‘จุติ ไกรฤกษ์’จังหวะและโอกาสของปชป.จากมุมมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘จุติ ไกรฤกษ์’จังหวะและโอกาสของปชป.จากมุมมอง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
จุติ ไกรฤกษ์,เลือกตั้ง,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 1,289 ครั้ง

“ประชาธิปัตย์เดินหน้าตามเป้า เราหวังได้ส.ส. 120-140 ที่นั่ง”

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีคู่ต่อสู้ลงแข่งขันหลายพรรค ดังนั้นคะแนนเสียงของแต่ละพรรคที่ได้จะไม่ต่างกันมาก แค่เขย่งเท้าก็อาจชนะแม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ก็ตาม แต่ถ้าขยันลงพื้นที่พบประชาชนตลอดเวลาก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่ เลือกตั้งเที่ยวนี้ภาคเหนือพรรคประชาธิปัตย์จะไม่หนีไปจากยุคที่พรรคเคยมีรัฐมนตรีในภาคเหนือ วันนี้ฟ้าเปิดแล้ว สวรรค์เข้าข้างพวกเรา ทำงานหนักก็มีกุญแจขยันลงพื้นที่บ่อยๆ ไม่ต้องใช้เงินก็เป็นส.ส.ได้ ขอเพียงให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจประชาชนเท่านั้น”

ข้อความช่วงหนึ่งซึ่ง “จุติ ไกรฤกษ์” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวไว้ที่ จ.เชียงใหม่ กับสมาชิกพรรคหลังสัญญาณการหาเสียงถูกปล่อยขึ้น

คำพูดดังกล่าวบางคนสงสัยว่าภาคเหนือ 16 จังหวัดที่มี 62 ส.ส. ให้ชาวบ้านคัดเลือกเเละตัดสินใจเลือกผู้เเทนฯ ด้วยบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบที่เลือกทั้งคนเเละพรรคในคราวเดียวนั้น ปชป.จะมีโอกาสเพียงใดในพื้นที่นี้…

อย่าลืมว่า…ภาคเหนือกับพรรคสีฟ้าเสมือนทางคู่ขนานในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ปชป.เเทบปักธงเพิ่มไม่ได้เลยเว้นเเต่จังหวัดที่มีเเกนนำพรรคเป็นส.ส.อยู่

วันนี้ 104 พรรคที่มีในสารบบ มีการประเมินกันว่าหนึ่งเขตเลือกตั้งอาจจะมี 20 พรรคขึ้นไปส่งผู้สมัครส.ส.เเบบนี้ “คะเเนนจะเเตก” ฉะนั้นใครมีฐานคะเเนนเดิมเเละชิงเเต้มเพิ่มได้ก็มีโอกาสชนะ ปชป.พร้อมส่ง 350 เขตเเละ 150 ปาร์ตี้ลิสต์ ดังนั้นโอกาสของพรรคนี้มีเเค่ไหน ? เเม่บ้านพรรคจะอธิบายความ

จุติ กล่าวว่า “ปี 2548 กระเเสทักษิณฟีเวอร์มาเเรง ปี 2554 พวกผมเเละผู้สมัครส.ส.ภาคเหนือลงพื้นที่เเทบไม่ได้ ยอดส.ส.จึงไม่เพิ่ม เเต่คราวนี้ผู้สมัครเเละเเกนนำพรรคลงพื้นที่ได้ ไม่มีการต่อต้าน เเบบนี้ฟ้าเปิดโอกาสไหม? เปิดให้ทุกพรรคนะ ยอมรับว่ากระเเสทักษิณวันนี้ยังเเข็งเเกร่งอยู่เเต่ไม่เเรงเท่าเมื่อก่อน โอกาสของพวกผมในภาคนี้คือชิง 40 เก้าอี้มาจากเเชมป์เก่า (ปชป.มีอดีตส.ส.ในภาคนี้ 22 คน) สิ่งที่ผมบอกว่าวันนี้ฟ้าเปิดนั้น เมื่อก่อนเเข่งขันกันสองพรรค  เเต่วันนี้ในเเต่ละเขตเเข่งขันอย่างน้อยสี่ถึงห้าพรรคต่อหนึ่งเขต ฉะนั้นคะเเนนที่คนชนะเลือกตั้งจะอยู่ราวๆ 25,000-30,000 คะเเนนเศษ มันจึงเป็นโอกาส

“ไปดูเลย เมื่อก่อนนะ 35,000 คะเเนนยังเเพ้ เพราะเเข่งกันหลักๆ สองพรรควันนี้มีหลายพรรคโอกาสจึงเปิด สมมุตินะ พรรคผมชนะในหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง เอาไม่มาก 15-20 คะเเนนต่อหนึ่งหน่วย หนึ่งเขตเลือกตั้ง พรรคผมชนะไหม? วิธีที่พรรคจะชนะคือเสนอนโยบาย ผู้สมัครลงพื้นที่เเนะนำตัวเเละสื่อสารกับชาวบ้านในเขต เเบบนี้จะเขย่งชนะได้ อย่าลืมว่าคะเเนนพื้นฐานของพรรคเเค่ละเขตนั้นมีราวหนึ่งหมื่นคะเเนนเศษ เราเป็นผู้ท้าชิงก็ต้องไปหาเพิ่ม เงินสำหรับการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญเเต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในวันนี้เพราะคสช.กับกกต.เอาจริง ภาคเหนือนั้นเรามีอดีตส.ส.เเละอดีตรัฐมนตรีหลายคน ที่ผ่านมาอาจวางมือเเต่พวกเราไปพบเเละประสานเเล้วพวกเขายินดีหนุนคนหน้าใหม่ของเรา”

ส่วนภาพรวมทั่วประเทศเเละความพร้อมของพรรคปชป.นั้น จุติบอกว่า “กระเเสพรรคไปได้ดี พรรคเราไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยโดนยุบ ยอมรับว่าที่ผ่านมาคนบางส่วนเบื่อพรรคเราเพราะเราเก่าเเก่เเละบางคนไปเห่อของใหม่ เเต่คราวนี้พวกเรามีความหวัง 4 ปีเศษหัวหน้าพรรคเดินสายพบผู้ประกอบการเเละกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 200 กลุ่ม รับฟังมุมมองเเล้วมาเเจ้งพรรคให้สังเคราะห์จนเป็นนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงคราวนี้ สิ่งที่บอกไปนั้นทำได้จริง เป็นระบบเเละชัดเจนสุด รวมทั้งเราให้พื้นที่คนหน้าใหม่เเละรุ่นใหม่การเมืองทุกอาชีพเเละทุกวัยลงสมัคร พรรคจึงมีความหลากหลาย”

เมื่อก่อนนั้นปชป.คือคู่เเข่งโดยตรงของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชนเเละเพื่อไทย โดยกระเเสทักษิณเเละนโยบายพรรคที่ส่งผลให้ปชป.คว้ารองเเชมป์มาหลายครั้ง วันนี้สิ่งเหล่านี้ยังบังเกิดในเวทีการเมืองเเละปชป.ยังรับผลกระทบหรือไม่? จุติยอมรับว่า “กระเเสดังกล่าวยังมีเเละดีอยู่ เเต่ไม่เหมือนเมื่อก่อนไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเเล้ว วันนี้มีพรรคใหม่เกิดขึ้นมา (พลังประชารัฐ) เเละมาร่วมชิงดำด้วย รวมทั้งพรรคอื่นๆ มาช่วยตัดเเตัมจากเเชมป์เก่า (เพื่อไทย) เลือกตั้งครั้งนี้ตัดเเต้มกันทุกพรรค ปชป.คือหนึ่งในผู้ท้าชิงเหมือนพรรคอื่นๆ เเต่เราเตรียมผู้สมัครเเละนโยบายมาดีรวมทั้งระบบบริหารที่ลงตัว เราพรัอม”

ส่วนคลื่นใตัน้ำที่เคยเกิดขึ้นในพรรคในช่วงที่ผ่านมานั้น วันนี้สภาพเป็นอย่างไรนั้น? จุติบอกว่า “ทุกอย่างในพรรคจบเเล้ว ไม่มีในสิ่งที่ถาม บางคนที่เคยก่อคลื่นดังกล่าววันนี้ย้ายออกไปเเล้ว พรรควันนี้มีอย่างเดียวเดินหน้าเลือกตั้ง”

ส่วนความหวังหลังเเสดงความพร้อมนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า “เดินหน้าตามเป้าเราหวังได้ 120-140 ส.ส.”

ส่วนที่มีกระเเสข่าวว่าปชป.อาจจับมือบางพรรคตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดบางพรรคที่หนุนคสช.? จุติตอบว่า “ไม่มี ผมหวังอันดับ 1 เอาง่ายๆ จากกระเเสข่าวที่ว่าปชป.จะจับมือเพื่อไทย ถามว่าวันนี้เพื่อไทยมีพรรคสาขากี่พรรค ทุกคนรู้ ให้คาดรวมส.ส.ของพรรคเหล่านี้ที่จะได้น่าจะราวๆ 200 คน เเปลว่าเพื่อไทยน่าจะได้ 100 คนเศษ ผมหวังเป้าในข้างต้น ปชป.ก็คือพรรคอันดับหนึ่งใช่ไหม เราอาจชนะเพื่อไทย 5-10 เสียง หรือเลวร้ายสุดเราได้อันดับสองเเละไม่ห่างจากอันดับหนึ่งมากนัก สำหรับพรรคใหม่นั้น (พปชร.) วันนี้พรรคนี้ในสายตาชาวบ้านที่ผมฟังมา พรรคนี้ชาวบ้านบอกว่าคือพรรคทหาร หากเเกนนำพรรคตอบโจทย์นี้แก่ชาวบ้านได้ ทุกอย่างจบเลย เเต่ต้องตอบให้ได้นะ ประเมินกันเเล้วพรรคนี้มีทุนมากกว่าพวกเรา 15 เท่านะ ความพร้อมของพวกเขามีมาก เเต่เอาง่ายๆ เราสู้ตามวิธีของปชป.เเละยึดประชาธิปไตย พวกเขา (พปชร.) นั้น วันนี้เข้มเเข็ง เพื่อไทยก็เเกร่งอยู่”

รอดูว่าความพร้อมของปชป.ตามที่เเม่บ้านพรรคประเมินไว้ ผลสุดท้ายจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่…

นี่หรือ… คนที่รัก พรรคที่ใช่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นี่หรือ… คนที่รัก พรรคที่ใช่?

