อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน “ดุสิต 99”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน “ดุสิต 99”

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 00:00 น.
อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน "ดุสิต 99"
เปิดอ่าน 54,279 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

5 มกราคม 2562 จะเป็นวันสุดท้ายของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดให้บริการมานานกว่า 48 ปี จะมีการปิดปรับปรุงเพื่อสร้างเป็นดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบประสมขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 23 ไร่

เดิมทีโรงแรมดุสิตธานี เป็นบ้านศาลาแดง ของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ได้ดำเนินการขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาวที่หรูหราที่มีความสูง 23 ชั้น แห่งแรกในกรุงเทพฯ

“ท่านผู้หญิงชนัตถ์” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นบุคคลเกียรติยศผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและโรงแรมโลก

อีกบทบาทหนึ่งของท่านผู้หญิงชนัตถ์คือการเป็นนักการเมืองหญิงที่มีบารมีคนหนึ่งในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 “สมัชชาแห่งชาติ” ได้รับการแต่งตั้งตามพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนในการวางรากฐานการปกครองแผ่นดิน โดยสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน ประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คน

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีที่มาที่หลากหลายทั้งอาชีพและการศึกษา และมีนักการเมืองในสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ถึงกระนั้นก็มีการรวมตัวในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ต่างมีสถานะทางชนชั้นที่ชัดเจน

ที่น่าจับตาเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วคือ “กลุ่มดุสิต 99” ประกอบด้วย ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการชั้นพิเศษ นักวิชาการ นายธนาคารและนักธุรกิจ

เหตุที่ชื่อ “ดุสิต 99” เพราะใช้สถานที่โรงแรมดุสิตธานีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เป็นที่นัดพบปะพูดคุย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2517

อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้บันทึกเรื่องราวของกลุ่มดุสิต 99 ไว้หนังสือ “ชีวิตที่เลือกได้” ตอนหนึ่งว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ชุดนั้นมี 299 คน มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่ม 99 ประกอบด้วยข้าราชการและนักธุรกิจคนสำคัญ มีการประชุมกันที่โรงแรมดุสิตธานี จึงมีชื่อเรียกว่ากลุ่มดุสิต 99 นับเป็นกลุ่มใหญ่มีบทบาทมากในการผ่านร่างพระราชบัญญัติ”

แกนนำกลุ่มดุสิต 99 เป็นอีลิทหรือคนชั้นนำของสังคมไทย อาทิ เกษม จาติกวณิช, น.ต.กำธน สินธวานนท์, แถมสิน รัตนพันธ์, ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี, สนอง ตู้จินดา, จรูญ เรืองวิเศษ, เกษม สุวรรณกุล, คุณหญิงเสริมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ และนิสสัย เวชชาชีวะ

นอกจากนี้กลุ่มดุสิต 99 ยังมีสมาชิกที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น ไพโรจน์ ชัยนาม, อมร จันทรสมบูรณ์, พล.อ.เสริม ณ นคร, พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์, อำนวย วีรวรรณ, บัญชา ล่ำซำ, บรรหาร ศิลปอาชา, เกียรติรัตน์ ศรีวิศาลวาจา, ประกายเพ็ชร อินทุโสภณ ฯลฯ

เวลานั้นจึงมีเสียงวิจารณ์ว่ากลุ่มดุสิต 99 เป็นเสมือนรัฐบาลที่สองของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ (ชุดที่ 1) ได้กราบถวายบังคมลาออก และอาจารย์สัญญากลับมารับตำแหน่งอีกครั้งก็มีตัวแทนของกลุ่มดุสิต 99 ได้เป็นรัฐมนตรีถึง 9 คน

เหนืออื่นใด นิสสัย เวชชาชีวะ แกนนำกลุ่มดุสิต 99 ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกฯ สมัยนั้น ถือเป็นคนใกล้ชิดอาจารย์สัญญา มีส่วนสำคัญในการสรรหารัฐมนตรีในรัฐบาลสัญญา 2 และไม่น่าแปลกใจที่สมาชิกกลุ่มดุสิต 99 จะได้เป็นรัฐมนตรีกันหลายคน

