ล้มรถไฟฟ้าความเร็วสูง! “ข้าไม่ได้ เอ็งก็อย่าได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361626?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้มรถไฟฟ้าความเร็วสูง! “ข้าไม่ได้ เอ็งก็อย่าได้”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:52 น.
การรถไฟแห่งประเทศไทย,รฟท,รถไฟฟ้าความเร็วสูง,ลงทุนแบบ ppp
เปิดอ่าน 16,772 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย.. ฅนไท  ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ 

เกือบสองเดือนนับแต่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ให้เอกชนผู้สนใจยื่นแผนลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

เมื่อ 12 ธันวาคม 2561 ในรูปแบบการลงทุนแบบ ppp คือเอกชนลงทุนก่อสร้างแล้วรัฐผ่อนชำระคืนเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว

รฟท. ได้เรียกเอกชนรายแรกที่ยื่นข้อเสนอเรียกผลตอบแทนจากรัฐต่ำสุดมาเจรจาเงื่อนไข นั่นคือกลุ่ม ซีพี แต่การเจรจายืดเยื้อ เพราะข้อเสนอหรือเงื่อนไขที่กลุ่มซีพีเสนอในโครงการนี้ “ยาก” ที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนผู้เข้าลงทุนจะยุติได้ เพราะกรรมการบางคนเกรงว่าข้อเสนอของเอกชนที่เสนอเรียกผลตอบแทนจากรัฐในเชิงตัวเลขงบประมาณจะต่ำ แต่ข้อเสนอนั้นอาจจะเข้าข่ายไม่ชอบด้วยเงื่อนไขการประมูลได้

มีรายงานว่าติดขัดกันถึง 11 เงื่อนไข ทำให้การเจรจาถูกผลัดออกไปหลายรอบ แต่ที่เป็นหัวข้อใหญ่จริง คือการประกันผลกำไร การรับประกันอัตราดอกเบี้ยต่ำและการชำระเงินของภาครัฐทันทีที่เริ่มก่อสร้าง มิใช่โครงการเสร็จแล้ว ทำให้เงื่อนไขเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการเดินหน้าเจรจาต่อระหว่างกรรมการคัดเลือกกับเอกชนหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมถอย

แต่ถ้าคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทั้ง 7 คน อันประกอบด้วย วรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า รฟท. (ประธาน),ภูษิต ชัยฤทธิ์พงศ์ ผู้แทนคมนาคม,ธาริศร์ อิสระยั่งยืน ผู้แทนอีอีซี,วิเชียร สุดรุ่ง ผู้แทนอัยการสูงสุด,กนกรัตน์ ขุนทอง ผู้แทนสำนักงบประมาณ,พิมเพ็ญ ลัดพลี ผู้แทน สบน.และสุจิตต์ เชาวน์ศิริกุล ผู้แทน รฟท. กรรมการและเลขานุการ ยอมถอยและไปกระทำผิด TOR ที่ประกาศไว้ก่อนการยื่นซองประมูล ก็อาจจะเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จึงมีข่าวว่ามีการวิ่งเต้นที่จะให้มีการล้มประมูลครั้งนี้เสีย แล้วให้ รฟท. เขียน TOR ใหม่เพื่อเปิดประมูลรอบใหม่ หากเป็นดังนั้นนอกจากการเกิดขึ้นของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินจะล่าช้าเพราะ “แท้ง” เสียตั้งแต่ก่อนเกิด เอกชนรายอื่นก็อาจจะยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาและ รฟท. ที่คิดล้มการประมูลครั้งนี้
จงอย่าให้ใครนินทาได้ว่า คณะกรรมการและ รฟท. ช่วยเหลือใครโดยไม่ถูกต้องเพราะมีประกาศิตจากใครบางคนว่า “ถ้าข้าไม่ได้ เอ็งก็หวังว่าอย่าได้” ทั้ง รฟท.และคณะกรรมการอย่าเอาเกียรติและศักดิ์ศรีที่ท่านมี มาทิ้งไว้เพียงแค่นี้ จงทำสิ่งที่ถูกต้อง!

ศึกเมืองหมอแคน “จงอางผยอง” ฉก “นอมินีเพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกเมืองหมอแคน “จงอางผยอง” ฉก “นอมินีเพื่อไทย”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:32 น.
โอ๊ค พานทองแท้,ชินวัตร,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พรรคภูมิใจไทย,เอกราช ช่างเหลา,พรรคพลังประชารัฐ,อรอนงค์ สาระผล,ไทยรักไทย,จงอางผยอง,วัฒนา ช่างเหลา
เปิดอ่าน 3,464 ครั้ง

คอลัมน์…   สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ทายาทตระกูลชินวัตร “โอ๊ค พานทองแท้” เดินทางไปให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ทั้ง 10 เขต เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากสื่อทุกสำนัก เนื่องจากขอนแก่นเป็นที่มั่นทางยุทธศาสตร์ของเพื่อไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมเพื่อไทยเมืองหมอแคน เจอคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าพรรคภูมิใจไทย เมื่อปี 2554 เพราะมหาเศรษฐีอีสาน “เอกราช ช่างเหลา” อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ลงชนแชมป์เก่า

เฉพาะเขต 2 อ.เมืองขอนแก่น (12 ตำบล) และ อ.ซำสูง พรรคพลังประชารัฐ คาดหวังไว้สูงยิ่งว่าจะได้เก้าอี้ ส.ส.จากเขตนี้

เดิมที “ภูมิ สาระผล” อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นผู้แทนฯ เขตนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้ง 13 กันยายน 2535 แต่วันนี้ ภูมิยังอยู่ในเรือนจำจากคดีจำนำข้าว จึงเป็นหน้าของภรรยา “อรอนงค์ สาระผล” ลงสนามแทน

ก่อนจะเป็นนักการเมือง ภูมิประกอบอาชีพเป็นทนายความ และลงสมัครส.ส.ขอนแก่น ได้ครองเก้าอี้ส.ส.เขต จังหวัดขอนแก่นถึง 7 สมัย แต่ก็ย้ายมาหลายพรรค

แม้ภูมิจะเป็นส.ส.อาวุโสที่สุด และทำงานหนักเพื่อพรรคมาตลอด ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย จึงได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

ตำแหน่งเสนาบดีเป็นทัั้งโชคและเคราะห์ เมื่อภูมิต้องเข้าไปอยู่เรือนจำ กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) “อรอนงค์ สาระผล” อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น จึงต้องลงสนามแทนสามี

ส่วนผู้ท้าชิงชื่อ “ต้อม” วัฒนา ช่างเหลา ประธานสโมสรขอนแก่น ยูไนเต็ด และอดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น

คนหนุ่มหน้าตาดี มีบิดาชื่อ “เอกราช ช่างเหลา” จึงผงาดทำทีมลูกหนังฉายา “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด ให้โด่งดังชั่วเวลาไม่กี่ปี