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:40 น.
เลือกตั้ง 2562,แคนดิเดตนายกฯ,พรรคการเมือง
เปิดอ่าน 3,837 ครั้ง

ทุกพรรคล้วนมั่นหน้า มั่นใจ ว่านี่แหละคือกะทิครีมข้นของพรรค มาดูกันว่าแต่ละพรรคมีใครกันบ้าง

ลุ้นสุดๆ กับการเลือกตั้งใหญ่ที่คนไทยห่างหายไปนาน แต่ลุ้นยิ่งกว่า ก็หน้าตาว่าที่นายกฯ คนใหม่ของหลายค่าย ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ บอกไม่ถูกว่าจะรักคนไหน เลือกกาใครดี

เพราะทุกพรรคล้วนมั่นหน้า มั่นใจ ว่านี่แหละคือกะทิครีมข้นของพรรค แถมบางพรรคไม่ได้มีผู้กล้าคนเดียว แต่ส่งตัวเลือกมาเพียบ มาดูกันว่ามีใครกันบ้าง

คมเข้มจัดเต็ม

ถ้าพูดถึง “พรรคเพื่อไทย” ยังไงจุดขายเดิมว่าเป็นพรรคนายใหญ่ก็ยังแข็งปึ้กในรากหญ้า แถมโวเต็มที่ว่านโยบายร่างเสร็จไม่รอแล้วนะ

  

ล่าสุดประกาศชื่อสามแคนดิเดตนายกฯ มาแล้วคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และที่เซอร์ไพรส์โค้งสุดท้ายคือ ชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อีกด้วย

พรรคยืนยันว่าสามคนนี้มิได้มีการเรียงลำดับความฮอตแต่อย่างใด ทุกคนเท่าเทียมกันหมด

 ยืนหยัด ชัดเจน

มาถึง “พรรคประชาธิปัตย์“ ที่ยังแน่วแน่กับคนเดิมคนเดียวคนนี้ หัวหน้ามาร์ค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

รายนี้จุดขายวันนี้ไม่น่าใช่ความหล่อ แต่อาจเป็นดีกรีอดีตนายกฯ ผู้มากประสบการณ์คนหนึ่งทั้งในยามบ้านเมืองปกติและไม่ปกติ

ใครรักพี่มาร์ค คิดดีๆ เพราะผลเลือกตั้งหนนี้ ว่ากันว่าถึงกับเดิมพันตำแหน่งนายหัวใหญ่ของพรรคสะตอเลยทีเดียว

 ฉันเลย OK

เชื่อว่าที่สุดแล้ว “พรรคพลังประชารัฐ” แคนดิเดตนายกฯ ก็หนีไม่พ้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะเปิดปากโอเค (ซะที) ตามขันหมากที่แกนนำพรรคเดินทางไปสู่ขอถึงทำเนียบเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

และแน่นอน จุดขายกับดีกรีความเป็นนายกฯ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราศีของ “ผู้นำ” ยังคงสาดแสงอยู่บนตัวของบิ๊กตู่เต็มๆ

  

อีกคนที่พรรควางไว้คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดีกรีรัฐมนตรีกุนซือเศรษฐกิจ เป็นนักคิด นักวางแผน คนไทยเห็นฝีมือชั้นเชิงมาตั้งแต่สมัยอยู่พรรคไทยรักไทยแล้ว

เพียงแต่ตลอดมา อยู่เป็นแบ็กอัพใครต่อใครเสียจนเหมือนบทบาท “ขงเบ้ง” ที่ให้ฉลาดยังไง ก็ยังอยู่ในฐานะกองหนุนของ “เล่าปี่”

ส่วน อุตตม สาวนายน ก็มีอยู่ในรายชื่อแคนดิเดต หากหลายคนมองว่า ตัวจริงตัวลุ้น…น่าจะสองคนแรกมากกว่า

ภูมิใจ หนูทำได้

เอาจริงๆ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ประกาศ “พร้อมเป็นนายกฯ” พูดมานานชนิดที่ว่าถ้าเก้าอี้นายกฯ ให้คนยกมือก่อน เสี่ยหนูชนะขาด !

วันนี้หัวหน้า “พรรคภูมิใจไทย” คนนี้ ยังคงประกาศสู้ศึกด้วยความพร้อมของผู้สมัคร ส.ส.ครบหมดทุกเขต และยังคงยืนยันคำเดิมว่า

“รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะมีการเสนอเพียงรายชื่อเดียวคือ…ผม !”

หน้าใหม่ (ไม่) ไร้เดียงสา

นี่คืออีกพรรคที่ไม่กั๊ก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า “พรรคอนาคตใหม่” คือตัวแทนที่จะกระชากเก้าอี้นายกฯ มาจากนักการเมืองเก่าหน้าเดิมๆ

วันนี้ หนุ่มส้มหวานคนนี้ไม่น่าจะไร้เดียงสาทางการเมืองแล้ว เพราะเห็นลีลาตำส้มตำในตลาดสดแห่งหนึ่งที่ถิ่นสะตอสุราษฎร์ธานีไม่กี่วันมานี้ บอกเลย “หรอยอย่างแรง”

น้าชาติฝากไว้

มาถึง “พรรคชาติพัฒนา” ที่ยังคงกลิ่นอายของการเมืองยุคเก๋าในสมัยน้าชาติ หรือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้ก่อตั้งพรรค

เพราะวันนี้ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ขอเป็นตัวเลือกหนึ่งเดียวของพรรคในการนั่งเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป

แถมเอาสโลแกน “No Problem” ของน้าชาติ ปลุกสนามรบเป็นสนามการค้ามาหาเสียงอีกด้วย

“เรา” สองสามคน

ถ้าพูดถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว “พรรคประชาชาติ” ภาคภูมิใจเสนอสุดๆ กับภาพของรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ที่แกนนำพรรคบอกว่านี่คือ พหุสังคมวัฒนธรรม เรียงลำดับดังนี้

 

  

1.วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค ศาสนาอิสลาม 2.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ศาสนาพุทธ และ 3.ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรค ศาสนาคริสต์

เสรีรวมไทยไปต่อ

หลังเปิดตัวช่วงปีที่แล้ว วันนี้ “พรรคเสรีรวมไทย” ที่มีแคนดิเดตนายกฯ มาตั้งแต่เปิดตัวว่าเป็นคนชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ยังคงลงพื้นที่หาเสียงอยู่

แต่ที่แน่ๆ ดีกรีวีรบุรุษนาแกยังขายได้อยู่ กับความเป็นคนลุยงานตัวจริง “ถ้าได้ผมเป็นนายกฯ รับรองไม่เหมือนเดิม ผมทำงานเป็น ผบ.ตร. ทำงานแค่ปีเดียว ตำรวจยังบอกว่าเป็นอธิบดีทำงานได้เกือบเท่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ”

หนูนามาแล้วจ้า

มาที่ พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่า กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค คือแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวของพรรคนี้

ล่าสุดแม้เจ้าตัวยังตอบกั๊กๆ เหมือนเกรงใจใคร แต่สำหรับพรรคที่ยังคงจุดขายของตำนานมังกรสุพรรณ “บรรหาร ศิลปอาชา” ความเป็นทายาททางสายเลือด ย่อมขายได้เสมอในสนามการเมือง

 คิดใหม่ จากคนเก่า

          “พรรคไทยรักษาชาติ” ณ วันนี้ (1 ก.พ.ปิดต้นฉบับ) ยังไม่เห็นตัวเลือกที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่เรารู้กันดีว่านี่คือพรรคแตกหน่อของเพื่อไทย

อย่างที่เห็นว่า ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค แต่ภาพซ้อนทับที่มีเก๋าๆ อย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ และเคยรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทำให้แฟนคลับเพื่อไทยอดเทใจไปยังพรรคนี้ไม่ได้

และมีความเป็นไปได้ที่คนใหญ่แปดริ้วคนนี้แหละที่จะถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้า ทษช.ในไม่ช้านี้

ขอเชียร์ลุงตู่

หลัง “สู้ไม่ถอย” ในฐานะแกนนำ กปปส. วันนี้เปลี่ยนมาเป็น “เดินไม่หยุด” “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรค

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นั้น ล่าสุด ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค ออกมายืนยันว่าไม่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพราะตั้งใจมาแบ็กอัพบิ๊กตู่โดยเฉพาะ !

   ใครเป็นใครเห็นหน้ากันไปแล้วตามต้น แต่บางพรรคจะชัวร์หรือไม่แน่ คนไทยไม่ต้องกลัว ไม่เกินวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ “รู้เรื่อง” เพราะเป็นวันสุดท้ายที่พรรคการเมืองจะต้องยื่นรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ศึกชิงเจ้าปฐพี “ลุงตู่” สู้ “ชัชชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงเจ้าปฐพี “ลุงตู่” สู้ “ชัชชาติ”

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:30 น.
พลเอกประยุทธ์ จันทร์,นายกรัฐมนตรี,แคนดิเดตนายกฯ,เลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย
เปิดอ่าน 3,291 ครั้ง

พูดกันแมนๆ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองไทยประดามีเวลานี้ อดที่จะเอ่ยถึงสองคนที่ต่างเป็น “หน้าใหม่มาแรง” ทั้งคู่

คนหนึ่งคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังนั่งเก้าอี้บริหารประเทศอยู่ในปัจจุบัน หาก “พรรคพลังประชารัฐ” เพิ่งส่งเทียบเชิญให้มาเป็นเบอร์ 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นอกเหนือจากอีกสองลำดับ

อีกคนคือ ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ อดีตรัฐมนตรีที่คนไทยยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ผู้เป็น “หนึ่งในสาม” ตัวเลือกแคนดิเดตนายกฯ ของ “พรรคเพื่่อไทย”

ที่ต้องบอกว่าเป็นหน้าใหม่ เพราะที่ผ่านมาพวกเขายังไม่เคยลงสนามเลือกตั้ง ชนิดคลุกฝุ่นเดินหาเสียง เฉกเช่นแคนดิเดตรายอื่นมาเลยในชีวิต แต่พอเปิดตัวมาว่าจะเอาเท่านั้น เสียงตอบรับกลับล้นหลาม !

