แผนลึก “เฮียเม้ง” ส่งหลานรักลงเขต 4 ล้มตระกูล “เที่ยงธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลึก “เฮียเม้ง” ส่งหลานรักลงเขต 4  ล้มตระกูล “เที่ยงธรรม”

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 12:01 น.
สนามเลือกตั้งสุพรรณ,จองชัย เที่ยงธรรม,เฮียเม้ง-ประภัตร โพธสุธน,ประภัตร โพธสุธน,พรรคชาติไทย,ป๋าเติ้ง,มังกรสุพรรณ,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร
เปิดอ่าน 3,653 ครั้ง

เอาแล้ว “นักเลงบ้านกล้วย” ประกาศท้าชกเดิมพันกับ “นักเลงบ้านไร่” งานนี้ไม่มีวิน-วิน เพราะเขตเดียวเบอร์เดียว!!

000 นักเลงบ้านกล้วย “จองชัย เที่ยงธรรม” ลั่นคำสุพรรณบุรี มี 4 เขตเลือกตั้ง ก็แบ่งกัน 4 ตระกูล “ศิลปอาชา-ประเสริฐสุวรรณ-โพธสุธน-เที่ยงธรรม” แต่นักเลงบ้านไร่ “เฮียเม้ง-ประภัตร โพธสุธน” เล่นกลส่งหลานชายไปลงเขต 4 (เดิมบางนางบวช) ชนลูกชายเฮียจองชัย จึงต้องระเบิดศึกไทยไฟท์คู่หยุดโลก ณ เวทีมวยชั่วคราวเขต 3 (ศรีประจันต์)

000 30 ปีที่แล้ว “เฮียเม้ง” พรรคชาติไทยกับ “เฮียจองชัย” พรรคกิจสังคม ยืนซดหมัดในเขต 2 สุพรรณบุรี มาสองสมัยคือ 2526 และ 2529 แต่สมัยโน้นเลือกตั้งแบบ “พวงใหญ่” เลยสอบได้ทั้งคู่ เพราะคู่แข่งคนอื่นๆ เงินตราและบารมีสู้ไม่ได้ ตอนหลัง “ป๋าเติ้ง” เจรจาความดึงเฮียจองชัยมาอยู่พรรคชาติไทย สงครามสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีเลยยุติ

ประภัตร โพธสุธน

000 เลือกตั้ง 2562 สุพรรณบุรี จำนวน ส.ส.ลดลง 1 คน เหลือแค่ 4 เขต ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.ด่านช้าง อ.เดิมบางนางบวช  อ.หนองหญ้าไซ และสองตำบลใน อ.ดอนเจดีย์) ตัวยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาคือ “เสมอกัน เที่ยงธรรม” ลูกชายของเฮียจองชัยที่เคยเป็นผู้แทนฯ เขตนี้มาแต่ปี 2548 แต่ “ยุทธนา โพธสุธน” หลานชายของเฮียเม้ง ดันไปสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ และแจ้งหัวคะแนนแถวเดิมบางนางบวชว่า จะลงสมัคร ส.ส.เขต 4 แน่นอน

จองชัย เที่ยงธรรม

000 สำหรับหลานรักเฮียเม้ง “ยุทธนา” อดีตกำนัน ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ เป็นส.ส.สุพรรณ รุ่นเดียวกับ “เสมอกัน” กำนันยุทธนาลงในเขต อ.ศรีประจันต์ แทนเฮียเม้งที่ขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ เหมือนเสมอกันลงแทนเฮียจองชัยที่ อ.เดิมบางนางบวช โดยตอนหลังทั้งคู่ต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี หลังศาลสั่งยุบพรรคชาติไทย

ยุทธนา โพธสุธน กับ สหรัฐ กุลศรี ออกงานร่วมกัน

000 เลือกตั้ง 2554 อ.เดิมบางนางบวช เป็นเขต 5 เฮียจองชัย ส่งภรรยา-มุกดา เที่ยงธรรม ลงสนามแทนเสมอกัน แต่พลาดท่าปราชัยให้ “หนุ่มลาวครั่ง” สหรัฐ กุลศรี พรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ทำเอา “ป๋าเติ้ง” โกรธมาก เมื่อถูกนักการเมืองโนเนมมาเจาะยาง และเหตุนี้เองจึงมีกระแสข่าวในกลุ่มหัวคะแนนชาติไทยพัฒนาว่า เฮียเม้งเกรงว่า เลือกตั้งรอบใหม่ตระกูล “เที่ยงธรรม” จะพลาดท่าปราชัยอีก เลยวางแผนส่งหลานชาย-กำนันยุทธนา ลงไปสำรองเอาไว้

ทักษิณ ชินวัตร กับ สหรัฐ กุลศรี อดีต ส.ส.สุพรรณ

000 วันนี้คนแถวเดิมบางนางบวชรู้สึกแปลกใจที่เห็น “กำนันยุทธนา” กับ “สหรัฐ” ควงแขนกันไปตามงานบุญ งานศพ เหมือนจะจับมือกันเพื่อ “ล้มเที่ยงธรรม” ชาวบ้านยังดูออก มีหรือเฮียจองชัยจะอ่านเกมใต้ดินของเฮียเม้งไม่ทะลุ “นักเลงบ้านกล้วย” จึงประกาศท้าชกเดิมพันกับ “นักเลงบ้านไร่” งานนี้ไม่มีวิน-วิน เพราะเขตเดียวเบอร์เดียว

กองเชียร์ พปชร.สุพรรณฯ ออกมาเชียร์หลานประภัตร สังเกตภาพยุทธนา ที่สกรีนบนเสื้อชาวบ้าน

000 คนเมืองเหน่อปวดหัวแน่ๆ เมื่อเห็นรายการไทยไฟท์คนศรีประจันต์ เขต 3 “จองชัย” ชน “ประภัตร” เขต 4 “เสมอกัน” ชน “ยุทธนา” แถมเฮียจองลั่นคำโต “เที่ยงธรรม” ต้องชนะทั้งสองเขต แต่เฮียเม้งหัวเราะลั่นคุ้งน้ำสุพรรณฯ

000 ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า เฮียเม้งจะดันหลานชาย-ยุทธนา ไปอยู่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแทนลง ส.ส.เขต แต่ดูเหมือนเฮียจองชัยก็ยังไม่พอใจ เมื่่อนักเลงบ้านกล้วยตัดสินใจชิงพื้นที่เขต 3 ลูกหลานป๋าเติ้ง ก็ไม่ยอมถอยเช่นกัน

000 เรียบร้อยแล้วสำหรับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี 6 เขตของ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เมืองหอยใหญ่เป็น “กล่องดวงใจ” ของลุงกำนัน

เชน เทือกสุบรรณ

ประกอบด้วยเขต 1 ธานี เทือกสุบรรณ เขต 2 ยอดขวัญ ชุมวระ ผู้บริหารบริษัท ยอดขวัญ คอนสตรัคชั่น จำกัด เขต 3 ภัสสร พัฒนสิงห์ ภรรยาอุทัย ยอดมณี อดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เขต 4 เชน เทือกสุบรรณ เขต 5 ปรีติ เชาวลิตอดีต ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.ชัยบุรี เขต 6 ภูมิ เทือกสุบรรณ อดีต ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.ท่าชนะ

000 พรรคลุงกำนันหวังจะปักธงสนามเมืองคนดีอย่างน้อย 4 เขต 4 คนคือ ธานี เทือกสุบรรณ, เชน เทือกสุบรรณ, ปรีติ เชาวลิต และภูมิ เทือกสุบรรณ โดยเฉพาะพื้นที่ของน้องชาย “กำนันเล็ก-เชน” ต้องไม่แพ้

ธานี เทือกสุบรรณ

000 เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์นักข่าวนานกว่าสองสัปดาห์แล้ว วันวาน “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานทำพิธีมอบคืนโฉนดที่ดิน “คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ครั้งที่ 7 พื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 เขต อีสานตอนล่าง 8 จังหวัด ซึ่งยุทธการ “คืนโฉนด” ให้คนจน นับเป็นผลงานรูปธรรมที่จับต้องได้ของรัฐบาลทหาร

‘ลุงตู่’ ขี่ ‘ทักษิณ’ ขึ้นนายก ได้หรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ลุงตู่’ ขี่ ‘ทักษิณ’ ขึ้นนายก ได้หรือ?

