การเมืองหลังเลือกตั้ง อย่าฝากความหวังไว้กับ “นักการเมือง”​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองหลังเลือกตั้ง อย่าฝากความหวังไว้กับ “นักการเมือง”​

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:24 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง,เลือกตั้ง,คสช
เปิดอ่าน 211 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อสถานการณ์การเมือง เข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่าน จากการปกครองโดยคณะทหาร “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้นำ เกือบ 5 ปี วันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ จะเข้าสู่กระบวนการนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก

กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนกระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองได้แท้จริงหรือไม่ ท่ามกลางความคาดหวังสูง ที่ว่า “ประเทศไทย” หลังการเลือกตั้ง จะมีจุดเปลี่ยนหลายๆ ด้าน ในทิศทางที่ดีกว่าเดิม

ก่อนจะไปถึงวันหย่อนบัตรในคูหา “ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา” ร่วมจัดเวทีสาธารณะ “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” เพื่อสะท้อนมุมมองของ 4 ตัวแทนนักวิชาการแต่ละด้าน

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา บอกว่า ข้อมูลปีล่าสุด พบว่า ระดับการศึกษาไทย คือ ตัวถ่วงของการพัฒนาประเทศ สะท้อนจากการลงทุนด้านการศึกษา เหยียบหลักแสนล้านบาท หรือเทียบเป็น 4.6 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แต่คุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าพื้นฐาน และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

“หากวัดกันจริงๆ จากตัวแทนนักเรียนทั่วประเทศพบว่ามีเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ที่เหลือไม่สามารถสู้หรือแข่งขันกับใครได้ ในชนบทที่ห่างไกล ผู้ปกครองตั้งความหวังว่าบุตรหลานจะต้องได้รับการศึกษา แต่เมื่อส่งเข้าเรียนกลับพบว่าสถาบันการศึกษาเหล่านั้น ไม่มีคุณภาพ เด็กไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง หากดูจากข้อมูลพบว่าตัวปัญหาเกิดจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีสถานศึกษาอยู่ทั้งหมด 3.3 หมื่นโรง แต่โรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 1.5 หมื่นแห่งที่ขาดมาตรฐาน สิ่งที่การปฏิรูปพยายามทำ ยังเข้าไปแก้ไขได้เพียงหลักพันแห่งเท่านั้น ที่เหลือไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ทั้งหมด”

กับสิ่งที่ “นักปฏิรูปด้านการศึกษา”​ พยายามจะทำเพื่อให้ “คุณภาพด้านการศึกษาดีขึ้น” คือ ตั้งใจเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของเด็ก เพราะระบบที่เน้นเนื้อหา การท่องจำแทบไม่มีความหมาย ในยุคที่โลกออนไลน์ที่เป็นแหล่งค้นคว้าได้สารพัดเรื่อง

​เหตุผลสำคัญที่ “ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส” มองในมุมนั้น และชี้ว่า “คุณภาพการศึกษาไทย” คือ ตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ เพราะเหตุผลสำคัญคือ การศึกษามีผลต่อเศรษฐกิจ หากไม่สามารถพัฒนาคนได้ ก้าวที่ต้องไปต่อ ย่อมไม่สามารถเดินหน้าได้

“ปี 2542 ที่พบการปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องตระหนกมาก คือ จากวันนั้นผ่านไป 10 ปีผลลัพธ์ไม่ประสบความสำเร็จ และหากหวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าการปฏิรูปล้มเหลวอีก จะกระทบภาพใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ”

ขณะที่แผนปฏิรูปด้านการศึกษาที่ “กรรมการปฏิรูปฯ” พยายามทำตามคำบอกเล่าของนักวิชาการด้านการศึกษา คือ การออกกฎหมายเพื่อปรับให้แนวทางการปฏิรูปการศึกษาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ซึ่งเริ่มต้นจากการให้โอกาสทางการศึกษากับ “นักเรียน 4.6 ล้านคน” ที่ถูกผลักออกนอกระบบ ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมีกฎหมายฉบับสำคัญตามมา คือ การพัฒนาเด็กปฐมวัย และการสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษาเพื่อทำแผนบริหารจัดการการศึกษาที่เน้นความหลากหลายของพื้นที่ ไม่ใช่ใช้แผนเดียวบริหารทั้งประเทศ

โดยสาระสำคัญ คือ “ปลดล็อก” แผนการศึกษาออกจากรัฐ ไปยังประชาชน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาได้ด้วยตัวเองและจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นจริง

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง สะท้อนภาพถึงการ “ไม่เตรียมพร้อม” ของหน่วยงานรัฐ ต่อการเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลก โดยเทียบเคียงกับแนวนโยบายของต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งสู่การเข้าถึงตลาดโลก เตรียมความพร้อมเพื่อทลายกำแพงภาษี ขณะที่ประเทศไทยไม่พบสิ่งที่เรียกว่า การเตรียมการ

“จุดบอดของประเทศ เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง”    รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

“ผมไม่เห็นหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมในเรื่องพัฒนาคุณภาพสินค้า หรือปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสินค้าให้ได้ระดับต่อการแข่งขันในประเทศอาเซียน อย่างต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เขาเดินหน้าเต็มตัว มีการเจรจาเข้ารวมกลุ่มเพื่อทลายกำแพงภาษี ทำข้อตกลงกับอียู ในประเด็นที่ประเทศเขาจะได้ประโยชน์”

ส่วนประเทศไทยเอง แม้ปัญหามาตรฐานสินค้าจะยังเป็นประเด็น แต่สิ่งที่หลายคนมองคือ คนในประเทศนั้น “เก่ง” แต่ยังขาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์

และสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดข้อกังขา “รศ.ดร.สมชาย” มองว่า ส่วนหนึ่งคือ ประชาธิปไตยที่ขาดการถ่วงดุล จนกลายเป็นกับดักให้แก่ประเทศของตัวเอง

ขณะที่ภาพของ “เทคโนโลยี” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงกับชีวิตประจำวัน รวมถึง ระบบอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยี ที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) พัฒนาศักยภาพไปไกล แต่ประเทศไทย พบว่าการพัฒนาเอไอที่ว่า ยังเป็นประเภท “โลว์เอไอ”

กับสิ่งที่ต้องสะท้อนให้เห็นจุดบอดของประเทศ “นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง” ชี้ว่า เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง

ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) สะท้อนภาพว่าหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลงานด้านการเกษตร ดูได้จาก “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่กล่าวถึงเรื่องการเกษตรน้อยมาก โดยไม่ได้คำนึงอัตราของเกษตรกรที่ลดลงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ในปีปัจจุบัน

“นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุก บูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน หวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน”  ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร

“ที่ผ่านมาการแข่งขันด้านสินค้าเกษตร ทั้งข้าว, กาแฟ ประเทศไทยถือเป็นอันดับหนึ่ง​ แต่ปัจจุบันพบว่าถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไทยทั้งหมด โดยจุดพลาดของประเทศไทยคือ ขาดการออกแบบเพื่อสร้างประโยชน์ หน่วยงานรัฐและองค์กรด้านการเกษตรขาดการพัฒนาเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ สร้างมูลค่าทางการตลาดของผลผลิต ทำให้เพื่อนบ้านที่นำผลิตผลที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของพันธุุกรรมไปเลียนแบบ จนกลายเป็นคู่แข่งขันด้านการส่งออกของพืชและผลไม้ทางเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ ดร.วรชาติ มองว่าประเทศไทยมีข้อดีเรื่องแหล่งที่สร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ขณะที่เพื่อนบ้านหยิบฉวยสิ่งที่ประเทศไทยสร้างไปปลูก เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างนำพันธุ์จากไทยไปปลูกและส่งขายแข่ง

ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐ ต้องมองภาพให้กระจ่าง คือ การใช้นโยบายเป็นแกนหลัก และใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการ ออกแบบในรายละเอียด รวมถึงบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับสังเคราะห์สิ่งที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนา

กับอีกประเด็นที่สร้างความฮือฮา คือ การเข้ามาของ “แจ็ค หม่า” บุกตลาดทุเรียนไทย ที่ช่วยให้ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปจีน ได้ 80,000 ลูกภายในวันเดียว แต่ในภาคธุรกิจมองว่านี่เป็นเพียงความฉาบฉวย เพราะเทียบเป็นตู้ตอนเทนเนอร์ เป็นเพียง 8 ตู้เท่านั้น แต่ปีที่ผ่านๆ มาไทยส่งออกได้มากถึง 180 -200 ตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะพลิกให้เป็นโอกาสได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ล้วนมีตลาดส่งออกแห่งเดียว คือ ประเทศจีน

“ในปี 2561 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนได้ 50 ล้านลูก แต่ลำไย ส่งออกไม่ได้ เพราะจีนผลิตเอง และตลาดจีนขายกิโลกรัมละ 40 บาท หากไทยจะขายลำไยให้ได้ ต้องขายกิโลกรัมเพียง 10 บาท ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ คือ นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุกพร้อมกับร่วมบูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ซึ่งผมหวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน”

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  ชี้ว่า สังคมไทยคาดหวังที่อยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนตัวยังมองว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญ แม้บทบาททางการเมืองจะมีความสำคัญมาก แต่ปัญหาทุกอย่างไม่สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จด้วยการเมือง แต่คือ การอาศัยความร่วมมือของประชาชน

“หลังการเลือกตั้งอยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน”  สารี อ๋องสมหวัง

