โจรไม่กลับใจ..’กำไลอีเอ็ม'(ไม่)คุมประพฤติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362036?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรไม่กลับใจ..’กำไลอีเอ็ม'(ไม่)คุมประพฤติ!

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:15 น.
กำไลอีเอ็ม,คุมประพฤติ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 453 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

โลกสมัยใหม่ต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยี เพราะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว สะดวกรวดเร็ว แม้แต่ในกระบวนการยุติธรรมไทยก็ไม่อาจหลีกพ้น โดยเฉพาะในกระบวนการของ “ศาล” ที่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การตรวจสอบ หรือจำกัดการเดินทางของบุคคลมาใช้ในการปล่อยชั่วคราว ของศูนย์ควบคุมและติดตามการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยการใช้อุปกรณ์ Electronic Monitoring Center หรือที่เรียกว่า “EM” อาจเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “กำไลคุมประพฤติ” หรือ “กำไลอีเอ็ม” มาใช้แทนการวางเงินประกันกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว

กำไลคุมประพฤติที่ว่านี้เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561 เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีในชั้นปล่อยชั่วคราว รวมทั้งปัญหาความยากจนไม่มีเงินประกันตัว เป็นเหตุทำให้คนยากจนถูกควบคุมตัวเกือบทุกกรณี และเสียโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม และลดปริมาณผู้ต้องขังหรือผู้ต้องโทษในเรือนจำอีกด้วย ซึ่งลักษณะความผิดที่จะใช้คือคดีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี หรือหากคดีมีอัตราโทษเกิน 5 ปี หรือจำคุก 20 ปีก็อาจพิจารณาให้ใส่กำไลอีเอ็มในการติดตามตัวประกอบกับยื่นหลักทรัพย์ประกันด้วย แต่คดีผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ปริมาณมากปกติจะไม่ให้ประกัน ก็จะไม่พิจารณาใช้กำไลอีเอ็ม โดยในกลุ่มคดียาเสพติดหากใช้กำไลอีเอ็มก็จะเป็นคดีครอบครองไว้เพื่อเสพ ดังนั้นคนที่ใส่กำไลอีเอ็มส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ และยาเสพติด

แม้จะมีประโยชน์ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กำไลอีเอ็มไม่สามารถใช้ได้กับ “สันดานโจร” เพราะเริ่มใช้ได้ไม่ถึงครึ่งปี ในจำนวน 1,800 ราย ก็มีผู้หลบหนีไปเกือบครึ่งร้อย และสามารถตามจับกุมได้ 18 ราย และทำผิดซ้ำซากไม่สนกำไลอีเอ็มที่สวมใส่อยู่เพื่อเตือนว่าตัวเองยังมีความผิดติดตัว เช่นเหตุการณ์ล่าสุด วันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้จับกุม นายอานนท์ ล่าชัย โชเฟอร์แท็กซี่ที่ฉกนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนหรู มูลค่า 250,000 บาท ของผู้โดยสารที่เมาหลับบนรถแท็กซี่ที่เจ้าตัวขับ และขณะจับกุมยังใส่กำไลอีเอ็มที่ข้อเท้า เพราะอยู่ระหว่างได้รับการประกันตัวคดีลักทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน ที่ก่อไว้เมื่อปี 2561 แถมเช็กประวัติก็เคยก่อเหตุลักทรัพย์อีกยาวเหยียดหลายคดีตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ แนะนำว่า เมาไม่ขับกลับแท็กซี่เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าเมาจนขาดสติ ไม่ควรนอนหลับบนรถไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ หรือรถส่วนบุคคลอื่นเด็ดขาด ต้องนึกไว้เสมอว่าไม่สามารถไว้วางใจใครได้ แนะนำให้ชวนพูดคุย เพื่อสังเกตอากัปกิริยา เมื่อใดรู้สึกว่าคนขับมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ มีการขับอ้อม ออกนอกเส้นทาง เปิดแอร์เย็น เพื่อให้รู้สึกง่วงนอน เราควรจะรีบกดหาหมายเลขโทรศัพท์บุคคลที่ไว้ใจได้ ไว้เป็นหมายเลขโทรหา หากเกิดเหตุฉุกเฉินทันที

“สำหรับบริษัท หรือสหกรณ์รถแท็กซี่ หรือผู้ให้เช่ารถแท็กซี่ ควรมีวิธีการคัดกรองบุคคลที่จะเช่ารถไปให้บริการประชาชน แต่ส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้จะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประวัติอาชญากร จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีนำชื่อบุคคลนั้นไปเสิร์ชในเว็บไซต์ว่าเคยตกเป็นข่าวอาชญากรรมหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะเคยตกเป็นข่าวมาแล้ว และให้ตรวจสอบใบขับขี่รถสาธารณะว่า บุคคลนี้มีประวัติอะไรหรือไม่ ส่วนกรณีนายอานนท์ ไม่ได้เช่ากับทางบริษัทแต่อย่างใด เจ้าตัวใช้วิธีไปติดต่อขอซื้อรถคันก่อเหตุเอง จึงทำให้ไม่ได้รับการตรวจสอบว่ามีการติดกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้า” พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ ระบุ

ว่ากันว่า “สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก” พฤติกรรมไร้สำนึกแบบนี้ ทำให้สังคมยากที่จะให้โอกาส จนส่งผลให้ “โจรกลับใจ” เมื่อพ้นโทษ ที่อยากหากินสุจริต ยังถูกสังคมปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่..!!

ส่องเขต 10 “ค่ายเจ๊แดง” ปะทะ “ค่ายขาใหญ่ขอนแก่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเขต 10 “ค่ายเจ๊แดง” ปะทะ “ค่ายขาใหญ่ขอนแก่น”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:15 น.
หมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ,ภูมิใจไทย,สังเวียนเลือกตั้ง ช้างชนช้าง,เรืองเดช สุพรรณฝ่าย,เพื่อไทย,เจ๊แดง,พงศกร อรรณนพพร,บัลลังก์ อรรณนพพร,เจริญ แซ่เต็ง,สส,เลือกตั้ง 62
เปิดอ่าน 8,047 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง 

ถ้าเปรียบการชิงชัยเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 (อ.บ้านไผ่, อ.บ้านแฮด และ อ.พระยืน) เหมือนสนามมวย ก็ต้องบอกศึกเลือกตั้งเที่ยวนี้ ยิ่งกว่าศึกไทยไฟท์ เพราะผู้สมัคร ส.ส.แต่ละพรรค มีพี่เลี้ยงระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น

เลือกตั้ง 2554 เรืองเดช สุพรรณฝ่าย พรรคเพื่อไทย คว้าชัยแบบง่ายดาย เพราะคู่แข่ง หมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ สวมเสื้อภูมิใจไทย สู้ไม่ได้

สำหรับเลือกตั้ง 2562 เรืองเดช สุพรรณฝ่าย ลงสนามไม่ได้ เพราะเรื่องคดีความส่วนตัว หวยเลยไปออกที่ตระกูล “อรรณนพพร” แห่ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น

“พงศกร อรรณนพพร” มาจากกงสี “หจก.อื้องี่กี่” ดำเนินธุรกิจค้าพืชไร่รายใหญ่ รับเหมาก่อสร้าง และปั๊มน้ำมัน เริ่มต้นการเมืองท้องที่ อ.หนองสองห้อง ก่อนจะสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539

“พงศกร อรรณนพพร”  พี่ชายของ “บัลลังก์”

ถัดมาอีกสมัยก็ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น 4 สมัย และส่งต่อให้ภรรยา ดวงแข อรรณนพพร ลง ส.ส.เขตแทน

ปลายปีที่แล้ว “พงศกร” ตัดสินใจไปร่วมงานกับ “เจ๊แดง” นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเพื่อธรรม บังเอิญ “นายใหญ่” ปรับแผนใหม่ ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทย พร้อม สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” ทำให้โควตาผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 และเขต 10 ตกเป็นของพงศกร โดยลูกสาว สรัสนันท์ อรรณนพพร ลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 8 และน้องชาย บัลลังก์ อรรณนพพร ลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 10