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 11:00 น.
ทักษิณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,957 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน   โดย…ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

รอแค่ประชาชนตอบรับพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ ในการรับการเสนอชื่อเป็นเบอร์ 1 ของบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ชื่อของลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็กลายเป็น “คนการเมือง” อย่างเป็นทางการ หลังจากจดจ้องหาจังหวะมานาน

ไม่น่าจะมีอะไรพลิกผัน แต่การขึ้นเป็นเบอร์ 1 บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของ พลังประชารัฐ จะเป็นสปริงทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งต่อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ทางการเมือง คือผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งถ้าเอาชัวร์ฐานนักการเมืองเก่าที่ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐกับคะแนนนิยมในตัวลุงตู่เลือกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ที่มาวินในทุกโพลล์) ต้องทำให้พรรคพลังประชารัฐขึ้นเป็นพรรคลำดับสองของการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าต้องได้ ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อให้ได้เกิน 109 ที่นั่ง ถึงจะทำให้เข้าป้ายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะแพ้อันดับหนึ่งอย่างเพื่อไทยและเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม

แต่เอาเข้าจริง ยังหืดขึ้นคอสำหรับพรรคพลังประชารัฐที่จะได้ส.ส.ถึง 100 ที่นั่ง ต้องทำการบ้านอย่างหนักใน 7 สัปดาห์ที่เหลือ เพราะ ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ใช่ “หมูให้เชือด” ในสนามเลือกตั้ง 6 ครั้งหลัง นับแต่เลือกตั้งปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร ชนะหมด ทั้งเลือกตั้งโมฆะและไม่โมฆะ ยิ่งเกมนักเลือกตั้งที่ต้องใช้สารพัดวิชาทั้งใต้ดินบนดิน ซึ่งไม่มีในตำราพิชัยสงครามที่นักเรียนนายร้อย จปร.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ท่องได้แล้ว ต้องบอกว่าเป็น “เวที” ที่ลุงตู่ไม่ได้เปรียบเสี่ยแม้วเลย

มีเสียงกระซิบกระเซ็นกระสายมาว่า ถึงแม้ไม่ชนะที่สองก็อาจจะมีการใช้ “ทฤษฎีเสียงข้างน้อย” ตั้งรัฐบาล ฟันธงตรงนี้ได้เลยว่า “ยาก” เพราะไม่ใช่คิดได้แล้วจะทำได้ เพราะเกมกดดันข้างนอกในการตีกันไม่ให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทักษิณ ชินวัตร เดินปูทางไว้แล้วหากพลเอกประยุทธ์ ดันใช้ทางเลือกนี้มีหวังเลือดเดือดอีกหน

ทางเดียวที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนอย่างสง่างาม คืออย่างน้อยต้องนำทัพขึ้นเป็นเบอร์สอง หรืออย่างน้อยต้องได้ 100 ที่นั่ง

หูตาภาคประชาชนร่วมส่องเข้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หูตาภาคประชาชนร่วมส่องเข้มเลือกตั้ง

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 09:00 น.
สัก กอแสงเรือง,ชาติชาย เหลืองเจริญ,เลือกตั้ง,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 340 ครั้ง

คมชัดลึก…ลุยเลือกตั้ง

การเมืองกำลังเข้มข้น ภาคประชาชนก็ไม่นิ่งนอนใจ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ร่วมกับสภาองค์กรชุมชน จัดเสวนา “ความร่วมมือการพัฒนาประชาธิปไตย” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันก่อน พร้อมทำบันทึกความร่วมมือการพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งร่วมกัน

โดยมีนายสัก กอแสงเรือง ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย และนายชาติชาย เหลืองเจริญ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ เป็นผู้ลงนามร่วมกันในครั้งนี้เพื่อแสดงความพร้อมในการรับมือกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

สัก กอแสงเรือง ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะต้องเริ่มต้นมาจากความชัดเจนของกฎหมาย ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองจะต้องดำเนินการปฏิบัติตาม ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่มีความพร้อม อย่างมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือสภาองค์กรชุมชน อันเป็นหน่วยงานที่จะช่วยสอดส่องดูแล และช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อสารไปยังพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ทั้งยังระบุว่า หลังจากที่พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งประกาศใช้ ภาคประชาชนนั้นจะต้องเพิ่มระดับความร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ชาติชาย เหลืองเจริญ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ กล่าวว่า ภาคประชาชนได้มีการเตรียมตัวและมีความพร้อมในการทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม โดยจะจับตาดูการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และบรรลุวัตถุประสงค์ด้านกระบวนการยุติธรรมของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ภาคประชาชนจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ เข้าไปทำหน้าที่ออกแบบการพัฒนาประเทศ ผ่านการสอดส่องจากภาคประชาชน เป็นผู้แทนฯ ที่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน

ทั้งมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และสภาองค์กรชุมชน ได้กำหนดกรอบความร่วมมือ ที่มุ่งช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับเรื่องของอาสาสมัครที่มาจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมาย คือ

– ให้มีอาสาสมัครร่วมสังเกตการณ์ครบในทุกพื้นที่ ตั้งแต่เริ่มมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 จนถึงวันที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

– รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งให้มีการนำเสนอนโยบายของผู้สมัคร โดยให้นำประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนของสภาองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจสู่ชุมชน และการบริหารงานท้องถิ่นประกอบเป็นส่วนสำคัญด้วย

– สังเกตการณ์และการตรวจสอบการเลือกตั้ง ตลอดวัฏจักรการเลือกตั้ง กำหนดตามห้วงเวลา (การรับสมัคร การหาเสียงห้วงแรก การหาเสียงโค้งสุดท้าย วันเลือกตั้ง และการรายงานผลคะแนน) โดยสามารถใช้เครื่องมือที่มูลนิธิองค์กรกลางฯ จัดให้มีขึ้น หรือเครื่องมือแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการแจ้งข้อมูล หรือเบาะแสต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผ่านเครื่องมือดังกล่าว โดยที่ภายหลังการเลือกตั้งจะต้องมีการดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยฐานราก และการเมืองภาคพลเมือง

วิภาศศิ ช้างทอง กรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน ได้ตั้งข้อสังเกตต่อ กกต. ในกรณีที่ทาง กกต.ไม่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ และขั้นตอนรูปแบบการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจริง แต่ชาวบ้านบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงเห็นว่า กกต.ควรสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง อีกทั้งแสดงความเป็นห่วงถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่จะลงไปทำหน้าที่ จะต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทั้งนี้ควรจะมีการถอดถอนนักการเมืองในพื้นที่ เมื่อไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

สกุล สื่อทรงธรรม กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า สภาองค์กรชุมชนทุกจังหวัด มีความพร้อมที่จะร่วมกันตรวจสอบการเลือกตั้งในครั้งนี้ รวมไปถึงการแจ้งเบาะแส ซึ่งทาง กกต.ควรจัดการอบรมให้แก่สมาชิกสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้สมาชิกสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งได้อย่างเข้มข้น เป็นการเพิ่มบทบาทหน้าที่ให้แก่ภาคประชาชนมากขึ้น และทาง กกต.ควรให้โอกาสแก่องค์กรต่างๆ รวมถึงองค์กรต่างชาติเข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง เนื่องจากองค์กรต่างชาติไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐ พร้อมขอให้ กกต.แสดงความกล้าหาญที่จะตอบรับให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ อย่างน้อยประมาณ 70 คน เพื่อให้เกิดการกระจายตัวลงไปในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะทำให้การหาเสียงเป็นไปอย่างสุจริต กกต.จะต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เพื่อเลือกคนดีเข้าสภา และอย่าดำเนินการจัดการเลือกตั้ง เพียงเพื่อให้แล้วเสร็จตามกฎหมายเท่านั้น เพราะอาจจะนำไปสู่ความคับข้องใจของประชาชน และสมาชิกพรรคการเมือง รวมถึงนักการเมืองได้

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ได้เปิดช่องทางโซเชียล (LineID : @pnet) เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง พร้อมแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ เข้ามาได้ และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตยกับสภาองค์กรชุมชน จะเป็นสื่อกลางช่วยประสานงานไปยัง กกต. โดยการส่งต่อข้อมูลและเบาะแสที่ได้รับมาให้แก่ กกต.โดยตรง

เมื่อองค์กรภาคประชาชนขยับ ความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม จึงมีมากขึ้น

ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร “อุตตม สาวนายน” หน.พรรค พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360828?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร “อุตตม สาวนายน” หน.พรรค พปชร.

