“บ้านใหญ่ 62” เลี่ยงเผชิญหน้า หยุดกระแส “เพื่อชิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บ้านใหญ่ 62” เลี่ยงเผชิญหน้า หยุดกระแส “เพื่อชิน”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:19 น.
การเมือง,เลือกตั้ง 2562,บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์,สะสมทรัพย์,จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,บ้านใหญ่โมเดล,บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์,ตระกูล หาญสวัสดิ์,ตระกูลหาญสวัสดิ์
เปิดอ่าน 5,650 ครั้ง

นักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์” เป็นตัวอย่างของการปรับตัวให้อยู่รอด ก็ที่ต้องปรับตัวเก่ง เพราะกติกาเลือกตั้งฉบับมีชัยนี่แหละ !

000 หลังวุ่นกันพักใหญ่ นักการเมืองทั้งหลาย ก็จัดแถวเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง หลายคนคาดหวังว่า การเมืองไทยยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัย เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์หาเสียง และจะทำให้พฤติกรรม “ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” เปลี่ยนแปลงไป

          000 ว่ากันตามจริง พอเห็นหน้าตา “นักเลือกตั้ง” ที่ไปยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส. ร้อยละ 80 ยังเป็น “คนเก่า” และตัวแทน “ระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” สรุปว่า คนการเมืองนั้นปรับตัวเก่ง เมื่อกติกาเลือกตั้งฉบับมีชัย ต้องการให้เกิดสภาพความหลากหลาย ไม่เกิด “เผด็จการรัฐสภา” พวกเขาก็ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง

          000 นักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่–สะสมทรัพย์” เป็นตัวอย่างของการปรับตัวให้อยู่รอด การเอาชนะเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องลำบากลำบน แต่เรื่องจะอยู่อย่างไร โดยคนรอบข้างไม่เดือดร้อน นี่คือปัญหาใหญ่ พี่น้อง “สะสมทรัพยฺ์” จึงควบสิบล้อออกจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปตามถนนมาลัยแมน มุ่งสู่ปลายทางที่สุพรรณบุรี ผนึกกำลังกับทายาท “บรรหาร ศิลปอาชา” เพื่อภารกิจสานฝันให้ใครบางคน

อนุชา สะสมทรัพย์ กับ ป๋าสุนทร แก้วพิจิตร

         000 สนามนครปฐม พ.ศ.นี้ ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพราะสองตระกูลใหญ่ แบ่งเค้กกันลงตัว “4+1” ฝ่ายตระกูล “สะสมทรัพย์” วางตัว “พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์” ลูกชายไชยา สะสมทรัพย์ ที่เขต 2 “ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร” เขต 3 “อนุชา สะสมทรัพย์” เขต 4 และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” เขต 5 ทั้งหมดลงสนามในนามพรรคชาติไทยพัฒนา

พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์

          000 เหลือเขต 1 นครปฐม บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ ปล่อยตระกูล “แก้วพิจิตร” เป็นผู้ดูแล หลังจากกำนันไก่ สมพัฒน์ แก้วพิจิตร จากไปกะทันหัน “สุนทร แก้วพิจิตร” ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม ก็ดึง “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร มารับช่วงต่อและได้เป็น ส.ส.นครปฐม วันนี้ “เสธ.แก้ว” อำลาชาติไทยพัฒนา มาอยู่ประชาธิปัตย์ 

พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร

           000 เครือข่าย “เพื่อชิน” มอบให้พรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต เก็บแต้มตกน้ำ และที่น่าสนใจคือ ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง เขต 1 นครปฐม โดยการสนับสนุนของลูกหลาน “ปัญญวัฒน์ บุญมี” หรือ “กำนันประสานต์” นักการเมืองรุ่นเก๋า ที่เคยเป็นผู้แทนฯ เมืององค์พระมาหลายสมัย

          000 แม้พยายามจะ “ปั้น” และ “ปั่น” ผ่านสื่อโซเชียล แต่กระแสพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ขยับติดกลุ่ม “ท็อปทรี” รวมถึงกระแสหัวหน้าพรรค “อนุทิน ชาญวีรกูล” เรื่องนี้ คนคุมเกมค่ายสีน้ำเงินเข้าใจดี จึงหาทางออกด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่โมเดล” ที่เฟื่องฟูในอดีต แต่เจอกระแสทักษิณพังทลายไปแล้วในภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน  

ทีมโกทร ภูมิใจไทย ปราจีนบุรี

          000 พื้นที่ภาคกลาง อิทธิพล “บ้านใหญ่โมเดล” ยังขลังอยู่ ยกตัวอย่างสนามปราจีนบุรี “เสี่ยหนู” มอบให้ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส.ส.ผูกขาด เป็นเสนาธิการใหญ่ วางแผนยึด 3 เขตเลือกตั้ง โดย “โกทร” ให้ลูกสาว “กนกวรรณ วิลาวัลย์“ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ “เพชรินทร์ เสียงเจริญ” อดีต ส.ส.ปราจีนฯ ลงบัญชีรายชื่อ พร้อมเสนอตัวผู้สมัคร ส.ส. 3 เขตคือ เขต 1 อำนาจ วิลาวัลย์ หลานชายของโกทร เขต 2 ชยุต ภุมมะกาญจนะ อดีต ส.ส.หลายสมัย และเขต 3 สฤษดิ์ บุตรเนียร

สุนทร วิลาวัลย์ กับลูกสาว

          000 มิเพียง “โกทร” ได้ “ชยุต” ทายาทตระกูลการเมืองเก่ามาร่วมทีม และยังมี “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี เป็นกองหนุนคนสำคัญ ดังที่ทราบกัน “เล็กน้ำ” ถูกแขวนตำแหน่งมายาว นายกฯ ลุงตู่ เพิ่งปลดล็อกให้เมื่อไม่นานนี้

ชยุต ภุมมะกาญจนะ

          000 ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่โมเดล” ของค่ายภูมิใจไทยในปีนี้ ยังฝากหวังไว้ที่ “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ที่สร้างขุมกำลังนักการเมืองท้องถิ่นจนเข้มแข็ง และต้องบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่ไม่มีตระกูล “หาญสวัสดิ์” ในสนามเลือกตั้งเมืองปทุมฯ บารมีของชาญแผ่ขยายไปทั่วทุกอำเภอ และ “หาญสวัสดิ์” เหลือพื้นที่การเมืองแค่ “เทศบาลเมืองปทุมธานี” เท่านั้น

          000 ต้นตำรับชื่อดีมีชัย “จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” ลงทุนเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์” และน้องสาวเป็น “ยิ่งรัก” เพื่อการสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อชาติ จากอุบายง่ายๆ “ขายแบรนด์เก่า”

          ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อชาติ ที่โคราช เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” 6 คน “ยิ่งลักษณ์” 1 คน และที่พะเยา 2 คน พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกัน เพื่อให้จดจำง่าย ทั้งสองคนทำประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมือง จึงอยากให้จดจำตลอดไป

นโยบายหาเสียง “แจกบ้าน แจกเงิน” ยังได้ผลหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายหาเสียง “แจกบ้าน แจกเงิน” ยังได้ผลหรือไม่?

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:51 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นโยบายหาเสียง,แจกบ้าน,แจกเงิน,บัตรคนจน,บัตรประชารัฐ
เปิดอ่าน 585 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้พรรคการเมืองกำลังคึกคักกับการวางแผนหาเสียงกับชาวบ้าน เพื่อให้ทันวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่จะมาถึง นโยบายที่ทุกพรรคกำลังไตร่ตรองว่าควร “กระโดดลงไปร่วมด้วย” หรือ “กระโดดออกห่าง” คือโครงการประเภทแจกแหลก โดยดูจากบทเรียนของ “รัฐบาล คสช.” ที่ใช้การลงทะเบียนคนจนนำหน้าแจกแหลกกักตุนคะแนนไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมาการซื้อใจด้วยคำประกาศสนับสนุนปัจจัยสี่ โดยเฉพาะ “แจกบ้าน แจกเงิน” มักใช้ได้ผลเสมอ แต่สำหรับกลุ่มนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่คลุกคลีกับปัญหาลึกๆ ของชาวบ้านมานานหลายสิบปี ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “นโยบายแจกแหลก” มากนัก

เพราะในที่สุด งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ไม่ได้ทำให้คนจนยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง !

