อันดามันเดือด “ฮั้งเพ้ง” ชน “แชมป์ 8 สมัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อันดามันเดือด “ฮั้งเพ้ง” ชน “แชมป์ 8 สมัย”

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:25 น.
บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์,พรรคประชาธิปัตย์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พรรคภูมิใจไทย,วัชระ เพชรทอง,ราชาลูกชิ้นไทย,อนุทิน ชาญวีรกูล,คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์,วิรัช ร่มเย็น
เปิดอ่าน 1,098 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

เป็นไปตามคาดหมาย สนามระนอง 2562 มีสีสันและสูสีกว่าครั้งที่แล้ว เมื่อ “วิรัช ร่มเย็น” อดีต ส.ส.ระนอง 8 สมัย ค่ายประชาธิปัตย์ จับมือกับ “คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์” อดีตนายก อบจ.ระนอง ค่ายภูมิใจไทย ในวันยื่นสมัคร ส.ส. เหมือนจะบอกว่า พร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ในสังเวียนเลือกตั้ง

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้ง 2554 วิรัช ร่มเย็น เอาชนะคู่แข่งห่างชั้นไปสบายๆ ได้ 48,128 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสองถึง 4 หมื่นคะแนน

แต่ครั้งนี้ คงไม่ง่ายเหมือนเก่า “นายก เอ” หรือ คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ มาจากตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” ที่ทำงานในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชน ตั้งแต่รุ่นพ่อยันรุ่นลูก

“คงกฤษ” เป็นลูกชายของ บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ ฉายา “ราชาลูกชิ้นไทย” ซึ่งเป็นคนระนองโดยกำเนิด ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูฮั้งเพ้ง และลูกชิ้นเนื้อแชมป์ มาตั้งแต่ปี 2527

ชื่อ บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ อาจไม่คุ้นกับเท่ากับลูกชิ้นฮั้งเพ้ง แต่คนระนองและจังหวัดใกล้เคียง เพราะงานบริการประชาชนจังหวัดระนองเกือบทุกงาน เกินกว่าครึ่งต้องผ่านการเบิกจ่ายด้วยลายเซ็นของบุรุษผู้นี้มาแล้ว เพราะบดินทร์ เป็นนายก อบจ.ระนอง 3 สมัย และในวันนี้ ได้วางมือจากธุรกิจลูกชิ้น และหันไปทำธุรกิจผ้าไหมที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” เคยสู้กับวิรัช ร่มเย็น ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. มา 2 สมัย ปี 2551 คงกฤษพ่ายทีมของวิรัช ปี 2555 คงกฤษล้างแค้นสำเร็จ

ด้าน วิรัช ร่มเย็น ตั้งสำนักงานทนายความ “วิรัช ร่มเย็น” และเพื่อนที่ระนอง ใช้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้าน จนเป็นที่รู้จักทั้งระนอง เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

เลือกตั้ง 2531 วิรัชลงสมัคร ส.ส.ระนอง ในสังกัดพรรคก้าวหน้า แต่ก็พ่ายอดีต ส.ส.พรรค ปชป.อย่าง ยงยุทธ นพเกตุ ชาวแปดริ้วที่มาทำโรงเลื่อยอยู่ระนอง เลือกตั้ง 2535/1 วิรัชได้สวมเสื้อ ปชป.ก็ชนะเลือกตั้งทันที

การเลือกตั้งผู้แทนฯ ระนอง ในระยะหลังๆ ก็มีวิเคราะห์ว่า วิรัชเสียงไม่ดี ชาวบ้านเบื่อ แต่สุดท้ายเมื่อเปิดหีบนับคะแนน วิรัชก็ชนะเลือกตั้งทุกครั้งไป

อันที่จริง ทั้งวิรัชกับคงกฤษ ทำสงครามข่าวในพื้นที่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อมีคนปล่อยข่าว วิรัชขัดแย้งกับคงกฤษ เรื่องพื้นที่ ส.ส.ระนอง จนทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้ง ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย

“วัชระ เพชรทอง” สหายรักของวิรัช จึงออกมาตอบโต้ทันทีว่า เรื่องวิรัชผิดคำพูดไม่ยอมให้คงกฤษลง ส.ส.เขตไม่จริง เพราะทางพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้วิรัชลง ส.ส.เขตระนองเท่านั้น

แถมวัชระ ยังแฉต่อว่า เดิมทีคนในตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” เป็นคนของสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ต้องการให้ทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้ง จะลง ส.ส.ระนอง และพยายามกดดันให้วิรัชขึ้นไปสู่บัญชีรายชื่อ แต่สุดท้ายทำไม่สำเร็จ

ประเด็นนี้ ฝ่ายทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้งอยู่ในความสงบ ไม่ตอบโต้ แต่เลือกที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ คงกฤษ นายก อบจ.ระนอง พร้อมด้วย ส.จ.แดง วรานนท์ เกลื่อนสิน ประธาน สภา อบจ.ระนอง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

วันนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกกับนักข่าวว่า พรรคจะคัดเลือกผู้ที่เข้มแข็งที่สุดลงสมัครในแต่ละพื้นที่ พรรคมีระบบตรวจสอบและประเมินความนิยมผู้สมัครอย่างชัดเจน เพราะยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ส่งไปเก็บแต้มให้ใคร แต่เราส่ง เพื่อชนะเท่านั้น

เสี่ยหนูส่งสัญญาณว่า สนามระนอง “เอาจริง” ไม่ใช่แค่ส่ง “นายก เอ” มาเก็บแต้ม แต่มวยรุ่นใหญ่ “วิรัช” ก็ไม่ธรรมดา เพราะมีพี่เลี้ยงชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย

‘ปชต.’ไทยแท้ หรือแค่ครึ่งใบ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปชต.’ไทยแท้ หรือแค่ครึ่งใบ??

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 443 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 จะเป็นการเปิดศักราช การพัฒนา ‘ประชาธิปไตย’ ในรูปแบบไทยไทย ที่ถูกออกแบบผ่านกลไกการปฏิรูปประเทศ

ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดขึ้น โดยยึดโยงกับกติกาสากลของประชาธิปไตยมาเป็นพื้นฐานและอาจเพิ่มเติมบทบาททางการเมือง กองทัพ ภาคประชาสังคม ก่อนที่จะนำมาซึ่งขั้นตอนในการตรวจสอบถ่วงดุล และคานอำนาจ

คสช.พบว่าในห้วง 80 ปีที่ผ่านมาทหารมีบทบาทสูงในการผลักดันระบบการเมืองการปกครองให้เป็น ‘ประชาธิปไตย’ ของไทยหลายรูปแบบทั้งชาติตะวันตก อนุรักษนิยม หรือแบบผสมผสาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ตั้งแต่ยุคแรกๆ คือ คณะราษฎร, จอมพล ผิน ชุณหะวัณ, จอมพล ป.พิบูลสงคราม (แปลก), จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
หลังจากนั้น จอมพล ถนอม กิตติขจร, จอมพล ประภาส จารุเสถียร และยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถือเป็นประชาธิปไตยแบบของไทย หากได้รับการต่อยอดก็จะมีความเข้มแข็ง แต่พอมาถึงห้วงของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก มีการเปิดการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เกิดวิกฤติ เพราะกลไกยังไม่พร้อม
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยยังไม่เสถียรภาพมากพอดังนั้นการจะพัฒนาประชาธิปไตยให้ทันยุคทันสมัยไทยอาจจำเป็นต้องหยิบยกประชาธิปไตยในรูปแบบเสรีนิยมตะวันตกมาเทียบเคียงกับประชาธิปไตยแบบไทย แต่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตกที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่เยอรมันที่เป็นต้นตำรับกำลังเกิดปัญหาที่ต่างกรรมต่างวาระกันในเวลานี้

ตลอด 5 ปี รัฐบาลทหาร คสช. พยายามออกแบบ ‘ประชาธิปไตย’ ไทยให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะป้องกันวิกฤติการณ์บ้านเมืองรวมถึงการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีโควตา ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่งและอีก 194 คน มาจากการคัดเลือก คสช.น่าจะมีสัดส่วนจากผบ.หน่วย ทหารที่ใกล้เกษียณอายุราชการในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หรือแม้แต่การเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนเพื่อตัดวังวน ‘รัฐประหาร’

แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุว่า การพัฒนาประชาธิปไตยต้องดูในภาพรวมก่อนว่าต้องการให้เกิดขึ้นในระดับไหนหากไทยต้องการพัฒนาประชาธิปไตยให้มีเสรีภาพมี 2 รูปแบบ คือ

ประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก และประชาธิปไตยแบบไทยไทยซึ่งมีการถกเถียงกันว่าประชาธิปไตยที่ดีที่สุดจะเป็นแบบไหน

เพราะประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตกมีปัญหามากแต่หากจะเดินหน้าประชาธิปไตยแบบไทยไทยก็จะต้องผ่านกระบวนการปฏิรูปอย่างเข้มข้น และเอาหลักตะวันตกและหลักของไทยมาใช้ผสมผสานกัน และมีความเห็นชอบโดยอาจจะต้องทำสัญญาประชาคมกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ คสช.มุ่งหวังให้ไทยมีประชาธิปไตยแบบศรีลังกา และอินเดีย ที่มีความก้าวหน้าและเก่าแก่ที่สุดในเอเชียโดยไม่ได้ยึดแบบประชาธิปไตยเสรีตะวันตกทั้งหมดแต่มีการพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานประชาธิปไตยที่เป็นสากลและเพิ่มเติมลักษณะประเทศของตัวเองเข้าไป เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยไทย

“อย่าไปเขียนประชาธิปไตยแบบลอยๆ ถ้าจะเอาประชาธิปไตยเสรีตะวันตกจะเอาแบบไหน แบบอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ก็ว่ามา แต่รูปแบบนี้กำลังถึงทางตัน และมีปัญหามาก หรือจะเอาแบบประชาธิปไตยแบบไทยไทยคือเอากติกาสากลของประชาธิปไตยมาเป็นพื้นฐาน และเพิ่มเติมทั้งบทบาทสถาบัน กองทัพ ผู้อาวุโส ภาคประชาสังคม ชนกลุ่มน้อย ใส่เข้าไปในบริบทของเรา หรือแม้แต่สื่อไม่ได้เหมือนสื่อตะวันตกที่แท้จริง ใส่เข้าไป และออกมามีการตรวจสอบถ่วงดุลคานอำนาจ แต่ก็จะต้องอาศัยกระบวนการหลายขั้นตอนในการพัฒนาปฏิรูป และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะลงตัว” แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุ
สำหรับประชาธิปไตยแบบไทยไทย ที่คสช.ได้กรุยทางไว้ยังไม่ชัดเจนว่าในอนาคตจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาทั้งผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถก้าวสู่ตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ อีกสมัยและสามารถผลักดันแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติเดินหน้าตามที่คาดหวังไว้

รวมทั้งความไม่เป็นเอกภาพของสังคมไทยที่ยังมีคนหลายกลุ่มก้อนที่มีบทบาทสำคัญ ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยม กลุ่มหัวก้าวหน้าแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่ทหารในกรมกอง โดยเฉพาะ 122 พรรคการเมือง และ ประชาชนอีก 40 ล้านเสียง จะเอาด้วยกับประชาธิปไตยที่ คสช.ออกแบบไว้หรือไม่???

อยากให้นายกฯ ‘หัวร้อน’ เลิกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยากให้นายกฯ ‘หัวร้อน’ เลิกการเมือง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
บัญญัติ 11 ประการ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หัวร้อน
เปิดอ่าน 1,088 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ กลายเป็นพื้นที่ตำบลกระสุนตก โดนกระหน่ำเรื่องหัวร้อนที่วัยรุ่นเขาเรียกซึ่งหมายถึงยัวะ-โมโหจนคุมอารมณ์ไม่ได้

เวลานี้ทุกอย่างเข้าสู่เหตุการณ์ปกติแล้ว และดูนายกฯ ตู่ ของเรากลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมแบบคนโกรธง่ายหายเร็ว

ผมว่านี่เป็นนิสัยประจำอันแท้จริงของท่านอย่าไปถือสาหาโทษ เคืองอะไรกัน มองในด้านบวกก็ดีเสียอีกที่ปากตรงกับใจ ดูอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีหัวร้อนบ่อยๆ มากกว่านี้แถมออกนโยบายแบบสุดโต่งจนช็อกโลกดังเห็นกันอยู่
‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันรับสมัคร ส.ส.วันสุดท้าย ซึ่งจับตามองกันว่านายกฯ หัวร้อนจะลงสมัครด้วยหรือไม่?
บรรดาเซียนการเมืองทั้งหลายก็วิจารณ์คาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ฟันธงว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อย่าไปใส่ใจอะไรให้ปวดหัวสู้ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงชีวิตให้ได้แบบสุขกายสบายใจดีกว่า
วันก่อนเพิ่งได้รับข้อความจากผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วและยังมีความสุขในชีวิตสุภาพแข็งแรง จิตใจสบายๆ ผ่อนคลายจนทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และไม่มีโรคภัย เดินเหินตัวปลิวไม่เหมือนบางคนต้องใช้ไม้เท้า
ถามว่าท่านทำอย่างไรมีเคล็ดลับอย่างไรก็ได้รับคำตอบว่าปฏิบัติตามข้อแนะนำจาก “ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ” ซึ่งผมเองก็ติดตามผลงานของคุณหมอและชื่นชมชื่นชอบมานานแล้วและอยากจะเรียกว่าเป็น “บัญญัติ 11 ประการ” และทำได้ง่ายไม่ต้องใช้เงินทองหรือไปหาหมอ

   บัญญัติ 11 ประการ ที่จะทำให้ชีวิตเบาและโล่งขึ้นมีดังนี้ครับ
1.เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายของที่ไม่ใช้แล้ว

2.ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง เช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจัง งานที่แข่งขันและหวังผลสูง ถ้าเลือกได้ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้ บรรยากาศการประชุมมักจะเครียดเสมอ สารความเครียดหลั่งตลอดเวลา
3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
4.อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน

5.เลิกดูรายการทีวีที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ซ้ำๆ กันทุกวัน เช่นรายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คน ดูไป ฟังไป แทนที่จะสบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ

6.อย่ารับปากและสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ ด้วยความเกรงใจเลย หัดปฏิเสธให้เป็น

7.อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆ เลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรับคนอื่น และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงไปด้วย เมื่อเวลาผ่านไปเราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

8.หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้ จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น

9.ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศ ชื่อเสียง บ้าง จะทำให้ไม่เครียดกับงาน เฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งกับคนรอบข้างตลอดเวลา จนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลย ไม่ว่าจะได้มากเท่าไร

10.ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิต และอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ

11.ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด ลองทำตามที่แนะนำมานะครับ จะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับแคบหรือรัดตรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง

‘นายกฯ ลุงตู่’ ของเราเลยวัยเกษียณมาหลายปี มีอำนาจวาสนาเป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะถึงวัยใช้ชีวิตอย่างสงบ-ปลดเกษียณตัวเอง มีความสุขในชีวิตที่เหลือได้แล้วหรือยัง!

เปิดวิสัยทัศน์ 4 พรรคใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิสัยทัศน์ 4 พรรคใหญ่

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ดรอุตตม สาวนายน,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

รายงาน…

4 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในงานบางกอกโพสต์ฟอรั่มเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ โดยมี 4 ตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ คือ ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โดยแต่ละพรรคการเมืองก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละนโยบายของพรรคการเมืองที่ต่างกันอันมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เชื่อว่าในอนาคตคนไทยอยากเห็นประเทศมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข สังคมเป็นสังคมที่เกื้อกูลคุณภาพชีวิตที่ดี การเติบโตของประเทศได้รับการขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงก้าวล้ำไปสู่เวทีโลก สามารถเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานของประเทศได้ รวมทั้งสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเมื่อเป็นเช่นนี้พรรคพลังประชารัฐจึงมีการนำเสนอถึง 3 พันธกิจในการช่วยแก้ปัญหาของประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและไม่ขายฝัน เพราะเป็นนโยบายและเรื่องที่มาจากการรับฟังเสียงของประชาชน นำมาประกอบกับข้อมูลที่ทางพรรคได้วิเคราะห์รวบรวมมาแล้วจึงมั่นใจว่าทำได้จริง

โดยได้ลงรายละเอียดถึง 3 พันกิจไว้ คือ 1.สวัสดิการประชารัฐ เพื่อขจัดปัญหาสั่งสมที่สำคัญที่สุดอย่างความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน 2.สังคมประชารัฐ ที่ต้องการให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นสังคมที่เข้มแข็ง และรู้จักแบ่งปัน 3.เศรษฐกิจประชารัฐ ที่จะต้องเป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันได้ให้แก่คนไทย ซึ่ง 3 พันธกิจนี้ยึดโยงกัน ไม่มีพันธกิจใดสำคัญกว่าอีกพันธกิจ เพราะหากจะให้ตอบโจทย์อนาคตที่คนไทยอยากเห็น นโยบายที่จะประสบผลสัมฤทธิ์แล้วนำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น จะต้องเป็นนโยบายที่ยึดโยงกัน

ด้าน  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้นำเสนอ 6 ยุทธศาสตร์ ในการแก้ปัญหาประเทศ เนื่องมาจากปัจจุบันภาพรวมทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้าย แต่เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า คนจนมีสภาพไม่ดี เอสเอ็มอีโตแต่ธุรกิจใหญ่ๆ หนี ภาษีเกษตรกรเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องเข้าใจโจทย์ก่อนที่จะคุยกันว่าอนาคตไทยหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ซึ่งในอนาคตเราจะต้องดูว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างไร ให้กินดี อยู่ดีอย่างเท่าเทียมกันได้