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายสัปดาห์ ฉบับ 13 มิถุนายน 2517 ได้วาดการ์ตูน “คณะรัฐมนตรีฉุกเฉินของสัญญา” ขึ้นเป็นปก โดยสื่อสารถึงคนอ่านว่า กลุ่มดุสิต 99 มีบารมีมากแค่ไหน

ขอบันทึกตำนาน “กลุ่มดุสิต 99” ไว้ในบรรยากาศแห่งการอำลาโรงแรมหรูระยับแห่งแรกของบางกอก

ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 08:12 น.
ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62
เปิดอ่าน 341 ครั้ง

คอลัมน์…  ขยายปมร้อน 

จากการสืบสวนสอบสวนในรอบปีที่ผ่านมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบแนวโน้มคดีอาชญากรรมที่นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด โดยสามารถเข้าไปในบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็ว มีการใช้ระบบเก็บข้อมูลใน Cloud เพื่อปกปิดแหล่งที่ตั้งของแม่ข่าย และปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริงใช้การชำระเงินผ่านระบบ e-wallet หรือเงินสกุลดิจิทัล

เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้ประชาชน รู้เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในปี 2562 ดีเอสไอจึงประมวลรูปแบบการหลอกลวงที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดหนัก ออกมาแจ้งเตือน

เพจเงินกู้ออนไลน์ ตุ๋นออนไลน์มาแรง-ระบาดหนัก ตีคู่มากับกระแสเศรษฐกิจตกสะเก็ดโดยมิจฉาชีพเปิดเพจอนุมัติกู้เงินด่วน กู้ด่วน เงินฉุกเฉิน เงินหมุนเวียนเพื่อการลงทุน ในโซเชียลมีเดีย โฆษณาการให้สินเชื่อที่อนุมัติง่าย ไม่เช็กเครดิตบูรโรคิดดอกเบี้ยเป็นธรรมในอัตราเดียวกับที่สถาบันการเงิน เงื่อนไขในการกู้ยืมก็ไม่ซับซ้อนแค่ถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับบัตรประจำตัวประชาชนจากนั้นให้โอนเงินค้ำประกันเข้ามายังหมายเลขบัญชีที่เจ้าของเพจกำหนด “กู้หลักแสนค้ำประกันหลักหมื่น กู้หลักหมื่นค้ำประกันหลักพัน” เมื่อเงินค้ำประกันเข้าบัญชี เจ้าของเพจก็จะโอนเงินกู้เข้าบัญชีลูกหนี้ ถือว่าสัญญาสมบูรณ์

จากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากติดต่อกู้เงิน พร้อมโอนเงินค้ำประกัน บางรายโอนเงินค้ำประกันถึง 2 ครั้ง เพราะเจ้าของเพจอ้างว่าเงินยังไม่เข้าบัญชี โดยพูดหว่านล้อมให้โอนเงินอีกครั้ง หากตรวจสอบพบยอดโอนซ้ำจะโอนคืนเต็มจำนวนพร้อมวงเงินกู้ยืม ปรากฏว่าหลังการโอนเงินค้ำประกันหลักแสน เบอร์โทรที่ให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้ หน้าเพจก็ปิดหนีสำรวจพบกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ดำเนินคดีเพราะสูญเงินแค่หลักพัน มีเพียงผู้เสียหายหนักโดนตุ๋นเป็นหลักแสนเท่านั้นที่ติดใจ แจ้งความดำเนินคดี

หลอกขายสินค้าไอทีราคาถูก โดยมิจฉาชีพจะผูกบัญชีกับเพจขายสินค้าชื่อดังหลอกขายสินค้าไอทีราคาถูก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพซึ่งราคาขายหน้าร้านหลายหมื่นบาท แต่โฆษณาในหน้าเพจว่านำเข้าเองจากประเทศผู้ผลิต จึงนำมาตัดขายแบบโละสต็อกหั่นราคา 50-70% เหลือเพียงราคาหลักพันบาท ทำให้มีคนหลงเชื่อโอนเงินสั่งซื้อสินค้า สุดท้ายเปิดกล่องพัสดุได้รับก้อนหิน หรือซากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้งานไม่ได้ ขณะที่ผู้ขายปิดหน้าร้านหนี ติดต่อไม่ได้ทางด้านเพจขายสินค้าก็ไม่รับผิดชอบ เพราะทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเท่านั้น