กับประเทศที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคต้องการทำหลังการเลือกตั้ง คือ การสร้างความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ ปรับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ผ่านค่ารักษาที่ไม่เหลื่อมล้ำ ตรวจสอบได้

“ค่ารักษาพยาบาลต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่แพงเกินจริงแบบไร้เพดาน จากตัวอย่างของค่ารักษาพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ จะมีความแตกต่างกันเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากคิดแพงกว่านั้นต้องคืนเงินให้กับผู้บริโภค ขณะที่ไทยเอง เช่น การรักษาอาการไส้ติ่ง ด้วยวิธีผ่าตัด โรงพยาบาลรัฐคิดค่ารักษาเพียง 8,000 บาท ส่วนเอกชนคิดราคาหลายหมื่นบาท”

กับสิ่งที่ “ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” อยากเห็นหลังการเลือกตั้ง คือ การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน ทั้งที่เป็นคนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากที่สุดของประเทศ ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพยายามขับเคลื่อนให้เกิดสภาเพื่อผู้บริโภค และกำหนดให้รัฐอุดหนุนเงินผ่านงบประมาณแผ่นดินปีละ 300 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประชากร คือ 5 บาท แต่รัฐกลับมองว่า “เป็นภาระทางงบประมาณของแผ่นดิน” ขณะที่มูลนิธิฯ มองว่านี่คือ การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ

“สิ่งที่เครือข่ายเพื่อผู้บริโภคต้องลงมือปฏิบัติการหลังเลือกตั้ง คงมีเพียงประเด็นประเด็นเดียวคือ การสร้างเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน พร้อมกับตรวจสอบฐานะเป็นพลเมือง โดยไม่ต้องรอนักการเมืองมาทำให้”

จับปากกาฆ่าเห็บหมาในงานแต่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360181?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับปากกาฆ่าเห็บหมาในงานแต่ง

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:17 น.
พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 9,257 ครั้ง

คอลัมน์… เด็ดยอด โดย… รักษ์ ปักธงไทย

“พลังประชารัฐ” ดูท่าจะหงอยๆ ลงไป สารพัดที่ดูดเข้ามา แลกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ใครเห็นเข้าก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มอมแมมก็เท่านั้น ที่ดีก็พอมี ไม่ใช่จะเลวร้ายไปเสียหมด แหมแต่ก็น้อยปลายก้อยเสียจริงเทียว อีหรอบนี้ เบอร์ 1 จึงแบชื่อออกมาเป็น “สมคิด” ตามด้วย “อุตตมะ” กับ “สนธิรัตน์” ส่วนที่คาดว่าจะเป็น “ลุงตู่” ดูแล้วคงแฟนคลับขัดใจ แต่อย่าเพิ่งขัดคอรออีกประเดี๋ยว เดี๋ยวก็มา

มาเรื่องสามพี่น้องที่เดินไปในโลกกว้าง แต่ทางแคบลงทุกวันๆ ดีกว่า สนุกมาก เพราะเวลานี้โดนกัมพูชาสอยพาสปอร์ตคืน สามเล่ม จากพันกว่าเล่ม คนอื่นๆ ยังมีปกติไม่กระโตกกระตาก แต่สามพี่น้องนั้นฮุนเซนไม่ให้แล้ว หลัง “หมอ ด.” ทนชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ไหว เริ่มเปิดปาก “พูด” เหมือนบุญทรงและพวก ที่อยู่ๆ ก็พูดต่อยหอยแตก ทางกัมพูชาดูแล “หมอ ด.” ไม่ให้คลาดสายตากลัวแกเป็นลมล้มตาย ส่วน “เสี่ย ป.” ก็ออกจากคุกไปนอนโรงพยาบาลสบายไป เว้นแต่ลูกสาวที่ติดร่างแห ต้องอาศัยฮ่องกงไปพลางๆ ก่อน

พี่ชายคนโตจึงเหลือแต่พาสปอร์ตนิการากัว กับมอนเตเนโกร ส่วนน้องสาวคนเล็กเหลือแค่เล่มไซปรัส ขณะที่ “เจ๊ ด.” ยังสถิตอยู่ดูไบ ไม่กล้าขยับไปไหนเพราะยังหาซื้อพาสปอร์ตใหม่ไม่ได้ในทันที

การหาซื้อพาสปอร์ตจากประเทศในแถบยุโรปตะวันออก ไม่ใช่เรื่องยากนัก แค่เพียงลงทุน 3-5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้ พาสปอร์ตแนบโกลด์เดนวีซ่าแล้ว

“โกลด์เดนวีซ่า” จะเป็นการเสนอวีซ่าให้แก่บรรดานักลงทุน ที่มีเงินทุน และนำไปลงทุนในประเทศนั้นๆ หลักการของแต่ละประเทศแตกต่างกันไปว่าจะต้องลงทุนในมูลค่าเท่าไหร่ ถึงจะได้ เป็นพลเมืองในประเทศเหล่านั้น เช่น โปรตุเกส และสเปน จะใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโร

ไอร์แลนด์ใช้เงินลงทุน 1,000,000 ยูโร ไซปรัสใช้เงินลงทุน 2,000,000 ยูโร ประเทศที่ขายพาสปอร์ตแนบวีซ่าประเภทนี้จะรีดภาษีโหดมาก (Cr.เนชั่นเจาะข่าวเช้า)

แต่นั่นมันชั้นนอกที่มองเห็น ที่มองไม่เห็นแต่เป็นจริงคือ “มาเฟีย” เรียกค่าคุ้มครอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมมีพาสปอร์ตมอนเตเนโกร แต่ไม่ชอบอยู่คฤหาส์นแสนหรูหราที่ซื้อไว้ริมทะเลสาบสวยที่เมือง “บุดวา” ก็เพราะว่าถูกมาเฟียรัสเซียตามรีด ตามไถค่าคุ้มครองตลอดเวลา

“ดูไบ” จึงเป็นที่อยู่ที่ดีที่สุดของสามพี่น้องในเวลานี้ แม้จะไม่ชอบนักก็เถอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังดีกว่าเร่ร่อนไปเรื่อยๆ

ส่วนเมืองจีนอย่าหวังอะไรมาก ดูกรณีท่าเรือซัวเถาสิ เงิบกันหมดไหมล่ะ

แอปเปิล เดลี สื่อใหญ่ภาษาอังกฤษของฮ่องกง ที่รัฐบาลจีนไม่ชอบขี้หน้านัก รายงานมาตั้งแต่วันแรกที่ยิ่งลักษณ์โม้แล้วว่าเป็นประธานกิจการท่าเรือซัวเถา

แอปเปิล เดลี รายงานเจาะลึกกว่าเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ตรงที่ขุดไปเห็นผู้ถือหุ้นใหญ่ท่าเรือซัวเถา ร้อยละ 70 คือ บริษัทฮัทชิสัน พอร์ท เป็นกิจการในเครือของลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง

ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 30 เป็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมืองซัวเถา

เมื่อปีที่แล้วฮัทชิสันได้ขายหุ้นร้อยละ 70 ที่ถืออยู่ให้แก่บริษัทวานเยาซันโต๋ว และบริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น 3 ส่วน คือ 1.บริษัทที่ยิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นร้อยละ 60 2.บริษัทของถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ร้อยละ 30 และ 3.ชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า หยังถู ร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้นลงขันร่วมกันเป็นทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญฮ่องกง (CR.บูรพาไม่แพ้ ผจก.ออนไลน์)

หลังการซื้อขายเปลี่ยนมือ บริษัทนี้ก็ได้เป็นผู้บริหารท่าเรือซัวเถา และแต่งตั้งยิ่งลักษณ์ให้เป็นประธานบริษัทนั่นเอง

แอปเปิล เดลี ยังรายงานต่อไปอีกว่า ถังอี้กังและภรรยา สนิทกับทักษิณและยิ่งลักษณ์มาก แต่เขาก็เป็นคนที่รัฐบาลจีนติดตามเงียบๆ มาตลอด เขาถูกตั้งข้อหาหลายหน แต่รอดได้ทุกครั้งด้วย “เงินสินบน” ทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน

สุดท้ายไปไม่รอดโดนเปิดโปงว่าทำธุรกิจผิดกฎหมายหลายอย่างและมีแนวโน้มถูกจับกรณีหนีภาษีด้วย

หุ้นส่วนไม่สะอาด ทางการปักกิ่งก็ไม่เอา ยิ่งลักษณ์เลยกระเด็นด้วยประการฉะนี้

แต่ที่สื่อฮ่องกงรายงานต่อเนื่องและจับตาไม่ใช่แค่เอาพาสปอร์ตปลอมกัมพูชามาเปิดบริษัท หรือหุ้นกับคนไม่สะอาดที่กำลังถูกจับ เพราะดั้งเดิมพี่น้องบ้านนี้ก็ใช่จะดีนัก แต่ “งานแต่ง” ของลูกสาวที่ปิดเกาะฮ่องกงต่างหาก รัฐบาลจีนจับตามาก เพราะเกรงว่างานแต่งจะมีการเมืองไทยมาแทรก งานนี้อย่าได้กะพริบตา ใครไปประจบโจรปล้นชาติกลับมา โดน กกต.ถามหา อย่าหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้นา

คลิป”ผู้การไก่”ใครไฟเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360180?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 คลิป”ผู้การไก่”ใครไฟเขียว

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:13 น.
พลตธนศักดิ์ มิตรภานนท์,คสช,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 4,248 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

น่าจะคลายความกังวลใจให้พรรคการเมืองไปได้บ้าง ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้กำหนดวันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้ง

