ง และมากความสามารถ

ดูจะเหนื่อยหน่อย เพราะ “หญิงลี” ต้องตะลุยในพื้นที่ใหม่ 3 เขต จึงเสียเปรียบคู่ต่อสู้ แต่ทำไงได้ พรรคสั่งให้ย้าย เหมือนหนี “สายหล่อ” มาเจอ “สายแข็งโป๊ก”

สรุปว่า สมรภูมิใจกลางเมืองหลวง “ศึกสามสาว สามค่าย” จะต่อสู้กันสนุกแน่ๆ ถึงเจิมมาศจะเป็นต่อ แต่มวยรองอย่างลีลาวดี และกานต์กนิษฐ์ ก็สู้ไม่ถอย

“ตุลาชิน” สิ้นท่า เกมอำนาจทางลัดจบเห่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362320?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตุลาชิน” สิ้นท่า เกมอำนาจทางลัดจบเห่

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:33 น.
อ๋อย จาตุรนต์ ฉายแสง,จาตุรนต์ ฉายแสง,พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,นายใหญ่,พรรคเพื่อไทย,คนเดือนตุลา
เปิดอ่าน 10,840 ครั้ง

ออกอาการ “ลอยตัว” มาแต่แรกเริ่มแล้ว สำหรับ “เสี่ยอ๋อยค่ายตุลาชิน” วันนี้พอ ทษช.เพลี่ยงพล้ำ ก็ยังโกยแต้มเป็นพระเอกได้อีก

000 สมัยที่ม็อบเสื้อเหลืองคึกคักหนักแน่นดังแผ่นผา “คนเดือนตุลา” หรืออดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา ที่อยู่ในฟากฝ่ายทักษิณ จะถูกเรียกว่า “ตุลาชิน” ส่วนกลุ่มที่อยู่ในฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะถูกเรียกว่า “ตุลาข้าพระบาท” เช่นกัน

          000 ภายในกลุ่ม “ตุลาชิน” ก็จะซอยย่อยออกเป็น “วงใน–วงนอก” โดยกลุ่มคนเดือนตุลาที่อยู่วงในพรรคเครือข่ายชินวัตร ได้แก่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, ภูมิธรรม เวชยชัย และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ส่วนวงนอก ก็จะมี “จาตุรนต์ ฉายแสง” เป็นแกนหลัก รวมถึงบรรดาปีกซ้ายไทยที่ไปอยู่ในกลุ่ม นปช.

          000 สืบเนื่องจากแผนแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ส่งผลให้ “อ๋อย จาตุรนต์” โยกออกจากเพื่อไทยมาอยู่ไทยรักษาชาติ ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และได้รับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ กองเชียร์เสี่ยอ๋อย หวังจะเห็นหนุ่มใหญ่ชาวแปดริ้ว ติด 1 ใน 3 รายชื่อบัญชีนายกฯ ของ ทษช. แต่ก็ไม่มีการเสนอชื่อ แถมยังถูกกันออกจากวอร์รูมของ “ลูกท่านหลานเธอ” 

จาตุรนต์ ฉายแสง

          000 ช่วงวุ่นวาย “เสี่ยอ๋อย จาตุรนต์” ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ผมไม่ได้ไปร่วมในเหตุการณ์วันที่ 8 กุมภา และยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ในวันนั้น” แถมงดออกงานดีเบตในนามตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ เพราะไม่อยู่ในสถานะที่ชี้แจงอะไรได้ แสดงอาการ “ลอยตัว” ตามสไตล์ลูกชาย อนันต์ ฉายแสง 

          000 ถัดมา เมื่อเห็นความชัดเจนบางประการ จากการปรากฏตัวของคณะ “ลูกท่านหลานเธอ” เสี่ยอ๋อยก็ออกลีลาพระเอก โพสต์เฟซบุ๊กว่า “รู้สึกวาทกรรม  “เห็บกระโดด ตอนหมาจะตาย” ทำท่าจะฮิต อยากจะบอกแบบสบายๆ ว่า ผมไม่คิดว่า ทษช. จะถูกยุบง่ายๆ แต่ถ้าถูกยุบจริงๆ ผมจะอยู่จนถึงวันยุบเป็นคนสุดท้าย เหมือนที่เคยทำมาแล้วที่ไทยรักไทยครับ” การเล่นการเมืองแบบ “ไม่ยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัว” นี่แหละที่ “นายใหญ่” ไม่ชอบและไม่เรียกใช้บริการในช่วงหลัง 

          000 ไกลไปถึงเยอรมนี “วิสา คัญทัพ” แดงพลัดถิ่นที่อยากกลับบ้านมาหลายปีแล้ว ได้เขียนบทกวีสะท้อนกรณี “คนแดนไกล” เลือกเล่นเกมใหญ่ “ฝันไม่ทันครบถ้วนกระบวนฝัน ฝันก็มามีอันต้องแตกดับ สว่างเพียงวูบวายแล้วหายวับ ฝันสลายมลายลับไปกับลม” การหนีภัยไปอยู่ต่างแดน ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะ 5-6 ปีแล้ว ดูไร้หวัง ไร้อนาคต

วิสา คัญทัพ

          000 รายนี้มีความชัดเจนในแนวทางการต่อสู้ “ใจ อึ๊งภากรณ์” ผู้ลี้ภัยการเมืองในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวออนไลน์ของ “แดงนอก” เพื่อสื่อถึงคนเสื้อแดงว่า “จะต้องเลิกคิดที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบทางลัด เพราะไม่เคยประสบความสำเร็จ” แต่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ก็ยังเพ้อฝันถึงวันฟ้าสีทองผ่องอำไพ 

ใจ อึ๊งภากรณ์

          000 พรรคประชาธิปัตย์ ภาคอีสาน สู้พรรคเครือข่าย “ทักษิณ” มาแต่เลือกตั้ง 2544 เลือกตั้งทีก็ได้ ส.ส.ไม่เกิน 5 คน ประดาขุนพลหน้าเก่า 3-4 คน ก็รวมกันไม่ติดเหมือนปั้นข้าวเหนียว “วิฑูรย์ นามบุตร” รองหัวหน้าพรรค ระบายอารมณ์ในไลน์กลุ่ม ส.ส.ประชาธิปัตย์ ผิดหวังการจัดทำ “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ที่ถูกเขี่ยลงมาอยู่ “ลำดับ 40” เหมือนถูกประหารชีวิตทางการเมืิองชัดๆ เพราะเลือกตั้ง 2554 วิฑูรย์ ถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 20 

วิฑูรย์ นามบุตร กับหลานชาย วุฒิพงษ์ นามบุตร ลง ส.ส.เขต

          000 ลองเข้าไปดูบัญชีรายชื่อ ส.ส.ของ ปชป.สายอีสาน ลำดับ 5 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ลำดับ 11 อิสสระ สมชัย, ลำดับ 21 สุทัศน์ เงินหมื่น, ลำดับ 28 ไชยยศ จิรเมธากร, ลำดับ 40 วิฑูรย์ นามบุตร

ศุภชัย ศรีหล้า

          และลำดับ 50 ศุภชัย ศรีหล้า นัยว่า รายชื่อที่เจอคำวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ “ไชยยศ จิรเมธากร” อดีต ส.ส.อุดรธานี ที่หายหน้าหายตาไปจากพรรค และไม่ได้ทำกิจกรรมในพื้นที่อุดรฯ เลย ตลอด 4-5 ปีมานี้

เลือกลูกได้พ่อ “แนน” กับ อิสสระ สมชัย 

          000 วงใน ปชป.อีสานบอกว่า “วิฑูรย์” เป็นรองแม่ทัพใหญ่อีสาน แต่มีปัญหาบางอย่างที่ยังเคลียร์กับ “หัวหน้าอภิสิทธิ์” ไม่ได้ เลยถูกจัดให้ไปอยู่อันดับ 40 ส่วนคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้มีผลงานโดดเด่น แต่มี “ข้อเสนอที่ดี” ให้แก่พรรค ก็ได้รับการส่งเสริมเป็นธรรมดา

สุทัศน์ เงินหมื่น ลุ้นอีกสมัย อุ้มลูกชาย อภิวัฒน์ เข้าสภาฯ

          000 ขุนพลเก่าแก่ “สุทัศน์ เงินหมื่น” ยังติดโผอันดับต้นๆ แต่ในพื้นที่เขต 2 อำนาจเจริญ ยังไม่ปลอดภัย เพราะลูกชาย “อภิวัฒน์ เงินหมื่น” เจอศึกหนัก ค่ายภูมิใจไทย และค่ายพลังประชารัฐ “จัดเต็ม–จัดหนัก” ฝ่าห่ากระสุนเข้ามาได้ ก็ถือว่าโชคดี

ดับข่าวลือ-ด่วน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับข่าวลือ-ด่วน!