          ก็ไม่รู้เพราะเกิดปีมะเมีย พลังม้าเหมือนกันทั้งคู่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากเทียบฟอร์ม เทียบมวยแล้ว ต่างก็มีจุดอ่อนจุดแข็งพอฟัดพอเหวี่ยงกันไม่น้อย

 พลังนายกฯ สุดขลัง

ถ้ามองที่ “จุดแข็ง” มีการวิเคราะห์จากนักข่าวสายทหารว่า หากวัดที่ตัวบุคคล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอนมาแต่ไกล ทั้งเรื่องบารมี ความหนักแน่น

กับลีลาที่พูดจาโผงผาง เสียงดัง ถูกใจคนไทยหลายคนอยู่พอสมควร ที่สำคัญบิ๊กตู่เคยถามว่าเมืองไทยขาดทหารจะอยู่ยังไง ดังนั้นกับคอนเน็กชั่นสายเขียวบอกเลย “ปึ้ก” น่าจะทำให้รัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่อประยุทธ์แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จนเรียกความเชื่อมั่นจากคนไทยและชาวต่างชาติกลับมาได้

ที่น่าสนใจคือ พอเอาเข้าจริงๆ คนไทยเมื่อได้ยินว่า “พรรคพลังประชารัฐ” เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต ก็มิได้เกิดแรงต้านมากมายอย่างที่คาดการณ์กัน

ก็ไม่รู้เพราะทำใจไว้นานแล้ว หรือเพราะบารมี ราศี ของความเป็น “ผู้นำ” ที่ถือไพ่อยู่ขณะนี้ กับสไตล์การบริหารแบบบิ๊กตู่กันแน่ ต้องติดตามกันดู

แต่ที่แน่ๆ ถ้าไปดูในเรื่องความพร้อมสู้ศึก พรรคพลังประชารัฐก็แน่น แม้วันนี้จำนวน ส.ส.ไม่เท่า “พรรคเพื่อไทย” แต่ก็ไม่ห่างกันมากนัก (โดยไม่ต้องพูดเรื่องจำนวน ส.ว. ที่ว่ากันว่าจะมาเป็นกองหนุน จนทำให้พรรคอื่นใจฝ่อด้วยซ้ำ)

          ที่เหลือคือความขยันลงพื้นที่ ว่าลีลาจะได้ใจเหมือนพรรคเก๋าๆ อื่นๆ หรือไม่ แต่ดูหน้าตาลูกพรรคที่ถูกไดโว่ดูดมาแล้ว ก็เห็นอยู่ว่าชั่วโมงบินทางการเมืองเพียบ !

ส่วนหากไปดูที่ “จุดอ่อน” ก็คงเป็นเรื่องเดียวกันกับจุดแข็ง กับความโผงผางของบิ๊กตู่ บางครั้งก็ดูดุดัน เข้าถึงยาก ไม่น่ารัก

แถมถ้าบิ๊กตู่เอาแน่กับการขอเสนอตัวเป็นนายกฯ แม้จริงอยู่ที่ว่าจะไม่ออกหาเสียงในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้วยเพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังค้ำคออยู่

แต่ยังไง คู่แข่งย่อมถามหาความยุติธรรมเสมอภาคแน่นอนอยู่แล้ว เนื่องจากยังมีคิวประชุม ครม.สัญจร ซึ่งอาจเข้าข่ายการใช้ช่องโหว่หาเสียง

           หลายคนแนะนำว่า ถ้าบิ๊กตู่ยืนยันจะยึดโมเดล “บารัก โอบามา” ที่ไม่ลาออกจากเก้าอี้ผู้นำแม้ในเวลาเลือกตั้ง เช่นนั้นหากเป็นไปได้ควรงด ครม.สัญจรไปเลย กันพลาด

ดังนั้น นับเดือนต่อจากนี้ คนใกล้ตัวบิ๊กตู่ต้องจับตาระแวดระวังกันให้มาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “ฝุ่นจิ๋ว” ที่ไม่จิ๋วสมชื่อ ใครจะรู้ว่า อาจทำตกม้าตายเอาซะดื้อๆ ต้องดูดีๆ

พลังสายแกร่งสุดป๊อป

วัยห่างกัน 1 รอบ แต่รุ่นหลังอย่าง “ทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคี้ยวกันได้ง่ายๆ

แน่นอน “จุดแข็ง” ของพรรคที่ไม่เถียงเลย กับแบ็กอัพพรรคการเมืองใหญ่ เคยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 4 คน

หากมองจำนวน ส.ส.และความช่ำชองในการลงพื้นที่หาเสียงพรรคนี้ยิ่งนำขาด อย่างที่เห็นภาพชัชชาติเกี่ยวก้อยคู่ไปกับ คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอีกคน ก็ทำให้แฟนคลับประทับใจสุดๆ เพราะได้เจอ “ซุปตาร์” พร้อมกันถึงสองคน

โดยเฉพาะฝ่ายชัชชาติ อย่างที่รู้กันว่า ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” นั้นมาจากแฟนคลับที่ตั้งให้ มันย่อมสะท้อนถึงบทบาทในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีอยู่แล้ว

หรือโพลล์สำรวจก่อนหน้านี้ของพรรคที่ระบุว่าหากชูคุณหญิงหน่อยเป็นนายกฯ จะได้ 190-200 ที่นั่ง ขณะที่เป็นชัชชาติจะได้ 220 ที่นั่ง

ที่สำคัญ “ชัชชาติ” ไม่ได้ใหม่โนเนม 100% เพราะเขาคือคนที่ได้รับการยกหูทาบทามจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ด้วยตนเอง ให้มาช่วยงานในกระทรวงคมนาคม

แต่ถ้าย้อนไปอีก ที่จริงเขายังเคยช่วยงานที่ปรึกษาในกระทรวงคมนาคมตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แถมยังมาทำโดยที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ด้วยซ้ำ

          ถ้าเทียบฟอร์มของ “นายกรัฐมนตรี” ที่สั่งการ รอรับรายงาน และขึ้นโพเดียม กับ ฟอร์มของอดีตรัฐมนตรี ที่เคยแสดงบทบาทในการผลักดันเมกะโปรเจกต์เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย ถามว่าอันไหนได้ อันไหนโดน คนไทยลองคิดกันดู

ที่ได้ใจอีกอย่างคือ ชัชชาติมีความเป็นคนที่ติดดินเข้าถึงง่าย และไม่ดุ! แต่คนไทยบางคนก็ไม่เห็นว่าตรงนี้จะสำคัญตรงไหน

ที่นี้ เมื่อหันไปดู “จุดอ่อน” ถ้ายกเอาคำพูดของเขาเองก่อนหน้านี้ว่า คนไทยรู้จักเขาแต่ในเฉพาะโลกโซเชียล ส่วนคนต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้จัก

ส่วนเจ๊หน่อยต่อให้ได้ชื่อว่า “เจ้าแม่กทม.” แต่เรื่องท้องไร่ท้องนา ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ทีนี้พอนึกภาพเวลาออกพื้นที่ทุ่งหญ้าป่าเขากับคุณหญิงหน่อย กลัวว่าชัชชาติเหมือนกองหนุนซะมากกว่า

ภาพ : เฟซบุค ทีมสุดารัตน์-ชัชชาติ

ขณะเดียวกัน จุดอ่อนหนึ่งที่คนไทยก็ใช่ว่าไม่รู้และสัมผัสได้ ก็คือเสถียรภาพภายในพรรคเพื่อไทย

เพราะเมื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนี้ ดูย้อนแย้งตรงที่ว่า คุณหญิงหน่อยชาวบ้านรัก ชาวพรรคมองบน แต่ชัชชาติไปได้ทุกที่ รักหมดทั้งพรรค เพราะมีดีกรีคำว่า “คนของนาย” ติดมาด้วย

ดังนั้น โค้งสุดท้ายไม่กี่สิบวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะใช้กลยุทธ์หาเสียงยังไงให้ภาพของแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน รวม “ชัยเกษม นิติสิริ” ตัวเลือกใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คนไทยมองแล้วใครก็ได้เอาหมดสดชื่น !

          ยิ่งกับชัชชาติแล้ว งานนี้เหมือนวัดพลังกันเลยว่า พรรคจะสามารถดันขึ้นมาให้ปังทั่วไทยได้ภายในพริบตา เหมือนกับที่อดีตนายกฯ หญิงชนะขาดมาแล้วทั้งที่หาเสียงเพียง 49 วัน หรือไม่?

น่าติดตามจริงๆ

เดช”บิ๊กโจ๊ก” ปราบ “ทุนสีเทา” ตัดท่อน้ำเลี้ยง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361122?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดช”บิ๊กโจ๊ก” ปราบ “ทุนสีเทา” ตัดท่อน้ำเลี้ยง?

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,สุรเชษฐ์ หักพาล,บิ๊กโจ๊ก,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,ทุนสีเทา
เปิดอ่าน 4,384 ครั้ง

นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลประยุทธ์ โดยการนำทัพของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล”  สร้างปรากฏการณ์ “ล้มทุนสีเทา” สะเทือนถึงนักเลือกตั้งบางกลุ่ม

“ทุนสีเทา” เติบโตจากการขยายตัวของ “เศรษฐกิจใต้ดิน” ไล่มาตั้งแต่หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า เงินกู้ดอกโหด ไปจนถึงคอร์รัปชั่น จากยุคเผด็จการ 1.0 ผ่านยุคประชาธิปไตยเต็มใบ มาจนถึงยุค คสช. กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่หากินกับเรื่องผิดกฎหมาย ยังดำรงอยู่

ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ” (ศปอส.ตร.) และ “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน” (ศปฉช.ตร.) เพื่อดำเนินการตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลประยุทธ์ โดยการนำทัพของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน (ศปฉช.ตร.) ได้ปิดล้อมตรวจค้นยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มนายทุนเงินกู้ทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ “ล้มทุนสีเทา” สะเทือนถึงนักเลือกตั้งบางกลุ่ม

“เสี่ยแก๋” คนดังนางรอง

เมื่อ 7 มกราคม 2562 เจ้าหน้าที่ ศปฉช.ตร. เปิดยุทธการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่ ครั้งที่ 24 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และขอนแก่น รวม 16 ราย 37 จุด ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 7 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หนึ่งในผู้ต้องหากลุ่มนี้คือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลีซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และบริษัท แสงสว่างลิซซิ่ง ที่มีการอ้างว่าเป็นของ “พรชัย” โดยทางตำรวจยืนยันเป็นการจับกุมตามหมายจับในเรื่องหนี้นอกระบบ ฉ้อฉลกลโกง เพราะมีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ไม่ใช่เรื่องการเมือง

เสี่ยแก๋ ในวันถูกจับ

คนแถว อ.นางรอง ทราบดีว่า “เสี่ยแก๋” หรือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ทำลีสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาด จึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ก่อนจะผันตัวมาเล่นการเมืองระดับชาติ และในวันนี้ “ส.จ.หมวย” พุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ภรรยาของเสี่ยแก๋ ก็เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.นางรอง

สมัยที่ “เสี่ยแก๋” เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ได้สังกัด “กลุ่มเพื่อนเนวิน” และเลือกตั้ง 2550 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เสี่ยแก๋เจอใบแดง ฝ่าย “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์ จึงได้แต่งตั้งให้พรชัยเป็นรองนายก อบจ.บุรีรัมย์