“บัลลังก์” เคยลงสมัคร ส.ส.ร่วมทีมกับพี่ชาย มาแต่ครั้งเลือกตั้ง 2539 แต่สอบตก หลังพี่ชายไปทำงานการเมือง บัลลังก์ก็ดูแลธุรกิจรับซื้อมันสำปะหลัง และอ้อย ของ หจก.อื้องี่กี่ หนองสองห้อง

เมื่อได้จังหวะพี่ชายใหญ่ในเพื่อไทยขอนแก่น บัลลังก์จึงลงสนามการเมืองระดับชาติอีกครั้ง และได้สีเสื้อดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

ส่วนคู่แข่งของตระกูลอรรณนพพร ได้ “เจริญ แซ่เต็ง” อดีตนายกเทศมนตรี ต.บ้านโต้น อ.พระยืน ที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นที่รักของชาวบ้าน

“บัลลังก์  อรรณนพพร” 

จริงๆ แล้ว “เจริญ” ก็อยู่ในค่ายเพื่อไทยมาก่อน วันนี้ “เอกราช ช่างเหลา” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งขอนแก่น ได้มาชักชวนให้อยู่ร่วมทีมเดียวกัน ตอนแรกก็นึกว่าไปสังกัดภูมิใจไทย แต่แม่ทัพเอกราช ได้รับการติดต่อให้ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ก็เลยต้องมาสังกัดค่ายใหม่

“เจริญ” รู้ดีว่า กระแสพรรคเป็นรอง จึงชูจุดขายความเป็นนักพัฒนาของตัวเขาเอง พร้อมสโลแกน “คนของเฮา ไทยบ้านเฮา เป็นผู้แทนของเฮา เข้าสู่สภา เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้เฮา”

เมื่อตกเป็นรอง ก็ต้องทำงานหนักกว่าเดิม เจริญออกเดินสายปราศรัยย่อยทุกหมู่บ้านในเขต 10 อาศัยลูกฮึด ไม่ท้อ แม้เจอกระแสต้านบางพื้นที่

เอกราช ช่างเหลา แม่ทัพใหญ่ให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่า เขต 10 เป็นพื้นที่คาดหวังสูงยิ่งของ พปชร.ขอนแก่น เพราะตัวผู้สมัคร ส.ส.โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

ด้านพรรคภูมิใจไทย ก็ส่ง “ส.จ.แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไปทีมขอนแก่น เอฟซี และอดีต ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.บ้านไผ่ ลงสนาม

“เจริญ แซ่เต็ง”

“ส.จ.แม็ค” เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และอยู่ในเครือข่าย “นพ.กระแส ชนะวงศ์” อดีตผู้แทนขวัญใจคนบ้านไผ่-เมืองพล เพราะสโมสรขอนแก่น เอฟซี นั้น มีประธานชื่อ “กษม ชนะวงศ์” ต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา “ลุงเนวิน” นำทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะกับ ทีมขอนแก่น เอฟซี มีคนมาชมเรือนหมื่น

แม้ตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 3 คนในเขต 10 จะเป็นหน้าใหม่ล้วนๆ แต่ส่องเบื้องหลัง ก็เจอพี่เลี้ยงประเภท “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ทั้งนั้น

เนวิน กับ องอาจ 

เปิดเส้นทาง “ไทยรักษาชาติ”หลังเผชิญวิกฤติ “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362031?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเส้นทาง “ไทยรักษาชาติ”หลังเผชิญวิกฤติ “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:35 น.
ไทยรักษาชาติ,ไพบูลย์ นิติตะวัน,รทปรีชาพล พงษ์พานิช,กกต
เปิดอ่าน 5,241 ครั้ง

คมชัดลึก.. ลุยเลือกตั้ง

ตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีกระแสจากในโซเชียลมีเดีย และคนมีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ คาดการณ์ตรงกันว่า การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติสุ่มเสี่ยง ผิดกฎหมาย และอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้อีกด้วย เพราะในคำแถลงของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ขณะอยู่ที่สำนักงาน กกต. ก่อนเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่าเรื่่องนี้เป็นมติของกรรมการบริหารพรรค และพรรคเห็นชอบร่วมกัน ทำให้พรรคไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

สำหรับความผิดที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเข้าข่ายแน่นอน คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ ความผิดในเรื่องนี้ ต้องรับโทษถึงขั้นไหน

หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ที่ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ให้วินิจฉัยการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือไม่ เนื่องจากมีการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด นายไพบูลย์คาดว่าภายในวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ จะมีความชัดแจนจาก กกต. และขอเรียกร้องให้พรรคไทยรักษาชาติแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีรายงานว่าวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.00 น. คณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่จะมีการประชุม และคาดว่าจะมีวาระพิจารณาคำร้องของนายไพบูลย์ที่ให้ กกต.ตรวจสอบการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ว่าเข้าข่ายผิดระเบียบว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 “ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใด นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หรือไม่

นายไพบูลย์มองว่า ระเบียบ กกต.ข้อ 17 นี้ เชื่อมโยงกับบทบัญญัติของกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 เรื่อง “การสิ้นสุดของพรรคการเมือง” (ซึ่งก็หมายถึงการยุบพรรคการเมืองนั่นเอง) โดยมีอยู่ 2 ข้อที่เกี่ยวกับเรื่องสถาบันเบื้องสูง คือ กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ / และกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    เรื่องนี้ต้องรอดูว่า กกต.จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
สำหรับพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน แต่เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 เดิมชื่อ “พรรครัฐไทย” มีหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับชุดปัจจุบัน

ต่อมาปี 2553 พรรครัฐไทย เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคไทยรวมพลัง และเคยส่งผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2554 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียว

ปี 2557 หัวหน้าพรรคตัดสินใจลาออก ทำให้กรรมการบริหารพรรคหมดสภาพ กระทั่ง 7 ตุลาคม 2561 มีการประชุมพรรคอีกรอบ และเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกมองว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะชื่อย่อของพรรค ทษช. ถูกมองว่าสื่อถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ปัจจุบัน พรรคไทยรักษาชาติมี ร.ท.ปรีชาพล เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายมิตติ ติยะไพรัช ลูกชายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต ส.ส.เชียงราย อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นเลขาธิการพรรค

สำหรับแกนนำพรรคคนอื่นๆ นอกจาก 2 คนนี้แล้ว ยังมี นายฤภพ ชินวัตร ลูกชายของนายพายัพ ชินวัตร น้องชายของอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 นางสุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 2 นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 3 นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 4

นอกจากนั้นยังมี นายต้น ณ ระนอง บุตรชายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรองเลขาธิการพรรค คนที่ 1 นายวิม รุ่งวัฒนจินดา อดีตสื่อมวลชน เป็นรองเลขาธิการพรรคคนที่ 2 นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ เพื่อนสนิทของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นรองเลขาธิการพรรคคนที่ 3 มีนายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นโฆษกพรรค น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวเสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นรองโฆษกพรรค และ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวของอดีตนายกฯทักษิณ เป็นนายทะเบียนพรรค

พรรคไทยรักษาชาติ เพิ่งมีข่าวความขัดแย้งภายในพรรค เนื่องจากบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงคนสำคัญ ถูกเบียดหลุด 20 อันดับแรกในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของ พรรค ทำให้โอกาสที่จะได้เป็น ส.ส.น้อยลงอย่างมาก โดยในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ มีเพียง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช.เท่านั้น ส่วนนายก่อแก้ว พิกุลทอง อยู่ลำดับที่ 29 ขณะที่แกนนำ นปช.อีกหลายคนหลุดไปลำดับที่ 40-50 นอกจากนั้นยังมี นายพิชิต ชื่นบาน อดีตหัวหน้าทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ ทักษิณ อยู่ในลำดับ 21 โดยนายพิชิตเคยโดนดำเนินคดี “ถุงขนม 2 ล้าน” ด้วย

