“ม็อบดุสิตธานี”อดีตที่ไม่อยากจดจำของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ม็อบดุสิตธานี”อดีตที่ไม่อยากจดจำของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์”

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:38 น.
โรงแรมดุสิตธานี,ม็อบดุสิตธานี,เจ้าพระยายมราช,ปั้น สุขุม,ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย,เทิดภูมิ ใจดี ผู้นำม็อบดุสิตธานี
เปิดอ่าน 16,500 ครั้ง

“แพ็กเกจสุดพิเศษอีกหนึ่งความทรงจำ..คืนวันที่ 4 มกราคม 2562 เท่านั้น..”

ถ้อยคำเชิญชวนให้ผู้คนไปรับประทานอาหารและพักค้างใน “คืนสุดท้าย” ของโรงแรมดุสิตธานี ก่อนจะยุติการเปิดบริการวันที่ 5 มกราคม 2562 และนับจากนี้ไปจะมีการปิดปรับปรุงเพื่อสร้างเป็นดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบประสมขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 23 ไร่

เดิมทีสถานที่ตั้งโรงแรมดุสิตธานี เป็นบ้านศาลาแดง ของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ได้ดำเนินการขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาวที่หรูหราที่มีความสูง 23 ชั้น แห่งแรกในกรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปี โรงแรมดุสิตธานีมีเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์มากมายและหนีไม่พ้นที่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี จะเป็นตัวละครเอกในเรื่องนั้นๆ

ม็อบดุสิตธานี ปี 2517

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โรงแรมดุสิตธานี กลายเป็นแหล่งชุมนุมกลุ่มชนชั้นนำของสังคมไทย จนเป็นที่มาของ “กลุ่มดุสิต 99” ที่ทรงพลังทางการเมืองในช่วงรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์

สืบเนื่องมีการแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ เพื่อคัดเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คน และท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้เป็นสมาชิก สนช.ด้วย

อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้บันทึกเรื่องราวของกลุ่มดุสิต 99 ไว้หนังสือ “ชีวิตที่เลือกได้” ตอนหนึ่งว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ชุดนั้นมี 299 คน ได้มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่ม 99 ประกอบด้วยข้าราชการ และนักธุรกิจคนสำคัญ มีการประชุมกันที่โรงแรมดุสิตธานี จึงมีชื่อเรียกว่า กลุ่มดุสิต 99 นับเป็นกลุ่มใหญ่มีบทบาทมากในการผ่านร่างพระราชบัญญัติ”

สมาชิกกลุ่มดุสิต 99 ได้แก่ เกษม จาติกวณิช, น.ต.กำธน สินธวานนท์, แถมสิน รัตนพันธ์, ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี, สนอง ตู้จินดา, จรูญ เรืองวิเศษ, เกษม สุวรรณกุล, คุณหญิงเสริมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ และนิสสัย เวชชาชีวะ จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า กลุ่มดุสิต 99 เป็นเสมือนรัฐบาลที่สองของประเทศไทย

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เมื่อปี 2517

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ไม่อยากจดจำคือ “ม็อบดุสิตธานี” หรือการชุมนุมนัดหยุดงานของพนักงานโรงแรมดุสิตธานี ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม-13 กันยายน 2517

ปฐมบทของการนัดหยุดงานเริิ่มจาก “เทิดภูมิ ใจดี” พ่อครัวโรงแรมเชอราตัน ได้เคลื่อนไหวรวบรวมพนักงานโรงแรมดุสิตธานี โรงแรมนารายณ์ โรงแรมมโนราห์ และโรงแรมเชอราตัน จัดตั้งสมาคมลูกจ้างโรงแรม

เดือนมิถุนายบน 2517 มีการชุมนุมใหญ่ของผู้ใช้แรงงานหลายหมื่นคนที่ท้องสนามหลวง เรียกร้องให้มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เคยเอาเปรียบกรรมกร

ต่อมาพนักงานโรงแรมดุสิตธานีได้ยื่นข้อเรียกร้องให้บริษัทดุสิตธานี เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนละ 600 บาท และเงินค่าบริการ 85% แต่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องพนักงานจึงนัดหยุดงานและปิดโรงแรมดุสิตธานี

เวลานั้น เทิดภูมิ ใจดี ได้ประสานกำลังจากกลุ่มนักศึกษาและเพื่อนกรรมกรมาสมทบที่หน้าโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งการนัดหยุดงานยืดเยื้อไปถึง 23 วัน จึงยุติลงเมื่อรัฐบาลสัญญา ตั้งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ขึ้นมาพิจารณาข้อพิพาทร่วมกัน

สุดท้ายเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ จึงตัดสินใจปิดกิจการโรงแรมเป็นเวลา 3 เดือน และเมื่อเปิดบริการใหม่ก็ไม่ยอมรับพนักงานเดิม 164 คน กลับเข้ามาทำงาน

เทิดภูมิ ใจดี ผู้นำม็อบดุสิตธานี

การแก้ปัญหาม็อบดุสิตธานีครั้งนั้น สื่อมวลชนบางสำนักได้เขียนถึงท่านผู้หญิงชนัตถ์ไว้ว่า “..เป็นคนเฉียบขาด บางครั้งดูเหมือนเอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย”

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ปิดเป็นปิด ซึ่งภายหลังก็พิสูจน์แล้วว่าการปิดตัวเองนานถึง 3 เดือนไม่กระทบกระเทือนถึงตลาดลูกค้าแต่อย่างใด เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านผู้หญิงชนัตถ์ รู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถทำอะไรได้

“ดิฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นพนักงานที่เราได้เฝ้าอบรมฝึกฝนให้ความรู้ มีระเบียบวินัยของการทำงานในวิชาชีพนี้ แต่กลับแสดงความกร้าวร้าว โหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อน ไม่มีสัมมาคารวะ ดิฉันถือว่าเป็นการทำลายวิชาชีพอย่างไม่สามารถหาสิ่งใดมาลบล้างได้ ดิฉันไม่ต้องการให้เขาเหล่านี้เข้ามาทำลายวิชาชีพนี้อีกต่อไป ถึงตกลงใจไม่เปิดโรงแรมและไม่รับพนักงาน 164 คนที่สไตรค์กลับเข้าทำงาน” ความในใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ที่เคยบอกเล่าผ่านผู้สื่อข่าวนิตยสารบางสำนัก

ส่วนเทิดภูมิ ใจดี จากการเคลื่อนไหวนัดหยุดงานครั้งประวัติศาสตร์ของพนักงานโรงแรมไทย ได้ส่งให้ตัวเขากลายเป็นผู้นำกรรมกรระดับชาติ มีบทบาทผู้นำมวลชน เคียงข้างเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และจิระนันท์ พิตรปรีชา

บทบันทึกการเมืองไทยหลัง 14 ตุลา จึงควรกล่าวถึงโรงแรมดุสิตธานี อย่างน้อย 2 กรณีคือ กลุ่มดุสิต 99 และม็อบดุสิตธานี

‘เอกพร รักความสุข’เสนอจุดเปลี่ยนประเทศเปลี่ยนนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอกพร รักความสุข’เสนอจุดเปลี่ยนประเทศเปลี่ยนนายกฯ

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:31 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,เอกพร รักความสุข,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

พรรคการเมืองที่จะลงสนาม 350 เขต แย่งเก้าอี้ส.ส.และมีผลกับหนึ่งร้อยห้าสิบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ (ในเขตที่แพ้นำแต้มไปคำนวณ) ต่างทยอยเปิดนโยบายที่จะใช้ลงสู้ศึกกับทุกขั้วผ่านการหย่อนบัตร

“พรรคพลเมืองไทย” ที่เปลี่ยนชื่อจาก “พลังพลเมืองไทย” รวมทั้งเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่นำโดย “เอกพร รักความสุข” อดีตส.ส.สกลนครและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมนั้น มีมุมมองการเมืองวันนี้ในฐานะตัวแทนพรรคเล็กและน้องใหม่ ที่มีบุคลากรดีกรีอดีตรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในสภาที่ปรึกษาพรรคร่วมช่วยงานจะลุยสนามเลือกตั้ง

หัวหน้าพรรคพลเมืองไทยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรับหน้าที่หัวหน้าพรรคเพราะอุบัติเหตุ (เดิมเป็นเลขาธิการพรรคพลังพลเมืองไทย) เมื่อเปลี่ยนชื่อพรรคและผู้บริหารพรรคแล้ว ผมได้หารือกับแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคในการทำงานตามอุดมการณ์ที่ตกผลึกกันแล้ว กติกาเลือกตั้งครั้งนี้ย้อนไปสมัยผมลง ส.ส.ครั้งแรกเมื่อราวกว่าสามสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นผมย้ายจากส.จ.ลงสมัครส.ส.สกลนคร ชาวบ้านตอนนั้นเลือกคน ไม่ได้เลือกพรรค แม้การเมืองช่วงหลังชาวบ้านจะเลือกพรรคด้วย ผมมองว่าพรรคที่ยังยึดติดแนวคิดในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมมองว่าคำนวณผิดนะ”