เริ่มจากนโยบาย “บัตรคนจน” หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาล คสช.ทุ่มเงินไปเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมกว่า 14 ล้านราย ทั้งผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 11.4 ล้านคน และเก็บตกในรอบสอง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มอีก 3.1 ล้านคน รัฐบาลกำลังจะเทกระเป๋าให้อีก 4.3 พันล้าน เพื่อต่ออายุเติมเงินใส่บัตรให้อีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2562

ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ผู้มีบัตรคนจนได้รับการพัฒนาแล้วจำนวน 3.2 ล้านราย ส่วนผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือเป็นผู้พ้นจากเส้นความยากจนมีจำนวน 1 ล้านราย ถือว่าการดำเนินมาตรการช่วงแรกประสบความสำเร็จเกิดความคุ้มค่า โดยคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนการดำเนินการที่ใช้งบประมาณสำหรับการพัฒนาอาชีพไป 6 พันล้านบาท แต่เกิดผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจถึง 2.6 หมื่นล้านบาท

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รู้สึกปลื้มปีติมากกับโครงการแจกเงินคนจน และจะเปลี่ยนเป็นให้เงินสด เพื่อกดจากตู้เอทีเอ็มได้ทันที สามารถใช้จ่ายอย่างอื่นได้ตามที่ทุกคนต้องการ แต่จะมีเงินจำนวนหนึ่งเก็บไว้ให้เฉพาะซื้อของในร้านค้าประชารัฐ

โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะได้รับเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน และผู้รายได้ระหว่าง 3 หมื่น-1 แสนบาท จะได้รับเงิน 100 บาท โดยใช้งบประมาณจากเงินกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากเดิม วงเงิน 4,370 ล้านบาท หรือประมาณ 728 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับเงินรายเดือนที่จะโอนเข้าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย แบ่งเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี กดเงินสดได้เดือนละ 200 บาท และอีก 100 บาทสำหรับซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ ส่วนผู้มีรายได้เกินจะแบ่งเป็นสามารถกดเงินสดได้เดือนละ 100 บาท และอีก 100 บาท สำหรับซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2562

นอกจากนี้ยังมีการแจก ค่าน้ำกับค่าไฟ สำหรับผู้มีบัตรคนจน เป็นเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประจำเดือน ตามที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้าแต่ไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือน เริ่มไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ส่วนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือน

จากการสอบถามเครือข่ายภาคประชาชนผู้ทำงานกับกลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำ ส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่า นโยบายแจกของฟรี ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวทำให้คนหายจนได้จริง

“นิตยา พร้อมพอชื่นบุญ” ประธานชุมชนสร้างสรรค์พัฒนา 7-12 แสดงความเห็นว่า ในชุมชนคลองเตยมีคนไปลงทะเบียนและได้ “บัตรประชารัฐ” เป็นจำนวนมาก เมื่อได้มา 200-300 บาทก็เอาไปซื้อน้ำตาล น้ำปลา ของใช้จุกจิกในบ้าน ถือเป็นการแจกเงินซื้อของที่ดีในเบื้องต้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินสดก็จะดีกว่าในแง่ของการไปหาซื้อของได้ถูกลง เนื่องจากของในร้านธงฟ้าประชารัฐจะมีราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

“ช่วงแรกแจกเงินให้ไปรูดซื้อของร้านประชารัฐวุ่นวายมาก แต่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนไปแจกเงินสด ชาวบ้านน่าจะชอบใจมากกว่า เพราะกดเงินไปซื้อของในห้างได้ ราคาถูกกว่ากันพอสมควร เพราะร้านพวกนี้ได้กำไรมาหลายต่อกว่าจะขายให้ชาวบ้าน เช่น ขายน้ำมันพืชขวดละ 45 ถ้าไปซูเปอร์ใหญ่ๆ จะซื้อได้ไม่เกิน 38 บาท”
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงนโยบายภาพรวมที่แจกเงินคนจนนั้น “นิตยา” ผู้คลุกคลีกับการทำงานในชุมชนแออัดคลองเตย พื้นที่บริเวณนี้อาณาเขตกว่าร้อยไร่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 1.2 หมื่นครัวเรือน จำนวน 26 ชุมชน การแจกเงินหรือให้ดอกเบี้ยซื้อบ้านราคาต่ำอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวมากนัก
“การพัฒนาคนต้องมองถึงการดูแลให้พวกเขาช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระผู้อื่น ถ้าแจกตังค์มาใช้เท่าไรก็ไม่พอ สมมุติว่ารัฐบาลแจกเงินสดรอบใหม่ คนละ 500 บาท เงินจำนวนนี้ถ้าไปซื้อของใช้นิดเดียวก็หมดแล้ว แต่ถ้าให้เป็นเงินก้อนในแต่ละชุมชนแล้วเอามารวมกันทำเป็นกองทุนการออม ให้เป็นสวัสดิการของทุกคน จะเกิดประโยชน์ระยะยาวมากกว่า เช่น ตอนนี้มีการทำกองทุนออม กลุ่มคน 3 วัย ผู้สูงอายุ วัยทำงาน และวัยเด็ก 100 คน เอาเงินมารวมกันคนละ 500 บาท กลายเป็น 5 หมื่นบาท แล้วให้ออมเพิ่มอีกวันละ 1 บาท กลายเป็นรายได้วันละ 100 บาท เดือนหนึ่งจะได้เพิ่มอีก 3,000 บาทสะสมไปเรื่อยๆ ใครเดือดร้อนอะไรก็มาเอาเงินตรงนี้ไปใช้ก่อน เราก็เงินตรงนี้ไปจ้างคนปลูกผัก แจกให้สมาชิกวันละ 4 ต้น ถ้าเหลือเอาไปขาย แล้วเอาเงินขายผักเข้ากองทุน ใครเสียชีวิตให้ค่าทำศพ 1 หมื่นบาท”

“นิตยา” กล่าวว่า วิธีนี้ทำให้ได้เงินสะสมขึ้นอีกจำนวนมาก น่าจะดีกว่าแจกเดือนละ 500 บาทแล้วใช้หมดไปแบบไม่รู้ตัว แจกเท่าไรก็ไม่พอ อยากให้พรรคการเมืองที่คิดลงรับสมัครเลือกตั้ง คิดนโยบายหาเสียงแจกเงินเป็นกองทุนมากกว่าแจกเงินสด

สอดคล้องกับ “สาวิทย์ แก้วหวาน” เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งยอมรับว่า บัตรผู้มีรายได้น้อยเป็นสวัสดิการหนึ่งที่เข้าถึงคนจนและผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย แต่ถ้าอยากให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เงินกองทุนที่จ่ายมาปีละเกือบแสนล้านบาทควรนำไปทำเป็นกองทุนจะดีกว่า แต่ถ้าอ้างว่าเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสะพัด ช่วยเหลือโรงงาน ร้านขายของชำ หรือผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ก็อาจได้ประโยชน์บ้าง แต่เป็นเพียงบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์เท่านั้น ไม่ได้ทำให้คนจนหายยากจนอย่างแท้จริง

“สิ่งที่รัฐแจกแล้วได้ผลคือ ค่าน้ำฟรี ค่าไฟฟรี ตรงนี้โอเคกว่า แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริง ประชาชนผู้ใช้แรงงานหรือชาวบ้านส่วนใหญ่อยากเสนอนโยบายให้ทำเป็นรูปแบบสหกรณ์ หรือสนับสนุนการรวมตัวผู้ผลิตรายย่อย ส่งเสริมให้เงินทุนกู้ยืมแบบปลอดดอกเบี้ย พอรวมกลุ่มผลิตสินค้าได้แล้ว ก็เอาสินค้ามาขายชุมชน สนับสนุนซึ่งกันและกัน สะสมเป็นกองทุนในชุมชนตัวเอง วิธีนี้จะช่วยระยะยาวมากกว่าแจกเงินเฉยๆ” นายสาวิทย์กล่าวแนะนำ

