‘วินจยย.’..อาชีพสุจริตแฝงธุรกิจ(มาเฟีย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วินจยย.’..อาชีพสุจริตแฝงธุรกิจ(มาเฟีย)

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 00:00 น.
วินจักรยานยนต์,มาเฟีย,ธุรกิจ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 569 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

การปราบปรามวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเถื่อนมีอย่างต่อเนื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีการลักลอบหาผลประโยชน์จากอาชีพสุจริตที่แฝงไปด้วยเรื่อง “ธุรกิจของมาเฟีย” อาทิ ตั้งวินเถื่อน ขายเสื้อวินเถื่อน และล่าสุดมีการปราบปรามเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ในย่านถนนพระราม 4 หลายเสียงวิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่มากวดขันกับคนทำงานสุจริต คนขายยาเสพติด กับโจรใต้ทำไมไม่ไปจับกุม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.ดส.บช.น. เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการจับกุมวินจักรยานยนต์รับจ้างต้องสงสัยผิดกฎหมาย ว่าได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นห่วงประชาชนจึงให้มาดูแลเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน ตลอดจนร้องเรียนผ่านทางโลกออนไลน์ว่าจะมาขับวินจักรยานยนต์รับจ้างก็ขับไม่ได้ ค่อนข้างยาก ต้องมีการใช้เงินซื้อเสื้อวิน ซึ่งแต่ละตัวมีราคาแพง ตัวละ 200,000-300,000 บาท โดยช่วงแรก ผบช.น.ได้สั่งการให้ตำรวจ กก.ดส.บช.น. ลงพื้นที่สำรวจ สืบสวนวินจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถสำรวจให้ครบทุกวินได้ จึงสุ่มสำรวจตามพื้นที่ทำเลทอง ที่มีประชากรหนาแน่น น่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้มีรายได้ดี เช่น ย่านธุรกิจ ย่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก่อนนำผลการสำรวจมาวิเคราะห์ว่าวินดังกล่าวมีทั้งหมดกี่คน ได้เสื้อวินมาอย่างไร ต้องมีการไปจ่ายค่าเช่า หรือซื้อจากผู้ใดหรือไม่ เท่าใดบ้าง และนำเสนอผู้บังคับบัญชา

“ต้องอธิบายก่อนว่าการที่จะออกเสื้อวินจักรยานยนต์รับจ้างได้นั้น ไม่ใช่ตำรวจจะเป็นผู้ออกได้ฝ่ายเดียว ต้องผ่านอนุกรรมการ โดยจะต้องมีตำรวจพื้นที่ ทหารพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งพื้นที่ และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กรุงเทพมหานคร พื้นที่นั้นๆ ตั้งเป็นอนุกรรมการการพิจารณา ซึ่งในแต่ละวินจะต้องระบุจำนวนสมาชิกมีกี่คนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น วินเอ มีสมาชิกอยู่ 50 คน ต้องออกเสื้อวินให้ตั้งแต่หมายเลข 1 จนถึง 50 หากมีหมายเลขเกินจากนี้อย่างหมายเลขที่ 51 ถือว่าไม่ใช่เป็นวินเถื่อนทันที ซึ่งปัญหาเหล่านี้เรามีการหารือกัน นำบัญชีรายชื่อมาเปรียบเทียบกัน จะทราบทันทีว่าวินนี้เป็นวินเถื่อน ส่วนเสื้อวินมีการซื้อขายที่มีราคาแพงสูงถึงหลักแสนนั้น สาเหตุแรกเป็นเพราะการตกลงราคากันส่วนตัว ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย สาเหตุที่สองเป็นบุคคลที่มีเสื้อมาอย่างถูกต้อง แต่ปรากฏว่าไม่อยากขับด้วยตนเอง จึงปล่อยให้เช่าเป็นรายวัน และสาเหตุสุดท้ายมีบุคคลที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าวินนั้นๆ ได้ออกเสื้อวินผิดกฎหมายเกินกว่าจำนวนที่อนุกรรมการอนุญาตออกเสื้อให้” พ.ต.อ.จิรกฤต อธิบาย

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารย์ว่า ตำรวจมาไล่จับคนทำอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปทำสิ่งผิดกฎหมาย หรือจะให้เขาเหล่านี้ไปค้ายาเสพติด พ.ต.อ.จิรกฤต บอกว่า ก่อนที่จะออกเสื้อวินได้แต่ละตัว ต้องผ่านกระบวนการในการตรวจสอบ เช่น มีใบขับขี่รถสาธารณะหรือไม่ ผ่านการตรวจทะเบียนประวัติอาชญากรหรือไม่ และอยู่ในบัญชีของอนุกรรมการหรือไม่ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจะตรวจสอบได้ทันที อย่างน้อยผู้ที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้องก็จะไม่กล้าจะกระทำความผิด หากเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในทะเบียนทางตำรวจก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ หนำซ้ำบางรายวินจักรยานยนต์รับจ้าง ใช้รถจักรยานต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนสีขาว ซึ่งตามปกติรถรับจ้างสาธารณะต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนสีเหลือง

เรื่องนี้เป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม โดยเมื่อ 2 ปี ก่อน ขณะที่ พ.ต.อ.จิรกฤต ยังดำรงตำแหน่งรอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ เคยจับกุมคนร้ายสวมบทเป็นวินจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนก่อเหตุกระชากกระเป๋าตามถนนทางเปลี่ยว โดยมีพฤติการณ์จะเลือกเหยื่อเป็นต่างชาติ หากพบเหยื่อจะถอดเสื้อวินแล้วลงมือก่อเหตุ ก่อนนำเสื้อวินมาสวมใส่แล้วหลบหนี จึงเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงภัยร้ายใกล้ตัว ซึ่งล่าสุดทางกรมการขนส่งทางบกเปิดให้วินจักรยานยนต์ลงทะเบียนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยที่พวกวินจักรยานยนต์ที่ไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะ หรือต้องโทษคดีทางอาญา จนเป็นสาเหตุที่ไม่ไปลงทะเบียนกัน
อาชีพวินจักรยานยนต์รับจ้าง ถือเป็นผู้ให้บริการสาธารณะ คุณต้องรับผิดชอบชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเขาเหล่านั้นฝากชีวิตไว้กับคุณ อย่าอ้างแค่ทำอาชีพสุจริต แต่ถ้าเริ่มด้วยการทุจริตจากของ “เถื่อน” ปัญหาอาชญากรรมก็จะตามมาเป็นเงาตามตัว..!!

ยิ่งสละหมด ยิ่งได้ “อาจารย์ใหญ่” มหาทาน “การให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยิ่งสละหมด ยิ่งได้ “อาจารย์ใหญ่” มหาทาน “การให้”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:50 น.
หลวงพ่อคูณ,อาจารย์ใหญ๋,อาจารย์ใหญ๋หลวงพ่อคูณ,วัดบ้านไร่,พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

เมื่อหลวงพ่อคูณละสังขารไปอย่างสงบในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2558 เจตนาของพระเดชพระคุณทั้งหมดก็มิได้มีผู้ใดจะหน่วงเหนี่ยวไว้ตามคำขอ

เหนือกว่าตัวตน สังขาร ปาฏิหาริย์ อาคมขลัง หรือสิ่งจับต้องได้ทั้งปวง ซึ่งผู้เลื่อมใสศรัทธา “พระเทพวิทยาคม” หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ค้อมกายถวายชีวิตปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหา คือ “คำสอน” ที่หลวงพ่อคูณ “ทำ” ให้เห็นเป็นแบบอย่าง หาใช่แต่เพียงแค่ถ้อยคำ จำพูด

โดยเฉพาะคำสอนที่คนไทยติดหู หลวงพ่อกล่าวไว้ว่า “ยิ่งสละให้หมด มันยิ่งได้” อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ทำให้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายในการสละสังขารร่างกายเป็น “อาจารย์ใหญ่” ให้แก่นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาเรียนรู้

ความมุ่งมาดนี้ของหลวงพ่อที่ติดในความทรงจำคนไทย คือภาพของหลวงพ่อคูณขณะมีลมหายใจในรูปแบบคลิปวิดีโอ ซึ่งจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 โดยท่านว่าไว้ตอนหนึ่งดังนี้

          “กูมานึกได้ว่าอยากจะสร้างบารมี เรื่องบริจาคศพ ดีกว่าเอาไปเผาทิ้ง ให้เขาเอาไปเป็นทาน ได้เป็นครูเขา…พวกลูกหลาน เมื่อถึงเวลาที่กูหมดลมหายใจแล้ว พวกมึงก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวเลย ให้เขาไปเถอะ เพราะมันจะเสียเจตนาของกู ขอให้อนุโมทนากับกู”

 ศรัทธาบารมี

ที่สุดความตั้งใจในการสร้างทานบารมีอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนพินัยกรรมบริจาคร่างกายให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาต่อยอดองค์ความรู้

โดยหลวงพ่อยังระบุไว้ในพินัยกรรมว่า ในการสวดพระอภิธรรม ขอให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ประกอบพิธีขึ้นที่คณะเป็นเวลา 7 วัน ส่วนการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ฯ มข.แล้ว ให้จัดอย่างเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ ทั้งห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษหรือเป็นการเฉพาะ

โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ประกอบพิธีเช่นเดียวกับที่จัดให้แก่อาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผาที่ฌาปนสถานวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น (หรือวัดแห่งอื่น) จากนั้น ขอให้คณะแพทยศาสตร์ มข. นำอัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมดไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

          จนกระทั่งเมื่อหลวงพ่อคูณละสังขารไปอย่างสงบในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2558 เจตนาของพระเดชพระคุณทั้งหมดก็มิได้มีผู้ใดจะหน่วงเหนี่ยวไว้ตามคำขอ

ที่สุดทุกอย่างเริ่มเดินหน้าตามความประสงค์ของหลวงพ่อ ตั้งแต่การเคลื่อนสังขารของหลวงพ่อคูณออกจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ไปยังศาลา 25 ปี มข. ทันทีในช่วงค่ำ เพื่อบรรจุสังขารลงในโลงแก้ว

จากนั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2558 เคลื่อนสังขารหลวงพ่อคูณไปยังศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ภายใน ม.ขอนแก่น เพื่อตั้งสังขารบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 7 วัน โดยครั้งนั้นมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมในวันที่ 17 พฤษภาคม-25 สิงหาคม 2558 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.

