แอพ’Find My iPhone’ช่วยจับโจรลักรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360414?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แอพ’Find My iPhone’ช่วยจับโจรลักรถ

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 09:41 น.
แอพFind My iPhone,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 518 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ความทันสมัยของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันก่อให้เกิดความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมทั่วโลก รวมถึงการบริหารจัดการของหน่วยงานในภาครัฐ ขณะที่การสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา หรือนำข้อมูลทางเทคโนโลยีมาใช้เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าชื่อถือ ก็ถูกนำมาใช้ในหน่วยงานของตำรวจในยุคนี้มากขึ้น คดีน้อยใหญ่จึง “แกะรอย” ได้ไม่ยากนัก เพราะเมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น สิ่งแรกที่ตำรวจต้องเช็กคือกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุและละแวกใกล้เคียง เพื่อดูพฤติการณ์การก่อเหตุ ผู้ร่วมขบวนการ ไปจนถึงเส้นทางหลบหนี นอกจากนี้ยังมีเรื่องสัญญาณ “จีพีเอส” ที่สามารถระบุพิกัดที่ชัดเจนไปจนถึงสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือทุกค่ายทุกเครื่องล้วนมี “แอพพลิเคชั่น” ไว้ค้นหาตำแหน่งของตัวเอง

หลายคดีที่ผ่านมาตำรวจสามารถ “ปิดจ๊อบ” ด้วยกล้องวงจรปิด อีกมากมายจากจีพีเอส และอีกไม่น้อยจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดความทันสมัยไฮเทคของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้ก็ช่วยให้ตำรวจตามจับ “โจรลักรถ” โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ (ผบก.รฟ.) ได้รับรายงานการจับกุมคดีที่น่าสนใจจาก พ.ต.อ.กิตติ กลิ่นสังข์ ผกก.1 บก.รฟ. ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รฟ.มักกะสัน กก.1 บก.รฟ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รฟ.สุวรรณภูมิ กก.4 บก.รฟ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก ร่วมกันจับกุมตัว นายบุญยวัฒน์ เกิดเขียว อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาแก๊งโจรกรรมรถยนต์ ของกลางเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 2 กย 7090 กรุงเทพมหานคร จับกุมได้ที่ถนนพระราม 9 ซอย 41 แขวงและเขตสวนหลวง กทม.

ก่อนหน้าที่ตำรวจรถไฟจะสืบสวนจับกุมคนร้าย ได้มี นายศุภชัย พึ่งศรี อายุ 35 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเจ้าของรถได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ไพรวัลย์ เถรปัญญา รองสว.(สอบสวน ) ส.รฟ.มักกะสัน กก.1 บก.รฟ. ในช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคม เพราะวันที่ 21 มกราคม เวลาประมาณ 22.50 น. ได้ขับรถฟอร์จูนเนอร์มาจอดไว้บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ระหว่างสถานีพญาไทกับสถานีราชปรารภ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. จนกระทั่งช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคม กลับมาดูปรากฏว่ารถหายไป จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังรับแจ้งความตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีคนร้ายได้ขโมยรถคันดังกล่าวไป ประกอบกับผู้เสียหายได้ประสานกับตำรวจให้ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่น “Find My iPhone” หรือ “Find My Android” เพราะด้วยความชาญฉลาดของผู้เสียหายได้นำโทรศัพท์ซ่อนไว้ในรถ 1 เครื่อง เผื่อกรณีฉุกเฉิน จึงทำให้การแกะรอยตามหารถที่ถูกโจรกรรมไปง่ายขึ้น กระทั่งตำรวจสามารถติดตามสัญญาณจากแอพ “Find My iPhone” จนพบรถยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่ในซอยพระราม 9 ซอย 41

เมื่อได้พิกัดเป้าหมายที่ชัดเจนที่มีตัวช่วยด้านเทคโนโลยีที่ว่าตำรวจ กก.1 บก.รฟ จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก เพื่อขอกําลังมาดักซุ่ม โดยรอราวครึ่งชั่วโมงก็มีการเคลื่อนไหวของคนร้าย ตำรวจพบผู้ต้องสงสัย 2 คน เดินมาที่รถ และทันทีที่เป้าหมายเปิดประตูสตาร์ทรถ ก็เข้าดำเนินการจับกุมทันที พร้อมควบคุมตัวไปสอบสวนและแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร” แต่ทั้งคู่ยังปากแข็งบอกไม่ได้เป็นคนขโมยรถ แต่รับรถมาจากคนอื่นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมีกลุ่มคนอีก 3 คน วานให้ไปเอารถมาจอดบริเวณที่ถูกจับกุมได้

คดีนี้ต้องบอกว่าโจรจนมุม “Find My iPhone” เพราะฝีมือตำรวจอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้เรื่องไฮเทคยุค 4.0 และกำลังจะมี 5.0 ในอนาคตอันใกล้มาช่วยเป็นกำลังเสริม..!!

‘ฤภพ ชินวัตร’ทัศนะ”ชินวัตรรุ่นที่สาม”บนเวทีการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฤภพ ชินวัตร’ทัศนะ”ชินวัตรรุ่นที่สาม”บนเวทีการเมือง

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:57 น.
เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,ชินวัตร,พายัพ,ฤภพ ชินวัตร
เปิดอ่าน 6,590 ครั้ง

“ชินวัตร” คือนามสกุลการเมืองจากนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

ที่ผ่านมาจนวันนี้ตระกูลนี้ดำเนินกิจกรรมการเมืองมาแล้วสามรุ่น “เลิศ-สุรพันธ์ ชินวัตร” คือรุ่นที่ 1

“ทักษิณ, พายัพ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์“ คือรุ่นที่ 2 ของครอบครัวนี้…และว่ากันว่ายุคนี้คือช่วง ”อาทิตย์ฉายแสงและอัสดงสำหรับตระกูลชินวัตร” บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่มีการนิยามกัน…

ส่วนรุ่นที่ 3…ชินวัตรยังมีทายาทที่จะลงทำงานการเมือง…นับจาก “ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์” อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ลูกสาวของเจ๊แดง คือหัวเรือบุกทาง

จากนั้น “ชยิกา วงศ์นภาจันทร์” บุตรสาวของเยาวเรศ ชินวัตร และ “ฤภพ ชินวัตร” บุตรชายพายัพ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่สองสมัย พรรคไทยรักไทย ที่ยังสานอุดมการณ์ในรุ่นนี้

สองคนนี้มาร่วมงานกับพรรคไทยรักษาชาติ ในวันนี้ โดย “แซนด์” เป็นนายทะเบียนพรรค ส่วน “ไนท์” รับบทรองหัวหน้าพรรค แต่ “พานทองแท้ ชินวัตร” มิได้มาที่ ทษช. เพราะ “โอ๊ค” ลงสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เส้นทางการเดินหมากการเมืองของรุ่นที่ 3 แห่งชินวัตรจะไปแบบใด…และหนึ่งในรุ่นที่ 3 ของชินวัตร คือ “ไนท์” ในฐานะลูกชายของอดีต ส.ส., หลานของปู่ที่เคยเป็นอดีตผู้แทนฯ และ รมต. รวมทั้งยังเป็นหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีถึงสามคน (ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะคู่สมรสของเจ๊แดง) จะเป็นผู้ให้คำตอบ

“กระแสตอบรับ ทษช.วันนี้ดีขึ้น เราหวังส่งผู้สมัคร ส.ส.ในเขตที่มั่นใจและจะส่งให้มากสุดเพื่อให้พรรคเดินหน้า เกมและกติกามาแบบนี้ เราต้องเล่น แม้บางคนจะบอกว่ากติกาไม่แฟร์ แต่เราในฐานะพรรคใหม่ต้องเล่นและอยากชนะ

หากถามว่าจะแบ่งทางเดินกับพรรคเพื่อไทยอย่างไร ตอบว่าไม่ทราบ เพราะเราคือทษช. ไม่เกี่ยวกับเพื่อไทย เรามาทำพรรคนี้ก็อยากชนะ ไม่ใช่ส่งใครไปแล้วปล่อยแพ้ แบบนี้จะทำพรรคทำไม

ผมอาจลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ การเข้ามาทำงานการเมืองวันนี้ สอบถามครอบครัวแล้ว สอบถามตัวเองแล้วว่าพร้อมไหม หารือคุณพ่อแล้ว คุณพ่อสนับสนุนและให้ตัดสินใจเอง และบอกว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้โอกาสและตัดสินใจแล้วก็ทำให้ดีที่สุด ต้องทำในสิ่งที่อยากทำ รักและใส่ใจประชาชน ไม่ใช่มาเพราะอยากลอง”

     0 รุ่นที่สามของชินวัตรในเวทีการเมือง ตอนนี้กระแสสังคมมองภาพนามสกุลชินวัตรบนเวทีนี้ไม่ดีนัก
“ทราบล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะโดนอะไร มายืนตรงนี้คนมองอยู่แล้ว นามสกุลนี้ทำอะไรใครก็มอง แต่ผมขอพิสูจน์ตัวเองว่าจะทำดีที่สุด ผมตัดสินใจลงทำงานการเมืองตัองพิสูจน์ตัวเองให้สังคมยอมรับ ขอให้เปิดใจดูผลงานที่ผมจะทำ

แม้ผมจะหน้าใหม่ แต่ประสบการณ์การบริหาร LINE Village Bangkok และเคยไปช่วยคุณพ่อรวมทั้งคุณลุงหาเสียง ก็มีประสบการณ์การเมืองแบบหลังฉากบ้าง และศึกษาสิ่งที่คุณปู่ทำงานการเมืองมาในอดีต วันนี้ผมมาอยู่แถวหน้าของ ทษช. ขึ้นเวทีแนะนำตัวกับชาวบ้าน ยอมรับว่าแรกๆ ก็สั่น(ยิ้ม) แต่พี่ๆ ให้คำแนะนำทำให้มั่นใจขึ้น”

        0 วันนี้รับบทชินวัตรรุ่นที่สามบนเวทีการเมือง จากนี้ไปจะมีรุ่นที่สี่หรือไม่
“ไม่ทราบครับ ผมไม่รู้ว่าลูกหรือหลานของผมจะทำงานการเมืองต่อจากพวกผมไหม (ยิ้ม) ของแบบนี้อยู่ที่พวกเขาตัดสินใจและอยู่ที่โอกาสของผู้ใหญ่ว่าจะเปิดทางหรือไม่ “ชินวัตร” นั้น สังคมจับจ้อง ทำดีเสมอตัว ทำพลาดโดนทันที(ยิ้ม) พวกผมต้องน้อมรับ ทำงานการเมืองวันแรก ผมตัดสินใจเข้ามาก็โดนแล้ว(ยิ้ม) ข้อหาเด็กไป, ไม่มีชั่วโมงบิน, ทายาทการเมือง วันที่คุณลุง(ทักษิณ ชินวัตร)ลงสนามการเมืองครั้งแรก ท่านอายุมากกว่าผมนิดหน่อย วันนั้นสังคมก็มีหลากความเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณลุงในแนวคล้ายๆ ที่ผมโดนตั้งคำถาม

ย้ำว่าวันนี้ผมแม้หน้าใหม่ แต่ไม่ใช่เด็กแล้ว วันนี้ผมอายุ 39 ปี มีลูกสองคน ผมจะทำอะไรต้องคิดถึงอนาคตของลูกและนามสกุลของผมในระยะยาว ผมเลือกทางนี้ก็คิดเผื่ออนาคตไว้แล้วว่าครอบครัวจะโดนอะไรบ้าง สิ่งใดไม่ดีในฐานะที่ผมลงสมัครการเมืองควรมาลงที่ผมไม่ใช่ไปลงกับบุคคลที่สามในครอบครัว ทำแบบนั้นไม่แฟร์และไม่ควรชกใต้เข็มขัด วันนี้ผมมาทางนี้จะทำให้ดีที่สุด

ที่ผ่านมาญาติๆ ของผมโดนแบบนี้ ผมมองว่า บางอย่างไม่สมควรนะ เพราะบางคนไม่เกี่ยว ทำไมโดนหางเลข(ยิ้ม) หากถามว่าในรุ่นราวคราวเดียวกันพบใครบ้าง สนิทกันหมด แต่เอม(พินทองทา)และอุ๊งอิ๊ง(แพทองธาร)จะเจอบ่อย เอมกับผมไปเรียนต่างประเทศช่วงเวลาใกล้ๆ กัน สนิทกัน วันนี้ลูกของผมและลูกของเอมอายุไล่กัน กิจกรรมของลูกผมและลูกเอมจะมาทำร่วมกัน”

…รอดูบทบาทของ “ฤภพ ชินวัตร” ต่อไป…ว่าจะเดินหมากแบบใหม่หรือดำเนินตามรอยรุ่นที่ 1 และ 2 กันแน่

สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360407?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:12 น.
สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล,รู้ลึกกับจุฬาฯ,พญเบญจพร ตันตสูติ,จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์,โซเชียลมีเดียซินโดรม
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน นวัตกรรมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคการสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์ การยึดติดกับโลกความจริงเสมือน และเสพติดกิจกรรมในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีผลเสียและอันตรายที่ซ่อนอยู่ไม่น้อย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกลุ่มงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล หยิบยกประเด็นปัญหาดังกล่าว มาเป็นหัวข้อเสวนาเรื่อง “SOCIAL MEDIA SYNDROME: โรคโซเชียล การจัดการทางอารมณ์ ผลกระทบการใช้สื่อโซเชียล” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.)

พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หรือ หมอมินบานเย็นจากเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” อธิบายว่า โซเชียลมีเดียซินโดรม หรือโรคสื่อโซเชียล คือภาวะที่ส่งผลจากการใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียอย่างไม่เหมาะสม เกิดขึ้นจากความไม่เท่าทันของผู้ใช้ เช่น การใช้สื่อโซเชียลมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเสพติด โดยเฉพาะเด็กมักติดการเล่นเกมออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มากเกินพอดีจนเกิดผลเสีย เช่น เล่นมากจนนอนน้อยลง ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโต เด็กวัยรุ่นติดโทรศัพท์มือถือจนเกิดผลเสียต่อร่างกาย มีภาวะอ้วนเพราะไม่ออกกำลังกาย และเกิดอาการสมาธิสั้น เหม่อลอย เข้าสังคมในโลกความเป็นจริงไม่ได้

คุณหมอเบญจพร เน้นว่าพ่อแม่ควรมีเวลาให้ลูกเพื่อการปลูกฝังภูมิคุ้มกันในการใช้โซเชียลมีเดีย และสร้างเงื่อนไขที่ชัดเจนให้ลูกใช้โซเชียลได้ มีงานวิจัยในต่างประเทศอธิบายว่า เด็กอายุก่อน 2 ขวบไม่ควรรับสื่อด้านไอทีเพราะจะมีผลต่อพัฒนาการทางภาษาและสังคม และเมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไปถึงจะเริ่มดูได้ แต่เริ่มต้นที่การ์ตูนเสริมสร้างจินตนาการ และไม่ควรเป็นแนวแฟนตาซีหรือชวนฝันจนเกินไป

“แต่พ่อแม่ก็ต้องควบคุมลูกอย่างใกล้ชิด เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบควรดูคลิปดูยูทูบด้วยกันกับพ่อแม่ พอหลังจากนั้นเริ่มปล่อยได้แต่ต้องจับตาดูแลอย่างใกล้ชิดว่าลูกทำอะไร มีการวางระเบียบชัดเจนในการเล่นมือถือ ต่างชาติเรียกว่า Cell Phone Contract Deal กำหนดว่าเล่นได้ช่วงเวลาไหน วันละกี่ชั่วโมง ถ้าลูกผิดสัญญา พ่อแม่จะเก็บมือถือคืน เป็นต้น”

อย่างไรก็ดี คุณหมอเบญจพรอธิบายว่า พ่อแม่เองก็ควรเข้าใจลูกว่าลูกมีสังคมและชีวิตของตนเอง ดังนั้นไม่ควรมีกฎเกณฑ์มากเกินจนมองไม่เห็นตัวตนของลูก ขณะเดียวกันก็ควรสร้างขอบเขต ทำให้การควบคุมและความเป็นอิสระของลูกสมดุลกัน การปลูกฝังภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลูกได้มากเมื่อโตขึ้น
ที่รัก บุญปรีชา หรือพี่หลาม จิ๊กโก๋ไอที ผู้ผลิตรายการด้านไอที และพิธีกรรายการล้ำหน้าโชว์ ให้มุมมองด้านสื่อว่าโรคโซเชียลซินโดรม เป็นปัญหาที่เกิดจากการตามใจตัวเอง ปัจจุบันการเข้ามาของเทคโนโลยีที่รวดเร็วทำให้หลายคนมีความอดทนน้อยลง รีบร้อนและรีบเร่งในชีวิต มีความกระหายด้านข้อมูลข่าวสารที่ทันท่วงทีโดยไม่ต้องออกจากบ้าน