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
ดับข่าวลือ-ด่วน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ปฏิวัติ,ผู้บัญชาการทหารบก,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผู้บัญชาการทหารเรือ,พลรอลือชัย รุดดิษฐ์,ผู้บัญชาการทหารอากาศ,พลออชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน
เปิดอ่าน 2,401 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมาประเทศไทยของเรามีข่าวใหญ่ช็อกความรู้สึกประชาชนมากมายหลายประการ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่ และ ‘ดับเครื่องชน’ จะไม่นำมาฉายซ้ำอีกเพราะอาจจะล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์

เอาเป็นว่าประชาชนคนเดินดินต่างงุนงงกับข่าวลือ-ข่าวลวงจนสับสนไปหมดไม่รู้จะเชื่อใครดี คนปล่อยข่าวก็หาประเด็นแบบเฉียบขาดเข้ากับสถานการณ์ทุกช็อต

ไม่เฉพาะเรื่องพรรคการเมืองหรือการเลือกตั้งที่ลือกันว่าจะยุบพรรคโน้น-พรรคนี้ หรืออาจจะเลื่อนหรือเลิกเลือกตั้งไปก่อน

ที่รับไม่ได้คือการแอบอ้างเบื้องสูงอย่างมิบังควร หรือคาดเดาไปต่างๆ ล่วงหน้า

“อ๊อด เทอร์โบ” ขอสรุปข่าวลือที่พูดกันอยู่ เช่น จะมีการปฏิวัติ-จะมีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งหมายถึง ผู้บัญชาการทหารบก “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารเรือ “พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์” ผู้บัญชาการทหารอากาศ “พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน”

ผู้ออกมาสยบข่าวลือนี้คือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของกองทัพที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม

ปฏิเสธที่จะตอบถึงกระแสข่าวลือการรัฐประหารซ้อน หลังโซเชียลตื่นตระหนกแห่แชร์ ราชกิจจานุเบกษาปลอม อ้างคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทำให้คำว่า รัฐประหาร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

มีรายงานข่าวว่า ผบ.เหล่าทัพมีภารกิจภายในกองทัพอยู่ในประเทศไทยแม้จะยังไม่ปรากฏตัว โดย ผบ.ทสส. และ ผบ.เหล่าทัพ มอบหมายให้ผู้แทนเข้าร่วมประชุมแทน โดย พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) มีกำหนดการประชุมมอบหมายงานตามวาระปกติ ที่ บก.ทสส. ถนนแจ้งวัฒนะ

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. ไม่ได้เข้าประชุมสำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะ รองเลขาฯ คสช. ประชุมแทน โดยมีรายงานว่า ผบ.ทบ.เพิ่งเดินทางกลับจากราชการต่างประเทศ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. มีกำหนดการต้อนรับ ผบ.ทร. กัมพูชา ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังเดิม ด้าน พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. มีภารกิจและกำหนดการที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีออกมาดับข่าวลือนี้ด้วยตนเองเพราะมีสังคมออนไลน์เล่นแรงข่าว ‘ปลอม’ ราชกิจจานุเบกษา

สังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษาปลอม ลักษณะเป็นเอกสารคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง ให้ข้าราชการ ผบ.เหล่าทัพ พ้นจากตำแหน่ง

เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมที่ถูกจัดทำขึ้นทั้งฉบับ เป็นการสร้างเรื่องเท็จ มุ่งประสงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาจหวังให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของการเผยแพร่ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

‘ข่าวลือ’ ยอดฮิตติดอันดับ ประเด็นจะมีการปฏิวัติรัฐบาล ซึ่งมีผู้ไม่หวังดีแพร่ภาพการเคลื่อนย้ายรถหุ้มเกราะ/รถสายพานลำเลียงพล ซึ่งทางกองทัพบกก็แถลงข่าวแล้วว่าเป็นการย้ายจากฐานไปฝึกซ้อมตามแผนการ

การปฏิวัติกับรถถัง หรือเคลื่อนย้ายกำลังทหารนี่ ทำไมต้องออกมาตอนนี้ก็ไม่รู้ คนกำลังผวาเลยมีการปล่อยข่าวลือผสมโรงให้ดูน่าเชื่อถือหนักเข้าไปอีก

สรุปว่ารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีต่างออกมาข่าวดับ ‘ข่าวลือ’ เหล่านี้ ด้วยตนเอง

ระดับโฆษกรัฐบาล หรือโฆษกกองทัพ หรือผู้ประกาศข่าวธรรมดาออกมาพูดไม่มีใครเชื่อหรอก !

ประกาศิตป้ายหาเสียง!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประกาศิตป้ายหาเสียง!?

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
ประกาศิตป้ายหาเสียง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,กกต,พลตอศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
เปิดอ่าน 641 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร อินทะเกตุ 

กลายเป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อใดที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะสนามเล็ก หรือสนามใหญ่ ต้องมีการทำลาย “ป้ายหาเสียง” จะด้วยความจงใจ หรือคึกคะนองก็ตามแต่ ทั้งที่ลึกๆ คนทำน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงถือเป็นโค้งแรกของการหาเสียงอย่างเป็นทางการ และทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดพื้นที่ในการปิดป้ายหาเสียง พรรคหน้าใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ก็ไม่รีรอจัดการนำป้ายหาเสียงไปติดตั้ง ชูนโยบายเรียกคะแนนเสียง ตามจุดสาธารณะต่างๆ แม้ในตอนแรกผู้สมัคร ส.ส. แต่ละเขต แต่ละพรรค จะยังไม่มีเบอร์เป็นของตัวเองก็ตาม สิ่งที่ตามมาแบบ “ทันควัน” จึงไม่พ้นการร้องเรียนจากทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่เกิดขึ้นจากป้ายหาเสียง

ฝ่ายประชาชนสะท้อนว่าหลายป้ายเกะกะขวางทางเท้า บางป้ายก็บดบังทัศนวิสัยตามมุมถนน แค่รอรถเมล์ต้องชะเง้อผ่านป้ายที่บังสายตาคอแทบเคล็ด ก่อให้เกิดความลำบากเดือดร้อน กระทั่งมีการถ่ายรูปบันทึกคลิปวิดีโอโพสต์ประจานกันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียลมีเดีย ส่วนฝั่งผู้สมัคร ส.ส. ก็ร้องทุกข์แจ้งความต่อตำรวจ เพราะถูกคนมือบอนเผาทำลายป้ายหาเสียง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ป้ายแดง แต่เป็นพรรคการเมืองที่เปี่ยมไปด้วย “พลังแบ็กอัพ” ล้นหลาม ถูก “เจิม” เป็นเจ้าแรก เพียงแค่เริ่มติดตั้งป้ายในค่ำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คล้อยหลังราว 2 ชั่วโมง ป้ายหาเสียงบริเวณถนนราษฎร์บูรณะ ระหว่างซอย 37-38 ของ นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 24 (ทุ่งครุ-ราษฎร์บูรณะ) ก็ถูกมือดีเผาทำลาย กระทั่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ได้มีเหตุการณ์เผาในลักษณะคล้ายกันของผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดิมแต่คนละเขต โดยครั้งนี้เป็นป้ายหาเสียงของ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 13 (บางกะปิ-วังทองหลาง)

หลังจากพลังประชารัฐถูกเจิมเป็นพรรคแรกไปแล้ว ถัดมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ป้ายหาเสียงของ นายจิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางแค พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ตั้งอยู่บริเวณธนาคารกสิกรไทย สาขาเพชรเกษม 51 ก็ถูกทำลายให้เกิดความเสียหายด้วยการใช้ของมีคมกรีด เช่นเดียวกับป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ก็ถูกกระทำในหลายรูปแบบ อาทิ ถูกถอดป้ายออกแล้วมีป้ายคนอื่นวางแทน ป้ายถูกคว่ำเพื่อให้คนมองไม่เห็น ป้ายถูกกรีดทำลาย หรือแม้กระทั่งป้ายถูกขโมยป้ายหายไร้ร่องรอย

ป้ายหาเสียงของผู้สมัครแต่ละพรรคถือว่าเป็น “ทรัพย์สิน” ซึ่งตำรวจออกมาเตือนว่า แม้ป้ายหาเสียงกีดขวางเกะกะ ก็ห้ามเคลื่อนย้ายเอง เพราะผิดกฎหมาย โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ระบุว่า ตามระเบียบมีการกำหนดไว้ชัดแจ้งว่า ห้ามติดตั้งป้ายกีดขวางการจราจร และจะละเมิดกฎหมายไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งทุกพรรคการเมืองมีความรู้กรณีดังกล่าวดี เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่พรรคการเมืองจะต้องระมัดระวังตัวเอง ส่วนการติดตั้งป้ายทับซ้อนกัน ทาง กกต.ก็มีระเบียบกำหนด ซึ่งกรณีมีป้ายตั้งอยู่แล้ว แต่นำป้ายอีกคนไปปิดทับถือเป็นความผิดตามที่ กกต.จะดำเนินการตามระเบียบ