จนมาถึงขั้นตอนหลังจากนี้ที่สำคัญยิ่ง คือกำหนดการฌาปนกิจหลวงพ่อคูณ ในวันที่ 29 มกราคม 2562 ทั้งนี้เพราะที่สุดแล้วคณะแพทยศาสตร์ มข. พิจารณาว่าหลวงพ่อคูณเป็นพระผู้ปฏิบัติที่มีผู้คนเคารพและต้องการให้สมเกียรติ จึงขอพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณขึ้น นั่นเอง

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่

ไม้ใหญ่ แม้ล้มต้นตาย แต่ซากไม้ เปลือกราก ยังเป็นอาหารให้สรรพสัตว์ในดิน ทั้งยังสลายเป็นอินทรีย์วัตถุ บำรุงโครงสร้างธาตุในผืนดินให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลวงพ่อคูณกับเช้าวันใหม่ในสถานะ “อาจารย์ใหญ่” เราต่างยอมรับว่านี่คือการเสียสละยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ยังประโยชน์ยาวไกล

          เพราะไม่เพียงแต่ “คณะแพทยศาสตร์” แต่ยังรวมไปถึงทุกสาขาทางการแพทย์ไม้เว้นแม้แต่ “ทันตแพทยศาสตร์” ฯลฯ ที่จักได้ใช้องค์ความรู้ที่ได้ส่งต่อแบบไม่รู้จบในการช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไป

หากก่อนที่จะถึงขั้นตอนนั้นจะต้องผ่านการถนอมสรีระสังขารตามกระบวนการที่ต้องใช้ระบะเวลา 1 ปี เสียก่อน โดยภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มข. ได้เก็บสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ โดยใช้น้ำยาดองพิเศษแบบศพเดียวเพื่อรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์และเนื้อเยื่อในร่างกายไม่เสียหาย

ขณะที่ในการศึกษาสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณนั้น จะมีการสวดขอขมาก่อน จากนั้นกลุ่มนักศึกษาประมาณ 5-8 คนต่อกลุ่มจะยืนล้อมโลง แต่จะเว้นการยืนเหนือศีรษะของท่าน

          ทั้งนี้การศึกษาของนักศึกษาแพทยศาสตร์ มข. จะใช้ศพอาจารย์ใหญ่ 150 ศพต่อปี และส่งมอบอาจารย์ใหญ่อีก 40 ศพไปยังสถานศึกษาที่ขาดแคลน เมื่อครบกำหนด 3 ปี จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษให้อาจารย์ใหญ่ทุกศพ

เช่นเดียวกับที่ปีนี้ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหากในการนี้มีความพิเศษที่ในจำนวนอาจารย์ใหญ่ 647 ร่างนั้น มีสรีระสังขารของอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณรวมอยู่ด้วย

ดังนั้น ม.ขอนแก่น จึงจัดพิธีทางศาสนา-ขอขมาร่างอาจารย์ใหญ่ “หลวงพ่อคูณ” พร้อมผู้อุทิศตนเพื่อการศึกษาอีก 646 ท่าน พร้อมพิธีสวดอภิธรรมในคราวเดียวก่อนที่จะถึงวันกำหนดการฌาปนกิจในวันอังคารที่ 29 มกราคม 2562 โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนภิเษก

          ทั้งนี้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ปีนี้ทั้ง 647 ท่าน ยังแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ  1.ร่างที่เผาจริง 144 ท่าน (สรีระสังขารหลวงพ่อคูณ 1 ร่าง ครูใหญ่ท่านอื่นๆ 143 ร่าง) 2.ชื่อส่งเข้าร่วมงานไม่มีร่าง 8 ท่าน (ครูใหญ่ศพอุบัติเหตุ หรือเป็นมะเร็ง และอื่นๆ) 3.ชื่อครูใหญ่ที่เป็นโครงกระดูกไม่ได้เผาจริง 495 ท่าน รวมชื่อ 647 ท่าน

เจตจำนงค์ของหลวงพ่อคูณ สื่อคำสอนครั้งสุดท้ายที่ว่า “การให้” คือสูงสุดแห่งทาน เดินทางมาจนถึงวันนี้ต้องนับว่าเกิดขึ้นได้ ด้วยพลังแห่งศรัทธาทั้งจากผู้ให้และผู้นำสาร หรือบุคลากรแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น  สถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของถิ่นแดนอีสาน รากกำเนิดแห่งเทพเจ้าด่านขุนทดนั่นเอง

ภาพจากเฟซบุ๊ก Khon Kaen University

เรียบง่าย บริสุทธิ์ สมอัตลักษณ์ ‘หลวงพ่อคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรียบง่าย บริสุทธิ์ สมอัตลักษณ์ ‘หลวงพ่อคูณ

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:35 น.
เมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ,เมรุลอยนกหัสดีลิงค์,หลวงพ่อคูณ,หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

“เมรุลอยนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” เพื่อหลวงพ่อคูณ จึงสะท้อนออกมาถึงความเชื่อที่ว่านกในตำนานโบราณตนนี้จักนำดวงวิญญาณหลวงพอคูณสู่สรวงสวรรค์เป็นแน่

ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและความรักที่ลูกศิษย์ลูกหา ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีอย่างเต็มล้นท้นใจ แด่ “พระเทพวิทยาคม” หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่

          “เมรุลอยนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” เพื่อหลวงพ่อคูณ จึงสะท้อนออกมาถึงความเชื่อที่ว่านกในตำนานโบราณตนนี้จักนำดวงวิญญาณหลวงพอคูณสู่สรวงสวรรค์เป็นแน่แท้

ดังที่รู้กันว่าหลวงพ่อคูณมีความตั้งใจให้ ม.ขอนแก่น เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างภายหลังหลวงพ่อมรณภาพ นับแต่การนำสรีระสังขารของหลวงพ่อเข้าสู่กระบวนการเป็นอาจารย์ใหญ่แก่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น

จนถึงวันนี้ในการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่หลวงพ่อคูณในวันที่ 29 มกราคม 2562 ณ พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น ตามที่สถาบันได้สร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ขึ้นเพื่อประกอบพิธีการอันสำคัญยิ่งใหญ่ ก็เป็นการสร้างขึ้นตามประเพณีโบราณที่มีไว้เฉพาะการฌาปนกิจเจ้านายชั้นสูง หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่

ดังนั้นทั้งหมดจึงผ่านการศึกษาค้นคว้าทำการสำรวจวรรณคดีโบราณ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ทั้งหมดเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีที่เหมาะสมดีงาม

ทั้งนี้ทีมออกแบบพยายามถอดรหัสความเป็นหลวงพ่อคูณออกมาจนพบว่าอัตลักษณ์ของหลวงพ่อไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจาก “ความเรียบง่าย” จึงนำมาสู่แนวคิดที่จักสร้างเป็นงานศิลปะสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ผสมผสานกับรูปแบบงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ซึ่งมีรูปปั้นช้าง 4 งา ดังนั้นส่วนหัวของนกหัสดีลิงค์ จึงเป็นช้าง 4 งา ด้วยเช่นกัน

          ที่สุดจึงออกมาเป็น “นกหัสดีลิงค์” ปากเป็นช้าง หางเป็นหงส์ เคลื่อนไหวได้ ส่วนลายกลีบและเกสรดอกคูนปรากฏบนตัวนก

ส่วนของการลงมือก่อสร้างดำเนินการโดยช่างสิบหมู่ ทั้งเขียน แกะ สลัก ปั้น ปูน รัก หุ่น บุ กลึง หล่อ ที่ช่างหลายสถาบันทุ่มเทสุดชีวิตอยู่ที่ริมบึงสีฐาน ม.ขอนแก่น นั่นเอง

สำหรับโครงสร้างตัวนกเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง 22.6 เมตร นำไม้ไผ่มาทำโครงด้านนอกและใช้กระดาษสีขาวพับคล้ายการทำเปเปอร์มาเช่ หรือประติมากรรมกระดาษ ประดิษฐานบนฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 16 เมตร ประกอบด้วยนาคที่มีความยาว 5 เมตร 12 ตน และรายล้อมด้วยสัตว์หิมพานต์ 32 ตน ซึ่งทั้งหมดจะถูกเผาพร้อมกับร่างหลวงพ่อในวันที่ทำพิธีฌาปนกิจ

          ภายในตัวนกหัสดีลิงค์ บรรจุเตาเผาออกแบบพิเศษ ภายในเตาเผามีกองฟืนจากไม้จิก 136 ต้น ซึ่งเป็นไม้อีสานโบราณนิยมใช้กับพระเกจิ บนเตาเผาเป็นหีบศพบรรจุสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ

