ยังไง! ลุงตู่ก็ขาด “พยัคฆ์ป้อม” ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยังไง! ลุงตู่ก็ขาด “พยัคฆ์ป้อม” ไม่ได้

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:24 น.
พรรคพลังประชารัฐ,กระดานความคิด,พยัคฆ์บูรพา,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,ลุงตู่,ลุงป้อม,พลอประวิตร
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนาห้าสิบหก 

เชื่อว่าโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2562 พรรคคู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐ จะต้องชูกลยุทธ์สร้างกระแสเลือก พปชร. “ได้ลุงตู่แถมลุงป้อม” หรือ “เลือกตู่ก็เหมือนเลือกป้อม”

เนื่องจาก “ลุงป้อม” เป็นจุดอ่อนในกลุ่ม “พยัคฆ์บูรพา” โดยเฉพาะประเด็นยืมนาฬิกาเพื่อน จะต้องเป็นมุกหาเสียงของฝ่ายตรงข้ามทุกเวที

ลุงป้อม มีบุคลิกใกล้เคียงกับ “นักการเมืองยุคโบราณ” มากที่สุด ถ้าเปรียบรุ่นเก่าหน่อยก็คล้าย “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นมือประสานสิบทิศ มี “พวกเยอะ” เหมาะสมกับระบอบการเมืองอุปถัมภ์แบบไทยๆ
ลุงป้อมเป็น ผบ.ทบ.แค่ปีเดียว แต่เหตุใดจึงมากด้วยคอนเนกชั่นต่อสายได้ทุกชั้นชน ซึ่งต้องยอมรับ “ทหาร” ในยุคทักษิณ ชินวัตร มักจะเป็น “ทหารพาณิชย์”
ในสภาพแวดล้อมการเมืองแบบประชานิยม ลุงป้อม ได้สร้าง “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.)
พลิกไปดูรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดชุดปัจจุบัน นอกจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิ ก็ยังพบ “บิ๊กเนม” หลายคน
ในมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อุดมด้วย “เซ็นคาเบรียลคอนเนกชั่น” คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กับ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ ผู้บริหารคอม-ลิงค์คนหนึ่ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นน้ำเงิน-ขาว ตามมาด้วย “เสี่ยคราม” ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ อดีตผู้บริหารองค์การโทรศัพท์ และผู้บริหารคอม-ลิงค์ บริษัทที่เคยวางระบบเคเบิลใยแก้วให้องค์การโทรศัพท์

“เสี่ยคราม” เป็นเพื่อนสุดรักของลุงป้อม และเป็นผู้ครอบครองนาฬิกาหรูที่ให้ลุงป้อมยืมใส่ แม้วันนี้เสี่ยครามจะจากไป แต่นาฬิกาทั้งหมดก็อยู่ในการดูแลของทายาท

“บ้านป่ารอยต่อ” ในค่ายทหารใจกลางเมืองหลวง เคยเป็นเซฟเฮ้าส์ในการจัดตั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มาแล้ว และช่วงก่อนรัฐประหาร 2557 บ้านหลังนี้ก็เป็นศูนย์รวม “เพื่อนประวิตร” ที่มาช่วยคิดช่วยวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ

มิเพียง “บ้านป่ารอยต่อคอนเนกชั่น” เท่านั้น ลุงป้อมยังแผ่บารมีไปยัง “สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” ที่กำเนิดขึ้นมาจากความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนกับกองทัพไทย

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ก็เคยเป็นนายกสมาคมไทย-จีน คนที่ 2 รวมถึง พินิจ จารุสมบัติ เป็นตำแหน่งนายกสมาคมคนที่ 4 แม้ตอนหลังเสี่ยพินิจ จะแยกตัวไปตั้งสมาคมใหม่ แต่ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เสี่ยพินิจเป็นแขกขาประจำ

ที่น่าสนใจ ไพศาล พืชมงคล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งต่อมาไพศาลเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง)

“สมาคมไทย-จีนคอนเนกชั่น” นี่แหละ ทำให้สมคิดได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาคสช.ยุคแรกๆ ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ

ถึง “หม่อมอุ๋ย” หัวโจก “เซ็นคาเบรียลคอนเนกชั่น” จะมีอาการไม่พอใจลุงตู่ แต่ลุงป้อมก็เข้าใจเพื่อน และไม่กังวลความสัมพันธ์ เพราะทั้ง “บ้านป่ารอยต่อ” และ “สมาคมไทย-จีน” ยังเป็นฐานกำลังให้กลุ่มพยัคฆ์บูรพา

ด้วยพลานุภาพของ “บ้านป่ารอยต่อคอนเนกชั่น” และ “สมาคมไทย-จีนคอนเนกชั่น” จึงเป็นไปไม่ได้ หากว่าลุงตู่จะอยู่ต่อโดยไม่มีลุงป้อมเป็นกองหนุน

‘สีกากี’ไม่เลือกข้าง..ความสงบเลือกตั้ง’บิ๊กปู’คุม(อยู่)!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สีกากี’ไม่เลือกข้าง..ความสงบเลือกตั้ง’บิ๊กปู’คุม(อยู่)!?

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:20 น.
สีกากี,เลือกตั้ง,พลตอศรีวราห์,ผบตร
เปิดอ่าน 362 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ

หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “ปลดล็อก” ให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ นั่นหมายถึงการ “ลั่นระฆัง” ส่งสัญญาณนับถอยหลังเข้าสู่การ “เลือกตั้ง” ที่ประเทศไทยว่างเว้นประชาธิปไตยมานานมากกว่า 4 ปี ซึ่งเดิมทีรัฐบาลมีการวางโรดแม็พวันหย่อนบัตรเป็น 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ถึงกระนั้นช่วงรอยต่อของปีกลับมีกระแสแพร่สะพัดเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเลื่อนหรือไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แต่บรรดาผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ “ส.ส.” ของแต่ละพรรคแต่ละเขต ก็เตรียมเดินหน้าหาเสียง งัดนโยบาย ขายกลยุทธ์เพื่อเรียกคะแนนเสียง ทั้งลงพื้นที่จริง หรือแม้แต่เคลื่อนไหวในโลกโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นช่องทางเข้าถึงง่ายทุกเพศวัย หนำซ้ำเป็นช่องทางการสื่อสารที่สังคมยุคปัจจุบันนิยมเสมือนหนึ่งเป็นปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิต

จะว่าไปแล้วทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ระหว่างการหาเสียงมักมีคดีความเกิดไม่มากก็น้อย ทั้งการป้ายสี สาดโคลน หวังดิสเครดิตซึ่งกันและกัน จ้องจับผิดการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งต่างๆ นานา ลามไปถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ชนิดที่เรียกได้ว่า “เด็ดปีก” หัวคะแนนคู่แข่ง กลายเป็นคดีอาชญากรรมรุนแรง

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า “ศึกเลือกตั้ง” ครั้งนี้น่าจะมีความดุเดือด เข้มข้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม “ตำรวจ” ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย และปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชนจึงต้องมีแผนรับมือ โดยทันทีที่ “ปลดล็อกเลือกตั้ง” แม่ทัพสีกากีอย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ไม่รีรอ มอบหมายให้ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่ดูแลงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ เป็นผู้ควบคุมสั่งการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทั้ง ส.ว.และ ส.ส.

ภายหลังรับมอบคำสั่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เปิดศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) โดย “บิ๊กปู” นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายสอดรับกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนที่จะร่อนหนังสือคำสั่งไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (ภ.1-9) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด​​ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ส่วน คือ 1.การลงพื้นที่หาข่าวตรวจสอบข้อมูลที่กระทบการเลือกตั้ง การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 2.อำนวยความสะดวกการรักษาความปลอดภัย 3.การอำนวยการด้านจราจร และ 4.ติดตามก่อน ขณะ หลัง การเลือกตั้ง การหาเสียง การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เตรียมพร้อมศึกษาอำนาจการสอบสวน ว่าเรื่องใดเป็นของ กกต. เรื่องใดเป็นของตำรวจ

แน่นอนว่าภารกิจของตำรวจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเน้นย้ำเฝ้าระวังการซื้อสิทธิ์ขายเสียง..! ตามที่ กกต.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือให้ช่วยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เอนข้าง เอียงฝ่าย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้งส่วนตัวและหน้าที่ความรับผิดชอบ ถ้าพบใครกระทำความผิดต้องดำเนินการจับกุมทันที

เกี่ยวกับประเด็นนี้ทาง ผบ.ตร.ก็ได้ย้ำหนักแน่นว่า ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การไปติดตาม ใกล้ชิด นักการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. ว่าที่ผู้สมัครต่างๆ ต้องดูด้วยว่าไปเพื่ออะไร ไปหาข่าวหรือไปทำอะไร โดยหลักการไปได้ แต่ย้ำว่าการไปต้องวางตัวเป็นกลาง หากทำอะไรสุ่มเสี่ยงก็ต้องพิจารณาลงโทษทั้งทางวินัยและอาญา !