“หากประชาชนพบเห็นป้ายหาเสียงวางกีดขวางถนน ทางเข้าออก หรือบดบังสายตา รวมถึงทัศนวิสัยในการขับขี่ ประชาชนต้องแจ้ง กกต.พื้นที่ เพราะไม่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายเอง หากเคลื่อนย้ายเองถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวย้ำ
จะว่าไปแล้วป้ายหาเสียงเหมือนเป็น “ประกาศิต” จะไปทำลาย เคลื่อนย้ายโดยพลการไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่ถ้าทำลายด้วยการเผาอาจเข้าข่ายตาม มาตรา 217 “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท” ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไฟที่เผาป้ายหาเสียงลุกลามไปในอาคารบ้านเรือน อาจรับโทษหนักตาม มาตรา 218 “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี”

เมื่อเรียกร้องหาความสงบ ต้องการประชาธิปไตย คนลงแข่งขัน เหล่ากองเชียร์ บรรดากองแช่ง ต้องเคารพกติกา…เพียงแค่คึกคะนองเผาทำลาย เคลื่อนย้ายป้ายหาเสียง ขาข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าไปในคุกแล้ว !!

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จุดยืน ชทพ.คือพรรคเราไม่เสียสัจจะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จุดยืน ชทพ.คือพรรคเราไม่เสียสัจจะ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:15 น.
วราวุธ ศิลปอาชา,ชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 1,023 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

คณิตศาสตร์การเมืองตามกติกาใหม่ของประเทศนั้นระบุแล้วว่า “ไม่มีพรรคใดมีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว”

ฉะนั้น “พรรคขนาดกลาง” คือตัวแปรที่จะบ่งชี้ว่าพรรคใดจะเข้าวินได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และต้องดูว่าจุดยืนของพรรคขนาดกลางบนเวทีการเมืองไทยยามนี้จะเลือกมุมใดระหว่าง “มุมหนุนลุงตู่กับมุมหนุนประชาธิปไตย”

ที่ผ่านมาเคยมีคำกล่าวไว้ว่า “ชาติไทยพัฒนา” (ชาติไทยในอดีต) คือพรรคที่พร้อมจับมือกับพรรคใดก็ได้เพื่อร่วมตั้งรัฐบาล จนได้รับฉายาพรรคจอมเสียบ และพรรคปลาไหล ในตำนานข่าวการเมืองไทย

ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติไทยพัฒนา ลำดับที่หนึ่ง “วราวุธ ศิลปอาชา” ทายาทของ “เติ้งเสี่ยวหาร” ผู้ล่วงลับ วันนี้ลูกท็อปสวมบท ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา จะให้คำตอบเหล่านี้กับเครือเนชั่น…

“หากถามว่า พรรคจะอยู่ในฐานะจอมเสียบหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่าพรรครอตัวเลขหลังการเลือกตั้งเป็นตัวกำหนด หากฝ่ายใดรวมกันเกินครึ่งหนึ่งและทาบทามพวกเรา พรรคจะดูว่าจะบรรจุนโยบายของพรรคไปอยู่ในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เพราะเราเป็นพรรคขนาดกลางและเล็ก พรรคหวังมี 30 ส.ส.บวกและลบ วันนั้นพรรคจะแต่งตัวรอ หากไม่มีพรรคใดเชิญ ก็ไปอยู่ฝ่ายค้าน

สมัยที่คุณพ่อ(บรรหาร ศิลปอาชา)ยังมีชีวิตอยู่ เอกลักษณ์ที่คุณพ่อทำไว้คือมีสัจจะ รับปากร่วมงานกับใครไม่เคยทิ้งเรือ พรรคที่เลือกพวกเราให้ร่วมรัฐบาลเพราะมองว่าพวกเราไม่แทงใครข้างหลังและทิ้งกันกลางทาง จะเห็นว่ายามที่พรรคใดตั้งรัฐบาลจะติดต่อคุณพ่อก่อนคนอื่น เพราะพรรคต้องการทำงาน คุณพ่อไม่เคยเสียสัจจะ วันนี้พรรคยึดแนวทางนี้

คำว่าพรรคปลาไหลนั้น คือวาทกรรมที่คนเสียประโยชน์นำมาใช้กับพรรค ผมไม่ยอมรับนะ เพราะบางคนพูดเพื่อสะใจ ถามว่าที่ผ่านมาทำไมพรรคที่ตั้งรัฐบาลเลือกพวกเราก่อนคนอื่น หากพวกเราปลิ้นปล้อน จะเลือกพวกเราร่วมงานหรือ วันนี้ไม่มีคำนี้แล้ว เพราะตอนลงพื้นที่หาเสียง ชาวบ้านพูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนาว่า “พรรคนายบรรหาร”

หากถามว่าจุดเด่นที่เราร่วมงานกับพรรคใดก็ได้นั้น ย้ำว่าเป็นเพราะพรรคของเราจริงใจ ไม่แทงข้างหลัง ไม่เลื่อยขาเก้าอี้ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ทุกรัฐบาลมีข้อดีและข้อเสีย แม้แต่ตอนที่คุณพ่อเป็นนายกฯ เช่นกัน เหมือนเหรียญสองด้าน สังคมไทยวันนี้หากนำข้อเสียมาประจาน มันง่าย หากใครพูดในข้อดีก็โดนคำถามว่า เข้าข้างกัน ย้ำว่ายามที่พรรคไปร่วมรัฐบาล เราไม่ละเลยการตรวจสอบ จะเตือนกัน แต่ให้เกียรติกัน หากใครทำเสียหายคนนั้นต้องรับผิดชอบ เราไม่สาวไส้ให้กากินเพื่อให้รัฐบาลเสียเสถียรภาพ แม้บางครั้งจะรู้และบางครั้งก็ไม่รู้กับเรื่องผิดปกติ เพราะเราไม่ไปยุ่ง ถือว่าแบ่งหน้าที่กันแล้ว เพราะหน้าที่ตั้ง ครม. พรรคใหญ่จะแบ่งหน้าที่และไม่ก้าวก่ายกัน ฉะนั้นเราทำหน้าที่บนเวทีการเมืองมาทุกอย่างแล้ว(ฝ่ายค้านและรัฐบาล) หลังเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอยู่จุดใดก็ได้”

ส่วนความขัดแย้งในพรรคที่มีกระแสข่าวออกมาว่า “รุ่นใหญ่” มาไล่บี้ “รุ่นใหม่” ไม่ให้นำพาพรรคเพราะ “อ่อนชั่วโมงบิน” นั้น ทายาทของ “มังกรเมืองสุพรรณ” ซึ่งเป็น ส.ส.ครั้งแรกอายุ 27 ปี เป็น รมช.คมนาคม อายุ 35 ปี คนนี้กล่าวถึงบทบาทและจุดยืนของพรรคในช่วงจากนี้ไปว่า

“เหตุที่ผมไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคนั้น ผมบอกเสมอว่าพรรคนี้คือบ้านของผม ดังนั้นผมอยู่หน้าที่ใดก็ได้ในบ้านของผม ตอนแรกนั้นกระแสการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานที่นี่คือสิ่งที่ผมคิด แต่เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งผมมีมุมมองว่าพรรคนี้มีรากจากพรรคชาติไทย การที่จะใช้คนประสบการณ์น้อยนั่งหัวโต๊ะ มันคงไม่ใช่ แม้วันนี้คือเวลาคนรุ่นใหม่ก็ตาม แต่พรรคนี้คือพรรคที่มีประวัติศาสตร์ ควรให้รุ่นใหญ่ทำงานด้วย วันนี้พรรคผสมคนสองรุ่นทำงานและไม่มีพรรคใดทำแบบพวกผม เพราะในวันนี้ผมยังต้องฟังคนทั้งสองรุ่นที่รวมกันที่นี่

หากถามว่าเหตุที่ผมพลาดตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะผมไม่มีสายสัมพันธ์แบบที่คนรุ่นใหญ่ (ประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค) มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตนายกฯ ที่อยู่ต่างประเทศ รวมทั้งหัวหน้าพรรค (กัญจนา ศิลปอาชา) นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับแกนนำ คสช. การทำแบบนี้บางคนมองว่าพรรคทำงานเสมือน “แทงกั๊ก” นั้น ขอบอกว่า เลขาธิการพรรคคนนี้อยู่พรรคนี้ก่อนคุณพ่อมาที่พรรคชาติไทยเสียอีก วันนี้ เมื่อไม่มีคุณพ่อ เราต้องให้เกียรติความอาวุโสมาดูแลพรรค รวมทั้งพี่สาวของผมที่บางคนบอกว่าอาจสนิทกับใครบางคนนั้น ขอเรียนว่าความสัมพันธ์ที่ผู้ใหญ่ในพรรคสนิทกับใครนั้นไม่ใช่ความลับและคงบังคับไม่ได้