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:47 น.
อุตตม สาวนายน,พรรคพลังประชารัฐ,ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 698 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

“อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดใจในรายการ “คม ชัด ลึก” เนชั่นทีวี ถึงเป้าหมายบนสนามการเมือง หลังลาออกจาก รมว.อุตสาหกรรม พร้อมกับ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค​, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์​ ในฐานะเลขาธิการพรรค และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรค เพื่อทำงานการเมืองเต็มตัวกับพรรคพลังประชารัฐ

“วันนี้ผมเหลือแค่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหลังลาออกจาก รมว.อุตสาหกรรม พร้อมกับสามรัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรค ผมเกิดเป็นคนไทยที่หวังเห็นบ้านเมืองดี ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเคยเป็นอาจารย์ ทำงานธนาคาร แล้วมาช่วยงานด้านนโยบายพรรคไทยรักไทย และผู้ช่วยรัฐมนตรีจากการทาบทามของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในตอนนั้นนโยบายของพรรคนั้น มีข้อดีและข้อเสียทั้งสองส่วน จากนั้นไปบริหารมหาวิทยาลัยและเมื่อสามถึงสี่ปีที่แล้ว “สมคิด” ที่ผมนับถือเป็นอาจารย์ก็มาชวนผมให้มาช่วยงานการเมืองในช่วงที่ผ่านมา”

“ช่วงรอยต่อการเป็นอาจารย์แล้วมาทำงานธนาคาร ช่วงนั้นเริ่มเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมเห็นคนไทยลำบากในวันนั้น และวันนี้ก็อยากจะทำให้คนไทยไม่กลับไปยังจุดนั้นอีก ผมลงพื้นที่ต่างจังหวัดบ่อยมากในช่วงนั้น รวมทั้งช่วงที่ทำงานในรัฐบาล แม้บางคนบอกว่าผมไม่ได้เกิดที่ท้องไร่ท้องนาจะรับรู้ปัญหาชาวบ้านอย่างไร แม้ผมเลือกเกิดไม่ได้แต่การทำงานที่ผมทำนั้นมันก็บอกให้ผมรับรู้ได้ และมันคือข้อมูลที่ผมมีและนำมารวมกับคนอื่นๆในพรรคจนเกิดเป็นนโยบายพรรค”

          0 เหตุที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคนี้คืออะไร ?
การที่มาร่วมงานที่พรรคนี้ร่วมกับอดีตสามรัฐมนตรีรวมทั้งคนอื่นๆ เพราะมองว่าเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้ว พวกเราอาสาพาไปยังจุดเปลี่ยนนั้นไม่กลับไปสู่ที่เดิม พวกเรามากันหลายสายแต่เห็นร่วมกันว่าพรรคและบุคลากรที่นี่มีความพร้อม ตัวผมนั้นถือว่าเป็นสตาร์ทอัพการเมืองที่ลงสนามเต็มตัวครั้งแรก แต่ก็มาร่วมกันด้วยอุดมการณ์ให้เมืองไทยและคนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข มีความหวัง

หากถามว่าพรรคพลังประชารัฐนั้น ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร ขอบอกว่า พลังคือ การรวมของทุกฝ่าย ประชาคือประชาชน รัฐคือรัฐบาล เมื่อประชาชนและรัฐบาลมารวมกันมันก็เกิดพลังร่วมสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ยืนยันว่าชื่อพรรคนี้ไม่ได้นำนโยบายประชารัฐของรัฐบาลนี้มาตั้งชื่อ หากถามว่านโยบายดีๆ ของรัฐบาลนั้น สิ่งที่เหมาะสมเราทำต่อและทำให้ดีขึ้น พรรคสานต่อสิ่งที่เหมาะสมและทำให้ดีขึ้น รวมทั้งยังมีของใหม่ๆ อีกเยอะที่จะทยอยเปิดต่อสังคม พรรคเพิ่งตั้งมา นโยบายที่รัฐบาลทำอยู่เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐและเป็นผลงานของพรรคที่ส่งให้รัฐบาลทำนั้น หากบอกไปแบบนี้ใครจะเชื่อ

ตอนนั้นผมยังอยู่ร่วมใน ครม. นโยบายใดที่มีก็ต้องปฏิบัติ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่การเมือง พรรคต้องตอบโจทย์เพื่อรับใช้สังคมด้วยบุคลากรและนโยบายพรรค พรรคใดจะนำนโยบายรัฐบาลไปใช้ก็ได้เพราะมันเกิดประโยชน์กับประชาชน มันเป็นมิติใหม่ทางการเมือง อย่าไปคิดว่า นโยบายนี้ไม่ใช่ของพรรคตัวเอง ไม่ใช่ มันเล่นการเมืองมากไปแบบนี้

     0 บางคนถามว่าความดีของคนสิ้นสุดลงเมื่อลงเล่นการเมืองนั้นจริงหรือไม่ ?
สิ่งที่ถามมานั้น ผมมองว่าไม่จริง คนที่ทำงานการเมืองนั้นทำสิ่งดีๆ และรักษาไว้ได้ เมื่อผมมาร่วมงานที่พรรคนี้ บางคนมองว่าผมมาที่นี่เพราะใบสั่ง ยืนยันไม่มีใครสั่งผมในเรื่องนี้ การที่ผมจะทำตามคำสั่งนั้นต้องอยู่ในตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ช่วงที่เป็นรัฐมนตรี แต่วันนี้หากใครมาสั่ง มันอยู่ที่ว่าผมจะฟังและจะทำหรือไม่

“ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือใครคนอื่นๆ ไม่ได้สั่งให้ผมมารับหน้าที่หัวหน้าพรรค”

          0 พรรคจะเป็นพรรคเฉพาะกิจทางการเมืองหลังการยึดอำนาจ เช่น สามัคคีธรรมหรือเพื่อแผ่นดินหรือไม่ ?
ขอเรียนว่าพันธกิจของพรรคไม่ใกล้เคียงสองพรรคข้างต้นเลย และจะพิสูจน์ว่าวันที่ประชาชนตัดสินนั้น จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพรรคเราสืบทอดอำนาจหรือไม่

หากถามว่าสามแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคจะเสนอต่อสังคมนั้น วันนี้พรรคกำลังดำเนินการและไม่ช้าไม่นานจะแจ้งต่อสังคม ยังบอกไม่ได้ว่าตัวผมจะมีชื่อในบัญชีนั้นหรือไม่เลย เพราะตอนนี้สมาชิกพรรคกำลังระดมความเห็นในเรื่องนี้อยู่ รวมทั้งที่คาดว่าจะมีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเช่นกัน ส่วนที่แกนนำพรรค เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน บอกสังคมไปว่า หากพรรคไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์นั้นน่าจะเหนื่อย ตรงนี้ต้องชื่นชมความเห็นนายสมศักดิ์ที่พูดตรงๆ เพราะทราบว่านายสมศักดิ์ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็ต้องรอฟังความเห็นคนในพรรคด้วย

ย้ำว่า “พรรคนี้ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ประชาชนเห็นจุดกำเนิดของพรรคแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่มีใครชี้นำพรรคนี้ เพราะเป็นพรรคของประชาชนและเป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่ตั้งพรรคมารองรับใคร”