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ ในฐานะ ผอ.ศลต.ตร. เคยบอกว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2562 ศลต.ตร.จับตาพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่อาจใช้จังหวะช่วงเทศกาล จัดเลี้ยงต่างๆ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม กกต.เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่ตำรวจก็ต้องสืบสวนหาข่าว ยอมรับว่าพบมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเคลื่อนไหวในช่วงปีใหม่ ซึ่งกำลังจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมอนิเตอร์มาตลอด อะไรที่เป็นความผิดก็ดำเนินการทางคดีได้เลย อะไรที่ต้องรอการร้องทุกข์จาก กกต. ก็จะมีกระบวนการดำเนินการ ประชาชนก็ไปศึกษากฎหมายดีๆ ว่าอะไรทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตำรวจก็สร้างการรับรู้ เพิ่มความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นนัยสำคัญว่าจะมีการชุมนุม เชื่อว่าตอนนี้เข้าโหมดหาเสียงแล้ว ทุกคนจะเลือกใช้พื้นที่หาเสียงอย่างถูกต้อง ในส่วนสันติบาลก็ลงพื้นที่หาข่าวความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยไม่ไปจำกัดสิทธิของนักการเมืองและประชาชน และทราบว่านักการเมืองมีการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียรณรงค์หาเสียงมากขึ้น

จากนี้ต้องรอชมว่าทีมงาน “บิ๊กปู” ที่คอยมอนิเตอร์นักการเมืองในห้วงเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ผ่านมาจะมีใครเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ การเลือกตั้งที่คาดว่าดุเดือดตำรวจจะเอาอยู่ขนาดไหน..!?

“อนาคตใหม่” ห้าว! เดิน “สองขา” ปูทางล้ม คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357969?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ห้าว! เดิน “สองขา” ปูทางล้ม คสช.

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 11:31 น.
พรรคอนาคตใหม่,นายธนาธร จึงรุ่งเรือ,บ่าววี หรือ วีรยุทธ์ นานช้า,่บ่าววี,โรม รังสิมันต์,ณัฏฐา มหัทธนา,โบว์ ณัฏฐา,คนอยากเลือกดั้ง,เลื่อนเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 1,144 ครั้ง

ไม่บอกก็รู้ว่า กลุ่มการเมืองที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็คือสองขาเป็นหนึ่งเดียว!!

000 เริ่มศักราชใหม่ ด้วยความร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ฉวยจังหวะ “เลื่อนเลือกตั้ง” ปลุกมวลชนชูป้าย “ไม่เลื่อน” ยกแรกที่สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อาทิตย์ที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา โดยการนำของตัวละครหน้าเดิมๆ อานนท์ นำภา, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ซึ่งปลายปีที่แล้ว แกนนำกลุ่มนี้ได้จัดกิจกรรมดนตรีต้านเผด็จการมาแล้ว เป็นการอุ่นเครื่อง

          000 จริงๆ แล้ว “แกนลับ” คนหนึ่งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คือ “อานนท์” ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีสลายการชุมนุมปี 2553 และผู้ก่อตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และอานนท์เป็นคนชักชวนให้สาวนักการตลาด “โบว์ ณัฏฐา” เข้ามาร่วมขบวนการประชาธิปไตยประชาชน ในนามกลุ่มพลังมด

อานนท์ นำภา กุนซือคนอยากเลือกตั้ง

          000 สำหรับแกนนำหลัก “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” หนีไม่พ้นผู้ชายคนนี้ “โรม” รังสิมันต์ โรม ที่ก่อตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นเรือธง แสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสช. เมื่อปี 2558 ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า “โรม” เป็นเด็กปั้นของกลุ่มอาจารย์หัวก้าวหน้า “คณะนิติราษฎร์” และเป็นศิษย์รักของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” นักวิชาการหนุ่มที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองในวันนี้

          000 ฤดูเลือกตั้งมาถึง “โรม” สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และมีตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการพรรค “ปิยบุตร” จึงไม่น่าแปลกใจ หากสถานะของ “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จะไม่แตกต่างจาก “พรรคเพื่อไทย” กับ “กลุ่ม นปช.” ในช่วงการเลือกตั้ง 2554 แม้จะไม่ประกาศยุทธศาสตร์ “สองขา” แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในหมู่นักเคลื่อนไหวปีกซ้ายใหม่

          000 ไม่น่าแปลกใจ เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ปิยบุตร” จะควงแขนลูกศิษย์ “โรม” มาทำกิจกรรม “ไม่เลื่อน” ที่สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเกมอุ่นเครื่องต้าน คสช. คงสร้างความคึกคักในกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่น้อยเลย

รังสิมันต์ โรม จากม็อบคนอยากเลือกตั้ง สู่พรรคอนาคตใหม่

          000 นอกจากตัวละครในเครือข่ายนักวิชาการสายไม่เอาทหาร ก็ยังมี “คนเสื้อแดง” อายุระหว่าง 40-60 ปี มาร่วมทำกิจกรรมอยู่เนืองๆ นำโดย “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” หรือ “อนุรักษ์ เจนตวนิชย์” ที่แยกตัวออกจาก นปช. มาตั้งกลุ่มเส้นทางสีแดง จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านทหาร และเชิดชู “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ดุจวีรบุรุษวีรสตรีในดวงใจแดง

          000 ปัจจุบัน “ฟอร์ด” ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่ม “เรดยูเอสเอ” (Red USA) ที่มี เชาว์ ซื่อแท้ เจ้าของกิจการนวดแผนไทยเป็นแกนนำ ซึ่งกลุ่มเรดยูเอสเอ ก็ร่วมมือกับ “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” โดย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จักรภพ เพ็ญแข, สุนัย จุลพงศธร และจรัล ดิษฐาอภิชัย ทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ภายใต้ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

          000 ขณะเดียวกัน มีสายข่าวรายงานว่า กุนซือหลังม่านของกลุ่มฟอร์ด ก็คือ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข“ แห่งกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และขบวนการตาสว่าง ที่เพิ่งพ้นโทษในคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร โฆษก คมช.สมัยโน้น

          000 การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” รอบใหม่ เปรียบเสมือนลมมรสุม ที่อาจกลายเป็น “ไต้ฝุ่นการเมือง” ในวันข้างหน้า สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่จบคือ การช่วยเหลือชาวบ้านหลังวาตภัย “ปาบึก” ซึ่งตอนนี้ ได้แปรสภาพเป็น “เวทีหาเสียง” ไปแล้ว

          000 ควันหลงจากปักษ์ใต้ กรณีวิวาทะ “นักร้อง” กับ “นักการเมือง” สืบเนื่องจาก “บ่าววี” หรือ “วีรยุทธ์ นานช้า” ศิลปินเพลงชาวตรัง อ่านข่าวอดีตนายกฯ “ชวน หลีกภัย” ทำบุญปีใหม่ จึงโพสต์เฟซบุ๊กทำนองยังรักนายชวน แต่อยากเห็นการแข่งขัน ไม่งั้น บ้านเราไม่เจริญ “ผมไม่มีพรรคแต่ผมมีพวก” จึงขอสนับสนุนคนพัฒนาเมืองตรัง พรรคไหนก็ได้

 “บ่าววี” หรือ “วีรยุทธ์ นานช้า”

          000 ฝ่ายผู้แทนคนบ้านเดียวกัน “นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ก็โพสต์โต้ตอบเสียยาวยืด สรุปสั้นๆ ว่า “บ้านเราดีกว่าที่อื่นเยอะ” แถมติดแฮชแท็ก “อยากให้บ่าววีมาลง ส.ส.จัง” เท่านั้น กองเชียร์บ่าววี ในโลกออนไลน์ก็ถล่ม “หมอสุกิจ” เสียเละเทะ

หมอสุกิจ อดีต ส.ส.ตรัง ออกหาเสียงช่วงปีใหม่

          000 จะว่าไปแล้ว “บ่าววี” ก็เป็นนักร้องใต้ที่ชอบการบ้านการเมือง ถ้าติดตามเฟซบุ๊กเขา ก็จะพบการแสดงความเห็นทางการเมืองซุกซ่อนอยู่ “บ่าววี” ดังมาจากเพลง “ขอนไม้กับเรือ” แต่วันหน้า อาจได้ฟังเพลง “เสาไฟฟ้ากับเรือผุๆ” ก็เป็นได้

ถอดรหัสเเละโอกาสปักธงส.ส. เสรีรวมไทยมีโอกาสเพียงใด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัสเเละโอกาสปักธงส.ส. เสรีรวมไทยมีโอกาสเพียงใด?