วันที่ตัดสินใจเปลี่ยนคือ มอบให้คนอาวุโสรับไม้ดูแลพรรคนี้แทน ขอเรียนว่าทุกเรื่องในเมืองไทย ยังยึดระบบอาวุโส จะเอาเด็กมาข้ามหัวผู้ใหญ่เลยไม่ได้ พรรคนี้มีระบบ และอบอุ่น แม้บางคนมองว่าเหตุที่นำเลขาธิการพรรคคนนี้เข้ามาแล้วทำให้หลายคนในพรรคย้ายออก เพราะไม่พอใจ ยืนยันว่าไม่ใช่ คนแรกที่แสดงความยินดีกับเลขาธิการพรรคที่มารับหน้าที่คือ “จองชัย เที่ยงธรรม” แม้วันนี้ทั้งสองคนนี้อาจไม่เผาผีกัน เพราะผู้อาวุโสสองคนนี้อาจมีแนวคิดไม่ตรงกันบ้างตั้งแต่ก่อนที่ผมเกิดด้วยซ้ำ และวันที่คุณพ่อยังทำหน้าที่อยู่ยังเอาน้ำเย็นลูบด้วยบารมี แต่วันนี้บารมีผมและบารมีพี่สาวเอาไม่อยู่ ของแบบนี้ไม่เหนือการคาดหมาย มันคือวัฏจักรการเมืองที่วันนี้แยกย้าย วันข้างหน้าอาจมาร่วมงานกันใหม่ วันนี้พรรคอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพทั้งคู่ ผมเคารพการตัดสินใจ คนในครอบครัวผมนั้น ยืนยันว่าหารือทั้งสองฝ่ายแล้ว เคารพสิทธิของทุกฝ่าย และขอไม่พูดเรื่องนี้อีก

ส่วนกรณี “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ไม่ขอพูดเพราะ “สมศักดิ์” ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเนื่องจากโดนตัดสิทธิทางการเมือง แต่เสียดายที่ “สองพี่น้องปริศนานันทกุล” ตัดสินใจเปลี่ยนแนวการทำงานทางการเมือง เพราะเรามีความฝันด้วยกันในการทำงานบริหารพรรค และควรไปสอบถามทั้งสองคนว่าเปลี่ยนใจเพราะอะไร ผมเสียดายสองคนนี้นะ ส่วน “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นั้น ผมเข้าใจ เพราะอาจรู้สึกผิดหวังหลายอย่าง

ย้ำว่าเหตุที่หลายคนย้ายพรรคไม่ใช่เพราะการแย่งชิงตำแหน่งในพรรค ไม่ใช่การหักเหลี่ยม ความจริงผมไปขอร้องพี่สาวมารับหน้าที่นี้ (หัวหน้าพรรค) หากใครรู้จักพี่สาวของผมจะทราบว่า พี่สาวมาทำงานการเมืองนั้นเพราะคุณพ่อและวันนี้มาทำเพื่อน้อง ย้ำว่าหากวันนี้ไม่มีผู้ใหญ่นั่งหัวโต๊ะมันลำบาก”

ส่วนจุดขายของพรรคนี้ที่จะเสนอต่อสังคมนั้น “วราวุธ” บอกว่า “จังหวะของพรรคและนโยบายที่จะหาเสียง พรรคพร้อมแก้ปัญหาปากท้องให้เกษตรกร เราจะควบคุมปัจจัยการผลิตได้ แต่ต้องขายของเป็น วันนี้มีช่องทางการขายทางโลกออนไลน์ที่มีมากและต้องทำให้ผลผลิตดี เพราะเราคุมราคาสินค้าเกษตรโลกที่ผันผวนไม่ได้ พรรคจะดูแลผู้สูงอายุด้วยกองทุนมรดกเงินล้าน จ่ายกี่เดือนจะได้เงินตอบแทนเท่าที่จ่ายเท่ากับจำนวนเดือนที่ชำระ แตกต่างจากการจ่ายเงินประกันชีวิต และขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี และนำความรู้ของคนเกษียณมาช่วยงานเพราะมีศักยภาพ

พรรคจะดูแลการศึกษาเพราะช่วงที่ “โทนี่ แบลร์” อดีตนายกฯ อังกฤษเคยหาเสียงนโยบายเร่งด่วนเรื่องการศึกษาไว้ก่อนรับหน้าที่นายกฯ เมื่อได้ตำแหน่งผู้นำอังกฤษก็ทำเรื่องนี้ทันที ดังนั้นพรรคจะตั้ง “สภาการพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ” ที่เชิญทุกฝ่ายมาร่วมอยู่ในนี้ โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องทำตามแผนนี้ และให้กระทรวงนี้หลุดจากการครอบงำของวงการเมือง พรรคหวังอยากทำหน้าที่นี้

หากถามใช้งบจากไหน ตอบว่าทุกกระทรวงมีงบประมาณอยู่ เพียงดึงมาใช้ประโยชน์ให้ถูกจุด ไม่เก็บภาษีชนชั้นกลางเพิ่มและอยากรื้อระบบการเก็บภาษี หากองค์กรใดใช้ระบบไอทีและเอไอแทนการจ้างคนที่ประหยัดงบองค์กรนั้นๆ ไปแล้ว ก็ควรนำภาษีขององค์กรเหล่านี้มาดูแลสิ่งที่ผมบอกไว้ในข้างต้น วันนี้หมดเวลาแจกเงิน ใครทำงานจะได้รับสิ่งที่แลกไว้”

ส่วนมุมมองที่มีต่อการเมือง การยึดอำนาจและจุดยืนของพรรคว่าจะเลือกขั้วใดหลังการหย่อนบัตรนั้น “วราวุธ” บอกว่า “สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ ต้องเดินหน้าเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งแล้วก็ไม่มีเผด็จการ มีแต่ประชาธิปไตย แม้วันนี้มีการพูดว่าเลือกฝ่ายใดระหว่างสองฝ่ายคือหนุนและไม่หนุนเผด็จการ ผมไม่ขออยู่ทั้งสองฝ่าย วันนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง ทุกคนมีพรรคในใจแล้ว คนไทยจะไปลงคะแนน สิ่งที่เกิดในสภาคือคำตอบ วันข้างหน้าจะไม่มีเผด็จการแล้ว

การยึดอำนาจครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ผมมองสองด้าน มันพอกันทั้งคู่ เหตุการณ์นั้นนักการเมืองผิดส่วนหนึ่งเพราะไม่ยอมกันจนทหารต้องเข้ามา วันนั้นทุกคนให้ดอกไม้กับทหาร จากนี้ไปอย่าสร้างเงื่อนไขขัดแย้งให้ทหารเข้ามาอีก

ผมพูดเสมอว่าการเมืองไทยเหมือนละครที่ต้องดูยาวๆ ผู้ร้ายกลายเป็นพระเอก พระเอกกลายเป็นผู้ร้าย แต่สุดท้ายจะกลับสู่ครรลอง วันนี้ผมไม่อยากพูดเรื่องความขัดแย้งของกีฬาสีแล้ว”

ส่วนการร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้นพรรคจะดูว่าพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลนำนโยบายพรรคไปบรรจุในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ และรอคำตอบจากตัวเลข ส.ส.ว่าพรรคใดจะได้เสียงข้างมาก จากนั้นค่อยมาดูว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะอยู่ฝ่ายใด ตอนนี้ยังไม่เลือกว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด อย่าลืมว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ย้อนไปดูช่วงที่พรรคไทยรักไทยสมัยที่สองชนะเลือกตั้ง พรรคชาติไทยในวันนั้นเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทย เมื่อผลเลือกตั้งครั้งนั้นออกมา พรรคชาติไทยประกาศไม่ร่วมรัฐบาล เพราะพรรคนั้นมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพรรคชาติไทย พวกเราจึงขอไปทำหน้าที่ตรวจสอบ

ส่วนคดีความของคนการเมืองนั้น พรรคไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่อยู่ในชั้นศาล ส่วนกฎหมายนิรโทษกรรมที่บางฝ่ายอาจเสนอขึ้นมาอีกนั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป เรื่องนี้ควรหารือในสภาแล้วไปทำประชามติดีกว่า แต่วันนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือร่างกฎหมายแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน เรื่องของนักการเมืองควรมาทีหลังปัญหาชาวบ้าน