เลือกตั้ง 2554 เนวิน ชิดชอบ ประมุขบ้านใหญ่โรงโม่หิน เลือก “ไตรเทพ งามกมล” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส.ส. ในสีเสื้อภูมิใจไทย ด้วยเหตุนี้ เสี่ยแก๋จึงย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์หนุนช่วยเสี่ยแก๋เต็มที่ จนเอาชนะไตรเทพ ค่ายเนวินไปได้ขาดลอย

การเลือกตั้งครั้งใหม่ เสี่ยแก๋ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม เจอคู่ปรับเก่า ไตรเทพ งามกมล แต่ยังไม่ทันได้ยื่นใบสมัคร ส.ส. ก็เจอหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชน เสี่ยแก๋ได้บอกกับหัวคะแนน พร้อมสู้ต่อในสนามเลือกตั้ง

เขย่าป้อมค่าย “กำนันโป้ย”

จากอีสานใต้ สู่อีสานเหนือ เมื่อ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ชุดเฉพาะกิจของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” ครั้งที่ 26 ปิดล้อมตรวจค้นยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มนายทุนเงินกู้ ผู้ต้องหา ในพื้นที่นครพนม, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด, นครราชสีมา และอุบลราชธานี รวม 13 ราย 18 จุด

ที่น่าสนใจคือจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 2 คนคือ กุหลาบ เรืองวรบูรณ์ และอิทธิพล เรืองวรบูรณ์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

สำหรับชาวนครพนม ไม่มีใครไม่รู้จัก “กำนันโป้ย” หรือ อิทธิพล เรืองวรบูรณ์ อดีตกำนัน ต.ศรีสงคราม และอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

ปี 2551 กำนันโป้ยได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.สรรหา และลูกชาย “ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์” ได้รับเลือกเป็นกำนันสืบต่อมา ซึ่งมีฉายาว่า “กำนันยูเอส”

กำนันยูเอส หรือ ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ อดีต ส.ส. นครพนม

ปี 2553 กำนันโป้ยส่งลูกชายคนเล็ก “ยุทธนา เรืองวรบูรณ์” ลงชิมลางการเมืองท้องถิ่น โดยสมัครชิงนายกเทศมนตรีตำบลศรีสงคราม เอาชนะคนสนิทของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และอดีต รมช.เกษตรฯ ไปได้

เลือกตั้ง 2554 กำนันโป้ยตัดสินใจดันลูกชาย “ยุทธจักร” สวมเสื้อเพื่อไทย ชนกับครูแก้ว ศุภชัย โพธิ์สุ คนลุ่มน้ำศรีสงครามเหมือนกัน โดยการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.นครพนม เขต 1 ปีนั้น สู้กันดุเดือดมาก กำนันยูเอสได้รับแรงหนุนจากคนเสื้อแดงอย่างล้นหลาม เอาชนะแชมป์เก่า ครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

ปลายปีที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินทางมาเปิดการปราศรัยช่วยหาเสียงให้ทีมเพื่อไทย นครพนม กำนันยูเอส ได้ขึ้นเวทีแสดงเจตจำนงลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อเดิม ส่วนครูแก้วนั้น ยังอยู่ภูมิใจไทย ลุยออกพบปะชาวบ้านสม่ำเสมอ และพยายามเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่โจมตีคนแดนไกล

คู่แข่งของกำนันยุทธจักร ไม่ใช่มีครูแก้วคนเดียว เที่ยวนี้ “ธงทิพย์ แห่สถิต” ส.อบจ.นครพนม เขต อ.ศรีสงคราม ลงสนามในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีแบ็กแข็งโป๊ก

แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย จะแจกแจงว่าไม่มีใบสั่งให้กลั่นแกล้งนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ยากที่จะถูกโจมตีจากพรรคการเมืองบางฝ่ายว่า ยุทธการปราบนายทุนเงินกู้ มีวาระแอบแฝง

“คืนโฉนด” คืนความสุข

เมื่อ 30 มกราคม 2562 “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางไปที่ ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา เป็นประธานมอบคืนโฉนดที่ดิน “คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ครั้งที่ 7 พื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 เขตอีสานตอนล่าง 8 จังหวัด เป็นการไกล่เกลี่ย 1,158 ราย รวมโฉนด 1,256 ฉบับ เนื้อที่ 3,420 ไร่ 19 ตารางวา มูลค่าทั้งสิ้น 3,591,825,900 บาท

ภาพ : เฟซบุค ลุงป้อม ประวิตร

ปฏิบัติการคืนโฉนด..คืนความสุข นับเป็นผลงานรูปธรรมของรัฐบาลประยุทธ์ที่จับต้องได้ ย้อนไปเมื่อ 20 กรกฎาคม 2561 “บิ๊กป้อม” เดินทางไปมอบโฉนดที่ดินคืนให้เจ้าของ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” ยึดคืนจากนายทุนดอกเบี้ยโหดหรือสัญญาที่ไม่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น

ภาพ : เฟซบุค ลุงป้อม ประวิตร

สรุปผลการมอบคืนโฉนดที่ดิน ของทั้งประเทศ (รวมครั้งที่ 1-7) ไกล่เกลี่ยได้ 17,018 ราย รวมโฉนด จำนวน 13,700 ฉบับ รวมเนื้อที่ 42,076 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา รวมราคาซื้อขายที่ดิน 19,148,904,897 บาท

“นักเลือกตั้งท้องถิ่น”อีสาน ชี้ขาดชัย “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นักเลือกตั้งท้องถิ่น”อีสาน ชี้ขาดชัย “พลังประชารัฐ”

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:27 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุชาติ ตันเจริญ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ตลาดนัดนักการเมือง
เปิดอ่าน 4,810 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักการเมือง  โดย..  บางนา บางปะกง

รู้แต่เริ่มก่อการตั้งพรรคพลังประชารัฐ และจะสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี “กระแสพรรค” ย่อมตกเป็นรองพรรคเพื่อไทย ในสนามภาคอีสานอย่างไม่มีข้อกังขา

นักการเมืองจอมเก๋าอย่าง “สุชาติ ตันเจริญ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เคยพานพบ “พายุทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” บนสมรภูมิที่ราบสูงอีสาน สมัยการเลือกตั้ง 2550, 2554 จึงต้องออกแบบเกมต่อสู้กับกระแสดังกล่าว ด้วยการยึดกุม “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ไว้ในมือ

เนื่องจากกติกาเลือกตั้งใหม่ ทุกคะแนนมีความหมาย และถูกนำไปนับรวมเป็น “คะแนนพรรค” เพื่อการคิดคำนวณเก้าอี้ ส.ส. ดังนั้น นักเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ มีฐานคะแนนส่วนตัวตุนไว้อย่างน้อยเขตละ 1-2 หมื่นคะแนน

ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 6/2561 ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2558 และ 43/2559 ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม โดยลอตแรกคือ สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร, มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร, บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

ลอตสุดท้ายได้แก่ สุนทร รัตนากร นายก อบจ.กำแพงเพชร และ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ซึ่งการคืนตำแหน่งให้นักการเมืองท้องถิ่น ถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง

++

  รวมดาว อบจ.อีสาน
สนามเลือกตั้งมุกดาหาร มี 2 เขต เป็นตัวอย่างของกระแสแดงแรงฤทธิ์ ทำให้นักการเมืองโนเนมคนหนึ่งเป็น ส.ส.มาแล้วในปี 2554

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร

เมื่อ 22 มกราคม 2562 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ เขตภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร ประกอบด้วย เขต 1 วีระพงษ์ ทองผา และเขต 2 ทวีศักดิ์ ประทุมลี อดีต ส.อบจ.มุกดาหาร เขต อ.ดงหลวงหลายสมัย

คอการเมืองอ่านข่าวแล้ว อาจรู้สึกเฉยๆ เพราะสองว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร ไม่มีดีกรีเป็น “อดีต ส.ส.”

จริงๆ แล้ว วันนั้นหลายคนอาจไม่สังเกตเห็น มี “กองเชียร์ตัวท็อป” มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้แก่ ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร, สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม, ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย, ศราวุธ สันตินันตรักษ์ นายก อบจ.หนองบัวลำภู และ นิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ

สำหรับเจ้าถิ่น มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร ไม่ได้ไปปรากฏตัว แต่สามี วิริยะ ทองผา อดีต ส.ว.มุกดาหาร ไปขึ้นเวทีแทน เพราะเป็นน้องชายของวีระพงษ์ ทองผา ผู้สมัคร ส.ส. และเป็นผู้ดูแล ส.จ.ทวีศักดิ์ ประทุมลี

ต้องบอกว่า เวทีหาเสียงของพลังประชารัฐมุกดาหาร เป็นเวทีรวมดาวนักการเมืองท้องถิ่นสายสุชาติ ตันเจริญ และพินิจ จารุสมบัติ

++

      “อบจ.นครพนม” เดือด
เลยมุกดาหารไปไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ก็ถึงนครพนม สนามเลือกตั้งผู้แทนฯ เมืองชายโขง มีสีสันครบทุกเรื่อง เริ่มจาก กกต.นครพนม กำลังตรวจสอบกรณีนายก อบจ.นครพนม ไปขึ้นเวทีหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่นครพนม

ตามมาด้วย “ศึกภายใน” อบจ.นครพนม เมื่อ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ที่ถูก คสช.คืนตำแหน่งให้ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา หลังถูกพักงานมา 3 ปีครึ่ง เตรีิยมจัดทัพใหม่

มีข่าวลือสะพัดว่า “สมชอบ” จะปลดรองนายก อบจ. 2 คน คือ “สุจินดา ศรีวรขาน” รองนายก อบจ.นครพนม คนที่ 1 ภรรยาของไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม 10 สมัย และ “พูนสุข โพธิ์สุ” รองนายก อบจ.นครพนม คนที่ 2 ภรรยาของ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์

สองรองนายก อบจ.หญิงนั้น มาอย่างไร? ต้องกลับไปอ่านแฟ้มข่าวการเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 ตอนนั้น สมชอบ นิติพจน์ ลงแข่งขันกับ “น้ำผึ้ง” ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มี มนศรี เจริญพร อดีต ส.ส.นครพนม ให้การสนับสนุน ส่วนสมชอบนั้น ก็มีไพจิต ศรีวรขาน และ “ครูแก้ว” ศุภชัย เป็นกองหนุน

เมื่อสมชอบได้รับชัยชนะ ก็แต่งตั้งภรรยาของไพจิตกับครูแก้ว เป็นรองนายก อบจ.นครพนม แต่วันนี้ สามีของรองนายก อบจ.หญิง อยู่คนละขั้วกับนายก สมชอบ

จะอย่างไรก็ตาม สมชอบตอบกระแสข่าวลือจะปลด 2 รองนายก อบจ. ซึ่งนายก อบจ.นครพนม ตอบสั้นๆ ว่า ขอให้เรื่องการเมืองระดับประเทศผ่านไปก่อน

++

      ศึกขั้วสีที่นครพนม
สมรภูมิเลือกตั้งนครพนม กลายเป็น “ศึก 3 ขั้ว” คือ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์เก่า มีไพจิต ศรีวรขาน เป็นแม่ทัพ, พรรคภูมิใจไทย รองแชมป์ มีครูแก้วเป็นขุนพลแถวหน้า และพรรคพลังประชารัฐ ผู้ท้าชิง

มีการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ได้แก่ เขต 1 “ธงทิพย์ แห่สถิต” ส.อบจ. เขต อ.ศรีสงคราม และอดีตประธานสภา อบจ.นครพนม ซึ่งเป็นคนสนิทของครูแก้ว

เขต 2 “ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ” หลานสาวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ย้ายข้างจากเพื่อไทย เพราะคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ นำไปฝากกับนายทหารใหญ่คนหนึ่งให้มาอยู่ค่าย พปชร.