พิษ “ซูเปอร์ดีล” แดงนอกฟัดแดงใน ถูก “นายใหญ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษ “ซูเปอร์ดีล” แดงนอกฟัดแดงใน ถูก “นายใหญ่”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:44 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคประชาธิปัตย์,นายใหญ่,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง 2562,การเมืองไทย,ซูเปอรืดีล,การหาเสียง,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,ฟอร์ด เส้นทางสีแดง,คนเสื้อแดง,มาร์ค อภิสิทธิ์
เปิดอ่าน 10,783 ครั้ง

ก้าวสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ตามกระบวนการประชาธิปไตย” ที่สุดท้าย “เกมเปลี่ยน” กลางดึก

000 ศุกร์โกลาหลทางความคิด เป็นอีกวันหนึ่งที่คนไทยจะต้องจดบันทึกไว้ เมื่อ “คนแดนไกลไร้บ้าน” เปิดเกมรุกผ่านเครือข่าย “ไทยรักษาชาติ” ด้วยแผนเหนือเมฆ “ซูเปอร์ดีล” เล่นเอาฝ่ายต้านระบอบทักษิณช็อก อาการลิงโลดดีใจในหมู่คนเสื้อแดงพลันบังเกิด ขนาด “สหายจรัส” หรือหมอนักการเมือง อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคนวงใน “ชินวัตร” ยังโพสต์ความเห็นทางเฟซบุ๊กว่า “ยินดียิ่งกับก้าวสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ตามกระบวนการประชาธิปไตย” แต่หลัง “เกมเปลี่ยน” กลางดึก สเตตัสนี้ก็ถูกลบทิ้ง

000 ระดับมันสมองของพรรคไทยรักไทยในอดีต ยังดีใจปานนี้ แดงขอบสนามอย่าง “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง“ ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทาง “เล่านิทาน” เหมือนสุรชัย แซ่ด่าน จัดการรายวิทยุใต้ดินอย่างไม่เกรงใจฝ่ายความมั่นคง แต่ “ฟอร์ด” ก็เจอพวกเดียวกัน “จวก” เละเทะว่าเป็น “นักโหน” เมื่อคลื่นลมสงบ “ฟอร์ด” แดงขายเสื้อ ได้กลับมาเรียกร้องให้รักสามัคคีกัน “ไม่ว่าจะเป็นแดงนอก แดงใน แดงสายอะไร ทุกคนล้วนเป็นนักรบประชาธิปไตยที่มีศัตรูคนเดียวกัน…”

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

000 ขณะที่อดีตประธาน นปช. “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ก็หนีไม่พ้นการประดิษฐ์คิดค้น “ศัพท์แสงซ้ายๆ” มาอธิบายปรากฏการณ์ซูเปอร์ดีลว่า เป็นสภาวะใหม่ทางการเมืองไทย “ไพร่ก็ล้าหลังได้ เจ้าก็ก้าวหน้าได้ อย่าคิดว่าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ถ้าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ประเทศไทยไม่มาถึงขั้นนี้” แต่ธิดาลืมไปว่า ครั้งหนึ่งเคยพากันบัญญัติคำว่า “ไพร่-อำมาตย์” ปลุกใจคนเสื้อแดงในการชุมนุมใหญ่ปี 2553

000 แดงนอกคนแรกที่สวนกระแสซูเปอร์ดีลคือ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักกิจกรรมปกป้องสิทธิแรงงานคนไทย และผู้ต้องหาคดี 112 “เล็ก จรรยา” วิจารณ์พวกแดงกระดี๊กระด๊าว่า “พวกไม่มีกระดูกสันหลัง” และลามถึงคนแดนไกลที่ออกแบบการเคลื่อนไหวของ ทษช.ว่า เป็นพวกที่เล่นการเมือง โดยไม่เห็นหัวประชาชน และโดยไม่เชื่อมั่นในพลังของประชาชน

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

000 อดีตบรรณาธิการหนังสือปีกซ้าย “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” รู้สึกผิดหวังกับแนวทางปรองดองของฝ่ายนายใหญ่ รวมถึง “แดงในลาว” ที่หนีการไล่ล่าหัวซุกหัวซุน ก็ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้แบบ “ประนีประนอม” พวกเขาก็ถูกหลอกมาหลายหนแล้ว เรื่องซูเปอร์ดีล ที่จะเปิดทางให้ได้กลับบ้าน

000 ผลพวงของเกมการเมืองวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดภาวะขัดแย้งทางความคิดระหว่างแดงนอกกับแดงใน แม้แต่แดงในด้วยกันเอง ก็แบ่งออกเป็น “แดงทักษิณ” กับ “แดงอนาคตใหม่” โดยแดงฝ่ายหลังถือตัวว่าเป็นแดงก้าวหน้า จึงเสนอคำขวัญไม่เอานายกฯ คนนอก หรือนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น

000 เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองส่วนใหญ่แทบจะหยุดทำกิจกรรมการเมือง ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงให้เห็นความนิ่ง และความเป็น “นักเลือกตั้งอาชีพ” เดินหน้าหาเสียงตามปกติ ด้วยการโชว์ “ปฏิญญาทุ่งสง” เมื่อเย็นวันเสาร์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วภาคใต้ ทั้ง 50 เขต

000 บนเวทีเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ปักษ์ใต้  “หัวหน้ามาร์ค” ขอให้ “ชวน หลีกภัย” ช่วยมาหาเสียงอย่างเต็มที่ สมกับที่อดีตนายกฯ ชวน ทำงานการเมืองมา 50 ปี ก็ขอ “ส.ส. 50 คน..ยกภาคใต้” ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองเชียร์พลพรรคเสื้อฟ้า

พรรค ปชป.เปิดตัว ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้

000 สุราษฎร์ธานีเป็นสมรภูมิใหญ่ ที่จะทำให้ ปชป.ไปไม่ถึงเป้าหมาย “50 ส.ส.” เมื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “พรรคเทือกสุบรรณ” ขอปักธง 3 เขต ฉะนั้น ก่อนไปเวทีทุ่งสง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” จึงแวะหาเสียง 3 เขต โดยเริ่มจากเขต 1 “ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์” ที่ต้องเจอ “กำนันเล็ก ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชายของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จากนั้นไปเขต 3 “วชิราภรณ์ กาญจนะ” ลูกสาวชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.หลายสมัย แข่งกับ “ภัสสร พัฒนสิงห์” ภรรยาของอุทัย ยอดมณี อดีตแกนนำ คปท. เขตนี้ไม่น่าห่วงเท่าไร

ธานี เทือกสุบรรณ

000 อีกเขตที่ต้องลุ้นคือ เขต 6 สุราษฎร์ธานี “ธีรภัทร พริ้งศุลกะ” อดีต ส.ส. ลูกชายของ นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.หลายสมัยเจอ “ภูมิ เทือกสุบรรณ” ส.อบจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ ลูกชายดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายลุงกำนันสุเทพ

ภูมิ เทือกสุบรรณ

000 ชาว ปชป.ยังเชื่อมั่นในพลังศรัทธาของชาวใต้ที่มีต่อ “ชวน หลีกภัย” จะทำให้ได้ 50 ส.ส.เขต และจะเป็นฐานคะแนนสำคัญของ ปชป.ทั้งประเทศ จะได้ “ต่ำร้อย” หรือ “เกินร้อย” และสนามเมืองหอยใหญ่ จะเป็นจุดชี้ขาด

อภิสิทธิ์ หาเสียงช่วย ธีรภัทร พริ้งศุลกะ ลูกชายของนิภา ที่เขต 6 เมืองหอยใหญ่

ช้างศึก-ปลากัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช้างศึก-ปลากัด

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
ปลากัด,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ช้างศึก
เปิดอ่าน 1,405 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