หีบนั้นมี 3 โลง ประกอบด้วยโลงที่ 1 ทำด้วยไม้จันทน์หอม เป็นโลงที่บรรจุสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ส่วนโลง 2 คือโลงสเตนเลส วางบนท่อนฟืนไม้จิก ล็อกด้วยกุญแจ 4 ตัว กันเปลวไฟไม่ให้เข้าไปถึงเถ้ากระดูกของหลวงพ่อ โลงสุดท้ายคือ ประติมากรรมนกหัสดีลิงค์ ที่ครอบโลง 1 และ 2 อยู่

          ทั้งนี้เมื่อฌาปนกิจแล้วร่างของหลวงพ่อจะอยู่ในโลงสเตนเลสกันเปลวไฟ และโลงจะล็อกเพื่อไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าถึงเถ้ากระดูกของหลวงพ่อได้ตามประสงค์ของหลวงพ่อ

วันนี้ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์เปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ณ พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น

หากแต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 29 มกราคม 2562 จะเคลื่อนย้ายสรีระสังขารหลวงพ่อคูณจากศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มายังพุทธมณฑลอีสาน ซึ่งไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปยังมณฑลพิธีได้ แต่คณะกรรมการดำเนินงานได้จัดเตรียมจุดสักการะให้ประชาชนได้วางดอกไม้จันทน์ไว้อย่างเหมาะสม

กล่าวถึงตำนานโบราณอันเป็นที่มาของ “เมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” นั้นมีว่า สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร กษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นมีการแห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง

ทว่าบังเอิญที่นกสักกะไดลิงค์ หรือนกหัสดีลิงค์ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ เมื่อเห็นพระศพคิดว่าเป็นอาหาร จึงบินโฉบลงมาฉกพระศพไปต่อหน้าต่อตาพระมหาเทวี

เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นก็ประกาศให้คนดีต่อสู้นกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา หากแต่หลายคนต้องมาถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด

          จนกระทั่ง “สีดา” ธิดาแห่งพญาตักกะศิลา ได้เข้ารับอาสาสู้นกหัสดีลิงค์ นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์จนถึงแก่ความตาย และตกลงมาพร้อมพระศพแห่งกษัตริย์องค์นั้น

พระมหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำเมรุ คือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน

อนึ่ง หลังแล้วเสร็จพิธีกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับฉันทานุมัติจากคณะดำเนินงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม เป็นกรณีพิเศษ ให้สร้างเจดีย์ครอบบริเวณที่ทำฌาปนกิจสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ จะไม่มีการเคลื่อนย้าย นาคและสัตว์ป่าหิมพานต์ รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ

           ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้สักการะ และรำลึกถึงพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ไปตราบนานเท่านาน

************************///******************88

//// ภาพจากเฟซบุ๊ก Khon Kaen University

ติดตามภาพทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้

https://www.facebook.com/pg/kkuthailand/photos/?ref=page_internal

อนาคต “วัดบ้านไร่” สิ้นเทพ ไม่สิ้นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360302?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคต “วัดบ้านไร่” สิ้นเทพ ไม่สิ้นธรรม

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:00 น.
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร
เปิดอ่าน 1,050 ครั้ง

ถ้าลูกศิษย์ลูกหายึดมั่นตามปฏิปทาแห่งหลวงพ่อ จะรู้ว่าความต่างนี้ไม่มีอิทธิพลกับทางบุญ การไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เหมือนหลวงพ่อไม่เคยยึดติดกับอาสนะ นั่นคือ “แก่นแท้”

กล่าวถึงวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ต้องยอมรับว่า ในความยิ่งใหญ่ของพัทธสีมาแห่งนี้ แทบทั้งหมดมาจากความนับถือศรัทธาของสาธุชนชาวพุทธที่มีแด่อดีตเจ้าอาวาสอย่าง “หลวงพ่อคูณ”หรือ “พระเทพวิทยาคม” เทพเจ้าแห่งที่ราบสูงผู้มากด้วยเมตตาบารมี

ไม่เช่นนั้นเรื่องราวประวัติของหลวงพ่อคงไม่ปรากฏเป็นทั้งสารคดี ภาพยนตร์ ตำรา หนังสือออกมากมายสารพัด หรือบรรดาเครื่องรางของขลังหลากแบบ ที่ผลิตออกมาเพื่อให้หลวงพ่อปลุกเสกให้เช่าซื้อตั้งแต่ในราคาหลักสิบจนถึงหลักหมื่นหลักแสน​

          รับรู้ทั่วกันว่าอานิสงส์แห่งศรัทธาในหลวงพ่อคูณก็พอกพูนคูณทวีสมชื่อ มีเงินสะพัดจนสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมือง ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถานีตำรวจ สะพาน ถนน วัดวาอาราม รวมถึงกองทุน หลวงพ่อคูณบริจาคปัจจัยเพื่อการนี้ทั้งในและต่างประเทศ รวมแล้วมากกว่า 5 พันล้านบาท โดยเฉพาะ อ.ด่านขุทด ได้รับบริจาคมากที่สุด

ว่ากันว่า ยอดพระเครื่องของหลวงพ่อคูณมีคนขอทำมากมายจนพุ่งขึ้นไปกว่า 1,000 รุ่น จนหนักเข้าหลวงพ่อถึงกับต้องขอเบรก

“อย่าทำเลยไอ้นายเอ๊ย มันขายบ่ออกดอก ของกูก็แทบจะล้นกุฏิอยู่แล้ว เห็นไหม มึงอยากได้พระก็เอาไปโลด หรือถ้าจะสร้าง มึงขอเงินกูไปเลยจะดีกว่า กูไม่อยากให้มึงขาดทุน”

          “ด้วยประสบการณ์ในพระเครื่องของท่าน จึงทำให้เกิดศรัทธาในองค์หลวงพ่อคูณมากขึ้น ในช่วง พ.ศ.2535-2538 ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณดังไปทั่วประเทศ” (บทความจาก ไตรเทพ ไกรงู)

ทั้งหมดนี้ย่อมไม่น่าแปลกใจที่วัดบ้านไร่ในยุคสมัยที่หลวงพ่อคูณยังคงอยู่เป็นไม้ใหญ่ ลูกศิิษย์ลูกหาทุกชีวิตภายใต้ปีกเงา ต่างร่มเย็นสุขสบาย ขณะที่บรรยากาศของทางวัดก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมากราบหลวงพ่อคูณสักครั้งหนึ่งในชีวิต ตลอดจนเช่าบูชาเรื่องรางของขลังต่างๆ ตามกำลังที่ไหว และศรัทธาที่มี

          เป็นยุคทองผ่องอำไพของวัดบ้านไร่ ในอ้อมแขนของเทพเจ้าแห่งด่านขุดทด!

มาวันนี้นับเป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว ที่หลวงพ่อคูณมรณภาพจากไปในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ผืนดินที่ขาดไม้ใหญ่ย่อมแห้งแล้ง แห้งกรังเป็นปกติวิสัย

หลายคนบอกว่าทุกวันนี้วัดบ้านไร่เงียบไปถนัดตา แม้จะยังมีผู้คนวนเวียนเข้ามาเป็นระยะแต่ไม่มืดฟ้ามัวดินดังที่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ดี ถ้าลูกศิษย์ลูกหายึดมั่นตามปฏิปทาแห่งหลวงพ่อ จะรู้ว่าความต่างนี้ไม่มีอิทธิพลกับทางบุญ การไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เหมือนหลวงพ่อไม่เคยยึดติดกับอาสนะ นั่นคือ “แก่นแท้”

หากวัดบ้านไร่ในวันที่ไร้หลวงพอคูณ ก็ยังคงเป็นวัดบ้านไร่ดังเดิม ที่เพิ่มเติมคือในการดูแลของกรรมการชุดใหม่ อันประกอบไปด้วย พระภาวนาประชานาถ (นุช รัตนวิชโย) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ พระสมุห์อาทิตย์ อนาลโย ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พล.อ.ปัจจะ ธรรมศรี ประธานกรรมการ

ตลอดจนคณะกรรมการฝ่ายบริหารงานวัดบ้านไร่ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ร่วมบริหารวัดบ้านไร่ในปัจจุบัน

          กลุ่มพระสงฆ์และคณะบุคคลเหล่านี้ย่อมดำเนินการบริหารจัดการวัดบ้านไร่ต่อไปตามครรลอง แว่วมาว่าในอนาคตจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเป็นหลัก ให้คนรุ่นหลังเข้ามาซึมซับชื่นชมวัตรปฏิบัติในสมณเพศที่ถือสันโดษและเป็นพระนักพัฒนา

อย่างไรก็ดีสำหรับวาระอันยิ่งใหญ่ที่เราคนไทยจักได้ส่ง “อาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณ” คืนสู่ฟ้าในพิธีการบำเพ็ญกุศลที่กำหนดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21-30 มกราคม 2562 ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ม.ขอนแก่น ที่ฌาปนสถานชั่วคราว วัดหนองแวง พระอารามหลวง บริเวณเกาะกลางน้ำ ด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน ริมถนนเลี่ยงเมืองสายขอนแก่น-กาฬสินธุ์ ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น

ขณะที่ในส่วนของพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณนั้น ได้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2562 นั้น

          ในการนี้ ทางด้านของวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ก็มีการจัดพิิธีบำเพ็ญกุศลคู่ขนานไปด้วย โดยจัดทำเมรุจำลอง 9 ชั้น สำหรับพิธีเผาร่างสรีระจำลองหลวงพ่อคูณ ซึ่งตกแต่งบริเวณโดยรอบเมรุด้วยรูปปั้นสัตว์ในโลกหิมพานต์ รูปหล่อเทพเทวดา และดอกไม้สดกว่า 1,200 กระถาง สวยงามสมเกียรติ และได้เตรียมดอกไม้จันทน์สำหรับวางที่สรีระจำลองหลวงพ่อคูณกว่า 80,000 ดอก และเปิดให้ประชาชนร่วมวางดอกไม้จันทน์ สรีระจำลองหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วันที่ 22–28 มกราคม 2562