ส่วนกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ คสช.วางไว้ มันแบ่งเป็นช่วงละ 5 ปี มองมุมร้ายก็เหมือนว่าโดนควบคุมยาว แต่มองมุมดีนั้นเมืองไทยไม่มีการวางแนวคิดในระยะยาวแบบนี้ แต่องค์ประกอบและแนวทางของกรรมการชุดนี้ควรเสริมด้วยคนหลากวัยโดยเฉพาะเยาวชนควรมีส่วนด้วย เพราะพวกเขาจะเติบโตในอนาคต ไม่ควรทำงานไปแก้ไปแบบลูบหน้าปะจมูก

ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีและข้อเสีย ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่โดนฉีกไป หลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ตอนนั้น(ก่อนการยึดอำนาจของคมช.) พรรคเคยบอกว่า อย่าฉีก เพราะรัฐธรรมนูญเหมือนบ้านของคนไทย อะไรชำรุดควรแก้ไข ไม่ใช่ทุบบ้านทิ้ง

ศึกล้างตา “โอ๋น้อย-นิรันดร์” เขต 4 เมืองร้อยเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362170?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกล้างตา “โอ๋น้อย-นิรันดร์” เขต 4 เมืองร้อยเกิน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
สังเวียนร้อยเอ็ด,พลังประชารัฐ,เอกภาพ พลซื่อ,ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย,นิรันดร์ นาเมืองรักษ์,สจโอ๋น้อย
เปิดอ่าน 4,939 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนร้อยเอ็ด การเลือกตั้งปีนี้ เซียนไก่ชนบอกว่า สูสีกว่าเลือกตั้ง 2554 เนื่องจากคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยคือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีแม่ทัพใหญ่ชื่อ สุรพร ดนัยตั้งตระกูล อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด, เวียง วรเชษฐ์ และ เอกภาพ พลซื่อ

เข้าใจว่า ทีมพลังประชารัฐ ร้อยเอ็ด แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มวังพญานาค ประกอบด้วย เอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3, สานิต ว่องสัธนพงษ์ เขต 1, รัชนี พลซื่อ (ภรรยาของเอกภาพ) เขต 2 และตวงรัตน์ วงศ์เวไนย เขต 4 ส่วนผู้สมัคร ส.ส.อีก 3 คนนั้น อยู่ในพื้นที่ร้อยเอ็ด ตอนล่าง อยู่ในการดูแลของ เวียง วรเชษฐ์

ถ้ายังจำกันได้ เอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้สังกัดกลุ่มวังพญานาค มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ก่อนจะย้ายมาอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน

“เอกภาพ” ขอวัดฝีมือกับนิรมิต สุจารี แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย ที่เขต 3 ส่วนภรรยา รัชนี แข่งกับ ฉลาด ขามช่วง อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย สองเขตนี้ พลังประชารัฐขอลุ้น 1 เก้าอี้

ที่น่าจับตาคือ เขต 4 ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ, อ.ทุ่งเขาหลวง, อ.ธวัชบุรี (บางตำบล), อ.หนองพอก (บางตำบล) และ อ.อาจสามารถ (บางตำบล) เป็นการพบกันของนักมวยคู่เดิม

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์“ แชมป์หลายสมัย ค่ายเพื่อไทย โคจรมาพบกับ “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” ผู้ท้าชิงคนเดิม แต่เปลี่ยนสีเสื้อจากค่ายชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เป็นค่ายพลังประชารัฐ

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” ลูกชาวนา อ.เสลภูมิ ก่อนจะหันมายึดอาชีพค้าขาย โดยลงเล่นการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2523 และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2529 พรรคกิจสังคม และเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด มาอีกหลายสมัย ย้ายหลายพรรค

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์”  ค่ายเพื่อไทย 

เลือกตั้ง 2539 นิรันดร์ ย้ายมาอยู่พรรคความหวังใหม่ สังกัดกลุ่มวังน้ำเย็นของป๋าเหนาะ กระทั่งย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ก็อยู่ก๊วนเดิม

เลือกตั้ง 2550 กติกาเปลี่ยนเป็นเลือกตั้งพวงใหญ่ นิรันดร์พ่ายกลุ่มเอกภาพ พลซื่อ และกลับมาแก้ตัวในสังเวียนเลือกตั้ง 2554 แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ปรากฏว่า กระแสยิ่งลักษณ์ ทำให้นิรันดร์เอาชนะ “ตวงรัตน์” ไปแบบขาดลอย

อันที่จริง ปี 2549 นิรันดร์เคยมีปัญหาภายในพรรคไทยรักไทย ถึงขั้นทางพรรคจะไม่ส่งลงสมัคร ส.ส. เอกภาพที่อยู่พรรคเดียวกัน แต่คนละมุ้ง ได้พยายามผลักดันตวงรัตน์ วงศ์เวไนย ส.จ.ร้อยเอ็ด ลงสมัคร ส.ส.แทน โชคดีที่ทักษิณไฟเขียวให้นิรันดร์ลงสนาม

สำหรับ “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” หรือ “ส.จ.โอ๋น้อย” อดีตแอร์โฮสเตส อาศัยความสวยน่ารัก เป็นกันเอง จึงได้รับการจับตามองมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว โดยสมัยที่เธอลงสมัคร ส.อบจ.ร้อยเอ็ด เขต อ.เสลภูมิ ได้คะแนนถึงหมื่นกว่าคะแนน

“ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” ค่ายพลังประชารัฐ

แม้จะพ่ายแพ้เลือกตั้ง “โอ๋น้อย” ยังเดินหน้าทำงานการเมืองท้องถิ่น พยายามผลักดันโครงการที่เกื้อหนุน สร้างอาชีพของกลุ่มสตรีให้ก้าวหน้า สร้างองค์กรสตรีให้เกิดความเข้มแข็ง รวมถึงการเข้าไปผลักดัน เพิ่มเงินเดือน และเงินสวัสดิการต่างๆ ของกลุ่มสตรีให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป

ด้วยความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ “โอ๋น้อย” ใช้สื่อโซเชียลบอกกล่าวเล่าขาน การทำกิจกรรมของเธอ อย่างเช่นในเฟซบุ๊ก Tuangrat Wongwenai มักจะได้อ่านสเตตัสสนุกสนาน “ลุย ทุกพื้นที่ ฝากพี่น้องเชียร์ทีมเราด้วยนะคะ จ้วดจ้าด เพราะการเมืองคือ สีสันและพลังของประชาธิปไตย” หรือ “มาขอคะแนน เดินดินด้วยหัวใจ อยากเป็นมากกว่าคนอื่น ต้องทำให้มากกว่าเค้า เพราะเรามีเป้าหมายเพื่อประชาชน ถ้าไม่ออกไปหาประชาชน แล้วใครจะเลือกเรา”

ต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง ระหว่าง “โอ๋น้อย ลูกสาวหล่า” กับสิงห์เฒ่า “นิรันดร์” ใครจะเป็นผู้กำชัย ?

เกมโอเวอร์ “ปรีชาพล” หลีกภัย กระทบ “บ้านใหญ่วังน้อย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมโอเวอร์ “ปรีชาพล” หลีกภัย กระทบ “บ้านใหญ่วังน้อย”

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
ปรีชาพล พงษ์พานิช,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,ซูเปอร์ดีล,เลือกตั้ง 2562,การเมืองไทย,หาเสียงเลอกตั้ง,อดีต สส,เจ๊สมทรง,เจ๊สมทรง อยุธยา
เปิดอ่าน 87,411 ครั้ง

กลุ่มการเมืองใด พลาดท่าหรือเสียหายจาก “เกมโอเวอร์”  ครั้งนี้บ้างไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เจ๊ใหญ่อยุธยา ในฐานะแม่ยายปรีชาพล น่าจะกำลังนั่งไม่ติด!