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 09:12 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 3,805 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

หลังจากที่ “พรรคเสรีรวมไทย” ประกาศความพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.สามร้อยห้าสิบเขตเเละหนึ่งร้อยห้าสิบปาร์ตี้ลิสต์ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะได้ส.ส.เเปดสิบที่นั่ง เเละยืนยันว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะฝ่ายยึดอำนาจเเน่นอน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวน 350 คน แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวน ส.ส. 1 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคราวนี้ราวห้าสิบล้านคนที่มีสิทธิกาบัตรหนึ่งใบเลือกคนเเละพรรคในคราวเดียว ตรงนี้จะเป็นการวัดใจไปเลย ไม่ต้องเลือกพรรคที่ชอบใบหนึ่ง เลือกคนที่ใช่ (จากคนละพรรค) อีกใบหนึ่ง

ตรงนี้ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายสำหรับทุกพรรคหากคนเเละนโยบายไม่โดนใจขาวบ้านในเขตนั้นๆ โอกาสคะเเนนหายไปที่พรรคอื่นหรือชาวบ้านกาช่องไม่ลงคะเเนนเเละกาบัตรเสียก็มีความเป็นไปได้

เเปลความง่ายๆ ผู้สมัครต้องโดน นโยบายต้องดี ผู้นำพรรคต้องน่าเชื่อถือ รวมทั้งจุดยืนทางการเมืองเเละสามรายชื่อบัญชีว่าที่นายกฯ ของพรรคนั้นๆ ต้องเรียกศรัทธาจากสังคมได้

หากทำได้เช่นนี้..โอกาสของพรรคนั้นๆ จะเปิดกว้างทันที

หันไปพินิจสิ่งที่เดอะตู่ระบุไว้ข้างต้น เท่ากับว่าเสรีรวมไทยหวังที่จะมีสัดส่วน ส.ส.1:8 (80 ส.ส.จาก 500 คน) เเละมีสิทธิติดอันดับหนึ่งในสี่ว่าที่พรรคเเกนนำตั้งรัฐบาล….เเต่ความฝันนี้ของ “เดอะตู่” จะบังเกิดหรือไม่นั้น ขุนพลของเสรีรวมไทยในภาคเหนือเเละปักษ์ใต้ร่วมประเมินโอกาสที่จะสานฝันเดอะตู่เเละพลพรรคว่าจะเป็นไปได้เพียงใด

ภาคเหนือเดิมมีส.ส.36 คน ตอนนี้เหลือ 33 คน (เชียงใหม่ แพร่ และอุตรดิตถ์ ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง)

“พิทักษ์​ สันติวงศ์สกุล” ประธานสาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคเหนือ ประเมินสถานการณ์ว่าวันนี้ชาวบ้านในภาคเหนือตอบรับพรรคดี ส่วนตัวมั่นใจว่าทุกเขตเลือกตั้งในภาคเหนือผู้สมัครส.ส.ของพรรคจะต้องติดอันดับ 1-5 ส่วนจะให้บอกว่าคาดหวังว่าเขตใดจะชนะ ตอนนี้ไม่สามารถตอบได้เเต่เชื่อมั่นว่าอย่างน้อยในภาคเหนือ พรรคจะมีส.ส.เเบบเขตเเน่นอน พรรคนี้ทำการเมืองมิติใหม่ ไม่มีกระสุน

 “ภาคเหนือพรรคจะมีส.ส.เเบบเขตเเน่นอน พรรคนี้ทำการเมืองมิติใหม่ ไม่มีกระสุน”  

“พิทักษ์​ สันติวงศ์สกุล”

“ผมอยู่มาทั้งสองพรรค (ประชาธิปัตย์เเละไทยรักไทย) ผมมองว่าหากยังอยู่กับสองพรรคนี้ต่อความขัดเเย้งเเละกีฬาสีจะจบไหม? ปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมาหลายคนรู้ดีว่ามันเกิดจากอะไร? ใครอยู่เบื้องหลังการล้มสองรัฐบาลเเละใครร่วมมือบ้าง? หากเเบบนี้มันยังวนอยู่บ้านเมืองไม่สงบเเน่นอน เเละเมื่อก่อนการเลือกตั้ง เพื่อนๆ ในสองพรรคมาทาบทามให้ผมกลับไปในร่วมงานในการเลือกตั้งครั้งนี้ เเต่ผมมองว่าหากกลับไปที่สองพรรคข้างต้นปัญหาบ้านเมืองไม่จบ

ผมเคยรับราชการเป็นนายอำเภอ ช่วงที่เว้นว่างทางการเมืองก็ไปสอนหนังสือ ผมทำเเบบนั้นชีวิตมีความสุขมากกว่า เเต่หัวหน้าพรรคมาทาบทามให้มาช่วยงานเพื่อก้าวพ้นความขัดเเย้ง ผมตอบรับเพราะศรัทธาหัวหน้าพรรค

วันนี้หัวหน้าพรรคได้บอกนโยบาย 6 หยุดไว้เเล้วที่จะเป็นทางออกของชาติ หัวหน้าพรรคเป็นคนที่รักษาคำพูด เครดิตที่ทำมาในช่วงรับราชการนั้น ชาวบ้านรู้จัก การเมืองไทยวันนี้ต้องการคนเเบบนี้ที่จะมาสู้กับฝ่ายยึดอำนาจ เพราะลองไล่เรียงฝ่ายประชาธิปไตยดูเลยว่าหัวหน้าพรรคคนไหนที่กล้าโต้ตอบคสช.เเบบหัวหน้าพรรคบ้าง เพราะหัวหน้าพรรคพูดเรื่องจริงที่ทำให้เเกนนำคสช.ตอบไม่ได้

สิ่งที่คสช.ทำมาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาเเละวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเอาไว้ในกฎหมายเเบบนี้ ถามว่ามันทำได้จริงไหม? ใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ต้องเดินตามเเนวทางที่คสช.วางไว้ ถามต่อว่าเเล้วใครจะกล้าตรวจสอบบ้าง? หากรัฐบาลใดไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติก็มีความผิด? งบประมาณที่คสช.ลงทุนไปใครจะตรวจสอบ? ของเเบบนี้สังคมรับรู้กันดีนะ ฉะนั้น สังคมควรเลือกคนที่กล้าจะชนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องเเละไม่ควรให้โอกาสสืบทอดอำนาจ

จำรัฐบาลหอยได้หรือไม่? ที่บอกว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ใช้เวลา 11 ปี เเล้วอยู่ได้ไหมโลกวันนี้ไปเร็วมาก เทคโลโลยี 1-2 วันก็เปลี่ยนเเล้ว ฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันต้องเเก้”

“มหวรรณ กะวัง” เเกนนำคนเสื้อเเดง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเสรีรวมไทย (เพื่อนร่วมรุ่นบัวเกี๋ยง โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ประเมินการเเข่งขันในจังหวัดที่ถือว่าเป็นฐานของคนเสื้อเเดงในภาคเหนือ

“คนนำประเทศได้ช่วงนี้คือหัวหน้าพรรคที่จะยุติสงครามสีเสื้อได้ คืนความเป็นธรรมให้สังคม”  “มหวรรณ กะวัง”

“ผมยืนยันว่าวันนี้ผมยังเป็นคนเสื้อเเดงนะ เเม้คนเสื้อเเดงจะลงสมัครกันเยอะในหลายพรรค เเต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำไว้คือปกป้องประชาธิปไตยเเละยืนในเเนวทางนี้ เมื่อมาร่วมงานกับพรรคเเละหัวหน้าพรรค เชื่อว่าชาวบ้านในพื้นที่จะให้การยอมรับเเละสนับสนุนเสรีรวมไทย ผมมองโลกจากความจริง คนนำประเทศได้ช่วงนี้คือหัวหน้าพรรคที่จะยุติสงครามสีเสื้อได้ คืนความเป็นธรรมให้สังคม ทุกวันนี้เเทบไม่มีเลยผู้นำเเบบพี่ตู่

พรรคใหญ่ๆ ที่ผมจะต้องเเข่งขันด้วยนั้น ผมไม่กดดัน เพราะเชื่อมั่นเเนวทางที่หัวหน้าพรรคประกาศไว้ วันนี้คนในพรรคเสรีรวมไทยมาจากทุกขั้วทุกสี เเต่มีเป้าหมายเดียวกันคือพ้นความขัดเเย้ง เพราะมันทำลายชาติมานานเเล้ว คสช.ทำงานมากี่ปี ชาวบ้านได้อะไร นโยบายรัฐที่บางพรรคนำไปใช้ เเละบางคนในรัฐบาลทำอะไรไม่ชอบธรรมเเบบนี้จะปล่อยไว้? สังคมควรพิจารณาว่าจะเลือกเเบบใด”

ส่วนพื้นที่ด้ามขวานนั้นภาคใต้เดิมมี ส.ส.53 คน ปัจจุบันเหลือ 50 คน (นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง ลดลงไปจังหวัดละ 1 ที่นั่ง)

“สมพงษ์ สระกวี” ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะอดีตสปท.เเละอดีตส.ว.สงขลา ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ไว้ว่า “ปัญหาภาคใต้ตอนนี้คือเศรษฐกิจเเละปากท้องเหมิอนภาคอื่นๆ การตอบโจทย์ในพื้นที่นี้คือ ยางพารา ปาล์ม ประมง ท่องเที่ยว หากตอบโจทย์สี่ข้อนี้ได้ รับรองว่าพรรคใหม่ๆ รวมทั้งเสรีรวมไทยจะได้ส.ส.