โดยในพิธีเผาร่างสรีระจำลอง จะมีการนำเกศา ผ้าจีวร หมวกไหมพรม และสิ่งของเครื่องใช้บางส่วนของหลวงพ่อคูณ บรรจุในโลงขึ้นเผาจริงบนเมรุจำลอง 9 ชั้น และนำเถ้าถ่านทำพิธีลอยอังคาร ณ สระน้ำวัดบ้านไร่ เสมือนพิธีจริงทุกขั้นตอนอีกด้วย

  ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าตลอดการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลหลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่จะมีญาติโยมลูกศิษย์ลูกหามาร่วมพิธีนับแสนคน น่าจะทำให้คนที่มิอาจเดินทางไปยังสถานที่จริง จ.ขอนแก่น ได้หวนนึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศที่คุ้นเคยกับช่วงเวลาที่หลวงพ่อยังอยู่ในกุฏิให้เราเข้าไปค้อมหัวให้เคาะไม่มากก็น้อย

ลีลา “พ่อมดดำ” เล่น “ไพ่” หลายหน้า หว่านทุกพรรครักทุกสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360556?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลีลา “พ่อมดดำ”  เล่น “ไพ่” หลายหน้า หว่านทุกพรรครักทุกสี

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 10:50 น.
พ่อมดดำ,สุชาติ ตันเจริญ,บ้านริมน้ำ,อดีต สส,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พินิจ จารุสมบัติ
เปิดอ่าน 1,906 ครั้ง

การเมืองดั่งละคร อย่างที่รู้ว่า มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเครือข่าย “บ้านริมน้ำ” อาณาจักรพ่อมดดำ หลายสิบคนที่แยกย้ายกันทำงาน ทั้งสวมเสื้อเขียว และเสื้อน้ำเงิน

          000 20 ปีที่แล้ว นักรัฐศาสตร์ละแวกท่าพระจันทร์ ประดิษฐ์คำ “ยียาธิปไตย” เพื่ออธิบายการเข้ามาสู่อำนาจโดยกระบวนการเลือกตั้งของ “กลุ่มทุนภูธร” เปรียบเช่นคนเถื่อนบุกเข้ายึดกรุงโรม ในยุคอนธการแห่งยุโรป พ.ศ.นี้ นักเลือกตั้งเผ่าพันธุ์ยียาหรือยี้ ยังคงอยู่ โดยสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ ตรงกันข้ามผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเปลี่ยน “เจเนอเรชั่น” ศัพท์การเมืองยียาธิปไตยจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา

          000 หลังออกมานั่งแถลงข่าว “สปก.ทองคำ” เหมือนจุดพลุ แต่จุดชนวนไม่ติด “สุชาติ ตันเจริญ” ก็หลบหายเข้าหลังม่าน เดินเกมวางแผนสู้ศึกเลือกตั้ง เนื่องจากมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเครือข่าย “บ้านริมน้ำ” ประมาณ 40 คน ที่สวมเสื้อ “พรรคพลังประชารัฐ” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยส่วนตัว “พ่อมดดำ” สนิทสนมกับ เนวิน ชิดชอบ และสรอรรถ กลิ่นประทุม มายาวนาน จึงช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องปกติ

          000 เฉพาะสมรภูมิฉะเชิงเทรา ตระกูล “ตันเจริญ” ได้จัดทัพปรับสนามกันใหม่ “ณัชพล ตันเจริญ” อดีต ส.ส.แปดริ้ว ลูกชายของพิเชษฐ์ ตันเจริญ (น้องชายของสุชาติ) ย้ายจากเขต 2 ไปลงเขต 1 อ.เมืองฉะเชิงเทรา ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต้องฟาดฟันกับตระกูล “ฉายแสง” และบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ส.ที่สังกัดพลังประชารัฐ

ณัชพล ตันเจริญ พรรคภูมิใจไทย

          000 สาเหตุที่ “ณัชพล” ต้องย้ายไปเขต 1 ก็เพราะเขต 2 อ.พนมสารคาม มีข่าวในเบื้องต้นว่า “พ่อมดดำ” จะสวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนามเอง เนื่องจากสมัยที่แล้ว “ณัชพล” พ่ายสมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทยขาดลอย หรืออาจจะเป็นพิเชษฐ์ ตันเจริญ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่อยู่ค่ายภูมิใจไทยลงแทนลูกชาย

          000 ส่วนเขต 3 อ.ท่าตะเกียบ และอ.สนามชัยเขต น่าจับตา เมื่อ “รส มะลิผล” อดีต ส.ส.ลาออกจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทย คนแปดริ้วรู้ดีว่า รสเป็นสามีของ “จินดา มะลิผล” หรือจินดา ตันเจริญ พี่สาวของสุชาติ และเป็นส.อบจ.แปดริ้ว เขต อ.ท่าตะเกียบ ก่อนหน้านี้ “รส” อยู่ค่ายทักษิณก็เข้าใจได้ เพราะจินดามีปัญหากับน้องชาย–พ่อมดดำ แต่พอย้ายมาค่ายเนวิน ก็เดาว่าตระกูลตันเจริญ หันมาจูบปากกันชั่วคราว

รส มะลิผล ลาออกจากเพื่อไทยซบภูมิใจไทย

          000 เลือกตั้งปี 2554 รส มะลิผล ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสู้ศึกกับพิเชษฐ์ ตันเจริญ น้องชายภรรยา–จินดา ค่ายภูมิใจไทย และเบียดเอาชนะไปได้ ขยับมาเลือกตั้ง 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) สุชาติ สวมเสื้อสีน้ำเงิน ลงชนพี่เขย–รส มะลิผล ดังนั้นคนแปดริ้วเลยรู้สึกปวดหัวกับลีลาการเมืองแบบตระกูลตันเจริญ

จินดา มะลิผล พี่สาวสุชาติ ตันเจริญ

          000 ตระกูล “จารุสมบัติ” ไม่มีปัญหา พื้นที่เขต 4 อ.แปลงยาว อ.บ้านโพธิ์ และอ.บางปะกง “พินิจ จารุสมบัติ” ยังเดินสายพบผู้นำท้องถิ่น ไม่ได้หาเสียงแต่ทำกิจกรรมทางสังคม ส่วนพี่ชาย “พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ”เปลี่ยนสีเสื้อจากประชาธิปัตย์เป็นพลังประชารัฐ ก็ลงพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่ประมาทตระกูลฉายแสง

พินิจ จารุสมบัติ

          000 ข้ามฟากไปทางเมืองบั้งไฟ “สฤษดิ์ ประดับศรี” อดีต ส.ส. และอดีตนายก อบจ.ยโสธร ส่งลูกชาย “ธรานนท์ ประดับศรี” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงเขต 3 ยโสธร แม้จะต้องแข่งกับ “พิกิฏ ศรีชนะ” อดีต ส.ส.เมืองบั้งไฟ ค่ายพลังประชารัฐ ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็พวกเดียวกัน ทั้ง “สฤษดิ์” กับ “พิกิฏ” ก็เป็นนักการเมืองในสายพ่อมดดำ 

ธรานนท์ ประดับศรี ลูกชายนักการเมืองดังเมืองยโสธร

          000 เกมสฤษดิ์ส่งลูกชายลงเขต 3 สภาเหล้าขาว อ.เลิงนกทา ประเมินว่า สฤษดิ์หวังตัดคะแนนผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย เนื่องจากเป็นชาวเลิงนกทาเหมือนกัน มีฐานเสียงใกล้เคียงกัน ส่วนพิกิฏนั้น ฐานเสียงหลักอยู่ อ.กุดชุม นัยว่าเป็นกลยุทธ์ตัดคะแนนคู่แข่งช่วยพิกิฏมากกว่าจะหวังผลชนะเลือกตั้ง

          000 เสียงดีเหลือเกิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยกทีมล่องใต้ เดินสายปราศรัยละแวกพัทลุง สตูล นครศรีธรรมราช และตรัง สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่า มีคนมาฟังการปราศรัยหนาตาที่ตรัง ซึ่งพูดกันตรงๆ กระแส “อนาคตใหม่” ยังเป็นแค่ “ปรากฏการณ์” บนผิวน้ำ จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันยังไม่ได้

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำทีมล่องใต้

          000 ศาสตร์การเลือกตั้งนั้น สิ่งชี้ขาดคือ การแปรกระแสนิยมให้เป็น “คะแนน” และกลยุทธ์การจัดการคะแนนนั้น ต้องมีผู้ชำนาญการเป็นคนดูแล พรรคไทยรักไทยสมัยเฟื่องฟูสุดขีด ก็ต้องอาศัยกลยุทธ์มากมายไปทำให้เกิดกระแสแห่ “คะแนน” เข้าคูหา ทั้งเกมบนดินและใต้ดิน

“ฝุ่นพิษจิ๋ว”คนไทยตัดสินได้ด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360551?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฝุ่นพิษจิ๋ว”คนไทยตัดสินได้ด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 09:31 น.
ฝุ่นพิษจิ๋ว,เลือกตั้ง,มลพิษทางอากาศ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปัญหาฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ พีเอ็ม 2.5 กำลังสร้างความปั่นป่วนให้ชาวกรุงและจังหวัดใกล้เคียง สภาพที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันไม่ได้อยู่เพียงชั่วคราว แต่อาจอยู่หลายเดือนและมาเป็นขาประจำทุกปี !?!