กติกาวันนี้เปลี่ยนไปคือ 1.กติกาเลือกนายกฯ จากบัญชีที่แต่ละพรรคเสนอได้สามรายชื่อ 2.กติกาบัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้งคนและพรรค ที่มีความหมาย ทุกคะแนนมีค่า ตอนนี้ทราบว่าผู้สมัครบางพรรคอยากให้ระบบเขตแพ้ เพื่อนำแต้มรวมกับปาร์ตี้ลิสต์ บางเขตหวังให้ตัวเองชนะเลย ตรงนี้เกิดการต่อรองราคาว่าพรรคนั้นๆ จะช่วยผู้สมัครเท่าใด หากไม่พอใจจะย้ายพรรค ผมเจอเรื่องนี้มากับตัว และบอกไปว่าพรรคไม่มีแนวทางแบบนี้ หากไม่ประสงค์จะร่วมงานก็จากกันด้วยดี

3.กติกาการตรวจสอบนโยบายพรรคที่กกต.ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้และการใช้งบประมาณ ตรงนี้หากผู้สมัครบางคนไปหาเสียงและอธิบายอะไรที่เกินไป อาจโดนใบส้ม รวมทั้งบางพรรคที่เพิ่งจัดตั้งระดมทุนและใช้นโยบายรัฐบาลหาเสียง แบบนี้มันเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่เสมอภาค ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลนี้มีที่มาแบบใด พรรคใหม่บางพรรคเกิดจากอะไร แล้วใช้นโยบายที่ตัวเองไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปหาเสียงแบบนี้ทำได้ไหม

เอกพร ระบุว่า “ขอย้ำว่ากติกาที่คสช.และรัฐบาลกำหนด พรรคพร้อมปฏิบัตินะ เราวางสิบนโยบายไว้หาเสียง หนึ่งในนโยบายที่จะทำคือปฏิรูปนโยบายภาครัฐที่หวังสร้างชาวบ้านแข็งแรง ตอนนี้นโบายรัฐที่วางไว้นั้นกลับทำให้ภาคราชการเข้มแข็ง มันสวนทางกับกระแสโลก พรรคคิดปรับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ โดยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป เราจะเสนอให้ปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เราเห็นปัญหาของทุนใหญ่ที่กัดกินระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ โดย 5 ปีที่ผ่านมา ทุนใหญ่ครอบงำรัฐบาลอยู่ ทำให้คนจนต้องเสียเงินให้ทุนใหญ่ทุกรูปแบบ”

เอกพร กล่าวต่อว่า เราเสนอให้ทบทวนให้ร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศจ้างงานคนพิการและคนสูงอายุได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดภาระของรัฐ ซึ่งพวกเขาต้องไปหาแนวทาง รวมทั้งควรปิดหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้หาบเร่ขายได้ เพราะหาบเร่นั้น กทม.บอกว่าต้องงดขายหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ มันจะได้เป็นธรรม

พรรคจะเสนอให้ตั้งกระทรวงอาหารเพื่อขายสินค้าทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ประเทศเจริญแล้วทุกพื้นที่เขาแปรรูปอาหาร ซึ่งอาหารของคนไทยหากเรารณรงค์การแปรรูป ไทยจะมีอาหารเป็นอาวุธ จะเห็นว่าประเทศออสเตรเลียสามารถส่งออกอาหารลำดับต้นๆ ของโลก ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรมากมาย หรืออาหารญี่ปุ่นที่ราคาแพง เกษตรกรอยู่ได้ ตอนนี้ยูเนสโกก็ขึ้นมรกดโลกให้ทับทิมกรอบของไทยแล้ว หากประเทศหันมาวางตำแหน่งทางอาหารให้ดีกว่าเดิม เราสามารถขายอาหารได้ปริมาณมากกว่าเดิม และจะเป็นลำดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากเรามีทรัพยากรมากกว่าประเทศอื่น

“นโยบายอาหารเป็นนโยบายหลักของพรรคพลเมืองไทย เราจะปรับระบบอาหาร จากเดิมกระจายอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่เราอาจจะปรับให้มีวิทยาลัยอาหาร สอนการทำอาหาร เราจะจัดระบบโครงสร้างใหม่หมด เพราะมองแล้วว่ากระทรวงอาหารคืออาวุธที่จะใช้ต่อรองให้ประเทศไทยทัดเทียมกับนานาชาติ”

สำหรับนโยบายด้านการเมือง เอกพร กล่าวว่า เราจะไม่หาเสียงด้วยการแบ่งฝั่ง (เผด็จการและประชาธิปไตย) เนื่องจากเราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อขจัดความขัดแย้ง เราจะไม่นำพาให้ประชาชนต้องเจอกีฬาสีอีก เราหวังใช้สวิตเซอร์แลนด์โมเดล (ประเทศเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด) กับการเมืองไทยในคราวนี้ คนเสื้อแดงหลายจังหวัดมาลงสมัครกับพรรคเรานะ เพราะเหตุรุนแรงหลายปีคนอีสานเบื่อแล้วกับสิ่งแบบนี้

“ส่วนผู้สมัครส.ส. พรรคเปิดโอกาสให้ทุกสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคได้ เราต้องการคนรุ่นใหม่ โดยจะส่งผู้ลงสมัครส.ส.ในนามพรรคประมาณ 250 คน พื้นที่กทม.เราบอกสังคมแล้วว่าเราส่งผู้สมัครส.ส.หญิงทั้งสามสิบเขตและกำลังพิจารณาผู้หญิงที่ประกอบอาชีพกลางคืนมาลงสมัคร เพราะกทม.วันนี้คือเมืองกลางคืน ผู้หญิงที่มาร่วมงานกับพรรคเราจะสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและจะได้วางแนวทางแก้ไขรวมทั้งจะเสนอชื่อคนจนในการสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 74-150 คนจากทั่วประเทศเพื่อให้พวกเขาเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาให้สังคมรับรู้”

เอกพร บอกด้วยว่า “เราคือพรรคยี่สิบบาทที่ไม่สู้กับพรรคแบงก์พัน เราสู้ตามแนวทางของเรา พรรคนี้คือพรรคครอบครัวที่ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของ เราไม่มีทุนเยอะ เรามีทุนเพียงให้ผู้สมัครนำไปยื่นใบสมัคร อุปกรณ์หาเสียงบ้างที่มีคนสนับสนุน และมีระบบข้อมูลทางไอทีที่วิเคราะห์แต่ละพื้นที่ไว้แล้ว ซึ่งหากพรรคได้ส.ส.เขต 10 ที่นั่ง ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และบวกกับส.ส.บัญชีรายชื่อ มั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคในเขตที่แพ้การเลือกตั้งจะได้คะแนนเกิน 5,000 คะแนนทุกเขต รวม 250 เขต จะได้ 1,250,000 คะแนน นำมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะได้ประมาณ 15 ที่นั่ง รวมทั้งหมด 25 ที่นั่ง”

“เอกพร” กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคพลเมืองไทยจะมีจุดขายคือเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี วันนี้ยังไม่ขอพูดชื่อนายกรัฐมนตรีในโควตาของพรรค เพราะเกรงว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนอีก พรรคจะบอกสังคมว่าพอกันทีได้หรือไม่กับนายกฯ คนปัจจุบันที่ทำงานมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พรรคจะกล้าเปลี่ยนนายกฯ คนปัจจุบันนี้จากผลการเลือกตั้ง พรรคได้ทาบทามบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคไว้สี่คนที่มีประสบการณ์ระดับศาตราจารย์ อดีตส.ส.ที่มีบทบาทสูง รวมทั้งอดีตรองนายกฯ ด้วย และรอความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ที่พรรคจะแจ้งต่อสังคมต่อไป

“ต้องปฏิรูปนโยบายภาครัฐที่หวังสร้างให้ชาวบ้านแข็งแรง ตอนนี้นโบายรัฐที่วางไว้นั้นกลับทำให้ภาคราชการเข้มแข็ง มันสวนทางกับกระแสโลกพรรคคิดปรับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ โดยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป”

“พรรคจะบอกสังคมว่าพอกันทีได้หรือไม่กับนายกฯ คนปัจจุบันที่ทำงานมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พรรคจะกล้าเปลี่ยนนายกฯ คนปัจจุบันนี้จากผลการเลือกตั้ง”

ยึดเหนือตอนล่าง ตรวจแถว พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยึดเหนือตอนล่าง ตรวจแถว พปชร.

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:20 น.
พรรคพลังประชารัฐ,บัตรคนจน
เปิดอ่าน 1,510 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักเลือกตั้ง  โดย… บางนา บางปะกง

ปลายพ.ศ.ที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ “บัตรคนจน” จุดพลุดังลั่นสนั่นประเทศ แต่ก็ถูกพรรคคู่แข่งโจมตีเยอะเรื่องแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ ฉะนั้น 6 มกราคมนี้ แกนนำ พปชร.จะเปิดนโยบายพรรคภายใต้คอนเซ็ปต์ “สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน”

สำหรับนักรบเลือกตั้งของพปชร. เดินหน้าหาเสียงเต็มสูบ โดยภาพรวมภาคอีสานยังสะดุดกระแสรักทักษิณ แต่ภาคเหนือตอนล่างกลับคึกคัก เพราะอดีต ส.ส.ส่วนใหญ่ มีกลไกระบบการจัดตั้งมวลชนที่เข้มแข็ง

++

   “วราเทพ-สันติ” ทีมแกร่ง
แกนนำพรรค พปชร.สายนักเลือกตั้ง ไม่ได้คาดหวังเก้าอี้ ส.ส.จากภาคเหนือตอนบนมากนัก ยกเว้นสนามพะเยา ขณะเดียวกัน “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ตั้งเป้า “ส.ส.เขต” ไว้ที่สนามสุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร และเพชรบูรณ์