วันนี้มีเรื่องดีๆ มาแจ้งให้ทราบ ซึ่งอยากให้พวกเราได้ร่วมสนับสนุนต่อไป

นั่นคือ ครม.มีมติเห็นชอบให้ ‘ปลากัด’ เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเช่นเดียวกับ ‘ช้าง’ เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองจนทีมฟุตบอลไทยมีฉายาว่า ‘ช้างศึก’

‘ดับเครื่องชน’ พุ่งเข้าประเด็นเลยว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องมีความเป็นชาตินิยมมากกว่านี้ ซึ่งจะมีผลดีตามมาหลายอย่าง

อย่าไปหลงใหลหรือมองเห็นชาติอื่นดีกว่าประเทศไทยของเรา และทัศนคตินี้ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เป็นเด็ก

กว่าที่ ‘ปลากัด’ จะได้เป็นสัตว์น้ำประจำชาตินั้นไม่ใช่มาอย่างง่ายๆ เพราะทางกระทรวงเกษตรฯ เสนอผลักดันมาปีกว่าโดยมีสาระสำคัญที่นำเสนอ 3 ประการคือ

1.ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ คนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากกระทรวงวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2556

2.ด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยปลากัดไทยที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีถิ่นกำเนิดในไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับสากล

3.ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และสร้างนวัตกรรมการเพาะพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งไทยส่งออกปลากัดไปกว่า 95 ประเทศ ในปี 2556-2560 ไทยส่งออกปลากัด 20.85 ล้านตัว ต่อปี มูลค่าไม่ตำกว่า 115.45 ล้านบาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเลี้ยงปลากกัดกับกรมประมง 1,500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงราย่อยกว่า 100,000 ราย

ปลากัดไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ ซึ่งนับเป็นสัตว์น้ำเพียงชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำประจำชาติเนื่องจากคล้ายกับลักษณะของคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ

ซึ่งแม้จะมีลักษณะดุดัน แต่ในยามสงบกลับอ่อนโยน นุ่มนวล สอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

ผมเองมองว่าปลากัดเป็นปลาสวยงาม สีสันสวยงาม และมีลีลาการว่ายน้ำ การเคลื่อนไหวที่สง่างามและเวลานี้กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีเพื่อนที่บ้านอยู่มีนบุรีมีอาชีพเลี้ยงเพาะปลากัดขายร่ำรวย และบอกว่าที่มีนบุรีเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากัดใหญ่ที่สุดของประเทศ และอยากให้รัฐบาลตั้งเป็น “ศูนย์ปลากัดแห่งชาติ”

โดยมีพิพิธภัณฑ์หรือการแสดงนิทรรศการให้ความรู้แก่ เด็ก-เยาวชน และคนทั่วไป และต่อไปจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ถ้าทำดีๆ มีมาตรฐาน

นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดความเป็นชาตินิยม เช่นเดียวกับเราต้องชื่นชม ‘มวยไทย’ เรียนมวยไทย-หัดมวยไทย มากกว่าเรียนยูโดหรือเทควันโด

รวมไปถึงใช้ของไทย สินค้าไทย และเที่ยวเมืองไทย ซึ่งมีของดีมากมาย หากรู้จักเที่ยวรู้จักไป แถมประหยัดเงิน-ประหยัดเวลา เงินทองก็ไม่ไหลไปเมืองนอก

เรื่องนี้ไม่ต้องโฆษณาหรือเชื้อชวน แต่คนไทยต้องมีจิตสำนึก คิดถึง ‘ประเทศไทย’ ต้องมาก่อน อย่ามองข้ามหรือดูถูกคนไทยด้วยกันเอง

จริงอยู่อาจจะมีเรื่องเลวร้ายไม่ดีงามเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทย ประเทศอื่นก็มี

บางคนหมดหวังเรื่องการเมืองหรือเศรษฐกิจที่ทำมาหากินยากลำบาก แต่เราอย่ายอมแพ้

ขอให้สู้และมุ่งมั่น แน่วแน่ ให้ประเทศไทยเจริญรุดหน้า มีอนาคตสดใสต่อไป

เชื่อมระบบสาธารณสุขสู่ “ร้านยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชื่อมระบบสาธารณสุขสู่ “ร้านยา”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ผศภญดรรุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์,สาธารณสุข,โรงพยาบาล,ร้านยา
เปิดอ่าน 515 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เรื่องการกำหนดให้ร้านขายยาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันในสังคมไทยมาโดยตลอด ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะประชุมกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อหารือปรับแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 โดยจะมีหลักเกณฑ์ใหม่อนุญาตให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาลได้เพื่อแก้ปัญหาค่ายา

ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การนำไปสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาล มีข้อดีหลายประการ คนไข้มีอิสระที่จะตัดสินใจซื้อยาจากร้านขายยา หรือจากห้องยาโรงพยาบาลขึ้นกับความสะดวกและราคาที่ผู้ป่วยยินดีจ่าย ในกรณีโรงพยาบาลของรัฐ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการแออัดในโรงพยาบาลที่ทำให้คนไข้ต้องรอคิวนาน การให้คนไข้ไปซื้อยาจากร้านขายยาใกล้บ้าน คนไข้จะมีเวลาพูดคุยและรับคำแนะนำจากเภสัชกรที่ให้บริการที่ร้านขายยาจนแน่ใจว่าใช้ยาได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ระหว่างการใช้ยาถ้ามีปัญหาที่ต้องการคำปรึกษา คนไข้ก็สามารถแวะมาขอคำปรึกษาเภสัชกรได้ตลอดเวลา

อาจารย์รุ่งเพ็ชรชี้ว่า ปัญหาที่ผ่านมาของการจ่ายยาคือ คนไข้มาซื้อยาใช้ด้วยตนเองไม่ได้ผ่านคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน หรือเบาหวาน มักซื้อยาชนิดเดิมซ้ำๆ โดยไม่ไปพบแพทย์ ขณะที่เภสัชกรเองก็ไม่มีข้อมูลผู้ป่วยว่าใช้ยาชนิดนี้มานานเท่าไร และสมควรใช้ซ้ำ ใช้เพิ่ม หรือต้องมีการปรับปริมาณยาหรือไม่ การนำใบสั่งมาซื้อที่ร้านขายยาจะช่วยให้เภสัชกรมีข้อมูลที่จะให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากผู้ที่มีอาการป่วยโรคเรื้อรังสมควรได้รับการติดตามดูแลเป็นระยะ และต้องมีการดูแลร่วมกันระหว่างเภสัชกรและแพทย์ผู้ให้การรักษา ผู้ป่วยจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด

“ในต่างประเทศคนไข้โรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมอาการตัวเองได้ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาหมอทุกเดือน แต่หมอจะออกใบสั่งยาให้สามารถซื้อยาได้เอง 3 เดือน 6 เดือน แล้วแต่หมอเห็นควร แต่บ้านเราคนไข้จะได้รับยาจากแพทย์หรือโรงพยาบาล ครั้งละ 2-3 เดือน ซึ่งการที่คนไข้ได้ยาไปเก็บไว้ที่บ้านเป็นจำนวนมาก การเก็บรักษาก็ต้องการสถานที่และสภาพการเก็บยา หลายกรณีก็พบว่าไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะทำให้ยาเสื่อมสภาพไม่เหมาะที่จะใช้”

“ถ้าคนไข้สามารถนำใบสั่งยามาซื้อที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เภสัชกรก็จะสามารถทำประวัติและให้คนไข้ซื้อครั้งละ 1 เดือน หรือในจำนวนที่เหมาะสม และมาซื้อเพิ่มในเดือน/ครั้งถัดไปเมื่อยาหมดแล้ว และเมื่อถึงกำหนดเภสัชกรก็สามารถแนะนำหรือเตือนให้คนไข้ไปรับการตรวจจากหมอตามกำหนดนัด ในกรณีที่หมอควรทราบข้อมูลการใช้ยาของคนไข้ที่ผ่านมา ก่อนการจ่ายยาครั้งต่อไป เภสัชกรก็สามารถส่งต่อข้อมูลการดูแลการใช้ยาที่ผ่านมาให้หมอได้รับทราบ จะช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีความต่อเนื่องและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย”

ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีมติให้ ร้านขายยาเป็นหน่วยร่วมบริการและองค์การอาหารและยาได้กำหนดให้ร้านยาต้องปฏิบัติตาม “วิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชนที่ดี” (Good Pharmacy Practice, GPP) ดังนั้น มาตรฐานและความน่าเชื่อถือของร้านขายยาได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นกว่าเดิมมาก และร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำร้านเพื่อให้บริการแก่คนไข้

ขณะที่ประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการลดค่ายาที่ผูกในค่ารักษาพยาบาล ก็สามารถแก้ไขได้เช่นกันด้วยการให้ผู้ป่วยสามารถไปซื้อยานอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยเองก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายของตนเองด้วยเช่นกัน เป็นการแก้ปัญหายาในโรงพยาบาลแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะนี้ คณะเภสัชจุฬาฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วิจัยพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูลการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยระหว่างร้านขายยากับสถานพยาบาล ในอนาคตจะสามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลกับร้านขายยาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

“เรากำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้คนไข้สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยา พร้อมบริการของร้านขายยาที่มี เช่น การให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา การคัดกรองโรคเรื้อรัง บริการเลิกบุหรี่ ฯลฯ และคนไข้สามารถเลือกและนัดเวลาเพื่อรับบริการที่ร้านขายยาได้ตามสะดวก

ระบบบริการที่สามารถให้ผู้ป่วยซื้อยานอกโรงพยาบาล เมื่อมีระบบเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลและร้านขายยารองรับ จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วย ไม่เฉพาะข้อมูลการสั่งใช้ยาที่คนไข้ได้รับจากสถานพยาบาลที่สามารถส่งต่อมาให้ร้านขายยา แต่ข้อมูลประวัติการซื้อยาที่ผู้ป่วยซื้อใช้เองจากร้านขายยา ก็จะสามารถส่งต่อให้แพทย์หรือสถานพยาบาลได้รับทราบด้วยเช่นกัน

กระนั้น ผู้ป่วยเองก็ต้องมีความกระตือรือร้นและความเข้าใจในสุขภาพตนเองเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีระบบข้อมูลที่ทำให้เชื่อมต่อประวัติการรักษาผู้ป่วยของคนไข้ แต่ประชาชนคนไทยก็ต้องหมั่นใส่ใจสุขภาพตนเองด้วยเช่นกัน

ทักษิณ แพ้น็อก! ยุบไทยรักษาชาติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ แพ้น็อก! ยุบไทยรักษาชาติ?

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:00 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,จาตุรนต์ ฉายแสง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,กกต,พลังประชารัฐ,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 57,873 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

การเมือง เป็นเรื่องที่พสกนิกร หรือประชาชนทั่วไป ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ นักการเมืองหน้าไหนทั้งในและนอกประเทศจะนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั่วแผ่นดินและมีสถานะเป็นสมมุติเทพ ฉะนั้นการที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร) กระทำการอันมิบังควร สมควรอย่างยิ่งที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ประกาศไว้โดย อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เมื่อ 28 ธันวาคม 2561 ข้อ 17, ที่ระบุว่า “ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง” จึงชัดเจนอยู่ในตัวแล้วเมื่อมีพระราชวินิจฉัยที่ปรากฏอยู่ในพระราชโองการ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังความที่ปรากฏทั่วกัน โดยมิต้องแปลความอีก

ในเมื่อพรรคไทยรักษาชาติ ออกแถลงการณ์ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 แม้ระบุน้อมรับพระราชโองการ แต่ในแถลงการณ์นั่นมิได้แสดงความรับผิดชอบใดๆต่อการกระทำผิดที่นำสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง จะต้องเป็นหน่วยงานหลักหน่วยแรกที่ดำเนินคดีความผิดต่อพรรคไทยรักษาชาติ อย่างถึงที่สุด มิฉะนั้น กกต.จะกลายเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่ารอให้ประชาชนผู้จงรักภักดีและทนไม่ได้กับการกระทำผิดครั้งนี้ต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง เพราะถึงเวลานั้น กกต.อาจจะไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป เพราะถ้ามีแล้วไม่ทำหน้าที่ “อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก”
การเลือกเล่นเกมการเมือง เพื่อหวังเพียงแค่ชัยชนะ เพื่อแย่งอำนาจทางการเมืองของระบบทักษิณ ชินวัตร ผ่านกลไกเครือข่ายอย่างพรรคไทยรักษาชาติ เป็นตัวอย่างการเล่นการเมืองที่ผิดถนัด และกลายเป็นการ  “แพ้น็อก” ทางการเมืองไปอย่างฉับพลัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร มิใช่แค่พ่ายคู่แข่งในทางการเมือง แต่ยังพ่ายแพ้ในพรรคเครือข่ายด้วยกันเองอย่างยับเยิน การเล่นเกมอันมิบังควรทำให้เห็นปัญหาภายในพรรคไทยรักษาชาติ ที่ต่อไปนี้โอกาสจะเป็นกลไกทางการเมืองให้ทักษิณ ชินวัตร มืดมิดลง ยังเป็นการทำให้เห็นว่า แนวคิดแยกกันเดินทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ รวมทั้งพรรคอื่นๆ ใน “ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” เป็นแค่การหลอกใช้คน แต่เมื่อถึงเวลาก็พร้อม “ฆาตกรรมทางการเมือง” ได้ตลอดเวลา

ต้องถามความรู้สึกของ จาตุรนต์ ฉายแสง, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ถูกเชิดมาในเกมนี้ แต่ท้ายที่สุด “ถูกมองข้าม” ว่านี่เสมือน “ฆาตกรรมทางการเมืองหรือไม่” รวมทั้งบรรดาเสื้อแดงในพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ที่ประกาศก้องว่า “จะเอาทักษิณกลับบ้าน” ถึงเวลานี้ ยังจะมีใครยืนหยัดรับใช้พาทักษิณกลับบ้านอีกหรือไม่.

ยังไม่ทันถึงเวลา “ชก” 24 มีนาคม 2562 แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บรรดาคนข้างสังเวียนลงความเห็นว่า “แพ้น็อก ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นชก”

ต้องดูว่าเมื่อพรรคคู่แข่งแพ้ภัยในสิ่งที่ตัวเองทำ 1 พรรค และส่งผลสะเทือนทำให้ซวนเซไปอีก 3 พรรค คู่แข่งอ่อนล้าแบบนี้ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ จะกำชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้หรือไม่

โอกาสพรรคเล็กบนเวทีเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361633?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โอกาสพรรคเล็กบนเวทีเลือกตั้ง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:26 น.
มาร์ค พิทบูล,ดำรงค์ พิเดช,พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย,ป่าต้นน้ำ
เปิดอ่าน 1,386 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเลือกตั้งคราวนี้สารพัดพรรคส่งผู้สมัครมากเป็นประวัติการณ์ครั้งหนึ่งของการเมืองไทย พรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็ก เเละพรรคใหม่ จะมีโอกาสเเค่ไหน วันนี้มาลองฟังความหวังของตัวเเทนพรรคเหล่านี้…

“ดำรงค์ พิเดช” หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย กล่าวว่า พรรคตั้งขึ้นโดยอาศัยศักยภาพของตัวเองว่ากระทำในสิ่งเล็กๆที่ทำได้ หากถามว่าพรรคจะได้กี่ส.ส.นั้น ตอบยาก เพราะโอกาสคะเเนนตกน้ำมีสูงเเละคะเเนนตกน้ำนั้นไม่มีพรรคใดจะเอาไปได้เลย ส่วนนโยบายที่เสนอไปนั้น เเม้ไม่มีโอกาสเข้ารัฐสภาก็จะสู้เรื่องนี้ข้างนอกต่อไป