ชาวบ้าน กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคประชาชน ฯลฯ เริ่มช่วยกันหามาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวแบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่เอาน้ำไปพ่นในอากาศ เนื่องจากคำเตือนจากองค์การอนามัยโลกบอกว่า มลพิษทางอากาศรวมถึง “ฝุ่นพิษจิ๋ว พีเอ็ม2.5” ส่งผลร้ายต่อระบบทางเดินหายใจ ปอด หัวใจ ระบบประสาท รวมถึงมะเร็งทำให้มนุษย์โลกเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าปีละ 7 ล้านคน และที่สำคัญคือ 9 ใน 10 คนของประชากรโลก กำลังสูดอากาศที่เป็นมลพิษเข้าสู่ร่างกาย

หมายความว่าพวกเราแทบไม่มีใครได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริง นอกจากคนที่อาศัยอยู่ในป่าหรือธรรมชาติรอบตัว ไม่มีรถ ไม่มีโรงงาน ไม่มีแหล่งผลิตปล่อยของเสียเน่าเหม็น

ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศให้ “มลพิษทางอากาศ และภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” เป็นภัยร้ายต่อมนุษยชาติอันดับ 1

ที่ผ่านมาคนไทยไม่ค่อยมีใครพูดถึง ฝุ่นจิ๋วพีเอ็ม 2.5 เนื่องจากหน่วยงานรัฐยังไม่มีเครื่องตรวจวัดที่ได้มาตรฐาน มีเพียงเครื่องตรวจควันพิษขนาดพีเอ็ม 10 จนกระทั่งปี 2553 จึงเริ่มมีโครงการสั่งซื้อเครื่องตรวจและกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดพีเอ็ม 2.5 กว่าจะได้ใช้ตรวจจริง รายงานจริงก็ประมาณปี 2559
ทำให้พวกเรารู้ว่าระดับปริมาณฝุ่นพิษขนาดเล็กหรือสารมลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเกินมาตรฐาน 2-3 เท่า โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่เป็นหน้าหนาว เนื่องจากไม่มีลมทะเลมาช่วยพัดพาไป

ดังนั้น หัวข้อฮิตในการพูดคุยของกลุ่มคนไทยและกลุ่มสังคมออนไลน์ช่วงนี้หนีไม่พ้นเรื่องการดูแลแก้ไขฝุ่นละอองพิษ หรือนโยบายป้องกันและขจัดมลพิษทางอากาศ เครือข่ายสิ่งแวดล้อมเริ่มจับกลุ่มเสนอให้พรรคการเมืองไปคิดหาหนทางแก้ปัญหาและชูเป็นนโยบายหาเสียงให้คนไทยได้ตัดสินใจ เพราะ “ฝุ่นพิษจิ๋ว” จะแก้ได้ด้วยรัฐบาล และคนไทยกำลังจะไปตัดสินเลือกรัฐบาลด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

ตัวแทน คสช. และพรรคการเมืองใหญ่เริ่มออกมากล่าวถึงนโยบายลดมลพิษทางอากาศของพรรคตน แม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ช่วงคนกรุงเทพฯ กำลังตื่นเต้นตกใจกับฝุ่นควันที่ปกคลุมท้องฟ้า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รีบนำหัวข้อนี้ไปกล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยยอมรับว่าฝุ่นจิ๋วยังมีอยู่มาก ไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ รัฐบาลกำลังบูรณาการเร่งสำรวจ และหาทางแก้ไขด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน พร้อมขอร้องพี่น้องประชาชนให้ร่วมมือกันลดฝุ่นละอองจากการใช้รถ ใช้ถนน พื้นที่ก่อสร้าง โรงงาน รวมถึงการเผาพืชผลทางการเกษตร และขอให้ช่วยกันระมัดระวังกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ

สื่อมวลชนทุกแขนงช่วยกันรายงานว่า สารมลพิษทางอากาศเหล่านี้มาจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น การคมนาคม การก่อสร้าง การปรับปรุงถนนและผิวจราจร ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการขนาดเล็กใหญ่

ผ่านไปไม่กี่วัน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ Good Monday ผ่านทาง http://www.thaksinofficial.com เมื่อวันที่ 21 มกราคม มีการพูดถึงหัวข้อ “แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง” โดยบอกว่าเมืองไทยมีปัญหาน่าตกใจเรื่องฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ซึ่งอันตรายทะลุทะลวงเข้าไปในหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหาย 2 ส่วนคือ สุขภาพเสียหายและความเสียหายทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

อดีตนายกฯ เสนอวิธีแก้ปัญหาโดยยกตัวอย่างกรุงปักกิ่งที่สั่งย้ายโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่รอบเมืองปักกิ่ง รวมถึงสั่งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดทดแทน รวมถึงสั่งให้เปลี่ยนรถซึ่งวิ่งในปักกิ่งต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น พร้อมเสนอนโยบายให้ประเทศไทยยกเลิกการใช้รถดีเซล รถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถเก่า รถหมดสภาพที่มาวิ่งทำให้ควันเยอะ รวมถึงเสนอนโยบายลดการเผาชีวมวล รณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจ และที่สำคัญคือต้อง ขยันปลูกต้นไม้ รักษาต้นไม้หรือเพิ่มต้นไม้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพื่อขจัดมลพิษเหมือนเกาะฮ่องกง

สอดคล้องกับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย เสนอว่าจะจัดทำนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ขจัดรถที่อายุเกิน 10 ปี ลดจำนวนเครื่องยนต์ดีเซล และสนับสนุนรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า พร้อมทั้งมีการตรวจสอบกระบวนการบรรเทาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ “ไออีเอ” อย่างเคร่งครัด
ส่วนนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เรื่องสิ่งแวดล้อม ได้เน้นนโยบายเปลี่ยนมาใช้โรงไฟฟ้าแอลเอ็นจี เพราะต้นทุนต่ำกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินถึงร้อยละ 50 ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าและถือเป็นพลังงานจากธรรมชาติ

นโยบายข้างต้นเสมือนการพูดหาเสียงของนักการเมือง แต่ในส่วนของมุมมองภาคประชาชนแล้ว สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือ คำสั่งหรือโครงการที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า ปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เกิดจากหลายสาเหตุ แต่สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ส่วนใหญ่มาจากการปลดปล่อยควันพิษจากท่อไอเสียของยานพาหนะ ทั้งรถยนต์ รถเมล์ รถบรรทุก รวมถึงจักรยานยนต์

“ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” กรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความเห็นว่า เมื่อปัญหาควันพิษจากรถยนต์เป็นเรื่องใหญ่ นโยบายที่พรรคการเมืองควรมีเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที คือ การสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก ที่ผ่านมายังไม่เห็นรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด มีความชัดเจนในเรื่องนี้

“ในต่างประเทศรัฐบาลจริงจังในการมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น นโยบายลดภาษีการนำเข้า นโยบายลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าให้เหลือน้อยมาก หรือการให้เงินกู้ยืมเป็นพิเศษสำหรับหน่วยงานที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ส่วนที่กรุงปักกิ่งของจีนสั่งห้ามรถมีควันพิษเข้าไปขับในบางพื้นที่อย่างเด็ดขาด การลดรถยนต์เหล่านี้จะส่งผลทางตรงให้ลดโลกร้อนได้ด้วย เพราะไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นตัวปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อมลพิษในอากาศ อยากเห็นนโยบายที่ชัดเจนแบบนี้ในการหาเสียงของพรรคการเมืองไทย” ดร.บัณฑูร กล่าว

นอกจากปัญหามลพิษจากรถยนต์แล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองพิษรวมถึงพีเอ็ม 2.5 ได้แก่ ควันเสียที่ปล่อยทิ้งออกมาจากโรงงานทั่วไปและโรงงานในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมจากข้อมูล “สถิติสะสมจำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ” ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ระหว่างปี 2535–2560 ของศูนย์ข้อมูลธุรกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ขณะนี้มีโรงงานทั่วประเทศไทย 1.4 แสนแห่ง และเป็น “โรงงานจำพวกที่ 3” หรือโรงงานใช้เครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า ซึ่งเป็นกลุ่มโรงงานที่อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษหรือเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือเหตุอันตราย อยู่จำนวน 7.8 หมื่นแห่ง เฉพาะที่กรุงเทพฯ มีจำนวน 8,400 แห่ง โรงงานเหล่านี้มีกฎหมายบังคับให้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตกระดาษ โรงงานผลิตสุรา โรงงานน้ำตาล ฯลฯ เพราะเกรงว่าฝุ่นควันพิษจากโรงงานเหล่านี้บางส่วนมีสารปรอทผสมอยู่ด้วย ทำให้ไปตกค้างสะสมในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอยู่ในห่วงโซ่อาหารที่เป็นภัยต่อชีวิตผู้บริโภค

“เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนที่ติดตามปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรม เสนอความคิดว่า พรรคการเมืองที่จะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต้องหามาตรการลดและกำจัดฝุ่นละอองพิษเพื่อสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะการใช้มาตรการตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยมลภาวะอย่างเข้มข้น มีการเอาผิดผู้ผลิตและปล่อยควันพิษเหล่านี้อย่างจริงจัง

“ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมายส่วนหนึ่งแล้ว ที่บังคับให้โรงงานต้องกำจัดมลพิษต่างๆ ไม่ให้ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัตินั้น มีโรงงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่มาบตาพุด ฝุ่นควันพิษจากโรงงานใหญ่ๆ ไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจังและไม่ได้มีการทำประจำ ตามกฎหมายบังคับให้ตรวจทุกปี มีกำหนดรายละเอียดเกณฑ์และวิธีกการตรวจ แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่ได้ไปตรวจหรือตรวจแบบไม่จริงจัง มีรายงานอีไอเอแต่ก็ไม่ได้มาตรฐาน นโยบายที่อยากเห็นคือการบังคับให้แสดงผลตรวจโรงงาน ผู้กำหนดนโยบายประเทศต้องเข้าใจเรื่องมลพิษ ไม่เช่นนั้นการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์อาจไม่สำเร็จ”
นอกจากนี้ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนยังเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรับผิดชอบของภาคธุรกิจหรือนายทุนเจ้าของโรงงานให้รับภาระการปล่อยมลพิษของเสียต่างๆ ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมด้วย หากโรงงานหรือสถานประกอบการใดปล่อยมากก็ต้องเสียภาษีมากขึ้น ในต่างประเทศมีกฎหมายแบบนี้บังคับใช้ ซึ่งได้ผลในการจูงใจให้โรงงานต่างๆ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดของเสีย หรือที่เรียกว่า มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมาประเทศไทยประกาศยุทธศาสตร์เรื่องป้องกันฝุ่นควันพิษหลายมาตรการด้วยกัน เช่น แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการควบคุมการเผาในที่โล่ง แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษหมอกควัน ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้พิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญ 5 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 2.ร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนกับการร่วมจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติ 3.ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ 4.ร่าง พ.ร.บ. องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 5.ร่าง พ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม

แต่ดูเหมือนจะไม่มีพรรคการเมืองใดสนใจนำไปต่อยอดมาเป็นนโยบายพรรคอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

อรยา สูตะบุตร ตัวแทนเครือข่ายต้นไม้ในเมืองกล่าวถึงปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ว่าสามารถแก้ได้หลายระดับ และในระดับที่ง่ายสุดคือ การอาศัยต้นไม้ใหญ่มาช่วยดูดซับหรือกักฝุ่นละออง ดังนั้นนโยบายพรรคการเมืองต้องเอาจริงเอาจังกับการสั่งให้มีระเบียบปฏิบัติในการไม่ตัดแต่งต้นไม้ใหญ่อย่างผิดวิธี ด้วยการตัดกิ่งและใบออกเกือบหมด เพราะนั่นคือการทำลายตัวช่วยในการดูดซับฝุ่น เช่น ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5

“กรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่เหลืออยู่ค่อนข้างน้อย แล้วยังถูกตัดจนเป็นต้นโกร๋น เพราะกลัวปัญหาสายไฟฟ้า เช่น ต้นจามจุรี ต้นตะขบ ซึ่งต้นไม้เหล่านี้มีใบเยอะในการช่วยดักฝุ่นในอากาศ และที่สำคัญคือต้องมีนโยบายเพิ่มต้นไม้ใหญ่ให้มากขึ้น ตอนนี้มีพื้นที่ว่างอยู่ในส่วนของหน่วยงานราชการ วัด หรือโรงเรียน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพื้นที่โรงงานยาสูบตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือที่ดินสวนมักกะสันต้องทำเป็นสวนสาธารณะปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่ม ไม่ใช่ไปเน้นสร้างห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุมสัมมนา หรืออาคารสำนักงาน ที่ผ่านมาเคยทำสำเร็จแล้ว มีการย้ายกรมอุตุฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสวนเบญจสิริ หรือปรับสนามกอล์ฟการรถไฟ ให้เป็นสวนรถไฟ”
ตัวแทนเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ยกตัวอย่างนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองเอาไปเป็นนโยบายเพื่อสัญญากับประชาชนอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1.โครงการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ในเมืองให้ดีที่สุด มีการตัดแต่งอย่างถูกวิธีโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกทักษะที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นไม้ยังมีใบไว้ดักจับฝุ่นละออง และเพื่อให้ต้นไม้แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยฟอกอากาศ 2.นโยบายให้ทุกหน่วยงานมีมาตรการดูแลการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากสุด โดยเฉพาะภาครัฐ เช่น กรมธนารักษ์ ควรนำที่ดินราชพัสดุหรือหน่วยงานราชการที่ไม่จำเป็น ขอให้ย้ายออกไปนอกเมืองแล้วเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ 3.สั่งแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการทำลายต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่สีเขียว เช่นปรับปรุงเงื่อนไขทีโออาร์หรือขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) ที่มารับจ้างเหมาบริการจัดตัดแต่งต้นไม้ตามแนวสายไฟ ถนน ทางหลวง เพื่อหยุดการตัดต้นไม้แบบผิดวิธี

คนไทยโดยเฉพาะชาวกรุงที่กำลังได้รับผลกระทบจาก “หมอกควันพิษ” ควรเริ่มตั้งคำถามกับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตนว่า จะมีโครงการหรือนโยบายควบคุม และจำกัดจำนวนแหล่งมลพิษทางอากาศอย่างไร ถ้านักการเมืองคนไหนตอบไม่ได้ หรือฟังแล้วไม่น่าจะทำได้ ก็ต้องหันไปพิจารณาเลือกพรรคอื่นแทน !?!

ส่องวิทยุใต้ดิน “สุรชัย” ในลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวิทยุใต้ดิน “สุรชัย” ในลาว

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:26 น.
เรดการ์ดเรดิโอ,กระดานความคิด,ลุงสนามหลวง,วิทยุใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,สุรชัย แซ่ด่าน,โกตี๋,วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ
เปิดอ่าน 4,306 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

นักสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรออกมาร้องให้ทางการ สปป.ลาว สอบสวนกรณีการหายตัวไปของ “สุรชัย แซ่ด่าน” แต่หลายคนไม่เคยสนใจว่าสุรชัย อดีตนักโฆษณามวลชนแห่งเขตงานสุราษฎร์ธานี สมัยสงครามเย็น เข้าไปทำอะไรในลาว

นับแต่ปี 2558 สุรชัย แซ่ด่าน และ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เดินทางออกจากกัมพูชามาอยู่สปป.ลาว เนื่องจากสมเด็จฮุน เซน ไม่อนุญาตให้ “แดงพลัดถิ่น” เคลื่อนไหวทางการเมือง

เมื่อมาอยู่นครหลวงเวียงจันทน์ สุรชัย แซ่ด่าน จัดทำคลิป “รายการปฏิวัติประเทศไทย” ออกเผยแพร่ทางยูทูบ และพัฒนามาเป็นการออกอากาศสดผ่านช่องยูทูบ

ไม่ต่างจาก “วิทยุใต้ดิน” สมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปใช้เมืองคุนหมิงเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุคลื่นสั้น ส่งกระจายเสียงทุกวันตามผังรายการ วันละ 3 เวลา

วิทยุใต้ดินยุค 4.0 ส่งผ่านช่องยูทูบ สามารถรับฟังได้ทั่วโลก และคนจัดรายการวิทยุ ก็ส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ แต่สุรชัยมีรายได้มากกว่านั้น จากบรรดาแฟนคลับในเมืองไทยและยุโรป

เมื่อมีรายได้มากขึ้นสุรชัยจึงออกไปปลูกบ้านอยู่นอกเมือง และซื้อรถตู้ไว้ใช้คันหนึ่ง ภายในบริเวณบ้านก็เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู และปลูกพืชผักสวนครัว

ถัดจากนั้นมา “ลุงสนามหลวง” หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ที่มาลี้ภัยอยู่ในลาวหลายปีแล้ว ได้ชักชวนโกตี๋ และกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น มาจัดรายการวิทยุใต้ดินแบบเดียวกับสุรชัยบ้าง

โกตี๋มีประสบการณ์จากการทำวิทยุชุมชน “เรดการ์ดเรดิโอ” แถวลำลูกกา จึงนำรูปแบบรายการวิทยุชุมชนไปเผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ ปรากฏว่า มีแฟนคลับมากมาย แม่ยกพ่อยกส่งเงินมาให้ใช้ จนมีเงินไปซื้อบ้านหรูอยู่ และซื้อรถเก๋งป้ายแดง

ยิ่งตอนที่ลุงสนามหลวงกับโกตี๋ ประกาศตั้งองค์กรสหพันธรัฐไทและเรียกกลุ่มตัวเองว่า “7 ประจัญบาน” ยิ่งเรียกการสนับสนุนเงินทองจากแฟนคลับได้เยอะ

เวลานั้นกลุ่มโกตี๋กับกลุ่มสุรชัย เริ่มแย่งชิงมวลชนกัน ต่างฝ่ายต่างกระแนะกระแหนแฉโพยกันรายวัน ฝ่ายโกตี๋ก็บอกว่า สุรชัยเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ชอบทำตัวเป็นเจ้าทฤษฎี ส่วนฝ่ายสุรชัยก็ตอบโต้ว่าลุงสนามหลวงและโกตี๋เป็นพวกสุ่มเสี่ยง ทำอะไรไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน

พลันที่โกตี๋หายตัวไปท่ามกลางความอลหม่านของแดงพลัดถิ่นในลาว ลุงสนามหลวงยืนยันโกตี๋ตายแล้ว แต่สุรชัยบอกโกตี๋จัดฉาก ไม่ได้ถูกอุ้มหายไป

ปลายปีที่แล้วแดงพลัดถิ่นแยกออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มลุงสนามหลวง กลุ่มสุรชัย และกลุ่มไฟเย็น โดยกลุ่มไฟเย็นมีสมาชิกประมาณ 5 คน ไปมาหาสู่บ้านสุรชัยเป็นระยะๆ

12 ธันวาคม 2561 แดงพลัดถิ่นทุกกลุ่มได้รับคำสั่งให้ออกจากบ้านพักเป็นการชั่วคราว เพราะจะมีการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 3