“อินเทอร์เน็ตไม่มีหน่วยงานใดเป็นคนควบคุม สิ่งที่เราทำได้คือการทำตัวให้เป็นผู้ใช้งานที่ดี ต้องอย่าลืมว่าในโลกอินเทอร์เน็ตมี Digital Footprint ทำอะไรในเน็ตจะมีบันทึกไว้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ดังนั้นต้องระวังตัวเวลาจะทำอะไร”

ดังนั้นการใช้อินเทอร์เน็ตจึงเหมือนกฎแห่งกรรม เนื่องจากกิจกรรมทางออนไลน์และโลกโซเชียลที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกไว้เสมอ และผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นก็สามารถย้อนมาเป็นหอกทิ่มแทงในอีกหลายปีให้หลัง ที่รัก ยกตัวอย่างว่ามีหลายกรณีที่คนไปสมัครงานแต่ไม่ได้งานเพราะบริษัทที่สัมภาษณ์เห็นข้อความเชิงลบที่โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย ดังนันการตระหนักรู้เรื่องพิษภัยของโลกโซเชียลต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้เกิดความรู้เท่าทันสื่อโซเชียลด้วยตนเองก่อนที่จะไปสอนลูกหลาน

พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บังคับการ กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายแง่มุมเชิงกฎหมายว่าคดีที่พบมากที่สุดในโลกโซเชียลมีเดียคือคดีฉ้อโกงจากการซื้อของออนไลน์ และคดีหมิ่นประมาท แต่คดีการซื้อของออนไลน์แล้วถูกโกงจะไม่นิยมแจ้งความเพราะเห็นเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย

“คนที่จะทำความผิดมี 3 องค์ประกอบ หนึ่งคือแรงจูงใจ สองคือทักษะ สามคือช่องโอกาส อันดับที่ 3 เป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ ในโลกโซเชียลการระบุตัวตนช่วยให้สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดและช่วยสอดส่องได้ระดับหนึ่ง”

“เรามีกฎหมายที่ดีก็จริง แต่การบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพยาก ดังนั้นพ่อแม่มีส่วนช่วยให้บุตรหลานมีภูมิคุ้มกันให้เขาเจอความเสี่ยงน้อยที่สุด” พ.ต.อ.นิเวศน์ สรุป

สงคราม “ไทหล่ม-ไทด่าน” เดือดจัดปลัดบอก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงคราม “ไทหล่ม-ไทด่าน” เดือดจัดปลัดบอก!

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:07 น.
ตรีชฎา ศรีธาดา,พรรคมัชฌิมาธิปไตย,จาตุรนต์ ฉายแสง,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุพราช บัวอินทร์,ประชาธิปัตย์,ไทหล่ม,ไทด่าน,ณัฐวุฒิ พั้วช่วย
เปิดอ่าน 7,663 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเพชรบูรณ์ จำนวน ส.ส.ลดลง 1 คน เมื่อมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ 5 เขต ปรากฏว่า เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.น้ำหนาว, อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก (ยกเว้น 5 ตำบล) กลายเป็นศึก 5 ดาว

เมื่อสองอดีต ส.ส.เมืองมะขามหวาน ต้องวัดฝีมือกันระหว่าง “จักรัตน์ พั้วช่วย” กับ “ยุพราช บัวอินทร์” โดยมีสาวไทหล่มอย่าง “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา” พิธีกรทีวีจอแดง เป็นตัวแปร

“โอเล่” จักรัตน์ พั้วช่วย มาจากเป็นตระกูลการเมืองที่เก่าแก่ของ อ.หล่มสัก โดย ประวัติ พั้วช่วย บิดาของจักรัตน์ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก ก่อนส่งต่อให้ภรรยา ฐิตินันท์ พั้วช่วย และลูกชายคนโต กิตติ พัั้วช่วย สืบทอดตำแหน่งนายกเล็กในวันนี้

“จักรัตน์ พั้วช่วย ” พรรคพลังประชารัฐ

ต่อมา ฐิตินันท์กับลูกชายคนเล็ก ณัฐวุฒิ พั้วช่วย เป็น ส.อบจ.เพชรบูรณ์ เขต อ.หล่มสัก ทำให้ฐานการเมืองของตระกูลพั้วช่วยมั่นคง ส่งให้ “โอเล่ จักรัตน์” เป็น ส.ส.เพชรบูรณ์ ปี 2548, 2550 และ 2554

ทุกสมัย จักรัตน์จะสวมสีเสื้อพรรคการเมืองในเครือข่ายชินวัตร ตั้งแต่ไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย แต่หนนี้ จักรัตน์ ตัดสินใจย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ตามหัวหน้ากลุ่ม สันติ พร้อมพัฒน์

สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ดูแล ส.ส.เพชรบูรณ์ ให้ทักษิณ ชินวัตร มาหลายสมัย เมื่อสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ชักชวนสันติมาร่วมงานกัน จึงทำให้ 5 อดีต ส.ส.เมืองมะขามหวาน เพื่อไทยย้ายค่าย

คู่ต่อกรของจักรัตน์คือ “ยุพราช บัวอินทร์” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นชาว อ.หล่มเก่า อันเป็นถิ่นฐานของชาวลาวที่อพยพมาจากทาง อ.ด่านซ้าย จ.เลย จึงเรียกขานตัวเองว่า “ไทหล่ม” หรือ “ไทด่าน”

“ยุพราช บัวอินทร์” พรรคประชาธิปัตย์

นักการเมืองหนุ่มติดดิน เป็นขวัญใจไทด่าน ทัั้งใน อ.หล่มเก่า และ อ.น้ำหนาว คะแนนนิยมเชิงชาติพันธุ์นั้นฝังลึก อีกด้านหนึ่งยุพราช เป็นความภูมิใจของปัญญาชนคนเพชรบูรณ์

ยุพราชลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกในนามพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในปี 2550 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และปี 2554 ย้ายมาลงสมัครในนามประชาธิปัตย์ เอาชนะ ณรงค์กร ชวาลสันตติ พรรคเพื่อไทย ที่เขต 3 เดิม ได้เป็น ส.ส.สมใจไทด่าน

คนหน้าใหม่ของสนามนี้คือ “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา” ชาว อ.หล่มเก่า ลูกครูเก่าที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย “ปอย” จึงชูความเป็นชาติพันธุ์ “ไทหล่ม” ปลุกกระแสท้องถิ่นนิยม

ในกลุ่มคนเสื้อแดง “ปอย” เป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกร TV24 สถานีประชาชน ที่เพิ่งปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยก่อนหน้านั้น ปอยเคยเป็นพิธีกรข่าวเช้า “ประชาชนข่าว” สมัยที่จอแดงชื่อว่า “เอเชียอัพเดท” เธอเป็นพิธีกรหมายเลขหนึ่งของช่องจอแดง จึงมีแฟนคลับคนเสื้อแดงมากมาย

เมื่อ 24 มกราคม ที่ผ่านมา จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ได้นำทีมเปิดเวทีปราศรัยที่ อ.หล่มเก่า มีประชาชนร่วมฟังอย่างคับคั่งกว่า 4,000 คน ซึ่งวันนั้นเป็นการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ เขต 2 คือ “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา”

ด้วยการที่ปอยเป็นพิธีกรข่าว จึงมีเครือข่ายเพื่อนนักข่าว ทำให้ภาพการปราศรัยของไทยรักษาชาติที่ อ.หล่มสัก กลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อส่วนกลาง

สำหรับในพื้นที่เขต 2  “กระแสพรรค” ยังเป็นเรื่องรอง เกมการแข่งขันวัดกันที่ “ฐานคะแนน” ของใครของมัน ฉะนั้น การปลุกกระแส “แดงล้างคนทรยศ” คงไม่ส่งผลอะไรมากมายนัก
คู่เอกเขตนี้ คงจะเป็นตระกูล “พั้วช่วย” แห่งหล่มสักกับตระกูลชาวนา “ไทด่าน” แห่งหล่มเก่า-น้ำหนาว รับประกันสู้กันเดือดจัดปลัดบอก !