นอกจากแจกเงิน แจกน้ำ แจกไฟฟรีแล้ว ล่าสุดสมาชิกบัตรคนจนอาจได้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีด้วย เนื่องจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีนโยบายเตรียมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ 6 แสนกว่าครัวเรือน หรือ 1.8 ล้านคน ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ได้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงฟรี 3 ปี โดยจะเริ่มต้นโครงการช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ถึงเมษายน 2565 ใครที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ได้ตั้งแต่เดือนมกราคม

แต่โครงการแจกฟรีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามคือ “แจกบ้าน” หรือที่เรียกกันว่า “โครงการบ้านล้านหลัง” เพราะวันแรกที่เปิดให้ชาวบ้านไปจองได้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีคนมายืนรอรับบัตรคิวตั้งแต่หกโมงเช้า จนเต็มพื้นที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำนักงานใหญ่ ถ.พระราม 9 ส่งผลให้การจราจรติดขัดไปหมด ยิ่งใกล้เวลาเปิดทำการ 8 โมงเช้ายิ่งมากันล้นหลาม รับบัตรคิวไม่ต่ำกว่า 6 พันคน

โดยวงเงินสินเชื่อ “โครงการบ้านล้านหลัง” นั้น รัฐบาลตั้งงบไว้ให้ประมาณ 1.27 แสนล้านบาท หวังให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอนุมัติไปแล้วประมาณ 950 ราย วงเงินกู้ 630 ล้านบาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยราคาต่ำและให้ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี เช่นผู้มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–ปีที่ 5 คงที่ร้อยละ 3 ต่อปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท อาจต้องควักกระเป๋าเริ่มต้นแค่ 4,000 บาทสำหรับผ่อนชำระ 5 ปีแรก แต่ถ้ารายได้เกินเดือนละ 25,000 บาท ถ้าเงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเริ่มต้นเพียง 3,800 บาท ผู้ที่สนใจยังมีโอกาสไปจองได้ถึง 29 มีนาคม 2562

บ้านที่ปล่อยกู้นั้น เอามาจากกลุ่มต่างๆ เช่น บริษัทขายบ้านทั่วไปประมาณ 4.5 หมื่นหลัง จากบ้านรอการขายของ ธอส. จำนวน 2 หมื่นหลัง ทรัพย์ขายทอดตลาดของ ธอส. 4.4 หมื่นหลัง หรือทรัพย์ขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี 8 หมื่นหลัง รวมถึงโครงการของการเคหะแห่งชาติประมาณ 7.4 หมื่นหลัง
จากมุมมองนักวิชาการที่ทำวิจัยด้านที่อยู่อาศัยกลุ่มคนด้อยโอกาส เชื่อว่าโครงการบ้านล้านหลัง อาจทำให้ชาวบ้านกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต พรรคการเมืองใดจะนำไปลอกเลียนแบบต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง

“จิราภรณ์ แผลงประพันธ์” นักวิจัยอาวุโส มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความคิดเห็นว่า นโยบายแจกบ้านล้านหลังนั้น มุ่งหวังช่วยเหลือคนจน แต่ผู้ที่จองได้ไม่น่าจะเป็นกลุ่มคนจนจริง น่าจะเป็นคนชั้นกลางมากกว่า เพราะคนจนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลนี้ หรือการต้องลาหยุดงาน 1 วันมาจองบ้านก็อาจทำได้ยากด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาที่ตามมาคือ การไม่คิดดอกเบี้ยช่วงปีแรกๆ ทำให้จ่ายเดือนละ 3,000 กว่าบาท ถูกกว่าค่าเช่าบ้าน ทำให้คนสนใจมาจองซื้อ แต่ถ้าผ่านไป 3–5 ปีแล้ว ต้องรับภาระจ่ายเต็มทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น อาจทำให้เกิดหนี้เสียขึ้นได้ กลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต

จิราภรณ์ กล่าวถึงผลการศึกษาปัญหาความยากจน สามารถแบ่งออกเป็น 8 มิติ ได้แก่ ความยากจนด้านการเงินการขาดแคลนที่อยู่อาศัย การขาดแคลนที่ดินทำกิน ปัญหาสภาพที่อยู่อาศัย ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสังคม ปัญหาด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ และปัญหาอื่นๆ เช่น โอกาสการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

“ถ้าพูดเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย นโยบายของรัฐบาลใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องเน้นการเป็นเจ้าของบ้านก็ได้ เพราะถ้าสามารถหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าที่มีความมั่นคง และราคาไม่แพงมาช่วย คล้ายกับแฟลตดินแดง แม้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่สามารถอยู่อาศัยตลอดไปเรื่อยๆ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานได้มากกว่า เพราะบ้านราคาถูกส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ไกลออกไปจากชุมชน การเดินทางทำได้ลำบาก นอกจากนี้ควรคิดถึงระบบประกันสังคม ให้แรงงานนอกระบบได้เข้าถึง มีหลักประกันในการหยุดงานหรือเจ็บป่วยมากกว่านี้ เช่น ถ้าป่วยไม่สามารถไปทำงานได้ สามารถเบิกค่าขาดรายได้ และมีหลักประกันสวัสดิการต่างๆ ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เป็นภาระคนในครอบครัว” จิราภรณ์กล่าว

ดังนั้น นโยบายแจกแหลกที่หลายพรรคการเมืองพยายามจะเลียนแบบเอาไปหาเสียงช่วงเลือกตั้งนั้น อาจต้องปรับแผนใหม่ให้นักการเมืองแต่ละพื้นที่ ลงไปนั่งจับเข่าพูดคุยซักถามชาวบ้านอย่างละเอียดว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรกันแน่ เพื่อวางแผนช่วยแก้ปัญหาความยากจน หรือความทุกข์ยากต่างๆ แบบระยะยาว

เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาแตกต่างกัน และมีหลายมิติ การใช้นโยบายพรรคแบบจ่ายฟรีเหมารวมอาจทำให้สอบตกได้ เพราะไม่โดนใจคนในพื้นที่อย่างแท้จริง !

        กลุ่ม“ปัญหาความยากจน”
1.กลุ่มขาดแคลนที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่จังหวัดขนาดใหญ่ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต เนื่องจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยายเข้ามาในพื้นที่ชนบท ทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

2.กลุ่มขาดแคลนทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงกลุ่มมีที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย แต่ขาดแคลนรายได้ในการสร้างที่อยู่อาศัย หรือมีที่อยู่อาศัยแต่มีลักษณะไม่มั่นคง

3.กลุ่มยากจนเรื้อรัง เป็นกลุ่มมีที่ดินทำกินแต่ขาดความรู้ที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ หรือเป็นกลุ่มที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361340?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:37 น.
ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตรุษจีน
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ในโอกาสวันตรุษจีน “อ๊อด เทอร์โบ“ ขอน้อมอำนวยพรซึ่งมีความหมายว่า “ปีใหม่นี้ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนา มีแต่ความสุขมั่งคั่งโชคดี ร่ำรวยตลอดปี”

นาทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงอิทธิพลของจีนให้ทราบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะความผูกพันระหว่างจีนกับไทยที่พูดกล่าวกันอยู่เสมอว่าจีนกับไทยไม่ใช่อื่นไกลเป็นพี่น้องกัน

โบราณกาลที่ผ่านมาชาวจีนที่อพยพมาทำมาหากินในประเทศไทยแบบที่เรียกกันว่ามาแบบ “เสื่อผืน-หมอนใบ” ลงเรือสำเภาเรือใบไปตายเอาดาบหน้า เมื่อมาลงหลักปักฐานในไทยได้มุมานะพยายามหนักเอาเบาสู้จนบัดนี้เป็นเศรษฐี-มหาเศรษฐี