ตอนนี้พรรคเก่าเเก่ในภาคใต้รวมทั้งพรรคใหญ่บางพรรคที่หวังจะชิงพื้นที่มาหลายสมัยนั้น วันนี้โอกาสมันเปิด เพราะชาวบ้านพูดเสียงเดียวกันว่าเลือกผู้เเทนฯ จากพรรคเก่าเเละพรรคใหญ่ ที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยน กติกาที่วันนี้เขียนขึ้นบวกกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมมองว่ามันเป็นโอกาสของพรรคอื่นๆ นะ ไม่มีการผูกขาดเเล้ว

“ยางพารา ปาล์ม ประมง ท่องเที่ยว คือวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ ใครตอบ 4 โจทย์นี้ได้ ก็ได้รับเลือก” “สมพงษ์ สระกวี”

สี่เหตุผลที่ผมบอกข้างต้นคือวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ หลายปีที่คสช.ดูเเลประเทศ ถามว่าสี่เหตุผลดังกล่าวมีอะไรดีขึ้นบ้าง? ที่เคยพูดว่าบางพรรคส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก หรือเลือกพรรคนาย…เท่านั้น วันนี้ความเชื่อเหล่านี้เปลี่ยน ชาวบ้านมีโอกาสติดตามข่าวสารมากขึ้นเเละมองข้อเท็จจริงในการทำงานของผู้เเทนฯ ช่วงที่ผ่านมา ผมไม่ได้บอกว่าพรรคเสรีรวมไทยจะชนะเท่านั้น พรรคอื่นๆ ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะชนะ เเละยังมองว่าพรรคเก่าเเก่จะเหลือส.ส.ไม่ถึงครึ่งหนึ่งในภาคใต้

พรรคหวังว่าสิบเอ็ดเขตในภาคใต้ (3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ 3 เก้าอี้ สงขลาเเละสตูล 3 เก้าอี้ พัทลุงเเละอันดามัน 3 เก้าอี้ สุราษฎร์ฯ เเละชุมพร 1 เก้าอี้ นครศรีฯ 1 เก้าอี้) พรรคน่าจะชนะ อันนี้พูดตามความจริงเพราะประเมินจากคุณสมบัติผู้สมัครของพรรคในเขตนั้นๆ เเละกระเเสที่สังคมให้คะเเนนพรรคต่างๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านต้องการสิ่งเปลี่ยนเเปลงให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น ตรงนี้คือโจทย์ที่พรรคต้องทำให้ได้”

การตลาดออนไลน์ปี 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การตลาดออนไลน์ปี 2562

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:57 น.
การตลาดออนไลน์ปี 2562
เปิดอ่าน 434 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

สังคมไทยก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2562 กับความเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องโดยเฉพาะกระแสธุรกิจที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อทำการตลาดในรูปแบบใหม่ที่ต่างจากเดิม รวมถึงกฎหมายการเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์ที่จะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้มากขึ้น

รู้ลึกกับจุฬาฯ อาทิตย์นี้ พูดคุยกับ ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวในด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจและผู้บริโภคในบริบทของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

“อันดับแรกคือรูปแบบการใช้โซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลง ณ ขณะนี้ไม่ใช่แค่ใช้สื่อสาร แจ้งเตือนพูดคุยกับลูกค้าอย่างเดียว แต่สามารถใช้เป็นหัวใจหลักของการทำแบรนด์ได้ กลายเป็นตัวหลักของธุรกิจได้แล้ว”

โซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีหลายช่องทาง เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นและลดลงของจำนวนผู้ใช้แล้ว ยังมีการแบ่งซอยย่อยในเชิงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และมีความเฉพาะเจาะจงตามความสนใจของผู้บริโภคที่หลากหลาย

อาจารย์วิเลิศกล่าวว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต การเชื่อมต่อในโลกเทคโนโลยีเริ่มต้องการการแสดงออกมากขึ้น หรือที่เรียกว่าทัชโนโลยี (Touchnology) โดยเฉพาะการแสดงออกทางด้านความรู้สึก หรืออารมณ์ต่างๆ ของสินค้าบริการที่กำลังบริโภค

“แค่การกดไลค์กดแชร์ไม่เพียงพอ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการการบริโภคผ่านอารมณ์ หรือคุณค่าทางอารมณ์ของแบรนด์นั้นๆ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม AI ถึงยังทดแทนความสามารถของมนุษย์ไม่ได้เต็มร้อย เพราะแม้ว่า AI จะเข้ามาทำงานเชิงจัดการหรือจัดระเบียบฟังก์ชั่นได้ แต่ด้านคุณค่าทางอารมณ์ที่จะตอบสนองการใช้งานของลูกค้ายังทำไม่ได้”

ธุรกิจนับแต่นี้ต่อไปจะไม่สามารถแยกโลกเสมือนจริง หรือโลกออนไลน์ และโลกความเป็นจริง หรือโลกออฟไลน์ ออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะผู้บริโภคจะเชื่อมโยงเข้าทั้งสองรูปแบบในมิติเดียว ทำให้ระบบออฟไลน์ หรือการมีหน้าร้าน และระบบออนไลน์หรือช่องทางติดต่อในโลกดิจิทัล แยกออกจากกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากภาษีผู้ค้าขายออนไลน์ที่กำลังจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2563 จะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวขนานใหญ่ โดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางขายของ ก็จะต้องเข้าระบบเพื่อเสียภาษี

“กฎหมายภาษีออนไลน์ทำให้คนขายของออนไลน์ถูก track ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเมื่อก่อนคุณขายของลอยนวลไม่เสียภาษี ต่อไปจะไม่ได้แล้ว คุณต้องปรับตัว ส่วนลูกค้าหรือผู้บริโภคเองก็ควรรู้ไว้ด้วยว่าความเป็นส่วนตัวของคุณจะหายไปมากขึ้นอีก”

เนื่องจากนโยบายของทางภาครัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National E-Payment จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้บริโภคเป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งยังรวมไปถึงข้อมูลการบริโภคแบบใช้อารมณ์ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นความจริง

“ข้อมูลเหล่านี้อาจมีการหลุดรั่วได้ และน่าจะนำไปสู่การ track หรือติดตามดูความต้องการของลูกค้า โดยอาศัยฐานจากการประมวลข้อมูลที่เกี่ยวกับโปรไฟล์การบริโภคและการแสดงออกในโซเชียลมีเดียที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอยู่ ต่อไปเราจะไม่เห็นพวกงานวิจัยที่ยืนแจกแบบสอบถาม การตลาดบ้านๆ แบบนี้อีกแล้ว มันจะล่มสลายไปเพราะข้อมูล Real time ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มันทำให้เราเห็นชัดว่าผู้บริโภคต้องการอะไร”

อาจารย์วิเลิศมีคำแนะนำว่าผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเข้าใจผู้บริโภคให้มากกว่าผู้บริโภคเข้าใจตัวเอง ต้องเข้าใจ Lifeline หรือเส้นทางชีวิตของลูกค้าทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ จึงจะจับกลุ่มเป้าหมายได้ถูกเป้า

ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระของตนเองที่มีต่อสังคม ซึ่งรวมไปถึงการเสียภาษี สำหรับผู้ที่ค้าขายออนไลน์ ก็ควรแสดงความรับผิดชอบและตระหนักถึงภาระหน้าที่ของตนเองด้วยการเสียภาษีให้ถูกต้อง

“รวมถึงการรับมือคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเราด้วย ผมยกตัวอย่างธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ณ ตอนนี้คู่แข่งเขาไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อยี่ห้ออื่น แต่เป็นธุรกิจส่งของอย่างไลน์แมน ลาลามูฟ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ข้ามสายพันธุ์มา ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันแต่มาแข่งขันกันได้ ดังนั้นก็ต้องปรับตัว”

ขณะเดียวกัน อาจารย์วิเลิศเตือนด้วยว่าผู้บริโภคจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่า แรงจูงใจในการซื้อของออนไลน์อาจเป็นผลจากการตลาดที่ดึงดูดความสนใจของเราผ่านระบบประมวลผลของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูล และการแสดงออกใดๆ เผื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดออนไลน์

ล้านนาไฟต์ “จงสุทธานามณี” ขอล้างตา “แก้วมีชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้านนาไฟต์ “จงสุทธานามณี” ขอล้างตา “แก้วมีชัย”

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:53 น.
จงสุทธานามณี,แก้วมีชัย,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 5,183 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

สมรภูมิเลือกตั้งเชียงราย เริ่มมีการเคลื่อนไหวของนักการเมืองหลายพรรค และที่คอการเมืองสนใจคือ เขต 1 เชียงราย อันจะเป็นการทำศึกล้างตาระหว่างตระกูลดังกับแชมป์เก่าค่ายเพื่อไทย

ย้อนไปเลือกตั้ง 2554 สนามเขต 1 อ.เมืองเชียงราย (ยกเว้น ต.ท่าสาย ต.สันทราย ต.ป่าอ้อดอนชัย ต.ห้วยสัก และต.ดอยลาน) คู่เอกคือ “สามารถ แก้วมีชัย” อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เอาชนะ “วันชัย จงสุทธานามณี” พรรคภูมิใจไทย