 0 บางพรรคหาเสียงว่าอยู่กับพรรคนี้กระเป๋าตุง เลือกลุงและพรรคนั้นกระเป๋าแฟบ ?
ขอถามว่ากระเป๋าตุงที่บางพรรคบอกนั้น มันตุงนานและกลวงข้างในหรือไม่ หรือกระเป๋าคนอื่นตุงกันแน่
ขอเรียนว่าสิ่งที่บางพรรคพูดนั้นไม่จริง วันนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เราปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมทั้งสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศคือสินค้าเกษตร ที่มีเกษตรกรสามสิบล้านคนรอ ความผันผวนราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกนั้นมีมาตลอด จนเกษตรกรบางคนกระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบตามตลาดโลก และคำคำนี้บางพรรคใช้สื่อความกับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งเกษตรกรที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นฐานเสียง ยืนยันว่าที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาให้แก่คนเหล่านี้แล้วและทำแบบยั่งยืน เราทำให้มีการต่อยอดสินค้าเกษตรไม่ให้เป็นสินค้าต้นทางอีกต่อไป เราจะใช้ระบบไอทีและการตลาดสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา รวมทั้งภาคบริการ ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เชื่อว่าพรรคจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะยึดโครงสร้างแบบเดิมไม่ได้

ส่วนบัตรประชารัฐ เรื่องนี้คำนวณกันแล้วว่าไม่กระทบงบประมาณแผ่นดิน และปฏิบัติตามกรอบวินัยการเงินการคลัง มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นสวัสดิการให้คนไทยไปใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้คนไทยบางส่วนยังขาดโอกาสอีกหลายอย่าง ทั้งๆ ที่เมืองไทยมีอะไรดีๆ อีกเยอะ ตรงนี้พรรคจะไปแก้ไขให้ยั่งยืน เราต้องปรับตัวให้กระเป๋าของทุกคนตุงกว่าเดิม

แม้บางพรรคอ้างว่าเป็นคนต้นคิดและกำลังต่อยอดให้สมบูรณ์ขึ้นนั้น ผมไม่ทราบ แต่ขอถามว่าสิ่งใดที่เคยมีและดีมานั้นพรรคจะทำต่อและต่อยอดให้เต็มที่ ทุกพรรคควรช่วยทำตรงนี้ไม่ใช่มาพูดกันว่าของใครดีกว่าเพราะตัวเองพูดเก่งกว่า

นโยบายที่พรรคจะทำนั้น คือสวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ สังคมประชารัฐ ที่จะมีสิ่งเติมเต็มเข้ามาและจะทยอยเปิดตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้พรรคแตกต่างจากพรรคอื่นๆเพราะพรรคคิดแบบยั่งยืน ทำทั้งระบบ และเชื่อว่าทำแล้วได้ผลเร็ว รวมทั้งจะขยายไปให้ครอบคลุมคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมด้วย เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นต้องดูแลคนไทยทั้งชาติ แม้แต่หนี้นอกระบบ พรรคก็จะดำเนินการ มันเป็นปัญหาที่อยู่กับคนหลายกลุ่มในสังคม ไม่ใช่เพียงแค่อยู่กับคนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น

          0 ความพร้อมที่จะแข่งขันกับพรรคต่างๆ และเป้าหมาย ส.ส.ที่หวังจะได้หลังการเลือกตั้ง รวมทั้งจะร่วมกับพรรคใดตั้งรัฐบาล ?
วันนี้ต้องหาเสียงและรอผลการเลือกตั้ง จากนั้นคณิตศาสตร์การเมืองจะเกิดขึ้นแล้วคำตอบจะออกมา หากถามว่าอยากได้ ส.ส.เท่าใด ผมตอบว่า มากที่สุดเท่าที่พรรคจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ เพราะไม่มีสูตรตายตัว แล้วค่อยดูว่าจะแตะมือกับพรรคใดบ้าง

        0 บางคนมองว่าตอนแรกเหมือนพลังประชารัฐจะแตะขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต้านพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์คล้ายจะเดินคนละทางกับพรรค จนพรรคเพื่อไทยมีช่องเจาะได้ ?
การลงแข่งขันทางการเมืองต้องเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชนตัดสิน ทุกคนจะมองภาพว่าการเมืองมีการซูเอี๋ยกันนั้น มันจะเกิดภาพแบบนี้ไม่ได้ พรรคพร้อมเป็นรัฐบาลและเป็นฝ่ายค้าน แต่อยากทำงานเป็นรัฐบาลมากกว่าจะได้ต่อยอดสิ่งดีๆ ให้สังคม พรรคอยากให้บ้านเมืองก้าวผ่านจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่กลับสู่วังวนแบบเดิมๆ

          0 ถูกมองว่าพรรครวบรวมนักการเมืองเขี้ยวลากดินมาร่วมงาน จะเกิดปัญหาการต่อรองตำแหน่งในอนาคตหรือไม่ ?
ตอนที่ทุกคนมาร่วมงานที่พรรคนี้ หารือกันแล้วว่าจะไม่ทำการเมืองแบบเดิมๆ ในเรื่องต่อรองตำแหน่งจนเกิดความเฉไฉ ส่วนที่บางคนบอกว่านักการเมืองพูดนั้นเชื่อถือไม่ได้ ผมมองว่ามันควรดูพฤติกรรมของใครคนนั้นว่าเป็นเช่นใด แต่ผมเชื่อมั่นคนการเมืองที่มาร่วมงานในพรรคนี้ว่าเชื่อถือได้และคิดว่าเอาอยู่

“กติกาเลือกตั้ง”หรือว่า”นักการเมือง”ตัวปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กติกาเลือกตั้ง”หรือว่า”นักการเมือง”ตัวปัญหา

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:39 น.
นักการเมือง
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น

ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งส.ส. ประกาศใช้และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้งและจะมีการเปิดรับสมัคร ส.ส. ในวันที่ 4- 8 กุมภาพันธ์นี้

แต่ตอนนี้ยังไม่ทันเลือกตั้งก็มีการมอง “ข้ามช็อต” ไปถึงการสูตรตั้งรัฐบาลกันแล้วว่าจะออกมาในรูปแบบไหนได้บ้าง

และหากพูดถึงคนที่มีสิทธิเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ก็มีแค่ 4 คน เท่านั้น คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์กับนายอภิสิทธิ์ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็คือ ชัชชาติกับสุดารัตน์ โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อฝ่ายใดชนะเลือกตั้ง

ตอนนี้มีการปล่อยข่าวออกมาว่า ในจำนวน 500 เสียง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกแบ่งออกเป็น 400 กับ 100 โดย 3 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ช่วงชิงกันใน 400 เสียง ส่วนอีก 100 เสียงที่เหลือพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

คราวนี้มาพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนอยู่เหมือนกัน ก็คือกฎกติกาเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่ง กกต.เพิ่งออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 โดย “นักการเมือง” ต่างเรียงหน้าออกมาโจมตีว่า มีเงื่อนไขมากไปบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง และสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามเมื่อพลิกดูในรายละเอียดของระเบียบดังกล่าว พบว่าโดยมากก็เหมือนหรือคล้ายกับระเบียบก่อนๆ ส่วนในเรื่องใหม่ก็เช่นในเรื่องผู้ช่วยหาเสียง ที่กำหนดว่าให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อให้มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หมายความว่าถ้าพรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต ครบทั้ง 350 เขต ก็มีผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคได้ถึง 3,500 คน ซึ่งนับว่าเยอะมาก

ในเรื่อง “ผู้ช่วยหาเสียง” นักการเมือง ตั้งคำถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครที่ถือว่าเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” และจะนับกันอย่างไร

ประเด็นนี้ในระเบียบฉบับนี้ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผู้ช่วยหาเสียง” ชัดเจนอยู่แล้วว่า หมายความว่า ผู้ที่ได้รับการว่าจ้างจากผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองให้เข้าร่วมกิจกรรมในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตลอดระยะเวลาหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเป็นบุคคลที่ได้แจ้งรายละเอียด หน้าที่และค่าตอบแทนต่อ กกต.