“เเนวทางการจัดระบบป่าเเละการใช้สารเคมีที่มีความรู้จะใช้เป็นนโยบายพรรค วันนี้เมืองไทยต้องการป่าห้าล้านไร่ เเต่ปีหนึ่งๆ ราชการปลูกได้สี่หมื่นไร่ ฉะนั้นเมื่อจะปลูกป่าควรมีเเรงจูงใจให้ชาวบ้านปลูกป่าในที่ดินตัวเองก็ต้องมีผลตอบเเทนที่มีรายได้ที่ดีกว่าเดิม คือค่าชดเชยในการป้องกันโลกร้อน (คาร์บอน เครดิต) ตามความสูงของต้นไม้ที่ต้องจ่ายเมื่อต้นไม้อายุสามปีขึ้นไป

การบุกรุกป่าของกรมป่าไม้เเละกรมอุทยานกว่าหกล้านไร่ในภาคใต้เพื่อปลูกยางพารา ควรให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ไร่ละสิบบาทยุติการปลูกยางพาราเเต่ให้ปลูกป่าเเละรับค่าตอบเเทน โดยออกใบทำกินให้ชาวบ้านเพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ ตรงนี้จะป้องกันการบุกรุกป่า เเละต้องใช้กฎหมายปปง.ไปยึดทรัพย์นายทุนที่ไปใช้เงินซื้อส.ป.ก.ของชาวบ้านจัดการเเบบเด็ดขาด เเละเรื่องนี้โยงกับนักการเมืองที่ควบคุมข้าราชการให้กระทำสิ่งที่ผิด วิธีเเก้ไขคือควรมีคณะกรรมการเเห่งชาติห้าสิบคนในการคัดกรองการขึ้นตำเเหน่งของข้าราชการระดับสูงไม่ใช่ให้อำนาจการเเต่งตั้งข้าราชการโดยรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง

“ส่วนการดูเเลป่าต้นน้ำนั้น กรมอุทยานต้องรับผิดชอบเรื่องการใช้สารเคมีด้วย เพราะน้ำจากต้นน้ำที่ชาวบ้านใช้เพาะปลูกเเถวป่าต้นน้ำนั้น จากไปนี้กรมอุทยานต้องควบคุมการใช้สารเคมี เพราะวันนี้เเหล่งน้ำมีสารเคมีปนเปื้อนไปหมดไหลลงสู่เเม่น้ำ

“ชัชวาลล์ คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวว่า จุดเด่นของพรรคคืิอกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น มองว่าประเทศไทยนั้น 1.ท้องถิ่นควรจะมีอิสระในการทำงาน ถ้างบประมาณลงมาเต็มๆ 2.ในช่วงที่ประเทศวุ่นวาย ทุกคนควรหันมาช่วยให้ประเทศปรองดอง เเละให้พรรคของตนเป็นตัวจัดตั้งรัฐบาลได้ จะช่วยให้บ้านเมืองสงบ

ส่วนความหวังของพรรคพลังท้องถิ่นไทตั้งเป้าส.ส.ไว้เท่าไรนั้น “ชัช เตาปูน” บอกว่า “30 เสียง พรรคเรามีทั้งอบต., เทศบาล, อบจ., ส.จ. ข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้าง ลงสมัครส.ส. พวกเรามีความรู้สึกเดียวกัน หากเลือกพรรคนี้จะช่วยให้ผมเลือกรัฐบาลเองได้”

ส่วนการให้ความสำคัญแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในการลงสมัคร ส.ส.คราวนี้นั้น “ชัช เตาปูน” บอกว่า “ผมมองพวกเขาเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย ทำไมเราถึงไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา ทำไมไม่ให้พวกเขาทำอะไรให้พื้นที่เจริญขึ้น กฎหมายบางฉบับที่ลิดรอนสิทธิในการทำมาหากินเเละออกมาทีหลังเเล้วไปบอกว่าพวกเขาบุกรุกป่า ควรจะได้รับความเป็นธรรม เพราะของเเบบนี้คนในพื้นที่รู้ เเละยืนยันว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เเละควรให้พวกเขาทำมาหากินบนที่ดินที่พิสูจน์สิทธิเเล้ว”

“ณัชพล สุพัฒนะ” หรือ มาร์ค พิทบูล รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า คิดว่าหนึ่งล้านเสียงน่าจะเลือกพรรคนี้จากคนรุ่นใหม่เเละคนรุ่นเก่า ตนใช้โลกออนไลน์ในการหาเสียงเเละบอกสังคมว่าเเต่ละวันทำอะไรเละมีอะไรไม่ชอบมาพากลบ้าง ฉะนั้นอย่างน้อยห้าถึงสิบส.ส.พรรคน่าจะเข้าสภาได้ เเละจะเป็นตัวเเสบทางการเมืองที่จะทำในสิ่งที่นักการเมืองในอดีตไม่กล้าทำสิ่งที่ควรกระทำให้สังคม ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจนานเเต่จะทำหน้าที่ให้เร็ว เพื่อสร้างตำนานเเละมาตรฐานการเมืองใหม่

“พรรคนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่ที่ประชาชน อาสาทำงานบนความต้องการของประชาชน ตั้งเป้าปราบโกงในระบบราชการ เมืองไทยนั้นงบประมาณตกหายไปร้อยละยี่สิบห้าในเรื่องนี้ โดยใช้มาตรการรุนเเรงเเละเข้มข้น เเละเรื่องนี้โยงกับปฏิรูประบบราชการ ที่วันนี้ข้าราชการทำตัวเป็นเจ้านายประชาชน หากทำตรงนี้ได้อีกเมืองไทยจะเจริญขึ้นอีกร้อยละยี่สิบห้า”

“มาร์ค พิทบูล” กล่าวว่า เราต้องสร้างงาน สร้างคน คนจนนั้นต้องการอาชีพเเละต้องการสิทธิในที่ดินทำกินเพื่อเป็นการสร้างงานเเละสร้างคน หากทำตรงนี้ได้เมืองไทยจะเจริญขึ้นอีกร้อยละยี่สิบห้า เเละต้องการให้คนรวยคายที่ดินออกมา เเละไม่ใช่การเเจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการต่างๆ ถามว่าใช้งบเท่าใดเเละหาเงินมาจากไหน รวมทั้งหน้าที่เสียภาษีที่คนไทยต้องเสียภาษีทุกคน ไม่ใช่มีการยกเว้นเพราะเมื่อเสียภาษีทุกคนจะได้สิทธิตามฐานภาษีที่ตัวเองเสียไปในเเต่ละปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

พทท.เฟี้ยวเงาะคนไทยกดไลค์ไม่ขัดใจ กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พทท.เฟี้ยวเงาะคนไทยกดไลค์ไม่ขัดใจ กกต.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
สื่อโซเชียล,เลือกตั้ง,กกต,ชัช เตาปูน,พรรคพลังท้องถิ่นไท,โปสเตอร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่
เปิดอ่าน 1,043 ครั้ง

  ไม่ว่ากี่ยุคสมัย การหาเสียงที่เจ๋งจริง คือการชิงพื้นที่สื่อและสร้างกระแสให้โลกจำ เข้าตาประชาชนมากที่สุด

วันนี้ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งสำคัญของคนไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ไม่ต้องไปพร่ำบ่นเรื่องกติกาให้เมื่อยปาก สู้เอาเวลามาสร้างสรรค์งานหาเสียงดีกว่า อย่างน้อยพรรคเล็กอาจมีโอกาสทำให้คนจดจำได้มากขึ้น