ส่วน ‘คสช.’ คงเบาใจได้เปลาะหนึ่ง ที่สามารถลดเงื่อนไขการชุมนุมของ ‘กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง’ แต่ประเด็นใหม่ต้องรับมือ ข้อระแวงฝ่ายการเมืองว่า คสช.จะเล่นตุกติก เนื่องจากยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยอ้างเหตุจำเป็นบางประการ

ประจวบเหมาะกับคลิปสนับสนุนเลื่อนการเลือกตั้ง ความยาว 6.36 นาที ของ พล.ต.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ รองเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 2 มาช่วยงานสำนักงานรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้การไก่” ตำนาน “ปราสาทพระวิหารจำลอง” บนผามออีแดง จนถูก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น สั่งย้ายจากตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 (ผบ.ร.6) มาเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ห่วงกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คลิปดังกล่าวสันนิษฐานว่า ใช้หน่วยทหารแห่งหนึ่งถ่ายทำ ขณะ “ผู้การไก่” แต่งชุดลายพราง รายงานตนว่าเป็นทหารสังกัดกองทัพบก เล่าอดีตเคยผ่านสมรภูมิช่องบก ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และเขาพระวิหาร

ใจความสำคัญ “ผู้การไก่” เรียกร้องให้ประชาชน พรรคการเมือง ตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันประสานเสียงจัดงานพระบรมราชาภิเษกให้ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ แสดงออกผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และขอให้รัฐบาลทบทวนว่า การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ คำว่า เลื่อนเลือกตั้ง ในความหมายของ “ผู้การไก่” ไม่ชัดเจนว่า ควรจะเลื่อนจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ไปเป็น 24 มีนาคม 2562 หรือเลื่อนไปจนกว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้น ??

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เลื่อนเลือกตั้ง ทำได้เพราะมีมาตรา 44 อยู่ แต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดจะทำ เนื่องจากมาตรา 44 ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็น ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผล หรือเรื่องคอขาดบาดตาย ผมว่าเป็นการสร้างประเด็นทางการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร

ขณะที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ‘นิ่ง’ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หลังเห็นคลิปดังกล่าวในเช้าวันประชุมสำนักงานเลขานุการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไม่มีคำสั่งสอบสวน หรือต่อสายสอบถาม “ผู้การไก่” ทั้งๆ ที่การกระทำดังกล่าวสวนทางกับคำสั่งทหารต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

แหล่งข่าวกองทัพบก ชี้แจงว่า การนิ่งของท่าน ไม่ได้หมายความว่าท่านเห็นด้วย แต่อาจมองว่ายังมีงานสำคัญต้องสะสางให้แล้วเสร็จ เช่น ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยอมรับว่า การกระทำของ “ผู้การไก่” เป็นการชี้นำ แต่กำลังพลในกองทัพบกมีทหาร 3 แสนนาย ทหารพูดมาหนึ่งคน ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความคิดเห็นของทหารทั้งสามแสนนาย

“ถ้าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง คนไทยทุกคนต้องหลีก แม้การเลือกตั้งจะสำคัญ แต่งานพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกย่อมสำคัญกว่า ดังนั้น การเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อหลบไม่ให้กระทบ ไม่ใช่หลบให้พ้น หรือหลบให้การจัดงานพระราชพิธีล่วงเลยไปก่อน เช่น กกต.กำหนดให้เลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มีนาคม น่าจะประกาศผลรับรองการเลือกตั้งภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ก็ถือว่าหลบแล้ว ส่วนโอกาสที่จะเลื่อนออกไป เพื่อรอให้งานพระราชพิธีเสร็จสิ้นก่อนคงเป็นไม่ได้ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดเอาไว้ ทำไม่ได้อยู่แล้ว”

ทั้งนี้ “ผู้การไก่” เป็นทหารชั้นนายพล ตามระเบียบไม่มีบทลงโทษ ทำได้เพียงแค่ตักเตือน เทียบเคียงกับ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่มีบทบาทต่อวิกฤติการเมือง ทั้งการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อย่างรุนแรง

การแสดงออกของทหารรุ่นพี่และรุ่นน้อง แม้วัตถุประสงค์จะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งสองกรณี สามารถสร้างเงื่อนไขทางการเมือง โดยเฉพาะ “ผู้การไก่” ที่เป็นทั้งคนใกล้ชิด “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กเยิ้ม” พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชวนให้คิดว่าคลิปดังซ่อนอะไรไว้ในกอไผ่

จากนักประชาสังคมสู่นักการเมืองหวังเป็นกระบอกเสียงเหยื่อแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากนักประชาสังคมสู่นักการเมืองหวังเป็นกระบอกเสียงเหยื่อแชร์

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 09:45 น.
สามารถ เจนชัยจิตรวนิช,ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวคมชัดลึก

“สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” หรือ “จ๊อบ” ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ และว่าที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าสู่สนามการเมือง จากบทบาทนักประชาสังคมสู่เส้นทางนักการเมือง เพื่อหวังเป็นกระบอกเสียงในการแก้ไขปัญหาเหยื่อแชร์ลูกโซ่

       00 สิ่งที่ทำให้ก้าวสู่สนามการเมือง
สิ่งที่ทำให้อยากเข้ามาในแวดวงทางการเมืองนั้น เพราะเราได้รับการคาดหวังจากพี่น้องประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ และประชาชนทั่วไป ที่เล็งเห็นว่าคนไทยโดนโกงมาอย่างช้านาน สร้างปัญหาใหญ่ให้แก่คนไทยในชาติ สร้างปัญหาสังคมทำลายระบบเศรษฐกิจ ทั้งยังปลูกจิตสำนึกที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นภัยที่ร้ายแรงและรัฐบาลยังไม่มีมาตรการใดเข้ามาดูแลและเยียวยากลุ่มคนเหล่านี้ ที่ผ่านมาผมได้สู้กันในฐานะภาคประชาชน หรือ ภาคประชาสังคม มาตลอด 4 ปี ปีนี้กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 ของการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแชร์ลูกโซ่

ผมและประชาชนผู้เสียหายเดินเข้าหาทุกหน่วยงาน ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ไปขอให้มีการแก้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า เรื่องนี้ต้องทำภายใต้กฎหมายเท่านั้น ดังนั้นพอเราเข้าใจข้อเท็จจริงแล้วว่าวันนี้กฎหมายที่บังคับใช้เอาผิดกับเหยื่อ หรือใช้ลงโทษต่อผู้กระทำผิดแชร์ลูกโซ่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพนั้น โทษเบาบางมาก เพราะกฎหมายที่ออกมานั้น เขาออกแบบมานานแล้ว ดังนั้นการที่กฎหมายได้เขียนออกแบบมานานแล้ว ไม่ได้คำนึงถึงว่าปัจุบัน มิจฉาชีพได้พัฒนาการอย่างรวดเร็ว หลอกสร้างความเสียหายแก่ประชาชน โดยมียอดผู้เสียหายเริ่มจากแสนคน จนปัจจุบันกระทบไปสู่จำนวนล้านคนที่เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหลายแสนล้านบาท

ในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะถือว่าปัญหาเหยื่อแชร์ลูกโซ่ เป็นปัญหารูปแบบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศจะมีมาตรการในการป้องกัน วันนี้เราเห็นว่า ถ้าเรายังปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไว้ คนไทยอาจจะถูกโกงทั้งแผ่นดิน พอคนไทยถูกโกงทั้งแผ่นดิน ทำให้ประชาชนในชาติมองเรื่องการโกงโดยระบบนี้เป็นเรื่องปกติ เขาก็จะต้องแสวงหาการเอาตัวรอด ในเมื่อเขาโกงได้ ก็ทำให้คนอื่นคิดว่าเขาก็อาจจะโกงได้ด้วย เพราะฉะนั้น ทั้งนักการเมือง หรือข้าราชการที่เราเห็นว่าเขาโกงตั้งแต่ในอดีต และยังโกงมาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ทำไมเราถึงปราบโกงคนเหล่านี้ไม่ได้ เพราะคนในสังคมอ่อนแอและเคยชินกับเรื่องนี้ไปแล้ว

   00 มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขระบบกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงอย่างจริงจัง
พี่น้องประชาชนคาดหวังมากในตัวผม และเชื่อว่าผมจะทำและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้เขาได้ ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เราได้รับแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ผมถึงอาสาเข้ามาสู่เวทีการเมือง เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองเข้าสู่สภาเพื่อออกกฎหมายคุ้มครองคนไทยให้ไม่ถูกโกง และเหยื่อแชร์ลูกโซ่ที่ถูกโกงจะต้องได้รับเงินคืน
ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ามีหลายพรรคการเมืองติดต่อผมมา ทั้งพรรคการเมืองใหญ่ในอดีต และพรรคการเมืองใหม่ในปัจจุบัน มีหลายพรรคทาบทาม ก็ใช้เวลาในการตัดสินใจนานอยู่พอสมควร แต่ในที่สุดผมคาดหวังว่าประชาชนที่สนับสนุนผมจะต้องได้รับการดูแล จึงพิจารณาแล้วเล็งเห็นว่า พรรคพปชร.เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพ ผู้ใหญ่หลายท่านชักชวนผมเข้ามาและให้คำมั่นว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ผมชอบในนโยบายของ พปชร. มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “จะไม่ทิ้งคนไทยคนใดไว้ข้างหลัง” ดังนั้นเมื่อเหยื่อแชร์ลูกโซ่มีจำนวนหลายล้านคน ผมจึงคิดว่าพรรคพปชร.จะเริ่มเรื่องนี้แล้วเอามาเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียงด้วย