ทีมไทยรักษาชาติ เปิดเวทีปราศรัยครั้งแรกที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูณ์

4 แคนดิเดตนายกฯ ใครจะมาวิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 แคนดิเดตนายกฯ ใครจะมาวิน?

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 07:50 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,ประชาธิปัตย์,คสช,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 3,256 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก 

เป็นคำถามที่ทุกคนทุกกลุ่มอยากรู้ว่าใครจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย หรือการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่ใช่เวลาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ยังเป็นเวลาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 คือลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะกลับขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ อันจะทำให้ลำดับ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต้องรอไปลุ้นอีกสมัย

ว่ากันตรงไปตรงมาว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มีชื่อเข้าชิงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องดูวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ อันเป็นวันสุดท้ายที่ทุกพรรคจะยื่นบัญชีผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และการรับสมัคร ส.ส. จะเสร็จสิ้น ที่ในระบบเขต 350 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ซึ่งถึงเวลานั้นจะพอเห็นลางๆ ว่าใครจะมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใครมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

แต่ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงในตลาดการเมือง ณ ขณะนี้มีอยู่ 4 ชื่อเท่านั้นที่มีโอกาสจะเข้าวิน นายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

ชื่อแรกคือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ได้แรงสนับสนุนจากทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างสุดลิ่ม โดย พล.อ.ประยุทธ์สามารถก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในการโหวตรอบแรกของรัฐสภาเลยหากรวบรวมเสียงจากทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มากกว่า 375 เสียง หรือรอรอบสองที่หากไม่สามารถเลือกใครได้ในรอบแรก ก็ใช้มติพิเศษของรัฐสภา หาคนนอกบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในรอบแรก ขึ้นอยู่กับลุงตู่จะตัดสินใจรับการเสนอชื่อในบัญชีพรรคการเมือง หรือรอรอบสอง

คนที่สองคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคต้นสังกัดส่งเข้าประกวด โอกาสจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยคือการนำทัพพรรคประชาธิปัตย์ชนะอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากเหลือกำลัง นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่าแค่ประชาธิปัตย์มาเป็นอันดับสอง ด้วยที่นั่ง ส.ส.เกิน 100 ที่นั่ง (ซึ่งโอกาสไม่ยากมากนัก) ก็สามารถส่งอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสองได้ เพราะทั้งฝ่ายพลังประชารัฐและทหาร ต้องการกันระบอบทักษิณกลับมา และระบอบทักษิณก็ตีกันทหารสืบทอดอำนาจ อาจจะ “ยอม” ใส่พานให้อภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี บทบาทประชาธิปัตย์ขณะนี้ จึงกั๊กทั้งทหารและทักษิณ

ชื่อที่สามและสี่ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตัวเลือกจากเพื่อไทย ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกใครเป็นหลัก อาจมีการเสนอทั้ง 2 ชื่อในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ท้ายสุดตอนโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา นั้นอยู่ที่ “คนแดนไกล” กดปุ่มอยู่ดี

4 รายชื่อนี้มีความเป็นไปได้หมดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่รอผสมสูตรกันหลังผลการเลือกตั้งและการต่อรองในผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างกัน

อมตวาจา ที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ยังใช้ได้อยู่เสมอ ซึ่งเราจะเห็นกันในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าช่วงการเลือกตั้งจะห้ำหั่นเป็นตายอย่างไรแต่หลังเลือกตั้ง ทุกพรรคพร้อมผสมพันธุ์ หาก “ผลประโยชน์ลงตัว”

แกะรอย “วิชามาร” ที่ “มหาสารคาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “วิชามาร” ที่ “มหาสารคาม”

วันที่ 26 มกราคม 2562 – 13:52 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,สจจ๋า,นงลักษณ์ ทุงจันทร์,มหาสารคาม
เปิดอ่าน 7,581 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักเลือกตั้ง   โดย…  บางนา  บางปะกง

ในที่สุดสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลในการเลือกตั้งหนนี้คือ เฟคนิวส์ (Fake news) หรือข่าวปลอม นักข่าวบางคนเรียกว่า วัชพืชแห่งวารสารศาสตร์ อย่างเช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มีปล่อยข่าวลวงและข้อมูลปลอมมากมายก่อนวันเลือกตั้ง

ปัจจุบันข่าวสารถูกเผยแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย ข่าวจริงข่าวเท็จจึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งสังคมไทยที่มีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง ยิ่งมีการใช้เฟคนิวส์เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น

   เหตุเกิดที่มหาสารคาม
สองวันมานี้มีีการปล่อยคลิปผ่านทางไลน์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก โดยจั่วหัวว่า พปชร.ปราศรัยโจมตีทักษิณ ชาวบ้านเลยเดินหนี บ้างก็เขียนว่าชาวบ้านทนฟังอดีต ส.ส.ย้ายพรรคไม่ได้เลยหนีกลับบ้าน

เรื่องมีอยู่ว่าพรรคพลังประชารัฐ เลือกบ้านท่าสองคอน ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันที่ 23 มกราคม โดยมีการจัดเตรียมเก้าอี้สำหรับชาวบ้าน 5 พันตัว แต่ชาวบ้านมานั่งเกือบเต็ม

สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และ จุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำเสื้อแดง เดินทางมาถึงเวที ก็แนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.จังหวัดมหาสารคาม 5 เขตคือ เขต 1 นงลักษณ์ ทุงจันทร์ เขต 2 สุทธิ์สวัสดิ์ บัวบาน เขต 3 เดชา ปัสสำราญ เขต 4 โกศล คาดพันโน และเขต 5 นคร อันทปัญญา

ทั้ง 5 คนคือสมาชิก อบจ.มหาสารคาม ที่เคยสังกัดกลุ่มยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.ผู้ล่วงลับ และส่วนใหญ่ไม่เคยลงสมัคร ส.ส.มาก่อน ยกเว้น โกศล คาดพันโน

การปราศรัยของแกนนำพรรคพปชร.ใช้เวลา 30 นาที ก็ต้องรีบเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ขอนแก่น ประดาอดีต ส.ส.ที่ติดตามสมศักดิ์ก็เดินทางไปส่งประธานยุทธศาสตร์ บนเวทีจึงมีแต่กลุ่มว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

ไฮไลท์การปราศรัยอยู่ที่สมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อพิธีกรรมบนเวทีจบ ผู้สมัครบางคนอยากปราศรัยต่อ แต่ชาวบ้านเห็นว่า มืดค่ำแล้ว ก็เดินทางกลับ เพราะถือว่าจบภารกิจแล้ว

เรื่องจริงมีอยู่แค่นี้แต่ก็เจอคลิปชาวบ้านทิ้งเวทีปราศรัย กลายเป็นโรคระบาดในโซเชียล

   เธอชื่อ “ส.จ.จ๋า” 
เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองมหาสารคาม อ.แกดำ และ อ.โกสุมพิสัย (เฉพาะตำบลแก้งแก) พรรคพลังประชารัฐ เลือกนักการเมืองท้องถิ่น “ส.จ.จ๋า” หรือ “นงลักษณ์ ทุงจันทร์” ลงสนาม และแกนนำพรรคภาคอีสาน หมายมั่นปั้นมือ จึงเลือกเวทีปราศรัยใหญ่ที่บ้านท่าสองคอน

เฟซบุ๊กของ “ส.จ.จ๋า” ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ได้โพสต์ว่า “หนูเกิดมาพร้อมกับความจน เพราะหนูไม่ใช่ลูกชาวนา แต่เป็นลูกคนเช่านาเขาทำ จึงเข้าใจปัญหาและพร้อมเดินเคียงข้าง..เพื่อพี่น้องของ ส.จ.จ๋าค่ะ” พร้อมภาพถ่าย ส.จ.จ๋า ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อการเลือกตั้ง ส.อบจ.มหาสารคาม เมื่อปี 2555 ส.จ.จ๋า ได้รับเลือกตั้ง ชนะคู่แข่งขาดลอย เนื่องจากเป็นคนติดดิน คลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการรับหน้าที่พิธีกรในงานต่างๆ รวมทั้งร้องเพลงเพราะ เลยมีฉายา “ส.จ.จ๋า ลูกสาวหล่าของพี่น้อง” กลางปีที่แล้ว ส.จ.จ๋า ทำซิงเกิลเพลง “ฮักเด้อ” ออกมาขับกล่อมแฟนๆ