โดยได้ลงรายละเอียดถึง 6 ยุทธศาสตร์ ไว้ดังนี้ 1.ไทยทำ คือรับจ้างผลิตด้วยแรงงานราคาถูก ต้องให้ความสำคัญกับการเมดอินไทยแลนด์ สร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ไทย 2.ไทยทันสมัย คือ เอาเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับไทยทำ หรือภาคเกษตรกร ที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง 3.ไทยเท่าเทียม คือ การกระจายอำนาจ ทั้งระบบการศึกษา สาธารณสุข เข้าถึงแหล่งการแก้ไขปัญหาหนี้สิน 4.ไทยเชื่อมไทย คือ ระบบคมนาคม ชลประทาน อินเทอร์เน็ต ที่ต้องเอามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทยให้ได้ โดยใช้เทคนิคเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานและให้อุปกรณ์แก่ประชาชนในการจัดทำ 5.ไทยเชื่อมโลก คือ การนำเอาสินค้าของไทยออกไปสู่ระดับโลก หาตลาดพันธมิตรทำการค้าเชื่อมโลกให้เข้มแข็ง พร้อมดึงคนเก่งและต่างชาติเข้ามาร่วมงาน และ 6.ไทยยั่งยืน คือ ต้องขจัดการคอร์รัปชั่น พร้อมกำหนดความยั่งยืนในเรื่องต่างๆ ซึ่งทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะทำนโยบายที่เป็นกลุ่มไม่แยกกันและปะติดปะต่อเสริมกันในทุกด้าน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ระบุถึงโจทย์สำคัญของประเทศที่ประชาชนหวังอยากให้แก้ไขว่า คือ การหลุดพ้นจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ประชาชนต้องการเห็นประเทศเดินหน้าเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ในอนาคต พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถกินบุญเก่าจากทรัพยากรของประเทศที่มีได้อีกต่อไป ต้องหาทางใช้ทุนอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ ด้วยขณะนี้ประเทศอยู่ในสังคมสูงวัย เราจึงขาดแคลนแรงงาน มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ความแตกต่างระหว่างภูมิภาค รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน และแก้ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานกว่า 10 ปี

เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ คือ 1.โครงสร้างทางกฎหมายต้องเปลี่ยน ไม่ติดอยู่กับปัญหาที่ล้าสมัย ซึ่งพรรคจะสะสางปัญหาส่วนนี้ให้มีความชัดเจน จะเปลี่ยนกฎหมายเก่าเพื่อทำแนวคิดกฎหมายใหม่ๆ 2.การกระจายอำนาจที่พรรคได้มองไปถึงแนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งจัดการให้มีเมืองพิเศษเป็นเมืองมหานคร เพื่อกระจายศูนย์กลางของความเจริญ และเราจะต้องมีการเมืองที่ดีและสะอาดเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย นำพาประเทศตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นระยะยาว และพาประเทศไทยกลับสู่เวทีสากลด้วยความภาคภูมิใจ ประเทศนี้จะเดินหน้าโดยประชาชนเป็นใหญ่ จะพาประเทศไปสู่การแก้จน สร้างคน สร้างชาติ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้เสนอถึงเรื่องการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนในชาติ เช่น การจัดการคลังสินค้า แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยการทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่าการใช้กระดาษและรวดเร็วกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีอยู่ การสร้างระบบคมนาคม ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย รวมถึงระบบการศึกษาที่ดี โดยเราสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องของเศรษฐกิจที่จะเจอได้ พร้อมทั้งสร้างสังคมให้น่าอยู่ โดยมองกลับไปดูว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

ซึ่งนายธนาธร ระบุว่า สาเหตุมาจากการที่เรายังไม่สามารถที่จะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอยู่เสมอ และนี่คือโจทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ที่ควรได้รับการแก้ไข

“เสี่ยตั้น” เบอร์หนึ่งทัพพลังประชารัฐ ถอดแบบพ่อตา-ลุงกำนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361803?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสี่ยตั้น” เบอร์หนึ่งทัพพลังประชารัฐ ถอดแบบพ่อตา-ลุงกำนัน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:12 น.
สสบัญชีรายชื่อ,พรรคพลังประชารัฐ,พรคไทยรักษาชาติ,แคนดิเดตนายกฯ,เลือกตั้ง 2562,การเมิอง,อดีต สส,ผู้สสมัคร สส,จาตุรนต์ ฉายแสง,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 2,342 ครั้ง

8 ก.พ.ดีเดย์ “วันชี้ชะตาบ้านเมือง” ข่าวลือสะพัดจากโซเชียลมวลชน “คนมีสี” และบางกลุ่มก็ล้ำเส้นไปเยอะ แต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากฝ่ายความมั่นคง 

000 การเมืองไทยไม่มี “สูตรสำเร็จ” และยากที่จะคาดเดา หลังเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างของความพลิกผันชั่วข้ามคืน เสียงเรียกร้องนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ยังไม่จางหาย แต่ก็ได้นายกรัฐมนตรี “คนนอก” ในสถานการณ์พิเศษ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนชั้นกลาง

000 8 กุมภาพันธ์ 2562 กลายเป็น “วันชี้ชะตาบ้านเมือง” ข่าวลือสะพัดจากโซเชียลมวลชน “คนมีสี” และบางกลุ่มก็ล้ำเส้นไปเยอะ แต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากฝ่ายความมั่นคง

000 รับรู้กันไปแล้ว สำหรับรายชื่อ “ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ของพรรคพลังประชารัฐ มีเสียงวิจารณ์พอประมาณ เมื่อชื่อ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขยับเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 แทนที่จะเป็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แต่การตั้งข้อสังเกตเหตุที่ได้มาอยู่ลำดับที่ 1 เพราะเป็นการตอบแทนที่ร่วมต่อสู้กับ กปปส.นั้น ดูตลกมากและยังมองด้วยแว่นสีการเมือง

ตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  เบอร์ 1 พรรคพลังประชารัฐ

000 คนที่รู้จัก “ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ บนถนนสายการเมืองในรอบ 10 ปีมานี้ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เหมาะสม” ซึ่งนาทีที่ “4 ยอดกุมาร” ของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ “เสี่ยตั้น” ที่เจนจบครบเครื่อง ก็เป็นตัวเลือกในการทำหน้าที่ “ประสานสิบทิศ” ระหว่างกลุ่มนักเลือกตั้ง กลุ่นนายทุน และกลุ่มภาคประชาสังคม

000 “ตั้น” สามีของ “อีฟ” ทยา ทีปสุวรรณ ลูกสาวคนเล็กของ “เฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์” เพิ่งเล่นการเมืองไม่นาน เลือกตั้ง 2550 ณัฏฐพลเข้ามาสู่ชายคา ปชป. ลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. สอบตก แต่มีเลือกตั้งซ่อม 2552 จึงสอบได้ และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพรรค ปชป. โดยการสนับสนุนของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ช่วงการชุมนุมใหญ่ปี 2556-2557 เสี่ยตั้นจึงลาออกจาก ผอ.พรรค ไปเป็นแกนนำ กปปส.

เสี่ยตั้น กับภรรยา ทยา ทีปสุวรรณ ทายาทตระกูลศรีวิกรม์ 

000 จะว่าไปแล้ว เสี่ยตั้นมีความเหมือนกับ “พ่อตา” เฉลิมพันธ์ และ “ลุงกำนัน” คือกล้าได้กล้าเสีย ใจนักเลง และรู้จัก “ธรรมชาตินักเลือกตั้ง” สมัยที่ “เฉลิมพันธ์” แยกตัวออกจาก ปชป. ไปตั้งพรรคประชาชน ก็ทุ่มสุดตัว เช่นเดียวกัน สมัย “สุเทพ” เป็นเลขาธิการพรรค ปชป. ที่บริหารจัดการเรื่อง “ผู้สมัคร ส.ส.” กับ “คะแนนเสียง” ได้ถึงลูกถึงคน

000 ส่วนบรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่ถูกวางตัวให้เป็น “แม่ทัพ” แต่ละภาคนั้น ก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับต้นๆ “โซนปลอดภัย” ไม่ว่าจะเป็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อันดับ 2, “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อันดับ 4, “วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราช

ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1-4 พลังประชารัฐ

อันดับ 7, “สันติ พร้อมพัฒน์” แม่ทัพเพชรบูรณ์ อันดับ 8, “สุพล ฟองงาม” แม่ทัพอุบลฯ อันดับ 9, “เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพขอนแก่น อันดับ 11 และ “สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์” ตัวแทนซุ้มชลบุรี อันดับ 15

เสี่ยสันติ พร้อมพัฒน์ แม่ทัพเพชรบูรณ์ ติดท็อปเทน บัญชีรายชื่อ

000 สมกับเป็นพรรคไทยรักษาชาติ ที่มีชื่อย่อ “ทษช.” เพราะ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปขึ้นปราศรัยที่ไหน ก็จะยกย่อง “ทักษิณ ชินวัตร” เป็น “อภิมหาบิดาประชานิยม” และโจมตี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว เพราะเป็น “เด็กห่อยา” ไม่เข้าใจปรัชญา “นายห้างตราใบห่อ” หรือทักษิณ ฉะนั้น พรรคไทยรักษาชาติจึงต่อยอดประชานิยม เอากันง่ายๆ แบบนี้แหละ