          000 หลังปรากฏการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อก “ข่าวลือ” กระพือโหมเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร มีการปล่อย “ข่าวปลอม” ทางเพจสายดาร์ก และกระจายผ่านไลน์ “แดงฮาร์ดคอร์” ไปทั่วประเทศ

          000 เมื่อควันไฟข่าวลือแรงจัด สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเชิญชวนจุดเทียนและพับนกกระดาษ ประกาศจุดยืน “นักเรียนนักศึกษาไม่เอารัฐประหาร” และ “24 มีนาฯ ต้องมีเลือกตั้ง” ที่ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตอนเย็นวันจันทร์

          000 มีข้อน่าสังเกต จังหวะ “อลหม่านการเมือง” หลายพรรคการเมืองหยุดหาเสียงเสาร์–อาทิตย์ แต่พรรคอนาคตใหม่ ฉวยโอกาสเล่นกับกระแสความผัวผวน เริ่มจากเกิดกรณี “คนพิเศษ” ของพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ก็ชิงเสนอคำขวัญ “นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.” ชิงคะแนนเสื้อแดงปีกหนึ่งที่ไม่พอใจเกมของคนแดนไกล

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

          000 หลังเกมพลิก คนเสื้อแดงฝันค้าง พรรคอนาคตใหม่เปิดกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ “ฟ้ารักพ่อ” โดยใช้ห้วงเวลาฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ ปั่นกระแสพลังคนหนุ่มสาว ตามมาด้วยการขี่กระแสข่าวลือปฏิวัติ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อ้างฝ่ายข่าวในพรรคเชื่อว่า กระแสรัฐประหารช่วงนี้ มีความเป็นไปได้ พร้อมประกาศต่อต้านการยึดอำนาจ ก็หาเสียงเนียนๆ ไปอีกแบบ

          000 หากเสาะหา “ต้นตอข่าวปล่อย–ข่าวปลอม” ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่า กลุ่มการเมืองใดพลาดท่าหรือเสียหายจาก “เกมโอเวอร์” และในกลุ่มไลน์บางขั้วสี พูดเรื่องนี้โจ๋งครึ่ม เขียนเป็นฉากๆ เหมือนพล็อตหนังยุทธการยึดเมือง ซึ่งกลยุทธ์นี้ ก็หวังสร้างความปั่นป่วน เป็นม่านควันอำพราง ระหว่างการถอยร่นแบบไม่เป็นขบวน

          000 สำหรับพรรคไทยรักษาชาติตกอยู่ในภาวะคล้ายสุญญากาศ บรรดาคณะกรรมการบริหารพรรค “ลูกท่านหลานเธอ” หายเข้ากลีบเมฆ จนมีข่าวลือข่าวร้าย แม้บรรดา “ผู้ใหญ่” จะมาที่ทำการพรรค ทษช. ทำทีเหมือนจะประชุมพรรค แต่ก็ได้ยกเลิกและเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด อ้างว่า กรรมการบริหารไม่ครบองค์ประชุม

          000 วันอาทิตย์ “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” มีภาพไปโผล่ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา อยู่ตรงข้ามกับเกาะเมือง เขตเทศบาลเมืองอยุธยา แต่มีคนพยายามจับผิดภาพเก่าหรือภาพใหม่ ? “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” นายก อบจ.อยุธยา แม่ยายของ “ป๋อม ปรีชาพล” ยอมรับว่า ลูกเขยมารับประทานอาหารที่บ้านจริง ก่อนจะไปไหว้พระที่อยุธยา “เจ๊สมทรง” ขอร้องว่า อย่าดึงเอาครอบครัวของตน เข้าไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตระกูล “พันธ์เจริญวรกุล” ให้สิทธิในการตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละคน

สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกฯ อบจ.อยุธยา

          000 ถ้าจำกันได้ ปลายปีที่แล้ว “เจ๊ทรง บ้านใหญ่วังน้อย” ตกเป็นข่าวเมาท์มอยในสภากาแฟว่า “ลูกชาย” ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่ “ลูกเขย” เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งการแต่งงานของ “ปรีชาพล” กับ “นภัสวรรณ พันธ์เจริญวรกุล” ลูกสาวคนเล็กของเจ๊สมทรง มีขึ้นในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และตอนนั้น “ป๋อม ปรีชาพล” เป็น ส.ส.สมัยแรก แถมอายุเพียง 27 ปี

ป๋อม ปรีชาพล กับ ออย นภัสวรรณ

          000 วันนี้ “เอ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ทายาทเจ๊สมทรง ลาออกจากเพื่อไทยไปผนึกกำลัง “2 อดีต ส.ส.อยุธยา” ในสีเสื้อภูมิใจไทย หวังยึด 4 เก้าอี้ และมองข้ามช็อตไปถึงสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อยุธยา

เอ สุรศักดิ์ สวมเสื้อภูมิใจไทย แข่งเพื่อไทย ในสนามอยุธยา 

          000 ยังไม่มีใครทราบว่า “ลูกท่านหลานเธอ” ของพรรคไทยรักษาชาติ ไปหลบอยู่เซฟเฮ้าส์ที่ไหน และอาจต้องรอให้ “คลื่นลมสงบ” พวกเขาคงจะได้ปรากฏตัวที่พรรค 

          000 เดินหน้าหาเสียงเต็มที่ กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วย วราวุธ ศิลปอาชา และประภัตร โพธสุธน ยกทัพไปเปิดเวทีปราศรัย เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต จ.ขอนแก่น แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ชาวเมืองหมอแคนก็มาต้อนรับกันอบอุ่น  โดยเฉพาะเขต 1 ขอนแก่น พรรคชาติไทยพัฒนาส่ง “ลักษณา แกล้วกล้าหาญ” ภรรยาของ “ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” อดีต รมช.คมนาคม ลงสนาม และเป็นตัวเต็งของค่ายสุพรรณฯ 

กัญจนา นำชาติไทย ปราศรัยใหญ่ที่ขอนแก่น          

          000 สังเวียนเลือกตั้งเขต 1 ขอนแก่น” (อ.เมืองขอนแก่น เฉพาะ ต.ในเมือง ต.เมืองเก่า และ ต.บ้านเป็ด) ที่มี “จักริน พัฒน์ดำรงจิตร” แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย ลงสนามเหมือนเดิม โดยคู่ชิงก็น่าจะเป็น “ลักษณา” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเป็ด ที่ได้พี่เลี้ยงเก๋าเกมอย่าง “ประจักษ์” อดีต ส.ส.ขอนแก่น

จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น เพื่อไทย

ลักษณา ภรรยาของประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เต็งหนึ่งของพรรคชาติไทยพัฒนา

        000 ผลพวงจากกรณี “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ในต่างจังหวัดงดหาเสียง มีแต่รถแห่วิ่งประปราย บรรยากาศเลือกตั้งเงียบลงเยอะ

คุณธรรมนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คุณธรรมนักการเมือง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
คุณธรรมนักการเมือง,เลือกตั้ง,ทักษิณ,ชินวัตร
เปิดอ่าน 561 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้การเมืองไทยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตามกำหนดเวลาที่วางไว้แล้ว และทุกพรรคก็เผยตัวผู้สมัครเรียบร้อยแหลือแค่ให้ประชาชนเป็นผู้ชี้อนาคตว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้ทำการบริหารประเทศในอนาคตอีก 4 ปี ข้างหน้า

จะเป็นคนหน้าเดิมหรือคนหน้าใหม่หรืออาจจะมีการพลิกล็อกแบบฟ้าถล่มก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเมื่อเสร็จการเลือกตั้งแล้วยังจะต้องมีการฟ้องร้องหรือโวยวายตามประสาการเมืองแบบไทยๆ

สิ่งหนึ่งที่อยากจะเห็นก็คือ ‘คุณธรรมนักการเมือง’ ซึ่งจากการติดตามข่าวแล้วยังอยู่ในวังวนเดิมที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าอยู่ในบ่อน้ำเน่า

การเมืองไทยๆ จึงไม่เหมือนที่ไหนในโลก แม้จะกฎกติกาเข้มงวดแต่หลายคนหลายพรรคก็พยายามหาทางหากลเม็ดเรียกความสนใจ ยอมแม้กระทั่งเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘ทักษิณ’ กับ ‘ยิ่งลักษณ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี

นี่ยังดีที่เปลี่ยนกัน 10 กว่าคน แล้วถ้าเกิดเปลี่ยนเป็นร้อยๆ คน รับรองว่าคนลงคะแนนปวดหัวสับสน 100%

‘อ๊อด เทอร์โบ’ จึงขอเรียกร้องแบบตรงไปตรงมา ขอให้นักการเมืองมีจิตสำนึกที่ดีมีคุณธรรมและเป็นตัวอย่างคนไทยที่มีความซื่อสัตย์สุจริต อย่าหาวิธีการสกปรกคดโกงหรือหลอกลวงหรือโกหกเพื่อหาคะแนนอย่างเดียว

จากการกดเครื่องคิดเลขอย่างคร่าวๆ แล้ว การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ กกต.ต้องใช้เงินแบบทุกอย่างครบวงจรประมาณเฉียดๆ 4,300 ล้านบาท เป็นจำนวนมหาศาลจริงๆ

แล้วยังไม่รวมถึงเงินแต่ละพรรคและผู้สมัครจ่ายแบบใต้ดินหรือไม่มีใบเสร็จเป็นเงินนอกระบบอีกนับหมื่นล้านบาท

ถ้าเงินเหล่านี้รวมกันมาสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ในชนบท ก็จะได้ครบทุกจังหวัด ซึ่งเงินเหล่านี้จะสูญเปล่าหรือไม่คุ้มค่า ถ้าเลือกตั้งไม่บรรลุเป้าหมาย