และพรรคเดียวตอนนี้ที่เพิ่ง “ปล่อยของ” เป็นป้ายหาเสียงที่แหวกที่สุด คงจะหนีไม่พ้น พรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ของ “ป๋าชัช เตาปูน” หรือ “ชัชวาลล์ คงอุดม” ที่บอกเลยนี่มาจากมันสมองล้วนๆ

   ยกมา ทั้งมาร์เวล?
พรรคพลังท้องถิ่นไท สร้างกระแสด้วยการออกแบบป้ายหาเสียงแนว “โปสเตอร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่” คือมีการใช้สีสัน ตกแต่งบรรยากาศให้เหมือนกับหนังไซ-ไฟ และลีลาท่าทางของ ผู้สมัคร ส.ส. ที่ออกแอ็กชั่น ราวกับพระเอกนางเอกหลุดมาจากจักรวาลมาร์เวล เรียกเสียงฮือฮาสุดๆ

งานนี้ข้อมูลข่าวจาก sanook.com รายงานไว้ว่า ที่มาที่ไปของการออกแบบป้ายหาเสียงสไตล์นี้ มาจากแนวคิดที่่ว่าคนมักคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ดังนั้นจึงต้องการเพิ่มสีสันให้คึกคักและน่าสนใจมากขึ้น

และเมื่อพบว่าคนไทยไม่น้อยชอบชมภาพยนตร์แนวฮีโร่ ก็เลยเกิดแนวคิดที่อยากจะทำป้ายหาเสียงออกมาเป็นแนวโปสเตอร์ภาพยนตร์ขึ้นมา

ที่สำคัญ คือต้องคงไว้ซึ่งนโยบายหลักของพรรค อย่าง “การเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง” ภาพของ “ฮีโร่” ก็สื่อถึงมนุษย์ที่มีพลังในตัวเองนั่นเอง

ส่วนที่ต้องให้ดูเป็นแบบโปสเตอร์หนัง ก็เพื่อสะท้อนนโยบายหลักอีกอย่างหนึ่ง คือ การส่งออกวัฒนธรรมไทยให้โกอินเตอร์ ที่จะช่วยนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อพบว่าผู้สมัครของพรรคพลังท้องถิ่นไท หลายคนเป็นคนรุ่นใหม่ ก็ไม่แปลกที่ป้ายหาเสียงจะต้องดูล้ำสมัยแบบนี้

   เซฟเงิน เซฟเวลา เซฟแรง
อย่างที่รู้กันว่า ตลอดมาพรรคใหญ่มักครองพื้นที่สื่อ “จัดเต็ม” เรื่องการหาเสียงได้มาก

ต่อให้ กกต.กำหนดวงเงินในการใช้หาเสียงลดลงมา คือสำหรับผู้สมัคร ส.ส.แบ่งเขตกำหนดไม่เกินคนละ 1.5 ล้าน ส่วนพรรคการเมืองใช้ค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 35 ล้านบาท

แต่ถ้ายิ่ง “ใช้ทุนน้อยแต่ได้ผลมาก” ก็ยิ่งเป็นผลดี เพราะการเมือง การตลาด และเศรษฐศาสตร์มันก็เรื่องเดียวกัน ไม่ต้องทวนซ้ำ

ดังนั้น กลยุทธ์ใดในโลกจะสู้กลยุทธ์ “เสียน้อยได้มาก” ที่ถือเป็นเลเวลขั้นเทพ

ตำราการตลาด “8 หมัดเด็ดทำการตลาดสำหรับธุรกิจที่่มีทุนต่ำ” โดย Chris W. Dunn นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อ่านแล้วพบว่า มีถึง 4 ข้อที่ไม่รู้ว่าพรรคพทท. ของเรา นำมาปรับใช้ในงานหาเสียงทางการเมืองหรือเปล่า แต่อ่านแล้วมันใช่ !

คือ 1. Guerrilla Marketing หรือการทำการตลาดแบบกองโจร จุดประสงค์คือเพื่อใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะ เกิดการบอกต่อ การไวรัล

2. Social ช่องทางที่ประหยัด ก็ถ้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยุคนี้เข้าถึงยาก และราคาค่อนข้างแพง แถมเวลานี้้คนไทยก้มหน้าจนแทบลืมกินข้าว การหาเสียงในโลกออนไลน์จึงเป็นคำตอบ

3. Content ต้องโดน จากที่อ่านแนวคิด We are Heroes พรรคพลังท้องถิ่นไท นับว่ามาถูกทางเพราะการเอาใจประชาชนว่าเป็นฮีโร่ตัวจริง นี่แหละคือประชาธิปไตยสุดๆ

และ 4.ต้องเข้าตาสื่อ อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย เพราะที่สุดแล้ว ป้ายหาเสียงชุดนี้ ทีมงานระบุว่าเน้นออนไลน์เป็นหลัก และเสียงตอบรับนับว่าดีมาก ก็ถือว่าแคมเปญนี้สำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง

 ทีมงานคุณภาพ
ระดับทีมงานคุณภาพของพรรคพลังท้องถิ่นไททั้งที จะทำอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือก็ใช่ที่ เพราะยืนยันว่าได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเรียบร้อย

ด้านหนึ่ง คนไทยน่าจะรู้กันพอควร ว่าพรรคนี้มีผู้ก่อตั้ง และหัวหน้าพรรคคนเดียวกัน ชื่อ “ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือเสี่ยชัช เตาปูน คนดังเมืองไทย

มีโฆษกพรรค คือ “ชื่นชอบ คงอุดม” หรือเสี่ยเอ็ม บุตรชาย และมีรองโฆษกพรรคเป็นพระเอกหน้าหยก “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” เท่านี้ก็ “งานดี” ไประดับหนึ่งแล้ว

แต่พอไปดูเบื้องหลัง ก็พบข้อมูลว่า “อุ้ย รวิวรรณ จินดา” คือผู้ที่เป็นหนึ่งในทีมสร้างสรรค์แคมเปญชุดนี้ โดยวันนี้เธอมีฐานะเป็นผู้ช่วยของ “เสี่ยเอ็ม” โฆษกพรรคนั่นแหละ

คนไทยอาจแปลกใจ เพราะในความจดจำ เธอคือนักร้องระดับ “ดีว่า” คนหนึ่งของเมืองไทย หากแต่ชีวิตอีกด้าน “อุ้ย” ก็โลดแล่นอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนบ้านเรามาตลอด

โดยหลังจากว่างเว้นจากวงการเสียงเพลง เธอก็ไปเป็นดีเจที่คลื่นวิทยุแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหาร

หากค้นข่าวดีๆ จะพบว่าช่วงปี 2552 มีชื่อของเธอนั่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ฟาติมา บรอดคาสติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำคลื่นวิทยุดิจิทัล เอฟเอ็ม 105 คลื่นข่าว

ต่อมาอุ้ยลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง แต่ไม่รุ่งเท่าไรจึงหยุดพักไป กระทั่งมาได้ยินข่าวว่ากำลังจับงานเป็นฟรีแลนซ์ของการวางมีเดีย วางแพลนงาน ตามที่ต่างๆ จนมาถึงการร่วมงานที่พรรคพลังท้องถิ่นไทในวันนี้

     เจ้าตำนานสายแหวก
จบเรื่องพรรคพลังท้องถิ่นไท แต่ยังติดใจกับแนวคิด “สุดแหวก” กับการออกแบบป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่สุดติ่งกระดิ่งแมวตอนนี้

จะว่าไปแนวคิดฮีโร่ เท่าที่นึกออกพรรคนี้อาจเป็นพรรคแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ถ้าถามถึงความ “เฟี้ยวเงาะ” ของป้ายหาเสียง บ้านเรามีคนที่ทำมาก่อนหน้านี้หลายคน

หากจำกันได้ กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2556 ป้ายหาเสียงของ “สุหฤท สยามวาลา” ที่ลงชิงชัยในหมายเลข 17 ในนามอิสระ ก็สร้างไวรัลได้มากอยู่ จนได้ชื่อว่าเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่

ป้ายของเขานั้นเน้นโผล่ไปตามสื่อออนไลน์แบบนี้แหละ ส่วนรูปแบบของป้าย สีสันก็จัดจ้าน มีเอกลักษณ์ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าของใคร ส่วนป้ายในที่สาธารณะที่สร้างสีสัน ก็เช่นทำเป็นสติกเกอร์ไปติดตามถังขยะของ กทม.