ณัฐวุฒิ ยอมรับ ทักษิณ คือบิดาประชานิยม

000 กลายเป็นประเด็นร้อน “บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี” ของพรรคไทยรักษาชาติ ที่คาดว่าจะสร้างความเซอร์ไพรส์ไปทั้งแผ่นดิน แต่แน่ๆ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ไทยรักษาชาติ ยอมรับแล้วว่า จะไม่มีชื่อของเขาอยู่ในบัญชีนายกฯ เพราะไม่ได้รับการติดต่ออะไรเลยจากคณะกรรมการบริหารพรรค

จาตุรนต์ ฉายแสง ทำใจ หลุดแคนดิเดตนายกฯ 

000 นาทีที่ความไม่แน่นอนพลันบังเกิด ฝุ่นการเมืองลอยคลุ้ง ฝ่ายความมั่นคงของ คสช. ยังท่องคำขวัญ “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย“ ที่ช่วยกันถากถางกันมาในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และวาดหวังให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพื่อผลักดันแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ

000 กระแสเสียง “รัฐบาลแห่งชาติ” ดังกระหึ่ม ตามมาด้วยเสียงจากตัวแทน “คนแดนไกล” ในสื่อโซเชียล ที่บอกว่า “ประเทศนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะไม่มีคนกลางที่เหมาะสมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มาแก้ปัญหา เราถึงควรมีนายกฯ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ถ้าทุกฝ่ายถอยให้คนคนหนึ่ง ขึ้นเป็นนายกฯ” นี่คือความระทึกใจของสถานการณ์ปัจจุบัน

‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์’ หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์’ หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
พรรคเสรีรวมไทย,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
เปิดอ่าน 652 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

นโยบาย 6 หยุดของพรรคเสรีรวมไทย ที่นำโดยวีรบุรุษนาเเก “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย” ประกอบไปด้วย 1.หยุดความยากจน แก้ปัญหาปากท้อง สร้างความกินดีอยู่ดี 2.หยุดคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง 3.หยุดยาเสพติด ขจัดผู้มีอิทธิพล 4.หยุดเผด็จการ และปฏิรูปทหาร 5.หยุดไฟใต้สร้างสังคมสันติสุข 6.หยุดสงครามสีเสื้อสร้างความปรองดองก้าวสู่อนาคต

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ถึงจุดยืนทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้านคสช.เเละเตรียมล้างบางหากได้โอกาสเข้าสภาผู้เเทนฯ เเละทำหน้าที่รัฐบาล

“วันนี้ผมเข้ามาทำงานการเมืองเพราะบ้านเมืองมีปัญหา ผมยังเเข็งเเรงเเละจะใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ได้ จึงขออาสาในวันนี้ ช่วงที่ผมทำงานเป็น ผบ.ตร. รัฐบาลชุดหนึ่ง (สมัคร สุนทรเวช) มีการสั่งย้ายผมเพราะอดีตนายกฯ บางคนและอีกบางคนเข้ามามีอำนาจอาจมาเรียกร้องบางอย่างแลกกับให้ผมอยู่ในตำแหน่ง ผมไม่ให้ จึงปล้นเเละยัดข้อหากับผม ยืนยันผมไม่ทำสิ่งผิด ตำรวจในยุคของผมไม่มีการซื้อตำแหน่ง ไม่เหมือนบางยุคและในยุคนี้ ต่อมาผมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.เพราะอยากทดลองว่าตัวเองพร้อมทำงานให้ชาวบ้านได้หรือไม่ จากนั้นจึงมาลงสมัครส.ส.ในวันนี้”

“หากถามว่าบางช่วงผมมีแนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกับอดีตนายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) จึงเเยกตัวออกมา ยืนยันว่าผมไม่เคยไปยุ่งกับพวกเขา เเละการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเสรีรวมไทยอยู่ตรงข้ามคสช.เพราะมองว่าการทำงานให้บ้านเมืองนั้นมีสองสิ่งคือบุคคลและระบบ วันนี้เราย้ายบุคคลออกจากประเทศไม่ได้ เเต่ระบบนั้นเราใช้ประชาธิปไตยที่ชาวบ้านไปเลือกส.ส. ดังนั้นสิ่งดีต้องพัฒนา สิ่งเลวต้องปรับปรุง สังคมของเราควรยึดระบบ ไม่ใช่ใช้ปืนไปยึดอำนาจ คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเข้ามาบริหารบ้านเมืองในทางมิชอบควรออกไป เเละสิ่งที่คสช.ทำงานมานั้น ผมมองว่าสอบไม่ผ่าน”

บางคนอาจมองว่าอดีตผบ.ตร.คนนี้ก็เคยอยู่ร่วมคณะยึดอำนาจเมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมา (คมช.) ทำไมวันนี้จึงต้านรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตอบว่า “แม้ช่วงหนึ่งผมเคยอยู่ในคมช. และเคยบอกว่าหากไม่มีการยึดอำนาจและยังมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคงไม่ได้เป็นผบ.ตร.นั้น สิ่งที่ผมพูดในวันนั้นเพราะหากมีนักการเมืองผมคงไม่ได้ทำงานนี้ (ผบ.ตร.) เพราะนักการเมืองเข้ามาก็จะใช้เงิน แล้วทำในสิ่งที่อดีตนายกฯ บางคนกระทำกับผม เหมือนวันนี้รองผบ.ตร.คนใดไม่มีเงิน ไม่มีใครได้เป็นผบ.ตร.ตัวอย่างมันมีในยุคนี้”

“การยึดอำนาจคราวก่อนไม่เหมือนยึดอำนาจครั้งนี้ เพราะในคราวนั้นคนที่ยึดอำนาจไม่ได้ยึดแล้วเข้ามาเป็นนายกฯ เอง คุณสมบัตินายกฯ ตอนนั้นแตกต่างกับนายกฯ ตอนนี้ เพราะนายกฯ ตอนนั้นมีคุณธรรม นายกฯ ในตอนนั้นก็เเต่งตั้งผมให้มาทำงาน วันนั้นหัวหน้าคมช.เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับผบ.ตร.ในตอนนั้น (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) และมองว่าผบ.ตร.ตอนนั้นรับหน้าที่นี้ไม่ไหว ถามว่าทำไมไม่ตั้งรองผบ.ตร.ที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกันกับหัวหน้าคมช.ทำงานหน้าที่นี้แทน และทำไมนายกฯ ในตอนนั้นเลือกผม ย้ำว่าผมไม่เคยไปขอตำแหน่งใคร ยึดอำนาจคราวนั้นผมก็ไม่ชอบนะเพราะปัญหามาจากนักการเมืองและคมช. แต่วันนั้นบ้านเมืองมีปัญหา”

หากถามว่ายึดอำนาจครั้งนั้นกับยึดอำนาจครั้งนี้เหตุมาจากอะไร “เดอะตู่” ตอบว่า “เพราะทหารอยากมีอำนาจ ลองไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น สมัยรสช.ที่สร้างเหตุการณ์ขึ้นมา สมัยคมช.ก็อ้างเหตุทุจริต ก่อนที่จะมีคสช.ก็มีบางคนมาปลุกระดมคนกรุงเทพฯ และคนปักษ์ใต้มาไล่รัฐบาล แม้จะอ้างรัฐบาลทุจริตจำนำข้าว แต่มันมีการสร้างสถานการณ์มากกว่า ถามว่าคนที่ยึดอำนาจก็คือคนผิดแล้ว ยึดอำนาจนั้นคือกบฏ แล้วจะมาบอกว่าเข้ามาทำสิ่งที่ถูกได้อย่างไร พูดตรงๆ ทหารคิดอยากเป็นใหญ่ตลอดเวลา แต่จะยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจตลอดไปนั้น ทำแบบนั้นไม่ได้ เรื่องแบบนี้ต้องมีการวางแผนไว้แล้ว ผมพูดแบบนี้เพราะไม่กลัว”
ส่วนจุดยืนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวมาตลอดคือจะจัดการกับทหารบางคนที่ไม่โปร่งใสเเละปฏิรูปกองทัพนั้น คำตอบที่ได้รับมาจาก “เดอะตู่” คือ “ทหารบางคนใช้งบซื้ออาวุธแบบไม่จำเป็น วันนี้ควรดูปากท้องชาวบ้านให้แข็งแกร่ง จากนั้นประเทศจะแข็งแกร่ง แม้วันนี้รอบบ้านของเราเสริมกองทัพ พูดตรงๆ ทหารซื้อของแบบนี้เพราะต้องการเงินทอน ผมรับรู้เรื่องนี้เพราะเพื่อนๆ เตรียมทหารบอกมา ย้ำว่ายุคที่ผมทำงานที่สตช.ไม่มีเรื่องแบบนี้ ผมไม่เคยไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้”