หรือพอได้ ส.ส.และตั้งรัฐบาลแล้วมีอุบัติเหตุการเมืองเกิดปฏิวัติเข้าสู่วงจรเดิม ประเทศไทยก็จะอยู่ในเหวแห่งความหายนะทางการเมืองอีกวาระ

ในฐานะของประชาชนคนเดินดินระดับรากหญ้า แต่สนใจการเมืองยังมองแบบลึกๆ ว่านักการเมืองรุ่นเก่ามีฐานเสียงในจังหวัดและพื้นที่จะยังได้เปรียบเข้ามาสภาและยังจะลากเอาเครือญาติเข้ามาเป็นพวงเพราะการเมืองแบบครอบครัว

คนรุ่นใหม่จะสอดแทรกเข้ามาได้หรือไม่ก็อยู่กับคนรุ่นใหม่ด้วยกันจะลงคะแบบแบบให้หรือไม่และยังเหลือเวลาอีกหลายวันและมีการสำรวจพบว่าสวนใหญ่ ‘ยังไม่ตัดสินใจ’

ออกนอกวงจรการเมืองแบบไทยๆ ไปประเทศเพื่อนบ้านของเราบ้าง ซึ่งการเมืองเขาเข้มแข็งมากแม้จะเป็นระบบสังคมนิยม แต่ประชาชนอยู่อย่างสุขสบายและมีอนาคตสดใส

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ‘อ๊อด เทอร์โบ’ เดินทางไปดูการสร้างเขื่อนที่ลาว ซึ่งทางรัฐบาลลาวมีนโยบาย ‘แบตเตอรี่เอเชีย’ โดยสร้างเขื่อนพลังน้ำเอาไปปั่นไฟฟ้าขายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

‘แบตเตอรี่เอเชีย’ จะเป็นอย่างไรและทำไมทำที่เมืองไทยไม่ได้จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

ประเทศไทยเดี๋ยวนี้จะทำอะไรที่เป็นโครงการขนาดยักษ์จะเจอตอเพราะมีแต่คนค้านและมีผลประโยชน์มาสอดแทรก

ไทยจึงต้องซื้อไฟฟ้าลาวใช้และต่อไปต้องซื้ออากาศมาหายใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ !

4พรรคเห็นร่วม ปรับระบบดูแลสุขภาพ ปชช.ถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4พรรคเห็นร่วม ปรับระบบดูแลสุขภาพ ปชช.ถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:01 น.
พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ประชาธิปัตย์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สุวิทย์ เมษินทรีย์,พรรคพลังประชารัฐ,สุขภาพ,โรงพยาบาล,การศึกษา,ประกันสังคม
เปิดอ่าน 743 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อ “การเลือกตั้ง” เข้าสู่การแข่งขัน นอกจากการนำเสนอตัวบุคคล เพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชน เลือกเข้าสู่เส้นทางการบริหารและนิติบัญญัติแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาคือ การผลักดันนโยบายและนำเสนอนโยบายต่อประชาชน เพื่อเป็น “ตัวช่วย ตัดสินใจ”

ล่าสุด เมื่อบ่าย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ข่าวเวิร์คพอยท์ออนไลน์ และ เวิร์คพอยท์ นิวส์ จัดเวทีเสวนา “ผ่าแนวคิดพรรคการเมือง อนาคตสุขภาพไทย” โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 4 พรรคการเมืองใหญ่ ร่วมเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น แนวคิดและนโยบายด้าน “สุขภาพ” ที่มีจุดตั้งต้นประเด็นจาก “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”

ในเวทีแลกเปลี่ยน เริ่มต้นจาก “นักการเมืองหญิง” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหลักประกันถ้วนหน้า เมื่อ 17 ปีก่อน และที่มีชื่อเรียกแบบชาวบ้าน คือ “บัตรอนาถา” โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ แกนนำพรรคเพื่อไทย เริ่มต้นย้อนที่มาของแนวคิด “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า” คือ การสนับสนุนระบบสุขภาพที่เท่าเทียม​ ทั้งคนจน และคนร่ำรวย ทั้งนี้เป้าหมายหลักคือ สร้างประชาชนให้มีสุขภาพดี ไม่ใช่ การเน้นรักษาคนป่วย

“เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา ที่ดิฉันทำ ไม่ใช่ใช้ประเด็นนี้เพื่อแข่งขันทางการเมือง คือ การรักษาฟรี โดยเป้าหมายหลักของการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพ มีเป้าหมายเพื่อลด 3 โรค คือ ความดัน ไขมัน และเบาหวาน เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี คุมงบประมาณได้ แต่เมื่อการแข่งขันทางการเมือง เน้นรักษาฟรี ที่ทำผิดวัตถุประสงค์ คือ เน้นการดูแลคนป่วย แทนการส่งเสริมสุขภาพ จึงทำให้ทำผิดทาง ดังนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์คือ ให้สถานพยาบาลเน้นการเพิ่มความแข็งแรง และดูแลสุขภาพของประชาชน”

ขณะที่ประเด็นคำถาม การรวม 3 กองทุน กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, กองทุนประกันสังคม และส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการข้าราชการนั้น “คุณหญิงสุดารัตน์” ให้มุมมองต่อการยกระดับสิทธิและการดูแลผู้ใช้สิทธิ์ 3 กองทุน แทนการยุบรวม เพื่อให้สิทธิรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานตามหลักวิชาการของแพทย์,​ บัญชียา ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่สิทธิการรักษาและคุณภาพต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วยเช่นกัน ส่วนประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ นั้นเป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมขึ้นได้

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะพรรคการเมืองที่เริ่มต้นแนวคิด พลิก “สถานีอนามัย”​ เป็น “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล (รพ.สต.)” ย้ำถึงการต่อยอด และเพิ่มประสิทธิภาพบริการของสถานพยาบาลในพื้นที่ ที่ให้โอกาสเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต้องสร้างเครือข่ายและเพิ่มอำนาจด้านการบริการสาธารณสุข นอกจากนั้นต้องต่อยอด “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เพื่อลดภาระด้านงบประมาณ, เพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ, ประชาชนจ่ายเงิน ต้องพิจารณาว่า สิ่งที่เป็นต้นเหตุของการสร้างภาระสุขภาพ เช่น สินค้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีบาป ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนประชาชน

ปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงต่อประเด็นการนำเงินภาษี เพื่อใช้กับหลักประกันสุขภาพ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ชี้ว่า ต้องปฏิรูประบบภาษี เพื่อให้คนมีฐานะร่ำรวย จ่ายภาษีมากขึ้น จ่ายเพื่ออุดหนุนการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

ทางด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่า หลักประกันสุขภาพ คือ ประชาธิปไตย เพราะทำให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขอย่างเสมอภาค แม้ที่ผ่านมามีคนวิจารณ์ถึงการใช้ระบบประกันสุขภาพ เรื่องมาตรฐาน ตนมองว่าสิ่งที่ไม่ถูกคือ การจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลเด็ก, คนป่วย, คนชรา เพราะประเทศไทย มีความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่นายทุนนิยมคือ ทำได้ ไม่มีข้อถกเถียง แต่หากเป็นประชาชนนิยม ทำไม่ได้ และถูกโต้แย้ง รวมถึงถูกจับมาใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง และถูกใช้เป็น ประชานิยมมากเกินไป ทั้งที่ระบบดังกล่าวควรผลักดันให้ดียิ่งขึ้น

“ปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่นำมาใช้ดูแลคนป่วย แต่การบริหารระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีช่องว่างที่ต้องปรับปรุง รวมถึงใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเสริมการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. เพื่อให้ดูแลและรักษาคนป่วยเฉพาะหน้าได้ เพื่อลดความแออัดที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล ซึ่งความรับผิดชอบของ อสม.ดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น ควรได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นต้องให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาบริหารจัดการในสถานพยาบาลในพื้นที่ที่รับผิดชอบด้วย”

ขณะที่ประเด็นของการยุบรวม 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพ, ประกันสังคม และสวัสดิการของข้าราชการ “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” เห็นด้วยต่อประเด็นดังกล่าว แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี โดยเป้าหมายของการรวมกองทุน คือ ให้คนทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ภายใต้ระบบเดียวกัน ประกันสังคมคือ เก็บออม เกษียณอายุ หรือตกงาน ดึงระบบสาธารณสุขออก ระยะยาวต้องจำกัดค่าใช้จ่ายเงินต่อหัวของข้าราชการต่อปี และให้บัตรทองเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น เพื่อให้อัตราความต่างมีความเท่าเทียมและรวมทั้ง 3 กองทุน ทั้งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา, คุณภาพยา, และการบริการ