00 แสดงว่าปัญหานี้ยังเป็นช่องว่างของกฎหมายที่หลายรัฐบาลปล่อยผ่าน
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง ถ้าเราพูดกันตั้งแต่อดีต เช่น แชร์แม่ชม้อย ก็เริ่มขึ้นในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นมีการให้ตรากฎหมายขึ้นมา คือ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง หรือเรียกกันว่า กฎหมายปราบแชร์ลูกโซ่ แต่หลังจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ก็ไม่มีการตรากฎหมายใหม่ออกมาอีกเลย ที่จะดำเนินการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเราย้อนไปในอดีต อย่างคดีแชร์บริชเชอร์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และยังมีแชร์ข้าวสารในรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ดังนั้นเราจึงเห็นมาตลอดว่า แชร์ลูกโซ่เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ และพรรคการเมืองในอดีตก็ไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้

ในช่วงเกิดปัญหาแชร์ข้าวสาร ก็มีการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ในปี 2550 มีการจดพรรคการเมืองชื่อ พรรคไทยร่ำรวย มีการจดบริษัทขายตรง โดยมิจฉาชีพวางแผนเป็นระบบ แล้วหลอกขายหุ้นให้แก่ประชาชน จนกระทั่งตอนนี้มิจฉาชีพที่เป็นหัวหน้าพรรคนั้นก็ติดคุกอยู่ ฉะนั้นผมจึงบอกว่ากลโกงของมิจฉาชีพมีมาทุกรูปแบบ

ผมเห็นว่าท่านหลอกชาวบ้านถึงขั้นจดพรรคการเมือง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ชาวบ้านแต่ก็หลอกลวงประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราจะทำให้ดีที่สุด อย่างแรกคือ ต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย โดยกฎหมายจะต้องคุ้มครองประชาชน ผู้เสียหาย เพราะวันนี้กฎหมายที่เราบังคับใช้ไม่ได้คุ้มครองผู้เสียหายเลย มีแต่คุ้มครองฝั่งของผู้ต้องหา ถ้าวันนี้เรายังไม่แก้กฎหมาย ประชาชนที่โดนโกงไปแล้ว กว่าเขาจะได้เงินคืน เขาต้องรอศาลเป็นผู้ตัดสินสั่งเงินคืนให้แก่เขา

กระบวนการยุติธรรมเรามี 3 ศาล กว่าจะพิจารณาคดีเสร็จก็นานมาก บ้านเราเป็นการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา ผู้เสียหายในคดีแชร์ลูกโซ่ต้องดูก่อนว่ามีผู้เสียหายน้อยหรือมาก อย่างคดีแชร์แม่ชม้อย ผู้เสียหาย 13,248 คน คดีแชร์บลิชเชอร์ 24,189 ราย คดียูฟันมีผู้เสียหาย 2,451 คน คดีแชร์คอร์สสัมมนา 2,653 คน คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และอื่นๆ จะเห็นได้ว่าผู้เสียหายแต่ละคดีหลักพันคนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ฉะนั้นการสืบพยานโจทก์ต้องสืบเป็นพันปาก ศาลต้องนัดสืบพยาน แค่การสืบพยานก็ใช้เวลาหลายปีแล้ว ฉะนั้นกว่าผู้เสียหายจะได้เงินคืนก็ใช้เวลายาวนานมากๆ และข้อเท็จจริง​จากวิจัยจะพบได้ว่าจะมีผู้เสียหาย​เพียง 5-10% ที่จะแจ้ง​ความเท่านั้น เพราะผู้เสียหาย​รู้ว่ากระบวนการ​ยุติธรรม​ใช้เวลายาวนาน

อย่างคดีแชร์แม่นกแก้วใช้เวลานานมากสุดถึง 30 ปี มีตัวอย่างผู้เสียหายที่สูญเงินที่ถูกโกงไปแสนแปด ได้คืนเพียงสามพันกว่าบาทเท่านั้นเอง นี่ก็เพราะกระบวนการของหน่วยงานรัฐไม่มีการดำเนินการอายัด หรือยึดเงินไว้กับเขา พอถึงเวลาเฉลี่ยทรัพย์ก็เฉลี่ยได้น้อย ฉะนั้นมิจฉาชีพก็เล็งเห็นว่า โกงแล้วไม่ต้องใช้เงินคืน โกงแล้วออกจากเรือนจำมาก็มีเงินใช้เป็นพันล้าน มันไม่ยุติธรรมต่อผู้เสียหายที่โดนฟ้องล้มละลาย เพราะไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาและไม่มีปัญญาจ่ายก็ถูกฟ้องล้มละลาย บางคนไปกู้หนี้นอกระบบ เอาที่ดินแปลงสุดท้ายของตระกูลไปวางก็ถูกยึด หลายคนต้องผูกคอตายเพราะเครียดกับปัญหาที่ได้รับ

 00 จะแก้ไขระบบหรือช่องโหว่ทางกฎหมายนี้อย่างไร
ต่อไปนี้เราจะต้องเขียนกฎหมายให้มิจฉาชีพเกรงกลัว ไม่คิดจะมาเอาเปรียบคนในชาติ วันนี้มิจฉาชีพดีดเครื่องคิดเลขมาแล้วว่า ถ้ากฎหมายยังเป็นอย่างนี้อยู่เขาคุ้ม ต่อให้เขาติดคุกออกมาก็ยังมีเงินใช้ หรือถ้ากฎหมายยังเป็นแบบนี้อยู่เขาไม่ต้องติดคุกก็ได้ เขาแค่หนีให้อายุความหมด พออายุความหมดก็กลับมาใช้เงิน นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่ากฎหมาย เอื้อให้ผู้ต้องหากระทำความผิด

ต้องยอมรับว่าประชาชนคนไทยมีหลายความรู้ หลากหลาย มีฐานะหลากหลาย มีหลากหลายอาชีพ คนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วประเทศเพราะพื้นเพคนไทยเป็นเชื่อคนง่ายอย่แล้ว รักใครรักจริง เขาไม่เชื่อว่ามิจฉาชีพจะมาหลอกเขา เช่นโครงการพันให้ล้าน ที่อ้างว่าเป็นเงินยูเอ็น ชาวบ้านก็คิดว่าลงหนึ่งพันแล้วจะได้หนึ่งล้าน เขาก็ลงทุน ล่าสุดเรื่องนี้มีผู้เสียหาย 7 หมื่นกว่าคน และหน่วยงานของรัฐก็ไปดำเนินการจับกุมแล้ว หรือบางคนฝากเงินไว้กับสหกรณ์แต่ก็ถูกโกงไปก็มี ดังนั้น​ผู้เสียหาย​จึงมีเป็นล้านคน ทุกหน่วยงาน​ควรให้ความสำคัญ​กับเรื่องนี้

ดังนั้นสิ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับเรื่องนี้มาเป็นวาระแห่งชาติ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ที่ผมทำทั้งหมดผมทำในภาคประชาสังคมจิตอาสา ผมยังมองไปถึงการให้องค์ความรู้แก่ประชาชน โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวในการให้ความรู้ เพราะการให้ความรู้เป็นสิ่งป้องกันต้นเหตุได้ดีที่สุด ผมได้ขอความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดสิบกว่าจังหวัดทั่วประเทศ โดยเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นผู้รับฟังเพื่อให้รับรู้ถึงรูปแบบวิธีการปัญหาแชร์ลูกโซ่ เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ ถ้ากำนัน 1 คน ตกเป็นเหยื่อเพียงคนเดียว ก็จะตกเป็นเหยื่อทั้งตำบล และถ้าผู้ใหญ่บ้านตกเป็นเหยื่อเพียง 1 คน ชาวบ้านก็ตกเป็นเหยื่อทั้งหมู่บ้าน โดยเชิญหน่วยงานราชการทุกหน่วยงานเข้ามาบูรณาการร่วมกันตามหลักโครงการประชารัฐ ผมเชิญวิทยากรจากทุกหน่วยงานมาร่วมกันที่ศาลากลางจังหวัด แล้วมาให้องค์ความรู้แก่กำนัน ข้าราชการทุกภาคส่วน ซึ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผมทำมาตลอด และไม่ได้เพิ่งเริ่มทำ แต่ผมทำในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รักแผ่นดินถิ่นเกิด วันนี้ผมถึงเสียสละที่จะมาเป็นนักการเมือง เป็นกระบอกเสียงให้แก่พี่น้องประชาชนในการแก้กฎหมายคุ้มครองให้คนไทยทั้ง 70 ล้านคน ต้องไม่โดนโกง คนไทยคนไหนโดนโกงแล้วจะต้องได้รับเงินคืน เพราะไม่งั้นประเทศจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้และจะมีแต่คนถูกโกง นั่นคือสิ่งที่ผมขออาสามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะผมเข้าใจปัญหานี้ดีและจะต้องปกป้องคนไทยไม่ให้ถูกโกงเศรษฐกิจของประเทศชาติต้องมั่นคง คนไทยต้องรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมี 3 สถาบันหลักของชาติเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้แก่คนไทยทั้งชาติ ผมไม่ใช่คนยิ่งใหญ่​อะไร ผมเป็นเพียงคนไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่รักชาติรักแผ่นดิน​ วันนี้​ถึงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องมาร่วมช่วยกันแก้ปัญหา​นี้

กลเกม “ชาลีเครือ” สร้างพรรคป่ารอยต่อฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลเกม “ชาลีเครือ” สร้างพรรคป่ารอยต่อฯ