โรแมนซ์สแกม (Romance Scam) ลวงรักออนไลน์ ตุ๋นสาวขี้เหงา ยังไม่หมดไป ซ้ำยังมีแนวโน้มกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง วิธีการได้ถูกปรับเปลี่ยนไปจากแชทจากทหารปลดประจำการหลอกให้หลงรัก “เลิฟยู เซอร์ไพรส์ยู” ด้วยการส่งแหวนแต่งาน หรือของขวัญมีค่ามาให้แต่ของขวัญติดอยู่ที่ด่านต้องให้ฝ่ายหญิงโอนเงินค่าปรับหรือภาษีเพื่อปล่อยของขวัญผ่านด่าน ซึ่งวิธีการเหล่านี้สาวๆ เริ่มรู้ทัน แก๊งมิจฉาชีพจึงพลิกเกมอุปโลกน์ตัวเองเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ แชทอวดรวยลวงเหยื่อให้ไว้ใจเมื่อติดเบ็ดก็จะหลอกให้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจและหุ้นส่วนชีวิต เมื่อสาวขี้เหงาหลงเชื่อโอนเงิน กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกก็หมดเงินหลักแสนหลักล้านหรือหลอกให้ส่งยาเสพติดหรือทำสิ่งผิดกฎหมาย

หลอกขายบัตรคอนเสิร์ต เจาะเป้าติ่งศิลปิน หลอกขายบัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ ซื้อผ่านช่องทางนี้มีสิทธิพิเศษ ได้เข้าไปใกล้ชิดศิลปินหลังเวทีพบผู้เสียหายนับ 100 ราย แต่สุดท้ายไม่ได้เฉียดใกล้ประตูหลังเวที หรือเจ้าของเพจมีบัตรคอนเสิร์ตไม่ถึง 10 ใบแต่เก็บเงินจองไว้เกือบ 100 ใบ รวมถึงหลอกพรีออเดอร์ซื้อสินค้าที่ระลึกของไอดอลในดวงใจ ซึ่งพบติ่งไอดอลเสียหายนับล้านบาท ผู้เสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่พึ่งพิงเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่กระจายไปถึงเหล่าอาจุงม่า เอฟซีวัยคุณป้ากระเป๋าหนัก ดังนั้นก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อ-จอง ขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขายก่อนทุกครั้งว่ามีประวัติเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ อย่าผลีผลามโอนเงิน

เว็บดูหนังออนไลน์ฟรี… ความบันเทิงที่ไม่ฟรีเพราะแฝงมากับไวรัสซึ่งจะเจาะเข้าไปในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนบุคคล หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ของสมาชิกไปใช้ขุดบิตคอยน์ จุดสังเกตง่ายๆ คือหลังเข้าไปดูหนังคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่เคยประมวลผลเร็ว จะมีอาการเครื่องหน่วง-อืด นอกจากนั้นในระหว่างรับชมจะมีโฆษณาจูงใจให้กู้เงินไปเล่นหุ้น ลงทุนเทรดเงินซื้ออุปกรณ์เซ็กส์ทอย สมัครสมาชิกรับชมคลิป 18+ หรือเล่นพนันกับบ่อนออนไลน์

และเก็บตกปิดท้ายด้วยการชวนซื้อเครื่องขุดบิตคอยน์ อยู่นิ่งๆ ให้อุปกรณ์ไอทีช่วยหาเงิน เร่ขายเครื่องขุดบิตคอยน์ไม่ต้องทำอะไรเลยแค่ลงทุนซื้อเครื่องขุดราคาหลักแสน จากนั้นก็เปิดเครื่องขุดซึ่งทำงานทั้งวันทั้งคืน ได้เงินเป็นกอบเป็นกำผู้ที่เคยลงทุนประเมินแล้วไม่คุ้ม เพราะเครื่องขุดใช้กำลังไฟสูงติดแผงโซลาร์เซลล์ทั้งหลังก็ไม่คุ้มทุน ปิดยอดรายเดือนขายทำกำไรไม่ถึง 5,000 บาทต่อเดือน เจ๊งมาแล้วหลายราย