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ผู้สมัครส.ส. และพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อ “ผู้ช่วยหาเสียง” ต่อกกต.อยู่แล้วว่ามีใครบ้าง และแต่ละคนช่วยหาเสียงในลักษณะไหน เช่น ถือป้าย ให้ช่วยหาเสียงวันไหน เวลาไหน ดังนั้นผู้สมัครและพรรคการเมืองย่อมรู้แล้วว่าใช้ “ผู้ช่วยหาเสียง” เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

และการเลือกตั้งครั้งนี้แผ่นป้ายหาเสียงให้มีภาพได้เฉพาะผู้สมัคร ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรคการเมือง และสมาชิกพรรค เท่านั้น

นั่นหมายความว่าจะเอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงไม่ได้ โดยยกเว้นให้กรณีเดียวที่เอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงได้คือบุคคลนั้นได้รับการเสนอชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรค

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องใหม่ ก็เช่น ห้ามแจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง โดยนำไปวางหรือโปรยในที่สาธารณะซึ่งเมื่อก่อนไม่ห้าม, หาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อก่อนกฎหมายไม่ได้เขียนชัดขนาดนี้

ส่วนอีกประเด็นที่ “นักการเมือง” ห่วงกันมาก ก็คือกรณีของ “โซเชียลมีเดีย” เกรงว่าถ้าตนเองมีเพจอยู่เกิดใครไปโพสต์โจมตีใคร หรือใช้ข้อความไม่เหมาะสม เจ้าของเพจต้องรับผิดชอบนั้น เรื่องนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายอยู่แล้วว่า ถ้าตัวเราไม่ได้กระทำหรือจ้างวาน หรือใช้ใครให้กระทำ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง มีคนไปเขียนข้อความหยาบคายหรือด่าใครบนป้ายหาเสียงของผู้สมัครส.ส.คนใด โดยที่ผู้สมัครส.ส.คนนั้น ไม่รู้เห็นด้วย ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

ในกรณีของเพจ ปกติถ้า กกต.พบหรือมีผู้ร้องเรียนว่ามีข้อความไม่เหมาะสมบนเพจใด และกกต.เห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย กกต.ก็จะแจ้งไปยังเจ้าของเพจให้ลบออก ซึ่งเมื่อเจ้าของเพจลบข้อความนั้นออกก็จบ แต่ถ้าเจ้าของเพจไม่ลบออกถึงจะมีความผิด

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างสอบถามไปยังกกต.จำนวนมากถึงการหาเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ทำได้หรือไม่ แต่กกต.จะไม่ตอบ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ “ที่ปรึกษากฎหมาย” กกต.จะรอวินิจฉัยเมื่อเกิดเรื่องหรือเป็นคดีร้องมายัง กกต.แล้ว

อย่างไรก็ตามหากนักการเมืองใช้ความระมัดระวังเดินตามระเบียบของกกต.ว่าด้วยการหาเสียง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เหมือนกับที่เคยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งพูดไว้ในคดียุบพรรคว่า “หากไม่ทำผิดกฎหมายเสียอย่าง ใครจะไปทำอะไรคุณได้” แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็อย่าเลือกปฏิบัติกับฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ว่ากันตามตรงตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

ศึกกระทุ่มแบน “สมชัย” ดวลลูกรัก “เฮียม้อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360823?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกกระทุ่มแบน “สมชัย” ดวลลูกรัก “เฮียม้อ”

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:35 น.
สมชัย ศรีสุทธิยากร,ศึกกระทุ่มแบน,พรรคประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,เฮียม้อ,มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์,นายก อบจสมุทรสาคร,อภิชาต โพธิ์ถนอม,พรรคชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

40 ปีที่แล้ว เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนบทกวี “กระทุ่มแบน” รำลึกกรรมกรหญิงอ้อมน้อยที่ถูกยิงเสียชีวิต หลายคนยังจำวรรคทองได้ “เราจะยืนหยัดเหยียดขึ้นเสียดฟ้า เราจะลุกขึ้นท้าภูผาหิน กระชากฟ้าห่าโหดโขมดทมิฬ ฉีกเป็นชิ้นกระทุ่มขยี้ให้บี้แบน”

นึกถึงกวีบทนี้ เมื่อเห็น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตนักกิจกรรมขาสั้นสวนกุหลาบ ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 สมุทรสาคร (อ.กระทุ่มแบน และบางตำบลใน อ.เมืองสมุทรสาคร)

“สมชัย” มีบทบาทโดดเด่นจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่องค์กรพีเน็ต และเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ สมชัยกระโจนสู่สนามเลือกตั้งแบบไม่ตั้งท่ามาก่อน

“สมชัย ศรีสุทธิยากร”

เดิมที พรรคประชาธิปัตย์วางตัว สุวิศว์ เมฆเสรีกุล อดีต ส.ว.สมุทรสาคร เจ้าของบริษัท เหล็กทรัพย์สยาม จำกัด เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 อ.กระทุ่มแบน แต่ภายหลัง สุวิศว์ถอนตัวกลางคัน พรรคจึงได้ส่งสมชัย เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 แทน

เลือกตั้ง 2554 น.ต.สุธรรม ระหงษ์ อดีต ส.ส.สมุทรสาคร และเป็นเจ้าของพื้นที่กระทุ่มแบน พ่ายแพ้ผู้สมัครหน้าใหม่จากเพื่อไทย “กำนันหลอ” บุญชู นิลถนอม อดีตกำนัน ต.อ้อมน้อย ชนิดสู้ไม่ได้

ชัยชนะของกำนันหลอ มาจากพลังคนเสื้อแดงในเขตอ้อมน้อย นับแต่ปี 2552 คนอีสานที่มาปักหลักทำมาหากินในอ้อมน้อย ได้รวมตัวกันเป็น “แดงอ้อมน้อย” ขับเคลื่อนร่วมกับ “แดงมหาชัย” จนย่านอุตสาหกรรมเขตกระทุ่มแบนแดงเถือก

“อภิชาต โพธิ์ถนอม”  พรรคชาติไทยพัฒนา

ปีนี้ น.ต.สุธรรม วางมือจากสนามเลือกตั้ง ผันตัวเองมาช่วยงานพรรค ส่วนกำนันหลอ บุญชู นิลถนอม ที่เคยอยู่ใน “กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์” ได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่า จะลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคใด

สำหรับ “บ้านใหญ่-ไกรวัตนุสสรณ์” นั้น ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา ตามคำชักชวนของ “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์”

“เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร ในฐานะประมุขบ้านใหญ่ ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสามเขตครบ โดยเฉพาะเขต 2 เฮียม้อเลือก “ส.จ.เอ็กซ์” อภิชาต โพธิ์ถนอม ส.อบจ.สมุทรสาคร อ.กระทุ่มแบน เขต 4 ซึ่งเป็นผู้ที่เฮียม้อไว้วางใจเปรียบเหมือน “ลูกรัก” คนหนึ่ง

เมื่อการเลือกตั้ง ส.อบจ.สมุทรสาคร ปี 2555 “ทีมคนทำงาน” ของเฮียม้อ กวาดมาได้ 22 ที่นั่ง ในเขต อ.กระทุ่มแบน ก็ได้ครบ 8 ที่นั่ง ภายใต้การนำของ “ส.จ.เอ็กซ์” และ ส.จ.หนุ่มได้ตำแหน่งรองประธาน ส.อบจ.สมุทรสาคร

ล่องหาเสียงของทีม ปชป.สมุทรสาคร

ด้วยเหตุนี้ เฮียม้อจึงส่งอภิชาต โพธิ์ถนอม ร่วมทีมกับลูกชายคนเล็กคือ อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ อดีต ส.ส.สมุทรสาคร โดยตั้งเป้าพรรคชาติไทยพัฒนาชนะยกจังหวัด

