2 องค์กรอิสระเสื่อม! ‘ป.ป.ช.-กกต.’ อุ้มรัฐบาล?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

2 องค์กรอิสระเสื่อม! ‘ป.ป.ช.-กกต.’ อุ้มรัฐบาล?

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 13:15 น.
2 องค์กรอิสระเสื่อม! 'ป.ป.ช.-กกต.' อุ้มรัฐบาล?
เปิดอ่าน 4,639 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

การให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.-กกต.-และอื่นๆ เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เพื่อหวังให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการเข้ามามีอำนาจและการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองแบบข้าราชการ อย่างมีอิสระปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือปลายกระบอกปืน

แต่น่าผิดหวังกับองค์อิสระ อย่างน้อยสององค์กร คือ ป.ป.ช. และ กกต.ที่มีพฤติกรรมเอนเอียงไปรับใช้อำนาจรัฐมากกว่าการยืนอยู่บนความถูกต้องตามเจตนารมณ์การมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.เสื่อมทรุดหนักหลังมีมติ 5:3 อุ้มบิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พ้นผิดกรณีใส่นาฬิกาหรู ถึง 22 เรือนมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ด้วยเชื่อว่าเหตุที่บิ๊กป้อมไม่แจ้งนาฬิกาหรูในรายการทรัพย์สินเพราะนาฬิกานั่น เป็นของเพื่อน 5 คนที่ชูจั๊กแร้อุ้มบิ๊กป้อมคือ ปรีชา เลิศกมลมาศ – ณรงค์ รัฐอมฤต – วิทยา อาคมพิทักษ์ – สุรศักดิ์ ศิริวิเชียร และพลเอกบุณยวัจน์ เครือหงส์ ส่วนอีก 3 คนเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้บอกว่าบิ๊กป้อมผิดหรือไม่ แค่อยากให้ตรวจสอบข้อมูลต่อ คือ สุภา ปิยะจิตติ – สุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง

การมีเสียงป.ป.ช.อีก 3 ให้ตรวจสอบต่อนั้น ย่อมเห็นแล้วว่าข้อมูลหลักฐานยังไม่ครบ ตามข่าวภายในนาฬิกา 22 เรือนที่ร้องเรียน สามารถรู้ที่มาเพียง 10 เรือน ไฉนจึงรีบสรุป หรือเป็นเพราะกลัวอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยน เพราะการเลือกตั้งกำลังมา จึงปิดกรณีสอบสวนนี้ก่อน นี่คือคำถามที่ทุกคนสงสัยต่อการทำหน้าที่ของป.ป.ช.

ส่วน พล.ต.อ.วัชระพล ประสานราชกิจ ประธานป.ป.ช.ขอถอนตัวในการพิจารณากรณี เพราะถูกข้อกังขาว่า เป็นเลขาของ พลเอกประวิตร ก่อนจะลาออกมาเป็น ป.ป.ช. ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาพรรคการเมือง องค์กรต่อต้านการทุจริต นักวิชาการ และนักร้องเรียนทั้งหลายจะร่วมสหบาทา ป.ป.ช.ชุดนี้และจะลากไปสู้การล่าชื่อเพื่อขอถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรืออาจจะมีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งหมดต่อไป

ส่วนกกต.นั้น ถูกตั้งข้อกังขาว่า ไม่เป็นกลาง เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของพรรครัฐบาลตั้งแต่การแบ่งเขตการเลือกตั้ง การจะไม่ใส่ชื่อและโลโก้พรรคการเมืองลงในบัตรเลือกตั้ง จนเกิดกระแสต่อต้านและล่าสุด มีท่าทีจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป 1 เดือน ซึ่งคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการเอื้อประโยชน์ให้กับฝั่งรัฐบาล

บทบาทกกต.เช่นนี้ จึงเป็นที่ตั้งข้อกังขาว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม หรือ การเลื่อนออกไปอีก 1 เดือนจะเป็นการเลือกตั้งที่ “โปร่งใสได้อย่างไร” และผลของการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาถึงความชอบธรรมของกรรมการ จะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร

ทั้งสององค์กรต้องทบทวนบทบาทที่กลายเป็นผู้สร้างวิกฤติการเมืองและความขัดแย้งในสังคมอีกครา ชื่อของกรรมการทั้งหมด จะถูกจารึกไว้ในฐานะผู้สร้างบาปให้กับแผ่นดิน ทำให้ประเทศเสื่อมทรุด แต่หากทำให้เป็นที่ยอมรับไม่สร้างวิกฤติซ้ำ ชื่อของพวกท่านจะถูกจารึกในฐานะผู้แก้วิกฤติชาติ เลือกเอาเองว่าจะเป็นคนบาปหรือคนกู้วิกฤติ

กว๊านระอุเดือด! “ธรรมนัส” ปักธงคว่ำ “อรุณี” สายตรงนายใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กว๊านระอุเดือด! “ธรรมนัส” ปักธงคว่ำ  “อรุณี” สายตรงนายใหญ่

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 10:55 น.
กว๊านระอุเดือด!  "ธรรมนัส" ปักธงคว่ำ   "อรุณี" สายตรงนายใหญ่
เปิดอ่าน 2,489 ครั้ง

 รู้ทั้งรู้ว่าการฝ่ากระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่ง่าย แต่ผู้กองใจบุญก็เชื่อในการปักหลักสร้างฐานมา 4-5 ปี จะเปลี่ยนใจคนพะเยาได้!!

ตระกูล “ชำนาญยา” มาจากครอบครัวเกษตรกร ไม่เด่นดังเท่าตระกูลการเมือง “ตันบรรจง” แต่กระแสประชานิยมทักษิณอุ้ม “อรุณี ชำนาญยา” เป็น ส.ส.พะเยา มา 4 สมัยแล้ว สำหรับศึกเลือกตั้ง 2562 จะเป็นการสู้รบที่หนักและเหนื่อยที่สุดของเธอ เพราะคู่แข่งคือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้มากบารมีเมืองหลวง

เดิมพันแม่ทัพใหญ่

ก่อนวันสิ้นปี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์ 17 จังหวัดภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ เปิดการแถลงข่าวแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ทั้ง 3 เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมกลุ่มคนผู้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ

เริ่มจากเขต 1 “ผู้กองธรรมนัส” เขต 2 ธวัช สุทธวงค์ หรือ ส.จ.อาง เจ้าของร้านทองใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา และเขต 3 จีรเดช ศรีวิราช นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองดอกคำใต้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เดิมทีผู้กองธรรมนัส วางตัวน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” อดีตรองนายก อบจ.พะเยา ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 แต่หลังจากมีการเช็กเรตติ้งในพื้นที่ ปรากฏว่า “อรุณี ชำนาญยา” เจ้าของพื้นที่ยังแข็งแรง ทำให้ผู้กองคนดังตัดสินใจลงสนามด้วยตัวเอง

พลันที่แม่ทัพพลังประชารัฐภาคเหนือประกาศศักดายึดพะเยา สนามเลือกตั้งเขต 1 ประกอบด้วย อ.เมืองพะเยา และอ.แม่ใจ ก็ได้รับการจับตามองจากคนทั้งประเทศ

“พรรคพลังประชารัฐคือทางเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นจังหวัดพะเยาเป็นหลัก และสลายสีเสื้อ เพื่อให้ทุกคนหันมามองจังหวัดพะเยา และพัฒนาไปพร้อมๆ กัน” ธรรมนัสย้ำเจตนารมณ์เดิม

รู้ทั้งรู้ว่าการฝ่ากระแสทักษิณ–ยิ่งลักษณ์ไม่ง่าย แต่ผู้กองใจบุญก็เชื่อในการปักหลักสร้างฐานมา 4-5 ปี จะเปลี่ยนใจคนพะเยาได้

พะเยา(อาจ)เปลี่ยน!