ลำพัง ส.จ.จ๋า คนเดียวคงไม่ทำให้คู่แข่งต้องหวาดหวั่น หากแต่ผู้ที่ทำตัวเป็น “กองเชียร์” อยู่ข้างหลังคือ “ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคไทยรักไทย 2 สมัย

ทองหล่อถอยจากสนามการเมืองใหญ่และวางแผนลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.มหาสารคาม สมัยต่อไป ช่วงนี้ทองหล่อซื้อใจส.อบจ.ที่แยกตัวออกมาจากค่าย “อุดรพิมพ์” ด้วยการเป็นกองหนุน ส.จ.จ๋า เพราะฐานเสียงเดิมของทองหล่อ สมัยเป็น ส.ส.นั้นก็คือเขต 1 มหาสารคาม

บอกแล้วว่าการปล่อยคลิปสกัดดาวรุ่งเที่ยวนี้มีเบื้องหลัง

       “หมอติ่ง” เปลี่ยนสีเสื้อ
วันที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์“ มาปราศรัยที่เวทีพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆ์ภูมิพิสัย ปรากฏว่า “นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม เขต 1 ได้เข้าร่วมเวทีปราศรัยด้วย

คอการเมืองมหาสารคามค่อนข้างแปลกใจที่ “หมอติ่ง” หรือ “เสี่ยติ่ง” นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม และเจ้าของกิจการดูห้างเสริมไทยพลาซ่า ตัดสินใจลงสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย

30 กว่าปีก่อน จิรศักดิ์ คณาสวัสดิ์ บิดาของหมอติ่ง ก็เคยเป็นนายกเล็กเมืองมหาสารคาม และมีคู่แข่งคือ “สุรจิตร ยนต์ตระกูล” ทายาทดีลเลอร์ใหญ่ในภาคอีสานของค่ายรถยนต์โตโยต้า

เลือกตั้ง 2550 “สุรจิตร” ลงสมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรก และปี 2551 นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคามสมัยแรก

ท่ามกลางสงครามขั้วสี ทีมงานของหมอติ่งหลายคนเป็นคนเสื้อเหลือง นายกเล็กสารคามก็เลยถูกจัดให้อยู่ขั้วตรงข้ามทักษิณ

ตอนที่หมอติ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกสปช. ก็มีนินทาว่า หมอติ่งหนุน กปปส. เลยได้ตำแหน่ง สปช. ทั้งที่จริงๆ แล้ว หมอติ่งเป็นคนกว้างขวาง รู้จักผู้คนทุกขั้วสี

บังเอิญว่า สุรจิตร ยนต์ตระกูล ได้รับข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้จาก “กงสีร้อยเอ็ด” ให้เลิกเล่นการเมืองสนามใหญ่ สุรจิตรเลยเข้าเจรจากับหมอติ่ง

เมื่อได้รับข้อเสนอจากสุรจิตรให้ลงสมัครส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ในสีเสื้อเพื่อไทย แลกกับการหนุนสุรจิตรเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม หมอติ่งก็ตอบตกลง

เลือกตั้ง 2554 สุรจิตร ยนต์ตระกูล โกยแต้มมากถึง 6 หมื่นคะแนน ทิ้งห่างอันดับสองที่เป็นอดีตรองนายก อบจ.มหาสารคาม พรรคภูมิไทยใจ ถึง 4 หมื่นคะแนน

มองยังไงหมอติ่งก็เป็นต่อ “ส.จ.จ๋า” อยู่หลายช่วงตัว ทั้งกระแสคน กระแสพรรค

พรรคสร้างชาติกับการแยกตัวจากพรรคพลังธรรมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคสร้างชาติกับการแยกตัวจากพรรคพลังธรรมใหม่

วันที่ 26 มกราคม 2562 – 13:18 น.
พรรคพลังธรรม,ดรวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล,หน้าพรรคสร้างชาติ
เปิดอ่าน 663 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง

ในการเลือกตั้ง 2562 ที่ตอนนี้พบว่ามีพรรคการเมืองต่างๆ ราว 104 พรรคแล้วที่แจ้งความเคลื่อนไหวต่อ กกต.นั้น

หลากพรรคทั้งพรรคใหม่ พรรคเก่า พร้อมที่จะลงสนาม แต่บางพรรคใหม่ที่เพิ่งจดตั้งขึ้นมา ก็รอลุ้นว่าจะมีเวลาทันลงสนามในคราวนี้หรือไม่…

ที่น่าสนใจคือ การเคลื่อนไหวของพรรคใหม่บางพรรคนั้น ปรากฏว่าบางส่วนที่เคยร่วมตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ ช่วงปลายปีที่แล้ว แยกตัวมาร่วมสร้าง “พรรคสร้างชาติ”

พรรคพลังธรรมใหม่นั้น คือพรรคที่ใช้รากเหง้าของพรรคพลังธรรมมาขับเคลื่อนต่อในรูปแบบใหม่ และมีแกนนำพรรคที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาในเวทีการเมืองภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมา แต่บางส่วนที่แยกมาและมีการประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรคสร้างชาติ”

24 ธันวาคม 2561 จ.นครราชสีมา มีผู้มาประชุมจากพื้นที่ใกล้เคียง 543 คน แกนนำพรรคบอกสังคมว่า พรรคนี้สร้างโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และยื่นขอจดทะเบียนตั้งพรรคกับ กกต. ไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ที่มาที่ไปของการแยกตัวออกมาเพื่อสร้างพรรคในอุดมการณ์ทางการเมืองที่ฝันใฝ่นั้น ดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลา ได้อธิบายถึงการลงสนามในคราวนี้

“สองถึงสามปีก่อน พรรคพวกมาชวนให้ร่วมตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ โดยเชิญหลายฝ่ายมาร่วมกัน แนวคิดของพวกเราวันนั้นตรงกัน แต่อาจจะมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่เหมือนกันบ้าง พวกเราหวังตั้งพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนแบบแท้จริง โดยใช้วิธีให้แต่ละหมู่บ้านรับสมัครสมาชิกพรรคและคัดเลือกแกนนำระดับหมู่บ้านเป็นตัวแทน จากนั้นให้เสนอไปให้สมาชิกพิจารณาระดับตำบล, อำเภอ, จังหวัด และสมัชชาพรรค เพื่อเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ที่ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนคัดเลือกแบบแท้จริง เพราะว่าที่ผู้สมัครจะรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของตัวเอง

การที่ดำเนินการแบบนี้ ประชาชนตอบรับเยอะทั่วประเทศ มีสมาชิกหลายพันคนนะเพราะเป็นการทำงานแบบจิตอาสาที่หวังการเมืองแบบอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้ ต่อมาในช่วงต้นไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้ว ผู้บริหารพรรคบางคนในพรรคไม่แจ้งกำหนดการและบทบาทของพรรคที่แน่ชัดต่อที่ประชุม รวมทั้งมีบางเรื่องที่ทำไปแบบไม่ทำตามธรรมนูญของพรรค มีการไปพูดคุยหลายครั้งว่าวิธีที่ทำนั้นไม่เหมาะสมและควรลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกผู้บริหารพรรคชุดใหม่ แต่มีการรับปากแล้วไม่ดำเนินการ พวกผมจึงมาหารือกันว่าแบบนี้ไม่ตรงตามเจตนาที่แจ้งกันไว้ และอึดอัดกับวิธีที่ผู้บริหารพรรคดำเนินการ จึงทยอยลาออกจากพลังธรรมใหม่ และหวังตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา

พวกผมมองว่าแยกตัวออกมาดีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วรบกันเอง ทำแบบนั้นเสียเวลา พวกผมไปหารือผู้ใหญ่ทางการเมืองและผู้ใหญ่ที่เป็นนักคิดชั้นนำของสังคมไทย เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ชัชวาลย์ ชมภูแดง อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ดหลายสมัย หรือแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เช่น รสนา โตสิตระกูล, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยพวกท่านเหล่านี้แสดงความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนพรรคสร้างชาติ”

การประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรคสร้างชาติ” และยื่นต่อ กกต.ช่วงหลังปีใหม่เพื่อขอจดทะเบียนตั้งพรรค หวังว่าหากมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนมีนาคม(24มี.ค.) พวกเราลงสมัครได้ทัน เราจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ในบางเขตและส่งแบบปาร์ตี้ลิสต์ พรรคได้ทาบทามบุคคลที่มีชื่อในพื้นที่เเละระดับชาติที่ผ่านการคัดเลือกของพรรคไว้ว่าให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคสร้างชาติด้วย รวมทั้งม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่เป็นเลขาธิการพรรค ก็จะลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย

“ผมขอชี้แจงว่า 1.พรรคสร้างชาติเป็นที่รวมของคนตั้งใจที่จะสร้างพรรคการเมือง จากฐานการมีส่วนร่วมของมวลสมาชิก ให้เป็นความหวังที่พึ่งพาได้ของประชาชน มิใช่จากกำลังเงินของผู้ที่จะใช้พรรคการเมืองเป็นทางผ่านเข้าสู่อำนาจ ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในเวลานี้ 2.นโยบายของพรรคในสามด้านหลักคือ สร้างชาติด้วยอุดมธรรม 5 ยุติธรรม จริยธรรม นิติธรรม มนุษยธรรม คุณธรรม, ลดเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมยุติธรรม และกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นและการผูกขาดตัดตอน

3.ผมและคณะออกจากพรรคพลังธรรมใหม่ มาร่วมสร้างพรรคสร้างชาติ เพราะ จุดมุ่งหมายยังคงเดิม เส้นทางเดินยังไม่เปลี่ยน แค่เปลี่ยนยานพาหนะ ที่จะพาไปถึงจุดหมายเท่านั้น รวมทั้งยังต่อสู้ด้านความเป็นธรรมทางระบบการเงิน ระบบพลังงานของประเทศที่วันนี้ยังไม่เอื้อกับคนยากจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ”
รอดูว่าพรรคสร้างชาติจะลงสนามในคราวนี้ได้หรือไม่ และชาวบ้านจะสนับสนุนพรรคนี้เพียงใดกับการหย่อนบัตรในคราวนี้และคราวหน้า…

ผู้บริหาร “พรรคสร้างชาติ”
หัวหน้าพรรค ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล
รองหัวหน้าพรรค พล.อ.ปกิตน์ สันตินิยม
รองหัวหน้าพรรค ร.ต.ภูวิช จงชาณสิทโธ
รองหัวหน้าพรรค ดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล
เลขาธิการพรรค ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
นายทะเบียนพรรค นางประทิน สังข์ทอง
เหรัญญิก ดร.ดาวเรือง พัฒนวิบูลย์
โฆษกพรรค ดร.บุญชิรา ภู่ชนะจิต
และกรรมการอื่นๆ รวม 37 คน

บ่งึดจักเม็ด “เจ๊แมว” หัก “หัวเขียง” ร้าวลึกทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ่งึดจักเม็ด “เจ๊แมว” หัก “หัวเขียง” ร้าวลึกทั้งแผ่นดิน

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 11:40 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,กุสุมาลวตี ศิริโกมุท,เจ๊แมว,พรรคเพื่อชาติ,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,อดีต สส,หนูนา กัญจนา ศิลปอาชา,กัญจนา ศิลปอาชา,พรรคชาติไทยพัฒนา,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 7,466 ครั้ง

กติกาเลือกตั้งตำรับมีชัย ซ่อนเงื่อนซ่อนปมเยอะ ส่งผลให้ “อดีต ส.ส.” ตบตีแย่งชิงพื้นที่กัน จนถึงขั้นแยกทางกันเดิน!!

000 การเอาชนะเผด็จการยุค 4.0 ไม่ง่ายเหมือนท่องคำขวัญเก่าๆ “ประชาชน จงเจริญ เผด็จการ จงพินาศ” หรือคำขวัญใหม่ “จับปากกา ฆ่าเผด็จการ” เนื่องจากกติกาเลือกตั้งตำรับมีชัย ซ่อนเงื่อนซ่อนปมเยอะ อย่าง “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่ออกแบบมาหวังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากที่สุด ก็เจอปัญหา “อดีต ส.ส.” ตบตีแย่งชิงพื้นที่กัน จนถึงขั้นแยกทางกันเดิน

000 สนามมหาสารคาม “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” อดีต ส.ส.หลายสมัย ที่หักโค่น “ยิ่งยศ อุดรพิมพ์” อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม ที่เขต 5 เมื่อปี 2554 จำใจต้องย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคไทยรักษาชาติ เนื่ืองจากไม่ลงรอยกับ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” ผู้แทนเก่าเก๋าเกม และอีกด้านหนึ่ง “สุทิน คลังแสง” เจ้าของพื้นที่เขต 5 เดิม ประกาศจะกลับมาลง ส.ส.เขต

000 คนมหาสารคามรู้ดี “เจ๊แมว” กับ “หัวเขียง” เป็นคนอำเภอเดียวกันคือ โกสุมพิสัย เคยฟาดฟันในสนามเลือกตั้งมาหลายรอบแล้ว สมัยที่ต่างฝ่ายต่างอยู่กันคนละพรรค ตอนที่มาอยู่ด้วยกันที่พรรคเพื่อไทย ก็เหมือนขมิ้นกับปูน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ทางใครทางมัน

สำหนักงานของ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่ อ.ดกสุมพิสัย

000 ตอนแรก “เจ๊แมว กุสุมาลวตี” ปล่อยข่าวจะส่งลูกชาย “อภิวัฒน์ ศิริโกมุท” ผู้จัดการฝ้ายคำรีสอร์ท อ.โกสุมพิสัย สวมเสื้อพรรคเพื่อชาติลงสมัคร ส.ส.เขต 5 แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ “เจ๊แมว” โปรยป้ายที่มีภาพตัวเธอและชื่อ “พรรคเพื่อชาติ” ติดหราในเขต อ.โกสุมพิสัย เหมือนจะประกาศชักธงรบลูกชายของหัวเขียงคือ “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” ที่จะลง ส.ส.เขต (อ.โกสุมพิสัย) แต่มีข่าวอีกกระแสหนึ่งว่า เจ๊แมวจะไปสมัคร ส.ส.เขต 5 เดิมชนกับสุทิน คลังแสง

ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม

000 เรื่องวุ่นๆ ในเครือข่ายสายทักษิณที่มหาสารคาม ส่งผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐ “ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม 2 สมัย และแจ้งเกิดในสีเสื้อไทยรักไทย ต้องเว้นวรรคการเมืองไปพร้อมการยุบไทยรักไทย ครั้นฟ้าเปิดจะกลับมาลงสนามอีก ก็เจอพวกเดียวกันขวางทาง เที่ยวนี้ “ทองหล่อ” เลยยกทีมไปช่วย “ส.จ.จ๋า” นงลักษณ์ ทุงจันทร์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม พรรคพลังประชารัฐ

“ส.จ.จ๋า” นงลักษณ์ ทุงจันทร์  ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 

000 สรุปว่าตระกูล “สงฆ์ประชา” แห่งชัยนาท แยกย้ายกันไปสังกัด 2 พรรค โดยพี่ชาย “มณเฑียร สงฆ์ประชา” จะลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ ส่วนน้องสาว “นันทนา สงฆ์ประชา” รับบทเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ ที่มี สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าพรรค

นันทนา สงฆ์ประชา

000 ช่วง 4 ปีที่เว้นว่างจากงานการเมือง “มันแกว” หรือ นันทนา อดีต ส.ส.ชัยนาท จับมือสมเกียรติ ศรลัมพ์ เปิด Flower Market Thailand ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ปากคลองตลาดใหม่ ย่านตลิ่งชัน ตอนที่ “มณเฑียร” ไปเปิดตัวที่พลังประชารัฐ ก็นึกว่า “มันแกว” จะทิ้งพรรคประชาภิวัฒน์ตามพี่ชายไป แต่เปล่าเลย ตรงกันข้าม มันแกวเดินหน้าเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาภิวัฒน์ทั่วประเทศ

000 พรรคประชาภิวัฒน์มาแบบเงียบๆ แต่แรงเหลือเกินด้วยนโยบาย “ปลูกกัญชา 1,000,000 ไร่” ซึ่งเชื่อว่า ประเทศไทยสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ด้วย “กัญชา” รายได้จากกัญชาจะถูกนำมาพัฒนาประเทศ ยกระดับชีวิตคนจน เเม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ เเละคนพิการ

000 เรื่องของ “คนโต” แห่งทุ่งศรีประจันต์ ยังไม่จบ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่าแก้ปัญหาในพื้นที่ของ “เสมอกัน เที่ยงธรรม” ผู้สมัคร ส.ส. สุพรรณบุรี เขต 4 ได้แล้ว นั่นหมายความ “ยุทธนา โพธสุธน” อดีตกำนัน ต.วังน้ำซับ ถอนตัวไม่สวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนาม ก็เหลือแต่ “เฮียจองชัย” ยังยืนกรานจะลงแข่งกับ “ประภัตร โพธสุธน” ที่เขต 3 ตามที่ลั่นคำพูดไว้หรือไม่ ?