เอกราชมีอาชีพดั้งเดิมเป็นอดีตครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น เติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น มีตำแหน่งสูงสุดในฐานะรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น รองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธานชมรมสหกรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เศรษฐีใหม่เมืองขอนแก่นมีกิจการโครงการบ้านจัดสรรชื่อหมู่บ้านเมืองเอก และเสี่ยใหญ่ให้ความสนใจวงการฟุตบอลลีกไทย เคยเจรจาขอซื้อทีมขอนแก่น เอฟซี ของตระกูลชนะวงศ์ มาบริหาร แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจซื้อทีมปากช่อง ยูไนเต็ด จากกลุ่มการเมืองโคราชมาครอบครอง เปลี่ยนชื่อเป็นขอนแก่น ยูไนเต็ด ใช้งบประมาณในการทำทีมมากถึงปีละ 50 ล้านบาท

วันนี้ “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด ภายใต้การบริหารของเสี่ยต้อม เลื่อนชั้นจากลีกบ้านนอกที 4 สู่ออมสินลีกโปร ที 3 ฤดูกาล 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอกราชเคยลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. และส.ว.ขอนแก่น ไม่ประสบความสำเร็จ จึงปรับตัวมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น จนผลักดันให้ลูกชาย-วัฒนา ก้าวขึ้นไปเป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น

ดูเหมือนว่าช่วงหนึ่งเอกราชติดร่างแหว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยงแดง” แต่ก็เคลียร์ได้ เมื่อ คสช.ตั้งให้เป็นสมาชิก สปช.ก็มีเสียงวิจารณ์ดังอึงอลทั่วขอนแก่น

เมื่อเอกราชได้รับการแต่งตั้งเป็นสปช. ก็ได้สร้างเครือข่าย “เพื่อนเอกราช” ในพื้นที่ขอนแก่น เหมือนแนวทางของเนวิน ชิดชอบ ที่สร้างกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ขึ้นมา

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ตอนแรกเอกราชได้รับการทาบทามให้ช่วยค่ายภูมิใจไทยอีกสมัย แต่เมื่อ “ผู้ใหญ่มากบารมี” ต่อสายตรงถึงเอกราช ชวนให้มาช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ เขาตอบตกลงทันที

การเผชิญหน้าของ “อาจารย์เต่า” ภรรยาของภูมิ กับ “เสี่ยต้อม” ลูกชายของเอกราช เขต 2 เมืองหมอแคน จึงเปรียบเสมือนมวยคู่เอกของสมรภูมิเมืองหมอแคน

แดงเหมือนอยู่นี่…แดงแท้ไปโน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงเหมือนอยู่นี่…แดงแท้ไปโน่น

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
คนเสื้อแดง,สสปาร์ตี้ลิสต์,พรรคเพื่อไทย,ทษช,พท
เปิดอ่าน 2,368 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

เผยแล้วรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อแม้วและสาขา ที่หลายคนงงว่าทำไมไม่ส่งลงเต็มสูบ…

น่าแปลกหรือไม่ที่วันนี้แชมป์เก่าและเครือข่ายไม่สู้สุดใจ…ตอบว่าฉงนเล็กๆ แต่เมื่อเช็กรายชื่อกำลังพลของพลพรรคคนรักแม้วและน้องปูแล้ว อ่านรหัสได้มิยากเลย…

ทราบว่านายใหญ่และน้องปูเคาะชื่อกันยันนาทีท้ายๆ ก่อนยื่น กกต. โดยต้องยอมตัดหลายคนที่เคยสู้มาออกไปเพียบ…เพราะต้องเน้นบนจังหวะนี้แบบว่า ยอมลงให้พรรคอื่นแม้แต่คนเดียวนั้น …กระทำไม่ได้เลย

คำตอบง่ายๆ ที่เจาะมาหลายวันและคนไทยทราบดีว่า พรรคเพื่อแม้วแบ่งกันเดิน แบ่งกันโกยแต้ม หากใครถามมาก็อ้างไปว่าไม่มีฮั้วทั้งสองพรรคและทั้งสองระบบ…แต่จำต้องแยกกัน เพราะกติกาที่วางไว้

เพื่อไทยส่ง 97 ชีวิตลงชิงปาร์ตี้ลิสต์ และไทยรักษาชาติส่ง 108 คนในบัญชีแบบเดียวกัน ส่วนเพื่อชาติ “รอนิด” เพราะแกนนำเสื้อแดงในต่างถิ่นส่งคนประชันเยอะจนต้องรอเคาะ ส่วนระบบเขตนั้นหลายคนรู้กันทั่วบางไปเมื่อวันก่อนแล้ว…

เท่ากับว่าพรรคเพื่อแม้วเสมือนยอมไม่เป็นเบอร์ 1 ในการส่งผู้สมัคร ส.ส.เป็นครั้งแรก แต่เมื่อบวกตัวเลขยามเข้ารัฐสภาแห่งใหม่ คนของพรรคเพื่อแม้วน่าจะเดินยืดได้ว่าไม่ได้มาคนเดียวเพราะเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์มาด้วยเพียบ…

เมื่อมองดีๆ จะพบว่าคราวนี้เพื่อแม้วขนกำลังพลเกรดพรีเมียมลงเก็บแต้มแบบเน้นๆหรืออย่างน้อยต้องไม่หลุดอันดับที่สามของแต่ละเขต แบบเอาชัวร์ไว้ทั้งชนะและแพ้ และเลือกเอาคนหน้าใหม่บ้างและเน้นคนเก๋าที่มีชื่อมาลงแบบสลับฟันปลาในปาร์ตี้ลิสต์ นัยว่าเพื่อเอาชัวร์และเชื่อว่าคนไทยยังจะกาแต้มให้ (แม้อาจไม่ชอบผู้แทนฯ ระบบเขตก็ตาม แต่ชอบปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า)

ของแบบนี้น้องปูและนายใหญ่อ่านเกมและเน้นแล้วว่าชื่อเหล่านี้ขายได้และขายง่าย…รวมทั้งยังเป็นการบอกใบ้ด้วยว่า งวดนี้และงวดหน้าใครจะเป็นกำลังหลักสู้เพื่อแม้วในอนาคต

ลองไปดูเลย 20 อันดับแรกของพท.และทษช.ในปาร์ตี้ลิสต์นั้น “สายตรงใครบ้าง…” ของแบบนี้อ่านมิยาก

แต่ที่น่าพินิจกว่าเลือกตั้งหนก่อน คือ “คนเสื้อแดง” คราวนี้ติดอันดับ 1-20 น้อยมากๆๆๆๆ ทั้งสองพรรค ไม่เชื่อลองไปตรวจทานเลยว่าจริงหรือไม่…