จ.พะเยา แยกจาก จ.เชียงราย เมื่อ 41 ปีที่แล้ว เป็นเมืองเกษตรกรรม ชาวพะเยาปลูกข้าวเป็นหลัก ยาสูบเป็นรอง แต่ “ยาสูบ” กลับสัมพันธ์กับการเมืองจนมีวลีที่ว่า “พะเยา..ใบยาเมืองนี้ สำคัญนักหนา”

ตระกูลการเมืองแห่งพะเยาคือ “ตันบรรจง” สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากโรงบ่มรวมเพียว อ.ปง โดย เพียว ตันบรรจง เป็นส.ส.พะเยา พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2519

“เพียว” มีบุตรธิดา 6 คน ลงเล่นการเมือง 3 คนคือ วรภัส ธัญกมลภัทร หรือ พวงเล็ก ตันบรรจง อดีตรัฐมนตรีและส.ส.พะเยา 7 สมัย พรรคชาติไทย, ไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย และไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา

พวงเล็ก ตันบรรจง หรือ พวงเล็ก บุญเชียง เป็น ส.ส.พะเยา มายาวนาน และส่งต่อพี่ชายคนโต–ไพโรจน์ เป็นส.ส.ปี 2539 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และนับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ตระกูลตันบรรจง ก็ต้องขึ้นรถไฟสายชินวัตรเข้าสภา เมื่อใบยาสิ้นมนต์ขลัง

การเลือกนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในการเมืองท้องถิ่น ไพรัตน์ ตันบรรจง พ่ายแพ้แก่ “เสี่ยอี๊ด” วรวิทย์ บุรณศิริ หลังผูกขาดตำแหน่งนายก อบจ.พะเยา มาหลายสมัย

ผู้อยู่เบื้องหลังการหักโค่นตันบรรจงคือ ผู้กองธรรมมนัส ประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล, นายกสมาคมชาวพะเยา, นายกสมาคมกีฬาพะเยา และประธานสโมสรพะเยา เอฟซี

ปี 2556 ผู้กองธรรมนัส ส่งคนใกล้ชิด จุฬาสินี โรจนคุณกำจร เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ตามเป้าหมายสร้างพะเยาให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าบุรีรัมย์โมเดล

หาก “พรหมเผ่าแฟมิลี่” ชนะเลือกตั้งส.ส.จริง..แผ่นดินกว๊านพะเยา จะเปลี่ยนโฉมไปทางใด?

“ส.ส.หน่อง” ครองใจแดง

ย้อนไปตั้งแต่ “กองทัพคาราวานคนจน” เคลื่อนทัพมาปกป้องทักษิณ กระทั่งยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน พะเยาจัดว่าเป็นฐานกำลังมวลชนคนรักตระกูลชินวัตรที่สำคัญในสายเหนือ

ผู้นำมวลชนที่นำกำลังเสื้อแดงเข้ากรุงประจำคือ อรุณี ชำนาญยา และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สองอดีต ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย 

อรุณี ชำนาญยา

กล่าวสำหรับ “หน่อง” หรือ “อรุณี ชำนาญยา” เกิดในครอบครัวเกษตรกร หลังจบปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ที่บ้านเกิด–บ้านร่องห้าป่าฉำฉา ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา

เลือกตั้ง 2544 “หน่อง” เกษตรกรรุ่นใหม่สวมเสื้อไทยรักไทย สายวังบัวบาน ลงสนามเขต 1 พะเยา ด้วยกระแสประชานิยมแรงจัด จึงพัดพาเธอเข้าสภาแบบพลิกความคาดหมาย

ปี 2549 อรุณีพาชาวพะเยาหลายพันคนขับรถอีแต๋นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และนั่นเป็นวีรกรรมห้าวๆ ทำให้สื่อมวลชนรู้จักเธอมากขึ้น

ช่วงว่างเว้นการเมือง อรุณีรับบทประธานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดพะเยา ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านต่อเนื่อง จนถึงวันปลดล็อกการเมือง “ส.ส.หน่อง” จึงเริ่มให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ล่าสุดในเพจ “อรุณี ชำนาญยา พรรคเพื่อไทย พะเยา เขต 1” อดีต ส.ส.หญิงเมืองกว๊าน ได้โพสต์ภาษาคำเมืองว่า “เดือนกุมภาปี๋หน้าว่าอั้น บ่าเมินบ่านานปี้น้อง ขอหื้อหมู่เฮาจ๋วยกั๋นป่าวฮ้อง เลือก ส.ส.หน่องเข้าไป ปั๋นหาปากต๊อง หน่องจ่วยแก้ไข เลือกนโยบายเพื่อไทยเต้าอั้น เพื่อไทยเต้าอั้น”

ทั้งนายใหญ่ นายหญิงวังบัวบาน ก็อยู่ต่างแดน..รอบนี้ อรุณีจะฝ่าพลังสีเขียวเข้าสภาไหวมั้ย?

3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:54 น.
3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย
เปิดอ่าน 1,387 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

ประเดิมศักราชใหม่รับปีหมูทอง จ.เลย พร้อมจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้ง 14 อำเภอ 3 เขต โดยจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคใหญ่ 3 พรรค พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และเพื่อไทย ส่งว่าที่ผู้สมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหน้าเก่าและแชมป์แต่ละเขต นักธุรกิจรุ่นใหม่และทายาทนักการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น สืบทอดบรรพบุรุษ

ที่น่าจับตาเห็นจะเป็นเขต 2 อ.วังสะพุง เอราวัณ ภูหลวง หนองหิน ผาขาว และภูกระดึง เริ่มจาก เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.หลายสมัย พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เก่าเขต 3 ที่ทั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึง​รุ่งเรือง​กิจ เดินสายทาบทามด้วยตัวเอง และมาเที่ยวนี้ขอย้ายไปลงเขต 2 พรรคพลังประชารัฐ สลัดพื้นที่ ส.ส.เขต 3 สมัยที่แล้ว ที่เกือบสอบตกหวุดหวิด แต่ที่หนีมาลงเขต 2 ก็ยิ่งมั่นใจเพราะเป็นพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง และในฐานะประธานกลุ่มสตรีเลยยิ่งได้ใจกลุ่มแม่บ้านไปไม่น้อย  ผสมผสานกับบารมีของ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (สามี) ที่ฐานเสียงมั่นคง แน่น หนา ยาวนานและวางฐานเสียงมาตลอดเวลา ทำเอาฮึกเหิมไม่น้อย