จองชัย เที่ยงธรรม

000 ศึกสองตระกูล “เที่ยงธรรม-โพธสุธน” จะไม่เกิดขึ้นแน่ หากวันนี้ยังมี “บรรหาร” เป็นเสาหลักพรรคชาติไทยพัฒนา “หนูนา” อ้อนวอนขอให้ “อาจองชัย” คิดทบทวนใหม่ให้เห็นแก่ “วิญญาณเตี่ย” สักครั้ง อย่าให้ “คุณหญิงแจ่มใส” ต้องไปไหว้วอนถึงบ้านกล้วยเลย

000 การเมืองสุพรรณบุรี นับแต่หลัง 14 ตุลา 2516 ถ้าเขียนเป็นนิยายก็ต้องให้ชื่อ “มังกรเลือดสุพรรณ” เรื่องราวของบุญคุณ-ความแค้น คุณธรรม-น้ำมิตร รอยรัก-รอยชัง มีครบทุกรส

ศึกชิงอำนาจ “หมื่นล้าน” ล้ม “เงินหมื่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360184?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงอำนาจ “หมื่นล้าน” ล้ม “เงินหมื่น”

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:46 น.
พรรคชาติไทย,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,วันเพ็ญ ตั้งสกุล,ดะนัย มะหิพันธ์,เกรียง กัลป์ตินันท์,ศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์,สุทัศน์ เงินหมื่น,สงครามเลือกตั้ง,อำนาจเจริญ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 8,521 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

สงครามเลือกตั้งเมืองอำนาจเจริญ ต่างจากหลายสมัยที่ผ่านมา เพราะเป็นสงครามตัวแทนของ “กลุ่มทุนท้องถิ่น” ผนึกกำลัง “ทุนสัมปทานรัฐ” หวังแย่งชิงที่นั่งส.ส.จาก “กลุ่มนักเลือกตั้ง” หน้าเดิมๆ

อำนาจเจริญยังแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตัั้ง และที่น่าจะสู้รบถึงขั้นกระสุนหมดจนต้องติดดาบปลายปืนสู้กันคือเขต 2 อ.ลืออำนาจ อ.พนา อ.ปทุมราชวงศา อ.ชานุมาน และอ.เสนางคนิคม

พื้นที่ป่าเขาติดชายแดนลาว เป็นฐานที่มั่นของ “สุทัศน์ เงินหมื่น” มาแต่การเลือกตั้งปี 2518 สมัยที่ทนายหนุ่มยังสวมสีเสื้อ “พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย” จวบจนมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ สุทัศน์ก็รักษาแชมป์ไว้ได้ตลอด

เลือกตั้ง 2550 และ 2554 “สุทัศน์” กระเตงลูกชายชื่อ อภิวัฒน์ เงินหมื่น ลงสนามเขต 2 สู้กับกระแสทักษิณ กระแสยิ่งลักษณ์ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ชนิดหืดจับ

คู่แข่งในศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ของสุทัศน์ คือ “ต่าย” ญาณีนาถ เข็มนาค อดีตส.ว.อำนาจเจริญ และที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.อำนาจเจริญ สังกัดค่ายภูมิใจไทย

ลำพัง “ต่าย” ญาณีนาถ เป็นแค่นายกอบต.โนนหนามแท่ง ก็ไม่เท่าไหร่ แต่เธอเป็นตัวแทนของ “ศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์” นายกอบจ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญหลายสมัย นายกอบจ. 2 สมัย เมื่อการเลือกตั้งปี 2550 “ศักดิ์ชัย” ลงสมัครส.ส.ในนามพรรคชาติไทย แต่สอบตก

จริงๆ แล้ว ศักดิ์ชัยก็เป็นพันธมิตรการเมืองกับสุทัศน์ เงินหมื่น แต่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปักหมุดไว้ในแผนที่เลือกตั้งเขต 2 อำนาจเจริญ ต้องชนะ ศักดิ์ชัยและทีมงานจึงต้องรบกับสุทัศน์

จะว่าไปแล้ว “คนแซ่ตั้ง” เมืองอำนาจทุ่มสุดตัวกับค่ายภูมิใจไทย เมื่อ “วันเพ็ญ ตั้งสกุล” ลูกสาวสวัสดิ์ ตั้งสกุล นักธุรกิจร้อยล้าน กระโดดลงสนามเลือกตั้งอีกคน กลายเป็นผู้สมัครหญิงคู่คือ “ตุ๊ก วันเพ็ญ” เขต 1 และ “ต่าย ญาณีนาถ” เขต 2

นอกจากนี้ “เสี่ยหนู” ได้เดินทางมาที่อำนาจเจริญ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งทีมงานของเสี่ยศักดิ์ชัย ก็ต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ประหนึ่งว่าผู้มากบารมีมาตรวจราชการ

ด้านพรรคเพื่อไทยที่มี “คนเสื้อแดง” เป็นฐานเสียง และทุกวันนี้อารมณ์ “คิดฮอดทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังเป็นกระแสหลักในพื้นที่

แกนนำพรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ “ดะนัย มะหิพันธ์” อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นัยว่า “คนแดนไกล” ไฟเขียวให้ลงสมัคร ส.ส.อีกด้วย

“ดะนัย” เป็นข้าราชการครูชาว อ.พนา ที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นเป็นรองเลขาธิการ สกสค. เป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงครูอำนาจเจริญและดะนัยยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอำนาจเจริญอีกต่างหาก

“เกรียง กัลป์ตินันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ จึงมั่นใจว่า ดะนัยจะเอาชนะทีมสุทัศน์ เงินหมื่น  ได้แน่นอน

ประเมินกันยกแรก สุทัศน์ได้ลูกเก๋า ชำนาญเกม ญาณีนาถได้ลูกทุ่ม กองหนุนเยี่ยม แต่ดะนัยมือใหม่หัดขับ อาศัยกระแสดี นี่คือโฉมหน้า “เต็ง 1” ศึกชิงอำนาจเจริญ เขต 2

“นักการเมืองควรย้อนอ่านพระบรมราชาธิบาย ร.5 นำมาปรับใช้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นักการเมืองควรย้อนอ่านพระบรมราชาธิบาย ร.5 นำมาปรับใช้”

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:30 น.
มรวดำรงดิศ ดิศกุล,พรรคภราดรภาพ,พระบรมราชาธิบาย ร5,นักการเมือง
เปิดอ่าน 749 ครั้ง

“ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล หัวหน้าพรรคภราดรภาพ” ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการลงสมัคร ส.ส.ครั้งนี้ และทางออกของบ้านเมืองหลังขัดแย้งมาหลายปี

“วันนี้พรรคใหม่บางพรรคที่เกิดขึ้นสนับสนุนนโยบายแจกเงินอย่างเดียว แบบนี้จะพาบ้านเมืองเหมือนบางชาติไหม เช่น อาร์เจนตินา หรือเวเนซุเอลา สองประเทศนี้เคยติดอันดับประเทศมั่งคั่งของโลก วันนี้เป็นอย่างไร และบางพรรคยังทำแบบเดิมๆ”