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 09:39 น.
มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ,บิ๊กป้อม,บิ๊กป้อม พลอประว,บิ๊กป้อม ประวิตร,พลเอกประวิตร วงษ์สุว,สุชน ชาลีเครือ,พรรครักษ์ผืนป่า,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,979 ครั้ง

อีกความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่จัดตั้งพรรคที่สนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯ อีกสมัย โดยการสนธิกำลังของ “ดำรงค์” กับ “สุชน” ในภารกิจพรรครักษ์ผืนป่าฯ

000 ความบาดหมางในกลุ่มนักการเมือง “ค่ายชินวัตร” นับวันยิ่งเห็นร่องรอยการแตกแยก อันเนื่องมาจากยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ของคนแดนไกล ทำให้การจัดสรรผู้สมัคร ส.ส.เขตในพื้นที่อีสานของพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ ตกอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ

000 เคลื่อนไหวแบบเงียบๆ แต่มี “ตัวละคร” น่าระทึกใจยิ่ง ปลายปีที่แล้ว “ดำรงค์ พิเดช” อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย” และชูสโลแกนพรรค “เพิ่มป่าลดสารเคมี สู้ภาวะโลกร้อน” ซึ่งรองหัวหน้าพรรคคนใหม่คือ “ปาริชาติ ชาลีเครือ” อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทยอย่างเงียบๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว

000 คนชัยภูมิก็อดแปลกใจไม่ได้ ทำไม “ปาริชาติ” ผู้แทนฯ 2 สมัย และเคยเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงเมืองเจ้าพ่อพระยาแลอย่างแข็งขัน จึงทิ้งพรรคเดิม หลายคนเชื่อว่า เบื้องหลังการตัดสินใจของปาริชาติ หนีไม่พ้นพี่ชาย “สุชน ชาลีเครือ” เพลย์เมกเกอร์การเมืองไทยคนหนึ่ง

ปาริชาติ ชาลีเครือ รองหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย

000 ถ้ายังจำกันได้ “สุชน” ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สปท. ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ เนื่องจากสุชนนั้น เป็นคนวงในของตระกูล “ชินวัตร” จนได้ฉายา “สุชิน” ในยุคหนึ่ง เมื่อปลายปี 2560 สุชนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิก สปท. พร้อมกับข่าวลือว่า จะมีการจัดตั้งพรรคการเมือง สนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯ อีกสมัย

000 เมื่อ 11 มกราคม ที่ผ่านมา “สุชน ชาลีเครือ” อดีตประธานวุฒิสภา และผู้นำครอบครัว “ชาลีเครือ” ได้เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสนับสนุนการศึกษาแด่พระภิกษุสงฆ์ และสามเณรเข้าเรียนฟรีกับเจ้าคณะจังหวัด ณ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ โดยมีแขกวีไอพีมาร่วมทำบุญมากหน้าหลายตา อาทิ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” น้องชาย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย

สุชน ชาลีเครือ พา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปทำบุญที่ชัยภูมิ

000 นักข่าวสายทหารทราบดี “ดำรงค์” หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าฯ นั้นเป็นที่ปรึกษา “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “มูลนิธิป่ารอยต่อฯ” ที่มี “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ฉะนั้น การสนธิกำลังกันของ “ดำรงค์” กับ “สุชน” ในภารกิจพรรครักษ์ผืนป่าฯ ย่อมมีเสียงนินทากาเลมาจากสภากาแฟว่า สุชนได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สุวิทย์” และอยู่เบื้องหลังพรรครักษ์ผืนป่าฯ หรือ “พรรคป่ารอยต่อฯ” อย่างมิต้องกังขา

000 พรรคเพื่อไทยเมืองลับแล เปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต จากเดิมที่ “ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่ประกาศจองพื้นที่เขต 1 กลับมาเป็น “กนก ลิ้มตระกูล” อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ส่วนทนุศักดิ์ขึ้นเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถม “กฤษณา สีหลักษณ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่สวมเสื้อไทยรักษาชาติ ก็จะมาช่วยหาเสียงให้กนก เพราะหวั่นแพ้พรรคพลังประชารัฐที่ส่ง “พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล” สายตรงพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ลงสนาม

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย

000 ปี 2554 เพื่อไทยกวาดทัั้ง 3 เขตคือ กนก ลิ้มตระกูล, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แต่ปี 2562 อุตรดิตถ์ลดเหลือ 2 เขต “ทนุศักดิ์” จำต้องไปช่วย “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ“ ที่เขต 2 เนื่องจากเจอคู่แข่งสายแข็ง “วารุจ ศิริวัฒน์” จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้คนกันเอง “ปัณณวัฒน์ นาคมูล” ประธาน นปช.เมืองลับแล เป็นกุนซือ

กนก ลิ้มตระกูล

000 วีรบุรุษนาแกกลับบ้าน เมื่อ 22 มกราคม 2562 “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครพนม ที่บริเวณด้านหน้าตลาดอินโดจีน อ.เมืองนครพนม พร้อม “นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์” รองหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส.นครพนม เมื่อมาเยือนบ้านเก่า อดีตสารวัตรใหญ่โรงพักนาแก ย่อมต้องฟื้นความหลังสมัยปราบคอมมิวนิสต์ และวีรกรรมจับโจรปล้นแบงก์ที่มุกดาหาร

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กับ นพ.ประสงค์

000 พูดถึง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กับพรรคเสรีรวมไทย นับวันจะกลายเป็น “พรรคในดวงใจคนเสื้อแดง” เพราะการปราศรัยวิพากษ์ คสช.อย่างเผ็ดร้อน คาดหมายว่าจะเก็บเกี่ยวคะแนนจากฐานเก่าของเพื่อไทยไปไม่ใช่น้อย

ยุทธการสะแกกรัง “ไทยเศรษฐ์” ถล่ม “เทศฯแป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธการสะแกกรัง “ไทยเศรษฐ์” ถล่ม “เทศฯแป๊ะ”

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 08:19 น.
ชาดา ไทยเศรษฐ์,พอพล เริงประเสริฐวิทย์,อุทัยธานี,การเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง,พรรคชาติไทย
เปิดอ่าน 3,842 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

อุทัยธานี นับแต่สิ้นยุค “เสธ.พล” พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ คนหิ้วกระเป๋าของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา อดีต ผบ.ทบ. การเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง ก็เป็นเรื่องคนในอุทัยฯ 5-6 ตระกูล อาทิ ทุ่งทอง, นุ้ยปรี, มงคลศิริ, เหลืองบริบูรณ์, โต๋วสัจจา และไทยเศรษฐ์

“ชาดา ไทยเศรษฐ์” เปิดฉากเล่นการเมืองท้องถิ่น หลัง “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยเสียชีวิต ชาดาร่วมมือกับตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” นำทีมลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี ในปี 2539 เมื่อกลุ่มคุณธรรมชนะเลือกตั้ง ชาดาจึงเป็นนายกเทศมนตรี

หลังชาดาก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เป็น ส.ส.สมัยแรกในนามพรรคชาติไทย ปี 2550 “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” น้องสาวของชาดา ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

ปีนี้ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา ไปเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงได้นำหลานชาย “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” มาลงสมัคร ส.ส.เขต 1 อุทัยธานี ส่วนตัวชาดาเองก็ยังลงสมัครที่เขต 2 เหมือนเดิม

“ชาร์ท เจเศรษฐ์” เป็นลูกชายของมนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยฯ ชาร์ทได้ช่วยงานมารดาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีมาหลายปีแล้ว ซึ่งการเติบโตมาในครอบครัว “ไทยเศรษฐ์” เห็นลุง เห็นแม่ ทำงานการเมืองมาตั้งแต่เด็ก จึงเกิดความชอบและใฝ่ฝันจะพาตัวเองไปยืนในจุดเดียวกันนั่นเอง

ทุกวันนี้ ชาดาจึงทุ่มเทหาเสียงในเขต 1 มากกว่าเขต 2 เพราะรู้ดีว่า หลานชายยังมือใหม่ แม้จะมีมารดาเป็นพี่เลี้ยงก็เกรงจะเพลี่ยงพล้ำ เหมือนกรณีของอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ สมัยที่แล้ว

สไตล์ขาลุย ชาดา นักการเมืองมุสลิมปาทาน ไม่เคยเกี่ยงงานชาวบ้าน อย่างช่วงเช้าแต่งชุดแดงไปร่วมขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่เมืองอุทัยธานี ตกค่ำใส่สูทไปงานแต่งงาน ต่อด้วยนุ่งยีนไปงานเลี้ยงฉลองงานอุปสมบท เป็นเรื่องปกติ

ด้านอดีต ส.ส.เขต 1 สมัยที่แล้ว “แป๊ะ” หรือ “กุลเดช พัวพัฒนกุล” เป็นคนเชื้อสายจีนในตลาดอุทัยฯ ครอบครัวของกุลเดช ก็เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยฯ และวันหนึ่ง กุลเดชได้เป็นรองนายกเทศมนตรี ฝ่ายการศึกษา จึงมีฉายาที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “เทศฯ แป๊ะ”

เลือกตัั้ง 2550 “เทศฯ แป๊ะ” ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาราช ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา มีเลือกตั้งซ่อมก็ลงสมัครอีก หนนี้แพ้ยับเยิน

เลือกตั้ง 2554  กุลเดชย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่า กระแสพรรคมาดีเกินคาด กุลเดชเอาชนะอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย พรรคชาติไทยพัฒนา เกือบหมื่นคะแนน

ที่น่าสนใจ คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อในอุทัยธานี พบว่า พรรค ปชป.มาอันดับหนึ่ง ได้ 7 หมื่นกว่าคะแนน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาของชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้แค่ 2 หมื่นกว่าคะแนน

กุลเดชอาศัยความเป็นทนายปากกล้า อาสารับใช้ชาวบ้านทุกเรื่อง ใครมีเรื่องเดือดร้อนใจอะไร โทรศัพท์หาได้ทันที ฉายา “เทศฯ แป๊ะ” จึงอยู่ในใจชาวตลาดอุทัยฯ และชาวแพลุ่มน้ำสะแกกรัง

แม้จะต้องแข่งขันกับหลานชายของชาดา “เทศฯ แป๊ะ” คนจริงก็ไม่หวั่น เพราะตัวเขาสังกัด “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย”

คดีจบ ‘นาฬิกาหรู’ ไม่เคลียร์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360026?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดีจบ ‘นาฬิกาหรู’ ไม่เคลียร์?