ขณะที่คู่แข่งสำคัญ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ เด็กหนุ่มหน้าใหม่มาลงสมัครครั้งแรกไม่เคยผ่านสนามใดๆ มาก่อน ลงในนามพรรคเพื่อไทยสืบทอดเจตนารมณ์ของ ธนเทพ กับ นันทนา ทิมสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่อาจต้องเหนื่อยพอควร น้อยคนจะรู้จัก แต่ได้ฐานเสียงจากพ่อแม่ และอดีต ส.ส. ที่อยู่พรรคเพื่อไทย ที่มีอยู่ไม่น้อย และชาวบ้านที่ยังนิยมพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่เสื่อมคลายเช่นกัน

ช้างชนช้างเขต 2 เมืองเลยนั้น ขณะนี้แข่งกันแค่ 2 พรรค ใหม่แค่ในพื้นที่แต่แบ็กของทั้งคู่ในพื้นที่แล้วไม่ธรรมดา อยู่ที่ใครสายป่านจะยาวกว่ากัน เขตนี้มีพลิก ส่วนพรรคภูมิใจไทย ยังไม่นิ่งกับตัวผู้จะลงสมัคร ยังมีเวลาหาตัวสอดแทรก…แต่ใจต้องถึงๆ หน่อย

หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:46 น.
หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?
เปิดอ่าน 300 ครั้ง

รายงาน…

การหาเสียงผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการด้วยภาษากฎหมายว่า “หาเสียงผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์” ซึ่ง กกต.อนุญาตอย่างเป็นทางการ พร้อมวางหลักเกณฑ์รองรับเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งหนนี้ น่าเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน และมีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัคร รวมถึงพรรคการเมืองมากพอสมควรทีเดียว

เพราะคนไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้งมาหลายปี ประกอบกับคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตง่ายขึ้น และใช้เวลาอยู่กับอินเทอร์เน็ตสูงมากต่อวัน
ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 พบว่าคนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตถึงวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที และสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ จึงคาดการณ์ได้ว่าสื่อทั้งสามประเภทนี้น่าจะเป็นสื่อที่นักการเมืองจะนำไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม “พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร” ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร เตือนว่า สื่อสังคมออนไลน์รวมทั้งเทคโนโลยีทั้งหลายล้วนมีด้านบวกและด้านลบอยู่คู่กันเสมอ หากนำไปใช้อย่างไม่ถูกที่ถูกทาง อาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน รวมทั้งตัวเองก็อาจจะตกเป็นผู้ต้องหาหรืออาจตกเป็นจำเลยของสังคมก็เป็นได้ โดยปรากฏการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็เช่น

– การสาดโคลนคู่ต่อสู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งการโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เรียกกันว่า “ดิจิทัลดราม่า” และอาจขยายขอบเขตออกไปจนกลายเป็นข้อขัดแย้งในโลกแห่งความจริงได้

– มีความเป็นไปได้ในการใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการเผยแพร่ข่าวเท็จหรือบิดเบือนข้อมูล (Malicious bots)

– การสร้างกระแสความนิยมในพรรคหรือสนับสนุนตัวบุคคลอย่างสุดโต่ง อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ห้องเสียงสะท้อน” หรือ Echo chamber ในโลกออนไลน์ ซึ่งหมายความว่าคนกลุ่มหนึ่งเชื่อในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปฏิเสธความเห็นที่แตกต่าง แม้ว่าความเชื่อนั้นอาจไม่ใช่ความจริงก็ตาม ทำให้ความเชื่อเหล่านั้นวนไปมาเฉพาะในกลุ่มของตัวเอง

– เหตุการณ์ทางลบที่เกิดจากการหาเสียงบนโลกออนไลน์ต้องใช้เวลาในการแก้ข่าว รวมทั้งต้องใช้ทีมงานจำนวนหนึ่งในการตรวจสอบข่าวเท็จ

– อาจมีการเกิดคดีความจากการฟ้องร้องหมิ่นประมาท หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เกิดตามมาจำนวมาก ซึ่ง กกต.ต้องมีบทบาทในการตรวจสอบที่เข้มข้นและทันต่อเหตุการณ์

พันธ์ศักดิ์ บอกอีกว่า แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็นับว่านานพอสมควร และยังได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมไทย แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยและนักการเมืองต้องเรียนรู้เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่คนไทยอยากเห็น อย่างน้อยสุดในเรื่องต่อไปนี้

– เกิดการเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานของการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยีในการหาเสียง ซึ่งอาจส่งผลไปถึงการยกระดับกฎ กติกา มารยาท ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยทั่วไปด้วย

– พรรคการเมืองได้เรียนรู้และปรับตัวต่อท่าทีของประชาชนที่สะท้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

– เป็นกรณีศึกษาจากการนำข้อมูลขนาดใหญ่จากสื่อสังคมออนไลน์ไปใช้วิเคราะห์ ที่เรียกว่า Big data analytics เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือแม้แต่รัฐบาล

– เป็นกรณีศึกษาถึงจุดเด่นและข้อด้อยของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

พันธ์ศักดิ์ บอกด้วยว่า นอกจากการหาเสียงรูปแบบใหม่แล้ว การใช้สื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งแต่เดิมเคยเน้นแต่นโยบาย และคุณสมบัติของบุคคล ยกระดับไปสู่การแข่งขันในเชิงการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งหลายประเทศทำสำเร็จมาแล้ว

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้แม้ว่าจะมีนักการเมืองรุ่นใหม่เสนอตัวเข้ามาเพื่อทำงานให้แก่ประเทศชาติจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยที่ยังสลัดพฤติกรรมในอดีตออกไม่หมด และอาศัยความมีชื่อเสียงของตัวเองขับเคี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีเรียกคะแนนนิยมแบบเดิมๆ โดยเฉพาะการใส่ร้ายป้ายสีและสาดโคลน

เชื่อได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่อยากเห็นการหาเสียงเลือกตั้งที่สร้างสรรค์ และใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือให้ได้ประโยชน์สูงสุด มากกว่าใช้เป็นช่องทางในการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เหมือนที่เคยกระทำกันมาในอดีต !

“คุ้มครองผู้บริโภค”…ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“คุ้มครองผู้บริโภค”…ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:43 น.
"คุ้มครองผู้บริโภค"...ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562
เปิดอ่าน 1,195 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังจากรัฐบาล คสช. ใช้ ม.44 ปลดล็อกเปิดทางให้พรรคการเมือง “หาเสียง” ได้ ห้วงเวลานี้นักการเมืองทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หน้าใหม่และหน้าเก่า ต้องเร่งมองหานโยบายโดนใจประชาชนคนมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคมไทย หนึ่งในนั้นได้แก่การแก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคเกือบ 70 ล้านคน…

เช่น ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ยาราคาแพง รถยนต์ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าชำรุดบกพร่อง สินค้าราคาแพง ธุรกิจผูกขาดเอาเปรียบผู้บริโภค รถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยสินเชื่อแพง เก็บค่าบริการมือถือเกินจริง ค่าธุรกรรมธนาคาร ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องส่วนบุคคล แต่ถ้าเอามารวมๆ กัน กลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย นั่นคือ การขาดระบบคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในประเทศไทย

ปัจจุบันมีกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอและเครือข่ายประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 200 องค์กรทั่วประเทศไทย พวกเขากำลังรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานอิสระระดับชาติทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเหมือนดั่งประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาระบบและกฎหมายเกี่ยวกับผู้บริโภคนี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคใหญ่ๆ ทั่วโลก