ส่องสมรภูมิเมืองชากังราว “วราเทพ รัตนากร” กุนซือหลังม่านของ พปชร. ได้วางตัวผู้สมัครส.ส.ไว้เรียบร้อย เขต 1 ไผ่ ลิกค์ เขต 2 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เขต 3 อนันต์ ผลอำนวย และเขต 4 ปริญญา ฤกษ์หร่าย

ทั้ง “อนันต์ ผลอำนวย” และ “ปริญญา ฤกษ์หร่าย” อดีต ส.ส.กำแพงเพชรหลายสมัย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงคว้าชัยชนะไปได้อีกสมัย

ที่จะต้องออกแรงมากหน่อยคือ “ไผ่ ลิกค์” และ “ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” เพราะผู้แทนเก่าเมืองชากังราว “นพ.ปรีชา มุสิกกุล” พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงแน่น และได้แรงหนุนจาก ชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร

ข้ามเทือกเขาไปฝั่งเพชรบูรณ์ “สันติ พร้อมพัฒน์” นำทีมออกจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัด พปชร. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ ก็ทำเอาวงการต่อรองเซ็ง เพราะเบอร์ใหญ่มาอยู่ค่ายเสี่ยสันติหมด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด (อ.วิเชียรบุรี), วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ (อ.ชนแดน), จักรัตน์ พั้วช่วย (อ.หล่มสัก) และสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ (อ.หนองไผ่)

มีรายเดียวที่ไม่ได้เป็นส.ส.มาก่อน คือ  พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ รองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ แต่ตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” นั้น ยึดเทศบาลนครเพชรบูรณ์ และส.อบจ.เขตเมืองเพชรบูรณ์ เป็นฐานที่มั่นมายาวนาน

หากสองสนามใหญ่พลังประชารัฐพลาดเป้าก็สมควรที่เสี่ยวราเทพ และเสี่ยสันติจะวางมือเสียที

++

  “เทพสุทิน” ยกจังหวัด
สุโขทัยเที่ยวนี้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” หมายมั่นปั้นมือต้อง “ยกจังหวัด” วางตัวน้องสาว “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” นายกอบจ.สุโขทัย ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 โดยมั่นใจในพลังแฟนบอลทีมสุโขทัย เอฟซี จะช่วยเทคะแนนให้จนล้มแชมป์เก่า วิรัตน์ วิริยะพงษ์ จากพรรคประชาธิปัตย์

3-4 ปีมานี้ สมศักดิ์ ชงให้น้องสาว พรรณสิริ มาดูแลทีมสุโขทัย เอฟซี อย่างเต็มตัว และผลงานที่เข้าตาแฟนบอลในบ้านย่อมส่งผลทางการเมืองให้แก่นายก อบจ.หญิง ไม่มากก็น้อย

เขต 2 “ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง” อดีตส.อบจ.สุโขทัย และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อ.คีรีมาศ ซึ่งเคยสมัครส.ส.ในนามเพื่อไทยมาแล้ว โดยพ่ายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย ค่าย ปชป.

ชูศักดิ์สวมเสื้อ พปชร. ได้เปรียบจากการแบ่งเขต เมื่อ “อ.ทุ่งเสลี่ยม” ถูกนำมารวมกับเขต 2 ซึ่งแต่เดิมอยู่ในเขต 3 ที่เป็นพื้นที่ของ “จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล” อดีตส.ส.สายเสี่ยสมศักดิ์ และคะแนนก้อนนี้ย่อมถูกเทให้ชูศักดิ์

ส่วนจักรวาลนั้น ช่วงที่ว่างเว้นการเมืองก็เป็นรองนายกอบจ.สุโขทัย และเสี่ยสมศักดิ์จัดให้ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 เป็นเกมที่ไม่ยากมากนัก

ลงทุนกันขนาดนี้เสี่ยสมศักดิ์ฝันไกลถึงเก้าอี้เสนาบดีเกษตรฯ กันเลยทีเดียว

++

       นักเลง(รุ่นใหญ่)สี่แคว
เป็นครั้งแรกที่นักการเมืองรุ่นใหญ่ 2 คนจับมือกันและลงสนามในสีเสื้อ พปชร. นั่นคือ “ภิญโญ นิโรจน์“ อดีตเจ้าพ่อรถทัวร์สายเหนือ เป็นผู้แทนฯมาหลายสมัย และ “วีระกร คำประกอบ” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของปากน้ำโพ

สำหรับ ภิญโญ นิโรจน์ ลงเขต 1 ที่โชคดีได้ 1 ตำบลจาก อ.ลาดยาว มาช่วยเพิ่มแต้มให้จากการแบ่งเขต และวีระกร คำประกอบ ลงเขต 2 โดยน้องชาย ดิสทัต คำประกอบ อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว เว้นวรรคให้

อีกเขตหนึ่งที่พปชร.คาดหวังว่าจะได้คือเขต  6 นิโรธ สุนทรเลขา อดีต ส.ส.นครสวรรค์ คนดังอำเภอลาดยาว

สนามเมืองลับแล พปชร.ตั้งเป้าไว้อย่างน้อย 1 ที่นั่ง จากเขต 2 วารุจ ศิริวัฒน์ อดีตส.ส.อุตรดิตถ์ น้องชายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศ

ที่เมืองชาละวัน สมศักดิ์ เทพสุทิน ปักธงไว้ที่เขต 3 “ส.จ.ไก่” สุรชาติ ศรีบุษกร ประธานสภาอบจ.พิจิตร ซึ่งตระกูล “ศรีบุษกร” เคยเป็นหัวคะแนนให้นักการเมืองใหญ่หลายคน รวมทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

คู่แข่งของ ส.จ.ไก่ ในเขต 3 นั้น ไม่ธรรมดาเลยคือ “เจ๊หนิง” มิ่งขวัญ พุกเปี่ยม พรรคไทยรักษาชาติ สายตรงของสุณีย์ เหลืองวิจิตร แกนนำพรรค ทษช.

เลือกตั้ง 62 จะเป็นหนสุดท้ายของรุ่นใหญ่หรือไม่..ให้จับตามองสนามปากน้ำโพ

“กัปตันหนู” กับเที่ยวบินมฤตยู 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“กัปตันหนู”  กับเที่ยวบินมฤตยู 62

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 10:39 น.
อนุทิน,เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเนวิน,เนวิน ชิดชอบ
เปิดอ่าน 1,049 ครั้ง

แว่วว่าคะแนนนิยมของคนพรรคภูมิใจไทย อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ว่าแล้ว “เสี่ยหนู” จึงลุยไม่ยั้ง เลือกตั้ง 2562 นี้ นับเป็นเที่ยวบินไฟลท์สำคัญชี้ชะตาเลยก็ว่าได้!

          00 โบราณกาล ยอดนักการทหารของจีน ล้วนแต่ได้ยึดถือ “ยุทธศิลป์ซุนจื่อ” เป็นหลักในการบัญชาการรบ โดยพลิกแพลง ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ “รบได้ให้แสดงรบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงไกล ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวัง ให้รุกรบเมื่อไม่คาดคิด” ส่วนนักการทหารไทยจะยึดถือตำรานี้หรือไม่–ไม่ทราบ แต่ก็ “เลื่อนเลือกตั้ง” ออกไปแล้ว

          00 เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ โพลล์ไม่รู้กี่สำนักที่แถลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า คะแนนนิยมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กับพรรคภูมิใจไทย อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ทั้งที่พลพรรคสีน้ำเงินทำ “สงครามโซเชียล” เต็มรูปแบบ ลองเข้าไปส่องเฟซบุ๊กก็จะพบแฟนเพจพรรคภูมิใจไทย, กิจกรรมหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, ฉันเชียร์ “ภูมิใจไทย”, คนภูมิใจไทย, Ringside การเมือง และน้องใหม่ที่เพิ่งโผล่คือ เพจผมว่าอนุทินมาว่ะ

          00 จะว่าไปแล้ว “ภูมิใจไทย” เป็นแบรนด์เก่าที่ประสบความล้มเหลวจากเลือกตั้ง 2554 แต่ภาพจำของแบรนด์นี้คือ “เนวิน ชิดชอบ” แม้แวดวงกีฬา “ลุงเนวิน” จะเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ แต่ในตลาดการเมือง คำว่า “คนทรยศนายใหญ่” ยังฝังลึกอยู่ในหัวของคนรากหญ้าอีสานและเหนือตอนบน ก่อนวันส่งท้ายปีเก่า แอดมินเพจ “ลุงเนวิน” จึงอัพสเตตัส “ลุงเนวิน ไม่เล่นการเมืองแต่…สังกัดพรรคแล้ว” นั่นคือ “พรรคผ่อน” พร้อมโชว์โลโก้พรรคที่คนสายควันคุ้นเคย

      00 ด้วยเหตุนี้ “กัปตันหนู” จึงต้องเร่งสปีดทำสงครามข่าวสาร ขายความเป็น “พรรคตัวแปร” ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พรรคเป็นเอกเทศ เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นอิสระ ในทางยุทธวิธี ค่ายสีน้ำเงินส่งครบทุกเขต ตั้งเป้าชนะให้มากที่สุด และคาดโทษผู้สมัคร ส.ส. ใครมีฐานคะแนนต่ำกว่า “2 หมื่นคะแนน” คือ สอบตก