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 08:00 น.
กระดานความคิด,นาฬิกาหรู,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ
เปิดอ่าน 886 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น 

เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกเอกสารแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำวินิจฉัย คดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  และในเอกสารแถลงข่าวดังกล่าวยังมีการทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง คดีรถโฟล์กสวาเกน ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม กับคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร อีกด้วย เหตุเพราะว่าหลังจากที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้วิินิจฉัยคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ได้มีการวิจารณ์กัน โดยนำคดีนี้ไปเทียบเคียงกับคดีรถโฟล์กสวาเกนของนายสุพจน์ ว่าทั้งสองคดีเป็นคดียืมทรัพย์สินจากเพื่อนเหมือนกัน ทำไมคดีหนึ่งป.ป.ช. วินิจฉัยว่าผิดแต่อีกคดีกลับวินิจฉัยว่าไม่ผิด

และหลังจากที่ได้อ่านตารางการเทียบเคียงคดีรถโฟล์กกับคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ที่สำนักงานป.ป.ช.จัดทำขึ้น ซึ่งแบ่งประเด็นเทียบเคียงออกเป็น 5 ประเด็น คือ 1.พฤติการณ์การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เป็นเหตุให้ต้องวินิจฉัย 2.พฤติการณ์การครอบครองและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน 3.หลักกฎหมายที่ปรับใช้แก่คดี  4.บทสันนิษฐานการเป็นเจ้าของ และ 5.ข้อวินิจฉัยแล้ว (ต้องบอกตรงๆ โดยไม่เหนียมอายว่า) การชี้แจงอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลที่ป.ป.ช.ยุติการสอบสวนและตีตกคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ฟังขึ้น

ซึ่งคดีรถโฟล์กของนายสุพจน์ และคดีนาฬิกาหรูของพล.อ. ประวิตร นั้น เมื่อดูจากตารางเทียบเคียบของทั้ง 2 คดีที่ สำนักงานป.ป.ช.จัดทำขึ้น  แล้วเรานำมาสกัดเองอย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ก็จะพบว่ามี “ความเหมือน” และ “ความต่าง” ดังนี้

เริ่มที่ “ความเหมือน” ของทั้ง 2 คดีกันก่อน โดยข้อเหมือนของคดีรถโฟล์กนายสุพจน์  และคดีนาฬิกาหรูของพล.อ. ประวิตร มีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ คือ
ข้อ 1.ข้อหาเหมือนกัน คือทั้งคู่โดนกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
ข้อ 2.ต่อสู้ว่าได้ทรัพย์สินมาจากการยืมเพื่อน

ส่วน “ความต่าง” มีด้วยกันหลายข้อ
ข้อ 1.นายสุพจน์ โดนหลายคดี โดยคดีหลักคือคดีร่ำรวยผิดปกติ  ส่วนคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินเป็นเพียงคดีรอง เมื่อนายสุพจน์ โดนป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติในคดีหลัก ก็ย่อมโดนชี้มูลว่ามีความผิดฐานปกปิดบััญชีทรัพย์สินในคดีรองไปด้วย

ส่วนพล.อ.ประวิตร โดนแค่การกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพียงคดีเดียว และคดีอยู่ในชั้นที่ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ก่อนที่จะถูกตีตก

ข้อ 2.ทรัพย์สินที่นายสุพจน์ ถูกกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สินนั้น ไม่ได้มีแค่รถโฟล์กเท่านั้น แต่ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ ทั้งเงินสด เงินฝาก ทองคำ  ดังนั้นการที่นายสุพจน์ โดนป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เกิดจากกรณีรถโฟล์กอย่างเดียว  แต่เกิดจากการปกปิดทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วน พล.อ.ประวิตร มีแต่เรื่องนาฬิกาหรู

ข้อ 3.มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านของนายสุพจน์   แต่นาฬิกาหรูมีเพียงแต่ภาพถ่ายนาฬิกาหรูที่ถ่ายภาพได้ขณะ พล.อ.ประวิตร สวมใส่ที่ข้อมือ ไม่ได้มีการยึดนาฬิกาหรูได้ที่บ้านของพล.อ.ประวิตร และมีการคืนนาฬิกาหรูให้เพื่อนไปแล้ว

กรณีของนายสุพจน์ หากมีแต่เพียงภาพถ่ายขณะที่นายสุพจน์ขับรถโฟล์ก โดยที่รถโฟล์กไม่ได้อยู่ในบ้านนายสุพจน์และไม่ได้มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านนายสุพจน์ ข้อต่อสู้ของนายสุพจน์ที่ว่ารถโฟล์กเป็นของเพื่อนที่ยืมมาก็อาจฟังขึ้นเหมือนกับกรณี พล.อ.ประวิตร

ข้อ 4.คณะทำงานของป.ป.ช.ได้ไปตรวจพบนาฬิกาหรูจำนวนมากที่บ้านของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์  ซึ่งเป็นเพื่อนของพล.อ. ประวิตร และพล.อ.ประวิตร อ้างว่ายืมนาฬิกาหรูมาจากนายปัฐวาท  และพบนาฬิกาที่ตรงกับภาพถ่ายที่เป็นข่าวจำนวน 20 เรือน และพบเอกสารใบรับประกันนาฬิกาที่บ้านของนายปัฐวาท
ส่วนกรณีของนายสุพจน์ไม่ได้มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านของคนที่นายสุพจน์ อ้างว่ายืมมา แต่กลับยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านนายสุพจน์

ข้อ 5.พยานบุคคลในคดีที่กล่าวหานายสุพจน์ให้การเป็นโทษต่อนายสุพจน์ โดยมีนายเอนก  ให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.ว่า เป็นคนซื้อรถโฟล์กคันดังกล่าวให้ภรรยานายสุพจน์  คำให้การของพยานปากนี้จึงมัดนายสุพจน์ เพราะถูกมองว่าซื้อให้ภรรยานายสุพจน์ก็เหมือนซื้อรถให้นายสุพจน์ เพื่อตอบแทนเชื่อมกับผลประโยชน์ของนายสุพจน์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

ในขณะที่พยานในคดีที่กล่าวหาพล.อ.ประวิตร ให้การเป็นคุณแก่พล.อ.ประวิตร โดยมีพยานบุคคลให้ถ้อยคำว่านายปัฐวาท เป็นคนชอบสะสมนาฬิกาและเป็นเพื่อนสนิทกับพล.อ.ประวิตร จึงมักให้พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกาไปสวมใส่เป็นประจำ อีกทั้งไม่มีพยานบุคคลแม้แต่คนเดียวให้การต่อป.ป.ช.ว่านาฬิกาหรูตามภาพถ่ายเป็นของพล.อ.ประวิตร

และคดีที่กล่าวหาพล.อ.ประวิตร เป็นคดีอาญา เมื่อพยานหลักฐานไม่ชัดเจนตามข้อกฎหมายก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหา

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของคดีซึ่งก็ต้องบอกว่า พล.อ.ประวิตร “เคลียร์”   แต่เป็นการ “เคลียร์” ตามพยานหลักฐานของคดีและข้อกฎหมายเท่านั้น

ส่วนในเรื่องของสังคมอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะได้มีข้อสรุปต่อประเด็นพล.อ.ประวิตร  ในเรื่องนาฬิกาหรูไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะพยายามอธิบายในรายละเอียดของคดีในเรื่องของพยานหลักฐานและข้อกฎหมายก็ตาม

วิบากกรรม”หมอเสริฐ”รวยแล้วต้องไม่โกง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรม”หมอเสริฐ”รวยแล้วต้องไม่โกง!