แต่ในประเทศไทยนั้น หากย้อนดูนโยบายพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังเน้นหาเสียงเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหรือการบริการสาธารณสุข

เช่น พรรคเพื่อไทย มักเน้นหาเสียงเรื่องโครงการสนับสนุนสาธารณสุขมูลฐานในชนบท สถาบันครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุข การป้องกันโรค เฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ฯลฯ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นด้านขยายสิทธิประกันสังคม เงินชดเชยเมื่อเจ็บป่วยและชราภาพ หรือเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ปรับปรุงระบบสวัสดิการข้าราชการ ลดค่ารักษาพยาบาล พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หรือสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน ฯลฯ

สำหรับพรรคเล็กมักเน้นหาเสียงเรื่องการรักษาพยาบาล สุขภาพอนามัยชาวบ้าน เป็นนโยบายหาเสียงที่คล้ายๆ กัน เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา มีโครงการกระจายอำนาจให้บริการสาธารณสุขในชนบทห่างไกล การกวดขันมาตรการคุ้มครองชาวบ้านให้ปลอดภัยจากการบริโภคอาหารและยา ปัญหายาเสพติด สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ฯลฯ

ในวันนี้ การหาเสียงเป็นโครงการย่อยๆ เพื่อคนป่วย คนจน คนถูกละเมิดสิทธิต่างๆ อาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายที่เป็นภาพรวมมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคระดับชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนในประเทศไทยพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งองค์กรลักษณะนี้มานานหลายสิบปีแล้ว แต่นักการเมืองรุ่นเก่าๆ ยังไม่เห็นความสำคัญมากนัก

ย้อนไปสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้จัดตั้ง “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” ที่ปราศจากผลประโยชน์ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายการเมืองหรือหน่วยงานราชการ แต่ก็เป็นแค่เพียงตัวอักษรในรัฐธรรมนูญเท่านั้น พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลไม่ได้สนใจจริงจัง หรือนำมาเร่งทำเป็นกฎหมายลูกเท่าไรนัก จวบจนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2550 เนื้อหาในนั้นก็กำหนดไว้เช่นเดิมอีกว่า ต้องจัดให้มีองค์การเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดการแก้ปัญหาการละเมิดหรือเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมระบุด้วยว่าให้รัฐมีหน้าที่ในการจัดหาและสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระนี้

ระหว่างนั้น เครือข่ายผู้บริโภคภาคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉย มีความพยายามในการช่วยกันลงชื่อกว่าหมื่นคนเพื่อเรียกร้องให้มีร่างกฎหมายภาคประชาชนที่มีชื่อเรียกว่า “พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ มีหลักการทำงานคล้ายกับ คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรอิสระทำงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก โดยเสนอไปที่รัฐสภา แต่ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนก็ถูกเพิกเฉยอีกเช่นกัน อาจเป็นด้วยพรรคการเมืองในสมัยนั้นส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ปีกแห่งอำนาจของเหล่าเจ้าสัว ที่เป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งอาจตกเป็นคู่กรณีกับผู้บริโภคนั่นเอง

ร่างกฎหมายนี้เงียบหายไปหลายปีเพราะมรสุมการเมืองเสื้อเหลืองเสื้อแดง จนกระทั่งช่วงต้นปี 2558 ในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีตัวแทนภาคประชาชนและแกนนำเอ็นจีโอนำร่างกฎหมายนี้มาปัดฝุ่นเข้าเสนอที่ประชุมอีกครั้ง และช่วยกันรณรงค์ให้เห็นความสำคัญจนสมาชิก สปช.สมัยนั้น เริ่มเข้าใจและให้ความสำคัญเพราะรู้ดีว่าเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วย “คุ้มครองผู้บริโภค” และจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการช่วยลดปัญหาขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติกระทบกับคนไทยทุกคนหลายเรื่อง เช่น บริษัทมือถือ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ที่ได้รับสัมปทานแอบคิดค่าบริการโทรศัพท์อย่างไม่เป็นธรรม หรือธนาคารที่ร่วมมือกันคิดค่าบริการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเกินจริง การขายสารเคมีพิษร้ายให้เกษตรกร ฯลฯ

การต่อสู้ครั้งนั้นเกือบประสบความสำเร็จอย่างดี เนื่องจากสมาชิก สปช.กว่า 200 คนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการอภิปรายแสดงความเห็นสนับสนุนอย่างกว้างขวางก่อนลงมติให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค” ไปยกร่างเพื่อจัดตั้งเป็นองค์การอิสระฯ แต่สุดท้ายก็เงียบหายไปอีก…

ล่าสุด รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดในมาตรา 46 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง…บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค…โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ”

ภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. แม้ไม่ได้คัดค้านแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากนัก เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้าน หรือต้องการเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาของผู้บริโภคจึงไม่ใช่วาระเร่งด่วน ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ท้ายๆ มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง ในที่สุดวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในชื่อ “ร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค”

สาระสำคัญในร่างกฎหมายนี้คือ การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ เป็นนิติบุคคลมีความเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้มีตัวแทนจากทุกองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชนเข้ามาเป็นกรรมการ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคในการประสานนโยบายและดำเนินงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ในด้านสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงินและการธนาคารด้านการขนส่งและยานพาหนะ ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ด้านอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ด้านบริการสุขภาพ ด้านสินค้าและบริการทั่วไป ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ด้านบริการสาธารณะ โดยเฉพาะการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภคในคดีฟ้องร้องต่างๆ

“พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการร่างกฎหมายจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติแล้ว เพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และกำหนดให้รัฐจัดเงินสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนรายละเอียดคงต้องรอกันต่อไปว่าจะออกเป็นกฎหมายบังคับใช้เมื่อไร

ร่างกฎหมายของ คสช. กลายเป็นระเบิดลูกใหม่ เพราะมีการหมกเม็ดหรือดัดแปลงจากร่างกฎหมายของภาคประชาชนในหลักการสำคัญหลายประการ…

“สารี อ๋องสมหวัง” ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ยอมรับว่าร่างกฎหมายฉบับของ “ภาครัฐ” นั้น มีความแตกต่างจากของ “ภาคประชาชน” เพราะไปเน้นให้จัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคในด้านต่างๆ ได้ด้วย ไม่ได้เป็นคณะกรรมการชุดเดียวอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพตามที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ยังไม่มีที่มาของงบประมาณในการทำงานที่ชัดเจน มีเพียงกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นทุนประเดิมเบื้องต้น อย่างน้อย 350 ล้านบาท

“ส่วนตัวแล้วพวกเราอยากให้มีกรรมการชุดใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน อาจต้องรอหลังเลือกตั้งว่ารัฐบาลที่มาจากใหม่จะมีแนวคิดอย่างไร เพราะสภาองค์กรผู้บริโภคมีหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ และผู้บริโภคมากขึ้น จึงควรเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระช่วยให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง” สารี กล่าวแสดงความเห็น แน่นอนว่า การจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติคงไม่อาจสำเร็จได้ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 อย่างแน่นอน ดังนั้น พรรคการเมืองใดที่สนใจ อาจนำไปเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อดึงการสนับสนุนจากเครือข่ายภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

“รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์” นักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านคุ้มครองผู้บริโภคในระดับประเทศไทยและระดับกลุ่มประเทศอาเซียน กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองไทยจะนำเรื่องผู้บริโภคมาเป็นนโยบายหาเสียงระดับชาติ เนื่องจากปัญหาการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ มีมากขึ้น คนไทยเริ่มมีความรู้เท่าทันมีการส่งต่อข่าวสารกันง่ายขึ้นแต่อุปสรรคคือไม่มีตัวแทนไปช่วยฟ้องร้องหรือสู้คดีในศาล

“ในต่างประเทศประชาชนของเขาให้ความสำคัญกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมาก เพราะเป็นตัวแทนประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม คนธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถไปต่อสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานสินค้าหลอกลวง สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม หรือการให้บริการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ที่ผ่านมาคนไทยถูกหลอกหรือเสียหายก็ได้แต่จำยอม เพราะไม่อยากเป็นเรื่องเป็นราวมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล พวกผู้ประกอบการนักธุรกิจเลยสบาย ละเมิดสิทธิผู้บริโภคได้เต็มที่ เช่น กฎหมายห้ามนำเข้าสารเคมีเกษตรอันตราย แต่ก็มีคนสั่งเอาเข้ามาขายเต็มร้านค้าไปหมด เพราะไม่มีใครเป็นตัวแทนผู้บริโภคไปจัดการหรือไปเฝ้าระวังปัญหาพวกนี้”

ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคข้างต้นกล่าวแนะนำต่อว่า พรรคการเมืองที่อยากหาเสียงโดยการชูนโยบายสนับสนุนให้มีคณะกรรมการอิสระคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ส่วนตัวแล้วอยากให้เน้นชัดเจนไปเลยว่า ต้องมี 3 เงื่อนไขด้วยกัน คือ 1.ต้องเป็นอิสระทางการเงิน หมายความว่าคณะกรรมการฯ ควรมีงบประมาณเป็นของตนเอง เช่น คำนวณจากหัวประชากรคนละ 5 บาท จะได้ประมาณปีละ 350 ล้านบาท การอุดหนุน “แบบรายหัวประชากร” เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีงบเพียงพอในการทำงานเพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคไม่ควรให้ฝ่ายรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพราะจะเกิดความไม่แน่นอนผันแปรไปตามเงื่อนไขต่างๆ

2.ต้องเป็นอิสระในการบริหารจัดการ หมายความว่า เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ ไม่ใช่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และ 3.ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายธุรกิจและฝ่ายการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายนักธุรกิจมักเข้ามาขอมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและการแสวงหาหรือต่อรองผลประโยชน์บางอย่าง โดยไม่ได้คำนึงถึงการทำเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สรุปได้ว่า พรรคการเมืองไหนอยากชนะใจผู้บริโภค คงต้องเร่งหานโยบายหาเสียงที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ทำอย่างไรให้ป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง หรือไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่

  สถิติผู้บริโภคร้องเรียน2561
5 พฤศจิกายน 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เปิดเผยสถิติเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2561 ได้ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน จำนวน 3,245 เรื่อง

– อันดับ 1 “อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ” เป็นเรื่องร้องเรียนมากที่สุดจำนวน 1,335 ราย คิดเป็นร้อยละ 41 เช่น เครื่องสำอางไม่ปลอดภัย อาหารไม่บริสุทธิ์ การขายยาโดยไม่มีเภสัชกร ฯลฯ

– อันดับ 2 “บริการสาธารณะ” ร้องเรียน 529 ราย (ร้อยละ 16.30) เช่น รถทัวร์ รถรับส่งนักเรียน รถตู้ รถเมล์ รถโดยสารระหว่างจังหวัด ฯลฯ

– อันดับ 3 “บริการสุขภาพและสาธารณสุข” ร้องเรียน 460 ราย (ร้อยละ 14.18)

เช่น การปรึกษา เรื่องการย้ายสิทธิบัตรทอง สิทธิประโยชน์ต่างๆ

“ปชป.”ภายใต้ “อภิสิทธิ์” กุมบังเหียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357611?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ปชป.”ภายใต้ “อภิสิทธิ์” กุมบังเหียน

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:36 น.
"ปชป."ภายใต้ "อภิสิทธิ์" กุมบังเหียน
เปิดอ่าน 838 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…   ร่มเย็น

มีโอกาสเห็นรายชื่อ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน  150 รายชื่อ ก่อนที่จะส่งให้กรรมการบริหารพรรคตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ปรากฏว่าหลายคนเป็นคนเก่าคนแก่  คนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, จุติ ไกรฤกษ์ , กรณ์ จาติกวณิช, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู, ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, สุทัศน์ เงินหมื่น, วิฑูรย์ นามบุตร, เทอดพงษ์ ไชยนันทน์, นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์  ซึ่งชื่อคนเหล่านี้คาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอยู่ในรายชื่อผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์  จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นอะไร

แต่ที่น่าสนใจก็คือ อร่ามอาชว์วัต หรือ อร่าม โล่ห์วีระ  อดีต รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเป็นอดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นข่าวไปแล้วว่านายอร่ามอาชว์วัต ได้ยกทีมมาเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่ามีชื่อเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานซึ่งเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดมีฐานเสียงแน่นขึ้น เนื่องจาก อร่ามอาชว์วัต เคยเป็นอดีตส.ส.ชัยภูมิ ถึง 6 สมัย  นอกเหนือจากกลุ่ม สุทัศน์ เงินหมื่น และวิทูรย์ นามบุตร ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คุมอีสานอยู่เดิม
อีกคนที่โผล่ในบัญชีว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ก็คือ  เจือ ราชสีห์ อดีตส.ส.สงขลา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเพิ่งพ่ายแพ้การลงคะแนนเลือกตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. เขต 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ ให้แก่ สรรเพชญ บุุญญามณี  บุตรชายนิพนธ์ บุญญามณี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  จึงต้องกระเด็นมาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์แทน
ในบัญชีว่าที่ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์  ยังปราฏชื่อคนรุ่นใหม่อย่าง สุรบถ หลีกภัย บุตรชายเพียงคนเดียวของชวน หลีกภัย อีกด้วย โดย สุรบถ อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ีรวมตัวกันในนาม “นิวเดม” (New Dem) ซึ่งมีแนวคิดที่ก้าวนอกกรอบ

อย่างไรก็ตามโอกาสที่ สุรบถ จะสอบตกมีสูง เพราะคงได้อยู่ลำดับเกินกว่าลำดับที่ 20  ในบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดการณ์กันว่าส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์  คงได้ประมาณ 20 ที่นั่ง บวกลบจากนี้ไม่มาก แต่ สุรบถ คงได้ตำแหน่งอื่นทางการเมืองเป็นการตอบแทนซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในถนนการเมืองสำหรับคนที่ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรก
แต่ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อไล่เรียงชื่ออย่างละเอียดจากบัญชีรายชื่อว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กลับปรากฏว่าไม่มีชื่อของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งครั้งนี้เป็นถึงประธานคัดเลือกผู้สมัครส.ส.ระบบเขต  และเคยเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว… งานนี้สงสัย อภิรักษ์ ต้องการทำงานเบื้องหลังช่วยพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนกลุ่มทุนใหม่ที่น่าสนใจในบัญชีรายชื่อว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์  ก็คือ   ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ซึ่งเป็นลูกชายของชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและอดีตรมว.อุตสาหกรรมสมัย “รัฐบาลอภิสิทธิ์” กับ ผศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  อย่างไรก็ตามไม่ค่อยเห็นกลุ่มทุนในปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์สักเท่าไหร่ ทั้งนี้อาจจะเป็นในลักษณะช่วยกันคนละไม้คนละมือ  และก็มี ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล แต่รายนี้พรรคประชาธิปัตย์ส่งลงสมัครส.ส.เขตมีนบุรี ไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์