เขต 3 “นพ.อลงกต มณีกาศ” อดีต ส.ส.นครพนม สังกัดค่ายวังพญานาค ของพินิจ จารุสมบัติ

เขต 4 “ชูกัน กุลวงษา” อดีต ส.ส.นครพนม ค่ายเพื่อไทย และคนสนิทของไพจิต รอบนี้ ชูกันจับมือสมชอบ ขออาสาสู้ศึกในสีเสื้อพลังประชารัฐ

สนามนครพนม จะพิสูจน์ว่า “พลังท้องถิ่น” จะต้านกระแสทักษิณไหวมั้ย ?

ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361120?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:22 น.
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ,ชาติพัฒนา,พลอชาติชาย ชุณหะวัณ
เปิดอ่าน 312 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวกับเครือเนชั่นถึงเส้นทางของพรรคในวันนี้ที่การแข่งขันบนถนนการเมืองสูงยิ่ง

“ชาติพัฒนา“ วันนี้ยังยึดโมเดลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคคนแรกมาทำงานการเมือง เพราะ ”น้าชาติ” เล่นการเมืองแบบเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและยังใช้แคมเปญ ชาติพัฒนา “No problem” ไว้หาแต้ม

“คราวนี้ผมไม่หวังจะเป็นตำแหน่งอะไร ทำงานการเมืองกว่า 30 ปี ทำงานใน ครม. 12 ครั้ง อยู่มาหลายรัฐบาลแล้ว วันนี้อายุ 64 ปีแล้ว ไม่ปรารถนาอะไร แต่เมื่อมีโอกาสทำงาน สิ่งใดทำให้บ้านเมืองมีความสุขก็จะทำ เพราะน้าชาติสั่งไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตว่า “พรรคนี้เป็นของคนโคราช วันใดผมไม่อยู่ คุณต้องดูแล”

การทำงานการเมืองของน้าชาติที่พรรคยึดเป็นแนวทางนั้น วันนี้บ้านเมืองมีปัญหา การที่พรรคไปฟังเสียงชาวบ้านสิ่งที่รับมาคือปัญหาเศรษฐกิจ และขอให้หยุดความขัดแย้งทางการเมือง

สมัยที่น้าชาติแก้ปัญหาในอินโดจีน น้าชาติแปรวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ทุกอย่างสงบเลย เพื่อนบ้านเลิกทะเลาะ เมืองไทยนั้นได้ประโยชน์เพราะการลงทุนและเศรษฐกิจดีมากในตอนนั้น จนได้เมืองไทยฉายาเสือตัวที่ห้าของเอเชีย

วิธีทำงานการเมืองของน้าชาติคือไม่สร้างศัตรู เลือกตั้งชนะหรือแพ้เพียงเสียงเดียวทุกอย่างต้องจบ มันจะถ่วงดุล การเมืองต้องจบเป็นยกๆ ไป ยุบสภาแล้วทุกอย่างจบ แล้วว่ากันใหม่ แบบนี้จะมีเพื่อน

พรรคชาติพัฒนาเข้าได้กับทุกคนเพราะยึดแนวทางนี้ คนอื่นๆ ก็จะรักพวกเรา”

สมัยที่ พล.อ.ชาติชายทำงานการเมือง ที่บอกว่ามีแต่เพื่อน จนแทบไม่มีการตรวจสอบโครงการต่างๆ ในรัฐบาลยุคนั้น ทำให้โดนข้อกล่าวหาบุฟเฟ่ต์คาบิเนตและเป็นหนึ่งเหตุผลที่ รสช.ยึดอำนาจ ?

“สิ่งที่ระบุ เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การตัดสินของศาลก็พบว่า ไม่มีการดำเนินการลงโทษคนที่โดนกล่าวหา ผมพูดจากข้อเท็จจริงตามที่ศาลตัดสินในเรื่องนี้

หลังโดนยึดอำนาจน้าชาติทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คืออยู่นิ่งๆ ไปอยู่อังกฤษ จนถึงวาระที่กลับเมืองไทยได้ น้าชาติก็กลับมาทำงานการเมือง ฝ่ายที่ยึดอำนาจในตอนนั้น น้าชาติก็คุยด้วยตามปกติ หากน้าชาติแค้นก็จะทำอีกอย่างหนึ่ง แต่น้าชาติไม่ทำ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าการเมืองมันต้องจบเป็นยกๆ แบบที่น้าชาติสอน”

การเมืองไทยยุคที่ผ่านมาสิบกว่าปีจนวันนี้ความขัดแย้งมาจากอะไร?

“วันนี้เศรษฐกิจและสถานการณ์ทั่วโลกเป็นอย่างไร หากเกิดอะไรขึ้น มันกระทบเมืองไทยหมด เป็นไปตามกลไกโลก ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ แต่เมืองไทยมีภัยภายในคือความขัดแย้งทางการเมืองที่มีหลายปัจจัย

สมัยที่ผมทำงานการเมืองใหม่ๆ มีหลายพรรค รู้จักกันหมด ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เลือกตั้งเสร็จทุกคนและทุกพรรคมีอำนาจในตัวแบบถ่วงดุลกันได้ และมีการให้เกียรติกัน ตอนนั้นเป็นรัฐบาลผสมไม่มีใครเด่นกว่าใคร

แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา การแข่งขันทางการเมืองเปลี่ยนเป็นแข่งขันด้วยนโยบายเป็นครั้งแรกๆ จนเกิดรัฐบาลพรรคเดียวได้เสียงข้างมาก พรรคอื่นๆ กลายเป็นไม้ประดับในแจกัน และจำนวนลดลงจนเหลือสองพรรคใหญ่ สองพรรคนั้นก็สู้กันเอง เป็นเกมที่แข่งขันสูงเพราะคนแพ้กับคนชนะอยู่กันคราวละสี่ปี”

เหตุดังกล่าวนั้นทำให้เกิดการยึดอำนาจ ในมุมมองส่วนตัวเป็นเพราะอะไรและสมควรเกิดขึ้นหรือไม่ ?

“การเมืองยุคก่อน มีพรรคขนาดกลางเยอะและมีหลายขั้ว จนมีอำนาจต่อรองกัน ถ่วงดุลกัน หากถามว่าเป็นแบบนั้นมันไร้การตรวจสอบและซูเอี๋ยกันหรือไม่ ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่จะคิดและทำ แต่เมื่อคบกันมันมีระบบถ่วงดุลกันเอง ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร แต่เมื่อการเมืองเหลือสองขั้ว ตามทฤษฎีและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีพรรคใดชนะและพรรคใดแพ้ในช่วงสิบปีเศษมานี้

เมื่อเป็นแบบนี้ทุกฝ่ายก็ใจร้อน เร่งเกมเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งแพ้จนกระทบกระทั่งกัน ความเป็นมิตรลดลงจนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง”

การยึดอำนาจล่าสุดเพราะมีข้อหาว่ารัฐบาลทุจริต ?

“ชนวนมาจากอะไร ผมพูดบนพื้นฐานว่าวันนั้นยังไม่มีข้อหาทุจริตนะ(การรับจำนำข้าว) ชนวนที่แท้จริงเพราะพรรคใหญ่ในตอนนั้นใช้อำนาจและคะแนนนิยมที่นำไปสู่การตัดสินใจบางเรื่องที่ไม่ฟังอีกฝ่ายหนึ่ง (ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม) เมื่อมีสองมุมมองแบบนี้ไม่ว่าด้วยเจตนาหรืออุบัติเหตุ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าใช้เสียงข้างมากที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อยแบบเกินไป และนำข้อขัดแย้งออกนอกสภาจนเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์

ผมมองแบบคนการเมือง หากวันนั้นทุกอย่างจบในสภา ยึดกติกา ทุกฝ่ายไปแก้เกมกันใหม่บนกติกาและไปขอโอกาสชาวบ้าน มันจะจบแบบไม่มีข้อขัดแย้ง สิ่งใดที่รัฐบาลทำไม่ดี ส.ส.จะไปบอกชาวบ้าน แล้วชาวบ้านจะกดดันรัฐบาลนั้นๆ เอง

วันนั้นได้บทเรียนหลายอย่าง เช่น หากใครทำงานดี จะอยู่ครบสี่ปี ชาวบ้านตัดสินเอง เพราะวันนี้ชาวบ้านรับรู้และจดจำกันดีมาก ระบบที่ชาวบ้านคือผู้ลงคะแนนนั้นมีอำนาจตัดสินและทุกฝ่ายต้องเคารพ”

เลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ฝ่ายใด และที่ผ่านมาสังคมมองว่าพรรคชาติพัฒนาแทงกั๊กทางการเมืองเสมอ ?

“พรรคบอกแล้วว่ายึดแนวทางไม่มีปัญหาของน้าชาติทำงาน การเมืองวันนี้เงื่อนไขเยอะ ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย แม้วันนี้มีสองฝั่งการเมือง แต่พรรคของผมไม่ข้ามอาณาเขตใคร พรรครู้ว่าเราไม่ควรมีเงื่อนไขและเงื่อนตายบนเวทีการเมือง

วันนี้ใช้กติกาใหม่ในการเลือกตั้ง เช่น บัตรใบเดียว, ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ เป็นต้น หากวันนี้มีเงื่อนไขกันเยอะการเมืองจะมีปัญหา วันนี้ทุกฝ่ายควรหลวมๆ กัน ลืมอดีต ผมแนะนำคนอื่นไม่ได้ ให้ทำตามทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมยืนยันว่าจะไม่สร้างปัญหา”

บทบาทของชาติพัฒนาจะยังเป็นพรรคตัวแปรที่พร้อมร่วมรัฐบาลได้ทุกเมื่อหรือไม่?