“มองว่าหากทำแบบนี้ไม่ดีกับประเทศ พรรคใหญ่ควรถอยและมาคุยรวมทั้งจับมือแบ่งงานกันทำในช่วงสี่ปีข้างหน้า เพื่อให้บ้านเมืองรอดความช้ำ หากพรรคใหญ่สองถึงสามพรรคที่หวังจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มาคุยกันและจับมือกัน โดยแบ่งงานกัน เช่น พรรคเอเก่งเศรษฐกิจก็รับงานนี้ไป พรรคบีดูแลความมั่นคงได้ดีก็รับหน้าที่นี้ไป แล้วให้พรรคขนาดกลางหรือพรรคใหม่ที่มี ส.ส. เป็นแกนกลางในการคุยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นผมหรือพรรคของผม หากปล่อยไว้แบบเดิม พรรคที่ชนะแต่พรรคที่สองไม่ยอมรับ สักพักก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เริ่มในรัฐสภา และต่อมาที่รัฐบาล จากนั้นจะมีประท้วงบนถนน แล้วสู่วงจรเดิม แบบนี้คนไทยไม่เบื่อหรือ”

“การเมืองนั้น ไม่มีใครได้ดั่งหวังหมดหรอก หากทำแบบที่พรรคเสนอไอเดียนี้ แม้ไม่ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ แต่มันก็ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เวลาสี่ปี ให้พวกเขาทำงานเพื่อเปลี่ยนบ้านเมือง แล้วให้สังคมเลือกใหม่ หากพรรคใดทำงานดี หลายประเทศในโลกก็เคยเจอปัญหาแบบบ้านเราในวันนี้ พวกเขาเข้ามาเจอแต่ก็ผ่านไปได้ แต่ของพวกเราเจอกันบ่อยๆ และยังไม่ข้ามไปไหนเลย”

ม.ร.ว.ดำรงดิศ กล่าวถึงการใช้คนของในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังทันสมัยนำมาใช้ในวันนี้ได้ว่า “เสด็จพ่อ(พลเรือเอก หม่อมเจ้า กาฬวรรณดิศ ดิศกุล) เคยเล่าให้ผมฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสด็จปู่ของ ม.ร.ว.ดำรงดิศ) ในช่วงที่เสด็จปู่อยากรับราชการในกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) โดยรัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชาธิบายว่า “แต่การบ้านเมืองซึ่งสำคัญกว่านั้น ยังมีอยู่ด้วยต่างประเทศกำลังตั้งท่าจะรุกเมืองไทยอยู่แล้ว ถ้าเราประมาทไม่จัดการปกครองบ้านเมืองเสียให้เรียบร้อย ปล่อยให้หละหลวมอย่างเช่นเป็นอยู่ ช้าไปเห็นจะมีภัยแก่บ้านเมือง บางทีอาจจะถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทยก็อาจเป็นได้ ถ้าบ้านเมืองเสียอิสรภาพแล้ว กระทรวงธรรมการจะดีอยู่ได้หรือ การรักษาพระราชอาณาเขตด้วยจัดการปกครองหัวเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเป็นการสำคัญกว่ามาก” ทำให้เสด็จปู่ในตอนนั้นไปรับราชการที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำหน้าที่ให้บ้านเมือง ทั้งๆ ที่เสด็จปู่ในตอนนั้นอยากรับราชการด้านกระทรวงศึกษาธิการมากกว่า”

“พระบรมราชาธิบายที่เกิดขึ้นหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วนับว่าทันสมัย เพราะวันนี้คนไทยก็ปรับใช้ได้ โดยต้องถามตัวเองว่าอยากทำงานตรงนี้เพราะอยากทำ หรือจะทำเพื่อประโยชน์ของสังคมมากกว่ากัน เมื่อการเมืองเป็นแบบนี้ แต่ละพรรคควรจะถอยกันบ้างได้ไหม ร่วมมือให้บ้านเมืองดีขึ้น หลังสี่ปีแล้วก็มาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้ชาวบ้านเลือก ใครทำดีชาวบ้านก็เลือกต่อ ใครทำไม่ดีก็ไม่ควรตำหนิ เพราะพวกเราเลือกพวกเขามาทำงานแทนพวกเราแล้ว แต่โอกาสหน้าก็ไม่ควรให้พื้นที่กับคนเหล่านี้”

“เราทำงานให้บ้านเมืองเหมือนรูปแบบบริษัท มีคนรับผิดชอบ กรรมการผู้จัดการของบริษัทก็เหมือนนายกฯ หากทำไม่ดีก็ไม่มีการต่อสัญญาให้ และนายกฯ ไม่ควรทำงานและพูดทุกเรื่อง นายกฯ ควรมอบนโยบายและกำกับดูแลงานที่มอบหมายให้รัฐมนตรีนำไปปฏิบัติ นายกฯ คอยมาตรวจการบ้านก็พอ และเราควรใช้เหตุผลและลงไปสัมผัสความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน ผมอยากให้คนการเมืองทั้งใหม่และเก่ามองแนวคิดนี้และปรับใช้”

ส่วนความพร้อมในฐานะนักการเมืองและหัวหน้าพรรคนั้น ม.ร.ว.ดำรงดิศ กล่าวว่า “วันนี้พรรคภราดรภาพพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบ พรรคหวังว่าหากได้มี ส.ส.และมีส่วนร่วมตั้งรัฐบาล พรรคอาสาดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, กระทรวงศึกษาธิการ เพราะพรรคอยากสร้างสามสิ่งในกระทรวงดังกล่าวที่รับผิดชอบให้เป็นรูปธรรมเพราะโดนละเลยมานาน”

“สังคมของเราหลายเรื่องไม่มีการสร้างคนให้มีคุณภาพ ฉะนั้นต้องดูแลด้านการศึกษา คนหนึ่งคนจะอยู่ในระบบการศึกษาเกือบยี่สิบปี หากเราสร้างคนตั้งแต่เริ่มต้นการเรียน คนคนนั้นจะมีคุณภาพต่อสังคมในหลายสิบปีข้างหน้า คนคนนั้นจะมีความรับผิดชอบ ดูแลสังคม ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขามีความรู้และความรับผิดชอบกับสังคมแล้ว สามกระทรวงนี้ในมุมของพรรคต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เมื่อคนในสังคมมีคุณภาพความเอาเปรียบกันจะลดลง ความเหลื่อมล้ำจะลดลง”

ส่วนเรื่องป่ากับคนอยู่ด้วยกันได้ คนอาศัยบ้านในการดำรงชีพและต้องดูแลป่า โดยใช้กฎหมายให้สิทธิพวกเขาเท่าที่ควร ลองดูสิ ต้นไม้ต้นหนึ่งกลางนา หากมีผ้าสีไปพันไว้ ต้นไม้ต้นนั้นไม่โดนตัด หากไม่มีผ้าสี รับรองอยู่ไม่นาน สิทธิของคนที่อยู่กับป่าก็เช่นกัน หากให้สิทธิพวกเขาในการดำรงชีวิตกับป่า พวกเขาไม่รุกป่าหรอก พวกเขาต้องเก็บสิทธินั้นไว้ให้ลูกหลาน หรือพื้นที่บางส่วนของชาวบ้านที่ติดกับป่าควรให้สิทธิพวกเขาสร้างโฮมสเตย์เล็กๆ สร้างรายได้ และนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ ตรงนี้ก็อยู่ร่วมกันได้ ชาวบ้านจะรักป่า นักท่องเที่ยวจะรักธรรมขาติ มันไปด้วยกันได้ โดยใช้กติกาที่ทุกคนรับรู้และยอมรับ หากชาวบ้านต้องการนำที่ดินที่รัฐมอบให้ไปต่อยอดชีวิตก็ให้นำไปจดจำนองกับธนาคารที่ดินของรัฐ มันป้องกันมิให้ที่ดินไปอยู่ในมือนายทุนได้

สำหรับการแก้ความเหลื่อมล้ำเสนอว่า ชนชั้นนายทุนที่มีอยู่ หากมีกฎหมายว่าต้องเสียภาษีร้อยละหนึ่งต่อปีกับสินทรัพย์ที่มี หรือหากไม่อยากจ่ายก็ให้ใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีในองค์กรของตัวเองมาถ่ายทอดให้คนด้อยโอกาสมีความรู้เพื่อต่อยอดการทำมาหากิน หากองค์กรใดสนใจแสดงเจตจำนง และกระทำโครงการนี้ ปีต่อไปก็ไม่จ่ายภาษีได้เพราะองค์กรนั้นๆ ตอบแทนสังคมด้วยความรู้ในองค์กรที่สร้างขึ้นมาและก้าวหน้าไปแล้ว เอาตรงนี้มาถ่ายทอดให้คนที่ด้อยโอกาสกว่าขยับตัว บ้านเมืองก็จะเจริญและลดความเหลื่อมล้ำ