ขออนุญาตไม่เอ่ยนามแต่เชื่อว่าคนรวยอันดับ 1-10 ประเทศไทยที่มีทรัพย์สินเงินทองหมื่นล้านแสนล้านเป็นคนเชื้อสายจีน

“ดับเครื่องชน” วันนี้เป็นวันมงคลจึงขอละเว้นกล่าวถึงเรื่องที่ไม่สบายใจและขอนำเรื่องเกี่ยวกับตรุษจีนมาแจ้งให้ทราบเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็น “วันไหว้” และตรงกับวันขึ้นปีใหม่จีน

โดยจะมีการไหว้ 3 ครั้ง ตอนเช้ามืดจะไหว้ “ไป๊เล่าเอี๊ย” เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ ตอนสายจะไหว้ “ไป๊เป้บ๊อ” หรือการไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายไหว้ “ไป๊ฮ้อเฮียตี๋” เป็นการไหว้พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

วันขึ้นปีใหม่ของจีน คือวันที่ 1 ของเดือนที่ 1 ของปี หรือ “ชิวอิก” โดยมีการไหว้เทพเจ้า “ไฉ่ซิงเอี้ย” ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ

          การเตรียมของไหว้มงคลรับตรุษจีน มีดังนี้
เทียนแดง 1 คู่ (และธูป 3 ดอกต่อ 1 ท่าน), ข้าวสารใส่แก้ว, กิมฮวย (ก้านหางนกยูงที่ใช้ปักในกระถางธูป+กระถางธูป), ชุดกระดาษเงิน-ทอง และสาคูแดงต้มสุก 3-5 ถ้วย, ผลไม้ 5 อย่าง, น้ำชา 5 ถ้วย และของไหว้เจ 5 อย่าง (เช่น เห็ดหอม, เห็ดหูหนู, ดอกไม้จีน, วุ้นเส้น, ฟองเต้าหู้ เป็นต้น)

  ความหมายมงคลของอาหารไหว้
ไก่ คือความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องเป็นไก่เต็มตัว มีหัว ตัว ขา ปีก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์, เป็ด คือสิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย, ปลา คือเหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์, หมู คือความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้, หมึก คือเหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา), บะหมี่ยาว หรือ มี่สั้ว หรือ ฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อ คืออายุยืนยาว,

เม็ดบัว คือการมีบุตรชายจำนวนมาก, ถั่วตัด คือแท่งเงิน จะได้อุดมไปด้วยเงิน, สาหร่ายทะเลสีดำ คือความมั่งคั่งร่ำรวย, หน่อไม้ คือการอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก, ขนมเข่ง คือความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ดังนั้นขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม คือความหวานชื่นอันสมบูรณ์, ขนมเทียน คือเป็นขนมที่ปรับปรุงขึ้นจากชาวจีนโพ้นแผ่นดิน ดัดแปลงมาจากขนมท้องถิ่นของไทย จากขนมใส่ไส้ เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ มาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลม มีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์,

ขนมไข่ คือความเจริญเติบโต, ขนมถ้วยฟู และขนมสาลี่ คือความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู, ซาลาเปา หรือ หมั่นโถว คือไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค และ ขนมจันอับ (จั๋งอั๊บ) คือปิ่นโต หมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไปกาลนาน

ล่าสุดทราบข่าวมาว่าทางการมีการร้องขอความร่วมมืองดเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง เพื่อลดมลภาวะ

หรือการจุดประทัด ซึ่งส่งเสียงดังและมีควันพิษ ซึ่งน่าจะได้รับการยกเว้นเป็นตรุษจีนที่ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้ เฮงๆ ครับ

วาทกรรมเทพ-มาร จุดอ่อน “ประชาธิปไตยไร้เดียงสา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาทกรรมเทพ-มาร จุดอ่อน “ประชาธิปไตยไร้เดียงสา”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:00 น.
พรรคพลังประชารัฐ,กระดานความคิด,พรรคสหประชาไทย,เลือกตั้ง,ประชาธิปไตย,จอมพลถนอม กิตติขจร,จอมพลประภาส จารุเสถียร,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

นักวิชาการหลายสำนัก พยายามจะเปรียบเทียบให้การเลือกตั้ง 2562 เหมือนการเลือกตั้ง 2500 เปรียบเทียบพรรคพลังประชารัฐให้เหมือนพรรคสหประชาไทย

ประวัติศาสตร์มีให้ศึกษา เรียนรู้ แต่ไม่ใช่นำประวัติศาสตร์ มาสร้างวาทกรรมทางการเมือง เพื่อการปลุกระดมมวลชน

พรรคสหประชาไทย ก่อเกิดจากคณะนายทหารที่สืบทอดอำนาจมาจากการรัฐประหาร 2500 เวลานั้นเป็นผู้บริหารประเทศ หัวหน้าพรรคจึงเป็น “จอมพลถนอม กิตติขจร” นายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคคือ “จอมพลประภาส จารุเสถียร” ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย

การเตรียมการเลือกตั้งของพรรคสหประชาไทย แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายนายทหารเสนาธิการและนักคิดที่ใกล้ชิดจอมพลถนอม กิตติขจร, ฝ่าย “พจน์ สารสิน” ที่ขึ้นตรงกับจอมพลถนอม และฝ่าย “ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์” สายตรงของจอมพลประภาส จารุเสถียร

ตรงกันข้ามกับ “กลุ่มอำนาจ” ใน พ.ศ.นี้ มิได้มอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสร้างเครือข่ายกับพรรคการเมืองเพียงกลุ่มเดียว หากแต่มีการกระจายกันไปทำ ตามศักยภาพของแต่ละคน

รูปแบบการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่กุมอำนาจเวลานี้ คล้ายสถานการณ์การเมืองปลายปี 2517 ศูนย์อำนาจใหม่ ประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์

“พล.อ.กฤษณ์” ในฐานะผู้กำกับการแสดง มีคอนเนกชั่นทั้งในกลุ่มการเมืองปีกขวา และปีกซ้าย ได้ให้การสนับสนุนนักการเมืองหลายกลุ่มตั้งพรรคการเมือง

เลือกตั้ง 2518 พล.อ.กฤษณ์ มอบหมายให้ “โค้วตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยม เป็นผู้ประสานงานสร้างเครือข่ายกับพรรคต่างๆ อาทิ พรรคธรรมสังคม, พรรคประชาธรรม, พรรคสันติชน, พรรคเสรีนิยม ฯลฯ

อดีตซ้ายไทยก็ทราบดี พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ ได้คบหาสมาคมกับ ไขแสง สุกใส และผู้นำนักศึกษาหลายคน ที่เป็นแกนนำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงพรรคพลังใหม่

หลังเลือกตั้ง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยม รวบรวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อย ตั้งเป็น “กลุ่มร่วมชาติ” เตรียมจัดตั้งรัฐบาล

หลังพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ พล.อ.กฤษณ์ ตัดสินใจเลือก “หม่อมคึกฤทธิ์” หัวหน้าพรรคกิจสังคม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มร่วมชาติ (11 พรรค) และพรรคชาติไทย

“กฤษณ์โมเดล” กำลังจะกลับมา หลังการเลือกตั้ง 2562 ผู้ถืออำนาจ มิได้มอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสร้างเครือข่ายกับพรรคการเมืองเพียงกลุ่มเดียว หากแต่มีการกระจายกันไปทำ ตามศักยภาพของแต่ละคน

พรรคพลังประชารัฐ น่าจะไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทยยุคแรกๆ ที่มีองค์ประกอบของเทคโนแครตการเมือง กับนักเลือกตั้งมืออาชีพ

สมัยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร รวบรวม “อดีตนายทหาร-นายตำรวจ” ไปอยู่ในพรรคหลายสิบคน แต่ส่องเข้าไปในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีเงานายทหารใหญ่ นอกจากการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายทักษิณ กำลังเผชิญหน้ากับ “กองกำลังนักเลือกตั้ง” ที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับทักษิณมาก่อน จึงรู้เช่นเห็นชาติกัน และสรุปบทเรียนจากการต่อสู้กันมาสองครั้ง(ปี 2550 และ 2554)