แม้จะพ่ายแพ้ แต่วันชัย มีคะแนนตุนอยู่ 30,432 คะแนน ฉะนั้น ปีถัดมามีการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ปรากฏว่า วันชัยเอาชนะวิทยา ตันติภูวนารถ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายรักประชาธิปไตย ในเครือข่ายของสามารถ แก้วมีชัย ได้สำเร็จ

เลือกตั้ง 2562 เหมือนศึกล้างตาอีกรอบ เมื่อ “รัตนา จงสุทธานามณี” ภรรยาของวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเขต 1 พบกับแชมป์เก่า “อ้ายมาด” สามารถ แก้วมีชัย

ปลายปีที่แล้ว “รัตนา” ได้ขึ้นป้ายในหลายจุด เน้นข้อความพร้อมภาพ “ไม่ว่าคุณจะเป็นสีไหน …ดิฉันเชื่อว่าหัวใจคุณคือ สีเชียงราย สีแห่งความหวัง และความสมานฉันท์” พร้อมลงรูปภาพประกอบป้าย

“รัตนา” เริ่มทำงานในตำแหน่งเทศมนตรีฝ่ายการศึกษา เทศบาลเมืองเชียงราย หลังจากนั้นได้เป็น ส.ส.เชียงราย 2 สมัย เมื่อกระแสทักษิณยึดครองเชียงราย เธอหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็นนายก อบจ.เชียงราย ก่อนจะพ่ายให้ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ในสมัยต่อมา

ช่วงว่างเว้นทางการเมือง รัตนามีตำแหน่งที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย และเป็นที่ปรึกษาในการจัดงานกิจกรรมด้านต่างๆ ของเทศบาลนครเชียงราย เพื่อปูทางสู่สนามเลือกตั้ง

ฐานเสียงของรัตนานั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ในเขต อ.เมือง และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของสามี “วันชัย”

ส่วน “สามารถ แก้วมีชัย” เคยทำงานที่การเคหะแห่งชาติ ก่อนจะลาออกไปเป็นนักธุรกิจก่อนจะเข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่น และเข้าสังกัดกลุ่มยงยุทธ ติยะไพรัช จนได้เป็น ส.ส.เชียงราย สมัยแรกในสีเสื้อไทยรักไทย

“อ้ายมาด” ของชาวเชียงราย ไม่เคยทิ้งทักษิณ และยืนหยัดอยู่ในพรรคเครือข่ายชินวัตรมาอีก 3 สมัย และเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯ แต่วาสนายังไม่ถึงรัฐมนตรี

ศึกเลือกตั้งหนนี้ ไม่ง่ายสำหรับ “อ้ายมาด” เพราะคู่แข่งสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และได้น้ำเลี้ยงดี ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องแตกตัวออกไปเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ

ขนาด “อ้ายยุทธ” ยังชิ่ง… “อ้ายมาด” จะสู้ไหวมั้ย…เพราะรัตนาเที่ยวนี้ทำการบ้านมาดีเหลือเกิน !

เอาทักษิณกลับบ้าน. ทษช.ไม่พูดเยอะ “เจ็บคอ”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357959?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาทักษิณกลับบ้าน. ทษช.ไม่พูดเยอะ “เจ็บคอ”!

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:12 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 9,438 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก 

ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งชัดว่าภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งในการก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) คือการพา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักโทษหนีคดี กลับบ้าน จะเห็นได้ชัดช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ในระหว่างการเปิดศูนย์ประสานงานพรรค ทษช. ที่ทั้งหัวหน้าพรรคอย่าง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และประธานยุทธศาสตร์พรรค จาตุรนต์ ฉายแสง ไปเปิดงาน ก็จะมีมวลชนจัดตั้งชูป้ายเรียกร้องให้เอา ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน

จึงต้องย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมือง พบว่าวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนหรือใช้พรรคการเมืองเป็นกลไกการเคลื่อนไหว หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาไมว่าการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย ความสำคัญยิ่งยวดของภารกิจคือ “เอาทักษิณ กลับบ้าน”

ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศ ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไปปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสหประชาชาติ (UN) จนกระทั่งรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ก็เร่ร่อนอยู่ต่างแดน และชักใยอยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคพลังประชาชน และผลักดัน สมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทักษิณ ชินวัตร ก็กลับมาพร้อมปฏิบัติการ “กราบแผ่นดิน” เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 และหนีออกจากประเทศไทยอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีการประมูลซื้อที่ดินกองทุนพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยมิชอบ

หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบในข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังคงบงการในการก่อตั้งพรรคเพื่อไทย และผลักดัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้นก็ผลักดันให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในขณะนั้น เรียกว่า “พ.ร.บ.สุดซอย” โดยหวังใช้กฎหมายนี้ยกเว้นความผิดทั้งมวลของ ทักษิณ ชินวัตร เพื่อจะให้กลับประเทศได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีหรือเข้าคุก

จึงพอสรุปได้ว่าแรงจูงใจของทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองจนก่อวิกฤติขึ้นหลายครั้งหลายครา คือกลไกเพื่อเป็น “กุญแจ” เปิดประตูให้ตัวเอง “กลับบ้าน” ดังป้ายที่ชูกันในกองเชียร์พรรคไทยรักษาชาติ “เอาทักษิณกลับบ้าน”

คำถามมีอยู่ว่า ที่หนีคดีไปอายุความหมดแล้วตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2561 ทำไม ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่กล้ากลับบ้าน เพราะกลับมาก็ไม่ต้องติดคุกในคดีที่ดินถนนรัชดาภิเษกที่ถูกคำพิพากษาจำคุก 2 ปีแล้ว เพราะหนีจนหมดอายุความแล้ว

คำตอบคือ มีหมายจับอีก 4 คดี รอศาลพิพากษาอยู่ หากกลับมาก็คงไม่แน่ใจว่าจะ “รอด” หรือต้อง “หนี” อีกหรือไม่

4 คดีที่ยังคงมีหมายจับค้างอยู่ของทักษิณ ชินวัตร คือ 1.คดีเอ็กซิมแบงก์ 4 พันล้านบาท ที่ ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังการให้รัฐบาลพม่ากู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาซื้ออุปกรณ์จากบริษัทโทรคมนาคมของตัวเอง 2.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว(หวยบนดิน) 3.คดีแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต แทนค่าสัมปทาน 4.คดีอยู่เบื้องหลังธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มกฤษดามหานคร กว่า 8,000 ล้านบาท

เมื่อมีหมายจับรออยู่ 4 คดี แม้อยากกลับบ้านแค่ไหน คน “กลัวคุก” อย่างทักษิณ ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง เลือกที่จะใช้การเลือกตั้งเพื่อหวังยึดอำนาจรัฐ และเอากลไกแห่งรัฐแก้ไขปัญหาให้ตัวเองและอาจรวมถึงน้องสาว (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) กลับบ้าน

นี่คือภารกิจหลักที่พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคในเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร ตั้งใจทำ ชนิด “ไม่พูดมาก…เจ็บคอ!”

‘TACTICS Connect’ ผู้ช่วยด้านความปลอดภัยประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘TACTICS Connect’ ผู้ช่วยด้านความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 00:00 น.
TACTICS Connect,สายตรวจระวังภัย,อาชญากรรมไซเบอร์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… กรกมล อักษรเดช

ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีพัฒนาการขึ้นทุกปี อีกทั้งประชาชนก็หันมาใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้นและแพร่หลาย ฉะนั้นการให้บริการหรือดูแลประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่อาจย่ำอยู่กับที่ ต้องยกระดับพัฒนาการปฏิบัติงานให้ทันยุคสมัยไม่ตกเทรนด์ เพื่อจะได้เข้าถึงประชาชนและการบริการที่สะดวกรวดเร็วให้สมกับยุคดิจิทัล หนำซ้ำอาชญากรรมก็พัฒนาการตามเทคโนโลยี จึงทำให้เกิด “อาชญากรรมไซเบอร์” ขึ้นมากมาย ฉะนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ก็ต้องมี “ตำรวจไซเบอร์” ไว้ดูแลความปลอดภัยประชาชนด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ราวปี 2560 ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ชวนประชาชนให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “โปลิศ ไอ เลิร์ต ยู (Police i Lert U)” ติดตัวไว้ใช้เมื่อมีภัย เพราะสามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย หรือพบเบาะแสคนร้ายผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถมาถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการโทรแจ้งผ่าน สายด่วน 191 ที่มีปัญหาการรับเรื่องล่าช้าไม่ทันการณ์ แถมยังมีการโทรเล่นหรือก่อกวน จนตัดโอกาสขอความช่วยเหลือเมื่อประสบภัย การใช้งานถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังต้องมีการพัฒนาต่อ