“วันนี้ทหารดีๆ ก็มี ตำรวจบางคนที่ไม่ดีก็มี เพราะระดับบน บางคนที่ไปหาเงินซื้อตำแหน่งจากฝ่ายการเมืองที่ครอบมา ผมพูดความจริงนะ วิธีแก้ไขคือเมื่อกฎหมายบอกว่านายกฯ เป็นประธาน ก.ตร.นั้น แบบนี้มันคือการให้การเมืองไปครอบตำรวจ ฉะนั้นต้องแก้กฎหมายคือต้องคืนอำนาจให้รองผบ.ตร.เลือกผบ.ตร.กันเอง”

จุดหมายบนเวทีการเมืองหลังการหย่อนบัตรเพื่อให้พรรคนี้ไปขับเคลื่อนงานนั้น หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บอกว่า “ผมต้องมีส.ส.หนึ่งร้อยคน เพราะประเมินจากคนที่ติดตามผมในโลกออนไลน์พบว่ามีมาก ทำให้มั่นใจว่าพรรคจะมีส.ส.ในจำนวนที่ผมระบุ หากได้เป็นนายกฯ ผมพร้อมย้ายแม่ทัพนายกอง เพราะช่วงที่พรรคหาเสียง รับฟังชาวบ้านที่มองข้ามปัญหาปากท้อง เพราะชาวบ้านบอกว่าทหารคือปัญหาของบ้านเมือง”

“หาบเร่แผงลอยนั้นผมจะให้สิทธิ์นี้แก่ชาวบ้าน เพราะบางครั้งหาบเร่แผงลอยมันคือเสน่ห์ที่ดึงนักท่องเที่ยว แต่เราต้องควบคุมแต่ละพื้นที่ให้ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะมาเฟียและเจ้าหน้าที่รัฐบางคนไปยุ่งเกี่ยว ตรงนี้จะจัดการ ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ วันนี้นายทุนกวาดซื้อ รัฐบาลก็ออกระเบียบไปเอื้อ แต่ยังมีที่ดินอีกมากที่จะให้ชาวบ้านไปทำประโยชน์ได้โดยแก้กฎหมายแบบเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายและการปลดหนี้สิน ผมมาทำงานในพรรคนี้ก็พร้อม หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง แต่สองสิ่งนี้ผมจะทำไปพร้อมๆ กัน”

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝุ่นจิ๋ว
เปิดอ่าน 342 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้อยากจะให้เรามองโลกในด้านบวกเรื่องฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในกทม. และหลายพื้นที่ทั่วประเทศว่าในที่สุดคนไทยเรามีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว-ช่วยเหลือกันยามเกิดวิกฤติหรือเดือดร้อน

อย่าไปท้อถอยว่านักท่องเที่ยวหรือชาติอื่นจะมองว่าอากาศบ้านเราเป็นพิษหรือมีมลภาวะ ซึ่งประเทศจีนหรือญี่ปุ่นก็เคยมีเคยเป็นและหนักหนาสาหัสกว่าไทยเสียอีก

แต่ในที่สุดหากรัฐบาลเอาจริงแล้วทุกอย่างก็แก้ไขได้และหากไทยแก้ฝุ่นพิษได้สำเร็จก็จะทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยดีขึ้น

วันก่อนได้รับข้อความทางไลน์จากเพื่อนที่เป็นข้อคิดเห็นจาก “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล น่าสนใจมากๆ จึงขออนุญาตอาจารย์นำเรื่องนี้มาแจ้งให้ทราบแบบเดิมๆ เพื่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกหรือหมดหวังจนไม่เป็นอันกินอันนอน
อาจารย์ “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” มีความเห็นชี้แจงมาดังนี้ครับ

ผมในฐานะเรียนปริญญาเอก สุขอนามัย อุตสาหกรรมและพิษวิทยา มาขอชี้แจงว่า ฝุ่นขนาด 2.5 ไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายดังที่แชร์กันทั่วสังคมไทย ยกเว้นคนโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็กๆ และผู้ชรามาก เรากำลังตกอยู่ในวิตกจริตเกินเหตุ เพราะพวกไม่รู้จริงและหาผลประโยชน์จากอุปกรณ์วัดฝุ่น ทีปิดปากปิดจมูก เครื่องกรองอากาศ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เตรียมแผ่นกรองอากาศ มาติดกับเครื่องปรับอากาศทั่วไปให้กรองฝุ่นได้ ทำรายได้มากมาย เครื่องกรองอากาศขณะนี้ราคาแพงมากและขาดตลาด ปั๊มน้ำและอุปกรณ์ฉีดน้ำเพิ่มยอดขายมากมาย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก
ผมขอชี้แจงว่า ตระหนักถึงปัญหาได้ แต่อย่าตระหนกจนเกินเหตุ ทำให้ประเทศไทยเสียหายเกินเหตุ ต้องลงทุนการแก้ปัญหาเกินควร เช่นแทนที่จะมากวดขันจับรถควันดำเพราะฝุ่นตัวนี้มาจากรถดีเซลเป็นส่วนใหญ่ และบริเวณก่อสร้างผู้รับเหมาไม่รดน้ำพื้นถนน รัฐต้องมากวดขันจริงจัง ไม่ใช่สั่งปิดโรงเรียน ปิดเรียนแล้วมันหายฝุ่นหรือ โรงเรียนไม่ใช่แหล่งกำเนิดฝุ่น รถดีเซลปิกอัพ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นแหละเป็นแหล่งสำคัญของฝุ่นตัวนี้

ผมเคยบอกแล้วว่าฝุ่นตัวนี้เป็นปัญหาของทั้งโลกและประเทศไทยมานานแล้ว ไม่ใช่เกิดเฉพาะปีนี้ การท่องเที่ยวเราก็ได้รับผลกระทบ มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากการฉวยโอกาส และบางกลุ่มต้องการทำลายภาพลักษณ์ประเทศและรัฐบาล ฝุ่นขนาดเกิน 10 ไมครอน จะไม่สามารถเข้าไปทางเดินหายใจได้ เพราะมนุษย์มีขนจมูกดักไว้ ส่วนที่เล็กกว่า 10 ไมครอน ก็ผ่านขนจมูกเข้าไปได้ ยิ่งฝุ่นขนาดเล็กเท่าไร ก็ยิ่งลงไปลึกสู่ปอด อันตรายทุกขนาดที่ลงไปลึก ไม่ใช่กลัวกันที่ 2.5 ไมครอนเท่านั้น
เมื่อฝุ่นผ่านทางเดินหายใจลงไปได้ ตลอดทางเดินหายใจจะมีเยื่อเมือกคอยจับฝุ่นไว้ ไม่ให้ลงไปลึก ขณะเดียวกันที่เยื่อเมือกจะมีขนเป็นจำนวนมากค่อยกระพือเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้ว ย้อนกลับขึ้นมา ค่อยๆ ขึ้นมาจนถึงลิ้นปิด-เปิดทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ บริเวณลำคอของเรา จากนั้นเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้วจะถูกกลืนลงกระเพาะ ฝุ่นปกติจะทนต่อกรดในกระเพาะ ซึ่งฝุ่นส่วนใหญ่จึงถูกขับออกพร้อมกับอุจจาระ
เยื่อเมือกที่จับฝุ่นแล้วบางส่วนจะถูกขับด้วยการไอ จาม ออกมาเป็นเสมหะออกจากร่างกาย ท่านเคยสังเกตไหม เวลาเดินทางไปบริเวณที่มีฝุ่นมาก เมื่อขากเสมหะออกมาจะมีฝุ่นติดมาด้วย เสมหะคนขายถ่านจะมีสีดำจากฝุ่นถ่านสีคล้ายเฉาก๊วย

นี่คือกลไกที่มนุษย์ถูกออกแบบมาสู้กับฝุ่นบนพื้นโลก ถ้าไม่แน่จริงมนุษย์สูญพันธุ์หมอแล้ว โลกเรามีฝุ่นตั้งแต่กำเนิดโลกมาหลายล้านปีแล้ว
นอกจากนี้ฝุ่นขนาดเล็กมากๆ มีมวลน้อยมาก จึงไม่สามารถถูกจับโดยเยื่อเมือก ก็จะถูกขับออกจากร่างกายพร้อมคาร์บอนไดออกไซด์ตอนหายใจออก
เห็นความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์หรือยัง? อย่าตระหนกตกใจ สติแตก เกินเหตุ เราจะตกเป็นเหยื่อของคนบางคนตามที่ผมให้ความเห็นมาแล้ว
ผมอ้างอิงจากการเรียนพิษวิทยาปริญญาเอกที่ได้ทุนจากรัฐบาลไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มโนขึ้นมาเหมือนบางคน
ข้อเสนอแนะสั้นๆ ของผมคือ ให้รัฐบาลรีบแก้ไขที่แหล่งใหญ่ของฝุ่นตัวนี้อย่างจริงจังและไม่ต้องแพร่ข่าวมากเกินไปจนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ประชาชนต้องร่วมมือกัน และขอให้ดูตัวอย่างจีน ว่าเขาทำอย่างไร จีนปิดโรงงาน แต่ไทยปิดโรงเรียน