และเมื่อมองลึกลงไปในรายชื่อว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์  ก็จะพบว่าการจัดปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ฝ่าย อภิสิทธิ์ เป็นคนจัดทั้งหมด โดยฝ่ายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และถาวร เสนเนียม    ไม่มีส่วนในการจัดเลย  แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอภิสิทธิ์ ได้คุมพรรคอย่างเต็มที่หลังจากอภิสิทธิ์ ชนะ นพ.วรงค์  ได้เป็นหัวหน้าพรรคต่อ โดยฝ่าย “หมอวรงค์” ก็ลงส.ส.เขตไป  แต่ฝ่ายอภิสิทธิ์ มีทั้งที่ลงส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และส.ส. เขต ดังนั้นหลังเลือกตั้งส.ส.ฝ่ายอภิสิทธิ์ ในพรรคประชาธิปัตย์มีมากกว่าฝ่าย “หมอวรงค์” แน่   ฝ่าย “อภิสิทธิ์” ก็จะคอนโทรลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างราบรื่นต่อไป
ส่วนภาพรวมของพรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คงได้จำนวนที่นั่งส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2554 ซึ่งได้ทั้งหมดถึง 159 ที่นั่ง เนื่องจากอดีตส.ส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนย้ายไปอยู่พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ส.ส. จังหวัดชายแดนใต้ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายยกทีมถึง 6 คน ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งมีแนวโน้มสูงอย่างยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีส.ส. จังหวัดชายแดนใต้เหลืออยู่เลย ส่วนพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่เหลือก็มีพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ คอยแซะที่นั่ง อีกทั้งในภาคตะวันออกพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเสียอดีตส.ส.ของพรรค ชนิดยกภาค ไปให้พรรคพลังประชารัฐถึง 8 คน ในขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ยังคงชูอภิสิิทธิ์  เป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งคงไม่สามารถเรียกคะแนนเสียงให้พรรคได้มากกว่าเดิม เพราะชื่อของอภิสิทธิ์ หากเปรียบเหมือนยี่ห้อสินค้า นาทีนี้ก็ขายไม่ค่อยออกเสียแล้ว

อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี

วันที่ 2 มกราคม 2562 – 09:06 น.
อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี
เปิดอ่าน 1,062 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัจจุบัน “อาชญากรรมไซเบอร์” มีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ขณะที่สถาบันการเงินได้หารือกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงข้อกังวลเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าที่อาจถูกโจรกรรม ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยมอบหมายให้ดีเอสไอบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ และให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงป้องกันดักหน้าไม่ให้เกิดอาชญกรรมขึ้นอีก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางดีเอสไอได้ประชุมร่วม 7 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ปี 2562 อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมธนาคารไทย และ กรมประชาสัมพันธ์
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ บอกว่า ที่ผ่านมากองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ได้สืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มคดีอาชญากรรมต่างๆ มักจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็ว มีการใช้ระบบเก็บข้อมูลใน Cloud เพื่อการปกปิดแหล่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย และปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริง ใช้การชำระเงินผ่านระบบ e-wallet หรือเงินสกุลดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ และที่เลวร้ายที่สุดคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว และผู้บริสุทธิ์บางคนเป็นเครื่องมือขององค์กรอาชญากรรม เช่น การถูกแอบอ้างชักชวนให้เปิดบัญชี หรือการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อปกปิดและถ่ายโอนผลประโยชน์

“ที่ประชุมกันเรื่องนี้กับ 7 หน่วยงาน ก็เพื่อผนึกกำลังประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในด้านการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว และคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปมาตรการปิดกั้นเว็บไซต์ การทำงานเชิงรุกเป็นทีม การตัดโครงข่ายของ กสทช. การเปิดเวทีให้เยาวชนมีส่วนร่วม การควบคุมการให้บริการอินเทอร์เน็ต การตรวจสอบ ISP มาตรการในการควบคุมร้านเกมในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน (Log File)” อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

พ.ต.อ.ไพสิฐ บอกด้วยว่า ขอแจ้งเตือนประชาชนถึงรูปแบบการกระทำความผิด และวิธีการป้องกันเพื่อให้รู้เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในปี 2562 เช่น การซื้อขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ ที่ไม่มีอยู่จริง (Fraudulent) ประชาชนควรใช้ความระมัดระวัง และตรวจสอบการมีอยู่จริงของผู้ขายสินค้าหรือบริการ หากเกิดความสงสัยหรือไม่แน่ใจต้องทำการตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้า หรือให้บริการประเภทนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ, การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง (Phishing) เพื่อมุ่งหวังเงิน โดยจะหลอกให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธนาคาร จากนั้นคนร้ายจะนำข้อมูลดังกล่าวไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนผู้เสียหาย ดังนั้น ไม่ควรรีบเร่งดำเนินการหรือคีย์ข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการธุรกรรมทางด้านการเงินการธนาคารใดๆ ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ไม่น่าไว้ใจ และตรวจสอบความถูกต้องของระบบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อการขอข้อมูลธุรกรรมง่ายๆ

ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะข้างต้น สามารถติดต่อผ่าน 5 ช่องทาง ดังนี้ 1.การติดต่อด้วยตนเองที่ดีเอสไอ 2.ติดต่อผ่านเว็บไซต์ http://www.dsi.go.th 3.การยื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ 4.ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1202 (โทรฟรีทั่วประเทศ) และ 5.การติดต่อผ่านศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษทั้ง 10 เขต โดยข้อมูลเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะถูกเก็บข้อมูลเป็นความลับ
แม้จะมีการจับกุมมากมาย แต่ยังมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอด โดยเฉพาะคดี คอลเซ็นเตอร์ แสร้งรักออนไลน์ แชร์ออนไลน์ แชทหลอกยืมเงิน ฯลฯ ฉะนั้นการระมัดระวังตัวเองไม่หลงเชื่อง่ายๆ น่าจะดีกว่ารอให้เจ้าหน้าที่กวาดล้างอาชญากรไซเบอร์ให้หมด..!!