ในปีใหม่นี้ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังก่อนทำธุรกรรมใดๆ หากสงสัยหรือไม่แน่ใจควรตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแล อย่ากรอกข้อมูลสำคัญให้ใครโดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธนาคาร เพราะคนร้ายจะนำข้อมูลไปใช้เบิกถอนเงินได้ทันที ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบความถูกต้องของระบบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อง่ายๆ

เขาวงกต “การเมือง” หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/356986?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เขาวงกต “การเมือง” หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 00:00 น.
เขาวงกต "การเมือง" หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น
เปิดอ่าน 519 ครั้ง

รายงาน…  โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

ในที่สุดการเมืองของประเทศไทยข้ามพ้นปี “หมาหงอย” หลังจากที่ “โรดแม็พเลือกตั้ง” ชัดเจนตามปฏิทินที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 วางเอาไว้

คือ หลังจากที่ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ.2561” มีผลบังคับใช้เมื่อ 11 ธันวาคม 2561 จากนั้นภายใน 150 วัน ต้องถึงคราวจัดการเลือกตั้ง

และ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” เห็นชอบ กับข้อเสนอของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่ให้จัดเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยกระบวนการขณะนี้ได้เข้าสู่การวางระเบียบและขั้นตอนที่นำไปสู่ “วันเลือกตั้ง” ที่ว่าไว้

อย่างไรก็ดี หลายคนมองว่า “การเลือกตั้ง” หลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2557 เป็นเพียงการเผาหลอก เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน หาใช่การปรับโฉม!! การเมือง

แต่ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะมีจุดลงเอยอย่างไรกับมุมมองของนักวิชาการ ที่คร่ำหวอด “วงใน” การเมืองยุครัฐประหาร อย่าง “เจษฎ์ โทณะวณิก” นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” วิเคราะห์ในปัจจัยที่ส่งผลต่อ “ทิศทางการเมือง” ในยุคปัจจุบัน

เจษฎ์ โทณะวณิก”

“อ.เจษฎ์” ชี้ในประเด็นความระแวงของสังคมต่อความแคลงใจที่ว่า “การเลือกตั้งปี 2562 จะถูกยอมรับน้อยที่สุด” เพราะ “คณะรัฐประหาร” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือทุกอย่าง “เขียนกติกาเพื่อตัวเองและพวกพ้อง” แถมยังทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับ” และ วนสถานะ มาเป็น “ผู้เล่นในสนาม”

“การเลือกตั้งตามที่สังคมมองไว้แบบนั้นต้องแบ่งเป็น 2 ช็อต คือ ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ประกาศวันเลือกตั้ง และหลังมี พ.ร.ฎ. ซึ่งกรณีช็อตแรกที่ถูกมองโยงกับพรรคพลังประชารัฐว่าเป็นพรรคการเมืองของคสช. ที่ได้เปรียบในเชิงพื้นที่ หาเสียงได้ล่วงหน้า และได้รับประโยชน์แซงหน้าพรรคการเมืองอื่น นี่เป็นเพียงมุมมองที่คอการเมืองไม่สามารถยอมรับได้ เพราะออกสตาร์ทกันแบบทิ้งหลายช่วงตัว แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงมุมมอง ที่เมื่อมี พ.ร.ฎ.แล้วพวกนี้อาจจะถูกละไว้”

ขณะที่หลังมี พ.ร.ฎ.แล้ว นี่แหละคือจุดชี้วัดสำคัญว่าการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่!!

อดีตผู้มีส่วนร่วมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มองว่ามีอย่างน้อย 3 ปัจจัย คือ 1.การใช้อำนาจของ “คสช.” ที่ต้องลดบทบาทและถอยห่างจากการเลือกตั้งไม่วางอำนาจเหนือองค์กรที่มีหน้าที่ใดๆ 2.กลไกของรัฐ ภายใต้กำกับของรัฐบาลที่ยังมีอำนาจเต็ม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ นั่งแท่นบัญชาการ ต้องไม่ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองให้กับฝ่ายใด รวมถึงต้องไม่ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องกีดขวางของการใช้สิทธิ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิไว้ และ 3.การทำหน้าที่ของ “กกต.” ที่ต้องปล่อยให้กลไกขององค์กรอิสระมีอิสระในการทำงาน