ขอบคุณอาจารย์ที่มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มา ณ ที่นี้

จ้วด-จ้วด “จ่าเสื้อแดง” ขายปุ๋ย ขายของออนไลน์ ยันขายแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ้วด-จ้วด “จ่าเสื้อแดง” ขายปุ๋ย ขายของออนไลน์ ยันขายแบรนด์

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:56 น.
พรรคเพื่อไทย,จสตประสิทธิ์ ไชยศรีษะ,อดีต สส,คนเสื้อแดง,จ่าประสิทธิ์,ยิ่งลักษณ์,พรรคเพื่อชาติ,ผู้สมัคร สส,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 6,698 ครั้ง

ใครต่อใครพูดถึง “จ่าเสื้อแดง” จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ ผู้นำนวัตกรรมการเมืองแบบพิสดาร โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์”

000 20 ปีก่อน “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอด “นักการตลาดการเมือง” ขายแบรนด์ตัวเอง บวกนโยบายประชานิยม จนชาวบ้านร้านตลาดติดกันงอมแงม ครั้งหนึ่ง “ทักษิณ” เคยเปรียบตัวเองเสมือนนายห้างขายยาตราใบห่อ

000 มาถึงพ.ศ.นี้ ใครต่อใครพูดถึง “จ่าเสื้อแดง” จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ และแกนนำ นปช. ผู้นำนวัตกรรมการเมืองแบบพิสดาร โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์” เพื่อลงสมัคร ส.ส. และได้จุดประกายความคิดให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ทั่วประเทศ

จ่าประสิทธิ์ยอดนักขาย

000 สื่อหลายสำนักจึงเกาะติด “จ่าประสิทธิ์” ในฐานะกองเชียร์ และผู้มีไอเดียกระฉูดของ “พรรคเพื่อชาติ” เหตุที่จ่าเสื้อแดงหมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากพ้นโทษจำคุกยังไม่ถึง 10 ปี เลยวางตัวภรรยา “ยิ่งลักษณ์” ลงเขต 6 และน้องสาว “ยิ่งรัก” ลงเขต 1 สุรินทร์

000 ช่วงว่างเว้นการเมือง 4-5 ปีมานี้ จ่าประสิทธิ์เคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่พักหนึ่ง เมื่อจ่าเสื้อแดงขึ้นป้ายรูปถ่ายคู่กับภรรยา ติดตามเสาไฟฟ้าในเขต อ.สังขะ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ พร้อมข้อความว่า “ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยใส่นาข้าว มันสำปะหลัง อ้อยและยางพารา โทรหาจ่าประสิทธิ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมฟรี…จ่าประสิทธิ์-นิภาพร ไชยศรีษะ” โดย “นิภาพร” ชาวลำปางได้เข้าร่วมขบวนการเสื้อแดง จนพบรักจ่าประสิทธิ์ และเธอเป็นคนแรกที่เปลี่ยนชื่อเป็น “ยิ่งลักษณ์” ตามไอเดียสามี

ปี 2559 ปล่อยเงินกู้

000 ฤดูทำนาปี 2561 จ่าประสิทธิ์เปิดร้ายขายปุ๋ยที่สำนักงาน ส.ส.ในตัว อ.สังขะ โดยขึ้นป้ายว่า “เปิดบริการแล้ว โครงการช่วยเหลือเกษตรกร เอาปุ๋ยไปใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง ไม่มีดอกเบี้ย” มีชาวนาในเขตเลือกตั้งของจ่าประสิทธิ์มาซื้อปุ๋ยเงินผ่อนกันคึกคัก นอกจากนี้จ่าเสื้อแดงยังให้ลูกสาวขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กับการขายปุ๋ย

ปี 2561 ขายปุ๋ย ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง

000 อ่านแฟ้มข่าวเลือกตั้ง 2554 “จ่าประสิทธิ์” ได้สร้างปรากฏการณ์ “อภินิหารเสื้อแดง” ให้สภากาแฟเมืองช้างได้เล่าลือกันไม่จบ เมื่อตำรวจชั้นประทวนคนหนึ่งมีชื่อเสียงจากการเป็นแกนนำ “แดงมหาชัย” กลับบ้านเกิดสุรินทร์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 6 สังกัดเพื่อไทย ใช้เวลาหาเสียงเดือนเศษเอาชนะอดีต ส.ส.สุรินทร์ 3 สมัย “ฟาริดา สุไลมาน” ค่ายภูมิใจไทย มีคะแนนทิ้งห่างกันถึงหมื่นคะแนน

000 เลือกตั้ง 2562 เมืองช้าง มี ส.ส.เขตเหลือแค่ 7 คน “ฟาริดา สุไลมาน” ก็อยากย้ายมาอยู่ “ค่ายทักษิณ” แต่พื้นที่เต็ม อดีตส.ส.สุรินทร์ เพื่อไทย แสดงเจตจำนงลงสนามครบ ฟาริดาเลยต้องเว้นวรรค ส่วนจ่าประสิทธิ์ขยับมาอยู่พรรคเพื่อชาติ

000 มาดูสีสันสนามเลือกตั้งเมืองหลวง “ลีลาวดี วัชโรบล” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เลือกลงสนามป้องกันแชมป์ที่เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) เพราะมั่นใจในฐานเสียงเดิม ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงบางซื่อ บางซ่อน และสาวกธรรมกาย จู่ๆ กรรมการบริหารพรรค ก็มีมติส่ง “ผู้กองมาร์ค” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ รองโฆษกเพื่อไทย ลงสมัครส.ส.เขต 7 แทน เพราะเลือกตั้ง 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) ผู้กองมาร์ค ก็เคยลงสมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ มาก่อน

ลีลาวดี กับผู้กองมาร์ค

000 ส่วน “ลีลาวดี” ถูกโยกไปลงส.ส.เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต) เป็นงานยากของ “ลี ธรรมกาย” ทันที เมื่อต้องเจอสายแข็ง “เจิมมาศ จึงเลิศศิริ” ค่าย ปชป.

000 เล่ากันว่า เพื่อไทยประเมินแล้วโอกาสที่ “ลี ธรรมกาย” จะพ่าย “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ค่าย ปชป.ที่เขต 7 บางซื่อ มีสูงยิ่ง แค่ลงพื้นที่สองสามหนเรตติ้งหมอเอ้กพุ่งพรวดๆ เพราะความเป็นหมอรูปหล่อ เก่ง และมากความสามารถ ขนาดคนเสื้อแดงบางซื่อส่วนหนึ่งยังเปลี่ยนใจจะเลือกหมอเอ้ก

หมอเอ้ก

000 สำหรับเจ้าถิ่นบางซื่อ “เอ็ม” ชื่นชอบ คงอุดม แห่งพรรคพลังท้องถิ่นไท ส่งภรรยา-พิมพ์อร คงอุดม ลงสนามเขต 7 เหมือนระยะแรกๆ “เอ็ม” อดีต ส.ส.เขตนี้ ก็ลงพื้นที่กรุยทางเหมือนจะลง ส.ส.เขต แล้วเกิดเปลี่ยนใจส่งภรรยาลงแทน

“เอ็ม” ชื่นชอบ คงอุดม อดีตส.ส.เขต บางซื่อ

พิมพ์อร คงอุดม

000 ปิดท้ายด้วยสีสันข่าวเลือกตั้งส.ส.เมืองช้าง “คง มีชัย” หรือหัวหน้าวงร็อคคงคย นักร้องกันตรึมร็อกชื่อดังในอีสานใต้และกัมพูชา ได้สมัครส.ส.สุรินทร์ เขต 7 (อ.ปราสาท อ.กาบเชิง อ.พนมดงรัก) ในนามพรรคเสรีรวมไทย

คง มีชัย หรือ ร็อคคงคย พรรคเสรีรวมไทย

นับเป็นนักร้องลูกทุ่งอีสานคนล่าสุดที่ประกาศตัวลงเล่นการเมือง ก่อนหน้านั้นก็มี สดใส รุ่งโพธิ์ทอง (ชพน.) เสรี รุ่งสว่าง (เพื่อชาติ) เด่นชัย สายสุพรรณ (สยามพัฒนา) และสนุ๊ก สิงห์มาตย์ (พลังประชารัฐ)

กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361631?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:19 น.
กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง,เลือกตั้ง,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 366 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

หากไม่นับรวมปัญหาฝุ่นจิ๋วแล้ว นาทีนี้สิ่งที่อยู่ในความสนใจของประชาชนกว่าค่อนประเทศ หนีไม่พ้นการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนน เรามาลองส่องดูงบประมาณของประเทศที่จัดเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 62 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วงเงินทั้งสิ้น 4,220,785,070 บาท