“คนตัดสินใจคือชาวบ้าน แต่ผมและพรรคจะเลือกสิ่งดีที่สุดให้บ้านเมือง พรรคทำงานตามกติกา หากไปถึงจุดสุดท้ายที่ควรตัดสินใจเพื่อบ้านเมืองและตรงกับสิ่งที่พรรครับปากชาวบ้านไว้ หากสิ่งใดที่พรรคตัดสินใจ ความขัดแย้งต้องไม่มี ผมบอกแบบนี้เพราะเคารพทุกฝ่ายและไม่เจาะจงไปที่ใคร”

“พรรคยึดหลักผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะถามว่าหลังเลือกตั้งแล้วจะมีการแบ่งฝ่ายกันอีกไหมนั้น ผมไม่อยากเห็นนะ เลือกตั้งแล้วการเมืองควรจบ ไม่ควรมีเงื่อนตายกัน ควรยึดกติกา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว ทุกคนควรเคารพ หากฝ่ายใดชนะแล้วอ้างเงื่อนไขบางอย่าง ย้ำว่าชาวบ้านรับรู้และมีปัจจัยตัดสินใจ ชาวบ้านเจ็บปวดกับการเมืองมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา คราวนี้ชาวบ้านจะใช้เข็มบ่งเสี้ยนที่คาอยู่ออก ผลที่ออกมาทุกฝ่ายควรยอมรับ แม้วันนี้จะมีการแบ่งฝ่ายกันกลายๆ แต่สิ่งเดียวที่ขอย้ำคือควรยึดการตัดสินใจของชาวบ้านที่ให้คำตอบ”

หากพรรคมีคนทำงานครบทุกด้าน เลือกตั้งคราวนี้หวังได้ ส.ส.กี่ที่นั่ง เพราะพรรคชาติพัฒนาในวันนี้คล้ายจะเป็นพรรคขนาดกลางที่มี ส.ส.ขนาดย่อม การจะทำให้พรรคกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้งจะใช้วิธีใด ?

“เลือกตั้งครั้งนี้หักปากกาเซียนได้นะ เพราะมีหลายตัวแปร เช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว, พรรคเล็กจะส่งผู้สมัครครบไหมเพราะหากไม่ส่งคะแนนตกน้ำ, คะแนนตกน้ำก็มีผลกับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้, การที่จะได้ 376 เสียงนั้นไม่ง่ายนะ หากมีเงื่อนไขกันมากไป รัฐบาลใหม่จะไม่มีเสถียรภาพ ชาวบ้านจะรู้สึกว่าการเมืองมันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

“เราใช้สีส้มเป็นสีของพรรคในการหาเสียงคราวนี้ เพราะสีนี้คือสีของเมืองโคราช และสีนี้คือการผสมของสีเหลืองและสีแดง

ผมไม่โลภ ไม่ประเมินว่าชนะมาก แม้ผมอยากได้ส.ส.มากๆ แต่ความจริงนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ขอไม่ขาดทุนพอ(ครั้งที่แล้วได้เจ็ดส.ส.) ผมเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ มองอะไรต้องมีการประเมินและตั้งเซฟตี้แฟกเตอร์ไว้รองรับเสมอ

พรรคนี้ทำการเมืองแบบมองของจริงไม่สร้างภาพ ไม่ใช้กลไกการตลาด สิ่งใดทำได้ก็บอกชาวบ้านไป ย้ำว่าพวกเราทำเพื่อให้บ้านเมืองคลี่คลายปัญหา พวกเราไม่เล่นนอกกติกา เพราะผมอยากให้คนในพรรคและคนอื่นๆ ที่ทำงานการเมืองแบบนักกีฬาที่เล่นตามกฎ มีน้ำใจ

วันนี้ดีใจที่ทุกพรรคแข่งขันด้วยนโยบาย นโยบายใดที่พรรคนำเสนอ แต่พรรคอื่นนำไปใช้ ผมยินดี เพราะชาวบ้านได้ประโยชน์นะ แม้พวกผมไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม”

ขวัญชัย ถูกดูด แค่กลเกมเดิม-เดิม เพิ่มเติมลอยแพ “เพื่อชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขวัญชัย ถูกดูด แค่กลเกมเดิม-เดิม เพิ่มเติมลอยแพ “เพื่อชาติ”

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:36 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคเพื่อชาติ,พรรคไทยรักษาชาติ,ปรีชาพล พงษ์พานิช,เลือกตั้ง 2562,เลือกตั้งใหญ๋,นักการเมือง,ขวัญชัย ไพรพนา,คนเสื้อแดง,พื้นที่ จอุดรธานี,แดงอีสาน,หมู่บ้านเสื้อแดง
เปิดอ่าน 12,631 ครั้ง

ข่าวใหญ่สำนักข่าวออนไลน์ “ขวัญชัย” อำลานายใหญ่ไปพรรคพลังประชารัฐ สุดท้ายก็เกมเก่า ที่วุ่นกว่านั้นคือพรรคเพื่อชาติ กลายเป็นปัญหาของอดีต ส.ส.เพื่อไทย หลายพื้นที่?

000 ยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นร้อย” ของพรรคเครือข่าย “ชินวัตร” อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะกระแส “ไทยรักษาชาติ” ไม่ได้แรงดังคาด เนื่องจากชาวบ้านยังคุ้นเคยกับ “แบรนด์เดิม” ประกอบกับการปรากฏตัวของ “เพื่อชาติ” ทำให้เกิดความสับสนพอประมาณ พรรคไหนกันแน่ คือพรรคตัวจริง

000 หลังประชุมกันคร่ำเคร่ง ระหว่างแกนนำเพื่อไทย กับไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ จึงแจ้งนักข่าวว่า สำหรับ ส.ส.เขต คาดว่า พรรคจะส่งประมาณ 150 เขต และที่น่าสนใจ มีรายงานข่าวว่า ภาคอีสานนั้น จะส่งในสนามอุดรธานี, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และหนองคาย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ได้ชื่อว่า “แดงยกจังหวัด” ยกเว้นบุรีรัมย์

ปรีชาพล พงษ์พานิช  กับ อุ๊งอิ๊ง ตัวแทนคนไกลบ้าน

000 หากส่องลึกเข้าไปในเขตเลือกตั้งของสนามอุดรฯ ผลคะแนนจากปี 2554 ผู้ชนะของเพื่อไทยได้คะแนนทิ้งห่างจากคู่แข่งมาก ยกตัวอย่างเขต 5 (เดิม) อดีต ส.ส.ทองดี มนิสสาร ได้ 7 หมื่นกว่าคะแนน ขณะที่อันดับสองได้แค่ 3 พันคะแนน เขต 7 (เดิม) อดีต ส.ส.จักรพรรดิ ไชยสาส์น ก็ได้ 7 หมื่นคะแนน ส่วนอันดับสองได้ 6 พันคะแนน ประเมินกันว่า เลือกตั้ง 2562 คะแนนก็จะได้ไม่ต่างจากเดิมมากนัก

000 กลยุทธ์ “แชร์คะแนน” จึงเกิดขึ้น โดยนำผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ ไปลงสมัคร ส.ส.เขตที่อุดรธานี ไม่ได้หวังชนะ แต่ขอแค่อันดับสอง ที่ได้คะแนนหลักหมื่นขึ้นไป ทำไมต้องอุดร ? คำตอบคือ คะแนนเฉลี่ยของผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยสมัยที่แล้ว นำห่างคู่แข่งเฉลี่ย 2-3 หมื่นคะแนน

อาณาจักรชมรมคนรักอุดร กลับมาคึกคักอีกครั้ง

000 ข่าวใหญ่ในสำนักข่าวออนไลน์ “ขวัญชัย ไพรพนา” อำลานายใหญ่ไปพรรคพลังประชารัฐ แต่ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ขาใหญ่แดงอุดรโพสต์เฟซบุ๊กโชว์ภาพที่พรรคไทยรักษาชาติ บอกพาลูกชาย “กรวีร์ สาราคำ” มาอยู่พรรคนี้ ไม่ได้หนีหายไปไหน สาเหตุที่มีข่าวลือดังกล่าว เพราะแดงอุดรร่ำลือหนักว่า ขวัญชัยรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่ง “อาภรณ์ สาราคำ” ภรรยา ลงสนามเขต 4 อุดรธานี

000 คนเสื้อแดงคงได้ฟังกัน 22 มกราคม ที่ผ่านมา “ขวัญชัย” ไลฟ์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวแก่สมาชิกชมรมคนรักอุดรว่า “อาภรณ์ สาราคำ” ภรรยา ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง เนื่องจากอุดรธานี มีจำนวน ส.ส.ลดลงเหลือ 8 คน 8 เขต ปรากฏว่า อดีต ส.ส.เพื่อไทยยังอยู่ครบ เลยไม่มีพื้นที่ให้ แต่เมื่อ 29 มกราคมนี้ “ขวัญชัย” ยิ้มหน้าบานกระซิบนักข่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง “อาภรณ์” เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 อุดรธานี แทนทองดี มนิสสาร ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน แต่ก็ฟังหูไว้หู จริงหรือไม่ ต้องรอดูมติพรรคเพื่อไทยก่อน

000 เดินหน้าเต็มสูบ “อานนท์ แสนน่าน“ อดีตผู้ก่อตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” ยกทีมเคลื่อนไหวเปิด “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอา ส.ส.ฝ่ายเผด็จการ จากอีสานล่องลงถึงภาคใต้วกกลับมาแถวปทุมธานี ลึกๆ ตามแผนที่ได้พูดคุยกับ “นายใหญ่” ที่สิงคโปร์ อานนท์จะต้องชี้นำให้คนเสื้อแดงเลือก “เพื่อไทย” กับ “ไทยรักษาชาติ” เท่านั้น

อานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงออกเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

000 พรรคเพื่อชาติ กลายเป็นปัญหาของอดีต ส.ส.เพื่อไทย หลายพื้นที่ “วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์” อดีต ส.ส.เชียงราย คนบ้านเดียวกันกับ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ยังออกปากบอกชาวบ้านสับสน เพราะแกนนำเพื่อชาติไปโฆษณาว่า ฐานเสียงเดียวกัน พรรคเดียวกัน สดับเสียงของนักการเมืองเพื่อไทยจะรู้สึก “ติดลบ” กับ “ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์” และมิตรสหาย โดยกล่าวหาว่า ย้าย “จุดยืน” ออกจากฝ่ายเสื้อแดง