ใครคือ “พล.อ.กฤษณ์” ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็พอจะรู้กันอยู่ ใครเป็นผู้คุมเกมนักเลือกตั้ง ในบทบาทแบบประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ก็เดาได้ไม่ยาก

ฝ่ายประชาธิปไตยบางกลุ่ม ชอบตัดทอนประวัติศาสตร์ แถมติดโรคไร้เดียงสาฝ่ายซ้ายเยอะ โอกาสจะเพลี่ยงพล้ำและตกเป็นเหยื่อเกมอำนาจ ก็มีสูงยิ่ง

สูตรชนะทักษิณ “จอมเก๋า” บัญชีรายชื่อ “นักล่าแต้ม” ส.ส.เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรชนะทักษิณ “จอมเก๋า” บัญชีรายชื่อ “นักล่าแต้ม” ส.ส.เขต

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:08 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคการเมือง,กติกาการเลือกตั้ง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,อดีต สส
เปิดอ่าน 7,570 ครั้ง

อย่างที่รู้ กติกาเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา” งานนี้ก็เพื่อล้มแชมป์โดยเฉพาะ!!

000 ในที่สุดฤดูเลือกตั้ง 2562 ก็ได้ฤกษ์หาเสียงอย่างเป็นทางการ เมื่อ กกต. เปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)  ทั้ง ส.ส. และ บัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ นี้ ดังที่ทราบกัน “กติกาเลือกตั้ง” หนนี้ต่างจากเดิม จึงทำให้พรรคการเมืองต้องปรับยุทธศาสตร์การวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ใหม่ ทั้งมี “บัตรเลือกตั้งใบเดียว” และ “ทุกคะแนน” จะถูกนับรวมหมด ไม่มีตกน้ำตกท่า

           000 พรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภามา 4 สมัยติดต่อกันคือ พรรคในเครือข่าย “คนแดนไกล” ไม่ว่าจะชื่อ ไทยรักไทย, พลังประชาชน และ เพื่อไทย ก็ต้องปรับยุทธศาสตร์ “พรรคพี่–พรรคน้อง” เนื่องจากกติกาเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา” จึงมีระบบคิดคำนวณคะแนน ส.ส.ใหม่ พรรคที่ชนะ “ส.ส.เขต” มากเท่าใด จำนวน “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินส่งแค่ 250 เขต และแบ่งให้พรรคไทยรักษา ส่ง 150 เขต

เพื่อไทย แชมป์เน้น ส.ส.เขต

          000 สำหรับผู้ท้าชิงอย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้ง ครบ 350 เขต แต่เมื่อดูโผรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต บรรดากองเชียร์ลุงตู่ อาจรู้สึกผิดหวังเพราะไม่มี “อดีต ส.ส.” คนเด่นคนดังลงสนามเลย ส่วนใหญ่เป็น “คนหน้าใหม่” ที่ก้าวมาจากสนามการเมืองท้องถิ่น

          000 จริงๆ แล้ว “นักเลือกตั้ง” ระดับแกนนำพลังประชารัฐ รู้อยู่แก่ใจ การเอาชนะเพื่อไทยที่ “เขตเลือกตั้ง” โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนเป็นเรื่องยากมาก แต่การ “เก็บแต้ม” ที่เขตเลือกตั้งให้ได้ตามเป้า เขตละ 1-2 หมื่นคะแนน ดูจะทำง่ายกว่าแถมจะส่งผลดีต่อคะแนนรวมทั้งประเทศและจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ไทยรักษาชาติ น้องใหม่ มุ่งคะแนนบัญชีรายชื่อ

          000 สรุปว่าอดีตส.ส.จอมเก๋าจะรับบท “พี่เลี้ยง” คอยกำกับ “นักล่าแต้ม” ซึ่งมีตำแหน่ง ส.อบจ., ส.ท. และนายก อบต. โดยนักการเมืองท้องถิ่นนี้มี “ฐานคะแนน” ที่แน่นอน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ภาคอีสานจะมีทีม “นายก อบจ.” 7 จังหวัดอีสานเหนือ คอยเป็น “กองหนุน” ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่

          000 ด้านคู่แข่งพลังประชารัฐในสนามภาคอีสาน “พรรคภูมิใจไทย” ที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งครบ 350 เขต ก็เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “นักล่าแต้ม” เช่นกัน ยกตัวอย่างผู้สมัคร ส.ส.เขต นครราชสีมา 14 เขต ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจ แต่ค่ายสีน้ำเงิน ก็มอบให้ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด และ “นพ.สำเริง แหยงกระโทก” อดีตนายกอบจ.โคราช พร้อมด้วยอดีตส.ส.เป็นพี่เลี้ยง คอยกวาดคะแนนให้ได้มากที่สุด 

พรรคภูมิใจไทย

          000 ส่วนพรรคเก่าขนาดกลาง “พรรคชาติไทยพัฒนา” คงหวัง ส.ส.เขต ไม่กี่จังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ที่เหลือส่ง “นักล่าแต้ม” ระดับอดีต ส.ส.เกรดบี ลงทำงาน เช่นเดียวกับ “พรรคชาติพัฒนา” ที่ปักธง 3-4 เขตในนครราชสีมา และที่เหลือก็เก็บแต้มจากทุกเขตที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.

          000 มีความชัดเจนกันเสียที สมรภูมิแปดริ้ว เขต 3 อ.ท่าตะเกียบ อ.สนามชัยเขต และอ.พนมสารคาม (บางตำบล) แชมป์เก่าย้ายจากเพื่อไทยมาภูมิใจไทย “รส มะลิผล” สามีของ “จินดา มะลิผล” หรือจินดา ตันเจริญ (พี่สาวของสุชาติ ตันเจริญ) จะต้องพบผู้ท้าชิงหน้าเก่า “สุชาติ ตันเจริญ” พรรคพลังประชารัฐ 

          000 ปี 2554 รส มะลิผล สวมเสื้อเพื่อไทย ลงแข่งกับ “พิเชษฐ์ ตันเจริญ” (น้องชายภรรยา–จินดาและสุชาติ) ค่ายภูมิใจไทย  และเอาชนะมาได้ มาถึงปี 2557 “สุชาติ” สวมเสื้อค่ายสีน้ำเงิน ลงชนพี่เขย–รส มะลิผล บังเอิญเลือกตั้งโมฆะ แต่หนนี้สู้กันรอบใหม่

          000 เหมือนซุ่มเงียบพิกล  “ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว หอบหิ้วน้องสาว “ตรีนุช เทียนทอง” จากค่ายเพื่อไทย ไปอยู่ค่ายพลังประชารัฐ ยังไม่มีการเปิดตัวเป็นทางการ

          ตรงข้ามค่ายเพื่อไทย “เสนาะ เทียนทอง”ลงทุนจูงลูกชาย “สรวงศ์ เทียนทอง” และหลานชาย “สนธิเดช เทียนทอง” ออกหาเสียงชนิดที่คนสระแก้วไม่เคยเห็นมาก่อน โดยมีรถโมบายเคลื่อนที่ เปิดเวทีปราศรัยเป็นจุดๆ

ตรุษจีนปลอดภัย..ตำรวจไทยให้ความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361221?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรุษจีนปลอดภัย..ตำรวจไทยให้ความเชื่อมั่น

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:18 น.
ตรุษจีน
เปิดอ่าน 178 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ศุภชัย เพชรเทวี

แม้จะผ่านพ้นเดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีใหม่ แต่เทศกาลเฉลิมฉลองไม่ได้หมดแค่นี้ เนื่องจากยังมีเทศกาลปีใหม่ของคนเชื้อสายจีน หรือที่เรียกว่า “ตรุษจีน” โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถือเป็นเทศกาลสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเทศกาลสำคัญต่างๆตามประเพณีไทย เนื่องจากมีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนไม่น้อยอยู่ในประเทศ