ส่วนประเด็นที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะยอมถูกพรรคการเมืองเสนอในบัญชีบุคคลที่พรรคสนับสนุนเป็นนายกฯ ยิ่งเป็นจุดสร้างคำครหาที่สำคัญ ซึ่ง “อ.เจษฎ์” มองว่าจะสร้างความประจักษ์ชัดเจนยิ่งกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านั้นที่ยังไม่ประกาศตัว และอาจเป็นอีกแง่มุมที่ทำให้การเลือกตั้งยิ่งยอมรับได้ยาก

แต่ทางออกจากเรื่องนั้นยังมี เพียงแค่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ดื้อตาใส ปฏิบัติหน้าที่ที่ตามรัฐธรรมนูญบทหลัก รวมถึงไม่ใช้อำนาจที่ถูกตั้งข้อกังขา และหลายคนครหา!!

ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์

ในอีกมุมมองของนักวิชาการด้านการเมืองการปกครองและนักวิจัยการเมืองพื้นที่ภาคเหนือ “ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์” หัวหน้าสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” มองภาพอนาคตการเมืองไทย ผ่านความเคลื่อนไหวการเมืองในพื้นที่ว่า ต้องมี 3 ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1.รัฐบาล 2.พรรคการเมือง และ 3.ประชาชน

“หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ยังเดายาก เพราะต้องมีรายละเอียดและปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องใช้เป็นบทวิเคราะห์ของสถานการณ์ แต่สิ่งที่เห็นในเบื้องต้นจากกติกาทางการเมือง ยังคงเป็นกติกาที่วางอยู่บนฐานของการต่อรอง”

อย่างไรก็ดีแม้การเมืองภาวะปัจจุบันจะมีภาพของการต่อรอง แต่สิ่งที่จะเป็นจุดชี้ว่าการต่อรองจะเกิดขึ้นเพื่ออะไร และนำไปสู่อะไรนั้น คือ “การตัดสินใจของภาคประชาชน หรือผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง”

“ในพื้นที่เชียงใหม่ และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยอมรับว่ามีความตื่นตัวกับการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเป็นครั้งแรก วัยนักศึกษาและวัยที่เติบโตมากับยุคของการกระจายอำนาจ ความตื่นตัวที่ว่าคือ การให้ความสนใจต่อรายละเอียดและข้อมูลของการเมือง พรรคการเมือง นโยบายที่มีความหมายต่อชีวิต เป็นหลักประกันและความมั่นคงในอาชีพ รวมถึงติดตามข้อมูล และรู้จักนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองมากขึ้น”

แต่การรับรู้ข้อมูลยังไม่ใช่ทิศทางที่ชี้ได้ว่า “การลงคะแนนเลือกตั้งนั้นจะมีคุณภาพ” เพราะนักวิชาการด้านการเมืองจากหัวเมืองเหนือมองว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนไปกว่านั้น ทั้งเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่สื่อโซเชียลมีเดีย เข้าไปมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูล–ข่าวสาร และเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง รวมถึงบทบาทของ “พรรคการเมือง” ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง

ซึ่งจากบทบาทที่เกิดขึ้นกลายเป็นความหวั่นใจที่อาจจะมีตัวแปรทำให้การเลือกตั้งรอบนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน และขัดแย้ง

ตัวแปรแรก ที่ “นักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” มอง คือ กติกาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งพรรคการเมืองปรับยุทธศาสตร์ และแนวทางการหาเสียงไปจากรูปแบบเก่า ซึ่งจากการจับจ้องของทุกฝ่าย อาจทำให้การหาเสียงแทนที่จะนำเสนอนโยบายหรือพูด หรือปราศรัย ได้อย่างไม่ต้องกังวล กลับพลิกมุมว่า ระวังตัวไม่ให้การหาเสียงรูปแบบที่เคยทำได้ เข้าข่ายผิดกฎหมาย

ตัวแปรสอง คือ สื่อใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการรับข้อมูลข่าวสารของ “นิวโหวตเตอร์” ในภาวะที่ใครๆ ล้วนเป็นสื่อได้ ทำให้พฤติกรรมการนำเสนอและกระจายข่าวสารเป็นไปในลักษณะที่ใช้การคิดวิเคราะห์และแยกแยะน้อยลง ทั้งที่การเมืองและการตัดสินใจต้องใช้ข้อมูลเพื่อประมวลและเปรียบเทียบ