เหตุผลไม่ยากในการตีความ…เพราะวันนี้ปาร์ตี้ลิสต์แทบจะเป็นของแถมเกรดดีเพื่อให้สินค้าที่แทบทุกพรรคอยากขายตรงคือ ส.ส.เขตนั้นมีมูลค่าบวกขึ้นไป ฉะนั้นสินค้ามีตำหนิมิควรอยู่บนรายชื่อต้นๆ ของแต่ละพรรค และแว่วว่าคราวนี้กระแสแดงแผ่วเพราะหลากเหตุจนพี่แม้วและน้องปูต้องยอมตัดและเลื่อนลำดับคนเสื้อแดงหลายคนลงไป

เพราะเกมคราวนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งนารีขี่ม้าขาว 49 วันเข้าเส้นชัยเพราะปัจจัยมันเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์

แต่ปัจจัยบางอย่างนั้น ใครบางคนมั่นใจว่าใช้ได้เสมอ เพราะบางคนในบางพรรคยังเอาชื่อพี่แม้วและน้องปูมาเปลี่ยนกับชื่อจริงของตัวเองเพื่อลงสมัครผู้แทนฯ งวดนี้จนเป็นข่าวดังไปทั้งเมือง

แต่ที่แน่ๆ คือ พท.แทบไร้แดงแท้ ทษช.มีไว้บ้าง หากใครยึดมั่นแดงก็ไปที่ พช.

หมากของแม้วกับคนเสื้อแดงชัดแล้วในยามนี้

ทิ้งลูกไปปาร์ตี้..พ่อแม่สายย่อ(ควร)ผิดอีกกระทง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361370?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งลูกไปปาร์ตี้..พ่อแม่สายย่อ(ควร)ผิดอีกกระทง?

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
พ่อ,แม่,สายย่อ,ปาร์ตี้,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 463 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

เหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะเหล่าสถานประกอบการ หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน ที่จัดปาร์ตี้ให้แก่นักท่องราตรี แทบทุกแห่งที่ถูกเข้าดำเนินการเหมือนเป็นแหล่ง “มั่วสุมเสพยาเสพติด” ปล่อยให้เด็กเยาวชนเข้าไปเที่ยวโดยไม่แยแสสังคมและกฎหมายของบ้านเมือง ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจในพื้นที่ หรือตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษจากนอกหน่วย รวมถึงการเข้าไปตรวจจับกุมของกรมการปกครอง

เช่นเดียวกันกับปฏิบัติการตรวจจับสถานบันเทิง “400 ซีซี” ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. ที่จัดปาร์ตี้ต้อนรับวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องจากค่ำคืนวันที่ 31 มกราคม ด้วยคอนเซ็ปต์ “UPSIZE เต้นยังไงให้ได้ผัว…”

การดำเนินการตรวจสถานบันเทิงในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ นำโดย พ.ต.อ.นพดล กาญจนพันธุ์ ผกก.สน.หนองค้างพลู พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผู้กำกับการกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผกก.ดส.บช.น.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร (ป.ป.ส.กทม.) สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้น หลังมีข้อมูลว่าปาร์ตี้ที่จัดขึ้นมีนักเที่ยวเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ลักลอบเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก และเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดของบรรดานักท่องราตรี ซึ่งผลการตรวจสอบก็เหมือนหลายครั้งในหลายๆ แห่ง คือมีเด็กเยาวชนเข้าไปเที่ยว ฉี่ม่วงอีกอื้อ ยาเสพติดหลากชนิดพร้อมอุปกรณ์การเสพอีกเพียบถูกทิ้งเกลื่อนพื้น !

แต่ทว่าการบุกจับผับในครั้งนี้กลับมีความผิดปกติต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ชนิดที่เรียกว่า “ตำรวจผงะ” “นักข่าวตะลึง” เพราะระหว่างที่กำลังลำเลียงผู้ต้องหาขึ้นรถเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สน.หนองค้างพลู ดำเนินคดี ได้พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ตม 4655 กรุงเทพมหานคร จอดติดเครื่องเปิดแอร์ลดกระจกอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าสถานบันเทิง โดยในรถมีเด็กหญิงวัย 3 ขวบ นอนหลับแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ส่วนพ่อแม่เด็กไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น “พ่อแม่สายย่อ” วัย 30 ปี ที่ถูกจับเสพยาเสพติด เนื่องจากมีผลปัสสาวะเป็นสีม่วงทั้งคู่ สุดท้ายต้องกระเตงลูกน้อยไปโรงพัก พร้อมกับบอกว่า ระหว่างปาร์ตี้ในผับจะสลับกันออกมาดูลูกทุกๆ 15 นาที

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.จิรกฤต บอกว่า กฎหมายและความผิดที่เกิดขึ้นของพ่อแม่เด็ก 3 ขวบ คือข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนการทิ้งลูกไว้ในรถลำพังนั้นอันตรายยังไม่เกิด จึงทำอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทำได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าหากเด็กได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาการสาหัสหมดสติในรถ ก็จะถูกแจ้งข้อหา “กระทำการประมาท” เหมือนกับกรณีที่ครูหรือคนขับรถโรงเรียนลืมเด็กไว้ในรถ ส่วนอัตราโทษก็จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าเสียชีวิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หากอันตรายสาหัสต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพ่อแม่สายย่อ ถ้าเป็นในต่างประเทศต้องถูกจับดำเนินคดีส่งให้ศาลตัดสิน เช่นในประเทศออสเตรเลีย เพียงแค่แม่ทิ้งลูก 10 ขวบ กับ 5 ขวบ ไว้ในรถลำพังเพียงแค่ 5 นาที เพราะแวะจอดรถเข้าไปซื้อของในมินิมาร์ท โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่กับเด็กยังต้องถูกยื่นฟ้องขึ้นโรงขึ้นศาล ประวัติดีไม่มีเจตนาละเลยก็รอดถูกยกฟ้อง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ทิ้งลูกไว้ในรถลำพังแล้วพ่อแม่ไปปาร์ตี้ในผับเห็นทีจะไม่รอด

งานนี้ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของเด็กที่ไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง เพียงแต่โชคร้ายที่มีพ่อแม่ไม่ใส่ใจสวัสดิภาพของลูกน้อยตาดำๆ..!!