ล่าสุดเพื่อต้อนรับศักราชใหม่ปี 2562 นายตำรวจคนดังอย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. (TACTICS) พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. และ พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1 ร่วมกันเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “TACTICS Connect” เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของประชาชนผ่านสมาร์ทโฟน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ศปอส.ตร.มีภารกิจหลักในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการกระทำความผิดทางอาญา การฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนต่างๆ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนชาวไทยในยุคดิจิทัล จึงได้คิดค้นสร้างสรรค์และพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น “TACTICS Connect” สำหรับเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามาร้องทุกข์ ร้องเรียน แจ้งเหตุได้โดยตรงแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยแอพนี้จะสร้างความสะดวกสบายให้พี่น้องประชาชนในการร้องทุกข์ ร้องเรียนผ่านแอพ เป็นการลดขั้นตอนการทำงาน มีความรวดเร็วและปลอดภัย

“นอกจากนี้แอพดังกล่าวยังมีระบบติดตามและแจ้งเตือน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถติดตามเรื่องที่ร้องทุกข์ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือโทรศัพท์สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งสามารถให้คำปรึกษาหรือให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศปอส.ตร. ให้พี่น้องประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันภายในแอพยังมีศูนย์รวมเบอร์โทรฉุกเฉินของทุกหน่วยงาน สามารถค้นหาเบอร์โทรเพื่อโทรออกได้ทันที รวมถึงค้นหาตำแหน่งของสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ตัวท่านและนำทางให้ท่านไปยังสถานีตำรวจที่ท่านต้องการ” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อธิบายเสริม

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกด้วยว่า “TACTICS Connect” ยังจะเป็นช่องทางให้พี่น้องประชาชนติดตามผลการปฏิบัติงานของศปอส.ตร. ข่าวสารต่างๆ ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ พร้อมฟังก์ชันการทำงานอีกหลากหลาย เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ “TACTICS Connect” แอพพลิเคชั่นรับเรื่องราวร้องทุกข์ แจ้งเหตุเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงที่ว่านี้ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา เสมือนหนึ่งเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคนในยุคดิจิทัล ให้มีผู้ช่วยด้านความปลอดภัยติดตัวไปในทุกที่..!!

ความลับ “ปาบึก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความลับ “ปาบึก”

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:54 น.
ปลาบึก,ปาบึก,พายุโซนร้อน,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,673 ครั้ง

พายุ “ปาบึก” ปลุกภาพจำที่ไม่อยากจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะชาวใต้ เผชิญมหาวาตภัยมาหลายหน ความรุนแรง ความสูญเสีย ไม่มีใครอยากเห็น

แต่หลายคนยังกังขาเรื่องชื่อพายุ พลันสืบค้นจาก “บอร์ดพายุไต้ฝุ่น” จึงรู้ที่มาของ “ปาบึก”?

ขณะที่ “พายุปาบึก” ขึ้นฝั่งอาละวาดที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แม้จะลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน จากที่หวั่นเกรงกันว่าจะรุนแรงเป็น “ไต้ฝุ่น” ที่ไม่ต่างจากพายุเกย์ในอดีต แต่ทั้งลมฝนก็กระหน่ำรุนแรงทำเอาคนไทยอกสั่นขวัญผวาไปทั้งประเทศ

อย่างไรก็ดีพายุวนมาทีไรก็ให้สงสัยถึงชื่อเสียงของมันทุกทีว่าทำไมถึงชื่อนั้น ชื่อนี้ แต่ละชื่อก็สุดจะบรรยาย

และงวดนี้กับชื่อ “ปาบึก” ก็ทำให้คนไทยเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกว่าใครหนอช่างตั้ง?

     กำเนิดเกิดนาม

ถามว่าอะไรคือ “หลักเกณฑ์” ในการตั้งชื่อพายุ ตอบเลยว่าไม่มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัวมากนัก เพราะอย่างพายุทุเรียน ก็ไม่ได้หมายความว่า รูปร่างของพายุลูกนั้นจะเหมือนทุกเรียนที่ตรงไหน

แต่ที่มาที่ไปของการตั้งชื่อหากเป็นในยุคปัจจุบันหลักๆ คงเป็นเรื่องของ “ความเสมอภาค” หากแต่ในอดีตกลับมีเรื่องเล่าถึงการตั้งชื่อที่สนุกสนานกว่านี้มาก

เล่ากันว่าการตั้งชื่อพายุนั้นมาบรรดานักเดินเรือ ที่เวลาออกทะเลไปนานๆ ก็มักจะคิดถึงลูกเมียที่บ้าน พอเจอพายุลูกไหนเข้ามาก็มีการตั้งชื่อเรียกตามชื่อภรรยา หรือลูกของตนเอง

ขณะที่บางแหล่งก็ว่ากันว่า ที่ต้องตั้งชื่อผู้หญิงก็เพื่อฟังแล้วจะรู้สึกอ่อนโยนอ่อนหวาน ทำให้ดูรุนแรงน้อยลง

สวนทางกับบางแหล่งที่ว่าการตั้งชื่อแม่นางคนนั้นคนนี้จะช่วยทำให้นึกออกว่าพายุลูกนี้มีระดับความรุนแรงขนาดไหน

จนมาถึงยุคต่อมา แนวคิดการตั้งชื่อพายุถูกจัดระเบียบมากขึ้น หนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่กำหนดแนวทางการตั้งชื่อพายุด้วยชื่อเฉพาะก็คือ “คลีเมนต์ ลินด์ลีย์ แรกกี” นักอุตุนิยมวิทยา

ชายผู้นี้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง “สมาคมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย” มีผลงานจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักอุตุนิยมวิทยาประจำรัฐควีนส์แลนด์

ต่อมาเขาก็เกิดแนวคิดที่จะให้มีการตั้งชื่อพายุด้วยชื่อเฉพาะ โดยครั้งแรกเขามีความคิดจะตั้งตามตัวอักษรกรีก แต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อตามเทวปกรณ์ของชาวโพลีนีเซีย

ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อผู้หญิงที่ให้ความอ่อนโยน และชื่อนักการเมืองที่เขาเปรียบเทียบว่านักการเมืองนำหายนะมาสู่ประเทศไม่ต่างจากพายุร้าย

แต่หลังจากแรกกีเกษียณอายุ แนวคิดนี้ก็เงียบหายไปนานกว่า 60 ปี จนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พี่กันก็โผล่มาเสียบ

โดยนักอุตุนิยมวิทยาในกองทัพอเมริกัน ได้รื้อฟื้นการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนขึ้นมาอีกครั้งด้วยชื่อสตรีตามอย่างอดีต แต่พอหลังสงครามสงบวิธีการตั้งชื่อได้เปลี่ยนไปเรียงตามลำดับตัวอักษร

ที่สุดเมื่อโลกผ่านยุคสมัยมาการตั้งชื่อพายุก็กลายเป็นหน้าที่ของ “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” แต่ช่วงแรกชื่อพายุก็ยังออกแนวฝรั่งจ๋าไปเสียหมด!

อย่างพายุเกย์ที่เคยขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ของไทยเราช่วงปี 2532 ก็มีชื่ออยูในชุดนี้ หากที่จริงแล้วบนโลกใบนี้ยังมีพายุชื่อต่างๆ อยู่อีกมาก เรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่

    ปาบึกคึกคะนอง

กลับมาที่โซนบ้านเรา หรือโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบน และทะเลจีนใต้

ราวปี 2543 สมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก 14 ประเทศ ได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศให้ตั้งชื่อพายุแบบใหม่ขึ้นมา

ที่สุดสมาชิกอันมี ไทย กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ-ใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย (รัฐอิสระอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือหมู่เกาะอินโดนีเซีย) ฟิลิปปินส์ สหรัฐ และเวียดนาม

ก็คิดและส่งรายชื่อพายุในภาษาท้องถิ่นตนเองมาประเทศละ 10 ชื่อ รวมเป็น 140 ชื่อ หมุนเวียนใช้ตามลำดับการเกิด

ชื่อพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 28 ชื่อ โดยเรียงลำดับชื่ออักษรอังกฤษของประเทศ เริ่มจากกัมพูชาและเวียดนามอันดับสุดท้าย ไทยเราอยู่อันดับ 12

เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

ที่สุดไทยเราได้ตั้งชื่อพายุตามลำดับดังนี้ พระพิรุณ, มังคุด (เปลี่ยนจากทุเรียน), วิภา, บัวลอย (เปลี่ยนจากรามสูร), เมขลา, อัสนี (เปลี่ยนจากมรกต), นิดา, ชบา, กุหลาบ และขนุน

ลาวก็ได้ชื่อพายุตามลำดับดังนี้ บอละเวน, ปาบึก, ฟานทอง, จำปี (เปลี่ยนจากเกดสะหนา), หีนหนามหน่อ (เปลี่ยนจากนกเต็น), หลี่ผี (เปลี่ยนจากซ้างสาน), ฟ้าใส, จันหอม, น้ำเทิน และปาข่า (เปลี่ยนจากมัดสา)