ยงยุทธ ติยะไพรัช

000 ไม่แปลกหรอกที่ “ยงยุทธ” จะต้องมาอธิบายคำว่า การปรองดองกับการนำทักษิณกลับบ้าน เพื่อลดความหวาดระแวงจากพวกเดียวกัน โดยเสนอแนวคิดให้ “ผู้มีอำนาจ” และ “คู่ขัดแย้ง” เปิดใจเจรจากัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจนำไปสู่ความสามัคคีปรองดอง ซึ่งจะทำให้ “ทักษิณ” กลับบ้านได้ ถ้าความขัดแย้งหมดไป

การเสนอคำขวัญ “เกาะกลาง” ของคู่ขัดแย้ง ถูกตั้งคำถามจากพรรคเดียวกันจนถูกปฏิเสธ

000 แนวคิดข้างต้น พรรคเพื่อชาติบอกแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เคยชูแคมเปญพาทักษิณกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ขวัญชัย ไพรพนา, พายัพ ปั้นเกตุ และประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครสามารถพาทักษิณกลับประเทศได้

000 นับแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จะทวีความเข้มข้นขึ้น เนื่องจากมีการเปิดชื่อผู้ที่จะอยู่ใน “บัญชีนายกรัฐมนตรี” อย่างเป็นทางการ หลายฝ่ายกังวลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่ “ความขัดแย้ง” ที่รุนแรงกว่าปี 2553

“พลังชาติไทย”หวังหางบ18ล้านล้านต่อปีพลิกประเทศล้างหนี้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พลังชาติไทย”หวังหางบ18ล้านล้านต่อปีพลิกประเทศล้างหนี้คนไทย

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:21 น.
พลตทรงกลด ทิพย์รัตน์,พรรคพลังชาติไทย,ล้างหนี้คนไทย
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

 “ผมจะเสนอป้องกันรัฐประหารคือ ผู้ใดทำคือกบฏ หากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง หน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาชนร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทูลเกล้าฯ นายกฯ แห่งชาติ และจัดให้มีการเลือกตั้งใน 3 เดือน”

“พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนแกนนำ คสช. ในการทำงานการเมืองหลังการเลือกตั้ง

          0 ที่มาของพรรคและเป้าหมายการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร ?
พรรคเกิดจากจิตอาสา ผมเคยทำกิจกรรมจิตอาสาพลังชาติไทย มีคนบอกว่าทำไมไม่ทำพรรคแบบจิตอาสาที่ทุกคนไม่ได้มาด้วยผลประโยชน์ตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม ยืนยันนโยบายพรรคของผมนั้นดีที่สุดในโลก ฉะนั้น 350 เขตและ 150 ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคของผมพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้งสองระบบ วันนี้ในบางเขตนั้นผมยังปวดหัวเพราะคนซ้อนกันแบบไม่ถอยเลย ตั้งเป้า 300 ส.ส. เพราะมีคนไทยกว่าห้าสิบล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งขอจูงใจให้เป็นวันประวัติศาสตร์เลือกพวกผมหรือจะเลือกคนอื่นก็ได้ ขอให้เลือกถล่มทลาย หากคนไทยเลือกผมก็ยินดีหรือจะเลือกคนอื่นไปนั้น ก็ยินดี การเมืองไม่ควรใส่ร้าย ควรร่วมมือหาทางออกให้ประเทศ

          0 พรรคมีมาตรการใดในการเลือกคนเป็นนายกฯ และมีวิธีป้องกันการยึดอำนาจในอนาคตไม่ให้เกิดขึ้นไว้อย่างไร ?
การเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ นั้น คือเรื่องสำคัญ ผมคำนึงผลประโยชน์ชาติและประชาชนโดยมี 4 เงื่อนไขคือ เป็นคนที่ประชาชนยอมรับ เป็นคนดี เก่งและกล้า เป็นคนจริงใจและซื่อสัตย์ เป็นคนที่มีอุดการณ์ทำเพื่อชาติและประชาชน

ที่บางคนบอกว่า พรรคของผมมาช่วยงาน คสช.สืบทอดอำนาจ อาจมีการพูดและเข้าใจผิดกันบ้าง ที่ผ่านมาผมเคยทำงานใน คสช. ก็รู้จักกับหัวหน้า คสช. เพราะผมเป็นคณะทำงานของ คสช. และก่อนหน้านี้ผมก็เคยทำงานอยู่กับ คมช. มันคือธรรมดา เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งการ ทหารก็ต้องปฏิบัติ ผมเป็นทหารอาชีพ เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ทหารมองว่ามันคือสิ่งที่เกี่ยวกับความมั่นคง ครั้งหน้าเชื่อว่าไม่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้านเผด็จการอีก การรัฐประหาร 13 ครั้งที่สำเร็จในเมืองไทยเพราะ 3 เหตุผลคือ นักการเมืองทำความเสื่อมเสีย สถานการณ์มีความสุกงอม และประชาชนเอาด้วย

หากถามว่าแล้วจะโทษใคร ตอบว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบ วิธีแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นคือ ผมจะเสนอแก้ไข 4 ขั้นตอนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญคือ ผู้ใดรัฐประหารคือกบฏ หากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง หน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาชนร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทูลเกล้าฯ นายกฯ แห่งชาติ และจัดให้มีการเลือกตั้งใน 3 เดือน แบบนี้ทุกฝ่ายต้องมาหารือกันว่าจะใช้แนวทางที่ผมเสนอหรือไม่

          0 นโยบายใดที่จะใช้หาเสียง ?
นโยบายของพรรคที่เป็นไม้เด็ดคือ หาเงินเข้าประเทศก่อนทำนโยบาย เราอาศัยภูมิประเทศที่เมืองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลก โดยเลือกเส้นทาง จ.ตรัง พัทลุง และสงขลา (การขุดคลองไทย) แทนคอคอดกระ ย้ำว่าไม่มีการขัดต่อความมั่นคงในการขุดคลองไทยนี้ เพราะจะไม่มีชาติใดเข้ามารุกรานแน่นอน
วิธีการเดิมๆ คือเก็บภาษีมาหลายสิบปี เราไม่มีวิธีหาเงินเข้าประเทศด้วยวิธีอื่น จนมีเสียงชินหูว่า ไม่มีงบประมาณ ฉะนั้นพรรคจะดึงศักยภาพประเทศมาใช้หาเงิน เพราะเมืองไทยมีอากาศดี ปลูกพืชได้ทุกฤดู มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติได้ตลอดปีในทุกภูมิภาค หากปรับสิ่งเหล่านี้ให้เป็นมาตรฐาสากล จะสร้างรายได้มหาศาล

สิ่งที่พรรคจะเสนอ 5 นโยบายพรรคสร้างรายได้เข้าประเทศต่อสังคม คือ ทำเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ เพื่อดูแลชีวิตเกษตรกร ปรับปรุงระบบการท่องเที่ยวครบวงจรและปลอดภัย ขุดคลองไทย สร้างรายได้ 4 ล้านล้านบาทต่อปี นำดินที่ขุดคลองไทยมาถมสร้างเกาะที่ใหญ่กว่า จ.ภูเก็ต ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกโดยเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและถมทะเลป้องกันสึนามิ เปิดเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ รายได้ 4 ล้านล้านบาทต่อปี

ทั้งหมดนี้ทำได้ เพราะพรรคเสนอต่อ กกต.ไปแล้ว จะสร้างรายได้ 18 ล้านล้านบาทต่อปี ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ฉะนั้นนโยบายที่จะหาเงินเข้าประเทศตามแนวทางพรรค ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน หลายชาติสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยวิธีนี้ สิ่งเหล่านี้ที่เสนอไปนั้นไม่ขัดกฎหมาย ไม่ขัดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อประเทศมีรายได้ ผมจะแก้หนี้ให้ประชาชน โดยใช้งบที่หามาตามแนวทางที่เสนอไว้ การลงทุนทำสิ่งข้างต้นนั้น เราไม่ต้องควักเงินเลย ต่างชาติพร้อมมาลงทุนและออกเงิน ของแบบนี้มันดีจริงเพราะมีการศึกษามานับร้อยปี

0 จะมีแนวทางแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ?
การก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 10 ปี เสียงบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาท วิธีเดิมๆ ที่ใช้มานั้นผมมองว่าไม่ได้ผล วิธีการแก้ไขความไม่สงบนั้น ผมมีเงื่อนไขให้คนปักษ์ใต้พิจารณาหากเลือกพรรคผมด้วยวิธีใหม่ๆ ในการดูแลพื้นที่ให้เกิดความสงบว่า ให้เป็นเขตปกครองพิเศษ ถอดทหารทันที และพัฒนาพื้นที่ให้รุ่งเรือง

อุดช่องสกัด”นายกฯป๊อปปูล่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดช่องสกัด”นายกฯป๊อปปูล่า”

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:34 น.
วิษณุ เครืองาม,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 579 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เหลือเวลาอีก 8 วันให้  วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กางตำรากฎหมายจัดทิศทางการทำงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใหม่

เพราะทันทีที่ตอบรับคำเชิญ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ทุกย่างก้าวล้วนสำคัญ หากพลาดก็เข้าทางนักการเมืองคร่ำหวอดในวงการ ใช้จัดการคู่แข่งที่ด้อยประสบการณ์มานักต่อนัก

สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังปรับรูปแบบรายการ ‘ศาสตร์พระราชา’ ออกอากาศทุกค่ำวันศุกร์ของพล.อ.ประยุทธ์ ใหม่ ลดเนื้อหาสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ใช่ผู้สมัคร จึงต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถหาเสียงหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้คุณและโทษพรรคการเมือง

สำหรับการลงพื้นที่ต่างจังหวัด หรือจัดครม.สัญจร แม้ ‘นายกรัฐมนตรี’ สามารถทำได้ เนื่องจากมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินและเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่รักษาการ
แต่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ในสายตาประชาชนด้วยการยกเลิกภารกิจดังกล่าว หรือยอมถูกโจมตี ‘เอาเปรียบคู่แข่ง’ โดยการเดินหน้าต่อ และยังสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการกระทำผิด
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ากำลังปรับรูปแบบรายการศาสตร์พระราชาของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นหนักเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาประชาชนผ่านคลิปวิดีโอ หรือนโยบายของรัฐบาลที่จำเป็นที่เพิ่งผ่านการอนุมัติของ ครม.