ส่องบัญชีรายชื่อ “เซเลบแดง” รั้งท้าย เสร็จศึกลอยแพขุนพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องบัญชีรายชื่อ “เซเลบแดง” รั้งท้าย เสร็จศึกลอยแพขุนพล

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:24 น.
บัญชีรายชื่อ,สสบัญชีรายชื่อ,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,การหาเสียง,การเลือกตั้ง,เลือกตั้ง สส,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,แกนนำ นปช,แกนนำเสื้อแดง,คนเสื้อแดง
เปิดอ่าน 11,674 ครั้ง

มาดูการจัดลำดับรายชื่อของพรรคสีแดง ส่องไปส่องมา เห็นแต่  “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ได้อันดับ 7 ดีที่สุดคนเดียว ที่เหลืออีกหลายคน น่าเป็นห่วง

000 หากสำรวจ “กระแสมวลชน” ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ปรากฏว่า “แดง” ไม่แรงจัดเหมือนเลือกตั้ง 2554 อาจจะเป็นว่า ช่วงรัฐบาลประยุทธ์ ฝ่ายความมั่นคง “บล็อก” การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจนแทบกระดิกตัวไม่ได้

          000 ฉะนั้น “บัญชีรายชื่อ” ของ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคไทยรักษาชาติ” จึงมีการจัดลำดับสำหรับ “แกนนำแดง” ไว้ในลำดับท้ายๆ เฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ ที่คาดหมายว่าจะโกยแต้มให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 108 คน แต่ดูจากการจัดลำดับแล้ว พบว่าแกนนำ นปช. และแกนนำแดงท้องถิ่น ที่พาเหรดมาอยู่พรรคน้อง ทษช. ได้ลำดับต่ำกว่า 20 ลงไปถึง 60 

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่อยู่โซนปลอดภัย

          000 ส่องดูชัด–ชัด มี “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ได้อันดับ 7 ดีที่สุดคนเดียว ส่วนที่เหลือ อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง, อุบลกาญจน์ อมรสิน, ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง, เหวง โตจิราการ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท, พายัพ ปั้นเกตุ, มยุเรศ โคตรชมภู และ กรวีร์ สาราคำ อยู่ในโซนต่ำกว่า 20 ลงไป ถือว่า “เสี่ยงสอบตก” สูง และไม่ต่างจากแกนนำ นปช.คนดังที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย อย่าง “นิสิต สินธุไพร“ และ ชาญยุทธ เฮงตระกูล อยู่ในอันดับต่ำกว่า 40 

          000 วันแรกของการรับสมัคร ส.ส.เขตทั่วประเทศ “มือปราบทุนสีเทา” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำทีมงานจับกุม “นายทุนเงินกู้” ในพื้นที่ศรีสะเกษ ปรากฏว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับ 5 คน และในกลุ่มนี้มีนักการเมืองสองคนคือ “สุนีย์ อินฉัตร” อดีตส.ว.ศรีสะเกษ และ “มาลินี อินฉัตร” อดีตส.ส.ศรีสะเกษ  ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

          000 20 ปีมาแล้วคนศรีสะเกษจะได้ยินชื่อ “สุนีย์ อินฉัตร” ในนามผู้ใจบุญสุนทาน มีพื้นเพเป็นชาวนครสวรรค์ จากนั้นได้ย้ายถิ่นฐานไปประกอบธุรกิจที่ชลบุรี ประสบผลสำเร็จบนเส้นทางสายธุรกิจ จึงได้เดินสายทำบุญ จนมาปักหลักที่ อ.ปรางค์กู่ ตั้งแต่ปี 2537 และได้ตั้ง “มูลนิธิสุนีย์ อินฉัตร” ช่วยเหลือเด็กยากจน

สุนีย์ อินฉัตร กับผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อชาติ

          000 เลือกตั้ง 2538 “แม่สุนีย์” ของชาวบ้านให้การสนับสนุน “เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ลงสมัครส.ส. และได้รับเลือกเป็น ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคชาติพัฒนา เวลานั้นนักการเมืองแดนดอกลำดวนหลายคนได้เข้ามาพึ่งพาแม่สุนีย์ จนทำให้เธอได้รับชัยชนะในศึกชิง ส.ว.ศรีสะเกษ ปี 2547 

          000 เมื่อได้ตำแหน่ง ส.ว.ศรีสะเกษ “แม่สุนีย์” จึงดันลูกสาว “มาลินี อินฉัตร” เป็น ส.ส.ศรีสะเกษ ปี 2548 สังกัดไทยรักไทย หลังจากนั้น “มาลินี” ก็ย้ายออกจากค่ายทักษิณ แล้วสอบตกก็กลับมาค่ายเพื่อไทย ถูกเตะไปอยู่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลือกตั้ง 2562 “แม่สุนีย์” กับลูกสาว “มาลินี” จัดทัพ “เพื่อชาติ” ส่งคนเสื้อแดงลงสนาม ส.ส.ศรีสะเกษทุกเขตเลือกตั้ง หวังเรียกศรัทธากลับคืนมาอีกหน 

 

มาลินี อินฉัตร กองหนุนพรรคเพื่อชาติ

          000 เหมือนจะจบแต่ไม่ยุติ จากเขต 1 สงขลา “เจือ ราชสีห์” อดีตส.ส. แพ้ไพมารีโหวตให้ “สรรเพชญ บุญญามณี” ลูกชายของนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา ก็ลามไปที่เขต 3 “วิรัตน์ กัลยาศิริ” อดีตส.ส. อยู่ระหว่างการรักษาตัว หลังการเข้ารับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลัง จึงมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส. ทางพรรคประชาธิปัตย์วางแผนส่ง “ไพร พัฒโน” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ลงสมัครแทน และ “ไพร” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งเรียบร้อย

วิรัตน์ กัลยาศิริ

          000 ไม่ทันข้ามคืน “ไพร” แถลงถอนตัวพร้อมมีชื่อ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จะมาลงส.ส.เขต 3 ทำเอากรรมการบริหารพรรค ปชป.ต้องประชุมแก้ไขปัญหาด่วน สุดท้ายหวยก็มาลง “วิรัตน์” อีกเช่นเดิม 

ไพร พัฒโน 

          000 เขต 3 สงขลา เดิมเป็นพื้นที่ของ ไพร พัฒโน สมัยที่เคยดำรงตำแหน่งส.ส.ประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2547 โดยมี วิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมนักกฎหมายคนสำคัญของพรรค ขยับขึ้นมาเป็น ส.ส.เขต 3 ยุคหลัง

พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี กับ ชวนหลีกภัย

          000 จริงๆ แล้ว “พี่หลวงคร” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ลูกหาดใหญ่ เตรียมสู้ศึกชิงนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ มาก่อนเกษียณอายุราชการตำรวจในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว แต่เวลานั้นก็มีข่าว “พฤกษ์ พัฒโน” รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับพี่ชายมาถึง 2 สมัยพร้อมชน “พี่หลวงคร” ในสีเสื้อทีมของตัวเอง

“บิ๊กเมา”แจงไม่ล้มพูดคุย”มารา ปาตานี” แต่ย้ำต้องทำตามขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิ๊กเมา”แจงไม่ล้มพูดคุย”มารา ปาตานี” แต่ย้ำต้องทำตามขั้นตอน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
มารา ปาตานี,พลออุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์,บิ๊กเมา,ชายแดนภาคใต้,สุกรี ฮา,พลออุดมชัย
เปิดอ่าน 266 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

“พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ยังพร้อมที่จะพูดคุยกับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ต่อไป เพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอน คือหารือกำหนดประเด็นร่วมกับคณะทำงานเทคนิคเสียก่อน

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังพบกับความท้าทายอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม “มารา ปาตานี” ออกแถลงการณ์ และคำแถลงผ่านคลิปวิดีโอของ นายสุกรี ฮา หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝั่งมารา ปาตานี ยืนยันไม่ร่วมโต๊ะพูดคุยเพื่่อสันติสุขฯ กับรัฐบาลไทยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และระงับการพูดคุยเอาไว้จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยผ่านไปก่อน พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จาก พล.อ.อุดมชัย เป็นบุคคลอื่น

สาเหตุความไม่พอใจของ “มารา ปาตานี” อ้างว่าเป็นเพราะ พล.อ.อุดมชัย ไม่ยอมเข้าร่วมการพูดคุยแบบเต็มคณะกับ “มารา ปาตานี” แต่ยื่นข้อเสนอจะนัดพบและพูดคุยกับนายสุกรี ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้ “มารา ปาตานี” รู้สึกผิดหวังกับท่าทีของ พล.อ.อุดมชัย และดูจะขัดแย้งกับคำประกาศก่อนหน้านี้ว่าพร้อมพูดคุยกับทุกกลุ่ม

หากพิจารณาแถลงการณ์และคำแถลงจาก “มารา ปาตานี” ก็จะเห็นว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบใหม่ และสุ่มเสี่ยงจะล่มไปอีกครั้งช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 50 วัน แต่ พล.อ.อุดมชัยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมข่าวอิศรา” ยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยไม่ได้สะดุดหรือล้มไป เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน คือคณะทำงานเทคนิคประชุมนอกรอบกันก่อนเพื่อกำหนดประเด็น ก่อนที่จะมีการพูดคุยแบบเต็มคณะ เพื่อไม่ให้ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันในบางเรื่องที่สามารถตกลงกันได้ก่อนล่วงหน้า

“ผมยังยึดหลักให้เกียรติทุกกลุ่มเหมือนเดิม และจะไม่ออกคลิปตอบโต้ใครทั้งนั้น ยืนยันว่าเราพร้อมคุยกับทุกกลุ่มโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพียงแต่การเดินทางไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปพบผู้อำนวยความสะดวก คือ ตันสรี อับดุลราฮิม นูร์ ไม่ได้ไปพูดคุยกับกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ส่วนกลุ่มมารา ปาตานี จะมีการพบปะกันของคณะทำงานเทคนิคของทั้งสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายเรานำโดย พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เลขานุการคณะพูดคุยฯ”

“แต่ปรากฏว่าทางทีมผู้อำนวยความสะดวกแจ้งมาว่า มารา ปาตานี ต้องการพูดคุยเป็นเต็มคณะ และขณะนี้ได้มารอกันครบหมดแล้ว ซึ่งทางเราไม่ได้มีกำหนดการไปร่วมโต๊ะพูดคุย แต่เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกันไว้ จึงขอให้หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายมารา ปาตานี คือ นายสุกรี ฮารี มาพบกันสองต่อสองก่อน แต่ฝ่ายมารา ปาตานี ไม่ยอมและไปออกแถลงการณ์”

“ผมยืนยันว่าผมพร้อมคุยกับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน แต่ต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนการพูดคุยอย่างเป็นทางการต้องผ่านขั้นตอนของคณะทำงานเทคนิคเสียก่อน เพื่อกำหนดประเด็นพูดคุย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันในบางเรื่องที่สามารถตกลงกันก่อนได้ ข้อเท็จจริงก็มีอยู่เท่านี้” พล.อ.อุดมชัย กล่าว

อนึ่ง กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ระหว่างรัฐบาลไทยกับ “มารา ปาตานี” หยุดชะงักไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ทำให้ข้อตกลงเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยนำร่องอำเภอแรกรวมกัน ต้องสะดุดไปด้วย จากนั้นการพูดคุยก็ไม่คืบหน้าอีกเลย เพราะรัฐบาลมาเลเซียเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ ขณะที่รัฐบาลไทยก็เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเช่นกัน จาก พล.อ.อักษรา เกิดผล อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

กระบวนการพูดคุยมีแนวโน้มกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง ช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา เมื่อ พล.อ.อุดมชัย นัดหารือและแถลงข่าวร่วมกันกับผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ พร้อมเดินสายพบปะกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของไทยในการเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป และจะขยายขอบเขตการพูดคุยให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อปิดจุดอ่อนกระบวนการพูดคุยที่ผ่านๆ มา ซึ่งไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะกลุ่มมารา ปาตานี ถูกตั้งคำถามว่าเป็นตัวจริงที่ควบคุมกองกำลังติดอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริงหรือไม่

“มารา ปาตานี” เป็น “องค์กรร่;ม” ของกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน 6 กลุ่มที่ตัดสินใจเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดย 1 ใน 6 กลุ่ม อ้างว่าเป็นบีอาร์เอ็น แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่เข้าร่วมโต๊ะพูดคุย เป็นผู้แทนจากองค์กรบีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงปีกที่สนับสนุนการพูดคุุย

ข้อสังเกตนี้ถือว่ามีน้ำหนักไม่น้อยเพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นตลอดมาตั้งแต่ริเริ่มกระบวนการพูดคุยกระทั่งมีการรื้อฟื้นกระบวนการพูดคุยขึ้นมาใหม่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็มีการโหมก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ ทั้งคาร์บอมบ์ โจมตีเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน และยิงพระมรณภาพคากุฏิภายในวัด ซึ่งนักสังเกตการณ์ปัญหาชายแดนใต้หลายคนระบุตรงกันว่าน่าจะเป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านการพูดคุยและส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไทยพูดคุยผิดฝาผิดตัว

ลำปางหนาวยะเยือก! “ดาชัย ศ.ธรรมนัส” VS “ป๋าโรจน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลำปางหนาวยะเยือก! “ดาชัย ศ.ธรรมนัส” VS “ป๋าโรจน์”

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:06 น.
สังเวียนเลือกตั้งลำปาง,เจ้าพ่อบ้านสวน,ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร,พินิจ จันทรสุรินทร์,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,ดาชัย เอกปฐพี,ดาชัย อุชุโกศลการ,อดีตประธานกลุ่มคนเสื้อแดงพลังลำปาง,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,บ้านดอยเงิน
เปิดอ่าน 6,231 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนเลือกตั้งลำปางสร้างปรากฏการณ์ “โคตรหนาว” เมื่อ “เจ้าพ่อบ้านสวน” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร อดีต ส.ส.ลำปาง 7  สมัย หวนคืนเวที ส.ส.เขต 2 ลำปาง สังกัดพรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านั้นไร้วี่แววว่า “ป๋าโรจน์”  วัย 83 ปี จะหวนกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง หลังจากส่งไม้ให้ลูกชายลงส.ส.เขต 1 ลำปาง ในสีเสื้อค่ายชินวัตร