และอย่าลืมว่า สุหฤทเข้าป้ายเป็นที่ 4 ในการเลือกตั้งหนนั้น ก็นับว่าไม่ธรรมดา

หรือจะย้อนไปดู “เจ้าตำนานป้ายหาเสียงตัวพ่อ” อย่าง “เสี่ยอ่าง” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มักออกมาสร้างสีสันตลอด

ที่คนไทยจำได้ดี คือการแอ็กท่าทางเอาจริงเอาจัง ขึงขัง ทำหน้าดุ และข้อความที่ฟังดูจริงใจ แถมยังเคยมีการประหยัดงบ ด้วยการนำสติกเกอร์มาติดข้อความบนป้ายเดิม ยิ่งดูยิ่งขำ และบอกต่อ

ป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ปี 2551 ชูวิทย์ลงชิงชัยสนามนี้อีกครั้ง โดยมาในแนวคิดจับตาการทำงานของผู้ว่าฯ คนเก่า อภิรักษ์ โกษะโยธิน

ที่เด็ดคือ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 ชูวิทยฺ์ จากพรรครักประเทศไทย ออกตัวเลยว่า “ผมขอเป็นฝ่ายค้าน” กับป้ายหาเสียงที่ถอดหัวใจคนไทยที่เบื่อการเมืองในวังวนเดิม

หรือป้ายน่ารักๆ เช่นอุ้มน้องหมา เพื่อสะท้อนถึงความซื่อสัตย์…ก็มี ที่สุดพรรคของเขาก็ได้รับเลือกตั้งจำนวน 4 ที่นั่ง ไปนั่งฝ่ายค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

มาวันนี้ เลือกตั้งรอบที่จะถึง นับว่าเปิดโอกาสคนตัวเล็กมากขึ้น ก็พอจะเห็นสีสันและกระแสไปไม่น้อย ทั้งเปลี่ยนชื่อให้เหมือนคนดัง ทั้งแต่งองค์เป็นนักรบโบราณ มาจนถึงป้ายหาเสียงออนไลน์แบบซูเปอร์ฮีโร่ ของพรรคพลังท้องถิ่นไท และน่าจะมีออกมาเยอะ

แต่ก็อย่างว่า บางทีสีสันเหล่านี้ก็อาจมาแบบวูบวาบ ต้องรอดูวันเลือกตั้ง จะมีคำตอบสุดท้าย

ดึงฟ้าต่ำ ทำวงแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361786?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดึงฟ้าต่ำ ทำวงแตก

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
เด็ดยอด,ทักษิณ,ชินวัตร,เยาวภา,ยิ่งลักษณ์
เปิดอ่าน 108,530 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์  ปักธงไทย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไทยไปเจอ “สามพี่น้องชินวัตร” ทักษิณ-เยาวภา-ยิ่งลักษณ์ ที่ห้างแฮร์รอดส์ ลอนดอน อังกฤษ สามคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายคนไทยกิ๊วก๊าว น่ารักดี

ย้อนไปเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2561 ที่เดียวกันนี้ มีคนไทยไปเจอ เยาวภาและยิ่งลักษณ์ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายถ่ายรูปกันดิบดี หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าว เยาวภาหายไป จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็น

ถ้าถาม เป๊บซี่ เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ก็จะบอกว่า แหล่งข่าวทะลวงไส้ของแกเล่าว่า เยาวภากลัวปากบุญทรงเปิด รีบหนีออกทางชายแดนด้านปอยเปต แล้วต่อไปไต้หวัน จากนั้นไปดูไบ แล้วไปอังกฤษ ลูกเต้าก็ตามกันไป ทิ้งไว้แต่สามี ให้เยาวภาห่วงหน้าพะวงหลัง

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด หนีไม่พ้น “ลุงตู่สู้ไม่ถอย” ถูกรุมสกรัมรอบทิศ ดีที่ขาแข็ง ยืนซดได้รอบวง แซบเผ็ดพริกยกสวน

ล่าสุดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ระหว่างเดินสายหาเสียง มีนักการเมืองใหญ่ ส. ปากเปราะเลาะร้าย พูดจาพาจน พาดพิงถึง “นายกฯ” ว่า “คงไปไม่ถึงดวงดาว อย่างดีก็แค่ตัวตลกไปวันๆ”

คนได้ยินที่นั่งในวงข้าววงเหล้า ได้ฟังก็อัดเสียงส่งให้พรรคพวกลุงแกฟัง พวกลุงฟังแล้วก็ได้แต่รำพึงว่า “อันนกกระจอกว่าเลี้ยงยากแล้ว ไอ้พวกนี้เลี้ยงยากยิ่งกว่า ไม่เชื่องเอาเสียเลย แล้วที่มันพูดถึงนายกฯ เนี่ย มันพูดถึงใคร นายกฯ คนไหน นายเก่ามันหรือไงที่ว่าไปไม่ถึงดวงดาว เอาแต่ตลกไปวันๆ น่ะ นายเก่ามันสองคนที่หนีหัวซุกหัวซุนอยู่ตอนนี้ใช่ไหม กลับไปถามมันให้ทีว่าที่ ไอ้ ส.มันพูดถึงน่ะ นายเก่าหรือนายกู เอาให้แน่ๆ กูรอฟัง”

คำตอบยังมาไม่ถึง แต่ “บัญชี” เปลี่ยนกันทุกรายชื่อ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น

กรุงศรีไม่สิ้นคนดีฉันใด ณัฏฐพลก็ก้าวขึ้นเบอร์ 1 ได้ฉันนั้น

ลงไปที่ปลายด้ามขวานกันบ้าง พรรคการเมืองพรรคหนึ่งดอดปราศรัยทุกคืนในโรงเรียน และชุมชนต่างๆ ปลุกระดมให้คนแบ่งแยกประเทศ มีคนอัดคลิปส่งให้ทหารดูเรียบร้อย เร็วๆ นี้คงได้เห็นอะไรดีๆ เพราะแกนนำพรรคนี้รวยเอ้า รวยเอา รวยไม่ลืมหูลืมตา รวยเงินสดเสียด้วย อันนี้หวั่นใจฝังให้ดีเขาจะยึดเอา จะหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้

ขึ้นจากปลายด้ามขวานมาอีกนิด ที่หาดใหญ่ นายตำรวจใหญ่เพิ่งเกษียณกำลังจะเสียบการเมืองท้องถิ่น หลังจากคนเดิมมีปัญหาขลุกขลัก จำใจลาออกก่อนที่จะถูกกดดันให้ออกให้อาย ตามประเด็นนี้ได้ที่ ป.ป.ช. จัดว่าร้อนไม่แพ้ใครเชียวละ

และปิดท้ายด้วย พรรคที่เกิดจากการแตกแบงก์พันของนายใหญ่ เหิมเกริมดึง “ฟ้า” ลงมาการเมือง ให้ฝรั่งปั่นข่าวจนฟุ้งกระจาย ในบัญชีนายกฯ ยืน 1 อ้างว่า บิ๊กตู่รู้ชื่อถึงกับถอดใจ รอดูกัน ความจริงจะปรากฏ “เช้าวันศุกร์”

เล่นใหญ่ขนาดนี้ ระวังตัวกันดีๆ ดีไม่ดีจะไม่มีที่ซุกหัวนอนกันทั้งบ้านและหลายบ้าน ไม่อยากติดคุกก็หยุดเถอะ เล่นตามกติกาให้เป็น อยู่เย็นให้ได้ อยู่ไม่ได้ใจสั่นอยากกลับบ้าน ไปเดินแฮร์รอดส์