หัวคะแนนแถวกระทุ่มแบนแอบเมาท์มอยกันว่า การที่เฮียม้อไม่ส่งแชมป์เก่า กำนันหลอ ลงเขต 2 ทำให้ “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์” รู้สึกไม่พอใจ เพราะเกรงว่า คะแนนเสียงของกำนันหลอ อาจสวิงเทไปช่วยพรรคอื่น

นอกจากนี้ “ทนายกันต์” กันต์กวี ทับสุวรรณ หลานชาย เอนก ทับสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็เริ่มหาเสียงในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่เขต 2

ยังไง คู่เอกของวิกกระทุ่มแบน ก็ยังเป็นนักมวยหน้าใหม่แต่พี่เลี้ยงเก๋า อย่าง “สมชัย-ส.จ.เอ็กซ์” ใครจะบี้ ใครจะแบน อีกไม่นานก็รู้

“อภิชาต” ลูกรักของ“เฮียม้อ” ผู้ยิ่งใหญ่มหาชัย

“กำนันโป้ย” นครพนม เผชิญ “โจ๊กโมเดล” สะเทือน “กำนันยูเอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันโป้ย” นครพนม เผชิญ “โจ๊กโมเดล” สะเทือน “กำนันยูเอส”

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 10:11 น.
โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,โจ๊ก,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 4,083 ครั้ง

เหตุการณ์กวาดล้างนายทุนเงินกู้ ช่างบังเอิญมาบรรจบกับฤดูเลือกตั้งพอดิบพอดีสินะ แว่วมาว่า นี่คือ “โจ๊กโมเดล” ในกระแสคะแนนนิยมสู้ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้?

000 นับแต่เปิดศักราชใหม่ “4 ยอดกุมาร” แห่งพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย “อุตตม สาวนายน”, “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, “สุวิทย์ เมษินทรีย์” และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” เดินสายไปภาคอีสานบ่อยครั้ง เชื่อว่า แกนนำพลังประชารัฐ คงตระหนักดีถึง “คะแนนนิยม” สู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ จึงต้องออกแรงออกโรงกันสุดกำลัง

000 ภาพชาวบ้านลุกหนีเวทีปราศรัยที่มหาสารคาม เกิดจากทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เป็นนักการเมืองท้องถิ่น “มือใหม่” ในสนามใหญ่ บริหารจัดการเวทีไม่เก่ง เลยถูกคู่แข่งฉกฉวยภาพดังกล่าวไปดิสเครดิต แต่เวทีปราศรัยที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เหมือนหนังคนละม้วนกับมหาสารคาม

000 เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ 4 ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ คือ “ตวงทิพย์ จินตะเวช“ ลูกสาวกำนันตุ่น จินตะเวช อดีต ส.ส.ผูกขาดของชาวเดชอุดม แม้วันนี้ไม่มีกำนันตุ่น ก็มีมารดา อรนุช จินตะเวช รักษาการนายก อบจ.อุบลฯ เป็นพี่เลี้ยง ชาวบ้านกว่า 5 พันคน จึงได้เห็น “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกลีลาเซิ้งสนุกๆ ร่วมกับชาวบ้าน

อุตตม สาวนายน กับ ตวงทิพย์ จินตะเวช

000 ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” โดยการนำของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พร้อมประสานกับตำรวจ-ทหารในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ปูพรมจับกุมนายทุนเงินกู้อีสานใต้ หนึ่งในนั้นคือ “พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย

000 สองวันก่อน “บิ๊กโจ๊ก” ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 แถลงข่าวจับกุมนายทุนเงินกู้รายใหญ่ อยู่ใน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งศาลได้ออกหมายจับ “อิทธิพล เรืองวรบูรณ์“ พร้อมลูกสาว ข่าวนี้สั่นสะเทือนยิ่งกว่าข่าวจับกุม “เสี่ยแก๋ พรชัย” แห่งประโคนชัย เพราะ “กำนันโป้ย” หรืออิทธิพลนั้นเป็น “ผู้กว้างขวาง” แห่งลุ่มน้ำศรีสงคราม

กำนันโป้ย ในงานวันเกิดปีที่แล้ว 

000 หลายปีก่อน “กำนันโป้ย” กำนัน ต.ศรีสงคราม สวมหมวกอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.สรรหา ปี 2551 และลูกชาย “ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์” ได้รับเลือกเป็นกำนันสืบต่อมา จากการที่ยุทธจักรเรียนจบมาจากสหรัฐ ชาวบ้านจึงให้ฉายาว่า “กำนันยูเอส”

คฤหาสน์หรูของกำนันโป้ย (ภาพ : Life and Home)

000 หลังการเมืองไทยแบ่งขั้วสี กำนันโป้ยส่งลูกชายคนเล็ก ยุทธนา เรืองวรบูรณ์ ลงชิมลางการเมืองท้องถิ่น โดยสมัครชิงนายกเทศมนตรีตำบลศรีสงคราม ก็เอาชนะคนสนิทของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และอดีต รมช.เกษตรฯ พอถึงเลือกตั้ง 2554 “กำนันยูเอส ยุทธจักร” ได้จังหวะขอวัดฝีมือกับครูแก้ว คนลุ่มน้ำเดียวกัน โดยลงสมัคร ส.ส.เขต 1 นครพนม กำนันยูเอสได้รับแรงหนุนจากคนเสื้อแดงอย่างล้นหลาม หักปากกาเซียน เอาชนะแชมป์เก่า ครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

 ยุทธจักร หรือ  กำนันยูเอส

000 แม้ฝ่ายนายตำรวจใหญ่จะบอกว่า การจับกุม “กำนันโป้ย” ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่คนในพื้นที่ก็พูดกันไปต่างๆ นานา เพราะเหตุการณ์กวาดล้างนายทุนเงินกู้ ช่างบังเอิญมาบรรจบกับฤดูเลือกตั้งพอดิบพอดีโดยระหว่างนี้ “กำนันยุทธจักร” ได้เริ่มออกหาเสียงแล้ว ส่วน “ครูแก้ว” นั้นรู้ตัวดีว่า “กระแสพรรคเป็นรอง” จึงไม่ทิ้งพื้นที่ และออกพบปะชาวบ้านสม่ำเสมอ

000 คนเมืองเหน่อพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ศึกศักดิ์ศรี “คนศรีประจันต์” ในสนามเลือกตั้ง ไม่ว่า “จองชัย เที่ยงธรรม” หรือ “ประภัตร โพธสุธน” เป็นผู้ชนะ แต่คนสุพรรณ “เจ็บทั้งบาง” แต่เมื่อผู้ใหญ่ไม่ยอมเคลียร์ใจกัน ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเกม

จองชัย ขออยู่ภูมิใจไทยเป็นเรือนตาย

000 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว “จองชัย เที่ยงธรรม” พร้อมส่งนักการเมืองอาวุโสลงเขต 3 และเชื่อมั่นว่า จะปักธงสีน้ำเงินเหนือลุ่มน้ำสุพรรณบุรีได้ แต่มีเรื่องแปลกๆ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ แถวทุ่งเดิมบางนางบวช กลับเดินขบวนมาเรียกร้องให้พรรคส่ง “ยุทธนา โพธสุธน” ลงสมัคร ส.ส.เขต 4 ตามเดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า “ผู้ใหญ่” จะไม่ส่งลงสนามตามคำขอของเฮียจองชัย คนจริงแห่งบ้านกล้วย

000 อ่านไพ่ในมือคนโตแห่งบ้านไร่ ศรีประจันต์ ถ้าถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง “เฮียจองชัย” สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามเขต 3  “เฮียประภัตร” เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะไฟเขียวให้ “กำนันยุทธนา” ค่ายพลังประชารัฐลงสนามชน “เสมอกัน เที่ยงธรรม” พรรคชาติไทยพัฒนา ที่เขต 4 กลายเป็น “ศึกสองตระกูล-สี่พรรค” ขณะที่กองเชียร์สองฝ่าย คงเชียร์ไป เช็ดน้ำตาไป

สปิริตสี่รมต.วันนี้ บูมเมอแรงถึงลุงตู่วันหน้า…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360700?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สปิริตสี่รมต.วันนี้ บูมเมอแรงถึงลุงตู่วันหน้า…

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 08:41 น.
พรรคพลังประชารัฐ,อุตตม​ สาวนายน,สุวิทย์ เมษินทรีย์,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล,ลาออก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 325 ครั้ง

คอลัมน์…   จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

และแล้ว 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ คือ “อุตตม​ สาวนายน​ รมว.อุตสาหกรรม​ ในฐานะหัวหน้าพรรค, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์​ ในฐานะเลขาธิการพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรค” ยื่นใบลาออกต่อหัวหน้ารัฐบาล เพื่อไปทำงานการเมืองเต็มตัวกับพรรคพลังประชารัฐ

หากถามว่าสิ่งที่ 4 รมต.ซึ่งเพิ่งอำลาเก้าอี้หมาดๆ เป็นการแสดงสปิริตและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองตามกระแสเรียกร้องหรือไม่ ?