เนวิน ชิดชอบ สมาชิกพรรคผ่อน

       00 จริงๆ แล้ว พรรคภูมิใจไทยก็พยายามขายนโยบายเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน แต่ยังไม่โดน ทีมงานเบื้องหลังก็ระดมมันสมองหวังปั้น “เสี่ยหนู” ให้เป็นแม่ทัพผู้กอบกู้วิกฤติ เหมือนวันที่ “ทักษิณ ชินวัตร”เปิดตัวพร้อมกับนโยบายประชานิยม 

       00 ถึงภารกิจงานการเมืองจะยุ่งเหยิง แต่ “อนุทิน” หรือ “กัปตันหนู” ไม่ทิ้งงานจิตอาสาขับเครื่องบินเล็กส่วนตัวบินไปรับอวัยวะหัวใจที่มีผู้ป่วยบริจาค เพื่อนำมาให้ผู้ที่รอรับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะต่อไป ซึ่งเป็น “ภารกิจหัวใจติดปีก” วันก่อนลงไปหาเสียงแถวสกลนคร กัปตันหนูนึกสนุกลองขับสามล้อเครื่อง ใน “ภารกิจเอาชนะหัวใจสีแดง” ทำเอาแม่ใหญ่นั่งอยู่ท้ายรถหัวใจจะวาย 

        00 อันที่จริง ความนิยมในตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย ในพื้นที่อีสาน เหนือ กลาง และใต้ ก็ไม่ขี้เหร่ เพียงคนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็น “นักการเมืองท้องถิ่น” ไม่ใช่เซเลบการเมือง ไม่ใช่ดารา จึงไม่อยู่ในสายตากลุ่มตัวอย่างของสำนักโพลล์ทั้งหลาย แต่หากไปสอบถาม “สันติบาลโพลล์” คะแนนดิบของค่ายสีน้ำเงิน เผลอๆ ดีกว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เสียด้วยซ้ำไป 

          00 พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคขนาดกลางที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่ “ยังบลัด” ทิ้งพรรคไป ดึงทายาทหมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ กลับบ้านเก่าได้ ปลายปีที่แล้ว มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี ก็มากันครบทั้ง 4 ตระกูลคือ ศิลปอาชา, ประเสริฐสุวรรณ, โพธสุธน และ เที่ยงธรรม เหมือนทุกอย่างจะราบรื่น แต่เหมือนซ่อน “ระเบิด” ไว้ในพรรค เพราะสองเสือลุ่มน้ำสุพรรณบุรี ยังไม่ญาติดีกัน

          00 ผู้ที่หวานอมขมกลืน “คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา“ วัย 84 ปี นั่งดูอยู่ที่บ้านจรัญฯ ไม่ได้ ต้องออกแรงมาเดินเคียงคู่ลูกสาว “กัญจนา ศิลปอาชา” และลูกชาย “วราวุธ ศิลปอาชา” เพื่อสร้างความมั่นใจให้สมาชิกพรรคชาติไทย ตอนที่ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” ทิ้งไปอยู่เพื่อไทย คุณหญิงแจ่มใสก็เสียน้ำตา มาถึง “เฮียจองชัย” ไปภูมิใจไทย คุณหญิงก็ร่ำไห้อีกรอบ ถ้าบรรหารยังอยู่ คุณหญิงแจ่มใส คงไม่ต้องมาลำบากลำบน เดินสายช่วยลูกๆ หาเสียง และไม่ต้องมาเป็น “กาวใจ” ให้ผู้ใหญ่ในพรรครักใคร่กันเหมือนในอดีต 

          00 เช็กอาการของพรรคชาติไทยพัฒนาในวันนี้ ไม่ต่างจากพรรคชาติไทยตอนเลือกตั้ง 2535/1 ที่มี “พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์” เป็นหัวหน้าพรรค ในฐานะมือประสานสิบทิศ ตามข้อตกลงลับบางประการ แต่สุดท้ายจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

เลื่อนเลือกตั้ง? และบทสรุปที่แน่ชัด..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357737?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลื่อนเลือกตั้ง? และบทสรุปที่แน่ชัด..

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 09:49 น.
เลื่อนวันเลือกตั้ง,วิษณุ เครืองาม,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช,นายกฯ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 549 ครั้ง

โดย…  สำนักข่าวเนชั่น

ช่วงต้อนรับศักราช 2562 มีกระแสข่าวว่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ออกไป จนเกิดความสับสนในกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นในมุมมองของตัวเองกันหลากหลาย แต่ผู้ที่มีบทบาทชัดเจนในด้านนี้คือรัฐบาลและกกต.นั้นน่าจะไขคำตอบนี้ได้ชัดที่สุด

ผลการประชุมครม.ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ยืนยันว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะยังไม่ออกภายในวันที่ 2 มกราคม ตามกำหนดการเดิมที่มีการตั้งไว้ และยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่จะทำให้เร็วที่สุด ในส่วนของรัฐบาลนั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยังคงเป็นไปตามโรดแม็พเดิมที่วางไว้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคือในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 3 มกราคม วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบในเรื่องนี้ก่อนไปหารือกับ กกต.ว่า “ต้องเข้าใจอย่างนี้ เรื่องการเลือกตั้งอย่างไรต้องอยู่ใน 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคม และวันเลือกตั้ง จริงๆ ไม่ได้กระทบอะไรกับพระราชพิธีฯ การหาเสียงก่อนนั้นก็ไม่กระทบอะไร แน่นอนว่าต้องเกิดความสงบเรียบร้อย

แต่พอหลังจากเลือกตั้ง มีกิจกรรมทางการเมืองที่จะต้องทำหลายอย่าง เมื่อลิสต์ออกมา 10 อย่าง แต่ละอย่างจะทำสะเปะสะปะไม่ได้ รัฐธรรมนูญกำหนดเวลาไว้หมดแล้ว พอเป็นอย่างนั้น ต้องดูว่าวันเหล่านั้นไปตรงล็อกกับพระราชพิธีฯ หรือไม่ ถ้าตรงล็อก เราจะขยับพระราชพิธีฯ ไม่ได้ แล้วเราจะขยับวันเวลากิจกรรมทางการเมืองก็ไม่ได้

ฉะนั้นอาจจะต้องยกเอาวันเลือกตั้งออกไปจากเดิมเสีย เพื่อคำนวณกิจกรรมไม่ให้ไปทับซ้อน โดยเราจะทำอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเอาปฏิทินวันเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มาวาง แล้วไล่ดูไปว่าจะมีการทำกิจกรรมทางการเมืองอะไรทับซ้อนบ้าง ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้กำหนดเองส่งเดช แต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทั้งสิ้น ตอนนั้นกำหนดโดยที่เราไม่มีพระราชพิธีฯ บัดนี้ต้องเอาปฏิทินพระราชพิธีฯ ทับลงไปอีก แล้วจะมองเห็นความทับซ้อนเกิดขึ้นทันที

เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะหนีใคร แล้วถ้าอย่างนั้นก็มีปฏิทินแผ่นที่สามทับลงไปว่า ขยับอย่างนี้ได้หรือไม่ แล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรทับซ้อน ดังนั้นขยับแล้ว วันใดเป็นวันที่เหมาะที่สุด ต้องเร็วที่สุดไม่ขยับแล้วช้า และต้องไม่ทับซ้อน ก็เท่านั้น ก็อาจจะไม่ต้องขยับก็ได้ ถ้าสมมุติว่า เมื่อทับลงไปแล้ว กกต.ปรับอะไรบางอย่างได้ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็ต้องมีการขยับ”

เหตุผลทั้งหมดถูกไขออกมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลัง กกต.และวิษณุพบกัน โดยเนติบริกรแถลงว่า ได้นำรายละเอียดขั้นตอนพระราชพิธีฯ มาแจ้งต่อ กกต. เพราะจากเดิมทราบเพียงว่าจะมีพระราชพิธีฯ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม แต่ในรายละเอียดก่อนหน้านั้นประมาณ 15 วัน จะมีพิธีการสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการ รวมถึงหลังพระราชพิธีฯ แล้วก็จะยังมีกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องอีกประมาณ 15 วันเช่นกัน

“หากยึดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ กกต.ต้องประกาศผลภายใน 60 วัน คือไม่เกินวันที่ 24 เมษายน จากนั้นภายใน 15 วันจะต้องเสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมสภานัดแรก ซึ่งจะตรงกับวันที่ 8 พฤษาคม เมื่อ กกต.ทราบขั้นตอนต่างๆ แล้วก็จะนำไปประกอบการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสมต่อไป โดยในจุดนี้รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะมีอำนาจเพียงนำพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ซึ่งเดิมคาดว่าจะประกาศในวันที่ 2 มกราคม แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวกลับลงมา ขณะนี้จึงถือว่าอยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งรัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2561”

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า การที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฯ ยังไม่ประกาศในราชกิจจาฯ ทำให้ กกต.ไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะจะทำให้ กกต.มีเวลาเตรียมการได้มากขึ้น ลำพังวันเลือกตั้งจะมีเมื่อไรนั้นไม่ได้มีผลต่อพระราชพิธีฯ แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ แน่ เพราะอยู่ในช่วง 150 วันหลังวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ หรือระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2561-9 พฤษภาคม 2562