วงเงินมหาศาล ที่ทุ่มให้กับการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการควบคุมและจัดการการเลือกตั้งเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่ถูกอัดฉีดให้กับการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกไปใช้เสียง ทำความเข้าใจถึงบัตรเลือกตั้งแบบใหม่ บัตรเดียว กาเบอร์เดียว ส่งผล 3 ด้าน เลือก ส.ส.เขต นำไปคำนวณเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

งบเลือกตั้งรอบนี้ ยังเจือไปด้วยวัตถุประสงค์เพื่อทำการเมืองใหม่ ใครอาสามาเป็นผู้แทนหรือนักการเมือง ไม่ต้องลงทุนมาก มีเงินน้อย-ทุนต่ำก็สามารถเข้าถึงผู้มีสิทธิลงคะแนนได้ทุกครัวเรือน กกต.จึงออกระเบียบกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.เขตไว้ที่ 1.5 ล้านบาท และแบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 35 ล้านบาท เนื่องจากการเลือกตั้งรอบนี้ รัฐได้จัดสรรงบประมาณจัดพิมพ์เอกสารแนะนำตัวนักการเมือง พรรคการเมือง นโยบายพรรค และผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรค ส่งถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกครัวเรือน ห้ามซื้อเวลาออกอากาศกับสถานีโทรทัศน์และวิทยุ โดยรัฐจะเป็นผู้จัดสรรเวลาออกอากาศให้อย่างเท่าเทียม รวมถึงการดีเบตประชันนโยบาย

นอกจากนี้กฎหมายยังปิดช่องกรณีสื่อทีวีและวิทยุชุมชน แอบเป็นกระบอกเสียงให้แก่นายทุนพรรคการเมืองที่มีเครือข่ายเป็นเจ้าของสื่อ ด้วยโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ทำข่าวได้แต่ห้ามหาเสียง” เชิญหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครมาให้สัมภาษณ์ออกรายการก็ต้องเฉลี่ยเวลาออกอากาศให้เท่าเทียมกัน เทน้ำหนักให้บางพรรค นายสถานีอาจเข้าข่ายมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองหรือช่วยหาเสียง ก็เท่ากับพร้อมรับโทษทางอาญา

แม้แต่ผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัครแบบแบ่งเขตก็กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 20 คน พรรคการเมืองละไม่เกิน 10 เท่าของเขตที่ส่งลงสมัคร เปลี่ยนตัวผู้ช่วยหาเสียงหรือคนเดินแจกใบปลิวได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ใน 3 เพื่อปิดช่องการจ่ายเงินซื้อเสียงผ่านผู้ช่วยหาเสียง และป้องกันไม่ให้ผู้สมัครทุนหนา ได้เปรียบผู้สมัครทุนต่ำ

สำหรับงบจัดการเลือกตั้งวงเงินกว่า 4,220 ล้านบาท มีแผนการใช้จ่ายชัดเจน โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน วงเงินก้อนแรก 3,534,873,980 บาท บริหารจัดการโดยสำนักงาน กกต. เพื่อใช้จ่ายใน 13 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจจัดการเลือกตั้ง ส.ส. 1,814,353,400 บาท, ภารกิจตรวจสอบการปฏิบัติงานเลือกตั้งและการกระทำความผิดกฎหมายโดยผู้ตรวจการเลือกตั้ง 351,468,000 บาท, ภารกิจติดตามการเลือกตั้งให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการเลือกตั้งทั้งในและนอกราชอาณาจักร 38,126,100 บาท, ภารกิจเตรียมความพร้อมของบุคลากร วิทยากร และเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง 99,041,070 บาท, ภารกิจสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้ง 515,783,900 บาท

ภารกิจส่งเสริมการมีส่วนร่วม รณรงค์ประชาสัมพันธ์ 313,282,790 ล้านบาท, ภารกิจตรวจสอบการเลือกตั้งโดยองค์กรเอกชน 97,650,350 บาท, ภารกิจในการควบคุม สอดส่อง สืบสวนสอบสวน ไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาด และดำเนินคดีในศาล 169,653,250 บาท, ภารกิจติดตามประเมินผลการจัดการเลือกตั้ง 5,464,500 บาท, ภารกิจอำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง 41,320,000 บาท, ภารกิจสังเกตการณ์การเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศในราชอาณาจักร 2,785,000 บาท, ภารกิจรับรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง 10,679,620 บาท และภารกิจจัดการเลือกตั้งกรณี กกต.สั่งให้เลือกตั้งใหม่ 75,266,000 บาท

งบประมาณก้อนที่ 2 วงเงิน 685,911,090 บาท จะจ่ายอุดหนุนไปยังหน่วยสนับสนุนต่างๆ แบ่งเป็น 14 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิจ่ายให้สำนักบริหารการทะเบียน 146,821,090 บาท, ภารกิจเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการควบคุมการจัดการเลือกตั้ง จ่ายให้สำนักบริหารการปกครองท้องที่ 10,088,400 บาท, ภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย จ่ายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 95 ล้านบาท, ภารกิจเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ่ายให้ ศอ.บต. 2.5 ล้านบาท, ภารกิจรณรงค์เผยแพร่ความรู้การเลือกตั้ง จ่ายให้กระทรวงศึกษาธิการ 88,682,600 บาท, ภารกิจการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร จ่ายให้กระทรวงการต่างประเทศ 50 ล้านบาท, ภารกิจสนับสนุนศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งและสำนักงานเขต จ่ายให้ กทม. 30 ล้านบาท

ภารกิจประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสด บันทึกเทป ทำสปอต เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ 3 ช่อง 18 ล้านบาท, ภารกิจประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสด บันทึกเทป ทำสปอต เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยกรมประชาสัมพันธ์ 8 ล้านบาท, ภารกิจเฝ้าระวังไฟฟ้าในภูมิภาค 22 ล้านบาท, ภารกิจเฝ้าระวังไฟฟ้าในเขตนครหลวง 3 ล้านบาท, ภารกิจสื่อสารคมนาคม 51,024,000 บาท, ภารกิจขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง จ่ายให้บริษัทไปรษณีย์ไทย 160 ล้านบาท และภารกิจปรับปรุงระบบรายงานผลคะแนน จ่ายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล 8 แสนบาท เบ็ดเสร็จกว่า 4,200 ล้านบาท

รู้อย่างนี้แล้ว  “นัักการเมือง” อย่าให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสูญเปล่า  ก็แล้วกัน

“ต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป” ดร.คณาพจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป” ดร.คณาพจน์

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:57 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,พรรคไทยรักไทย,แพทองธาร ชินวัตร,ดรคณาพจน์ โจมฤทธิ์
เปิดอ่าน 405 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน” คือคำขวัญของ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่ใช้เปิดตัวและลงสมัครส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้

“ทษช.” นั้นหลายคนอ่านว่า พรรคนี้คือสาขาที่แยกตัวจากพรรคเพื่อไทยที่ต้องเปลี่ยนวิธีการเดินหมากการเมืองตามกติกาที่มีการวางไว้

“ทษช.“ ประกาศแล้วว่าพร้อมต่อยอดและสานต่อนโยบาย ”พรรคไทยรักไทย” ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองด้วยการเสนอชุดนโยบายแทนการเน้นตัวบุคคลและเปลี่ยนการเมืองแบบพลิกประวัติศาสตร์

วันนี้จุดขายของ ทษช. คือ การต่อยอดความสำเร็จของ ทรท. ด้วยวิธีคิดหมากการเมืองที่เดินหน้าด้วยคนรุ่นใหม่ รวมทั้งคนรุ่นใหญ่ที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองมาขับเคลื่อนพรรคให้สังคมตัดสิน

“ดร.คณาพจน์ โจมฤทธิ์” รองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของ “แพทองธาร ชินวัตร” ที่มีความสนใจทำงานการเมืองและหวังนำประสบการณ์ด้านที่ปรึกษากฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาปรับใช้ขับเคลื่อนประเทศและประชาชนให้หลุดพ้นจากกับดักและหลุมพรางความยากจน รวมทั้งวางแนวทางพัฒนาประเทศให้ทันต่อความเจริญของโลกที่เปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา

คณาพจน์ มองจังหวะของพรรคในวันนี้ที่จะเสนอชื่อให้สังคมตัดสินใจเลือกว่า “กฎหมายด้านการค้าและเทคโนโลยีที่รัฐบาลและคสช.ชุดนี้บังคับใช้นั้น ผมมองว่าเอื้อต่อกลุ่มทุนใหญ่มากเกินไปและช่วยบางพรรคที่รัฐบาลกับ คสช.ใช้หาเสียง กฎหมายการค้าที่ผูกขาดแบบนี้ หลายประเทศไม่ใช้กัน เช่น กฎหมายอีอีซีที่เอื้อทุนใหญ่และทุนต่างชาติ รวมทั้งให้สิทธิชาวต่างชาติมากไป เช่น การลดภาษีให้นักลงทุนต่างชาติ การให้ชาวต่างชาติเช่าพื้นที่ 99 ปี เสมือนเมืองไทยเสียสิทธิสภาพในอาณาเขตของเราเอง ในเรื่องแบบนี้เราควรให้คนไทยมีสิทธิในพื้นที่และการลงทุนดีกว่าไหม”