บางคนอาจตอบว่า “ใช่ เพราะไม่มีกฎหมายมาตราใดบ่งบอกให้ลาออก”

อย่าลืมว่ารัฐบาลปัจจุบัน ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นหนึ่งในสายน้ำของคสช.นั้น มิได้เป็น “รัฐบาลรักษาการ” เหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะ ครม.ลุงตู่วันนี้ยังมีอำนาจเต็ม มิได้มีสภาพรัฐบาลรักษาการ ฉะนั้นทั้ง 4 รมต.มีฐานะเป็น “รมต.ที่มีอำนาจเต็ม” มิใช่ “รมต.รักษาราชการแทน”

บางคนมีคำตอบว่า “รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้วบนสามเหตุผลคือ เมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง, เมื่ออายุสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ (4 ปี), เมื่อมีการยุบสภา”

สถานะครม.และรมต.ของบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในยามนั้น จะมีฐานะเพียง “รักษาราชการแทน”

ดังนั้น มาตรฐานของ 4 รมต.เมื่อไม่กี่เพลาที่ผ่านมา จะนำไปใช้กับรมต.คนอื่นๆ ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไปในอนาคตไม่ได้…

แต่มาตรฐานวันนี้ของ 4 แกนนำพปชร. น่าจะตอบโจทย์และการเรียกร้องของพรรคต่างๆ ว่าอาจมีการเอาเปรียบกันหากคีย์แมนพปชร.ยังสวมหัวโขนแบบนี้เพื่อลดแรงกดดันและมีเวลาลุยทั่วไทยกับพปชร.ได้เต็มที่

แต่เมื่อทั้งสี่ชีวิตถอดออกแล้ว …แรงสะท้อนแบบบูมเมอแรงจะยิงแรงส่งไปยังใครในลำดับต่อไป? เพราะเมื่อมีมาตรฐานวันนี้ว่า “ทำงานทางการเมืองที่มีผลต่อพรรคการเมืองที่สังกัด” นั้น “ต้องลาออกจากตำแหน่ง”

คำตอบที่มิต้องคิดมากคือ “ลุงตู่ที่ยังนั่งทำงาน ณ ทำเนียบรัฐบาล”

เพราะไม่กี่วันข้างหน้า…ถ้าลุงตู่มีชื่อในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใด ลุงตู่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง “นายกฯ” และ “หัวหน้า คสช.”หรือไม่ ?
มาตรฐานจาก 4 รมต.ที่แสดงสปิริตวันวาน ยิงแรงสะท้อนสองเท่าไปยังหัวหน้ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องตอบคำถามว่าจะดำเนินตามสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาตรฐานการเมืองในยามนี้หรือไม่…?
ลุงตู่จะให้คำตอบเช่นใด..ติดตาม

ทางสามแพร่ง “บิ๊กตู่”นายกฯชัวร์…หรือแต่งตัวรอเก้อ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสามแพร่ง “บิ๊กตู่”นายกฯชัวร์…หรือแต่งตัวรอเก้อ?

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 08:33 น.
พลังประชารัฐ,4 รัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริงพิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์  พึ่งเนตร 

นอกจากการลาออกของ 4 รัฐมนตรีแกนนำพรรคพลังประชารัฐเมื่อวานนี้แล้ว สายตาทุกคู่จ้องจับไปที่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะมีการแถลงอนาคตทางการเมืองหรือไม่

โดยเฉพาะการตอบรับเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีข่าวว่าจะส่งเทียบเชิญให้นายกฯ ลุงตู่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพราะนับจากวันนี้เหลืออีกเพียง 10 วัน คือภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้นที่พรรคการเมืองจะต้องส่งชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคของตนเองให้ กกต.
ขณะที่ “ลุงตู่” ซื้อเวลาออกไปอีกเล็กน้อย เพราะเพิ่งบอกเมื่อวานนี้เหมือนกันว่าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ สังคมก็จะทราบการตัดสินใจของท่าน

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมา นายกฯ ค่อนข้างระมัดระวังการแสดงท่าทีทางการเมืองมาตลอด ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะมีความอ่อนไหวสูง โดยในทางทฤษฎีแล้ว เส้นทางการเมืองนับจากนี้ของ “นายกฯ ลุงตู่” หากต้องการ “ตีตั๋ว” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ต้องบอกว่ามีอยู่ 3 แนวทาง ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ประกอบด้วย

1.ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็จะไม่สามารถช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงได้

ข้อดีคือยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารบ้านเมือง และผ่าทางตันทางการเมืองโดยใช้มาตรา 44 ได้ต่อไป ทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงที่สุด แต่ข้อเสียคือจะโดนแรงกดดันเรียกร้องให้แสดงสปิริต

2.ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐเหมือนแนวทางแรก แต่ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าคสช. เพื่อเปิดตัวเดินสายหาเสียงร่วมกับพรรคพลังประชารัฐแบบเต็มตัว

ข้อดีคือได้ภาพการแสดงสปิริต ยอมสละตำแหน่งเพื่อความชัดเจนทางการเมือง แต่ข้อเสียคือจะหมดอำนาจต่อรองทางการเมืองไปไม่น้อยทีเดียว

3.ไม่ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ โดยอาจไปตอบรับกับพรรคอื่น หรือไม่ตอบรับกับพรรคใดเลย

ทั้ง 3 แนวทาง นายกฯ บอกไว้แล้วว่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ แต่ท่านก็พูดตรงๆ เป็นครั้งแรกว่า หากตัดสินใจจะ “ตีตั๋วต่อ” บนเก้าอี้นายกฯ ก็จะไม่มีสูตร “นายกฯคนนอก” นั่นหมายถึงว่าท่านจะต้องรับเทียบเชิญจากพรรคการเมืองเท่านั้น หากไม่รับท่านก็จะวางมือ

ฉะนั้นเองแนวทางที่ 3 จึงเป็นไปได้น้อยที่สุดเพราะหากท่านต้องการรีเทิร์นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอีก 1 สมัย ก็น่าจะต้องรับเทียบเชิญจากพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้ส.ส.เกิน 25 เสียง ถึงจะได้สิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ จากบัญชีของพรรคให้รัฐสภาโหวต ปิดทางการเป็น “นายกฯ คนนอก” เพราะนาทีนี้ต้องบอกว่ายากเนื่องจากมีเสียงสมาชิกรัฐสภารับรอง 500 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง

จากทางสามแพร่งของ “นายกฯ ลุงตู่” ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าแนวทางที่ 1 มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะเสียเปรียบทางการเมืองน้อยที่สุด กล่าวคือ ตอบรับการเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ และอยู่ในตำแหน่งนายกฯ กับหัวหน้า คสช.ต่อไป ก็จะทำให้ยังมีอำนาจเต็มมือ มีอำนาจบริหาร มีอำนาจใช้ ม.44