ส่วนข้อห่วงใยว่าอาจจะมีความโกลาหลทับซ้อน จึงเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปให้พ้นพระราชพิธีฯ นั้นทำไม่ได้ เพราะวันอาทิตย์สุดท้ายคือวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งจัดการเลือกตั้งไม่ได้เพราะตรงกับพระราชพิธีฯ จะเลื่อนออกไปไม่ได้ เพราะจะเกินกรอบ 150 วัน ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ถ้าจะใช้กำหนดวันเลือกตั้งเดิมคือ 24 กุมภาพันธ์ ก็ไม่กระทบกับพระราชพิธีฯ เรื่องการหาเสียงก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือระยะเวลาหลังการเลือกตั้งที่ยังมีกิจกรรมทางการเมืองอื่น โดยเฉพาะกำหนดที่ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการทำน้ำอภิเษก กิจกรรมการเมืองกับกิจกรรมพระราชพิธีฯ จึงต้องไม่ทับซ้อนกัน ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าการประกาศผลรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ที่เหมาะสมควรจะเกิดขึ้นหลังพระราชพิธีฯ คือวันที่ 20 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หาก กกต.จะยืนยันจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็ทำได้ แต่ระยะเวลาในการหาเสียง ก็จะน้อยลง” รองนายกฯ ระบุ

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 10 มีนาคม หรือ 17 มีนาคม รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับ กกต. ผมได้บอกรายละเอียดกับกกต.ไป เชื่อว่า กกต.คงมีคำตอบในใจเพื่อจะนำไปหารือกัน เพราะก่อนหน้านี้ กกต.หารือกันแล้วว่าจะเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เมื่อ กกต.เห็นกรอบกระราชพิธีฯ 3 วันยังยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่พอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม กกต.จึงรับไปหารือเพิ่มเติม ไม่กล้าบอก กกต.ว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไม่เหมาะสมที่จะจัดวันเลือกตั้ง เดี๋ยวสื่อจะเอาไปพาดหัวว่าผมมาสอนมวย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ กกต.จะต้องไปพิจารณากันเอาเอง แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งจะต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ”

แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์หารือเกี่ยวกับวันเลือกตั้งกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า การเลือกตั้งต้องอยู่ในกรอบ 150 วัน ฉะนั้นกิจกรรมทางการเมืองและการเลือกตั้งทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นก่อนวันพระราชพิธีฯ และอย่างน้อย 15 วันก่อนวันพระราชพิธีฯ ไม่ควรมีกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองและการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์มีสองแนวทางที่มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือและสรุปโดยเร็วที่สุดดังนี้ 1.เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องและติดตามมา ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ดำเนินการได้หรือไม่ 2.หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยล่าช้าออกไปบ้าง แต่ขั้นตอนต่างๆ ขอให้ดำเนินการเหมือนข้อ 1 ตรงนี้ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือกัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า แนวทางใดที่พอจะดำเนินการได้ให้ดำเนินการ และต้องมี ส.ส.475 คนให้ได้ก่อนเพื่อให้เปิดประชุมรัฐสภาได้ ส่วนกิจกรรมการเมืองและผลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้น ควรเกิดขึ้นหลังกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

ต่างๆ นานาในข้างต้น พอจะอนุมานได้แล้วว่าปฏิทินการเมืองไทยจะออกในรูปแบบใด

อ่านจากวิกิพีเดียกันเถิดว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อ่านจากวิกิพีเดียกันเถิดว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 08:13 น.
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,เลื่อนเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

คอลัมน์… เด็ดยอด โดย… รักษ์ ปักธงไทย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีเก่าแก่ ซึ่งเป็นงานมหามงคลที่สำคัญต่อคนไทยและประเทศชาติ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีมาแล้ว 11 ครั้ง จากกษัตริย์ 9 พระองค์ ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ห่างกัน 69 ปี โดยจะมีวันฉัตรมงคลวันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำหรับผู้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เพื่อดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ทรงทำพระราชพิธีนี้อย่างสังเขป เมื่อปี พ.ศ. 2325 ครั้งหนึ่งก่อน

จากนั้นได้ทรงตั้งคณะกรรมการสอบสวนแบบแผนโดยถี่ถ้วน แล้วตั้งขึ้นเป็นตำรา จากนั้นก็ทรงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบเต็มพิธี ตามตำราอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2328 และได้ใช้เป็นแบบแผนตามตำรากับรัชกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว จะมี “พระบาท” นำหน้าพระนาม โดยหลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในวันที่เดียวกันนั้นของปีถัดไป จะกลายเป็น “วันฉัตรมงคล” วันสำคัญนี้ของในหลวง 2 พระองค์เป็นวันเดียวกัน

สำหรับขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยขั้นตอนหลักสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 พิธีเชิญน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญ มาเสกทำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อเตรียมน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ซึ่งตักมาจากแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ และมาตั้งพิธีเสกที่พุทธเจดียสถานและวัดสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย

1.แม่น้ำป่าสัก ณ ตำบลท่าราบ ไปทำพิธีเสกน้ำที่พระพุทธบาท อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในมณฑลประเทศที่ตั้งกรุงละโว้และกรุงศรีอยุธยา

2.ทะเลแก้วและสระแก้ว แขวงเมืองพิษณุโลก ไปทำพิธีในพระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จ.พิษณุโลก อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีฝ่ายเหนือ

3.น้ำโชกชมภู่ น้ำบ่อแก้ว น้ำบ่อทอง แขวงเมืองสวรรคโลก ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองสวรรคโลก อันเป็นมหาเจดียสถานโบราณราชธานีครั้งสมเด็จพระร่วง (ปัจจุบันอยู่ในเขต จ.สุโขทัย)

4.แม่น้ำนครไชยศรี ที่ตำบลบางแก้ว ไปทำพิธีที่พระปฐมเจดีย์ เมืองนครไชยศรี อันเป็นโบราณมหาเจดีย์ตั้งแต่สมัยทวารวดี

5.บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสมาไชย บ่อวัดเสมาเมือง บ่อวัดประตูขาว ห้วยเขามหาชัย และน้ำบ่อปากนาคราช ในเมืองนครศรีธรรมราช ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีนครศรีธรรมราช

6.บ่อทิพย์ เมืองนครลำพูน ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย อันเป็นมหาเจดียสถานในแว่นแคว้นโบราณราชธานีทั้งหลายในฝ่ายเหนือ คือ นครหริภุญไชย นครเขลางค์ นครเชียงแสน นครเชียงราย นครพะเยา และนครเชียงใหม่

7.บ่อวัดธาตุพนม ทำพิธีเสกที่พระธาตุพนม เมืองนครพนม มณฑลอุดรอันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในประเทศที่ตั้งโบราณราชธานีโคตรบูรหลวง

นอกจากนี้ ยังได้ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งทำพิธี ณ วัดสำคัญในมณฑลต่างๆ อีก 10 มณฑล ได้แก่
1. วัดบรมธาตุ เมืองชัยนาท มณฑลนครสวรรค์
2. วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ มณฑลเพชรบูรณ์
3. วัดกลาง เมืองนครราชสีมา มณฑลนครราชสีมา
4. วัดสีทอง เมืองอุบลราชธานี มณฑลอีสาน
5. วัดยโสธร เมืองฉะเชิงเทรา มณฑลปราจีนบุรี
6. วัดพลับ เมืองจันทบุรี มณฑลจันทบุรี
7. วัดตานีนรสโมสร เมืองตานี มณฑลปัตตานี
8. วัดพระทอง เมืองถลาง มณฑลภูเก็ต
9. วัดพระธาตุ เมืองไชยา มณฑลชุมพร
10. วัดพระมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี มณฑลราชบุรี

รวมสถานที่ที่ทำน้ำอภิเษกทั้งหมด 17 แห่ง และน้ำอภิเษกนี้ ยังคงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ขั้นตอนที่ 2 พระราชพิธีจารึกดวงพระราชสมภพและพระปรมาภิไธยพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติลงพระสุพรรณบัฏ

ขั้นตอนที่ 3 พระราชพิธีโสรจสรงพระมุรธาภิเษก รับน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อสรงสนานพระองค์และสรงสนานพระเศียรด้วยสหัสธารา อันเป็นการชำระและบังเกิดสิริสวัสดิมงคลยิ่งโดยโบราณราชประเพณี

ขั้นตอนที่ 4 พระราชพิธีถวายพระราชสมบัติอันบริบูรณ์ในพระราชอาณาจักร ประมวลเป็นประมาณมาทั้งอัฐทิศแด่พระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงรับไว้อภิรักษ์ และอภิบาลให้เป็นอาณาประโยชน์แก่พสกนิกร

ขั้นตอนที่ 5 พระราชพิธีถวายดวงพระบรมราชสมภพ พระปรมาภิไธย พระมหาราชครูพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แสดงพระราชฐานะสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าโดยสมบูรณ์ ทรงรับเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วจึงมีพระราชดำรัสดังพระปฐมบรมราชโองการ

โดยในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ในวันนั้นได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ตรงกับช่วงวันเวลาเดียวกัน คือ 4/5/6 ในปี 2562 …2 รัชกาล ห่างกัน 69 ปี จึงมีวันฉัตรมงคลเดียวกัน

ดังนั้นก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ตามโบราณราชประเพณีต้องมีพระราชพิธีสำคัญหลายขั้นตอน นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน จวบจนถึง 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ดังที่กล่าวข้างต้น

ขั้นตอนสำคัญตามโบราณราชประเพณี และพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ควรราบรื่นสมพระเกียรติ และหน้าตาของประเทศ

เลื่อนเลือกตั้งไปสักเดือน คงไม่กระไร ไม่ต้องโวยวายจะเป็นจะตาย มีสติ และเปิดตามองโบราณราชประเพณีของชาติเรา ด้วยหัวใจพองโตกันเถิด จะมีสักกี่หนกันเชียวในตลอดชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง…คิดสิคิด