ดังที่ทราบกัน สนามเลือกตั้งนครลำปาง มีสองกลุ่มการเมืองที่มากบารมีคือ “บ้านสวน” ของ ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร มีความเข้มแข็งและทรงอิทธิพลในตอนเหนือ (อ.เมืองลำปาง อ.แจ้ห่ม และ อ.แม่เมาะ) และ “ดอยเงิน” ของ พินิจ จันทรสุรินทร์

สาเหตุที่ “ป๋าโรจน์” ต้องถ่อสังขารลงสนาม เพราะเขต 2 ประกอบด้วย อ.เมืองปาน อ.วังเหนือ อ.แจ้ห่ม และอ.งาว แชมป์เก่า “วาสิต พยัคฆบุตร” อดีตส.ส.ลำปาง เพื่อไทย ไม่ได้สังกัดค่ายบ้านสวน และค่ายดอยเงิน แถมไม่มีฐานเสื้อแดง ถือเป็นจุดอ่อนของเพื่อไทยลำปาง

ด้วยเหตุนี้พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ต่างหวังปักธงจะเบียดเอาชนะเพื่อไทยที่เขตนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคจึงให้ “วาสิต” ถอนตัว และส่ง “ป๋าโรจน์” ลงสนามแทน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแรงผลักดันให้ป๋าโรจน์ต้องออกจากบ้านสวนมาสมัคร ส.ส.ที่ศาลากลาง ก็คือ “ดาชัย เอกปฐพี” หรือ “ดาชัย อุชุโกศลการ” อดีตประธานกลุ่มคนเสื้อแดงพลังลำปาง และอดีตรองประธานสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย

“ดาชัย” ได้รับการสนับสนุนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพภาคเหนือพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งคาดหวังที่จะได้รับชัยชนะในเขต 2 ลำปาง

เมื่อทราบแน่ชัดว่า “ป๋าโรจน์” ลงสนามชนกับตัวเอง ดาชัยจึงสวมนวมแดงเหมือนนักมวยฟอร์มสดไปสมัครส.ส. และประกาศชื่อ “ดาชัย ศ.ธรรมนัส”

“สวัสดีตอนเช้าครับ ดาชัย ศ.ธรรมนัส พร้อมขึ้นชกในสนามเลือกตั้งจังหวัดลำปาง เขต 2 ดาชัย เอกปฐพี พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 4 ผมขอกำลังใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลำปางด้วยนะครับ” อดีตแกนนำแดงลำปาง โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562

ย้อนไปดูยุคเสื่อแดงเฟื่องฟู ดาชัยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่หาญต่อกรกับกลุ่มบ้านสวนและบ้านดอยเงิน ด้วยการลงสมัครชิงตำแหน่งนายกอบจ.ลำปาง แข่งกับ สุนี สมมี แชมป์เก่า ผลปรากฏว่า ดาชัยพ่ายแพ้ แต่ได้มากกว่าแสนคะแนน

พรรคภูมิใจไทยก็ตั้งเป้าเจาะเขต 2 ลำปาง โดย “สุนี สมมี” อดีตนายก อบจ.ลำปาง ส่งลูกชายลงสนาม

สำหรับการเมืองท้องถิ่น “สุนี สมมี” ได้รับการสนับสนุนจากตระกูล “โล่ห์สุนทร” นั่งเก้าอี้นายก อบจ.ลำปาง มา 3 สมัย

ทุกวันขึ้นปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ สุนีจะนำคณะผู้บริหารอบจ.ลำปาง ไปคารวะ “ป๋าโรจน์” ที่บ้านสวน ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นประจำ จู่ๆ สุนี สมมี ส่งลูกชาย “เบียร์-บริพัฒน์ สมมี” ลงเขต 2 พรรคภูมิใจไทย

ด้านหนึ่ง “สุนี” เป็นประธานกิตติมศักดิ์ลำปาง เอฟซี ปี 2558 คสช.มีคำสั่งให้ สุนี สมมี หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ. และนับจากวันนั้น สุนี ก็ทุ่มเทสร้างสโมสรลำปาง เอฟซี จากทีมลีกบ้านนอกได้เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 สุนี สนิทชิดเชื้อกับเนวินมากขึ้น

สุนีบอกว่า ชื่นชมการพัฒนา “บุรีรัมย์” ของเนวิน ชิดชอบ จึงต้องการพัฒนาลำปาง โดยใช้บุรีรัมย์โมเดล

สรุปว่าคู่ชิงที่ต่อสู้กันเลือดเดือดแน่คือ สิงห์เฒ่า-ป๋าโรจน์ กับพยัคฆ์หนุ่ม-ดาชัย ส่วนลูกชายของสุนี ก็แค่เก็บแต้ม

ปลอดภัยไว้ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361489?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลอดภัยไว้ก่อน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:03 น.
ความปลอดภัย,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้มีผู้ร้องเรียนมาเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งทุกท่านคงพบเห็นมาอยู่ทั่ว กทม.และอีกหลายท้องที่

นั่นคือ “ความปลอดภัย” ที่ถูกมองข้ามละเลยไปจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือถนนหนทาง-สะพาน ตลอดตึกรามบ้านช่องต่างๆ

พิจารณาแล้วเห็นจริง 100% เพาะที่ผ่านมาเกิดเหตุเครนล้มทับคน-ล้มทับรถหรือเกิดอุบัติเหตุจากผลกระทบการก่อสร้างต่างๆ

เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีการช่วยเหลือ-ขาดความรับผิดชอบ ปล่อยให้ผู้เสียหายในชีวิตและทรัพย์สินต้องผจญชะตากรรมอย่างน่าอนาถใจ

บริเวณเขตก่อสร้างก็ไม่มีคนช่วยเหลือเพราะเป็นแค่คนงานหรือผู้ควบคุมงานที่ไม่กล้าตัดสินใจหรือบอกให้ไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอาเอง

แบบนี้แล้วใครจะเข้าถึงเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นและหากทำได้ก็ต้องใช้เวลานาน

นอกจากนี้อยากจะขอให้ช่วยตรวจสอบสัญญาณไฟหรือสัญญาณจราจรต่างๆ ให้เห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะกลางคืนอันตรายมากๆ

เห็นทุกแห่งติดป้าย ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ จึงขอให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดตามระเบียบกฎหมาย กฎเกณฑ์ด้วย