และตัวแปรสุดท้าย คือ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งต่างจากการออกเสียงรูปแบบเก่า และกรณีกติกากำหนดให้ผู้สมัครของพรรคเดียวกัน แต่ต่างเขตต้องใช้หมายเลขคนละเบอร์ ทำให้กลายเป็นความสับสน

“หากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสับสนเพราะไม่เข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นการออกเสียงที่ไม่มีคุณภาพได้ และผลการเลือกตั้งนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปตามความต้องการจริงหรือไม่”

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอาจจะคาดเดาถึงผลหลังการเลือกตั้งไม่ได้ชัดเจนขณะนี้ แต่ “อ.ไพลิน” มีความคาดหวังว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น และกติกาทางการเมืองได้รับการยอมรับเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นจุดก้าวข้ามความขัดแย้ง

กับอีกมุมมองในประเด็นเดียวกันจาก “นักปฏิรูปการเมือง” อย่าง “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แม้จะเรียกว่าเป็นผู้ใกล้ชิดในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย แต่เมื่อถามถึงการเมืองหลังเลือกตั้งยังเป็นจุดที่เดายาก เพราะเดาไม่ออกถึงการตัดสินใจและการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน

เสรี สุวรรณภานนท์

“ในแนวคิดของการปฏิรูปการเมืองจริงๆ ต้องการให้การเลือกตั้งนั้นสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศมากที่สุด บนฐานของการแข่งขันเลือกตั้งที่ใช้เหตุและผล ยึดกติกา และข้อกฎหมายเป็นหลัก แต่ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่ามีมิติทางการเมืองที่ลึกพอสมควร ทั้ง การแข่งขัน ต่อสู้บนพื้นฐานของปัญหาที่แตกแยก และวุ่นวาย”

ขณะที่การวางกลไกไว้ในกติกาสูงสุดของประเทศที่ถูกกำหนดให้ “สมาชิกวุฒิสภา” มีส่วนร่วมเลือก “นายกฯ” ประเด็นนี้ ถือเป็นจุดชี้เป็น-ชี้ตาย ของการเมืองไทยหลังเลือกตั้งหรือไม่? “เสรี” บอกว่า ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด เพราะแม้หลังเลือกตั้ง การเลือกนายกฯ ที่ประกอบด้วยเสียงข้างน้อยในสภา บวกกับเสียงส่วนใหญ่ใน ส.ว. 250 คน เลือกนายกฯ ได้ แต่ปัจจัยการบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน

“ผมมองว่าการเมืองหลังเลือกตั้งหากไม่นับคะแนนเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่ชี้ชัดได้คือ การร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผมมั่นใจว่าเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ต้องมีการเจรจาร่วมกัน”

แต่ในท้ายสุดของสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งไม่ว่าจะลงเอยยังไง บนโรดแม็พแบบไหน เชื่อว่าคงก้าวพ้นกรอบของการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวไปสู่ “ประโยชน์ส่วนรวม” ได้ยาก หากยังใช้ทฤษฎีและแนวปฏิบัติเดิม ที่เกมการเมืองยังเป็นเรื่องของการแย่งชิงและการปฏิรูปการเมืองที่ถูกเซตไว้บนอุดมคติของ “คสช.” และเครือข่าย ในเชิงประจักษ์แล้ว ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง

“การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมให้พรรคการเมืองเสนอในบัญชีสนับสนุนเป็นนายกฯ จะสร้างความประจักษ์ชัดเจนยิ่งกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านั้นที่ยังไม่ประกาศตัว และอาจเป็นอีกแง่มุมที่ทำให้การเลือกตั้งยิ่งยอมรับได้ยาก”  “เจษฎ์ โทณะวณิก”

“อาจจะมีตัวแปรทำให้การเลือกตั้งรอบนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน และขัดแย้งคือ 1. กติกาของกกต.ที่พรรคการเมืองต้องปรับการหาเสียง 2.สื่อใหม่ที่มีอิทธิพลต่อนิวโหวตเตอร์ และ 3.ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่แตกต่างออกไป”  “ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์”

“ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่ามีมิติทางการเมืองที่ลึกพอสมควร ทั้งการแข่งขัน ต่อสู้บนพื้นฐานของปัญหาที่แตกแยก และวุ่นวาย” “เสรี สุวรรณภานนท์”