ชลบุรี เขต 4 ศึกสายเลือด”เนื่องจำนงค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชลบุรี เขต 4 ศึกสายเลือด”เนื่องจำนงค์”

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 08:04 น.
เนื่องจำนงค์,พรรคประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,เพื่อไทย,ชลบุรี เขต4,ศึกสายเลือด,คุณปลื้ม
เปิดอ่าน 2,380 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง  

การเมืองชลบุรีเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ต้องจับตา เพราะเป็นการแข่งขันของ 5 พรรคคือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะเขต 4 อ.บ้านบึง, อ.หนองใหญ่ และ อ.บ่อทอง มีคนในตระกูล “เนื่องจำนงค์” ลงแข่งขันกันเองถึง 3 คน 3 พรรค

การประกาศตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง พรรณธฤต เนื่องจำนงค์ หรือ “พายุ” ส่งผลให้สนามเลือกตั้งชลบุรี ถูกจับตาจากคอการเมืองจำนวนมากทั้งในและนอกจังหวัด เพราะจะเป็นการ “ชนช้าง” ของคนในตระกูล เนื่องจำนงค์

พรรณธฤต เนื่องจำนงค์ ทายาทตระกูล “เนื่องจำนงค์” หลานชาย ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ นั้นเป็นลูกชาย พล.ต.ต.ปิยะชาติ เนื่องจำนงค์ กับ สุนัทที โรจน์วณิชชากร น้องสาว “เสี่ยฮวด” พิพัฒน์ โรจน์วณิชชากร อดีตเจ้าพ่อบ้านบึงผู้วายชนม์ เมื่อปี 2552  สุนัทที สะใภ้ตระกูล “เนื่องจำนงค์” ก็ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต

“พายุ” ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โดยมี จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค เปิดห้องวีไอพีต้อนรับสมาชิกซูเปอร์วีไอพี จนเป็นข่าวฮือฮาไปใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ส่วนแชมป์เก่า สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรี 2 สมัย ปี 2550 และ 2554 ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ โดย สรวุฒิ ก็เป็นลูกชาย ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรี ปี 2522

สำหรับ ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ ได้ชื่อว่าเป็นคหบดีแสนล้าน เพราะมีที่ดินหลายหมื่นไร่ในเขต อ.บ้านบึง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

พรรคอนาคตใหม่ ที่มาแรงในเมืองกรุงและหัวเมืองในต่างจังหวัด ได้ “ส.ท.ก๊อง” สมชาย เนื่องจำนงค์ นักการเมืองคนดังบ้านบึง เชื่อว่าก็น่าจะได้คะแนนจากแฟนคลับคนรุ่นใหม่ไม่น้อย

อนึ่ง “สมชาย เนื่องจำนงค์” ลูกชาย “ประสงค์ เนื่องจำนงค์” อดีต ส.ส.ชลบุรี ปี 2512 และเป็นหลานชาย ประโยชน์ เพราะ “ประสงค์” เป็นพี่ชาย “ประโยชน์”

สายสืบรายงานว่า ศึกสายเลือด “เนื่องจำนงค์” เป็นที่หนักใจของตระกูล “คุณปลื้ม” เป็นอย่างมาก เนื่องจาก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม และภรรยา  สติล คุณปลื้ม มีความสนิทชิดเชื้อกับ “หลงจู๊โหยด”  ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ มายาวนาน เช่นเดียวกับ “สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม” ต่างให้ความนับถือ “หลงจู๊โหยด” ทำให้แวดวงการเมืองชลบุรี เกิดความแคลงใจว่า “สนธยา-วิทยา” จะเลือกช่วยใครระหว่าง  “สรวุฒิ กับ พรรณธฤต”…???

นอกจากศึก “อา-หลาน” แล้ว ในตระกูลเนื่องจำนงค์ ในเขต 4 ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูล “เนื่องจำนงค์” กับ “สิงห์โตทอง” โดย “ส.ส.เป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ก็ถูกจัดให้เป็นตัวเต็งคนหนึ่งด้วย…!!!

เลือกตั้ง! ต้องสะเด็ดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลือกตั้ง! ต้องสะเด็ดน้ำ

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 07:58 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์,แม่ทัภาค4,ชายแดนใต้,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 748 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัส ลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เปิดศักราชใหม่ปีแห่งการรอคอยและคาดหวังว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น หลังตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองและรัฐประหารมายาวนาน ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงทุกวันนี้

ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งจะยังไม่เกิดใน 24 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยเหตุผลความจำเป็นต้องขยับเพื่อไม่ให้กิจกรรมทางการเมืองซ้ำซ้อนกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ แต่ยังคงอยู่ในกรอบคือไม่เกินวันที่ 9 พฤภาคม ซึ่งทำให้สองพรรคใหญ่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ออกอาการ ‘หนาวๆ ร้อนๆ’ กับผลพวงที่จะตามมา คือ ส.ส. มีโอกาสย้ายสังกัดพรรคได้อีกระลอก

เนื่องจากหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงยังไม่เห็นผู้นำทางการเมืองคนใด มีเสียงตอบรับจากประชาชนได้ดังเท่า พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีจุดแข็ง 2 เรื่อง คือไม่ปรากฏภาพผลประโยชน์ทับซ้อนและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทย น่าจะเป็นปัจจัยหลักทำให้พลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นพรรคกำลังมาแรงในขณะนี้

หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้ ‘ดุเดือด’ เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญระหว่างพรรคที่เรียกตัวเอง ฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ ที่กำลังตกเป็นรองฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ‘ฝักใฝ่เผด็จการ’ โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสินแพ้-ชนะจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของแต่ละฝ่าย

เหตุลอบวางระเบิดหลายจุดที่ จ.สงขลา ก่อนสิ้นปี 2561 เพียงไม่กี่วัน คือสัญญาณเตือนรัฐบาลและคสช.ต้องทบทวนแผนรักษาความปลอดภัยอีกรอบ ตั้งแต่มาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน จุดตรวจ และการดูแลพื้นที่ภายในเขตเมืองควบคู่กับการประกบบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของ คสช.ทั้งหมด

แม้หน่วยงานความมั่นคงจะให้น้ำหนักการก่อเหตุเป็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอยู่ระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติสุข ซึ่งฝ่ายมาเลเซียพยายามกดดันฝ่ายผู้เห็นต่างให้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับไทย แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นการเมือง ทั้งนี้ไม่ว่ามูลเหตุจะเกิดจากกรณีใดก็ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลและคสช.

พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 4 เพิ่มระดับความเข้มข้นทั้งงานเชิงรับและเชิงรุก ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อดูแลพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ตลอดจนประสานงานด้านการข่าวกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลต้องคดีแอบข้ามเข้ามาฝั่งไทย อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยความมั่นคงดูแลพื้นที่รับผิดชอบตลอดในห้วง 6 เดือนต่อจากนี้ให้เกิดความเรียบร้อย โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ คือ 1.ช่วงเดือนมกราคมจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง รวมถึงการนับคะแนนเลือกตั้ง 2.ห้วงเวลา กกต.พิจารณาข้อร้องเรียน การให้ใบเหลือง-ใบแดงในการเลือกตั้ง และการประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.

และ 3.เปิดการประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งครม. ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อการส่งมอบงานของรัฐบาลเก่าและคสช.ให้แก่ครม.ชุดใหม่ หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ จากนั้นอีก 15 วัน แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเริ่มการทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ

“พล.อ.ประวิตร เน้นย้ำฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญงานด้านการข่าว บูรณาการทำงานให้มีเอกภาพ เพื่อป้องกันปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอาจส่งผลกระทบการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม ให้กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ต้องทำให้สะเด็ดน้ำในทุกขั้นตอน เพื่อเกิดความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก” แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุ

ขณะบริเวณตามแนวชายแดนให้กองกำลังทั้ง 4 ทัพภาค ประสานข้อมูลงานด้านการข่าวกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและเข้มข้นมาตรการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าอาวุธสงครามตามจุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติไม่ให้เข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในตลอดจนปฏิบัติการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล ซุ้มมือปืนในทุกพื้นที่

รัฐบาลคสช.หวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหาร หรือระบอบเผด็จการทางทหาร เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้เป็นที่ยอมรับของคนภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรองรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ ตลอดจนถึงการแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนของไทย

แผนปฏิบัติการ”ชาติไทยพัฒนา”กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แผนปฏิบัติการ”ชาติไทยพัฒนา”กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 00:00 น.
แผนปฏิบัติการ"ชาติไทยพัฒนา"กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 421 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

ยังไม่เรียกว่าเป็น “นโยบาย” แต่คือ “แผนปฏิบัติการเร่งด่วน” ที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” จะใช้เป็นแนวทางพิชิตใจประชาชนในศึกเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ใกล้จะถึง

โดย “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา” บอกไว้ตอนหนึ่งในรายละเอียดว่า ถอดรหัสจากการรับฟังความเห็นของประชาชนในถิ่นพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ก่อนสังเคราะห์เป็นแผนปฏิบัติการที่เชื่อว่า “จะถูกใจ”

แผนปฏิบัติการเพื่อเกษตรกร “จัดด่วนสวัสดิการเพื่อเกษตร” ประกอบด้วย 6 เรื่องคือ
1.สร้างทายาทเกษตรกร ผ่านจัดให้ “ลูกชาวไร่ชาวนา” เรียนฟรีปริญญาตรีการเกษตร