หลังการประชุมจบลงกลุ่มไฟเย็นได้เดินทางไปหาสุรชัย เพราะขาดการสื่อสารติดต่อกันหลายวัน ก็พบแต่รถตู้ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ไม่มีเงาร่างของสุรชัยและคนสนิทอีกสองคน

ลุงสนามหลวง แจ้งแก่สมาชิกสหพันธรัฐไทว่า ย้ายสถานีมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย จึงส่งกระจายเสียงได้ตามปกติ ขณะที่กลุ่มไฟเย็นเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศยื่นมือมาช่วยเหลือ เพราะอยู่ในสปป.ลาว ไม่ปลอดภัย

สุรชัย โกตี๋ ลุงสนามหลวงและไฟเย็น ทุกกลุ่มจัดรายการวิทยุใต้ดิน มีเป้าหมาย “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในทางยุทธศาสตร์และหาเงินรายได้จากยูทูบและแฟนคลับในทางยุทธวิธี

เมืองลุงลุกเป็นไฟ “ปลัด” ขอวัดฝีมือ “นิพิฏฐ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองลุงลุกเป็นไฟ “ปลัด” ขอวัดฝีมือ “นิพิฏฐ์”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:22 น.
ฉลอง เทอดวีระพงศ์,พรรคภูมิใจไทย,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 14,924 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

การเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง มีสีสันขึ้นมาทันที เมื่อ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ปลัดจังหวัดพัทลุง ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ในนามพรรคภูมิใจไทย ชนกับจอมเก๋า “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จริงๆ แล้ว ทีมงาน ปชป.รู้มานานแล้วว่า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ จะส่งปลัดฉลอง ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 นิพิฏฐ์จึงทำสงครามจิตวิทยากับเจ๊เปี๊ยะมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว

“ฉลอง เทอดวีระพงศ์” อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง

นิพิฏฐ์เปิดศึกสงครามโซเชียล โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ผมฝากบอกคุณนาที รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทยว่า ลองไปถามคนพัทลุงดูว่า เวลาเขาพูดว่านักการเมืองซื้อเสียงชาวบ้านเขานึกถึงใคร?” (19 พ.ย.2561)

สองสัปดาห์ที่แล้ว นิพิฏฐ์ร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 3 พรรคการเมือง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวฟ้องสื่อว่า เวลานี้มีการเรียกเก็บบัตรประจำตัวประชาชน โดยข้าราชการบางคนที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง

ร้อนถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทยต้องดาหน้ามาตอบโต้นิพิฏฐ์ ถึงขั้นท้าทายให้รองหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุชื่อออกมาเลยว่า “ข้าราชการคนนั้น ชื่ออะไร”

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

เมื่อ 25 มกราคม 2562 เจ๊เปี๊ยะ จึงจัดอีเวนท์เปิดตัว “ปลัดฉลอง” โดยขนนักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่จากหลายอำเภอในจังหวัดพัทลุง ไปต้อนรับ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ปลัดจังหวัดพัทลุง

ปลัดฉลองบอกว่า ก่อนหน้านี้ ถูกนิพิฏฐ์กล่าวหาว่าวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เมื่อลงเล่นการเมือง ก็พร้อมต่อสู้ในสนามการเลือกตั้ง เพื่อล้ม ส.ส.ของพรรค ปชป.

วันเดียวกัน เฟซบุ๊กของ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ได้มีการโพสต์ข้อความว่า “จากเด็กบ้านนอกบ้านนา ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก เพื่อความหวังของพ่อแม่ เพื่ออนาคตที่ดีและเพื่อรับใช้สังคม ไต่เต้ามาตามลำดับจากปลัดอำเภอ นายอำเภอ สู่ปลัดจังหวัด 30 ปี เป็นห้วงเวลาที่ภาคภูมิใจมาก ได้ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน…ตำแหน่งสิ้นสุดลงแล้ว แต่หน้าที่ยังคงต้องทำต่อไป”

“ฉลอง” เป็นคนเมืองลุง เมื่อรับราชการมหาดไทยก็อยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง ในห้วงเวลาที่มหาดไทยอยู่ในกำมือ “บิ๊กป๊อก” ฉลอง ขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัด

“นิพิฏฐ์ ศิษย์” – “ชวน หลีกภัย”

ด้านแชมป์เก่า นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เคยเป็นรองจ่าศาลจังหวัดพัทลุง ก่อนจะเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส.จ. และเป็นประธาน ส.จ. เลือกตั้ง 2535/1 นิพิฏฐ์ลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งแรก ด้วยการลาออกจากข้าราชการมาเป็นทนายความ ทำให้นิพิฏฐ์ได้มีโอกาสช่วยเหลือชาวบ้านด้านกฎหมายมากมาย

ผลปรากฏว่า นิพิฏฐ์ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ด้วยคะแนนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดคือ 75,417 คะแนน นัยว่า ที่มาของคะแนนส่วนใหญ่ก็มาจากอิทธิพลการปราศรัยของ “ชวน หลีกภัย”

เมื่อการเลือกตั้ง 2538 ระหว่างการเดินสายหาเสียง นิพิฏฐ์ไปปราศรัยที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า ยายแก่ๆ ตะโกนบอก “ไม่ต้องปราศรัยหรอก ที่นี่เอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้เป็น ส.ส.”

เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ / พี่เลี้ยงอดีตปลัดฉลอง

ตำนานเสาไฟฟ้า จึงติดตัวนิพิฏฐ์มาจนถึงปัจจุบัน และฝ่ายตรงข้ามมักเอาประเด็นนี้ไปปราศรัยโจมตีพรรค ปชป.อยู่เสมอ แต่ก็ไม่มีพรรคไหนหักโค่น ปชป.พัทลุงได้

เจ๊เปี๊ยะจึงชูคำขวัญ “เปลี่ยน” สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ชาวพัทลุงเขต 2 จะยอมเปลี่ยนหรือไม่ ? แค่ประดาบก็เลือดเดือดไปทั้งพรรคภูมิใจไทย

‘บิ๊กโจ๊ก’จัดให้..’ศปอส.ตร.’มอนิเตอร์โพสต์หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กโจ๊ก’จัดให้..’ศปอส.ตร.’มอนิเตอร์โพสต์หาเสียง

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:11 น.
โซเชียลมีเดีย,เลือกตั้ง,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ศปอสตร,หาเสียง
เปิดอ่าน 251 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร  อินทะเกตุ 

“โซเชียลมีเดีย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในสังคมมนุษย์ยุคนี้ไปโดยปริยาย การติดต่อสื่อสารทำง่ายแค่ปลายนิ้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิตก็ไม่แปลก เพราะเข้าถึงได้ทุกเพศวัย โดยเฉพาะ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม แอพพลิเคชั่นไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ เป็นสื่อ “อิเล็กทรอนิกส์” ยอดนิยม ยิ่งแล้วเฟซบุ๊ก ที่คนไทยใช้และเข้าถึงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเวลานี้

แน่นอนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 แวดวงการเมืองก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะใช้ช่องทางนี้ “หาเสียง” เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายพรรค แจ้งสรรพคุณผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพื้นที่ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพหลัก และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติ ต้องเข้ามากำกับดูแลไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ​

ก่อนหน้าจะมีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 หรือ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เคยบอกเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าขอบเขตการหาเสียงของพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. หรือผู้ใดทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการในลักษณะใด จะต้องแจ้งต่อกกต.ล่วงหน้า และต้องรับผิดชอบเนื้อหาไม่ให้เป็นการใส่ร้าย เพราะจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายซึ่งมีโทษค่อนข้างรุนแรง โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนมายัง กกต.ได้ จากนั้น กกต.จะแจ้งเจ้าของข้อความให้ลบภายใน 1 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม กกต.ก็จะลบข้อความเอง

ถึงกระนั้นแม้จะมีการลบข้อความไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดจะหายไปด้วย เพราะถือว่าความผิดสำเร็จ ต้องรับผิดทางอาญา และหากมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต จนการเลือกตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเสียไป ก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย โดยจะมีการตั้งวอร์รูมพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาคอยมอนิเตอร์ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

สอดรับกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ที่มี “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะรองผอ.ศปอส.ตร. เสมือนหนึ่งเป็นแม่ทัพหลักขับเคลื่อนงานของหน่วยนี้ ที่ทีมงานต้องเข้ามามอนิเตอร์การโพสต์หาเสียงในช่วงเลือกตั้งเช่นกัน เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย รวมทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เรียกได้ว่ามีทั้ง “ทีมรับ” และ “ทีมรุก”

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกว่า ศปอส.ตร. มีหน้าที่การตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. แกนนำ กองเชียร์ กลุ่มหนุน กลุ่มต้าน ก็มีสิทธิเสรีภาพการโพสต์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย สามารถทำได้ แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ยึดตามกติกา ไม่สร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมเพื่อหลอกลวง หรือใช้ในการใส่ร้ายป้ายสี นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ไม่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง เพราะหากเป็นผู้สมัครส.ส. หรือพรรคการเมือง นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งก็ยังจะมีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีโทษสูง ทั้งโทษปรับและจำคุก

“ถ้าเพียงแค่ใช้โซเชียลมีเดียในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประกาศนโยบายของพรรค แนะนำผู้สมัคร ไม่มีการบิดเบือนข้อมูล หรือใส่ร้ายป้ายสีใคร ก็สามารถทำได้ โดย ศปอส.ตร.มีทั้งเจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ และทีมงานที่คอยดูมอนิเตอร์ว่าการโพสต์ต่างๆ เข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ อยากให้ทุกกลุ่ม ทุกพรรค ทุกคนระมัดระวังในการโพสต์ หรือคอมเมนต์ รวมทั้งแชร์ต่อ ให้เคารพกติกา อยู่ในกรอบของกฎหมาย เราไม่ได้จับจ้องใคร พรรคไหนเป็นพิเศษ แต่ดูภาพรวมทั้งหมดแบบเท่าเทียมกัน” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