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 07:36 น.
นพปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ,กลต,ตลาดหลักทรัพย์,ปั่นหุ้น
เปิดอ่าน 13,645 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน   โดย… ฅนไท  ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้ถูกจัดอันดับมหาเศรษฐีหุ้นอันดับหนึ่งหลายปีซ้อน รวมทั้งปี 2561 ที่ผ่านมาด้วยการถือครองหุ้น มูลค่า 77,128 ล้านบาท ซึ่งได้ฉลองชัยแชมป์หุ้นไปหมาดๆ

แต่รับศักราชใหม่ 2562 มหาเศรษฐีหุ้นอย่างปราเสริฐ ปราสาททองโอสถและพวก ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันสร้างราคา (ปั่นหุ้น) ของบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BA ที่รู้จักกันในนามบางกอกแอร์เวย์ พร้อมเรียกให้ชำระค่าปรับในการสร้างราคาครั้งนี้ 499.45 ล้านบาท ด้วยพฤติกรรมที่ร่วมกันกับ ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ บุตรสาว และ นฤมล ใจหนักแน่น (เลขาหมอเสริฐ) ในการสร้างราคาหุ้น BA ระหว่างวันที่ 12 พ.ย.2558-12 ม.ค.2559 ที่ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 4.6 บาท จาก 20.40 บาท ขึ้นมายืนที่ 25 บาท (ราคา IPO กระจายให้กับประชาชนทั่วไปในครั้งนำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

อาณาจักรของหมอเสริฐ ยังถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ค่ายา และเวชภัณฑ์ เป็นสินค้าที่ต้องประกาศราคาควบคุม ธุรกิจใหญ่ของตระกูลปราสาททองโอสถ คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือชื่อในบริษัทจดทะเบียนคือ บจม. ดุสิตเวชการ (BDMS) ที่ถือครองหุ้นโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยกว่า 40 แห่ง และยังมีบริษัทผลิตยาและเวชภัณฑ์ ที่เป็นธุรกิจครบวงจร ในอาณาจักร ปราสาททองโอสถ ที่กระทบกระเทือนมากกว่ากลุ่มอื่นเพราะ “ยักษ์ถูกล้มย่อมเสียงดัง”

นอกจาก 2 ประเด็นนี้ที่ธุรกิจของหมอเสริฐ ต้องเผชิญในศักราชใหม่แล้ว ก่อนหน้านี้ ถูกกระทบกระเทือนในเรื่อง ที่ดินสนามบินเกาะสมุย ที่ ป.ป.ช. ได้มีการชี้มูลว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบ ตั้งแต่ปี 2555 และมีคำวินิจฉัยไล่ออกข้าราชการกรมที่ดินมาแล้ว 4 คน แต่จนถึงบัดนี้ กรมที่ดินยังเพิกเฉยในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกให้กับบริษัทการบินกรุงเทพโดยมิชอบ อ้างว่าสนามบินเกาะสมุยทำการบินตลอดเวลา ไม่สามารถไปทำการรังวัดตรวจสอบเขตที่ดินที่จะเพิกถอนได้

ข้ออ้างอันฟังไม่ขึ้นของกรมที่ดิน ทำให้อำนาจรัฐกลายเป็นอำนาจรัฐที่ “ล้มเหลว” ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคระหว่างคนรวยกับคนจน และกรมที่ดินยังมีหน้า “เพิกเฉย” ต่อไป ที่ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง “อิ่มหมีพีมัน” กับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบใน 7 ปีที่ผ่านมาหลังคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. เป็นต้นมา

โครงการสนามบินพังงา ที่บริษัทการบินกรุงเทพ พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก็ถูกระงับจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นโครงการที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ป่าสงวน ในจังหวัดพังงา จนมีการตรวจสอบกันครึกโครมเมื่อปี 2560

ไม่มีใครอิจฉา นักธุรกิจที่ทำธุรกิจร่ำรวยจนเป็นมหาเศรษฐี หากการทำธุรกิจนั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ไม่เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติและประชาชน แต่หากการร่ำรวยนั้นมาจากการเอารัดเอาเปรียบประชาชน การฉ้อฉลประเทศชาติโดยส่วนรวม ก็จะกลายเป็นความร่ำรวยที่ “น่ารังเกียจ” และต่อให้รวยล้นฟ้าก็ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้เมื่อถึงเวลาที่กลายเป็น “ร่างไร้วิญญาณ”

“เลื่อนเลือกตั้ง-หลุมดำการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359891?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เลื่อนเลือกตั้ง-หลุมดำการเมือง”

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 10:31 น.
เลื่อนเลือกตั้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

โดย… ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น 

สิ่งที่แน่นอน คือ ความไม่แน่นอน กับปรากฏการณ์ที่คอการเมืองเฝ้าจับตา สิ่งที่แน่นอน คือ “การเลือกตั้ง” ต้องเกิดขึ้นในปี 2562 ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดไว้

ตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ยืนยันว่า การเลือกตั้งต้องเกิดแน่นอน ภายใน 150 วัน นับจากวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) มีผลบังคับใช้ คือ ก่อน 9 พฤษภาคมนี้

แต่สิ่งที่ไม่แน่นอน คือ ห้วงเวลาที่รอคอยนั้น จะเกิดขึ้น ณ วันที่ใด เดือนไหน แม้จะประกาศไปยกแรก ว่า 24 กุมภาพันธ์ ปีนี้ แต่มีโจทย์อีกอย่าง ที่กำลังรอว่าจะเปลี่ยนเป็น 24 มีนาคม หรือไม่ แล้วอะไรคือ ปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนนั้น

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา เพื่อกะเทาะโจทย์ที่ทำให้ วันเลือกตั้งไม่แน่นอน ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 62 ? ศาสตร์และศิลป์ของการเลือกตั้งและอภินิหารทางการเมือง” ผ่านมุมมองของนักวิชาการที่จับตามองสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งมองในทิศทางเดียวกันว่า หากวันเลือกตั้งจะเลื่อน เพราะสิ่งที่เกิดตามกฎหมาย และหากการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นเลย ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิด คือ ใช้อำนาจ หัวหน้า คสช.​ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)​ พ.ศ.2557 ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรองรับการใช้อำนาจนั้น

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ในมุมทางประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง หลังจาก “รัฐประหาร” ว่า ไม่เคยมีคณะรัฐประหารชุดใด ประสบความสำเร็จหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่สามารถควบคุมประชาชนที่ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงอาจเป็นอีกสาเหตุที่ “คสช.” ต้องการเลื่อนเลือกตั้ง

“วันที่ 24 มีนาคม ที่คาดว่าจะเป็นวันเลือกตั้งใหม่ หากจริง ยังถือว่าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะเกิดจริงหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง หากภายในสัปดาห์นี้ยังไม่เห็น ถือว่าน่ากลัว และหากวันเลือกตั้งเลื่อนจาก 24 มีนาคมจริง เชื่อว่าวันเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอีกยาว”

เมื่อวันเลือกตั้งต้องเลื่อนยาวจริง สิ่งที่สังคมการเมืองซุบซิบกันคือ เลื่อนไปจนเกินกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้เลือกตั้งภายใน 150 วันหลัง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.บังคับใช้ หรือมีเส้นตายวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่ง “อ.ประจักษ์” ​ชี้ว่า ถือเป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยอภินิหารของกฎหมายและการเมือง อย่างมาตรา 44 บวกกับกลไกทางการเมืองและอื่นๆ อาจทำให้เป็นจริงได้

และหากเป็นจริงตามมุมมอง สิ่งที่น่ากลัวตามคำสะท้อนของ “นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” คือจะเกิดหลุมดำทางการเมือง รัฐธรรมนูญไร้ความหมาย และกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า จะใช้หลักการอะไรเพื่อรองรับการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะไม่มีกติกาใดๆ มารองรับว่า จะเลือกตั้งภายในกรอบเวลาเท่าใด มีหลักเกณฑ์อะไร หากใช้มาตรา 44 กับการเลือกตั้ง เท่ากับว่า เกิดภาวะความไร้นิติรัฐ และภาพการเมืองหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะทุกฝ่ายตั้งใจให้การเลือกตั้งเป็นทางออกจากความบอบช้ำที่เกิดเพราะความขัดแย้งรุนแรงในอดีต

ทางด้าน “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า” มองเช่นเดียวกันว่า โจทย์เลื่อนเลือกตั้งจากที่คาดการณ์ว่าจะเกิดในวันที่ 24 มีนาคม ย่อมเกิดขึ้นได้ แม้จะใช้การออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ​ เพราะอาจใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร และอาจไม่เกิดการเลือกตั้งภายในปี 2562 แต่สิ่งที่กรอบของมาตรา 44 จะทำให้ได้เร็วกว่านั้นคือ งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

นอกจากสิ่งที่คาดการณ์ว่า “วันเลือกตั้ง” จะเลื่อนแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เกิดกลไกนั้นได้ “อ.สติธร” ยังชี้ว่าอยู่ที่ “ค่ายกลทางการเมือง” ซึ่งซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว

“การออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่ว่าสมัยไหน หรือประเทศไหน ย่อมออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ในประเทศไทยตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ตามกระแสโลกยังต้องการเลือกตั้งแบบเขต เพื่อตอบโจทย์เชิงพื้นที่ ได้ตัวแทนประชาชนทำงานในสภา และมีเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อตอบโจทย์สังคมพหุนิยม ได้ตัวแทนจากคนที่หลากหลาย นอกจากนั้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญยุคนั้นที่ต้องการแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ จึงต้องการได้รัฐบาลผสม เพื่อให้เกิดการต่อรองอำนาจ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 ขั้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ได้พรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะอีกพรรคที่คาดหวังให้สลับบทบาท กลายเป็นผู้แพ้”

ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ออกแบบให้การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ผู้สมัครพรรคเดียวได้ต่างหมายเลขเมื่ออยู่ต่างเขต จุดเน้นของผู้ร่างฯ คือ ต้องการให้การเลือกตั้งและการออกไปลงคะแนนเสียงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล และลดทอนกระแสพรรคการเมือง

แต่การสร้างอภินิหารรูปแบบนี้ “อ.สติธร” ชี้ว่า คือ การสร้างอภินิหารบนศาสตร์และศิลป์ที่ไม่ครบถ้วน เพราะขาดการสร้างกระบวนการเรียนรู้

“เพราะติดมายาคติของผู้ร่างฯ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าการออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้โดยอัตโนมัติ หรือเปลี่ยนได้ทันที โดยหลักวิชาการมองว่าพฤติกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเริ่มจากสร้างแนวคิด ทัศนคติ และวิธีคิดของประชาชนต่อมุมมองทางการเมือง ผ่านกระบวนการเรียนรู้”