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็มีอดีต ส.ส.จำนวนมาก น่าจะโกยคะแนนเข้าสภาได้ไม่น้อย มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของพรรค และน่าจะรวมเสียง 126 เสียง เพื่อไปรวมกับ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่ คสช.เคาะเลือกเองอีก 250 เสียง ให้ได้แต้ม 376 เสียง คว้าเก้าอี้นายกฯ ก๊อกแรกไปก่อนได้ไม่ยาก

นาทีนี้ใครๆ ก็คิดสูตรนี้ แล้วก็เชื่อกันว่า “ลุงตู่” จะเป็นนายกฯ ได้ไม่ยาก เพราะมีเสียง ส.ว. 250 เสียงตุนในมือ ขาดแค่ 126 เสียงเท่านั้น เผลอๆ พรรคพลังประชารัฐพรรคเดียวก็อาจจะได้เสียงมากพอแล้ว

แต่ปัญหาที่ “กูรูการเมือง” เตือนให้ระวังก็คือ ก่อนจะโหวตเลือกนายกฯ จะมีการเปิดสภา และโหวตเลือกประธานสภาก่อน ซึ่งการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเลือกจากเสียงเฉพาะ ส.ส. ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายรวมเสียงข้างมากเกิน 250 เสียงได้ (สภาผู้แทนราษฎรมี 500 เสียง) คนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะควบตำแหน่งประธานรัฐสภา เวลาประชุมร่วมกับวุฒิสภาด้วย

ฉะนั้นคนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็น “คนกำหนดเกม” การโหวตเลือกนายกฯ ทั้งเรื่องรูปแบบการโหวต รูปแบบการเสนอชื่อ เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้รูปแบบใด พรรคไหนจะได้เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของตัวเองก่อน จะโหวตทีละคน ทีละ 2 คน หรือโหวตเป็นพวง รอบละหลายๆ คน แล้วหาคะแนนสูงสุด
ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายที่คุมการออกกติกา ย่อมคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯ ฉะนั้นหากมองในแง่ร้าย ถ้าพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งมาไม่เยอะจริง ก็มีโอกาสเหมือนกันที่ “ลุงตู่” จะแต่งตัวเก้อ

ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย “อดีตว่าที่นายกฯ” ที่ไม่ได้รับตำแหน่ง ได้แต่แต่งชุดขาวรอ คอการเมืองคงยังจำได้แม่นว่าหมายถึงใคร!

เดิมพัน “สมศักดิ์” ดันน้องสาวชน “ทนายโอ้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดิมพัน “สมศักดิ์” ดันน้องสาวชน “ทนายโอ้”

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 00:28 น.
เทพสุทินแฟมิลี่,ทนายโอ้,วิรัตน์ วิริยะพงษ์,พรรณสิริ กุลนาถศิริ,พลังประชารัฐ,ประชาธิปัตย์,สมศักดิ์ เทพสุทิน
เปิดอ่าน 3,041 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ย้อนไปในยุคประชานิยม สุโขทัยอาจกล่าวได้ว่า “เทพสุทินแฟมิลี่” เคยยึดครองพื้นที่แผ่นดินราชธานีเก่า แต่มาถึงยุค 4.0 คนสุโขทัยครึ่งจังหวัด เทใจให้พรรคประชาธิปัตย์

ฉะนั้น เลือกตั้ง 2562 สนามเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองสุโขทัย, อ.ศรีสำโรง และ อ.กงไกรลาศ (เฉพาะ 4 ตำบล) สมศักดิ์ เทพสุทิน จึงตัดสินใจส่งน้องสาว “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” นายก อบจ.สุโขทัย สวมเสื้อพลังประชารัฐ ชนแชมป์เก่า “วิรัตน์ วิริยะพงษ์” พรรคประชาธิปัตย์

เลือกตั้ง 2550 “ทนายโอ้” วิรัตน์ วิริยะพงษ์ ลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ขี่กระแส ปชป.ได้เป็น ส.ส.แบบเหนือความคาดหมายและเลือกตั้ง 2554 ทนายโอ้ย้ำแค้นเอาชนะ “เสี่ยแก้ว” ประศาสตร์ ทองปากน้ำ อดีต ส.ส.หลายสมัย ค่ายเสี่ยสมศักดิ์ไปได้อีกครั้ง

หัวหน้ามารค์ ขวัญใจชาวสุโขทัยมาช่วยทนายโอ้หาเสียง

กล่าวสำหรับ พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวแท้ๆ ของสมศักดิ์ ก้าวสู่วงการเมืองครั้งแรก ด้วยการรับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข รัฐบาลอภิสิทธิ์ และปี 2554 พรรณสิริ ลงสมัครชิงนายก อบจ.สุโขทัย ชนะสมเกียรติ ลิมปะพันธุ์ ขาดลอย

ฐานการเมืองท้องถิ่น อบจ.สุโขทัย ตกอยู่ในมือกลุ่มสมศักดิ์มาหลายสมัยแล้ว ก่อนหน้านั้นก็คือ มนู พุกประเสริฐ พี่ชายของอนงค์วรรณ เทพสุทิน รั้งเก้าอี้นายก อบจ. เมื่อมนูต้องลงสมัคร ส.ส. ก็เลยลาออก

นับแต่ปี 2556 “พรรณสิริ” นายก อบจ.สุโขทัย ได้ให้การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลสุโขทัย เอฟซี ตั้งแต่สมัยเล่นในลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ภาคเหนือ จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก

ทีมสุโขทัย เอฟซี อยู่ในการดูแลของ “สมศักดิ์” โดยมี เขตพงศ์ กุลนาถศิริ ลูกชายคนโตของพรรณสิริ เป็นผู้จัดการทีม จึงใช้สนามทุ่งทะเลหลวง ของ อบจ.สุโขทัย เป็นรังเหย้า

อดีตนายก อบจ.สุโขทัย ออกรำนำหน้าขบวนแห่นาค 

กระแสความนิยมทีมค้างคาวไฟ สุโขทัย เอฟซี เริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มคนหนุ่มสาว ส่งผลให้ชื่อพรรณสิริถูกจดจำมากขึ้น และที่ผ่านมา เขต อ.เมืองสุโขทัย ไม่ใช่ฐานคะแนนสำคัญของตระกูลเทพสุทิน ตอนที่พรรณสิริลงสมัครนายก อบจ. คะแนนในเขตเมืองก็ยังแพ้คู่แข่ง

ด้านแชมป์เก่า “ทนายโอ้” วิรัตน์ วิริยะพงษ์ เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เป็น ส.อบจ.เขต อ.เมือง 3 สมัย และประธาน ส.อบจ.สุโขทัย โดยมีฐานเสียงหลักอยู่ใน ต.เมืองเก่า และปัจจุบัน คู่ชีวิตทนายโอ้ สุดาวดี วิริยะพงษ์ เป็นนายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า

หลังรัฐประหาร 2549 กระแสประชาธิปัตย์มาแรงแซงเพื่อไทย หัวหน้ามาร์คมาสุโขทัยคราใด มีแฟนคลับมาต้อนรับอุ่นหนาฝาคั่ง แม้กระทั่งวันนี้ คนเมืองเก่ายังคลั่งไคล้หัวหน้ามาร์คอยู่

พลังหนุนทนายโอ้อีกแรงหนึ่งคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลกนั้น เป็นลูกหลานชาวสุโขทัย เคยศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนชายประจำจังหวัดสุโขทัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ และจบแพทย์ที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้ง “หมอวรงค์” ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. ทนายโอ้จึงยืนอยู่ข้างหมอวรงค์ และช่วยหาเสียงให้

ศึกชิงเขต 1 รอบใหม่ ค่ายเทพสุทินทุ่มเต็มที่ หวังส่งน้องสาวเป็น ส.ส.ให้สมศักดิ์ศรีแกนนำคนสำคัญของ พปชร. แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อทนายโอ้ วิรัตน์ ได้ อัศวิน วิภูศิริ นายทุนพรรคเป็นพี่เลี้ยง แถมมีหมอวรงค์เป็นทัพหนุน