ส่องตำนานตระกูล “ชินวัตร” บนเวทีการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส่องตำนานตระกูล “ชินวัตร” บนเวทีการเมืองไทย

วันที่ 2 มกราคม 2562 – 08:50 น.
ส่องตำนานตระกูล "ชินวัตร" บนเวทีการเมืองไทย
เปิดอ่าน 6,311 ครั้ง

คอลัมน์… ขยายปมร้อน โดย… เร้นกาย ไร้เงา

“ชินวัตร” คือสกุลการเมืองจากนครพิงค์ที่ทำงานการเมืองในท้องถิ่นและระดับชาติมาหลายสิบปี
ด้วยกติกาการเมืองในวันนี้ สาแหรกชินวัตรที่เคยยืนเคียงข้างกันมาในพรรคเดียวต้องแยกสายไปคุมพรรคหลักและพรรคสาขาเพื่อคว้าโควตา ส.ส.ให้มากที่สุดในการหย่อนบัตรเลือกผู้แทนฯ คราวนี้ และต้องแข่งขันกับหลากพรรคที่หวังโค่นเพื่อไทย, ไทยรักษาชาติ และพรรคในเครือข่ายให้จงได้

บางคนมองว่าการเมืองไทยหากไม่มีคนในแวดวง “ชินวัตร”

จะก้าวเดินเช่นใด…

คำตอบที่ตรงที่สุดนั้นคือ “หากไม่มีทายาทนายใหญ่ปรากฏใน พท. รวมทั้งทษช. รับรองว่าที่ ส.ส.ร่วงเป็นแถว” อดีต ส.ส.สังกัดเครือข่ายคนหน้าเหลี่ยมให้ข้อมูล รวมทั้งคนในต่างจังหวัด เวลาที่ผู้สมัครเดินแนะนำตัว ชาวบ้านถามคำเดียว อยู่พรรคไหน พรรคของทักษิณและยิ่งลักษณ์ไหม หากไม่ใช่ “ไม่เลือก”

แม้ข้อมูลเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับคนในตระกูลนี้ก็ไม่สามารถลบภาพจำจากใจคนไทยบางส่วนได้ เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบกลายๆ แล้วว่าการนับแต้มหลังการหย่อนบัตรนั้น บางส่วนของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งสี่สิบสี่ล้านคนเฉลยออกมาแล้ว…

เท่ากับว่า กระแสข่าวที่เคยกระพือในช่วงก่อนหน้านี้ว่า การเมืองวันนี้และวันหน้าจะไม่ปรากฏคนในครอบครัวชินวัตรและเครือข่ายลงสนาม แต่วันนี้ความจริงบังเกิดแล้วว่ากระแสข่าวดังกล่าวนั้น สวนทางกับแนวคิดและการตัดสินใจทางการเมืองของเฮียเหลี่ยมโดยสิ้นเชิง

เพราะ พท.และพรรคสาขา อย่างไรเสีย…ต้องมีเลือดของชินวัตรร่วมในองค์กรเพื่อเป็นหลักประกันในการคว้าคะแนนและคอยกุมบังเหียนในพรรค

หากจะแบ่งเจนเนอเรชั่นของชินวัตรบนเวทีการเมืองไทยแบบพอสังเขปนั้น น่าจะแบ่งได้สามรุ่นคือ

รุ่นแรก “เลิศ ชินวัตร” อดีต ส.จ.และอดีต ส.ส.เชียงใหม่ โดยมี “สุรพันธ์ ชินวัตร” น้องชายที่เป็นอดีตผู้แทนฯ เชียงใหม่หกสมัย และยังเป็นอดีต รมช.คมนาคม คนแรกของตระกูล

รุ่นสอง ทักษิณ ชินวัตร อดีต ส.ส.กทม.พรรคพลังธรรม อดีตรองนายกฯ อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคไทยรักไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 (สองสมัยติดต่อกัน) เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และยังมีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 สามีของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุตรของเลิศและยินดี

หมายความว่า บุตรของเลิศและยินดี ชินวัตร มีทายาทโดยตรงขึ้นเป็น สร.1 สองคน (เฮียเหลี่ยมและเจ๊ปู) ทายาทจากการสมรส (สมชาย สามีของเจ๊แดง)

เพราะมีฐานจากสามพรรคที่เป็นแกนนำตั้งสี่รัฐบาลคือ พรรคไทยรักไทย(ทักษิณและเยาวภา), พลังประชาชน(สมชาย), เพื่อไทย(ยิ่งลักษณ์) นั้น บางคนอาจนับว่าเป็นยุคที่เติบโตที่สุดในเวทีการเมืองของครอบครัวชินวัตรในช่วงเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา

และยังมี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สูงสุด และอดีต ผบ.ทบ. ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของทายาทเลิศและยินดี ชินวัตร หลังเกษียณราชการมารับบทที่ปรึกษานายกฯ (เจ๊ปู) และตอนนี้บิ๊กตุ้ยรับหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังปวงชนไทยที่รวบรวมคนเสื้อแดงบางส่วนมาร่วมอุดมการณ์

รุ่นสาม “พานทองแท้ ชินวัตร“ หัวแก้วหัวแหวนของเสี่ยแม้วและคุณหญิงอ้อ ตอนนี้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่วนไทยรักษาชาติ “พรรคสาขาของเพื่อไทย” นั้น หลานของเลิศและยินดีคือ ”ฤภพ ชินวัตร” (บุตรของพายัพ) คว้ารองหัวหน้าพรรค, “ชยิกา วงศ์นภาจันทร์” (บุตรีเยาวเรศ ชินวัตร) เป็นนายทะเบียนพรรค

อีกทั้งยังมีกองหนุนในโลกออนไลน์อย่าง “พินทองทาและแพทองธาร” ที่คอยสร้างอารมณ์ร่วมให้แฟนคลับ

แต่ข่าวคราวของรุ่นสามนี้ก็ใช่ว่าจะเคลียร์และไร้ข่าวแง่ลบ…คล้ายว่าดีเอ็นเอจากรุ่นสองจะถ่ายตรงมาแบบแทบครบถ้วน ดีไม่ดีจะลำบากกว่าด้วยซ้ำ ฉะนั้นการก้าวเดินทางการเมืองในช่วงนี้และอนาคต…ไม่รู้ว่ารุ่นสามของชินวัตรจะไปได้สะดวกและจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ที่รุ่นหนึ่งและรุ่นสองสร้างไว้หรือไม่…

2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357458?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 11:43 น.
2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!
เปิดอ่าน 455 ครั้ง

คอลัมน์…  ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย… เอราวัณ

00 เปิดศักราชใหม่ 2562 ด้วยปี “หมูทอง” ไม่ต้องดูดวงก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านใหญ่ สำหรับประเทศไทย ที่ผู้อ่านทุกท่านควรจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเราๆ ท่านๆโดยตรง 2 ด้านที่ว่า คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่จะเป็นพายุในการเปลี่ยนผ่านวิถีการผลิตแบบเก่ากลายเป็นวิถีการผลิตแบบใหม่

00 ในด้านการเมือง  2562 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง มิใช่เพียงแค่การเลือกตั้งส.ส. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เท่านั้น หากแต่จะมีทั้งการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับที่จะตามมา ทั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-นายกอบจ.-เทศบาล และ อบต. ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของคณะผู้บริหารประเทศและผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับ

00 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับ ปี 2020 หลังจากที่องค์กรนานาชาติทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาครัฐและเอกชนไทยที่มีวิชัน 2020 มาอย่างยาวนาน และคาดว่าเทคโนโลยีอาจจะเกิดขึ้นในปี 2019 หรือ 2020 นี้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและวิถีชีวิตของมวลมนุษยชาติ รวมทั้งคนไทย ที่หากใครหรือองค์กรใดตามไม่ทัน หรือปรับตัวไม่ได้ จะถูก Disrupt (ทำลายล้าง) อย่างช่วยไม่ได้