แน่นอนว่าทุกเทศกาลสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  มักมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีมาตรการรับมือ สร้างความเชื่อมั่น เพื่อภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศ ยิ่งแล้วเป็นหน่วยงานรัฐอย่างตำรวจ โดยเฉพาะ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)

สำหรับประเทศไทย หากเอ่ยถึง “ไชน่าทาวน์เมืองไทย” ก็ต้องเป็นย่านเยาวราช โดยปีนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวโครงการ “แสดงความเชื่อมั่นในเทศกาลตรุษจีนและเทศกาล วาเลนไทน์ประจำปี 2562 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” โดยมี พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.), กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการปกครอง และ กรุงเทพมหานคร จัดกำลังเจ้าหน้าที่ จำนวนกว่า 1,000 นาย ร่วมกับอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเข้าร่วมในพิธี

พล.ต.ท.ธีรพล บอกว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ของทุกๆ ปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเพื่อการพักผ่อนและจับจ่ายซื้อสิ่งของ เพราะเป็นวันหยุดยาว ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนที่อาศัยอยู่ทั่วโลก ซึ่ง บช.ทท. และ สตม. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการให้ความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง จึงได้จัดพิธีปล่อยแถวแสดงกำลังสร้างความเชื่อมั่นในเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ ปี 2562 โดยเยาวราชก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เราได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระดมกำลังเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงเทศกาลนี้ จำนวนกว่า 1,000 นาย ร่วมกับอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ออกปฏิบัติการตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมวางมาตรการให้ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ของนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีความสุข สนุกสนานและปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สิน” ผบช.ทท. ระบุ

ขณะที่ นายวีระศักดิ์ ย้ำว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่สร้างรายได้สำคัญให้แก่ประเทศ ฉะนั้น บช.ทท.จึงตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านทางประเพณีและวัฒนธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ให้ปี 2561 เป็นปี “ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ดังนั้นการสร้างขวัญกำลังใจให้ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รู้สึกเชื่อมั่นในความปลอดภัย สามารถขอความช่วยเหลือสร้างความอุ่นใจในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ตรุษจีนปีนี้ตำรวจไทยก็กวดขันเข้มงวดดังเช่นทุกปี สร้างความปลอดภัย ให้ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ เห็นแบบนี้แล้วน่าจะสบายใจหายห่วง..!!

ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก กับฝุ่นพีเอ็ม 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361219?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก กับฝุ่นพีเอ็ม 2.5

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:13 น.
พีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐานยังสร้างความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องจนต้องปิดโรงเรียนกันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว และรณรงค์งดจุดธูปเทียนและเผากระดาษในเทศกาลตรุษจีน รวมถึงการฉีดน้ำลดฝุ่นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่หลายคนก็ยังตื่นตระหนกเพราะมีข้อมูลที่เผยแพร่ออกมามากมายจนก่อเกิดความหวาดกลัว สับสน โดยเฉพาะเรื่องระดับค่าของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่ามีความรุนแรงแค่ไหนกันแน่ และวิธีการป้องกันตัวเองและบุตรหลานที่มีประสิทธิภาพ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัด เวทีเสวนา “พีเอ็ม 2.5 ตระหนัก อย่างไม่ตระหนก” เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันเสนอหาทางป้องกันตนเองและผู้ป่วยที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในการเกิดผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้

ผศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า กลุ่มเสี่ยงนั้นได้แก่ เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนที่มีสุขภาพไม่ดี เช่น ผู้ป่วยโรคปอด โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ เป็นต้น คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบจากฝุ่นขนาดเล็กได้ทันทีทันใด เนื่องจากขนาดของฝุ่นนั้นเล็กมากจนสามารถผ่านเข้าไปได้ถึงปอดและกระแสเลือดได้จนอาจจะไปกระตุ้นให้อาการของโรคต่างๆ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กำเริบได้

ผศ.นพ.กมล กล่าวว่า “พีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาที่ใกล้ตัวที่เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดพีเอ็ม 2.5 และต้องระวังตัวเรา รวมถึงคนใกล้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง โดยใช้วิธี เลื่อน ลด ละ เลิก”

เลื่อน ปรับเวลาการเดินทาง เลี่ยงช่วงเวลาที่ค่าพีเอ็ม 2.5 สูง โดยเฉพาะเวลาเช้าและเวลาเย็นที่สภาพการจรารจรหนาแน่น เครื่องยนต์ปล่อยควันดำ กอปรกับสภาพอากาศนิ่ง การหมุนเวียนอากาศไม่ดี ทำให้ฝุ่นมีความเข้มข้นสูง ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลื่อนออกเดินทางไปเป็นเวลาอื่นแทน

ลด การออกนอกบ้าน ถ้าหากค่าพีเอ็ม 2.5 ขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หลักการสำคัญคือการไม่ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษมาก และต้องใส่หน้ากากให้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ระวังมากจนเกินไป จนกักตัวอยู่ในพื้นที่จำกัดหรือบ้านที่การระบายถ่ายเทอากาศไม่ดี

และเมื่อค่าพีเอ็ม 2.5 สูงเกินมาตรฐานมากก็ควรจะมีการ ละ หรือ เลิก อาทิ งดกิจกรรมภายนอกอาคารกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง ไปจนถึงงดการเรียนการสอน เป็นต้น

รศ.พญ.พรรณทิพา ฉัตรชาตรี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นหมอภูมิแพ้ พบว่าบางบ้านทำความสะอาดจนไม่เหลือฝุ่นแล้ว แต่เด็กก็ยังมีอาการภูมิแพ้กำเริบอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักถึงก็คือ “คุณภาพอากาศภายในอาคาร” (Indoor Air Quality) เพราะถึงแม้เราจะปิดหน้าต่างอยู่ในบ้าน แต่ภายในบ้านเองก็สามารถสร้างพีเอ็ม 2.5 ได้เช่นกัน ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น การสูบบุหรี่ การทำอาหาร เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือบ้านตั้งอยู่ใกล้ถนน เป็นต้น เพราะฉะนั้นการอยู่แต่ในบ้านก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป

“วิธีการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละอองที่ดีที่สุดก็คืออยู่ให้ห่างจากจุดกำเนิดที่มีค่า พีเอ็ม 2.5 แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องยากที่เราจะหลีกเลี่ยง เราจึงควรที่จะป้องกันตัวเองให้มากที่สุดด้วยการใส่หน้ากากอนามัย”

รศ.พญ.พรรณทิพา แนะนำว่า หน้ากากอนามัยที่ดีไม่ใช่หน้ากากที่ราคาแพง แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ มีวาล์วระบายอากาศ ครอบได้พอดีกับใบหน้าและแก้มทั้งสองข้าง มีตัวกรองหลายชั้น เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ก็จะช่วยป้องกันฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากหน้ากากอนามัยแล้วเครื่องมือที่จะช่วยบรรเทาปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารได้บ้างก็คือ “เครื่องฟอกอากาศ” รศ.พญ.พรรณทิพา ได้แนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศว่า ควรเลือกที่มีตัวกรอง HEPA Filter ซึ่งสามารถกรองได้ถึง 0.3 ไมครอน เป็นตัวกรองมาตรฐานที่ใช้กรองฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ หรือใช้ร่วมกับตัวกรอง Electrostatic Filter เป็นตัวกรองแบบประจุไฟฟ้า ซึ่งสามารถกรองได้ถึง 0.01 ไมครอน ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเราต้องดูแลรักษาสภาพของเครื่องโดยการเปลี่ยน HEPA ทุกๆ 6 เดือน