2.ลดต้นทุนการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างกำไรให้เกษตรกร ไร่ละ 5,000 บาท ทั้งนี้ไม่ใช่การสร้างหลักประกันด้านกำไร แต่คือการพิจารณาส่วนลดต้นทุนที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคำนวณรายได้จากผลผลิต

“เดิมเกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตที่สูง เช่น ค่าปุ๋ย ค่าต้นกล้า ค่าใช้จ่ายด้านการเก็บเกี่ยว ส่วนนี้จะใช้แนวทางให้เกษตรกรรวมตัวเพื่อสร้างการต่อรองในการซื้อต้นทุน ยกตัวอย่างจากชาวนาที่ปัจจุบันจะขายข้าวได้ เกวียนละ 7,000–8,000 บาทสำหรับข้าวนาปรัง และเกวียนละ 10,000 บาทสำหรับข้าวนาปี พบต้นทุนที่ต้องจ่ายประมาณ 4,000–5,000 บาท หากสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้จะทำให้เกษตรกรมีกำไรได้ โดยส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยปราชญ์ชาวบ้านแนะนำด้วย” วราวุธ ขยายความ

3.ปลดหนี้เกษตรกรที่ร่วมโครงการส่งเสริมของรัฐในอดีต และพบปัญหา “โครงการของรัฐ” สร้างภาระติดลบให้เกษตรกรจนกลายเป็นหนี้สินพอกพูน
4.จัดพื้นที่ทำกินลักษณะแปลงรวม สำหรับผู้ไม่มีที่ดินทำกิน
5.เยียวยาปัญหาความเดือดร้อนผู้ประกอบการประมงผ่านมาตรการทางกฎหมาย และ
6.ให้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นเกษตรกรยุค 4.0 ผ่านกลไกทางเทคโนโลยีช่วยส่งเสริมการขาย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

แผนปฏิบัติการด้านการศึกษา ผ่าน “ปฏิวัติการสอน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ” ซึ่งเริ่มจาก
1.สร้างศักยภาพของศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจให้เด็กช่วงวัย 0-6 ขวบ

2.เรียนฟรี ต้องเป็นจริง ผ่านการกระจายเงินด้านการศึกษาให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” นำไปบริหารจัดการเพื่อการศึกษาและบุคลากรด้านการศึกษา

3.ในสถาบันศึกษาต้องจัดการเรียนการสอน 2 ภาษา อย่างน้อย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน
4.สร้างความมั่นคงด้านนโยบายการศึกษาที่ไม่เปลี่ยนไปตาม “ภาวะทางการเมือง”

“ผมขอเสนอให้แยกระบบการศึกษาออกจากระบบการเมือง อย่างน้อยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาต้องไม่เปลี่ยนไปตามการผ่องถ่ายอำนาจทางการเมือง แต่รูปแบบนั้นต้องใช้วงหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ กำหนดสเปกบุคคลที่จะทำหน้าที่รัฐมนตรี” ประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนาระบุ

แผนปฏิบัติการด้านสังคม ผ่าน “การดูแลผู้ด้อยโอกาส ไม่ทอดทิ้งผู้สูงอายุ” โดยไฮไลท์สำคัญคือสร้างงานให้ผู้สูงวัยที่เกษียณอายุงาน ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี ขณะที่วัยเกษียณจะขยายอายุเป็น 65 ปี เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพสมอง นอกจากนั้นแล้วในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต้องเข้าถึงสิทธิประโยชน์และได้รับความสะดวกตามหลักอารยสถาปัตย์

ขณะที่กลุ่มเพศทางเลือก หรือกลุ่มแอลจีบีทีพลัส จะเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1455 ว่าด้วยการสมรส ที่กำหนดให้ต้องเป็น “ชาย” และ “หญิง” ให้เป็นใช้คำว่า “บุคคล 2 คน” เพื่อเปิดโอกาสให้เพศทางเลือกมีสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 25 และมาตรา 27 กำหนดไว้ และกรณีดังกล่าวจะเพิ่มสิทธิอันชอบธรรมต่อกลุ่มเพศทางเลือกที่สามารถดูแลกันและสามารถทำนิติกรรมที่กฎหมายรับรองได้

แผนปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ผ่าน “การดูแลทุกช่วงวัย เจ็บป่วยรอไม่นาน มีบริการดี” พร้อมสร้างระบบป้องกันโรคภัย ผ่านการออกกำลังกายในพื้นที่โรงพยาบาลสาธารณสุขตำบลทั่วประเทศและเพื่อลดปัญหารอคิวในโรงพยาบาลนาน จะต้องสร้างศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง 4 มุมเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ และที่สำคัญเพื่อดูแล “จิตอาสาสาธารณสุข” หรือ “อสม.” ต้องได้รับสวัสดิการและการดูแล

“ในเบื้องต้นจากที่ฟังเสียง อสม. พื้นที่ภาคกลาง สิ่งที่เขาต้องการคือ การดูแล การรักษาพยาบาล ซึ่งหมายถึงสวัสดิการเพื่อ อสม. แต่ในรูปแบบนั้นยังต้องรับฟังความเห็นจากอสม.ทั่วประเทศ ดังนั้นในเรื่องนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะต้องมีกลไก หรือบัตรสวัสดิการพิเศษเพื่อ อสม. หรือไม่ ขณะเดียวกันในการอำนวยให้การปฏิบัติการจิตอาสาสุขภาพต้องได้รับเครื่องมือ อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเพื่อนำไปดูแลประชาชนในชุมชน” วราวุธ ระบุ

แผนปฏิบัติการด้าน “ท้องถิ่น” ผ่าน “เพิ่มงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สานต่อท้องถิ่นเข้มแข็ง” ไฮไลท์ของแผนปฏิบัติการนี้ คือการจัดสรรงบประมาณให้ “อปท.” ทุกแห่งทั่วประเทศ แห่งละ 10 ล้านบาททุกๆ ปีเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาพื้นที่และชุมชน ซึ่งงบประมาณที่นำมาจัดสรรคืองบก้อนจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

“ปัจจุบันตามกรอบงบประมาณปกติจะมีข้อจำกัด เช่น ใช้งบเพื่อจัดงานวันเด็ก ต้องใช้สำหรับเด็ก ไม่สามารถใช้กับผู้ใหญ่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นแนวคิดนั้น คือการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่แท้จริง ผ่านงบประมาณที่ท้องถิ่นสามารถคิดและนำไปบริหารได้ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าท้องถิ่นจะทุจริตเหมือนที่เคยเป็นมานั้น เชื่อว่าตามกติกา รวมถึงระเบียบจำนวนมาก และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ตรวจสอบเข้มข้น จึงเชื่อว่าจะเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตได้”

นอกจากนั้นในแผนปฏิบัติการด้านนี้ยังมีแนวทางต่อการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนและสร้างชุมชนจัดการตนเองเพื่อให้การกระจายอำนาจนั้นเป็นวาระหลักที่สร้างความสมดุลให้การบริหารราชการแผ่นดิน

และแผนปฏิบัติการด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเป็นส่วนกระตุ้นและส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ 1.สร้างความเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน และสมดุล ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการยึดเอกลักษณ์ของชุมชนให้เป็นจุดเด่น และ 2.สร้างระบบการคมนาคมให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มครอง และดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

“โดยปัจจัยสำคัญ คือ การเพิ่มกล้องซีซีทีวี และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ให้อำนวยความสะดวกทุกรูปแบบกับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ที่สำคัญคือการสร้างสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น”

ขณะที่การใช้งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการในแผนปฏิบัติการเร่งด่วน “วราวุธ” บอกว่า ไม่ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติม ใช้เท่าที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศที่มาจากการเก็บภาษีของประชาชน ดังนั้นขอให้หมดห่วงว่าจะเพิ่มภาระด้านการคลังให้ “รัฐบาล”

อย่างไรก็ตามแม้ “แผนปฏิบัติการของพรรคชาติไทยพัฒนา” ที่นำเสนอ จะมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา
แต่สิ่งหนึ่งที่ “แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา” จะใช้เป็นจุดเรียกคะแนนนอกจากโครงการหลักแล้ว ยังมีนโยบายระดับพื้นที่…. ที่เมื่อเริ่มออกตัวเข้าสู่เกมแข่งขันกันเมื่อไร รับรองว่าจะเห็นอะไรที่มากกว่านี้

‘จิตอาสา’ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘จิตอาสา’ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน  ร.9

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 13:21 น.
'จิตอาสา'ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน  ร.9
เปิดอ่าน 7,592 ครั้ง

“ในหลวง” ทรงอยากเห็นคนไทยมีความสุข ช่วยเหลือกัน ทรงตั้งจิตอาสา ศูนย์รวมแห่งรัก ขับเคลื่อนพระราชกรณียกิจ ร.9

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราโชบายที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์ที่จะเห็น 3 สิ่งที่พระองค์รักอยู่ด้วยกันในประชาชนจิตอาสา และเชื่อในพระราชหฤทัยเสมอมาว่า “คนไทยมีความเป็นจิตอาสาอยู่ในใจทุกคน”