00 จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะปรับวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของตน และองค์กร เพื่อให้อยู่รอดในพายุเทคโนโลยี และควรจะใช้เหตุผลนี้ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจ เลือกตัวแทนของพวกท่าน ที่คำนึงถึงการมีแนวทางในการต่อสู้กับพายุลูกนี้ การเลือกตัวแทนหรือผู้บริหารที่คิดไม่เกิน “หัวแม่เท้าตัวเอง” ที่ยังล้าหลังคิดแต่เรื่องการช่วงชิงอำนาจ การแก้กติกา-กฎหมายเพื่อนิรโทษตัวเอง และพวกพ้องให้พ้นผิดเท่านั้น

00 ปี 2562 ปีที่จะมีการเลือกตั้งในทุกระดับจึงเป็นปีที่ดี ที่ทุกท่านจะมีส่วนร่วมในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองทุกคน จงใช้สติ คิดอย่างรอบคอบ ก่อนจะตัดสินใจว่า “เราจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อส่งต่ออนาคตประเทศไทย ให้ลูกหลาน” ในวันข้างหน้า ช่วยกันสั่งสอน “นักการเมืองไดโนเสาร์” ที่มักแต่คิดแย่งชิงอำนาจ โดยไม่คิดถึงอนาคตประเทศ มือของพวกท่านเปลี่ยนแปลงประเทศได้…

เฮฮาสภาโจ๊ก! “ตลก” ตะลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357437?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฮฮาสภาโจ๊ก! “ตลก” ตะลุยเลือกตั้ง

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 11:00 น.
เฮฮาสภาโจ๊ก! "ตลก" ตะลุยเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 4,849 ครั้ง

นี่ไม่ได้มาเล่นๆ ขำๆ นะเอ้า เพราะพวกเขาก็คือคนไทย ที่มีสิทธิ์ทำเพื่อชาติบ้านเมือง เลือกตั้งงวดนี้มีฮา เอ๊ย มีเฮแน่ๆ

สนามเลือกตั้ง 2562 ปรากฏว่า มีผู้คนหลากหลายอาชีพขันอาสาเสนอตัวขอเป็นผู้แทนราษฎร และที่น่าสนใจมีนักแสดงดาวตลกชื่อดังกระโจนลงสนามด้วย

“หยอง” ค่ายสีฟ้า

หากกล่าวถึงเขต 4 ลพบุรี (ชัยบาดาล, ท่าหลวง, สระโบสถ์, โคกเจริญ และลำสนธิ) ก็นึกถึงตระกูลการเมืองเก่า “วรปัญญา” ที่ผูกขาดเป็น ส.ส.เขตนี้มานาน

สำหรับเลือกตั้งเที่ยวนี้ “หยอง ลูกหยี” หรือ จงรวย สมจิตรนา นายกสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) จะสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.ลพบุรี เขต 4 ด้วย

หยอง ลูกหยี เพิ่งก้าวมารับตำแหน่งนายกสมาคมศิลปินตลกต่อจาก ถั่วแระ เชิญยิ้ม เมื่อต้นปี 2561 นอกจากการรับแสดงหนังและละคร หยองได้เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟริมถนนสระบุรี-หล่มสัก ช่วงก่อนถึงอีซูซุลำนารายณ์ และเปิดร้านขายลาบอยู่แถวสี่แยกม่วงค่อม

แม้การแสดงตลกคาเฟ่ หยองจะพูดลาว แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่คนอีสาน พ่อแม่เขาอพยพจากที่ราบสูงมาตั้งรกรากที่ลำนารายณ์ หรือชัยบาดาล หยองก็เกิดที่ลำนารายณ์ ลพบุรี

ปี 2556-2557 หยองกระโดดขึ้นเวทีม็อบ กปปส. และนี่เป็นต้นทุนการเมือง ทำให้ตลกอาวุโสคนนี้เลือกลงสนามเลือกตั้งเขต 4 ลพบุรี

          แพ้ก็แพ้อยู่แล้ว แต่คงเก็บคะแนนตกน้ำได้ไม่น้อย เพราะหยองมากรุยทางที่ลำนารายณ์หลายปีแล้ว

“กล้วย” ค่ายสีน้ำเงิน

          “กล้วย เชิญยิ้ม” ลูกชายหัวหน้าคณะสวรรค์ถาวร อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ เดินตามรอยบิดา ออกตระเวนเล่นลิเกไปกับหลายคณะ จนเริ่มเข้าสู่วงการตลกเมื่ออายุ 26 ปี

เลือกตั้ง 2554 ฐานุพงศ์ ศักดิ์ธนาวัฒน์ หรือ กล้วย เชิญยิ้ม ลงสมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 3 (ลับแล ตรอน พิชัย) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้านั้น “น้ากล้วย” เคยเป็นที่ปรึกษานายก อบจ.อุตรดิตถ์ และผลการเลือกตั้งหนนั้น น้ากล้วยพ่ายแพ้ แต่ได้คะแนน 12,800 คะแนน

ด้วยโปรไฟล์เดิม มีคะแนนดิบหลักหมื่น หนนี้ น้ากล้วยจึงย้ายจากค่ายสีฟ้าไปอยู่ค่ายสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย และคงต้องรอดูว่าตลกการเมืองรายนี้ จะลง ส.ส.เขต หรือบัญชีรายชื่อ

          น้ากล้วยเป็นตลกที่สนใจปัญหาบ้านเมืองและไม่แปลกที่จะเลือกเดินทางสายนี้

“เจ๋ง” ค่ายสีแดง

ในวงการตลกทราบดีว่า หยอง ลูกหยี และกล้วย เชิญยิ้ม อยู่คนละขั้วกับ “เจ๋ง ดอกจิก” หรือ ยศวริศ ชูกล่อม แกนนำ นปช. โดยน้ากล้วยกับหยอง จัดรายการข่าวทางช่องฟ้าวันใหม่ ส่วนเจ๋งจัดรายการข่าวทางช่องพีซทีวี (จอแดง)

“เจ๋ง” เป็นคนสุราษฎร์ธานี ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รวมตัวกับเพื่อนอีก 3 คน ตั้งคณะตลกขึ้นมาในชื่อ “คณะ 4 ดอกจิก” หลังเรียนจบปริญญาตรี เจ๋งเข้าสู่เส้นทางตลกคาเฟ่เต็มตัวโดยเน้นล้อเลียนการเมืองเป็นหลัก

ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู เจ๋งได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคและเสนอตัวลง ส.ส.ที่บ้านเกิด แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งเกิดขบวนการเสื้อแดง เจ๋งทิ้งคาเฟ่เดินหน้าเป็นดาวไฮด์ปาร์คประจำเวที นปช.

เจ๋งไม่ต่างจากแกนนำม็อบคนอื่นๆ เต็มไปด้วยบาดแผลคดีความต่างๆ เข้าคุกเข้าตาราง แต่เจ๋งยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ปลายปีที่แล้วเจ๋งตัดสินใจเข้าร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ ที่มีจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เจ๋งเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อขายฝันขายนโยบายพรรคฝ่ายเป็นกลาง

          เจ๋งคงรับบทกองเชียร์ เหมือนจตุพร..นี่คือวิถีฮาร์ดคอร์แดงที่เลือกเข้าสู่ระบบรัฐสภา