“ปัจจัยหนึ่งในการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศก็คือขนาดของเครื่อง ควรเลือกให้เมาะสมกับขนาดของห้อง และเมื่อเปิดใช้งานก็อย่าลืมปิดหน้าต่าง มิฉะเช่นนั้นนอกจากจะช่วยไม่ได้แล้ว ยังทำให้เครื่องเสื่อมเร็วอีกด้วย” รศ.พญ.พรรณทิพา กล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ “เครื่องวัดพีเอ็ม 2.5” และแอพพลิเคชั่น ที่หลายคนต่างก็พากันหาซื้อมาใช้เพื่อเฝ้าระวังวิกฤติในครั้งนี้ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเข้มข้นของ พีเอ็ม 2.5 ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้ข้อสังเกตไว้ว่า เครื่องตรวจวัดพีเอ็ม 2.5 มีหลากหลายขนาดและราคา ต้องยอมรับว่าเมื่อราคาต่างกัน ประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ก็ต่างกันไปด้วย ซึ่งเครื่องที่ไม่แพงก็พอจะใช้ได้ แต่ก็อาจจะมีการคลาดเคลื่อนมากหรือน้อยไปตามลำดับ

ส่วนการดูค่าคุณภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชั่น ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เช่น ของกรมควบคุมมลพิษจะใช้บอกค่าเฉลี่ยรายวันของช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ค่าแบบเรียลไทม์อย่างที่เข้าใจ ในขณะที่บางแอพพลิเคชั่นใช้บอกค่าเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

“ค่าในแอพพลิเคชั่นที่ขึ้นตัวเลขเล็กๆ 150 เป็นสีแดง ความหมายของ 150 สีแดงนั้นแปลว่า คุณจะต้องไปยืนอยุ่จุดนั้น 24 ชั่วโมง และจุดนั้นจะขึ้น 150 ตลอดเวลา คุณจึงจะเจอสีแดง นั่นคือความหมายของแอพพลิเคชั่น ดังนั้นเราควรจะอ่านให้เข้าใจเสียก่อนว่าข้อมูลนั้นๆ มีความหมายอย่างไรก่อนที่จะตระหนกไปเสียก่อน” รศ.ดร.สิริมา กล่าว

คู่เอกโคราช “ประเสริฐ” (พท.) ดวล “ประเสริฐ” (ชพน.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่เอกโคราช “ประเสริฐ” (พท.) ดวล “ประเสริฐ” (ชพน.)

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:08 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เพื่อไทย,ชาติพัฒนา
เปิดอ่าน 2,096 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ กกต.ยุคสีเขียว มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง 14 เขต นครราชสีมา ทำเอาอดีต ส.ส.เพื่อไทยร้องจ๊าก เพราะมีการผ่าอำเภอขนาดใหญ่ออกไปอยู่ใน 3 เขตเลือกตั้ง อาทิ ผ่า อ.เมืองนครราชสีมา ให้เขตเลือกตั้งที่ 2 ไปรวมกับ อ.ด่านขุนทด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และผ่า อ.พิมายเป็น 3 เขตเลือกตั้ง ส่วน อ.สีคิ้ว อ.โนนไทย อ.ด่านขุนทด และอ.วังน้ำเขียว ถูกแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง

การแบ่งเขตสุดพิสดารนี้ได้ส่งผลให้นักการเมืองรุ่นใหญ่ต้องมาวัดฝีมือกัน นั่นคือเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และอ.สีคิ้ว (บางตำบล) ที่มีผู้สมัคร ส.ส.เขตระดับอดีตรัฐมนตรี ได้แก่ “ประเสริฐ บุญชัยสุข” อดีตรมว.อุตสาหกรรม พรรคชาติพัฒนา และ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีตรมช.คมนาคม และประธานส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย

เลือกตั้งปี 2554 ประเสริฐ บุญชัยสุข ชนะเลือกตั้งที่เขต 3 (อ.เมืองนครราชสีมา (บางตำบล) อ.ขามทะเลสอ และ อ.สูงเนิน (บางตำบล) ส่วน ประเสริฐ จันทรรวงทอง ชนะเลือกตั้งที่เขต 14 (อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน (บางตำบล) และ อ.ปากช่อง (เฉพาะตำบลจันทึก)

แต่การเลือกตั้งหนนี้ ประเสริฐ ค่ายเพื่อไทย ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อ อ.สีคิ้ว ถูกผ่าออกเป็น 2 เขตเลือกตั้ง  และเมื่อตรวจเช็กฐานคะแนน ในที่สุด ประเสริฐก็เลือกเขต 3 เพราะ 6 ตำบลของ อ.สีคิ้ว ถูกโยกมาอยู่เขต 3

อีกอย่างตระกูล “จันทรรวงทอง” มีบทบาททางการเมืองและงานสังคมในสีคิ้วมายาวนาน ตอนนี้ ปรีชา จันทรรวงทอง เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสีคิ้ว และสิทธิศักดิ์ จันทรรวงทอง เป็นประธานมูลนิธิพรหมธรรมสงเคราะห์ อ.สีคิ้ว

 สุวัจน์ นำทีมเปิดสาขาพรรคณ ที่สีคิ้ว

จะอย่างไรก็ตามในฐานะประธาน ส.ส. 14 เขต นครราชสีมา ของพรรคเพื่อไทย โดยประเสริฐ จะขอสู้สุดชีวิตเพื่อรักษาเก้าอี้ไว้ให้ได้ เพราะเป็น ส.ส.มา 4 สมัยแล้ว

ด้านพรรคชาติพัฒนา ประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต ส.ส.นครราชสีมา เดิมมีฐานเสียงหลักใน อ.เมืองนครราชสีมา แต่ถูกโยกไปอยู่ที่เขต 2 โชคดียังเหลือ อ.ขามทะเลสอ และ อ.สูงเนิน ประเสริฐจึงตัดสินใจเลือกเขต 3

เมื่อ 15 ธันวาคม 2561 สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา  พร้อมด้วยเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้เดินทางไปเปิดศูนย์ประสานงานสาขาพรรคชาติพัฒนาประจำ อ.สีคิ้ว เพราะพื้นที่นี้เป็นฐานเสียงใหม่ จึงต้องทำงานหนัก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  หาเสียงช่วยประเสริฐ จันทรรวงทอง

การที่สุวัจน์ยกทัพใหญ่ไปสีคิ้วเหมือนส่งสัญญาณว่าศึกเลือกตั้งหนนี้ ประเสริฐ บุญชัยสุข จะแพ้ไม่ได้

นอกจากนี้พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “จันทิมา โกสินทร์รักษา” นายก อบต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน มาท้าชิงเก้าอี้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยส่ง “รักชาติ กิริวัฒนศักดิ์” ส.อบจ.โคราช เขต อ.สูงเนิน ลงชิงชัย ผู้สมัคร ส.ส.สองรายหลังนี้ อาจไม่ใช้เต็งหนึ่ง เต็งสอง แต่ก็สามารถเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย

ฉะนั้นสังเวียนโคราช 14 เขต ก็มีเขต 3 ที่จัดว่าเป็นมวยคู่เอก สมกับเป็นมวยรุ่นใหญ่ มากฝีมือ และน้ำเลี้ยงไม่มีติดขัด

ฝุ่นมหาภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นมหาภัย

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 07:58 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ฝุ่นมหาภัย,ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ย้ายฐานมาประจำการใน “คม ชัด ลึก” นับตั้งแต่วันนี้พบกันสัปดาห์ละ 5 วัน จันทร์ถึงศุกร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางรับเรื่องราวความทุกข์เดือดร้อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบจะได้แก้ไขปัญหาต่างๆ

นอกจากนี้ยังจะได้สนทนาพูดจาแบบ ‘จับเข่าคุย’ คนกันเองมีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์แบบ ‘ดับเครื่องชน’ และสำหรับท่านที่ต้องการส่งข่าวสารหรือระบายความในใจหรือพบเห็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลสามารถส่งมาได้ที่ oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยเฉพาะเขตเมืองหลวง กทม.และใกล้เคียงคือ ‘ฝุ่นพิษ’ ที่เรียกว่า พีเอ็ม 2.5 ซึ่งอยากจะเรียกว่าเป็นฝุ่นมหาภัย จนรัฐบาลประกาศมาตรการใช้กฎเหล็กแก้ไขหลายแบบ ซึ่งจะเป็นไฟไหม้ฟาง สั่งไปแล้วจะมีคนปฏิบัติได้หรือไม่ก็ต้องคอยดูชมกันต่อๆ ไป