รัฐบาลและผู้บริหารประเทศไทยที่ผ่านมามีงานใหญ่ที่ต้องทำโดยเร่งด่วนจนอยากให้เป็นวาระแห่งชาติหรือนโยบายด่วน

ให้พิจารณาจัดตั้ง “ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” ซึ่งพอเกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่ เห็นมีแต่อาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ เข้าพื้นที่

อย่างเรือล่มที่ภูเก็ต ตึกถล่ม สึนามิ ฯลฯ ก็ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแลโดยตรง    จะให้มหาดไทยหรือตำรวจหรือกองทัพดำเนินการก็ไม่มีเพราะต้องมีคำสั่งโดยตรงจากนายรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ

อยากให้ลองนึกภาพดูเถิดว่าหากเกิดภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุต่างๆ จะทำอย่างไร

“ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” นี้ (หรืออาจจะใช้ชื่ออื่น) จะต้องมีกำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนพิเศษแบบหน่วยซีลกองทัพเรือ มีเครื่องมือพิเศษรวมถึงหน่วยแพทย์ รถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ ฯลฯ

ต้องเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วทางอากาศในกรณีต้องไปที่เกิดเหตุห่างไกล

ใครจะเป็นผู้บัญชาการหน่วยงานพิเศษนี้ ต้องครบเครื่องและมีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการหรืออาจขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

อย่าปล่อยให้เรื่องนี้มีแต่มูลนิธิรับผิดชอบแย่งกันทำงาน-รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

แล้วที่เห็นมูลนิธิเป็นเจ้าถนนเปิดไฟเปิดไซเรนแซงซ้ายแซงขวา อันตรายมาก

ควรจัดระเบียบใหม่โดยด่วน!

กรุงแตก “เจ้าแม่ยุดยา” ประดาบ “บิ๊กเพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรุงแตก “เจ้าแม่ยุดยา” ประดาบ “บิ๊กเพื่อไทย”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
บุรณศิริ,กรุงแตก,พันธ์เจริญวรกุล,ทีมปราสาทสายฟ้า-บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,ทีมอยุธยา ยูไนเต็ด,สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล,วิทยา บุรณศิริ
เปิดอ่าน 10,317 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

5 กุมภาพันธ์ 2562 ทีมปราสาทสายฟ้า-บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะยกทีมชุดใหญ่มาอุ่นเครื่องกับทีมอยุธยา ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬากลางจังหวัดอยุธยา เกมนัดนี้มีนัยทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อทีมอยุธยา ยูไนเต็ด บริหารงานโดยกลุ่มทายาท “เจ๊สมทรง” ผู้มากบารมีแห่งวังน้อย และแกนนำหลังม่านของทีมผู้สมัคร ส.ส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย

เมื่อจำนวน ส.ส.ลดจาก 5 คนเหลือ 4 คน สมรภูมิพระนครศรีอยุธยา ก็ถูกจับตามอง ตั้งแต่ยังไม่ทันสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะเขต 3 อ.บางปะอิน, อ.บางไทร และ อ.วังน้อย

“วิทยา บุรณศิริ” ประธาน ส.ส.ภาคกลางของเพื่อไทย ต้องชนกับ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” พี่เมียของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

อีกด้านหนึ่ง เปรียบเหมือนเกมลูกหนังนัดดาร์บี้แมตช์กรุงเก่า ระหว่าง “นักรบกรุงศรี” อยุธยา เอฟซี ของวิทยา บุรณศิริ พบ “นักรบอโยธยา” อยุธยา ยูไนเต็ด ของสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

แม้สองตระกูล “บุรณศิริ” แห่งบางปะอิน กับ “พันธ์เจริญวรกุล” แห่งวังน้อย จะเติบโตภายใต้ร่มธงทักษิณมาแต่ปี 2544 แต่เกมการเมืองท้องถิ่น กลับกลายเป็นว่าอยู่กัน “คนละขั้ว” ในเวลานี้

คนอยุธยารู้จัก “เจ๊สมทรง” หรือ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา เป็นอย่างดี เพราะส่งลูกชาย ลูกสาว ยันลูกเขยลงสนามการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น เวลานี้ ลูกสาว สมศรี พันธ์เจริญวรกุล เป็นนายกเทศมนตรีลำตาเสา อ.วังน้อย ที่ตั้งของ “บ้านใหญ่วังน้อย” รวมถึงลูกชาย พงศ์ปณต พันธ์เจริญวรกุล ส.อบจ.เขต 3 อ.วังน้อย

ปี 2544 เจ๊สมทรง ส่งลูกสาว สุวิมล พันธ์เจริญวรกุล ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 เดิม (วังน้อย, อุทัย และภาชี) ในนามพรรคไทยรักไทย แม้จะเป็นคนหน้าใหม่ แต่ก็ไร้คู่แข่ง สุวิมลยังได้เป็น ส.ส.อีกสมัย มาถึงปี 2550 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล มารับไม้ต่อจากพี่สาว เป็น ส.ส.อยุธยาอีกคนหนึ่ง

ตอนหลัง “เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” อดีต ส.ส.อยุธยา ได้ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นพันธมิตรการเมืองกับตระกูล “พันธ์เจริญวรกุล”

เดิมทีสมาชิกสภาจังหวัด หรือ ส.อบจ.เกือบทั้งหมดอยู่ในกำมือเจ๊สมทรง แต่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วิทยา บุรณศิริ ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ ส.อบจ.บางส่วน ย้ายไปอยู่กับวิทยา

“เสี่ยอ๊อด” วิทยา บุรณศิริ ลูกชายของแม่เล็ก ถาวร บุรณศิริ เจ้าของร้านอาหาร “ป้าเล็ก” แห่ง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มชิมลางการเมืองด้วยการเป็น ส.อบจ., ประธานประสภา อบจ. และ นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา รวมเวลา 17 ปี จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 สีเสื้อไทยรักไทย

มีข้อน่าสังเกต วิทยากับเจ๊สมทรง ตัดสินใจเล่นการเมืองระดับชาติ หลังเจ้าพ่อกรุงเก่า มนตรี พงษ์พานิช เสียชีวิต ทุกวันนี้ เสี่ยอ๊อด และเครือญาติ มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และขายวัสดุก่อสร้าง ความมั่งคั่งไม่ได้น้อยหน้าเจ๊สมทรง

เปรียบเทียบพื้นที่เลือกตั้ง “เสี่ยอ๊อด วิทยา” อาจได้เปรียบ “ส.ส.เอ” สุรศักดิ์ ลูกชายเจ๊สมทรง เพราะ อ.บางปะอิน และ อ.บางไทร เป็นฐานคะแนนของเสี่ยอ๊อด