ต่างก็เป็นชื่อเฉพาะไปตามภาษาและวัฒนธรรมของท้องที่ผู้ตั้งชื่อไปนั่นเอง

อย่างปาบึก แน่นอนหมายถึง “ปลาบึก” แต่สะกดอย่างภาษาลาวที่ไม่มี ล.ลิงควบกล้ำ ก็คือปลาน้ำจืดไร้เกล็ดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งชาวลาวนับเป็น “ราชินีแห่งสายน้ำ” แห่งลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปาบึกเคยว่ายมาทำความเดือดร้อนแก่ชาวโลก ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นพายุไต้ฝุ่นปาบึก ปี 2544 ที่ส่งผลกระทบญี่ปุ่น, พายุไต้ฝุ่นปาบึก ปี 2550 ส่งผลกระทบไต้หวันและจีน, พายุโซนร้อนกำลังแรงปาบึก ปี 2556 กระทั่งมาถึงพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ.2562 อันนับเป็นพายุลูกแรกของปีนี้นั่นเอง

       วัดกำลังพายุ

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าบรรดาชื่อเสียงเรียงนามของพายุนั้น ในอดีตไม่มีแบบแผนตายตัว หากปัจจุบันเป็นเรื่องของความเสมอภาค

ไม่เพียงเสมอภาคในแง่ที่ว่าประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการตั้งชื่ออย่างเท่าเทียมกัน แต่ยังเสมอภาคที่มีการเปิดโอกาสให้ใช้ภาษาของท้องถิ่นตน รวมไปถึงการตั้งชื่อโดยไม่ต้องติดกังวลว่าจะหมายถึงเพศไหน

อย่างไรก็ดีเมื่อพบว่าพายุลูกไหนสร้างความหายนะรุนแรงมากก็จะมีการเปลี่ยนชื่อไปในที่สุดอีกด้วย ในทำนองเหมือนการแก้เคล็ด

แต่แบบแผนที่ควรพูดถึงอีกอย่างน่าจะหมายถึงการเรียกประเภทพายุมากกว่า เพราะนี่คือสิ่งที่แสดงถึงระดับความรุนแรงที่แท้จริง!

กล่าวสำหรับ “พายุหมุนเขตร้อน” สามารถเกิดขึ้นได้หลายแห่งในโลก ทั้งนี้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เจริญเติบโตเต็มที่จะเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาพายุที่เกิดขึ้นในโลกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณตั้งแต่ 100 กม.ขึ้นไป และเกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดแรงมาก ระบบการหมุนเวียนของลมเป็นไปโดยพัดเวียนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุในซีกโลกเหนือ

ส่วนในซีกโลกใต้พัดเวียนตามเข็มนาฬิกา ยิ่งใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงที่สุด!!

สำหรับการจัดประเภทของพายุยังแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด หรือบริเวณที่มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นเป็นประจำ

เช่นมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกเรียกว่า “ไต้ฝุ่น” มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแถวทะเลแคริบเบียนและอ่าวเม็กซิโกเรียกว่า “เฮอร์ริเคน” เช่นเดียวกับโซนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ฝั่งตะวันตกของประเทศเม็กซิโก

ขณะที่โซนมหาสมุทรอินเดียเหนือเรียกว่า “ไซโคลน” เช่นเดียวกับโซนมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย

ไทยเราอยู่ในโซนของ “มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้“ ซึ่งมีการพิจารณาความรุนแรงของพายุ โดยดูที่ “ความเร็วลมสูงสุดที่บริเวณใกล้ศูนย์กลาง” ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

กล่าวคือถ้าเรียก “พายุดีเปรสชันเขตร้อน”  จะมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่ถึง 34 นอต (63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง), ถ้าเรียก “พายุโซนร้อน” ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 34 นอต (63 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ถึง 64 นอต หรือ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ส่วน “พายุไต้ฝุ่น” จะมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอต (118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขึ้นไป

 ชื่อนี้ที่ยากจะลืม

ย้อนความจำเกี่ยวกับพายุร้ายๆ ที่เคยเข้าไทย แน่นอนที่กล่าวถึงกันมากตอนนี้มีสองชื่อก็คือ “พายุไต้ฝุ่นเกย์” และ “พายุโซนร้อนแฮเรียต” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีเส้นทางการเคลื่อนตัวคล้ายกันกับเส้นทางของพายุโซนร้อนปาบึกในขณะนี้

สำหรับพายุไต้ฝุ่นเกย์นั้น นับเป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี แรกเริ่มพายุก่อตัวขึ้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน ในอ่าวไทยตอนล่าง

จนเข้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 ไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3

มันถล่ม อ.เมือง อ.บางสะพานน้อย และอ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ท่าแซะ และอ.ปะทิว จ.ชุมพร สร้างความเสียหาย มหาศาลแก่บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม และมียอดระบุว่า รวมประเทศที่ได้รับผลกระทบและไทยแล้วมีผู้เสียชีวิต 1,060 ราย โดยที่ไทยมีจำนวนเกือบครึ่ง!

พายุไต้ฝุ่นเกย์ถือเป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ไทยในระดับไต้ฝุ่น สร้างความเสียหายให้ไทยเรามากที่สุดในรอบ 27 ปี นับแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุกในปี 2505

ส่วน พายุโซนร้อนแฮเรียต (ซึ่งตั้งชื่อโดยฟิลิปปินส์ ที่จะแยกตั้งชื่อตามเขตรับผิดชอบของตนอีกชุดหนึ่งต่างหาก)

พายุลูกนี้ในอดีตเริ่มก่อตัวขึ้นจากหย่อมความกดอากาศต่ำ เป็นพายุดีเปรสชันก่อนในทะเลจีนใต้ตอนล่างนอกชายฝั่งเวียดนามตอนใต้ช่วง 22 ตุลาคม 2505

จากนั้นเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้ามาในอ่าวไทยและทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนนอกชายฝั่งสงขลา

แล้วก็เปลี่ยนทิศทางตรงไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เคลื่อนขึ้นฝั่งในตอนค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม 2505 ที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

ความเร็วลมสูงสุดวัดตอนนั้นคือ 95 กม.ต่อชม. สร้างความเสียหายชนิดแหลมตะลุมพุกราบเป็นหน้ากลองด้วยคลื่นที่สูงกว่า 3 เมตรได้ทำลายบ้านเรือนหมดสิ้นทั้งหมด

คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 900 ราย และอีกนับหมื่นสิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งเพราะการสื่อสารในขณะนั้นยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ชาวบ้านจึงไม่ทันตั้งรับ ว่ากันว่าวิทยุสักเครื่องก็ยังไม่มี!

มาวันนี้ “ปาบึก” กำลังทำให้ภาพจำที่ไม่อยากจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกับชาวนครศรีธรรมราช ก็ได้แต่หวังว่า ไม่ว่าจะร้ายหรือดี คนไทยจะก้าวไปด้วยกัน

แกะรอย “เจ๊แดง”ขายบ้าน 300 ล้าน?ในหมู่บ้านนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “เจ๊แดง”ขายบ้าน 300 ล้าน?ในหมู่บ้านนักการเมือง

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:48 น.
เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,เจ๊แดง,ทักษิณ,ชินวัตร,จำนำข้าว
เปิดอ่าน 16,137 ครั้ง

อุตส่าห์ทำเป็นเงียบๆ หายไปเงียบๆ แล้วเชียว ยังมีตาดีส่องชีวิตแล้วเอามาป่าวประกาศจนได้

กับข่าวลือลั่นที่ยังไม่คอนเฟิร์มจากเจ้าตัวว่า “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แห่งตระกูลชินวัตร ประกาศขายบ้านในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ ชนิดที่บอกเลยว่าเซลล์แหลกรับพายุปาบึก ในราคา 300 ล้านบาท!!

+++

    เสียงลือเสียงเล่าอ้าง
ชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ อ่านแล้วงงว่ามันลดตรงไหน เกิดใหม่อีกสิบชาติก็ไม่ต้องหวังที่จะได้มีบ้านราคาขนาดนี้

แต่ในแวดวงมหาเศรษฐีเขารู้กันดีว่า นี่แหละคือราคาลดชนิดหั่นตัวขาดสองท่อนเลย เพราะบ้านหลังนี้มีมูลค่าเดิมอยู่ที่ 600 ล้านบาท…แม่เจ้า!!

ข่าวลือนี้แน่นอนทำเอาคนไทยตาลุกวาว หูผึ่ง ถามทำไมคนระดับเศรษฐีเมืองไทยต้องทำขนาดนี้ จะว่าร้อนเงินก็ไม่ใช่

แต่จมูกคนไทยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเจ้าของบ้านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั่นแหละ

หลังคนเคยสนิทที่ชื่อ บุญทรง เตริยาภิรมย์ หนึ่งในจำเลยคดีจำนำข้าว ที่ว่ากันว่ายอมเปิดปากให้ข้อมูลบางอย่างแก่ป.ป.ช.แล้ว ก่อนที่ ป.ป.ช.จะส่งคำฟ้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา

แม้รายงานจะไม่มีการยืนยันว่า “เจ๊แดง” ไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่เมืองไทยแดนดราม่า เรื่องปะติดปะต่อ มโน มะนาว คนไทยถนัด!