ยืนยันรายการศาสตร์พระราชาไม่เน้นเรื่องการเมืองเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก
“ประชุม ครม.สัญจร อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรจัดหรือไม่ ถ้าจะจัด ควรจะไปที่ไหน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งนายกฯ มอบให้ อ.วิษณุ ช่วยดูว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งสุ่มเสี่ยง อาจจะกระทบ หรืออาจทำให้คนตีความไปอย่างอื่นหรือไม่ ท่านก็ระมัดระวังเพื่อเกิดความเหมาะสม  ส่วนการตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามปกติทั้งการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน การจัดการงบประมาณ”

ในส่วนคสช.ได้ปรับลดกำลังรักษาความสงบแห่งชาติ (กกล.รส.) ทั่วประเทศ 70% จากเดิมมีประมาณ 200 กองร้อย กองร้อยละ 150 คน รวมกำลังพล 3 หมื่นนายและนายทหารประจำกองบัญชาการ 50 นาย ปัจจุบันคงเหลือ 150 กองร้อย กองร้อยละ 70 คน นายทหารประจำกองบัญชาการ 10 คน ซึ่ง กกล.รส.ที่เหลืออีก 30% ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ 7 ประการ

1.การปฏิบัติต่อเป้าหมายบุคคลและการติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
2.การติดตามเฝ้าระวังสื่อโทรทัศน์โทรคมนาคม ระบบการติดต่อสื่อสาร สถานีวิทยุชุมชน และสื่อออนไลน์
3.การควบคุมระบบคมนาคม การจัดตั้งด่านตรวจจุดตรวจ เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
4.การควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมต่อต้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการบริหารงานแผ่นดิน
5.การปฏิบัติการกิจการพลเรือน
6.การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.
และ 7.การปฏิบัติตามนโยบายของ ผบ.กกล.รส.
หน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ‘ศึกเลือกตั้ง’ ครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง 3 พรรคการเมือง ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่น่าสนใจ หากมองจำนวนส.ส. และความเชี่ยวชาญในการหาเสียง ‘เพื่อไทย’ เป็นต่อ แต่เสถียรภาพภายในพรรคระส่ำระสาย โดยเฉพาะบุคคลถูกเสนอชื่อเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ภาพรวมดูดี คนรู้จักทั้งประเทศ แต่ไม่ตรงใจคนในพรรค และเป็นอะไรที่ ‘น่าเบื่อ’ ไม่หวือหวา เหมือนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แค่ได้ยินชื่อก็ ‘คึกคัก’ แต่ข้อเสียยังมือใหม่ ความรู้ไม่แน่น เอาคนในพรรคไม่อยู่

หากวัดที่ตัวบุคคล “บิ๊กตู่” นอนมาแต่ไกล ทั้งเรื่องบารมี ความหนักแน่น เรียกความเชื่อมั่นได้ ส่วนจำนวนส.ส.ของ ‘พลังประชารัฐ’ ไล่ตาม ‘เพื่อไทย’ มาติดๆ แต่ต้องดูความขยันลงพื้นที่หาเสียงว่าจริงจังและได้ใจประชาชนแค่ไหนโดยเฉพาะปัจจัยพรรคยังขายไม่ออก

หน่วยงานความมั่นคงระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นลำดับ 1 แต่บทบาทการทำงานในอีก 40 วันต่อจากนี้ต้องระมัดระวังตัว เช่น ประชุมครม.สัญจร หากเป็นไปได้ควรงด เพราะเสี่ยง หากก้าวพลาด หรือแพ้เชิงทางการเมือง ทุกอย่างจบ เพราะคู่แข่งฝ่ายการเมืองมองว่าตัดอนาคต “บิ๊กตู่” คือตัด “พลังประชารัฐ” เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คือ

 เป้าใหญ่ที่ทุกฝ่ายมุ่งโจมตี
แต่ถ้าดูเรื่องความเป็นระบบต้องยกให้ ‘ประชาธิปัตย์’ เพราะเดินหน้าเต็มสูบ ระดมทรัพยากรทุกอย่างที่มีในพรรคช่วยกันลงพื้นที่หาเสียง เพราะรู้ว่าหากไม่รีบเดินเครื่องอนาคตลำบาก เฉพาะ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย ‘ประชาธิปัตย์’ ก็หนักแล้ว ส่วนจำนวนส.ส.ไล่ตาม ‘พลังประชารัฐ’ มาห่างๆ

ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังวิเคราะห์ต่อว่าแม้ ‘ประชาธิปัตย์’ หวังอยู่ลึกๆ จะเป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นไปได้น้อยมากเมื่อเทียบกับโอกาสร่วมรัฐบาลกับ ‘พลังประชารัฐ’ ยังมองเห็นอนาคตมากกว่า กระทรวงเกรดเอ อย่าง กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ น่าเป็นข้อเสนอทำให้ ‘ประชาธิปัตย์’ ตอบรับ

การเลือกตั้งครั้งนี้มีกลไกซับซ้อน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา และยังไม่มีใครคาดเดาทิศทางได้ว่าผลลัพธ์จะออกหัว หรือก้อย

คงต้องรอโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่าพรรคไหนเสนอนโยบายตรงใจประชาชนที่สุด และคุณหญิงสุดารัตน์-ชัชชาติอภิสิทธิ์ จะ ‘ฮึดสู้’ ขึ้นแท่นแซงความ ‘ฮอต’ ของ “บิ๊กตู่” ได้หรือไม่ หรือ “บิ๊กตู่” จะตกม้าตายระหว่างทางเสียก่อน

สงครามแค้น “2 ตระกูล” ที่เมืองชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามแค้น “2 ตระกูล” ที่เมืองชัยภูมิ

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:29 น.
วสันต์ กล้าแท้,พรรคพลังประชารัฐ,อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,พรรคชาติไทย,นพบัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย,หมอโอชิษฐ์,เพื่อไทย,นพโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
เปิดอ่าน 5,934 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

เมืองเจ้าพ่อพญาแล แผ่นดินสีแดง ก็มีปัญหา “เขตทับซ้อน” ของคนเพื่อไทย เมื่อเลือกตั้ง 2562 จากเดิมที่เคยมี 7 เขต ส.ส. 7 คน ก็ลดเหลือ 6 เขต ส.ส. 6 คน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองชัยภูมิ เหมือนฉายหนังม้วนเก่าแต่ “สลับพรรค” คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง “นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย” พรรคเพื่อไทย กับ “นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ” พรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง 2554 “โอชิษฐ์” สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามแข่งกับ “ประสิทธิ์” ที่สวมเสื้อเพื่อไทย ปรากฏว่า โอชิษฐ์ ได้ 39,344 คะแนน ชนะประสิทธิ์ ที่ได้ 36,819 คะแนน

ปี 2557 หมอโอชิษฐ์ ย้ายมาสังกัดเพื่อไทยและลงสมัคร ส.ส.ปี 2557 แต่การเลือกตัั้งโมฆะ นับแต่นั้นมา โอชิษฐ์ก็เป็นตัวยืนให้เพื่อไทย จึงทำให้หมอประสิทธิ์ พาหลานสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย

หมอโอชิษฐ์  ค่ายเพื่อไทย 

“ชัยวิรัตนะ” เป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่ของเมืองชัยภูมิ มีฐานเสียงสำคัญทั้งในระดับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยช่วงแรกนั้น มีสันติ ชัยวิรัตนะ เป็นหัวเรือใหญ่ เมื่อสันติเสียชีวิต ประสิทธิ์ก็รับช่วงต่อ ภายใต้ร่มธงพรรคไทยรักไทย

เมื่อ “บรรยงค์ เกียรติก้องชูชัย” เศรษฐีพันล้านแห่งชัยภูมิ ก้าวสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ โดยแข่งกับทีมส.ท.เก่า ที่มีประสิทธิ์หนุนหลัง ผลกลุ่มบรรยงค์ ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกเล็ก

เลือกตั้ง 2550 “บรรยงค์” ส่งน้องชาย “นพ.บัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย” สวมเสื้อพรรคชาติไทย แข่งกับประสิทธ์ พรรคพลังประชาชน ก็เอาชนะได้เป็น ส.ส.คนแรกของตระกูล “เกียรติก้องชูชัย” เมื่อศาลสั่งยุบพรรคชาติไทย หมอบัณฑูรย์ก็ต้องเว้นวรรค 5 ปี เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค

ประสิทธิ์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิหลายสมัย 

เลือกตั้ง 2554 “บรรยงค์” ส่งน้องชายคนเล็ก-โอชิษฐ์ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ก็เอาชนะประสิทธิ์ได้อีกหน และถัดจากนั้นมีเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ บรรยงค์ลงป้องกันแชมป์ เจอกับสานนท์ ด่านภักดี ที่มีประสิทธิ์ให้การสนับสนุน ก็พ่ายบรรยงค์อีกสมัย

ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเลือกตระกูล “เกียรติก้องชูชัย” เป็นตัวแทน เพราะตระกูลชัยวิรัตนะ พ่ายซ้ำซาก

หมอประสิทธิ์กางตารางหาเสียงแล้ว ด้วยพลังหนุนจากเสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล จึงหมายมั่นปั้นมือจะต้องล้างแค้นตระกูลเกียรติก้องชูชัยให้ได้

ด้านหมอโอชิษฐ์ เจ้าของ “คลินิกสิว ฝ้า หมอโอชิษฐ์-อุษณีย์” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในภาคอีสาน ก็เริ่มให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อค่ายเพื่อไทย และออกทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน

“วสันต์ กล้าแท้”  พรรคพลังประชารัฐ ส่งเข้าประกวด 

ที่น่าสนใจในสนามเขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “วสันต์ กล้าแท้” ส.อบจ.ชัยภูมิ เขต อ.เมือง ลงสนาม โดยให้ราคาเป็นเต็งหนึ่งของทีม พปชร. 6 เขต

วสันต์ เป็นลูกชายของ “ปัญญา กล้าแท้” อดีตกำนัน ต.บุ่งคล้า อดีตส.อบจ.ชัยภูมิ 2 สมัย และรองประธานสภา อบจ.ชัยภูมิ ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 ปัญญาถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ชัยภูมิ เพื่อไทย แต่อกหัก เพราะพรรคเลือกหมอประสิทธิ์

ส.จ.ปัญญาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ทีมงานการเมืองเดิม ยังช่วยวสันต์หาเสียง แข่งกับอดีตส.ส.สองคน ซึ่งไม่ง่ายเลยที่นักการเมืองคนบ้านบ้านจะเอาชนะ “หมอการเมือง” สองคนนี้ไปได้