จะว่าไปแล้วก็เหมือนกระต่ายตื่นตูม เพราะทันทีที่มีประกาศ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง และกกต.ก็กำหนดวันเลือกตั้งในวันเดียวกัน ทำให้ผู้สมัครส.ส.และบรรดาพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นกังวลในความไม่ชัดเจนของการหาเสียงออนไลน์ กลัวว่าจะพลั้งเผลอทำผิดกฎหมาายจนสร้างความเสียหาย หลายคนยุติการโพสต์เฟซบุ๊กชั่วคราว หลายพรรคระงับเพจเฟซบุ๊กไปก่อน แต่ยังมีแกนนำพรรคใหญ่หลายคนยังยืนยันที่จะใช้เพซบุ๊กแชร์ข้อมูลทำความเข้าใจ เสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม กกต.ออกมายืนยันแล้วว่าการหาเสียงออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่ผู้คนให้ความนิยมและเข้าถึงสามารถทำได้ แต่ต้องแจ้ง กกต.ล่วงหน้า ซึ่งการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประกอบด้วย เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, ยูทูบ, แอพพลิเคชั่น, อีเมล, เอสเอ็มเอส และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น และผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการ รายละเอียดและระยะเวลากับกกต.ประจำจังหวัดก่อนหาเสียง ส่วนกรณีของพรรคการเมือง ต้องแจ้งกับเลขาธิการ กกต. ทั้งนี้ กกต.อาจจะกำหนดวิธีการหาเสียงเพิ่มเติมได้ ส่วนกรณีผู้สนับสนุนของพรรคใช้จ่ายในการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายเกิน 1 หมื่นบาท ต้องแจ้งพรรคและจะถูกนับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคด้วย ทั้งนี้พรรคการเมืองมีสิทธิ์คัดค้านได้ สำหรับกรณีการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถูกต้อง แม้แก้ไข หรือลบข้อมูลแล้ว ไม่ถือเป็นการลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้ว

การเลือกตั้งในยุคที่มีความทันสมัยของเทคโนโลยี ไม่แปลกที่จะมีการหาเสียงออนไลน์ ถ้ายึดกติกา มั่นใจว่าไม่ผิด ก็ลุยโลด..!!

“สหายจิ๋ว” ฮึดสู้ เกาะรถไฟ “เพื่อชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สหายจิ๋ว” ฮึดสู้  เกาะรถไฟ “เพื่อชาติ”

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 10:46 น.
บิ๊กจิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,พรรคเพื่อชาติ,ตู่ จตุพร,คนเสื้อแดง,หาเสียง,พื้นที่อีสาน,จสุรินทร์,แกนนำคนเสื้อแดง,สหายอีสาน
เปิดอ่าน 10,856 ครั้ง

ภาพคนเสื้อแดงเรือนหมื่น ชุมนุมฟังปราศรัยของ “เดอะตู่” แห่งพรรคเพื่อชาติ ที่มี “พ่อจิ๋ว” เป็นแบ็คอัพ น่าจะทำให้คู่แข่งแห่งแดนอีสานมีหนาวกลางฤดูฝุ่นกันบ้าง!

          000 ปรากฏการณ์ “แดงชายแดน” ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสั่นสะเทือนให้ค่ายสีน้ำเงิน และค่ายสีเขียว (พรรคใหม่) พอสมควร เมื่อ “เอฟซีเดอะตู่” แห่มาฟังการปราศรัยเนืองแน่น ประหนึ่งการฟื้นความหลังของ นปช. ไม่ว่าจะเป็นเวทีที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

        000 พลพรรค “ค่ายเนวิน” ยังผวาไม่หาย เมื่อเจออิทธิฤทธิ์ “ปูแดง” พัดถล่มจนสอบตกเกือบ “ยกจังหวัด” ดังนั้น ภาพคนเสื้อแดงเรือนหมื่นมาชุมนุมเต็มโรงสีใหญ่ของ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ นายกเทศมนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เมื่อวันก่อน เหมือนส่งสัญญาณเตือน “ค่ายโรงโม่ศิลาชัย” อาจน้ำตาตกในซ้ำสอง

แดงชายแดนต้อนรับ “จตุพร” อบอุ่น

          000 มิเพียงแต่ในเวทีอีสานใต้ ทุกเวทีในอีสานกลาง และอีสานเหนือ ผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง บางเวทีคนเสื้อแดงแห่แหนมาต้อนรับ “จตุพร พรหมพันธุ์” และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” พร้อมกับแกนนำ นปช.อีกหลายคน 

เวทีพรรคเพื่อชาติที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์  

          000 ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเสี่ยสงคราม ไม่ใช่แค่ “แกนนำแดงบ้านบ้าน” อีกต่อไป เมื่ออดีต ส.ส.อีสานหลายคน เปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติ อย่าง “วิทยา บุตรดีวงศ์“ อดีต ส.ส.มุกดาหาร 2 สมัย และ “ชัยศรี กีฬา” อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ โดยเฉพาะกรณี “ชัยศรี” นั้น ได้รับการฝากฝังมาจาก “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี

พลงอ.ชวลิต พาตู่ไปหาเสียงกับอดีตสหายอีสาน

          000 ปลายปีที่แล้ว “บิ๊กจิ๋ว” สวมหมวกดาวแดงพา “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. บุกเข้าป่าไปร่วมงานบรรจุอัฐิ “สหาย” หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) เขตงาน 444 ที่อนุสรณ์สถานภูดานยาว อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ซึ่งในวันนั้น “บิ๊กจิ๋ว” ได้ปราศรัยกับอดีตสหายถึงความจำเป็นต้องก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ เพื่อสร้างความปรองดอง และสลายความขัดแย้ง

          000 เก็บตกจากเวที เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ ของพรรคเพื่อชาติ ทั้ง 7 เขตนั้น สื่อทุกสำนักต่างสะดุดชื่อ “ยิ่งรัก ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 และ “ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 ทำไมพรรคนี้ จึงมีทั้ง “ยิ่งรัก–ยิ่งลักษณ์”

ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ

          ซึ่งเวลาต่อมา “จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต ส.ส.สุรินทร์ ได้เฉลยว่า “ยิ่งรัก” เป็นน้องสาวแท้ๆ และ “ยิ่งลักษณ์” นั้นเป็นภรรยา ทั้งสองเพิ่งเปลี่ยนชื่อ เพื่อลงสมัคร ส.ส.โดยเฉพาะ สำหรับชื่อเดิมภรรยาจ่าประสิทธิ์ คือ “นิภาพร ไชยศรีษะ” เนื่องจากพวกเขามีความศรัทธาต่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่เสื่อมคลาย 

จ่าประสิทธิ์ แม่ทัพเพื่อชาติสุรินทร์

อาวุธลับจ่าประสิทธิ์สำหรับการดูแลชาวบ้าน

          000 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่โรงแรมหรรษา เจ.บี.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดประชุมสรุปการวางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ ครบทั้งหมด 50 เขต โดยมีผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่อยู่หลายเขต แกนนำพรรคภาคใต้ยอมรับว่า “คะแนนนิยม” ของพรรคอาจจะลดลง แต่คงไม่ถึงต้องพ่ายแพ้ในระดับเขตเลือกตั้ง

          000 การเลือกตั้ง 2562 พรรค ปชป.ต้องเจอคู่แข่งที่แข็งกว่าสมัยที่แล้ว ทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่ทำการบ้านมาดี, พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีฐานมวลชนเดียวกัน และพรรคประชาชาติ ที่อาจเบียดชิงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ 

          000 สมรภูมิทักษิณรอบนี้ ก็ยังไม่เอื้อให้ฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายคนแดนไกล เพราะพรรคไทยรักษาชาติ ยังไร้สัญญาณกระแสตอบรับ ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่หนุน “ลุงตู่” ก็กระแสต่ำเหลือเกิน  

เจ๊เปี๊ยะ เปิดจัวปลัดฉลอง ชน นิพิฏฐ์  ที่พัทลุง

          000 สงครามเมืองลุงเริ่มแล้ว เมื่อ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง 3 เขต คือเขต 1 ภูมิศิษฏ์ คงมี, เขต 2 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และเขต 3 เขมพล อุ้ยตยะกุล แม้ชื่อชั้นเป็นรอง แต่กองหนุนไม่เป็นรองใครในภาคใต้ ยี่ห้อ “โกเกี๊ยะ” เจ้าพ่อน้ำมันภาคใต้การันตี 

          000 ยิ่งกว่าช้างชนช้าง ต้องยกให้เขต 2 “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนขาใหญ่ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ตรวจสอบประวัติของปลัดฉลองก็ไม่ธรรมดา เมื่อ “ผู้ยิ่งใหญ่อีสานใต้” โยกจากนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ไปเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง ก่อนขยับเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัดพัทลุง ด้วยพลังแรงหนุนอย่างนี้ “นิพิฏฐ์” จึงออกแรงเตะตัดขาตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม 

          000 เลือกตั้งเมืองลุง 62 จะเป็นบทพิสูจน์ “ตำนานเสาไฟฟ้า” ว่าจะทานพลังพายุสีน้ำเงินไหวหรือไม่ ? หากเอาชนะคู่แข่งขาดลอย สงสัยคงได้มีการปิดทองเสาไฟฟ้าเสียแล้วล่ะ