ยิ่งนาทีนี้เรื่องของคดีจะว่าอย่างไรพี่ป้าน้าอาไม่อยากรู้เท่ากับว่าบ้านหลังนี้ที่ว่าเหลือ 300 ล้านบาทนั้น มันอะไรยังไงกันแน่!

ปรากฏพอพลิกไปอ่านอีกที ข่าวยังระบุว่าราคาบ้านในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะนี้ ตกหลังละ 50 ล้านบาทเท่านั้น

แต่ที่ของเจ๊แดงแพงกว่าใครเพื่อนก็เพราะบ้านของเธอหรูหรามีระดับสมศักดิ์ศรีคนใหญ่ โดยนอกจากเนื้อที่ที่กว้างขวางราวกับสนามกอล์ฟแล้ว ตัวบ้านก็ยังอลังการงานสร้าง มีการต่อเติมอาคารเพิ่มเติมมากมาย นั่นเอง

อย่างไรก็ดีเอาเข้าจริงๆ พูดถึงบ้านคนรวยระดับนี้คนไทยก็เข้าใจได้ไม่ยากว่ามันต้องประมาณไหน และเชื่อขนมกินได้เลยว่า คนรวยๆ เขาไม่ได้มีบ้านกันแค่หลังสองหลัง

แต่ในเคสของเจ๊แดง เยาวภา แหล่งข่าวใกล้ชิดคอนเฟิร์มว่า ก็มีตามที่เห็นเป็นข่าวว่ามีอยู่สองที่นั่นแหละ

+++

     บ้านเราแสนสุขใจ
ที่แรกคือบ้านพักเลขที่ 275 ในโครงการเชียงใหม่กรีนวัลเล่ย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ระบุว่าเป็นเหมือนบ้านพักอาศัยยามที่ขึ้นไปทำกิจธุรกิจ ธุรกรรมต่างๆ หรือบัญชาการทางการเมือง หรือไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เท่านั้น

ส่วนฐานที่มั่นจริงๆ ซึ่งเป็นยานแม่ ก็คือบ้านใหญ่ที่เบเวอร์ลี่ฮิลล์ กทม. ที่ลือกันว่ากำลังประกาศขายนั่นแหละ

สำหรับโครงการเชียงใหม่กรีนวัลเล่ย์ อ.แม่ริม นั้น มีข้อมูลว่าเป็นของตระกูล “เรืองกฤตยา” ตระกูลใหญ่แวดวงอสังหาริมทรัพย์

มีพื้นที่เกือบ 1,000 ไร่ เริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2534 โดยมีการแบ่งแปลงจัดสรรที่ดินเปล่าและสนามกอล์ฟ ที่สำคัญเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังฐานะดี และฐานลูกค้ามากกว่า 80% มาจากกรุงเทพฯ

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เจ้าของบ้านในโครงการนี้จะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงคนไทยรู้จักกันดีอยู่จำนวนมาก

แอบกระซิบว่า นอกจากครอบครัววงศ์สวัสดิ์แล้ว ก็ยังมีบ้านของอดีตนายกฯ ของเราทั้งสองคนพี่น้องแห่งชินวัตรนั่นแหละ โดยอยู่คนละหลังในโซนเดียวกันในหมู่บ้านแห่งนี้!!

พี่น้องที่เหลือก็แยกย้ายกันไป เช่นน้องสาวอีกคนที่ชื่อ มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล ก็มีบ้านพักที่หมู่บ้านคุ้มเวียงพิงค์วิลล่า ถนนเชียงใหม่-เชียงราย ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ด

หรือน้องชายอีกคนอย่าง พายัพ ชินวัตร ก็มีบ้านพักอยูในซอยวัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่

ทีนี้มาว่ากันที่บ้านหลังที่ 2 ที่หมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งหากอ้างตามแหล่งข่าวก็พบว่านี่คือบ้านหลักของเจ๊แดง เยาวภา

และจริงๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นศูนย์รวมของครอบครัวก็ว่าได้ เพราะที่นี่พ่อแม่ลูกอยู่อาศัยกับครบทุกคน อบอุ่นสุดๆ

โดยนอกจากเจ้าของบ้านอย่างเจ๊แดงกับสามี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีต นายกฯ อีกคนแล้ว ลูกๆ ก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน

ทั้ง “เชียร์” ชินณิชา อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย “เชน” ผศ.ดร.ยศชนัน์ และ “เชอร์รี่” ชยาภา ที่ไปร่วมหอลงโรงกับ นัม ลีนาล ทายาทนักการเมืองระดับแถวหน้าของกัมพูชา แต่หากกลับมาเมืองไทยทีไร บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์นี่แหละคือรังนอน

+++

   หมู่บ้านนักการเมือง
พูดถึงบ้านเจ๊แดง หากย้อนดูข่าวเก่าๆ บางคนคงจำได้กับข่าวใหญ่ที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรร “ชินณิชาวิลล์” เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2546

ค้นไปค้นมา ปรากฏว่าที่จริงแล้วหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะแห่งนี้ ก็คือ “หมู่บ้านชินณิชาวิลล์” นั่นแหละ

วันนั้นทุกคนรับรู้ตรงกันว่านี่คือโครงการบ้านจัดสรรสุดหรูของน้องสาวนายกรัฐมนตรี เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เพราะงานเปิดตัวอลังการไปด้วยคนใหญ่คนโต

ตั้งแต่ “คุณหญิงพจมาน และทักษิณ ชินวัตร” ที่มาในฐานะประธานเปิดงาน และยังมีขาใหญทั้ง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

และแขกระดับวีไอพี เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, เนวิน ชิดชอบ, ประยุทธ มหากิจศิริ

ดังนั้นด้วยภาพแบบนี้จึงไม่แปลกที่จากชื่อหมู่บ้านที่ตั้งมาจากชื่อของบุตรสาว คนไทยกลับเรียกขานใหม่ว่า “หมู่บ้านนักการเมือง”!!

แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะชื่อนี้หรือไม่ที่ทำให้ภายหลังหมู่บ้านแห่งนี้ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง

โดยราวช่วงปี 2549 ข่าวจากฐานเศรษฐกิจลงวันที่ 17 กันยายน 2549 (ก่อนรัฐประหารแค่สองวัน) มีข้อมูลระบุว่าโครงการชินณิชาวิลล์ นั้น ไปอยู่ในความดูแลของบริษัท สร้างสินพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่มีเสี่ยใหญ่คนหนึ่งดูแล

ปรากฏว่าเขาได้เล่าความเป็นมาของหมู่บ้านนี้ไว้ว่าเดิมชื่อโครงการ “ทรอปิคานา พาราไดซ์ไอซ์แลนด์ แจ้งวัฒนะ” พัฒนาในนาม บริษัท การ์เด้นซิตี้ ลากูน คลับ จำกัด เริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2539 มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2542 โครงการประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจนกลายเป็น NPL และเจ้าหนี้ได้นำโครงการขายทอดตลาด กระทั่งผู้ถือหุ้นเก่าๆ กลับมาซื้อคืน 25% จากเจ้าหนี้

ที่สุดในปี 2545 ผู้ถือหุ้นของบริษัท การ์เด้นซิตี้ ลากูน คลับ จำกัด ได้ขอให้มือดีคนหนึ่งมาดูแลบริหารโครงการ โดยเป็นบุคคลที่มีความสนิทสนมกับ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อีกด้วย

วันนั้นเสี่ยใหญ่บอกกับฐานเศรษฐกิจว่าเจ๊แดงไม่ได้มีชื่อเป็นเจ้าของโครงการแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้บริหารได้ชักชวนให้มาซื้อที่ดินภายในโครงการ

และขอชื่อบุตรสาวของเจ๊แดงมาเป็นชื่อโครงการซึ่งผู้ถือหุ้นก็ไม่ได้ว่าอะไร จึงทำให้ทุกคนมองว่าเป็นโครงการของเจ๊แดง

วันเปิดตัวช่วงปี 2546 ก็เลยสร้างความฮือฮาด้วยการเชิญนักการเมืองมา ทำให้ถูกมองว่าชินณิชาวิลล์ เป็น “หมู่บ้านนักการเมือง” ไปโดยปริยาย

จนกระทั่งปี 2549 โครงการเรียกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่จึงมีการเปลี่ยนแปลงในผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเห็นว่าภาพลักษณ์โครงการชินณิชาวิลล์ ไม่ค่อยดี และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ๊แดง จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “หมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ในปัจจุบัน

ประมาณว่า เจ๊แดงและครอบครัว ก็เป็นเพียงลูกบ้านคนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องเล่าอาจจบแค่นี้ แต่เรื่องราวยาวกว่านี้นัก อยากรู้ต้องไปหาข่าวเรื่อง “คดีซุกบ้านหรู ชินณิชาวิลล์” ที่เจ๊แดงและครอบครัวต้องเจอช่วงหลังรัฐประหาร 2549 มาไล่อ่านกันดู

อาจถึงกับต้องถามว่า นี่มันซับซ้อนขนาดนี้เชียว!?