พ.อ.วันชนะ สวัสดี จิตอาสา 904 ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ถึงโครงการจิตอาสา 904 ว่า ตนเองเพิ่งผ่านการฝึกหลักสูตร จิตอาสา 904 “หลักสูตรหลักประจำ” รุ่นที่ 2/61 โดยใช้เวลาฝึก 50 วัน ร่วมกับเพื่อนทหาร และข้าราชการพลเรือนใน 8 กระทรวง โดยการฝึกนั้นต้องการให้จิตอาสา 904 ไปเป็นแกนนำจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ และเป็นแกนนำในการพัฒนาพื้นที่และชุมชนตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และให้เป็นแกนนำในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาตินั่นคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กับการพัฒนาประเทศและการนำประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติต่างๆ และให้ได้รับรู้ถึงพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การสืบสาน รักษา ต่อยอด พร้อมนำทฤษฎีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาสู่การปฏิบัติให้เห็นผลโดยรายละเอียดการฝึกมี 3 เรื่องหลัก คือ

1.เรื่องการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามข้อมูลความเป็นจริง ของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับประเทศไทย ผ่านการเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทยและสังคมโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่ามีการเกิดขึ้นและเป็นอยู่อย่างไร 2.เรื่องของการพัฒนา ถือเป็นความรู้ที่จิตอาสาจะต้องศึกษาให้เข้าใจและลองปฏิบัติจริงให้เห็นผลและนำไปขยายผลไปสู่ประชาชนโดยการนำศาสตร์พระราชามาเป็นหลักในการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน รวมถึงการฝึกวิชาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ทำอาหาร ช่างไม้ แม้กระทั่งการอนุรักษ์ ซึ่งวัฒนธรรมแบบไทยคือการร้อยมาลัย เป็นต้น

และ 3.เรื่องภัยพิบัติ ต้องเรียนรู้หลักสูตรการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย การช่วยเหลือ ฟื้นคืนชีพ การปฐมพยาบาล โดยเรียนแบบจริงจัง ปฏิบัติจริง ทำซ้ำ ให้จิตอาสา 904 มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือคนได้จริง หรือมีความเข้าใจจนสามารถรู้ขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นต้นและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่มีขีดความสามารถต่อไป และเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นต้องสามารถปฏิบัติและบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักสากล

พ.อ.วันชนะ เล่าอย่างภูมิใจว่า จิตอาสา 904 จะได้รับพระราชทานเครื่องหมายจิตอาสา 904 โดยมีองค์ประกอบ พร้อมความหมาย ดังนี้
– พระมหาพิชัยมงกุฎ คือ พระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันแผ่ไพศาล
– พระปรมาภิไธย ว.ป.ร. หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
– ดาวเบื้องซ้าย คือข้าราชการ, ดาวเบื้องขวา คือประชาชน และดาวเป็นสีเดียวกัน คือ ไม่แบ่งแยก รวมความหมายแล้วหมายความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการ และประชาชน ไม่เคยแยกออกจากกัน
– ปีก หมายถึง พระบารมีที่ทรงโอบอุ้ม และนำมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งประเทศชาติ
– ผ้าแพร ประดับด้วยคำขวัญพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” หมายถึง พระราชทานพระราชปณิธาน และความมุ่งมั่นที่จะทำความดี ของทุกคน

จิตอาสา 904 ท่านนี้ ยังบอกอีกว่า พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความชัดเจน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ซึ่งเราได้เห็นภาพในอดีตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะทรงงาน หากพิเคราะห์ดูให้ดี จะเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเสด็จทุกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงอยู่ในฐานะราชองครักษ์

“นี่คือข้อยืนยันว่า พระองค์ได้ทรงเรียนรู้การทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างเต็มระบบ และทรงรู้ทุกอย่างที่ผ่านมาว่าควรจะทำอย่างไร และอาจกล่าวได้ว่า ทุกย่างก้าวของพระองค์ในขณะดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เป็นย่างก้าวของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดังนั้นพระราโชบายของพระองค์ เรื่องการสืบสาน นั้นพระองค์ ทรงสืบสานได้ชัดเจนที่สุด รวมถึงการรักษา และต่อยอด ซึ่งพระองค์กำลังจะนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติให้เห็นผล โดยใช้จิตอาสา เป็นกลไกในการขับเคลื่อน”

สำหรับประชาชนจิตอาสาจะมีสัญลักษณ์เป็น ผ้าพันคอสีเหลือง ซึ่ง “สีเหลือง” คือ สีวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และหมวกสีฟ้า ซึ่ง “สีฟ้า” คือ สีวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ้าพันคอนั้นมีพระปรมาภิไธย ‘ว.ป.ร.’ ของพระองค์ท่าน อยู่ด้านหลังด้วย

“เมื่อประชาชนใส่หมวกสีฟ้า และผ้าพันคอสีเหลือง พระองค์ได้ทอดพระเนตร เห็น 3 สิ่งที่พระองค์รัก พร้อมกันเสมอ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และพสกนิกรของพระองค์ ทุกขั้นตอนผ่านพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่านทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หมวก และผ้าพันคอ ทำอย่างไรให้ยับยาก ซักแล้วแห้งเร็ว สกรีนไม่หลุดง่ายต้องมีความทนทาน” อันแสดงถึงความรัก และใส่พระราชหฤทัยในพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง”

พ.อ.วันชนะ เปิดเผยต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกองอำนวยการฝึกจิตอาสา 904 ตั้งอยู่ในพื้นที่ กองพันฝึกส่วนหลัง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตพระราชฐานในพระองค์ “วิภาวดี” และศูนย์อำนวยการใหญ่โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสำนักพระราชวัง สนามเสือป่า โดยระบบของจิตอาสา แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.จิตอาสาพัฒนา เป็นจิตอาสาที่พัฒนาพื้นที่ของตัวเอง ให้เกิดความเรียบร้อย สวยงาม เช่น ขุดลอกคูคลอง หรือโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนา โดยมีข้าราชการในพื้นที่เป็นแกนนำร่วมกับประชาชนร่วมกันพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะกับชุมชน หน่วยงาน องค์กร

2.จิตอาสาภัยพิบัติ เป็นจิตอาสาที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติ และในกรณีที่เกิดภัยพิบัติแล้ว จะบริหารจัดการอย่างไร เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว จะฟื้นฟู อย่างไร เพราะฉะนั้นจิตอาสาภัยพิบัติ ก็จะต้องทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่เช่นเดียวกัน

และ 3.จิตอาสาเฉพาะกิจ มีหน้าที่ลักษณะเฉพาะงาน อาจจะเป็นงานที่ถูกกำหนดมาโดยศูนย์อำนวยการใหญ่ ซึ่งจิตอาสาเฉพาะกิจ กำเนิดขึ้นครั้งแรกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และในปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่คือ งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” กล่าวคือมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างชัดเจน โดยที่จิตอาสาทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้ทั้ง 3 ประเภท

พ.อ.วันชนะ กล่าวว่า ปัจจุบันมีจิตอาสาทั่วประเทศประมาณ 5 ล้านคน และการสมัครเป็นจิตอาสานั้นก็เป็นไปตามความสมัครใจไม่มีการบังคับ เพียงแต่จิตอาสาต้องทำความดีด้วยหัวใจ ให้เห็นผลสัมฤทธิ์ และเมื่อเห็นผลแล้ว ผู้รับจะรู้สึกได้ว่าจิตอาสาเป็นประโยชน์จริง เมื่อผู้รับมีความสุขก็อยากส่งต่อความสุขนี้ต่อไป ก็จะสมัครเป็นจิตอาสาเอง เมื่อมีจิตอาสาเกิดขึ้นมากๆ ก็จะมีการส่งต่อการให้และเกิดความสุขอยู่ทั่วไป

นอกจากนี้ พ.อ.วันชนะ ยังกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการจิตอาสาว่า พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นถึงความรักและความผูกพันของคนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเหตุการณ์การช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ติดถ้ำ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความเป็นจิตอาสาอยู่ในตัวทุกคน

“ในอนาคต พระองค์อยากให้คนไทยทุกคนมีจิตอาสาคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งจะนำประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวม ดังที่พระราชทานปรัชญา “ภาพรวม” หรือ “สะเจ” ในโอกาสวันพระราชสมภพ 28 กรกฎาคม 2552 ความว่า

“สะเจ สะรูปะภาโว สุทัสสะนี โสภะโณ สุธัมโม ปะฏิรูโป สัพเพ ชะนา จิรัฎฐิติกะกาเล ถาวะระโต กายะสุขี โหนติ มะโนรัมมา” แปลว่า ถ้าหากภาพรวมสวยงาม ถูกต้อง เหมาะควร ทุกคน ทุกหมู่เหล่า จะได้รับความสุขกาย สบายใจอย่างถาวร ในระยะยาว นี่คือสิ่งที่พระองค์พระราชทานลงมา เตือนใจทุกคน เมื่อเราได้พิจารณาความหมาย เราสามารถรู้ได้ในทันทีว่าพระองค์มีพระราชประสงค์อย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขอย่างถาวร โดยเริ่มจากการมีจิตอาสาการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เริ่มจากการให้ และความมีระเบียบวินัยของคนไทย ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเราและจบที่ตัวเรา”

ท้ายที่สุดกล่าวได้เลยว่า พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ ในสมัยโบราณ เราต้องรักษาเอกราชจากการรุกรานแย่งชิงดินแดน พระมหากษัตริย์ในอดีตจึงรวบรวมไพร่พลเพื่อการรบ มาในสมัยปัจจุบันเราต้องรบกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต พระองค์จึงทรงรวบรวมประชาชนจิตอาสาไปทำการรบกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษาเอกราชในรูปแบบต่างๆ ของชาติไว้ ดังนั้นประชาชนจิตอาสาก็คือ ทหารของพระราชาด้วยเช่นกัน