ส่วน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่าหลักการได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเพื่อให้ทุกคนได้สิทธิเท่าเทียม เป็นสิ่งต้องต่อยอด แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อต่อยอด และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น คือ การจัดเก็บภาษีเพื่ออุดหนุนในระบบประกันสุขภาพ เป็นลักษณะค่าเฉลี่ย เพื่อให้คนรวยช่วยคนจน

“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง พัฒนาจากการรักษาทุกโรค ด้วยราคา 30 บาท ​ทั้งนี้มีประเด็นสำคัญ​ต้องทบทวนให้ดีขึ้น คือพิจารณาจากปัญหาที่ผ่านมา คือความครอบคลุมประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึงหรือไม่, การเข้าถึงสิทธิ์ โดยไม่ถูกจำกัดเรื่องชนิดของโรค และความพอเพียงของสถานพยาบาล และคุณภาพของการให้บริการ”

ขณะที่ประเด็นระบบสาธารณสุขในประเทศ ที่ยังแบ่งแยก เป็น 3 ประเภท คือ บัตรทอง, บัตรสวัสดิการข้าราชการ และ บัตรประกันสังคม “ดร.สุวิทย์” บอกว่า ต้องปรับและจัดระเบียบ 3 กองทุนนั้นใหม่ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ด้านพยาบาลพื้นฐานเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกัน ขณะที่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ตามที่ประชาชนต้องการ เป็นออปชั่นเสริมที่ประชาชนต้องยอมจ่ายเงินเอง​ ทั้งนี้ประเด็นเรื่องสุขภาพและความเหลื่อมล้ำไม่มีวันหมด แต่จะทุเลาได้ ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลนำเงินภาษีเพื่อบริหารจัดการให้เรื่องสุขภาพ แต่ส่วนนี้ พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือ ลดข้อจำกัด เช่น บัตรทอง เพื่อใช้ได้กับทุกโรงพยาบาลที่ต้องพิจารณาขั้นตอนและรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว คือ เน้นการออมเพื่อดูแลสุขภาพ และปรับจากการรักษาโรค เป็นการป้องกัน

“สิทธิประโยชน์ หลักประกันสุขภาพ การศึกษา และรายได้ถ้วนหน้า ต้องมองเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ต้องปรับหลายเรื่อง เพื่อให้เกิดครอบคลุม และเข้าถึงสิทธิ รวมถึงได้รับบริการที่ดี คือ ลดความแออัดของโรงพยาบาล, เพิ่มหมอครอบครัว ในพื้นที่ชุมชน, ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองได้ ผ่านระบบจูงใจ คือ ผลสุขภาพดี สามารถลดหย่อนภาษีได้”

ทั้งนี้ในเวที ผ่าแนวคิดพรรคการเมือง อนาคตสุขภาพไทย 4 ตัวแทนพรรคการเมือง เห็นตรงกัน ต่อการต่อยอดสิทธิด้านสาธารณสุขให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ต้องปรับมาตรฐานการรักษา, การบริการให้เท่าเทียมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นเครื่องมือช่วยการทำงานของแพทย์ รวมถึง กลุ่ม อสม. ที่เป็นฝ่ายปฐมภูมิของการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน.

พ่ายแล้วพ่ายอีก “แม้ว” เรียนรู้อะไรมั่ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ่ายแล้วพ่ายอีก “แม้ว” เรียนรู้อะไรมั่ง?

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
กระดานความคิด,นพพงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล,พรรคไทยรักษาชาติ,ทักษิณ,สุดารัตน์,จาตุรนต์,ชัชชาติ
เปิดอ่าน 11,924 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง 

ก่อนจะถึงวันก่อปฏิบัติการ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในวันรับเจ้าลงจากสวรรค์ตามประเพณีตรุษจีน “นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” คณะกรรมการพรรคไทยรักษาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Pongsak Phusitsakul ส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ “เชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วการเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม”
“หมอพงษ์ศักดิ์” เป็นแกนนำเสื้อแดงราชบุรี และผู้ประสานงานคนเสื้อแดงตะวันตก ความคิดความอ่านไม่ต่างจากฝ่ายซ้ายไทยเมื่อ 40 กว่าปีก่อน จึงพยายามย้ำว่า “ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรก็ตาม แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง จุดยืนความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพวกเราได้”

แสดงว่า หมอพงษ์ศักดิ์ก็รู้อยู่แก่ใจว่า การเชื้อเชิญ “คนนอก-คนพิเศษ” มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ขัดกับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่หมอหัวก้าวหน้ากลับเห็นดีเห็นงาม

บังเอิญ หมอพงษ์ศักดิ์มีความใกล้ชิดกับ “นายใหญ่” ถึงขั้นไปรับประทานอาหารร่วมกันที่กรุงลอนดอน จึงได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ และยอมเดินตามหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ไปสำนักงานใหญ่ กกต.

พูดเป็นนัยๆ หมอพงษ์ศักดิ์ยอมหวานอมขมกลืน เพื่อให้ “เกมคนพิเศษ” เดินหน้าต่อไปได้ และสามารถปิดปากฝ่ายตรงข้ามนายใหญ่ได้ พวกเขาไม่คัดค้าน ไม่สนใจหลักการ

ตรงกันข้ามกับ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน ได้ออกโรงวิจารณ์ฝ่ายเดียวกันมาหลายรอบแล้ว

“พิชิต” ได้ข่าวลือมาก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เหมือนสื่อมวลชนทั่วไป จึงอัพสเตตัสเตือนฝ่ายเดียวกันว่า “อยากให้ “คนพิเศษ” ที่ลือกันมาลงการเมืองค่าย พท.-ทษช. เต็มตัว หลายคนจะได้ “ขีดเส้นแบ่งให้ชัด” กันเสียที เรื้อรังมานานแล้ว แต่มันอดไม่ได้ ถึงต้องร้องเตือนกัน ซึ่งก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะคนตัดสินคือตระกูล “นายใหญ่” ไม่ใช่สมาชิกพรรค มวลชน แฟนคลับ หรือนักวิชาการที่อยู่ในรู”

หลังเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ทางการเมืองผ่านไป “พิชิต” ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทักษิณทวิตแบบเท่ๆ ว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์อดีต” ถามว่า ทักษิณเรียนรู้อะไรบ้างนอกจากดีลใต้โต๊ะ และเกมลักไก่ที่ตัวเองถนัด..”

ย้อนอ่านข่าวเก่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะพบกรณี “ดีลใต้โต๊ะ” ของคนแดนไกล หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 มีคนเสื้อแดงทั่วประเทศมาชุมนุมในเมืองหลวง ด้วยหวังที่จะพา “นายใหญ่” กลับบ้าน

“พิชิต” ที่ผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาแต่ยุค 14 ตุลา และพยายามเตือนสติพวกเดียวกันมาตลอด ได้สรุปกรณีซูเปอร์ดีล ของคนแดนไกลว่า

“ดีลครั้งนี้ที่ความเสียหายต่อประชาชน กำลังมาระลอกใหญ่ ทักษิณ “เรียนรู้จากอดีต” แค่ว่า ดีลล้มเหลวเพราะไพ่ในมือไม่ใหญ่พอ ต้องเดิมพันให้หนักขึ้นๆ…ทำกับคนในค่ายตัวเองเป็น “กระดาษทิชชู่” ขยี้ขยำยังไงก็ได้ ตอนนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แกนนำ นปช. ไม่ยกมือให้ ก็กระทืบไล่ส่ง”

“คราวนี้ ทั้งสุดารัตน์ ชัชชาติ จาตุรนต์ ยอมเสี่ยงเป็นเบอร์ 1 ลุยเต็มที่ นาทีสุดท้ายเป็นคนนอกพรรคเข้ามา ทั้งสามคนใบ้กิน ! แต่นี่เป็นเรื่องภายในของเขา”

จากซูเปอร์ดีลตอนเช้า แดงกระดี๊กระด๊า ตกดึกกลายเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” แดงสลบไสล พิชิตสรุปว่า “ผลคราวนี้ ก็เหมือนปี 56 ความเสียหายระยะยาวกำลังมา คนเกลียดทักษิณที่เคยกระจัดกระจายกลับมารวมตัวหนุนประยุทธ์เต็มที่ ประยุทธ์เข้มแข็งขึ้นทันที คนที่โดนบูชายัญคือ แกนนำ ทษช. และประชาชนที่เสียโอกาสไล่เผด็จการ”

ว่ากันว่า นายใหญ่เปิดซูเปอร์ดีล ผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้ผู้คนเดินลงถนน เป่านกหวีด เรือนแสนเรือนล้าน

ซูเปอร์ดีล “คนพิเศษ” ทำให้พลังมือตบและนกหวีด ที่หลับใหลไปแล้วส่วนใหญ่ ได้ลุกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรวมพลังต้านระบอบทักษิณ