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ถึงโอกาสเลื่อนเลือกตั้ง จากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปเป็นวันที่ 24 มีนาคม จะเกิดขึ้นได้ หากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดวันเลือกตั้ง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกินเดือนมกราคมนี้ และโอกาสที่จะเลื่อนออกไป ที่หลายฝ่ายมองว่า ไปเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม หรือเกิน 150 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมมีความเป็นไปได้

“เพราะอภินิหารของ มาตรา 44 ที่เป็นยาแก้ปวดทางการเมือง แต่การใช้อำนาจนี้ อาจถูกตั้งคำถาม เพราะศักดิ์ของมาตรา 44 อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ แต่หากไม่ใช้มาตรานี้ มีอีกทางคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้บทว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ใช้เสียง ส.ว. จำนวน 1 ใน 3 สนับสนุน แต่ในยุคที่รัฐสภามีเพียงสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีผู้ควบคุม หากจะใช้ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”​

แม้โอกาส “เลื่อนเลือกตั้ง” มีขึ้นได้ตามมุมมองของ“รศ.ดร.สิริพรรณ” แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนการเตรียมการเลือกตั้ง โดย “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” เริ่มเดินหน้าผ่านการออกระเบียบว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้ง

ซึ่งระเบียบที่ กกต.วางไว้เพื่อกำกับการหาเสียงเลือกตั้ง “นักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ชี้ว่ามีหลายประเด็นที่ทำให้ศิลปะของการหาเสียงเปลี่ยนไป และดูเหมือนเป็นความพยายามลดโอกาสเข้าถึงประชาชนฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

“หากไม่นับว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ถูกอำนาจรัฐใช้ช่องทางตามกฎหมายดำเนินคดีกับผู้บริหารของพรรคการเมืองแล้ว ในระเบียบของ กกต. ยังออกระเบียบที่เหมือนเป็นข้อจำกัด ทั้งกรณีให้ลงทะเบียนผู้ช่วยหาเสียง จำกัดเพียง 20 คนต่อผู้สมัครหนึ่งคน, ลงทะเบียนรถหาเสียง, จำกัดการแนะนำตัวผ่านบัตรแนะนำตัวผู้สมัคร, ติดป้ายหาเสียงที่ต้องอยู่ในกรอบจำกัด ถือว่าเป็นการลดโอกาสที่ประชาชนจะรู้จักผู้สมัคร ส.ส. และทำลายความสวยงามศาสตร์และศิลป์ของการจัดการเลือกตั้ง”

และภายใต้ข้อจำกัดที่ “นักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” มอง กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนมุมมองว่า กติกาที่กำหนดใหม่ ทำให้ “ใคร” ได้เปรียบหรือเสียเปรียบต่อการเลือกตั้งรอบนี้หรือไม่

“กติกาใหม่ คนที่ได้เปรียบคือ พรรคที่มีเจ้าของพื้นที่ มีฐานเสียง และพรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบ เพราะประชาชนรู้จัก ขณะที่พรรคเกิดใหม่เสียเปรียบ เพราะลดโอกาสประชาชนได้รู้จักกับผู้สมัคร และพรรคที่จัดตั้งใหม่ แต่กรณีนี้อาจใช้ไม่ได้กับบางพรรคที่เกิดใหม่ ที่ใช้ชื่อพรรคสอดคล้องกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาล และได้เปรียบเมื่อนโยบายประชารัฐถูกประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน”

กับประเด็น “การเลือกตั้ง”​ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยน สิ่งที่ “อ.สิริพรรณ” มองว่าสิ่งที่ตอบโจทย์ได้คือ เคารพเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเลือกให้พรรคไหนชนะเลือกตั้ง ต้องได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่หากกลไกดังกล่าวถูกบิดพลิ้ว อาจกลายเป็นภาพสยองขวัญทางการเมืองได้

“นอมินีภาคสอง..การคอนโทรลจากเเดนไกลจะสัมฤทธิ์?”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นอมินีภาคสอง..การคอนโทรลจากเเดนไกลจะสัมฤทธิ์?”

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 08:59 น.
นอมินี,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,ชินวัตร,จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ดรวีรพงษ์ รามางกูร,จาตุรนต์ ฉายแสง,สมัคร สุนทรเวช
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“คนที่ฆ่าเราอยู่ตอนนี้ไม่ใช่นักการเมืองแต่คือเผด็จการที่ปลอมตัวมาเป็นนักประชาธิปไตย คนพวกนี้หัวใจไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เป็นเผด็จการ และมาหลอกคนประชาธิปไตยในช่วงการเลือกตั้ง จะทำลายประชาธิปไตยไทยในระยะยาว จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่มีโครงการอะไร แต่พอใกล้ช่วงเลือกตั้งกลับมีโครงการขึ้นมามากมาย

ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงแพ้ไม่ได้ และต้องได้ส.ส.375 คนจาก 500 คน เนื่องจากรัฐบาลได้แต่งตั้ง ส.ว.250 คนที่มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกไว้ด้วย จึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันออกไปเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่เพียงช่วยเราหรือช่วยพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการช่วยระบบประชาธิปไตยให้ไปรอด…”

บางท่อนบางตอนซึ่ง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรมว.คมนาคมและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวไว้กับมวลชนภาคอีสานไม่เมื่อกี่วันที่ผ่านมา

นับว่าลีลาไม่เบาทีเดียวสำหรับการตระเวนหาเเต้มของเจ้าของฉายา “รมต.ที่เเกร่งที่สุดในปฐพี” เกมนี้ ”ทริป” ค่อยๆเเพร่รัศมีการขึ้นเป็นหนึ่งในสามเเคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย

เเม้ยามนี้พรรคจะออกมาดับข่าวความขัดเเย้งระหว่างเจ๊หน่อยเเละชัชชาติ ไม่ให้ลามทุ่ง เเถมย้ำการทำงานในระบบทีมเวิร์กเเละป้องกันกระเเสข่าวการชี้นิ้วเลือกว่าที่นายกฯจาก “คนเเดนไกลเเละน้องปู” ว่าไม่มีส่วนยุ่งเกี่ยวใดๆ ในเรื่องนี้

เห็นง่ายๆ การที่น้องปูออกมาเเจ้งสังคมบนโลกออนไลน์ว่า “…ดิฉันขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องกิจการของพรรคที่ต้องไปคัดสรรผู้เหมาะสมกันเอง และปัจจุบันดิฉันก็มีงานอื่นที่ต้องทำ และรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสิ่งที่ดิฉันได้รับในอดีตที่ผ่านมา ก็ถูกกระทำเจ็บช้ำมากพอแล้วค่ะ”

ความท่อนหนึ่งที่น้องปูโพสต์ไว้เมื่อไม่นานมานี้ นัยว่าการออกตัวเเบบนี้ของน้องปูนั้นดำเนินไปเพื่อมิให้กกต.ใช้อำนาจฟันเพื่อไทยในฐาน “คนนอกควบคุมพรรคหรือชี้นำพรรค” เเต่บนรหัสที่คนการเมืองย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่เเทงหวยล่วงหน้ากันเเล้วว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตามหลายเเต้มในช็อตนี้”
ขณะที่พรรคน้องอย่างไทยรักษาชาติ มีการข่าวลอยลมว่า ทษช.ทาบทาม “ดร.วีรพงษ์ รามางกูร” อดีตรองนายกฯ เเละกูรูเศรษฐกิจที่เเนบเเน่นนายใหญ่เข้ามาอยู่ในบัญชีนายกฯ คู่กับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

ลุงโกร่งใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เพราะหลากจังหวะที่ช่วยงานเพื่อไทยเเละชินวัตรทั้งในทางตรงเเละอ้อมนั้น สังคมการเมืองรับรู้กันทั่ว…

ตรงนี้เท่ากับว่านอมินีภาคสองของพรรคในการคุมจากนายใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากยุคสมัคร สุนทรเวช เเห่งพลังประชาชนเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เป็นนอมินียุคเเรกของนายใหญ่

เเต่คราวนี้นอมินีภาคสองนั้นน่าจะไม่พยศเต็มสูบเหมือนอดีตนายกฯ ผู้วายชนม์ เพราะยามนั้นมีกระเเสลือว่าเจ้าเเม่เเห่งจันทร์ส่องหล้ามิพอใจ “สมัคร” เท่าใดนัก เพราะไม่ว่าจะขอให้กระทำการใดๆ “สมัคร” มิคล้อยตามเท่าที่ควร

คนการเมืองอ่านรหัสเกมนี้ในขั้นต้นว่า ชัชชาติในฐานะเต็งหนึ่งเเละเจ๊หน่อยที่ร่วงมาเต็งสองน่าจะง่ายที่สุดในการทำงานตามเเนวทางของพรรคเเละเเนวคิดของ “ชินวัตร” ส่วนลุงโกร่งเเละเดอะอ๋อยนั้น เเว่วว่าหากเลือกสองคนหลัง..คนในวงศ์วานชินวัตรน่าจะเหนื่อยนิดกับที่สองคนหลังอาจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามการประสานงานทุกข้อ

ต้องตามกันยาวๆ เพราะอีกหลายวันกว่าจะหย่อนบัตร เเละเมื่อใกล้โค้งสุดท้ายเเล้วนั้น นอมินีภาคสองจะค่อยๆ ฉายเเววว่าใครจะเข้าวินเเละเข้าตาเจ้าของพรรคตัวจริง