ธุรกิจของคนไทย คนตัวเล็ก สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีไปไม่ได้เลย หากมีสภาพกฎหมายในตอนนี้ เช่น คราฟท์เบียร์ ตามกฎหมายสุราที่บังคับใช้มาหลายสิบปีไม่เอื้อกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลย เพราะกำหนดจำนวนการผลิตขั้นต่ำไว้สูงมาก ซึ่งผู้ผลิตรายย่อยแทบไม่สามารถปฏิบัติตามได้เลย เมื่อสภาพกฎหมายบังคับใช้แบบนี้มันบีบให้คนรุ่นใหม่ไปลงทุนและจดทะเบียนในต่างประเทศที่กฎหมายเอื้ออำนวยให้แทน หรือกฎหมายการค้าที่ไม่เอื้อกับสภาพสังคมวันนี้ที่เปลี่ยนไป ไม่สอดรับกับข้อเท็จจริงของกระแสโลกที่เปลี่ยนเร็วมากในทุกวันนี้ หากทุกฝ่ายมีความเข้าใจการจ้างงาน ระบบการเงิน การลงทุนจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น

“วันนี้ตัวเลขดัชนีต่างๆ ในเมืองไทยสะท้อนชัดแล้วว่า ความจนกระจาย ความรวยกระจุกตัว ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีมากขึ้น”

   0 แนวทางที่ ทษช.จะนำมาใช้ในอนาคตหากได้รับโอกาส
“ผมมองว่าเราควรรื้อระบบมาตรการภาษีที่สอดรับกับความจริง ควรมีมาตรการภาษีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เรียกเก็บตามอัตราก้าวหน้าที่เหมาะสมกว่านี้ ถึงแม้ว่าภาครัฐพยายามดำเนินการมายาวนาน แต่สุดท้ายก็ถูกล็อบบี้โดยกลุ่มทุนใหญ่ ทำให้อัตราภาษีในทรัพย์สินนั้นยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำอยู่ ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังมีอยู่

ผมพูดง่ายๆ กฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุนที่ล้าสมัยควรปรับปรุง เพราะมันบัญญัติขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว มันต้องทันสมัยเข้ากับโลกวันนี้ เพื่อให้โอกาสคนที่ถูกกดทับในสังคมจำนวนมากมีโอกาสประกอบอาชีพในวันนี้และวันข้างหน้าและอิงกับการพัฒนาประเทศให้พร้อมนานาชาติด้วย”

  0 ปัจจัยที่ทำให้กฎหมายเมืองไทยใช้บังคับไม่เต็มสูบ
“ที่ผ่านมาในระบบราชการนั้น กลไกนี้อาศัยกฎหมายเป็นตัวบัญญัติและข้าราชการนำไปขับเคลื่อน หากไม่ทำ หรือทำแบบไม่เข้าใจ หรือบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มที่ หรือกฎหมายล้าสมัย ระบบมันก็ไม่สมบูรณ์ สังคมก็เดือดร้อน เพราะกฎหมายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากกฎหมายล้าสมัย ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศก็เป็นได้

หากวันนี้พรรคไทยรักษาชาติได้โอกาสในการทำหน้าที่ ส.ส. จะเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้ทั้งระบบเพื่อให้สิทธิประชาชน ผู้ประกอบการ มีโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นในการประกอบอาชีพ และสิทธิที่เพิ่มขึ้นในทางเลือกสินค้าและบริการ

หากถามว่ารัฐบาลชุดนี้ก็แก้ไขกฎหมายและระเบียบหลายฉบับตามที่รัฐบาลอ้างว่าปฏิรูปเพื่อให้ประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น ผมในฐานะที่ทำงานด้านที่ปรึกษากฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมามองว่า ในต่างประเทศนั้นมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังกว่าเมืองไทย การค้า การลงทุน การพัฒนาประเทศในยุค 4.0 จึงเดินหน้า กฎหมายบ้านเรานั้นผมมองว่ามีช่องว่างเยอะ มีการตีความเยอะ และไม่บังคับใช้แบบจริงจัง

ผมย้ำว่าเมืองไทยยังไม่มีการปฏิรูปกฎหมายที่จริงจัง เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลคือข้าราชการที่ยังมีความเกรงใจกันในระหว่างหน่วยงาน ทำให้ไม่กล้าแก้ไขเพราะด้วยความเป็นพวกเดียวกัน เกรงใจกัน ฉะนั้นพรรคมีมาตรการจัดโครงสร้างใหม่ใช้กฎหมายขับเคลื่อน เพราะหากไม่แก้ไขแบบจริงจัง ระบบจะไม่เดิน เพราะกฎหมายกับระบบราชการมันต้องเดินสองขาควบคู่กัน หากเดินไม่ได้ ก็ทำงานไม่ได้ คนไทยก็ลำบากแบบวันนี้”

  0 แนวทางที่จะไม่ให้บ้านเมืองเดินกลับในมุมเก่า
“พรรคมีแนวทางว่า การปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อต่อธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้ มันจะช่วยคนไทย และเราจะต้องมีการวางแพลตฟอร์มที่คนไทยทุกคนเข้าถึงได้สะดวกและเอื้อต่อการลงทุนให้ทัดเทียมนานาชาติได้

วันนี้หากติดตามสถานการณ์การลงทุนในโลกและไทยจะพบว่าทุนขนาดใหญ่และทุนขนาดเล็กรวมทั้งสตาร์ทอัพที่มีความสามารถของคนไทยไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แล้วเพราะสะดวก ตรงนี้เมืองไทยจะเสียประโยชน์คือ เงินทุนไหลออก แรงงานไหลออก และมันสมองไหลออก ตรงนี้หากมีคำถามว่าเมืองไทยเสียโอกาสเพราะอะไร คำตอบคือสิ่งที่ผมกล่าวในข้างต้น จนส่งผลให้ประเทศไทยพัฒนาล่าช้าและเสียประโยชน์

และอีกหนึ่งสิ่งที่ดำเนินการควบคู่กันคือการใช้สื่อออนไลน์ในโลกวันนี้ กฎและกติกาต่างๆ ที่รัฐบาลและ คสช.บัญญัติออกมานั้น ถามว่าเอื้อหรือไม่กับสภาพสังคมวันนี้ เมื่อพรรคไทยรักษาชาติเกิดขึ้นมาด้วยการรวมตัวของคนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางการบริหารประเทศมาทำงานในพรรคนี้ เพราะพวกเราทำงานกันง่ายในฐานะพรรคใหม่และต้องเร่งเสนอนโยบายเหล่านี้ต่อสังคมให้พิจารณา”

 0 ความพร้อมของพรรคเป็นอย่างไรหลังเปิดตัวมาแล้ว 4 เดือน
“พรรคเราคือพรรคใหม่ที่ใช้สื่อออนไลน์สื่อสารกับสังคมคู่กับการลงพื้นที่แนะนำตัวกับประชาชนในเขตต่างๆ เพื่อให้สังคมรู้จักพรรคและนโยบายของพรรคมากขึ้น วันนี้กระแสตอบรับพรรคดีมากขึ้น พวกผมมาทำงานตรงนี้เพราะมองว่าอุดมการณ์ที่พวกเรายืนอยู่นั้นจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้า และไม่กลัวการกลั่นแกล้ง เราต้องพิสูจน์ให้สังคมรู้ว่าคนรุ่นใหม่และแนวทางใหม่ที่พรรคเสนอนั้น เราต่อยอดจากพรรคไทยรักไทยที่สร้างความสำเร็จมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เรานำมาพัฒนามันให้ดีขึ้นเพื่อประชาชนได้ประโยชน์ เราต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป

วันนี้กติกาการหาเสียงเกิดขึ้นแล้ว วันนี้ กกต.มีระเบียบบังคับการหาเสียง วันนี้ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียนั้นคือการสื่อสารสองทางที่สามารถสื่อสารโดยตรงได้ทันที พรรคสามารถสื่อสารนโยบายพรรคออกไป รวมทั้งรับฟังสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้พรรคดำเนินการได้ทันที ตรงนี้มันเกิดประโยชน์ต่อสังคมได้จริงและมีผลกระทบอย่างแท้จริง ที่ไม่ต้องใช้เงินมากนัก การหาเสียงทางระบบนี้ในหลายประเทศนำมาใช้ มันลดต้นทุนของแต่ละพรรค พรรคมีแนวทางที่จะพัฒนาระบบการสื่อสารออนไลน์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ทางการเมืองแบบไม่ผิดกติกา รวมทั้งจะวางมาตรการเหล่านี้เพื่อช่วยคนไทยในด้านต่างๆจากนโยบายพรรคด้วย”