ส่วน “ส.ส.เอ” มีฐานเสียง อ.วังน้อย เป็นต้นทุน ในมุมของเจ๊สมทรง ลูกชายแพ้เลือกตั้งไม่สำคัญ เพราะเชื่อว่า เลือกตั้งนายก อบจ.สมัยหน้า เสี่ยวิทยาจะส่งคนลงแข่งกับเจ๊ใหญ่วังน้อยแน่ เลยต้องดึงเกื้อกูลมาเป็นแนวร่วม

เลือกตั้งผู้แทนฯ ของชาวอโยธยาหนนี้ เสมือนสนามประลองกำลังของเจ๊สมทรงกับเสี่ยอ๊อด ก่อนศึกใหญ่จะมาถึง

หาเสียงดุเดือด..แต่ไม่รุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หาเสียงดุเดือด..แต่ไม่รุนแรง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กแป๊ะ,หาเสียงดุเดือดแต่ไม่รุนแรง,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ

แม้ก่อนหน้านี้บรรดาพรรคการเมืองทั้งพรรคหน้าเก่า พรรคกำเนิดใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ได้ขยับตัวลงพื้นที่ชูนโยบายเรียกคะแนนนิยม เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม ถ้านับถอยหลังก็เหลือเวลาอีก 47 วัน ก็จะได้เข้าคูหากาเบอร์ที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ เข้ามาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ที่ใครต่อใครทวงถามมานานหลายปี โดยกิจกรรมของพรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ของการเลือกตั้งครั้งนี้

ดีย์เดย์รับสมัครส.ส.อย่างเป็นทางการไปแล้วในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ บรรยากาศคึกคัก ครื้นเครงทั่วประเทศ เสมือนหนึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการหาเสียงนับจากนี้จะเข้มข้นและดุเดือด ท่ามกลางกฎเหล็กต่างๆ ที่ทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ ในฐานะ “เจ้าภาพใหญ่” ที่จะขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็น “กองหนุน”

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยให้ตรวจสอบ สืบสวนหาข่าวในพื้นที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับภารกิจการรับสมัครส.ส. และเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม โดยเน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งระดมกวาดล้างอาชญากรรม อาทิ อาวุธปืน อาวุธสงคราม ยาเสพติด กฎหมายที่เกี่ยวกับการเข้าเมือง และให้ติดตามเรื่องการคมนาคมในพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบกับการเลือกตั้ง ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบกำชับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดข้อบกพร่องได้ ในส่วนของการร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยบุคคล ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกกรณี

ฉะนั้นภารกิจของตำรวจทุกหน่วยในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะต้องเข้มข้นขึ้น กำลังพลของแต่ละหน่วยต้องดูแลการปราศรัยของหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมือง โดยให้ตรวจสอบข้อมูลการลงพื้นที่ว่าจะไปสถานที่ใด พร้อมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีขัดขวางการเลือกตั้ง ความรุนแรง หรือการทำร้ายกัน หากพบการกระทำความผิดสามารถจับกุมได้ทันที มีการเฝ้าฟังความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องมีภารกิจรักษาความปลอดภัยช่วงเลือกตั้ง แม้จะเป็น “ตำรวจป่า” ก็จำเป็นต้องประสานงาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง เพราะระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งยังมีกฎหมายปกติอีกมากที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. มอบหมาย “รองต๊ะ” พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.ตชด. เป็นผู้ควบคุมดูแลแจกงานให้กำลังพลไปดำเนินการตามนโยบาย

หลายฝ่ายเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการแข่งขันกันสูง การหาเสียงจะเข้มข้นดุเดือด ซึ่ง “รองต๊ะ” ในฐานะแม่งานใหญ่ในภารกิจรักษาความปลอดภัยเลือกตั้งของ ตชด. ก็เห็นพ้องต้องกัน แต่มั่นใจว่าจะไม่มีความรุนแรง โดยบอกว่าจะดุเดือดในแง่ของการลงพื้นที่หาเสียง และนโยบายที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ ไม่ถึงกับ “รบราฆ่าฟัน” เนื่องจากทุกคนล้วนอยากเดินหน้าสู่แนวทางประชาธิปไตย และกฎหมายเลือกตั้งก็เขียนเอาไว้ชัด ถ้าใครฝ่าฝืนกระทำผิดจะมีโทษสูง ซึ่งเป็นทั้งโทษทางอาญาและการลงทันฑ์ทางการเมือง

“ภารกิจของตชด.เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนเป็นกำลังเสริม จัดกำลังเตรียมพร้อมในที่ตั้ง พร้อมสนับสนุนตำรวจพื้นที่เมื่อมีการร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นนครบาล หรือภูธรแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง การคุ้มครองการขนย้ายหีบเลือกตั้ง ส่วนการจัดชุดเฉพาะกิจสืบสวนหาข่าว หรือหน่วยข่าวกรองก็มีเหมือนกัน ทุกกองบัญชาการ ทุกกองบังคับการต้องมีข่าวกรองเป็นของตัวเอง เพื่อเอามาเทียบเคียงยืนยันข้อมูลว่าตรงกันหรือไม่ วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง สำหรับนำมาวางแผนป้องกันเหตุ เผชิญเหตุ ส่วนเรื่องของความมั่นคงยังประสานงานกับ กอ.รมน. รวมถึง สมช. และทุกหน่วยใน ตร. แม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ และตชด.สูญเสียกำลังพลจากเหตุซุ่มยิง ขวัญกำลังใจยังดี และมีการปรับแผนให้รัดกุม ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในห้วงของการหาเสียง ตลอดจนวันเลือกตั้ง และหลังปิดหีบเลือกตั้ง” พล.ต.ต.ปิยะ ระบุ

นอกจากนี้ภารกิจของตชด.ยังสอดรับกับคำสั่งผบ.ตร. เพราะพื้นที่แนวชายแดน โดย พล.ต.ต.ปิยะ ย้ำว่า กำลังพลของตชด. ยังสอดส่องดูแล ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่อาจมาสร้างสถานการณ์ หรือฉวยโอกาสก่อเหตุทั้งช่วงปกติและช่วงของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนยาเสพติด อาวุธปืน หรืออาวุธสงคราม รวมถึงการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าที่อาจเป็นฝีมือของคนต่างด้าว หรือคนไทย หรือร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย

กฎหมายเลือกตั้งที่ห้ามหาเสียงด้วยการโจมตีใส่ร้ายคู่แข่งด้วยความเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ส่วนกฎหมายพรรคการเมือง ที่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคผู้ใดสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี พ่วงด้วยการยุบพรรค แถมยังถูกเพิกถอนสิทธิการเมืองอีกหลายปี ประหนึ่งว่าลืมหน้ากันไปข้าง จึงทำให้ตำรวจมองว่าไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับโทษหนัก แม้การหาเสียงจะดุเดือด แต่จะไม่รุนแรง