เหมือนอย่างหลายๆ เรื่องที่มีแต่สั่ง แต่ไม่มีผู้ปฏิบัติเพราะต่างลอยตัวอยู่เหนือปัญหา-นี่แหละประเทศไทย

เท่าที่ติดตามข่าว นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ประกาศแบบแข็งกร้าวเข้มข้นดุดันว่าจะต่อสู้ทำสงครามกำจัดฝุ่นจนฮือฮากันทั่ว

สรุปประเด็นสำคัญที่อาจเป็นนโยบาย ‘ยาแรง’ เช่น ห้ามนั่งรถยนต์คนเดียว-กำหนดให้ใช้รถเลขทะเบียนวันเลขคู่-เลขคี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์วิกฤติฝุ่นมหาภัยนี้
รวมไปถึงส่งทหารเข้าตรวจโรงงานทั่วประเทศและบางกระแสข่าวบอกว่าอาจใช้มาตรา 44 จัดการ

‘ดับเครื่องชน’ มีคำถามว่าทำไมต้องใช้ทหารเข้าตรวจสอบทั้งๆ ที่มีหน่วยงานมากมายมีหน้าที่โดยตรงแสดงว่านายกฯ ไม่ไว้ใจข้าราชการพลเรือนแต่ต้องใช้ทหาร?

หลายวันที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปิดโรงเรียนในสังกัดและสถาบันการศึกษาก็มีการสั่งหยุดเรียนหยุดสอนเช่นกัน

สิ่งที่เป็นห่วงอย่างมากก็คือ รัฐบาลจะทำอย่างไร หากฤดูร้อนมาถึงซึ่งจะมีไฟป่าหรือหมอกควันปกคลุมอย่างที่เกิดขึ้นทุกปีทางเหนือ-อีสาน

ทางใต้ก็มีหมอกควันจากอินโดนีเซียเข้ามาหนักหนาสาหัส ขนาดต้องเปิดไฟหน้ารถวิ่ง

นี่คือปัญหาอีกระลอกใหญ่ที่กำลังตามมาและจะต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่นาทีนี้

ช่วงเวลานั้นจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งหวังว่ารัฐบาลป้ายแดงจะทำงานทัน

พูดถึงการแก้ไขปัญหามลพิษแล้ว อยากยกกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำงานคล้ายๆ กัน ทั้งๆ ที่สมัยก่อนก็เจอปัญหาร้ายแรงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ
โดยเริ่มที่ต้องจัดหาระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน-รถเมล์ไฟฟ้า ซึ่งลดควันจากท่อไอเสีย
ใครจะซื้อรถต้องมีที่จอดรถ ไม่ใช่เศรษฐีไทยที่มีรถเป็นโหลๆ

มีการตรวจสภาพรถสม่ำเสมอและตามเขตก่อสร้างมีระเบียบจัดผ้าใบคุลมตึกหรือรถบรรทุกออกจากไซต์งานต้องมีบ่อล้างล้อก่อน เพื่อชำระล้างดินโคลน ฝุ่นละออง แบบคนไทยล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน
รวมถึงการสร้างปอดคือสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้สองข้างถนนทั่วเมืองให้ช่วยฟอกอากาศบริสุทธิ์ แถมร่มรื่นสบายใจ สบายตา สบายอารมณ์
ทั้งหลายทั้งปวงต้องมีการใช้บังคับกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาไม่มีเส้นสายหรือข้อยกเว้น

ประเทศไทยของเรานี่ไม่เหมือนที่อื่นในโลกเพราะยังหาทางหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้เส้นและจ่ายเงินเพื่อกฎหมายเข้าไม่ถึง!

พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 07:53 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,รัฐบาล,เลือกตัง
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

ตามประเพณีปฏิบัติทางการเมืองที่เรายึดมากว่า 30 ปี พรรคการเมืองที่มีชัยชนะในการเลือกตั้งจะเป็นพรรรคหลักในการรวบรวมพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันคนของพรรคตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ประเพณีปฏิบัติดังกล่าวจะไม่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่มีการยึดถือเช่นนั้นหลังยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา

แต่การเลือกตั้งที่จะมาถึงวันที่ 24 มีนาคมนี้ ด้วยบริบท ทางการเมืองและกติกาเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเมืองในห้วง 30 ปีที่ผ่านมา ความเป็นที่ 1 ของชัยชนะหลังการเลือกตั้งไม่ได้เป็นสิ่งที่จะกำหนดได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลและตัวแทนพรรคจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี กติกาในรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดว่าต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งมีเสียงรวมกันเท่ากับ 750 เสียง คนจะรวบรวมเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นคือ 376 เสียง และบรรยากาศการเมืองที่ยังคงเป็นรูปเดิมระหว่าง “เอา&ไม่เอาทักษิณ” ทำให้โอกาสของพรรคลำดับสองในชัยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งรัฐบาลและผลักดันตัวแทนของพรรรลำดับสองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีมากกว่าพรรคลำดับที่หนึ่ง ยกเว้นพรรคลำดับที่หนึ่งจะชนะอย่างถล่มทลาย อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โม้ไว้ว่าจะได้ถึง 300 เสียง ซึ่งถ้าเป็นจริงพรรคลำดับหนึ่งก็ได้ตั้งรัฐบาลโดยมิต้องสงสัย

ในแวดวงการเมืองไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือกล้าพนันว่า พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยฐานที่มั่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังแข็งแกร่ง แม้มีหลายพรรคพยายามดูดอดีตส.ส.ไปสังกัดก็ตาม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนในแวดวงการเมืองฟันธงตรงกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่งส.ส.น้อยกว่าเดิม จากเดิมเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.เขต 204 ที่นั่ง และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 61 ที่นั่ง รวม 265 ที่นั่ง แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมกันที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มิใช่ขอแถมเพิ่มจำนวนส.ส.อีกต่อไป และระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวรวมทั้งการที่อดีตส.ส.เพื่อไทยถูกดูดไปมากมาย วงการเมืองจึงมองว่าอย่างไรเสียเพื่อไทยไม่น่าจะมีโอกาสถึง 200 เสียง ดีไม่ดีจะก้าวข้ามเส้น 150 ที่นั่งได้หรือไม่ (อันนี้ไม่รวมพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) และพรรคเพื่อชาติ+ประชาชาติ)

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐตั้งเป้าแย่งกันเป็นพรรคอันดับสอง โดยที่แต่ละพรรคหวังว่าใครถึง 120 ที่นั่งส.ส. พรรคนั้นจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล เพราะหากประชาธิปัตย์เป็นอันดับสอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สามารถต่อรองได้กับทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ใครยอมประชาธิปัตย์ก่อนก็มาตั้งรัฐบาลร่วมกัน เช่นเดียวกันหากพลังประชารัฐเป็นอันดับสอง ประชาธิปัตย์ก็ยอมร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐโดยปริยาย เมื่อพรรคเข้าป้ายเป็นที่ 3 ไม่มีหนทางให้เลือกมาก ส่วนคนแดนไกลอย่างทักษิณ ชินวัตร อ่านหมากการเมืองนี้ขาดว่าถ้าไม่ชนะถล่มทลายหนทางที่จะเป็นรัฐบาลร่วมแบ่งปันอำนาจได้นั่นคือต้องดัน “ก้น” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไปก่อน จึงยังไม่สรรหาตัว “จริง” ในการส่งชิงนายกรัฐมนตรีเสียที

เมื่อภาพการเมืองเป็นดังนี้ โอกาสของพรรคลำดับสองถือว่าดีที่สุด “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตัดสินใจลงเป็นบัญชีนายกรัฐมนตรีในนามพลังประชารัฐ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบอร์เดียวของประชาธิปัตย์ จึงขอแข่งเป็นที่สองเพราะแค่ใครเป็นที่สองโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีเกินครึ่งทางแล้ว